นิทาน MVP

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

Kevin Durant เป็นนักบาสเกตบอลผิวสีที่เคยได้รางวัล “ผู้เล่นทรงคุณค่าที่สุดของ NBA” (Most Valuable Player) ประจำฤดูกาล 2014

Durant ในวัย 25 ปีขึ้นรับรางวัล MVP และกล่าวคำขอบคุณผู้คนมากมาย

นี่คือช่วงสุดท้ายของสุนทรพจน์ครับ

“…และคนสุดท้ายที่ผมอยากขอบคุณ ก็คือแม่

ผมว่าแม่ไม่รู้ตัวหรอกว่าแม่ได้ทำอะไรลงไป

แม่คลอดพี่ชายของผมตอนแม่อายุ 18 ปี

อีก 3 ปีต่อมา ผมก็ลืมตาดูโลก

การเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวลูกสองตอนที่แม่อายุแค่ 21 ปีมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

พวกเรามักถูกขับไล่ไสส่ง ต้องย้ายที่อยู่ครั้งแล้วครั้งเล่า

หนึ่งในความทรงจำที่ดีที่สุด คือตอนที่เราย้ายเข้าอพาร์ตเมนต์เป็นครั้งแรก ไม่มีเตียง ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรทั้งนั้น แต่เราก็นั่งกอดกันอยู่ที่พื้นห้อง เพราะเราคิดว่าพวกเรารอดแล้ว

ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไงนะ แต่สำหรับผม เวลามีสิ่งดีๆ เข้ามาในชีวิต ผมมักจะมองย้อนกลับไปเพื่อดูว่าอะไรที่พาให้ผมมาถึงจุดนี้

แม่ชอบปลุกผมตอนกลางดึกในคืนฤดูร้อนและสั่งให้ผมวิ่งขึ้นเนิน สั่งให้วิดพื้น แถมยังคอยตะโกนเชียร์ผมอยู่ข้างคอร์ตบาสตั้งแต่สมัยผมอายุ 8-9 ขวบ

จริงๆ แล้วเราไม่ควรมาถึงจุดนี้ด้วยซ้ำ แม่ทำให้ผมและพี่ชายมีศรัทธาในตัวเอง แม่ไม่ยอมปล่อยให้พวกเราเป็นกุ๊ยข้างถนน

แม่เป็นคนหาเสื้อผ้ามาให้พวกเราใส่ หาอาหารมาให้พวกเรากิน

แม้ตอนที่แม่ไม่ได้กินข้าว แม่ก็ยังเมคชัวร์ว่าผมกับพี่ได้กินอะไรเสมอ แม่เข้านอนทั้งๆ ที่ท้องหิวอยู่อย่างนั้น

แม่เสียสละให้พวกเรามากมาย

แม่ต่างหากที่เป็น MVP ตัวจริง


ฟังนิทานจากปาก Kevin Durant ได้ที่ https://youtu.be/MN5YnVlDnIQ?t=299

เงินไม่ใช่สิ่งเดียวที่เราจ่ายเวลาซื้อของ

พอชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง เราจะคิดถึงเรื่องเงินน้อยลง

เมื่อจิตใจไม่ได้จับจ้องกับรายได้/รายจ่ายเท่าไหร่นัก มันจึงมีที่ว่างให้มองเห็นมิติอื่นที่เราต้องจ่ายด้วย

โต๊ะทำงานใหม่

  • เงิน 20,000 บาท
  • เวลา/พื้นที่ในบ้านที่เสียไปสำหรับการหาที่อยู่ใหม่ให้โต๊ะทำงานเก่า

หนังสือ pocket book ที่ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราว

  • เงิน 250 บาท
  • เวลา 2 ชั่วโมงที่เราควรเอาไปอ่านหนังสือที่มีประโยชน์หรือสนุกกว่านี้

คืนนี้ดูซีรี่ส์ Netflix เพิ่มอีกสองตอน

  • เงิน 0 บาท (เหมาจ่ายรายเดือนอยู่แล้ว)
  • อารมณ์ที่หม่นๆ ทั้งวันเพราะนอนไม่พอ

ชานมไข่มุก 1 แก้ว

  • เงิน 60 บาท
  • LDL +0.1 หน่วยสำหรับการตรวจสุขภาพปีถัดไป (100 แก้ว = LDL +10!)

เราอาจคุ้นชินกับวิธีคิดแบบทุนนิยมมาเนิ่นนาน จนให้น้ำหนักกับเรื่องตัวเงินมากไปหน่อย

ทั้งที่จริงแล้วการซื้อของแต่ละอย่าง มีค่าใช้จ่ายมากกว่านั้น มันมักต้องแลกมาด้วยเวลา สุขภาพ physical space หรือ mental space เสมอ

มองหามันให้เจอ และไตร่ตรองให้ดีก่อนซื้ออะไรเข้าบ้าน/เข้าปากครับ

คนที่มี self-discipline คือคนที่มีเมตตากับตัวเอง

เพราะเขารู้ดีว่าชีวิตไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

วันนี้แข็งแรง พรุ่งนี้อาจจะป่วยก็ได้

วันนี้มีงานทำ พรุ่งนี้อาจตกงานก็ได้

วันนี้มีเงินใช้ พรุ่งนี้อาจขัดสนก็ได้

วันนี้ไร้ความทุกข์ใด พรุ่งนี้อาจทุกข์อย่างเหลือคณานับก็ได้

ดังนั้นเขาจึงจะใช้ชีวิตด้วยความไม่ประมาท ไม่หลงคิดว่าฟ้านี้จะสีครามไปตลอด

เขาจึงออกกำลังกาย กินของดีๆ พักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อเพิ่มความน่าจะเป็นที่จะมีร่างกายที่แข็งแรงตลอดชั่วอายุขัย

เขาจึงตั้งใจทำงานให้เกินเงินเดือน ช่วยเหลือเพื่อนร่วมงาน ระมัดระวังคำพูด ไม่เอาเปรียบใคร ไม่หวั่นงานหนัก ไม่หยุดเรียนรู้ เพราะความมั่นคงในหน้าที่การงานไม่ได้เกิดจากความมั่นคงของบริษัทหรือเศรษฐกิจ แต่เกิดจากความมั่นคงในทักษะและ EQ ของคนคนนั้น

เขาจึงใช้เงินให้น้อยกว่าที่หามาได้ มีเงินเหลือเก็บและลงทุน มองหารายได้แหล่งที่สอง-สาม-สี่ เพราะรู้ว่าไม่อาจเอาชีวิตทั้งหมดไปฝากไว้กับเงินเดือนได้

เขาจึงหมั่นฝึกฝนจิตใจเพื่อให้ความทุกข์มาเกาะได้ยาก เมื่อถึงวันที่มีฝนฟ้าคะนองจะได้ยังคงสติเอาไว้ได้

การมีวินัยคือการเตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัวในอนาคต ตัวเราที่อ่อนแอกว่าตอนนี้และอาศัยอยู่ในโลกที่ผันผวนยิ่งกว่าตอนนี้

คนที่มี self-discipline จึงเป็นคนที่มีเมตตากับตัวเองที่สุดครับ