เราไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้น

20150630_DontNeedMoreTime

You don’t need more time, you just need to decide.
คุณไม่ได้ต้องการเวลามากขึ้นหรอก คุณแค่ต้องตัดสินใจเท่านั้นเอง

– Seth Godin

—–

เคยมั้ยครับที่เข้าประชุมแล้วมีเรื่องต้องตัดสินใจ แต่ที่ประชุมตกลงกันไม่ได้ เพราะไม่มีใครกล้าฟันธง หรือเพราะว่ายัง “ต้องการข้อมูลมากขึ้น” หรือ “ต้องการเวลาคิดให้ถี่ถ้วนกว่านี้”

แล้วเวลาก็ผ่านไปอีกหนึ่งสัปดาห์ เพื่อที่จะกลับมาประชุมกันใหม่ แล้วก็ยังตัดสินใจกันไม่ได้อยู่ดี หรือถ้ามีการตัดสินใจ การเลื่อนเวลามาหนึ่งสัปดาห์นั้นจริงๆ แล้วก็ไม่ได้ช่วยให้การตัดสินใจนั้นดีขึ้น

ที่เราผัดวันประกันพรุ่งการตัดสินใจของเราออกไป ไม่ใช่เพราะว่าเรารอบคอบอะไรหรอก แต่เพราะเรากลัวจะผิดพลาดมากกว่า

ในโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เราไม่มีวันที่จะมีข้อมูลได้ครบถ้วนเพียงพอที่จะตัดสินใจโดยไม่พลาดอยู่แล้ว

ดังนั้น ผู้นำที่ดีต้องกล้าตัดสินใจในสภาวะที่ข้อมูลไม่ครบถ้วนนี่แหละ ถ้ามันจะพลาดบ้างก็ค่อยปรับค่อยแก้กันไป เพราะการดึงเวลาเอาไว้ไม่ยอมตัดสินใจซักที นอกจากงานจะไม่เดินแล้ว ยังสร้างความกังวลและความสับสนให้กับลูกทีมอีกด้วย

—–

จริงๆ แล้วตอนที่ผมอ่านประโยค You don’t need more time, you just need to decide นี้ครั้งแรก ผมเข้าใจความหมายไปอีกทาง

เคยอยากให้วันหนึ่งมีมากกว่า 24 ชั่วโมงมั้ยครับ?

สมัยเรียนอยู่มหาลัย ผมมักจะบอกกับเพื่อนๆ ว่าอยากให้วันหนึ่งมีซัก 30 ชั่วโมง จะได้มีเวลานอนให้เต็มอิ่มกว่านี้ และมีเวลาเล่นกีตาร์+เตะบอล+เล่นเกมมากกว่านี้

นั่นคือสมัยที่ผมยังเรียนหนังสือ (ไม่มีภาระอื่น) อยู่หอ (ใช้เวลาเดินทางแค่วันละ 10 นาที) และยังไม่เคยได้ยินคำว่าเฟซบุ๊ค

ปัจจุบันผมมีภาระหน้าที่เพิ่มขึ้น ใช้เวลาเดินทางมากขึ้น แถมยังมีสมาร์ทโฟนติดตัวอีกต่างหาก

แล้วจะทำยังไงกันล่ะทีนี้?

เคยได้ยินคำว่า FOMO (โฟโม่) มั้ยครับ?

FOMO ย่อมาจาก Fear Of Missing Out

ลึกๆ แล้วเรามีความกลัวว่าเราจะ “พลาด” อะไรไป เราเลยต้องคอยตามเรื่องนั้นเรื่องนี้อยู่เสมอ

FOMO ทำให้เรายอมเข้าคิวยาวๆ เพื่อซื้อขนมชื่อดังจากเมืองนอกที่เพิ่งเปิดตัว

FOMO ทำให้หลายๆ คนยอมจ่ายเงินเป็นแสนเพื่อจะได้มีจักรยานเจ๋งๆ ไว้ขับ

FOMO ทำให้เรายอมนอนดึกเพื่อจะได้ดูละครและเชียร์ทีมบอลที่เรารัก

FOMO ทำให้เราตามอ่าน “สาระน่ารู้” “ข่าว” “ข่าวลือ” และ “บทสนทนา” ใน LINE วันละเป็นชั่วโมง

ทุกวันนี้เรามีทางเลือกดีๆ เต็มไปหมด พอคิดจะเอามันทุกอย่าง มันก็เลยทำได้ไม่ดีซักอย่าง และอาการ “ขาดแคลนเวลา” จึงเกิดขึ้นอย่างช่วยไม่ได้

ถ้ารู้ตัวว่าคุณเป็นคนที่มี FOMO ลองเปลี่ยนมาเป็นคนที่มี JOMO ดูบ้างดีมั้ยครับ?

JOMO = Joy Of Missing Out

ไหนๆ เราก็ไม่มีวันทำทุกอย่างที่เราอยากทำได้หมดอยู่แล้ว สู้ใช้เวลาที่มีทำสิ่งที่เราอยากทำมากที่สุดดีกว่า ส่วนจะพลาดข่าวสาร หรือบทสนทนา หรือละครเรื่องอะไรไปเราก็ไม่ต้องไปเสียดาย เพราะเราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามันไม่ได้ช่วยให้ชีวิตเราดีขึ้นเท่าไหร่หรอก

ดังนั้นเราจึงเต็มใจที่จะพลาดสิ่งเหล่านั้นด้วยความยินดี

You don’t need more time, you just need to decide.

การที่วันหนึ่งมี 24 ชั่วโมงอาจเป็นเรื่องที่เหมาะสมดีอยู่แล้ว

เราแค่ต้อง “ฉลาดเลือก” ให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

A Perfect Day II

20150629_PerfectDay

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมารู้สึกมีความสุขเป็นพิเศษ ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรพิเศษ

ความรู้สึกคล้ายกับเมื่อสี่ปีที่แล้วที่ผมเขียน A Perfect Day ลงในโน๊ตส่วนตัวของผม

พอได้รับประสบการณ์อย่างนี้อีกครั้ง เลยต้องกลับมาถามตัวเองให้ลึกลงไปว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้น

สิ่งที่ทำในวันเสาร์มีคร่าวๆ ดังนี้ครับ

6.30 ตื่นนอน
6.45 นั่งสมาธิ
7.30 เขียนบล็อก
8.30 อาบน้ำ
9.00 ทานข้าวเช้าที่ร้านข้าวแกงหน้าปากซอย
10.00 ไปย้ายชื่อเข้าทะเบียนบ้านใหม่
11.00 แวะไปบ้านใหม่เพื่อเอากุญแจบ้านและแปลนบ้านจากผู้รับเหมา
12.00 ไปพาราไดซ์พาร์ค เอาปริ๊นท์เตอร์ไปซ่อม จองตั๋วหนัง อัพเดตบุ๊คแบงค์ ซื้อรองเท้าสุขภาพให้แฟน
13.30 กินข้าวเที่ยงที่โคโค่อิชิบัง
14.30 ดูหนังเรื่อง Jurassic World
17.30 ซื้อเสื้อผ้าโดยใช้ voucher ที่กำลังจะหมดอายุเพราะได้มาตั้งแต่งานแต่งงาน
18.30 ดู+ซื้อหนังสือร้านนายอินทร์
19.30 เดินทางกลับบ้าน แวะซื้อข้าวต้มหมูให้พ่อกับแม่กินตอนเช้า ซื้อน้ำมะพร้าวปั่นให้แฟนกิน
20.30 อาบน้ำ (ส่วนแฟนทำความสะอาดห้อง)
21.00 อ่านหนังสือ “ช้าให้ชนะ” ที่เพิ่งซื้อมาจากร้านนายอินทร์
21.30 สวดมนตร์ นั่งสมาธิ
22.15 อ่านหนังสือต่อ
22.30 เข้านอน

