นี่คือสิ่งสำคัญ

20150430_MessiMoreImportantThanWinning

There are more important things in life than winning or losing a game.
– Lionel Messi

—–

ตอนผมเข้ามาทำงานที่รอยเตอร์ใหม่ๆ (สมัยยังไม่ได้ควบรวมกับทอมสัน) รอยเตอร์ซอฟต์แวร์มีพนักงานแค่ร้อยกว่าคน

ทุกๆ คนนั่งอยู่ด้วยกันที่ชั้น 23 ของอาคารอื้อจื่อเหลียง

ก่อนแปดโมงครึ่ง พักเที่ยง และหลังห้าโมงครึ่ง จะมีเสียงที่พวกเราคุ้นเคยกันดี

เป็นเสียงลูกปิงปองเด้งไปเด้งมา

เรามีโต๊ะปิงปองตรงบริเวณหน้าห้องน้ำชาย คนที่มาเล่นส่วนใหญ่เป็นเด็กผู้ชาย แต่ก็มีผู้หญิงมาเล่นด้วยเช่นกัน

ช่วงที่เข้ามาใหม่ๆ ผมยังไม่รู้จักใคร เลยใช้ชีวิตแบบหงิมๆ นิดนึง

จนวันนึง หลังจากผมทำงานอย่างหงิมๆ มาหนึ่งสัปดาห์ ผมเดินไปดูเขาเล่นปิงปองใจเราก็อยากเล่นแต่ไม่กล้าเอ่ยปาก

พี่คนนึงชื่อพี่เต่าซึ่งเพิ่งตีปิงปองจบเกม ได้เอ่ย “ประโยคเปลี่ยนชีวิต” กับผม

“เล่นมั้ย?” (แล้วพี่เต่าก็ยื่นไม้ปิงปองมาให้)

ผมถือว่ามันเป็นประโยคเปลี่ยนชีวิตสำหรับผมที่รอยเตอร์ เพราะมันเป็นครั้งแรกที่ผมได้คุยกับคนนอกทีม และคุยเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับงาน

มันเป็นสัญญาณว่าผมกำลังจะมีเพื่อนเป็นครั้งแรก

นับจากวันนั้น ผมรู้จักคนมากขึ้นผ่านโต๊ะปิงปองตัวนี้ และความหงิมๆ เหงาๆ ก็ค่อยๆ มลายหายไป

ต้องขอบคุณพี่เต่าในวันนั้นจริงๆ ครับ

—–

ช่วงนั้นยังไม่มีรถใต้ดิน ผมเลยต้องขับรถโตโยต้ารุ่นโดราเอมอน (ไม่ใช่มือสอง แต่เป็นมือสี่หรือมือห้า) มาทำงานทุกเช้า ออกจากบ้านตอนหกโมงสิบห้า จอดรถที่สวนลุมไนท์บาร์ซ่า แล้วเดินมาถึงออฟฟิศเจ็ดโมงครึ่ง

กินข้าวเสร็จแล้วก็ตีปิงปองหรือดูคนอื่นเล่นปิงปองจนถึงแปดโมงครึ่งจึงเริ่มทำงาน พักเที่ยงไม่ค่อยได้เล่นเพราะคิวเยอะ แต่ตอนเย็นก็ตีปิงปองจนถึงสองทุ่ม เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเจอรถติดตอนกลับบ้าน

ผมตีปิงปองด้วยความสุข ไม่ว่าจะตีกับคนที่เก่งหรืออ่อนแค่ไหน

ยกเว้นหนึ่งคนครับ ขอไม่เอ่ยชื่อแล้วกัน

พี่คนนี้เขาชอบเสิร์ฟลูกยากๆ ซึ่งผมรับทีไรมันก็เด้งออกนอกโต๊ะทุกที ถึงจะพยายาม “เฉือน” ไม้เพื่อแก้ แต่ก็รับเสียเกินกว่าครึ่ง

ปิงปองเราจะเล่นกันว่าใครได้ห้าแต้มก่อนชนะ ยกเว้นว่าถ้าขึ้นนำ 3-0 ก็ถือว่าชนะไปเลย ไม่ต้องเล่นถึงห้าเกม

ผมเจอกับพี่คนนี้ทีไร เค้าก็ใช้ลูกเสิร์ฟไม้ตายกับผมทุกครั้ง

และผมก็จะแพ้ 3-0 เกือบทุกครั้ง แล้วก็ต้องกลับไปรอคิวใหม่อีกเป็นสิบนาที

ผมน่ะไม่สนุกแน่ๆ แต่ก็อดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า เขาเล่นชนะอย่างนี้แล้วมันสนุกตรงไหน?