พอมาวิเคราะห์ดูก็คิดว่าปัจจัยที่ทำให้มีความสุขกับวันนี้เป็นพิเศษคือดังนี้ครับ

ได้ตื่นแต่เช้า
วันธรรมดาผมจะตื่นตอนตีห้าครึ่งเพื่อจะหลีกเลี่ยงรถติด ส่วนวันเสาร์ส่วนใหญ่จะตื่นสายๆ หน่อย เจ็ดแปดโมงถึงจะลุกจากเตียง แต่วันเสาร์ทีผ่านมาผมลุกขึ้นมาตั้งแต่หกโมงครึ่งเพราะคืนวันศุกร์เข้านอนค่อนข้างเร็ว

ได้นั่งสมาธิ
ผมไม่ได้นั่งสมาธิตอนเช้ามาหลายสิบวันแล้ว การได้กลับมานั่งสมาธิอีกครั้ง ช่วยให้เริ่มต้นวันใหม่ด้วยใจที่มีสมดุลย์ และด้วยความรู้สึกดีที่ว่าเช้านี้เราได้ทำสิ่งที่มีประโยชน์กับตัวเองไปหนึ่งอย่างแล้วนะ

ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจะทำ
ธรรมดาวันเสาร์ผมจะไม่ค่อยมีแผนการเท่าไหร่ อย่างมากก็แค่คุยคร่าวๆ กับแฟนว่าจะทำอะไรบ้าง แต่เมื่อคืนวันศุกร์ผมนั่งลิสต์รายการเรื่องที่ตั้งใจจะทำ แล้ววันเสาร์ก็ได้ทำไปหลายอย่างจริงๆ มันเลยเกิดความพอใจที่ได้รู้ว่าเราได้ใช้อีกวันหนึ่งในชีวิตของเราไปแบบไม่เปล่าดาย

แม้จะมีเรื่องไม่เป็นใจก็ไม่หงุดหงิดเกินเหตุ
ลองคิดย้อนกลับไปดู วันนั้นไม่ใช่วันที่ทุกๆ อย่างเป็นไปได้ดั่งใจ แต่เป็นวันที่เรา “ไม่ถือสาหาความ” กับเหตุการณ์ที่นอกเหนือความควบคุมของเรา

ร้านที่ผมทานข้าวเช้าก็ไม่ทำไก่อบที่ผมชอบกิน ออกจากบ้านมาอย่างแฟนผมก็เงียบเป็นพิเศษจนผมต้องถามเขาหลายครั้งว่าเป็นอะไรรึเปล่า (แต่ตอนบ่ายก็กลับมาสดใสเฮฮาเหมือนเดิม) เอาปริ๊นท์เตอร์ไปซ่อมร้านก็ดันปิดถึงวันจันทร์ (แถมปริ๊นท์เตอร์หนักมาก) ตั้งใจจะไปธนาคารธอส.แต่ที่พาราไดซ์ไม่มี กินข้าวแกงกะหรี่ตอนเที่ยงก็ต้องรออาหารเกือบครึ่งชั่วโมง ฯลฯ

ตอนที่เกิดเหตุการณ์เราก็หงุดหงิดเล็กน้อย แต่พอผ่านเหตุการณ์ไปแล้วเราก็ปล่อยให้ความหงุดหงิดนั้นผ่านไปด้วยเช่นกัน

หนังที่ดูสนุกกว่าที่คิด
แฟนผมไม่เคยดูเรื่อง Jurassic Park มาก่อน เลยไม่ค่อยคาดหวังอะไรกับหนังเรื่องนี้ ส่วนตัวผมเคยอยู่ในช่วง Jurassic Park ฟีเวอร์ ก็เลยยังจำความรู้สึกตื่นตาตื่นใจตอนเห็นไทแรนโนซอรัสโผล่มาในฉากครั้งแรกเมื่อยี่สิบสองปีที่แล้วได้ แต่ก็เผื่อใจไว้แล้วว่า Jurassic World คงทำได้ไม่ดีเท่าภาคแรก

ไปๆ มาๆ หนังสนุกทีเดียว มีฉากให้ลุ้นและหัวเราะได้เรื่อยๆ แม้จะมีบางตอนที่ขัดใจอยู่บ้างในเรื่องความสมเหตุสมผล แต่โดยรวมก็เป็นหนังที่ดูเพลินจนแอบคิดไปว่า Jurassic World นี้มีอยู่จริงๆ เลยทีเดียว

เหตุการณ์ครั้งนี้ย้ำเตือนว่า เมื่อไม่คาดหวัง เราจะมีโอกาสมีความสุขมากขึ้น

ได้อ่านหนังสือ
ที่พาราไดซ์พาร์คมีร้านนายอินทร์ขนาดใหญ่ ผมกับแฟนเลยไปยืนเปิดหนังสืออ่านกันเพลินเลย น่าจะใช้เวลาอยู่ในร้านไม่ต่ำกว่า 45 นาที และเราก็ได้หนังสือมาสี่ห้าเล่ม การได้ยืนพลิกหน้าไปทีละหน้าแล้วปล่อยตัวเองให้จมจ่อมไปกับโลกทางความคิดที่นักเขียนเขาสรรค์สร้างขึ้นมานี่ถือเป็นความบันเทิงชั้นเยี่ยมทีเดียว

ได้เล่นมือถือน้อยมาก
เหตุผลข้อสุดท้ายเป็นเรื่องที่รู้ตัวตอนกลับถึงบ้านแล้ว เพราะพอเปิด Facebook ขึ้นมาผมมี notifications ถึงแปดอัน ซึ่งแปลว่าผมไม่ได้ดู Facebook มาเป็นเวลาหลายชั่วโมง (ธรรมดาผมเปิดทีไรจะมี notifications แค่หนึ่งหรือสองอันเสมอเพราะผมเปิดถี่ไปหน่อย) การไม่ได้เล่นมือถือทำให้จิตใจฟุ้งซ่านและจับจดน้อยลง และทำให้เราใส่ใจและมีความสุขกับ “เรื่องจริง” ที่เกิดขึ้นตรงหน้ามากขึ้น

—–

ตอนนี้ก็จะพยายามทำเจ็ดข้อที่ว่านี้ให้ได้เรื่อยๆ เผื่อจะได้มี Perfect Day บ่อยขึ้นครับ

สูตรความสำเร็จในชีวิต

20150628_Formula

ผลลัพธ์ของชีวิตและการทำงาน = ทัศนคติ x ความพยายาม x ความสามารถ

คาซุโอะ อินาโมริ

—–

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง “ช้าให้ชนะ” ของสำนักพิมพ์ We Learn ซึ่งผมถือว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ “มาแรงที่สุด” ในรอบสองปีที่ผ่านมา เพราะออกหนังสือแปลดีๆ มามากมาย