ปิงปองมันสนุกกันตรงที่เราได้โต้กันไปมา ชิงไหวชิงพริบ ได้บ้างเสียบ้างไม่ใช่หรือ?

เวลาผมเจอคู่ปรับที่อ่อนกว่า ถ้าผมจะเสิร์ฟท่าไม้ตายและชนะ 3-0 ผมก็ทำได้ แต่ผมไม่ทำเพราะมองว่ามันเป็นการเสียมารยาทกับคนที่เขาอุตส่าห์รอคิวมาตั้งนาน

บางคนอาจจะเถียงว่า ช่วยไม่ได้ ถ้าเจ็บใจนักก็ไปฝึกให้เก่งขึ้นสิ ไม่ใช่มาบ่นกระปอดกระแปด

แต่นั่นเป็นวิธีการมองโลกแค่แบบหนึ่งเท่านั้น ซึ่งผมว่าไม่ได้เหมาะสมกับทุกสถานการณ์

ผมไม่ได้มาตีปิงปองเพื่อจะไปโอลิมปิก

ผมมาตีปิงปองเพื่อที่จะทีเพื่อนมากขึ้นต่างหาก

สำหรับผม เล่นกีฬามันต้องมีแพ้มีชนะ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าผลลัพธ์ คือ moments ที่เกิดขึ้นระหว่างเกม

#ชีวิตก็เช่นกัน

—–

แปลกดีนะครับ ผมไม่ได้ตีปิงปองที่ชั้น 23 มาเป็นสิบปีแล้ว แต่ยังจำเรื่องของพี่สองคนนี้ได้แม่นยำ

คนแรกเอ่ยปากชวนเราเล่นปิงปองแบบไม่คิดอะไร และคงไม่คิดว่าคำชักชวนของเขาจะทำให้ผมรู้สึกเป็นบุญคุณมาจนถึงทุกวันนี้

อีกคนมุ่งแต่จะเอาชนะด้วยการเสิร์ฟลูกยากๆ ผมก็จะยังจำมาจนวันนี้เหมือนกัน

จากนี้ไป คงต้องเตือนตัวเองเสมอว่า

หากมีโอกาสแสดงน้ำใจกับใคร ไม่ว่าจะเล็กน้อยแค่ไหน ก็ทำไปเถิด เพราะมันอาจจะเปลี่ยนชีวิตเขาก็ได้

และระวังอย่าแสดงความไร้น้ำใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดูไร้สาระแค่ไหน เพราะเขาคนนั้นอาจจะจำฝังใจจนผ่านไปสิบปีแล้วเขายังแอบเอาเรามานินทาให้สาธารณชนฟัง

—–

Credits

Wikipedia: Lionel Messi 

Google Images: รถโตโยต้าโดราเอม่อน

เด็กเค้ามีภูมิคุ้มกัน

20150429_BirdThongchai

“เราจนมาก แต่เป็นช่วงชีวิตที่อบอุ่นที่สุดและมีความสุขที่สุด เป็นการมีชีวิตที่จริงที่สุด”

– ธงไชย แมคอินไตย์ (พูดถึงวัยเด็ก)

a day เล่ม 176 April 2015

—–

เมื่อเช้านี้มาถึงออฟฟิศ ก่อนขึ้นลิฟต์เดินผ่านร้านนายอินทร์เลยเหลือบไปเห็นปก a day เล่มใหม่แล้วก็ตรงปรี่เข้าไปคว้าทันที

ผมรอเล่มนี้มาหลายสัปดาห์แล้ว ตั้งแต่ตอนได้อ่านบทบรรณาธิการ a day ฉบับที่แล้วที่พี่ก้อง ทรงกลด บางยี่ขันเล่าว่า เล่มถัดไปจะเป็นเรื่องของธงไชย แมคอินไตย์

ผมเพิ่งพลิกอ่าน a day เล่มนี้ไปได้ไม่กี่หน้า แต่ก็เพียงพอจะบอกได้ว่าเป็นเล่มที่ทุกคนควรซื้อมาเก็บเป็นอย่างยิ่ง เพราะมันได้ร้อยเรียงชีวิตซุปเปอร์สตาร์คนเดียวของเมืองไทยไว้อย่างละเอียดละออละมุนละไมราวกับวรรณกรรมชั้นดี