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ชื่อคาซุโอะ อินาโมริ เป็นผู้ก่อตั้งบริษัทเคียวเซเร่ (Kyocera) ที่เรารู้ว่าทำเครื่องปริ๊นท์เตอร์นั่นแหละครับ

ผมเพิ่งรู้เหมือนกันว่าจริงๆ แล้วธุรกิจหลักของเคียวเซร่าคือเซรามิค เพราะ Kyocera นั้นย่อมาจาก Kyoto Ceramic

คุณคาซุโอะเริ่มมีชื่อเสียงโด่งดังระดับนานาชาติ หลังจากที่ถูกเชิญมาช่วยกอบกู้ธุรกิจสายการบินประจำชาติ JAL (Japan Airlines) ที่เกือบจะล้มละลาย และสามารถพลิกสถานการณ์ให้ดีขึ้นจน JAL กลับเข้าสู่ตลาดหุ้นได้อีกครั้งในเวลาเพียงสองปี

อ้อ ลืมบอกไปว่าตอนที่คุณคาซุโอะถูกแต่งตั้งให้มาเป็น CEO ของ JAL นั้นคือปี 2010 ซึ่งแกมีอายุปาเข้าไป 78 ปีแล้ว และปัจจุบันในวัย 83 ปี คุณตาคาซุดโอะก็ยังเป็น Chairman ของ JAL อยู่ ผมว่าน่าจะเป็นทั้ง CEO และ Chairman ที่แก่ที่สุดในโลกคนหนึ่งเลยนะ

กลับมาที่หนังสือ “ช้าให้ชนะ” ดีกว่า

ในหน้า 23 คุณตาคาซุโอะได้กล่าวเอาไว้ว่า

     เราต้องทำอะไรบ้างเพื่อให้มีชีวิตที่ดีและมีความสุข คำตอบของผมซ่อนอยู่ในสูตรต่อไปนี้

     ผลลัพธ์ของชีวิตและการทำงาน = ทัศนคติ x ความพยายาม x ความสามารถ

     ผมขอเน้นว่าผลลัพธ์ดังกล่าวไม่ได้เกิดจากการนำปัจจัยทั้งสามมาบวกกัน แต่นำมาคูณกันต่างหาก

ที่นี่สนใจคือคุณคือตาบอกว่า คะแนนสำหรับความพยายามและความสามารถนั้น เขาจะให้จาก 0 ไป 100 คือถ้ามีความสามารถแต่ขี้เกียจ ผลลัพธ์ก็ย่อมออกมาเป็นศูนย์ หรือถ้ามีความพยายามแต่ไม่มีความสามารถนั้น ผลลัพธ์ก็อาจจะออกมาเป็นศูนย์ได้เช่นกัน

แต่ที่น่าสนใจยิ่งกว่า ก็คือทัศนคติ ที่คุณตาบอกว่ามีคะแนนตั้งแต่ -100 ถึง 100

ถ้าทัศนคติดี แถมยังฉลาดและขยัน ผลย่อมออกมาเป็นคุณมหาศาล

100 * 100 * 100 = 1,000,000

แต่ถ้าความสามารถและความพยายามสูงมาก แต่ทัศนคติไม่ดี นั่นแสดงว่าคะแนนจะออกมาเป็นลบ

-100 * 100 * 100 = -1,000,000

จึงไม่น่าแปลกใจที่เราจะเห็นคนที่ทั้งเก่ง ทั้งขยัน แต่ไม่มีคุณธรรม สร้างความเสียหายให้กับสังคมได้อย่างเหลือเชื่อ

ดังนั้นคุณตาคาซุโอะบอกว่า ในตัวแปรสามอย่างนี้ ทัศนคติสำคัญที่สุด ถ้าทัศนคติเราดี ผลย่อมออกมาดี ส่วนจะดีมากหรือน้อยนั้นอีกประเด็นหนึ่ง

ดังนั้นเราจึงต้องคอยสำรวจตัวเองอยู่เสมอ ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราทำไปนั้น ออกมาจากทัศนคติที่ถูกต้องสอดคล้องกับหลักการที่ควรจะมีรึเปล่า

จากนั้นเราค่อยพัฒนาความสามารถของเรา และทำงานทุกวันด้วยความขยันขันแข็ง

แล้วความสำเร็จและความสุขในชีวิตย่อมเป็นสิ่งที่พึงหวังได้ครับ

—-

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia
ขอบคุณเรื่องราวจาก ช้าให้ชนะ สำนักพิมพ์วีเลิร์น

สบตากับปัญหา

20150627_LookInTheEye

ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่พยายามจะสบตากับมัน

– OSHO

—–

เขาว่ากันว่า เวลานกกระจอกเทศเจอเสือหรือสิงห์โต ที่แข็งแกร่งกว่าและอาจจะทำร้ายมันได้ นกกระจอกเทศจะเอาหัวมุดลงไปในทราย

ด้วยความเชื่อที่ว่าถ้ามันมองไม่เห็นเสือแล้ว เสือก็จะมองไม่เห็นมันเช่นกัน

ดูเป็นการกระทำที่ไม่ฉลาดเอาซะเลยนะครับ

แต่จริงๆ แล้วคนเราก็ทำอย่างนั้นอยู่บ่อยๆ ไม่ใช่หรือ?

ถ้าไม่นับเรื่องอุบัติเหตุแล้ว ปัญหาใหญ่ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตล้วนต้องใช้เวลาเท่านั้น

ไม่ว่าจะเป็นอาการเจ็บป่วยอย่าง Office Syndrome หรือกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

หรือปัญหาทางการเงินอย่างหมุนเงินไม่ทัน

หรือความบาดหมางกันระหว่างคนในทีมหรือคนในครอบครัว

ทุกอย่างเกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ แล้วค่อยๆ ก่อตัว

ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าเราคิดจะลงไปจัดการตอนที่มันยัง “ตั้งเค้า” อยู่ก็ย่อมทำได้ แต่เรามักจะบอกตัวเองว่า “เอาไว้ก่อน” หรือ “ไม่เป็นไรหรอก”

จนถึงวันหนึ่งที่ปัญหามันบานปลายจนกลายเป็นวิกฤติแล้วนั่นแหละ เราถึงรู้ว่าการเอาหัวมุดทรายไม่ได้แปลว่าเสือจะมองไม่เห็นเราหรือจะเดินจากเราไป

“ปัญหาต่างๆ ที่เราเผชิญอยู่ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะว่าเราไม่พยายามจะสบตากับมัน”

การสบตากับปัญหาเป็นเรื่องยากครับ ต้องใช้ความกล้าและต้องใช้ความจริงใจทั้งต่อตัวเองและต่อผู้อื่นไม่น้อย เรkจึงมักเลือกที่จะมองไปทางอื่นหรือทำราวกับว่ามันไม่ได้อยู่ตรงนั้น

บางที ถ้าเราคอยเตือนตัวเองว่า “อย่ามัวเป็นนกกระจอกเทศอยู่เลย” ก็อาจจะช่วยให้เรามีความกระตือรือล้นที่จะโงหัวออกจากทรายและมองไปที่ปัญหาก็ได้

และถ้าเรามองให้ดีๆ เราอาจจะพบว่า ที่นึกว่าเป็นเสือนั้น ที่แท้แล้วมันเป็นแค่แมวเท่านั้น เราตาฝาดไปเอง

เป็นถึงนกกระจอกเทศ อย่าไปกลัวแมวครับ

—–

ป.ล. เรื่องที่ว่านกกระจอกเทศชอบเอาหัวมุดทรายเวลาศัตรูมานั้นเป็นความเชื่อที่ผิดนะครับ

โฆษณาไหมขัดฟัน

20150625_Floss

วันนี้วันศุกร์ มาดูอะไรเบาๆ กันครับ

เป็นโฆษณาไหมขัดฟันของคอลเกตที่มีแต่คนชื่นชมว่าเจ๋งมากๆ

Fstoppers-Colgate-2

Fstoppers-Colgate-1

Fstoppers-Colgate-3

ดูรูปเสร็จแล้ว ถ้าคุณเป็นเหมือนผม (และใครอีกหลายๆ คน) ก็คงคิดเหมือนกันว่า “มันเจ๋งตรงไหนวะ?”

ให้โอกาสเลื่อนกลับขึ้นไปดูรูปอีกครั้งนึงครับ

ถ้ายังไม่รู้สึกอะไรอีก ผมใบ้ให้ก็ได้ว่า ในแต่ละรูปมีสิ่งผิดปกติอยู่

แต่เรามองไม่เห็นสิ่งผิดปกติเหล่านั้น เพราะว่าความสนใจของเราทั้งหมดพุ่งไปที่ฟันที่มีผักติดอยู่

ซึ่งเป็นสิ่งที่คอลเกตพยายามจะบอกนั่นเองว่า การมีอะไรติดอยู่ที่ฟันนี่มันเด่นชัดซะยิ่งกว่าความผิดปกติอื่นๆ ในร่างกายคุณซะอีก

ดังนั้นจงซื้อไหมขัดฟันซะนะ!

—–

ป.ล. ถ้าใครยังไม่รู้อยู่ดีว่าแต่ละภาพมีอะไรผิดปกติ ผมมีคำใบ้สุดท้ายให้นะครับ : นิ้ว-มือ-หู

ป.ล.2 พอกูเกิ้ล “colgate genius advert” จึงรู้ว่าบริษัทที่ทำโฆษณานี้คือขึ้นมาคือ Y&R Brazil ครับ

7 วิธีคลายความหงุดหงิดบนท้องถนน

20150625_Traffic

ผมเคยเป็นคนที่เกลียดรถติดมากชนิดเข้ากระดูก

ช่วงที่เริ่มทำงานใหม่ๆ ยังไม่มีรถใต้ดิน ผมจะออกจากบ้านตั้งแต่หกโมงสิบห้าเพื่อมาถึงที่ทำงานตอนเจ็ดโมงเช้า ส่วนตอนเย็นก็ตีปิงปองถึงสองทุ่มถึงจะกลับบ้าน เพื่อเป็นการหนีรถติด

พอรถใต้ดินเปิดให้บริการในปี 2005 ผมก็เปลี่ยนเป็นนั่งรถไฟฉึกฉักจากสถานีหัวหมากมาลงที่ที่หยุดรถมักกะสัน แล้วเดินมาขึ้นรถไฟใต้ดินสถานีเพชรบุรีตัดใหม่ ข้อดีอย่างยิ่งของการเดินทางด้วยวิธีนี้คือผมได้อ่านหนังสือเยอะมาก โดยเฉพาะเวลารอรถไฟ เพราะรถไฟไทยมาสายประจำ

แต่หลังจากแต่งงาน ก็ต้องเปลี่ยนการเดินทางมาเป็นขับรถแทนเพราะออฟฟิศเราสองคนอยู่ไม่ห่างกัน การขับรถมาทำงานดูจะตอบโจทย์มากที่สุด

ในบางครั้งจึงเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญสภาวะรถติดบนท้องถนน จนผมต้องค่อยๆ เรียนรู้ที่จะอยู่กับรถติดโดยไม่ทุกข์ใจเกินไปนัก

1. ฟัง Audiobook / Podcast
การฟัง Audiobook ก็เหมือนเป็นการอ่านหนังสืออีกทางหนึ่ง พอดีที่บริษัท พนักงรานทุกคนจะได้เป็นสมาชิกของ books24x7.com ซึ่งเราสามารถดาวน์โหลดหนังสือเสียงมาได้ไม่จำกัด ผมได้ฟังหนังสืออย่าง Start with Why ของ Simon Sinek และ Purple Cow ของ Seth Godin

ลองถามที่บริษัทของคุณดูนะครับว่ามีแหล่ง Audiobooks ให้โหลดมาฟังรึเปล่า ถ้าไม่มีจริงๆ ก็ยังสามารถไปดาวน์โหลด Podcast ฟรีๆ มาฟังได้ ที่ผมเคยใช้บริการก็ได้แก่ The Tim Feriss Show (คนเขียน 4-hour Work Week), The James Altucher Show, และ Good Life Project 

2. ฟังธรรมะ
รู้เรื่องรอบตัวจาก Audibook มาเยอะแล้ว ก็ต้องหัดมารู้ใจตัวเองบ้าง ในรถผมมีซีดีของหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโชอยู่แผ่นนึงที่แถมมากับหนังสือของท่าน (น่าจะเป็นหนังสือที่เป็นภาพวาดการ์ตูนเกี่ยวกับหลักของพระพุทธศาสนา) ฟังมาหลายเดือนแล้วยังไม่จบเลย เพราะมีทั้งหมด 45 ตอน ตอนนึงประมาณหนึ่งชั่วโมง ส่วนใครไม่มีก็สามารถไปดาวน์โหลดได้ฟรีๆ ที่นี่ครับ 

หรือถ้าใครชอบงานของดังตฤณ (ผู้เขียนเสียดายคนตายไม่ได้อ่าน) ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลด Audiobook ได้ที่นี่เช่นกัน

3. คิดเลขจากทะเบียนรถ
จะเล่นคนเดียวก็ได้ แต่ผมมักเล่นกับแฟนเวลารถติด วิธีเล่นก็แค่เลือกรถมาคันหนึ่ง แล้วก็ดูว่าจะเอาเลขทะเบียนสี่ตัวนั้นมาบวกลบคูณหารให้ได้ค่า 24 ยังไง ที่เลือกใช้เลข 24 เพราะมันเป็นเลขที่มา “ทางไป” ได้เยอะ เช่น 6×4, 8×3, 12×2

4. เล่นเกมต่อคำ
เกมนี้คิดขึ้นมาได้โดยบังเอิญระหว่างคุยเล่นกับแฟน

เลือกคำมาหนึ่งคำที่มีสองพยางค์และใช้เสียงเดียวกันเช่น “ลิงลม”

อีกคนก็ต้องคิดคำที่เป็นเสียงล.ลิงทั้งสองพยางค์เช่น “ลวงหลอก” จากนั้นก็โต้กันไปมา

ละเลย – หละหลวม – ละเล่น – ลำลอง – หลุดลุ่ย – ลวนลาม

อักษรสูงหรืออักษรต่ำอย่าง ข.ไข่ กับ ค.ควาย ให้ถือว่าเป็นเสียงเดียวกัน

ค้าขาย – คำคม – คู่ความ – ขายของ – ข้อความ – คุ้นๆ – ขำๆ

เกมนี้จะช่วยให้เวลาผ่านไปเร็วมาก แนะนำให้เล่นตอนเช้า ถือเป็นการวอร์มอัพสมองก่อนเข้าที่ทำงาน ตอนเย็นอาจจะเล่นลำบากเพราะสมองหมดแรงแล้ว ขับรถตอนกลางคืนต้องใช้ความระมัดระวังมากกว่าตอนเช้า