—–

ชีวิตของพี่เบิร์ด ธงไชยนี่จะว่าไปโคตรเหมือนละครเลย มีพี่น้องสิบคน โตมาในสลัม ที่บ้านไม่มีไฟใช้ ต้องจุดตะเกียงพายุ ต้องหาเงินด้วยการพับถุงขาย ขายเรียงเบอร์ หรือแม้กระทั่งเย็บงอบ

แต่พี่เบิร์ดกลับบอกว่าชีวิตช่วงนั้นมีความสุขมาก

“เวลาผ่านมาก็พบว่าการที่เราหมกมุ่นวุ่นวายอยู่ในความคิดบวกๆ ของตัวเองได้มาจากป๋ากับแม่ เขาไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเราจนเลย บ้านเราไม่มีทีวี ป๋ากับแม่จูงเราไปที่อื่น ทางโน้นมีดนตรี มีลิเกลำตัด บ้านเรามีกีต้าร์เก่าๆ มาเล่นดนตรีร้องเพลงกัน ป๋ากับแม่เล่าเรื่องราวให้ฟังว่าตอนเขารักกันเป็นยังไง ตอนสงครามเป็นยังไง เราก็นั่งฟังกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรารวยที่สุดเลยนะ เราไม่เห็นคุณค่าของเงินเลย รวยมาก”

—–

สมัยเด็กๆ ผมอยู่ที่หมู่บ้านนักกีฬาแหลมทอง ถ.กรุงเทพกรีฑา อยู่ซอย 23 ซึ่งเป็นซอยท้ายสุดของโครงการ

ทาวน์เฮาส์สองชั้น แต่อยู่กันเก้าคน มีพ่อ แม่ ผม รอง น้าแดง หญิง ชาย ยายปุก และน้าหวาน

ผมจำได้ว่าอาหารสุดโปรดของผมคือคอหมูย่าง ซึ่งนานน๊านนน จะได้กินซะที เพราะราคาก็แพงอยู่สำหรับฐานะครอบครัวในตอนนั้น น้าแดงจะซื้อมาจากมอเตอร์ไซค์รถเข็นในตลาดตรงอู่รถเมล์สาย 93 เสร็จแล้วก็เอามาเทใส่จาน นั่งล้อมวงกันกินบนพื้นครัว

มีแค่ข้าวเปล่า คอหมูย่าง และน้ำจิ้มแจ่ว แค่นี้ก็โคตรฟินแล้ว

จากวันนั้นถึงวันนี้ ผมกินคอหมูย่างมาไม่รู้กี่ร้อยจาน ก็ยังไม่เคยเจอจานไหนที่อร่อยสู้คอหมูย่างเจ้านั้นได้เลย

—–

ถึงเด็กชายธงไชยจะมีความสุขมาก แต่ผมเดาว่าพ่อแม่ของเด็กชายธงไชยก็คงเครียดและทุกข์พอสมควรกับสภาพชีวิตที่กระเบียดกระเสียร เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกให้ลูกๆ เห็นเท่านั้นเอง

คนในวัยผมที่กำลังจะเป็นพ่อเป็นแม่ ก็คงกำลังขยันทำงาน เพื่อจะได้มีเงินเก็บเยอะๆ ครอบครัวจะได้ไม่ลำบาก ลูกๆ จะได้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและอยู่กันอย่างมีกินมีใช้

แต่เรากำลังคิดมากเกินไปรึเปล่า?

เรื่องราวหรือสภาพต่างๆ ที่เราคิดว่า “แย่” สำหรับเรานั้น เด็กๆ เขาอาจจะบริสุทธิ์เกินกว่าที่จะมองว่ามันเป็นเรื่องแย่ก็ได้

ครับ ผมกำลังจะบอกว่า เด็กๆ อาจจะมี “ภูมิคุ้มกันความทุกข์” สูงกว่าผู้ใหญ่

เพราะเด็กๆ ยังไม่รู้อะไร

ส่วนผู้ใหญ่ก็รู้เยอะเกินไป

ผมยังสงสัยอยู่ว่า พี่เบิร์ดจะรู้สึกว่าชีวิตวัยเด็กของเขาจะสมบูรณ์กว่านี้รึเปล่า ถ้าเด็กชายธงไชยได้ใช้ชีวิตในบ้านหลังโตๆ มีทีวี มีตู้เย็น

ผมว่าไม่

เผลอๆ ถ้าพ่อแม่พี่เบิร์ดเขารวยกว่านี้ เมืองไทยอาจจะไม่มีซุปเปอร์สตาร์ชื่อธงไชย แมคอินไตย์เลยก็ได้

แค่คิดก็ขนลุกแล้ว!