5. คุยกับแฟน
ถือเป็นโอกาสอันดีที่จะคุยเรื่องราวต่างๆ เช่นวันนี้ต้องทำอะไรบ้าง วันนี้เจออะไรดีๆ บ้าง สุดสัปดาห์นี้จะไปไหนกัน

6. เปิดเพลงแล้วร้องตาม
อันนี้หลายคนคงทำอยู่แล้ว และนี่ถือเป็นกิจกรรมไม่กี่อย่างที่คนเดินทางด้วยวิธีอื่นไม่สามารถทำได้

7. ดูลมหายใจ
จะว่าไปการนั่งในรถยนต์ตอนรถติดๆ ก็ไม่ต่างจากการนั่งในห้องเงียบๆ คนเดียว แทนที่จะหงุดหงิดไฟแดงหรือนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือ การกลับมาสังเกตลมหายใจและความรู้สึกที่เกิดขึ้นในตัวเองก็ถือว่าเป็นการใช้เวลาอย่างมีประโยชน์ เพราะนอกจากจะช่วยให้หงุดหงิดน้อยลงแล้ว ยังเป็นการดีท็อกซ์จิตใจด้วย

—–

และนี่คือเจ็ดวิธีที่ผมลดความหงุดหงิดเวลารถติดครับ ถ้าใครมีวิธีอื่นๆ ที่ทำแล้วเวิร์คก็มาแชร์กันบ้างนะครับ ผมจะได้เอาไปลองบ้าง

จงทำดี จงทำดี จงทำดี

20150624_BeNice

Be nice to people on your way up because you’ll meet them on your way down.

ตอนคุณขาขึ้นจงเป็นมิตรกับทุกคน เพราะคุณจะเจอพวกเขาอีกตอนคุณขาลง

– Wilson Mizner

—–

หนุ่มเมืองจันท์ หรือสรกล อดุลยานนท์ผู้เขียนคอลัมน์ฟาสต์ฟู๊ดธุรกิจในมติชนสุดสัปดาห์เคยเอ่ยถามอากู๋แกรมมี่ว่า อะไรคือเหตุผลที่ทำให้เบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์อยู่ในวงการมาได้อย่างยาวนาน

“นิสัยดี” อากู๋ตอบสั้นๆ แค่นั้น

—–

เพื่อนเอเชี่ยนยูผมอีกคนหนึ่งชื่อไมค์ เป็นแขกซิกข์ที่เป็นแฟนตัวยงของวงนูโว ไมค์เคยเชิญโจ+ก้องมาเล่นดนตรีให้งานวันเกิดลูกพี่ลูกน้อง และไมค์ก็มาเล่าให้ผมฟังว่าก้องเป็นคนเฟรนด์ลี่มาก

ผมเคยไปพลิกอ่านหนังสือชีวประวัติของก้อง สหรัถ สังคปรีชาในร้านหนังสือ มีคนหนึ่งพูดถึงก้องว่า เวลาถ่ายละคร ก้องไม่เคยไปสายเลย และทำการบ้านมาอย่างดีทุกครั้ง

—–

ถ้าให้พูดถึงซุปเปอร์สตาร์หญิงในเมืองไทย ชื่อของอั้ม พัชราภา ไชยเชื้อก็น่าจะลอยมาเป็นชื่อแรกๆ

มานั่งคิดดูอั้มน่าจะอยู่วงการมาเกือบ 20 ปีแล้ว ถือเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อมากสำหรับยุคที่มีดาราเกิดใหม่จนจำไม่ทัน แถมดาราที่ล้มหายตายจากไปก็ไม่ใช่น้อย

วันก่อนไปอ่านเจอกระทู้ในพันทิปที่มีคนพบหมาขี้เรื้อนแต่ไม่มีปัญญารักษา เลยทักอั้มไปทาง Instagram สุดท้ายอั้มก็ติดต่อกลับมาและช่วยรับผิดชอบค่ารักษาพยาบาลแถมยังโทร.มาถามไถ่อาการอีกด้วย

—–

ผมสงสัยมานานแล้วว่า แล้วทำไมนักการเมืองชอบกร่าง?

กร่างคนเดียวไม่พอ ดันสอนลูก (หรือปล่อยลูก) ให้กร่างไปด้วย

เขาไม่รู้ตัวหรือว่านอกจากจะโดนคนด่าทั้งลับหลังและออนไลน์แล้ว มันยังดูไม่เท่เอาซะเลย

กลับกัน คนที่เป็น “ผู้ใหญ่” จริงๆ หลายคนเป็นคนอ่อนน้อม ไม่ขัดเขินที่จะยกมือไหว้คนอื่นก่อน ผมว่านี่สิคนจริง และโคตรเท่

—–

ตอนที่ชีวิตเรากำลังรุ่งโรจน์ มีแต่คนเข้าหา มีแต่คนง้อ อาจเป็นเรื่องง่ายมากที่เราจะเผลอคิดไปว่าเรามีฐานันดรเหนือคนอื่น และปฏิบัติกับคนรอบตัวโดยปราศจากความเคารพ

แต่ชีวิตเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน

วันนี้คุณเป็นผู้จัดการ พรุ่งนี้คุณอาจจะโดนเลย์ออฟก็ได้
วันนี้คุณเป็นพระเอก พรุ่งนี้คุณอาจได้เป็นแค่ตัวประกอบก็ได้
วันนี้คุณเป็นนักบอลสโมสรดัง พรุ่งนี้คุณอาจโดนยกเลิกสัญญาก็ได้
วันนี้คุณเป็นรัฐมนตรี พรุ่งนี้คุณอาจโดนปลดก็ได้

ตำแหน่ง อาชีพ และฐานะทางการเงิน ก็เป็นแค่หมวกที่เราใส่ ลมเปลี่ยนทิศนิดเดียวหมวกก็อาจปลิวหายไปได้แล้ว

สิ่งที่ยังจะพอยั่งยืนหน่อย คือความเป็นพ่อ เป็นแม่ เป็นพี่ เป็นน้อง เป็นมิตรสหาย และเป็นเพื่อนร่วมโลก ที่ไม่ว่าคุณจะมีงานหรือตกงาน สถานะเหล่านี้ก็ยังคงติดตัวคุณอยู่

จะดีกว่ามั้ย ที่จะไม่หลงระเริง และปฏิบัติกับทุกคนในฐานะเพื่อนมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน

จำนิทานเรื่องราชสีห์กับหนูได้มั้ยครับ?

วันนี้ ถ้าราชสีห์ทำให้หนูเจ็บช้ำน้ำใจ ด้วยสำคัญตนว่าเป็นเจ้าป่า

วันหน้า หากราชสีห์ติดกับดักนายพราน หนูที่ไหนมันจะมาช่วย?

เหตุผลที่ผมเลิกเล่นการพนัน

20150623_WhyIStoppedGambling
ช่วงนี้การเปิดบ่อนถูกกฎหมายกำลังเป็นประเด็นฮอตในสังคม

วันนี้เพื่อนไก่ (ที่เคยถูกกล่าวถึงในตอนพักร้อนและตอนเปลือกหรือแก่น) ก็เลยทักมาในไลน์ว่าผมน่าจะเขียนเรื่องนี้ดูบ้าง

ผมจำได้ว่าเมื่อนานมาแล้ว น่าจะสมัยเรียนจบใหม่ๆ ไก่เคยมาชวนผมไปเที่ยวฮ่องกง/หมาเก๊ากัน เพื่อจะไปสัมผัสบรรยากาศคาสิโนกันที่นั่น

แล้วผมก็ตอบมันว่า ไปคงไปได้ แต่คงไม่ได้เล่นด้วย เพราะมันมีเหตุการณ์หนึ่งที่ทำให้ผมตั้งปณิธานกับตัวเองไว้แล้วว่าจะไม่เล่นการพนันอีกเป็นอันขาด

มาฟังเรื่องนี้ไปพร้อมกันอีกครั้งนะครับ

เมื่อปี 2001 (พ.ศ.2544) ผมมีโอกาสได้ไปฝึกงานที่สวิตเซอร์แลนด์ (ขอบคุณ IAESTE Thailand) ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ผมมักจะแบกเป้เที่ยวเมืองต่างๆ ในยุโรป

หนึ่งในเมืองที่ผมได้ไปเยือนก็คือมหานครปารีส

วันนั้นเป็นวันที่ผมไปเนินเขา Montmatre ที่มีวิหาร Sacré-Cœur อยู่ข้างบน

บริเวณรอบๆ Montmatre จะอารมณ์คล้ายๆ วัดคิโยมิสึที่เกียวโต  ที่เป็นถนนแคบๆ สำหรับให้คนเดินขึ้นไปบนเขา สองข้างทางมีร้านรวงเต็มไปหมด

แต่สิ่งหนึ่งที่ Montmatre แตกต่างคือจะมีดนตรีเปิดหมวกหรือกิจกรรมริมทางอยู่ด้วย

ผมเดินไปเจอคนสามคนกำลังยืนเล่นเกมกันอยู่ เจ้ามือเป็นคุณลุงอ้วนๆ หน้าตาออกไปทางชาวกรีก ส่วนคนที่ยืนเล่นเกมอยู่เป็นผู้ชายที่ดูเหมือนนักนักท่องเที่ยว อายุน่าจะซัก 40 แล้วทั้งคู่ ผมขอตั้งชื่อว่าจอห์นกับโทนี่แล้วกัน

อุปกรณ์ที่ใช้เล่นเกมที่เล่นประกอบด้วยถ้วยขนาดย่อมสามใบที่หน้าตาเหมือนกัน ฟองน้ำก้อนเล็กๆ หนึ่งก้อน และโต๊ะเล็กๆ สูงๆ เพื่อให้ยืนเล่นกันได้ คุณลุงจะเอาฟองน้ำวางไว้บนโต๊ะ แล้วเอาถ้วยมาครอบฟองน้ำเอาไว้ จากนั้นก็ขยับถ้วยทั้งสามใบไปมาเร็วๆ แล้วให้เราชี้ว่าฟองน้ำอยู่ในถ้วยไหน วางเงินกันคราวละ 100 ฟรังก์ฝรั่งเศสหรือประมาณ 500 บาท (สมัยนั้นแม้จะมีเงินยูโรแล้วแต่เงินฟรังก์ฝรั่งเศสก็ยังใช้กันเยอะอยู่) ใครทายถูกก็รับเงินไปเลย

มีนักท่องเที่ยวหยุดดูหลายคน ผมเลยเข้าไปมุงด้วย ระหว่างยืนดูก็เหลือบไปเห็นคนดำสองสามคนที่ยืนอยู่ห่างๆ แล้วมองมาทางผม หน้าตาน่ากลัวชะมัดแต่ผมก็ทำเป็นไม่สนใจ

สิ่งหนึ่งที่ผมสังเกตได้จากเกมนี้คือมันไม่ยากอะไร เพราะถ้าตั้งใจดูจริงๆ แล้วล่ะก็น่าจะพอมองทัน คนที่ชื่อจอห์นทายถูกประมาณ 80% แต่ที่น่าแปลกใจคือโทนี่ทายผิดค่อนข้างบ่อย อย่างมากก็ทายถูกไม่เกิน 40% จนผมอดด่าในใจไม่ได้ว่าไอ้หมอนี่นี่มันทึ่มจังเลย

ตาลุงเจ้ามือชวนคนอื่นๆ ที่มายืนมุงให้มาเล่นด้วย แต่ส่วนใหญ่จะส่ายหน้า หรือไม่ก็แค่ชี้ถ้วยแต่ไม่ลงเงิน

คุณลุงหันมาทางผม ผมก็ส่ายหน้าเช่นกัน แต่ก็คอยตามดูเกมไปตลอด

ดูไปได้ประมาณ 7-8 เกม พอคุณลุงหมุนถ้วยเสร็จ จอห์นชี้ไปที่ถ้วยนึง โทนี่ชี้ไปอีกถ้วยนึง แล้วคุณลุงก็หันมาถามผมว่าฟองน้ำอยู่ถ้วยไหน ถ้าทายถูกเอาเงินไปเลย (ยื่นแบงค์ 100 ฟรังก์มาให้) ผมก็ชี้ไปที่ถ้วยเดียวกับจอห์น แล้วก็ถูกตามคาด ได้เงิน 100 ฟรังก์มาฟรีๆ จังหวะที่รับเงินมากลุ่มคนดำเมื่อครู่ก็จ้องเขม็งมาทางผมแล้วก็ส่ายหน้า อะไรของมันวะเนี่ย

คุณลุงเริ่มเกมถัดไป หมุนถ้วยอีกรอบ แล้วก็อีหรอบเดิม คือถ้วยที่ผมเห็นว่าฟองน้ำน่าจะอยู่คือถ้วยเดียวกับที่จอห์นชี้เป้า แถมคราวนี้โทนี่ก็เลือกถ้วยนี้ด้วยเหมือนกัน พอผมชี้ไปที่ถ้วยเดียวกัน ลุงบอกว่าต้องวางเงินก่อน 100 ฟรังก์ ผมเลยยื่นแบงค์ 100 ฟรังก์ที่เพิ่งได้เมื่อกี๊กลับไป

แต่คราวนี้เราทั้งสามคนทายผิดหมดเลย ฟองน้ำดันอยู่อีกถ้วยนึง โทนี่เหมือนจะตาสว่าง (หรือเงินหมด) เลยเลิกเล่นแล้วยืนดูเฉยๆ แทน

แทนที่ผมจะเดินออกมา ตอนนั้นกลับมีความรู้สึกอยากรู้ว่าทำไมถึงทายผิด เลยอยู่ดูต่อ คุณลุงหมุนถ้วยอีกรอบ ผมชี้ไปที่ถ้วยที่ 1 แต่คราวนี้จอห์นชี้ไปที่ถ้วยที่ 2 แล้วหันมาบอกผมว่าต้องเป็นถ้วยนี้เชื่อเค้าสิ