—–

ผมว่าความต้องการพื้นฐานของเด็กมันมีไม่มากนักหรอก

แค่ท้องอิ่ม ได้เล่น และได้ใช้เวลากับคนที่เขารัก แค่นี้ก็เพียงพอสำหรับเขาแล้ว

ส่วนเรื่องอื่นๆ ที่พวกเราใช้เวลาส่วนใหญ่เก็บเงินเพื่อสร้างมันอยู่ อาจจะเป็นแค่ nice to have

ถ้าให้เด็กเลือกระหว่างกินอาหารไฮโซคนเดียวในบ้านหลังใหญ่ กับนั่งล้อมวงกินคอหมูย่างจิ้มแจ่วที่ท้ายครัว

ผมว่าเด็กส่วนใหญ่จะเลือกอย่างหลังนะครับ

—–

Credits: นิตยสาร a day เล่ม 176 ปกเบิร์ด ธงไชย แมคอินไตย์  เมษายน 2558

ยังมีหวัง

20150428_EndlessHope
Some see a hopeless end while others see an endless hope

บางคนมองเห็นจุดจบที่สิ้นหวัง บางคนมีความหวังไม่รู้จบ

– Unknown

——

บางทีเมล์สองฉบับก็มีพลังมากกว่าที่คิด

เมื่อวานนี้ผมส่งเมล์หาเพื่อนพนักงานทอมสันรอยเตอร์ว่าเราจะรับบริจาคเงินให้กับเนปาล ใครสนใจให้ลงชื่อและแจ้งยอดที่คิดจะบริจาคไว้ได้เลย (ผมใช้ surveymonkey.com ในการเก็บข้อมูล)

ตอนเย็นๆ ผมเช็คยอด ได้มาเกิน 70,000 บาทแล้ว เลยโพสต์บนวอลล์ Facebook ของผม เผื่อคนอื่นนอกบริษัทจะร่วมด้วย โดยตั้งเป้าว่าน่าจะได้ถึง 100,000 บาท

เมื่อเช้านี้มาถึงออฟฟิศ มีคนลงชื่อไว้ 96 คนและยอดบริจาครวม 95,000 บาทแล้ว!

ผมเลยส่งเมล์ฉบับที่สองออกไป ว่าวันนี้เราจะปิดรับเงินบริจาคแล้วนะ

สุดท้ายวันนี้ผมได้ผู้บริจาค 315 คน มีทั้งคนที่บริจาค 100 บาท ถึงคนที่บริจาค 5000 บาท

ผมเปิดโต๊ะรับบริจาคช่วงบ่ายสองถึงบ่ายสาม มีคนถือเงินสดมาบริจาคถึง 265,300 บาท

ส่วนเพื่อนที่เคยทำงานที่ทอมสันรอยเตอร์อีก 8 คนก็โอนเงินมาให้อีก 18,000  หลังจากได้อ่านโพสต์ใน FB ของผม

สรุปเราจึงได้รับเงินบริจาครวม 283,300 บาท!

และเมื่อได้เงินสมทบทุนจาก Thomson Reuters Matching Gifts แล้วก็จะได้เงินเกินครึ่งล้านเพื่อมอบให้สภากาชาดไทยไปช่วยเหลือเนปาลต่อไป

ดีใจและภูมิใจที่เกิดเป็นคนไทยครับ

—–

ทราบมั้ยครับว่าโปรแกรม LINE ที่ฮิตทั่วบ้านทั่วเมืองนั้น มีต้นกำเนิดมาจากแผ่นดินไหวที่ญี่ปุ่น?