แล้วมันก็ออกถ้วย 2 จริงๆ จอห์นหันมาทางผมแล้วพูดประมาณว่า “กูบอกแล้ว ทำไมไม่เชื่อกู”

คุณลุงบอกให้จ่ายมาซะดีๆ 100 ฟรังก์ ผมเพิ่งนึกได้ว่าคราวนี้ไม่เห็นให้วางเงินก่อนเลย แต่ในเมื่อทายไปแล้วก็ต้องรับสภาพจำใจควักเงินให้

ตอนนี้ติดลบ 100 ฟรังก์หรือ 500 บาทแล้ว

คุณลุงหมุนถ้วยอีกครั้ง คราวนี้ผมมั่นใจว่าฟองน้ำอยู่ถ้วยที่สอง และจอห์นก็ตะครุบถ้วยที่สองเอาไว้เหมือนกัน หันมาทางผมบอกว่าคราวนี้ไม่พลาดแน่ ผมเองก็อยากได้เงินคืน คุณลุงบอกให้วางเงิน ผมเปิดดูกระเป๋าสตางค์ไม่มีเงิน 100 ฟรังก์ฝรั่งเศสเหลือแล้ว มีแต่แบงค์ 50 ฟรังก์ฝรั่งเศส  (250 บาท) กับแบงค์ 50 ฟรังก์สวิส (1250 บาท)

ลุงก็บอกว่า 50 ฟรังก์สวิสก็ได้เหมือนกัน แล้วก็ยื่นมือมาหยิบเงินจากผม

พอเปิดถ้วยที่สองมา ปรากฏว่าถ้วยนั้นว่างเปล่า

สมองผมก็ว่างเปล่าไปชั่วขณะเช่นกัน เหมือนจะหูอื้อๆ ด้วย ได้ยินแค่เสียงจอห์นโวยวายแว่วๆ ว่าเป็นไปได้ยังไงๆๆ

ระหว่างที่ผมอึ้งอยู่นั้น กลุ่มคนดำหน้าตาน่ากลัวที่ยืนมองผมมานาน ก็เดินมากอดคอผมแล้วพูดเป็นภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่นว่า Let’s go. Let’s get out of here.

ผมเดินก้มหน้าไปกับกลุ่มของเขาได้ประมาณ 20 เมตร แล้วอิสซา (ผมตั้งชื่อให้) ก็พูดกับผมว่า เค้าพยายามจะบอกผมแล้วว่าอย่าไปเล่น เขาถึงยืนส่ายหน้าตอนที่ผมรับเงิน 100 ฟรังก์ครั้งแรก

แล้วอิสซาก็บอกอีกว่าคนพวกนี้เป็นมิจฉาชีพต้มตุ๋น ทำงานกันเป็นทีม

ทั้งคุณลุงชาวกรีก ทั้งคุณจอห์นผู้หวังดี และคุณโทนี่แสนทึ่มนั้น จริงๆ แล้วเป็นพวกเดียวกันหมด

โอ…ไอ…ซี…

อิสซาและผองเพื่อนพาผมเดินขึ้นไปจนถึงยอด Montmatre ได้เห็นวิหารและได้รับอากาศบริสุทธิ์แล้วหัวสมองก็ค่อยปลอดโปร่งขึ้นหน่อย

ผมยืนชมวิวและคุยกับอิสซาได้ประมาณ 10 นาทีก็แยกย้าย ก่อนจากกันผมขออีเมล์เค้าไว้ แต่เขียนไปแล้วเค้าไม่เคยตอบกลับมาเลย ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่เคยลืมบุญคุณที่เขาอุตส่าห์เดินมาลากผมออกจากวง ไม่อย่างนั้นผมมีหวังได้เล่นจนเงินหมดกระเป๋าแน่

ระหว่างเดินทางกลับที่พัก ความคิดของผมก็ยังวนเวียนไปกับเงิน 1750 บาทที่เสียไปในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที (100 ฟรังก์ฝรั่งเศส + 50 ฟรังก์สวิส)

แล้วก็คิดขึ้นมาได้ว่า มีทางเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เงินที่เสียไปนั้นคุ้มค่า

คือผมต้องไม่แตะการพนันอีกเลยตลอดชีวิต

นั่นแปลว่า เงิน 1750 บาทที่ผมจ่ายตอนอายุ 21 ปีนั้น จะช่วยให้ผม “ประหยัด” เงินที่จะเสียจากการพนันในอีก 50 กว่าปีที่เหลือ

ถือเป็นการ “ลงทุน” ที่ไม่เลวเลยทีเดียว

เหตุการณ์คราวนี้ให้บทเรียนสำคัญสามอย่าง

1. อย่าตัดสินคนจากภาพลักษณ์ภายนอก
2. อย่าคิดว่าคนอื่นโง่กว่าเรา
3. อย่าเล่นการพนัน

บางคนอาจจะแย้งว่า ที่ผมเสียเงินไม่ใช่เพราะเรื่องการพนันซะทีเดียว แต่เพราะโดนต้มตุ๋นต่างหาก ซึ่งนั่นก็จริงครับ แต่การพนันก็ยังน่ากลัวอยู่ดี โดยเฉพาะเวลาที่ความโลภและความเสียดายครอบงำจิตใจ ผมเลยไม่อยากเจอสภาพนั้นอีกแล้ว

แล้วคุณล่ะครับ คิดว่าการพนันเป็นคุณหรือเป็นโทษมากกว่ากัน?

—–

ป.ล. เมื่อสี่ปีที่แล้ว ผมได้ไปเที่ยวมาเก๊ากับเพื่อนสนิทและแฟนสาวของเขา แน่นอนเราไม่พลาดที่จะไปดูบรรยากาศ The Venetian คาสิโนหรูเลิศอลังการของมาเก๊า ผมไม่แลกเงินเลยซักบาทเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม ส่วนแฟนสาวของเพื่อนกำลังตื่นตาตื่นใจกับสุดยอดคาสิโน และเห็นว่าคนอื่นๆ กำลังลุ้นกันสนุก จึงขอแฟนตัวเองเล่นนิดๆ หน่อยๆ สุดท้ายเสียเงินไปราวๆ สามพันบาทในเวลาสามนาที จ๋อยกันไป และน่าจะเข็ดขยาดการพนันไปอีกสักพัก

รู้ใจ

20150622_KnowPeopleMind

เราอยากรู้ใจคนอื่น เราอยากให้คนอื่นรู้ใจเรา แต่แปลกมั้ยที่เราไม่อยากรู้ใจตัวเอง?
– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–

ทุกเช้าตอนขับรถมาทำงาน ผมจะเปิด CD ของหลวงพ่อปราโมทย์ฟัง

ผมไม่ได้เป็นคนธรรมะธรรมโมอะไรหรอกนะครับ เข้าวัดน้อยมาก สวดมนต์บทพาหุงมหากาฯ ยังไม่ได้เลย

เพียงแต่ฟังท่านเทศน์แล้วเพลินดี โดยเฉพาะเวลาที่ท่านหยิบยกเรื่องโน้นเรื่องนี้มาเล่า และสะกิดให้เราคิด

อย่างประโยคนี้เป็นต้น

“เราอยากรู้ใจคนอื่น เราอยากให้คนอื่นรู้ใจเรา แต่แปลกมั้ยที่เราไม่อยากรู้ใจตัวเอง?”

เราคาดหวังให้คนรอบตัวรู้ใจเรา ไม่ว่าจะเป็นแฟน ลูก พ่อ แม่ หัวหน้า ลูกน้อง

ขณะเดียวกันเราก็อยากรู้ใจคนอื่น โดยเฉพาะเวลาที่แฟนงอนแล้วไม่ยอมบอกว่าโกรธเราเรื่องอะไร (ใครเจอแบบผมยกมือขึ้น!)

มานั่งคิดดู  ตลอดทั้งวัน เราใช้เวลาไปรู้เรื่องอื่นหมดเลย

ตอนเช้าก็รู้เรื่องสัพเพเหระผ่านการดูสรยุทธ์
ถึงออฟฟิศก็รู้เรื่องงาน (ถ้าทำงานน่ะนะ)
พักเที่ยงก็รู้เรื่องดาราด้วยการเมาธ์กับเพื่อน
ตกบ่ายกลับมารู้เรื่องงานต่อ
ตอนเย็นก็รู้เรื่องเพื่อนๆ ด้วยการเปิดดูเฟ๊ซบุ๊ค
ตอนสามทุ่มก็มาคอยลุ้นว่าพระเอกกับนางเอกจะรักกันเมื่อไหร่

แล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปรู้ใจตัวล่ะครับเนี่ย?

พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่าจิตของคนเราเหมือนลิงที่ห้อยโหนโจนทะยานอยู่ในป่า พอละมือจากกิ่งหนึ่งแล้วก็ต้องหาอีกกิ่งหนึ่งจับ

การที่จิตใจเราต้องหากิ่งให้เกาะไปเรื่อยๆ ก็เพราะว่ามันเที่ยวแสวงหาความสุข

แต่ต่อให้สุขแค่ไหนเดี๋ยวก็เบื่อ เพราะไม่มีความสุขไหนที่ยั่งยืน

แทนที่เราจะเห็นความจริงตรงนี้ เรากลับกระโจนไปหากิ่งอื่นไม่หยุดหย่อนจนกลายเป็นลิงไร้บ้าน

จะดีกว่ามั้ยถ้าเราหยุดกระโจน?

เพราะบางทีความสุขอาจจะอยู่ที่โคนต้นไม้

หน้าที่ของหัวหน้า

20150621_LeaderOutOfJob

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job
ในฐานะของผู้นำ เป้าหมายของคุณควรจะเป็นการทำให้ตัวเองไม่จำเป็นสำหรับตำแหน่งนี้อีกต่อไป
– John C. Maxwell

—–

ที่บริษัทของผม คนที่มีตำแหน่งหัวหน้าทุกคน (อย่างน้อยก็หัวหน้าที่ผมรู้จัก) จะต้องมี succession plan

คำว่า succession มาจากคำว่า succeed ซึ่งมีสองความหมาย

succeed ที่แปลว่าประสบความสำเร็จ

กับ succeed ที่แปลว่ารับช่วงต่อ

succession plan ในที่นี้คือแผนการหาคนที่จะมารับช่วงต่อจากเราครับ เราเรียกคนเหล่านี้ว่า successor ครับ (ต้องขอโทษที่ไม่มีคำภาษาไทยตรงตัว)

โดยส่วนใหญ่เราจะมองเพื่อนร่วมทีมก่อนว่ามีใครบ้างที่มีศักยภาพขึ้นมาแทนที่เราได้ในอีก 2-3 ปีข้างหน้า (หรืออาจมากกว่านั้น) แล้วดูว่าเขายังต้องพัฒนาทักษะทางด้านไหนเพื่อจะมีความพร้อมเมื่อถึงเวลาที่เราต้องไป

ผมเดาว่า succession plan คงไม่ได้มีในทุกองค์กร เพราะวัฒนธรรมแตกต่างกัน

บางคนอาจมองว่าการทำ succession plan คือการเพิ่มความเสี่ยงให้เราตกงาน

แต่ขณะเดียวกันมันก็อาจเพิ่มความเป็นไปได้ที่เราจะได้รับการเลื่อนขั้นเช่นกัน

ผมเคยได้ยินคำฝรั่งที่ว่า Don’t be irreplaceable. If you can’t be replaced, you can’t be promoted อย่าเป็นคนที่ขาดไม่ได้ เพราะถ้าคุณไม่สามารถมีใครมาทดแทนได้ ใครเขาจะกล้าโปรโมตให้คุณไปทำงานอื่น

ดังที่ได้เล่าในเรื่อง I’m Farang เมื่อวันก่อนว่า เมื่อกลางปี 2007 ผมได้รับโอกาสทำงานเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ต

ทำงานได้ไม่เกิน 6 เดือน ผมก็ต้องเริ่มคุยกับยอด ซึ่งเป็นผู้จัดการทีมว่า จะมีใครที่ควรอยู่ใน succession plan ของผมบ้าง ผมเล็ง successor เอาไว้สองคน เมื่อปรึกษาหารือกับยอดเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มมองหาโอกาสให้ทั้งสองคนนั้นได้ทำงานที่จะได้พัฒนาทักษะที่จะช่วยมาเติมเต็มเขาได้

ผ่านไปสองปีกว่าๆ ทีมซัพพอร์ตของเราแข็งแรงมาก ต่อให้ผมหายไปซัก 2 สัปดาห์ก็แทบจะไม่มีผลกระทบอะไรกับทีมเลย เป็นช่วงที่ทำงานแล้วสบายกายและสบายใจสุดๆ

และนั่นคือตอนที่ผมรู้ตัวว่า ต้องเริ่มหางานใหม่แล้ว เพราะถ้าอยู่ต่อ ถึงจะสบายแต่มันจะเป็นการไป “อั้น” ไม่ให้คนอื่นๆ ได้เติบโต ส่วนผมเองก็อาจจะเบื่อเพราะไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มอะไรให้กับทีม

โชคดีที่ตอนนั้นบริษัทมีเปิดรับตำแหน่ง communication manager พอดี เป็นการข้ามสายจากงานวิศวะคอมมาเป็นสายการตลาด ซึ่งผมก็หวั่นๆ อยู่เหมือนกันว่าจะทำได้มั้ย แต่ก็อยากลอง เลยสมัครตำแหน่งนี้ไป

สุดท้ายก็ได้รับแจ้งว่าผมได้ทำงานตำแหน่งนี้ และล่วงไปแค่วันเดียว หนึ่งในคนที่อยู่ใน succession plan ของผมเดินมาบอกว่าจะลองไปสมัครงานทีมอื่น ผมเลยบอกเขาว่าอย่าเพิ่ง เพราะผมกำลังจะไปแล้ว ลองสมัครตำแหน่งหัวหน้าทีมซัพพอร์ตดูก่อนน่าจะดีกว่า สุดท้ายเขาก็เลยอยู่ต่อ และก็ได้เป็นหัวหน้าจริงๆ ส่วน successor อีกคนก็ได้ขึ้นเป็นหัวหน้าในอีกไม่ถึงสองปีถัดมา

Your goal as a leader should be to work yourself out of a job

ในฐานะหัวหน้า คุณใจกว้างพอที่จะสร้างคนที่จะมานั่งเก้าอี้นี้แทนที่คุณรึเปล่า?