และล่าสุด Facebook ก็ออก feature ใหม่ชื่อ Safety Check เพื่อให้ Facebook users ที่อยู่ในเนปาลสามารถส่งข่าวบอกญาติพี่น้องได้ว่า ตอนนี้เขาปลอดภัยแล้วนะ

โศกนาฎกรรมอาจนำพาความปวดร้าวมาให้

แต่มันก็นำพาแสงสว่างมาด้วยเช่นกันครับ

คิดถึงเนปาล

20150427_ThinkOfNepal

วันเสาร์ที่ผ่านมาเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาด 7.9 ริคเตอร์ที่ประเทศเนปาล

ภาพของซากปรักหักพัง ใบหน้าที่ปวดร้าวของคนเจ็บและญาติของคนตาย คือสิ่งที่ผ่านสายตาเราตลอดสามวันที่ผ่านมา

ผมเลยอยากจดบันทึกสิ่งที่ไหลผ่านเข้ามายังความคิดของผมดังนี้ครับ

1. สถานที่ประสูติของพระพุทธเจ้า

ลุมพินีวัน สถานที่ประสูติของเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นแค่สังเวชนียสถานแห่งเดียวที่ไม่ได้อยู่ในอินเดีย แต่อยู่ในประเทศเนปาล ผมเปิด Google Maps ดูแล้ว ห่างจากเมืองหลวงกาฐมาณฑุประมาณ 250 กิโลเมตร (จุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวอยู่ที่เมือง Gorkha)

เท่าที่อ่านข่าว บริเวณรอบๆ กาฐมาณฑุ มีสิ่งก่อสร้างเก่าแก่อายุหลายร้อยปีพังทลายไปไม่น้อย ก็อดคิดไม่ได้ว่าสังเวชนียสถานแห่งนี้จะได้รับผลกระทบมากน้อยแค่ไหน

 2015-04-27_141209

2. มนุษย์คนแรกที่ปีนเขาเอเวอเรสต์

สิ่งหนึ่งที่ผมอยากทำมานานแล้วคือการไปเบสแค้มป์ ซึ่งเป็นจุดตั้งต้นในการเดินขึ้นเขา Everest เห็นเพื่อนชื่อซุปปี้เคยไปกับภรรยาและเพื่อนๆ มาเขาบอกว่าสวยน่าดู

รู้มั้ยครับว่าคนที่พิชิตเอเวอเรสต์คนแรกเป็นชาวนิวซีแลนด์

พอดีผมเคยเรียนที่นี่ เลยรู้จักเขาดีผ่านธนบัตร 5 ดอลล่าร์ เขาชื่อ Sir Edmund Hillary ครับ

Nz5d (1)

3. คนไทยที่ติดอยู่เนปาล

อ่านข่าวบางกอกโพสต์วันนี้ จึงโล่งอกว่านักศึกษาไทย 6 คนที่ขาดการติดต่อไป ตอนนี้ยืนยันมาแล้วว่าปลอดภัยดี แต่ก็เจอข่าวเศร้าว่า “หมออีฟ” แพทย์ที่ทำงานอยู่ในแคมป์ที่เชิงเขาเอเวอเรสต์ เป็นหนึ่งในผู้เสียชีวิตจากเหตุแผ่นดินไหว แม้จะยังไม่คอนเฟิร์มก็แล้วแต่ ผมถือวิสาสะเข้าไปดูที่ FB ของเขา ก็ยังไม่มีการรายงานอะไรเพิ่มเติม ก็ขอภาวนาให้มีปาฏิหาริย์ครับ

4. สิ่งที่เราทำได้ทางกายภาพ

ผมเคยเขียนไปแล้วว่าความสงสารไม่ได้ช่วยอะไร

เช้าวันนี้ สิ่งแรกที่ผมทำคือส่งเมล์หาเพื่อนพนักงานทอมสันรอยเตอร์ ว่าวันอังคารนี้เราจะเปิดรับบริจาคเงินเพื่อนำเข้าสภากาชาดไทยนะ

ตอนนี้มีคนแจ้งความประสงค์บริจาคเงินมาเกิน 70,000 บาทแล้ว กำลังลุ้นอยู่ว่าจะได้ถึงหนึ่งแสนบาทรึเปล่า

นอกจากนี้เงินทุกบาทที่เราระดมมาได้ ทางทอมสันรอยเตอร์จะช่วยสมทบให้อีกเท่าตัว (เจ๋งป่ะล่ะ)

5. อีกหนึ่งสิ่งที่เราทำได้

สวดมนต์ – นั่งสมาธิ – แผ่เมตตา – และอุทิศบุญกุศลให้กับผู้ประสบภัย ดวงวิญญาณที่เสียชีวิต และหน่วยกู้ภัยที่กำลังเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายอยู่ที่เนปาล ขณะที่เรา นั่งชิลล์ๆ อยู่ในห้องนอน

ผมเชื่อว่าคำสวดภาวนาของเราจะไม่สูญเปล่า ไม่ว่าเราจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม ฮินดู หรือไร้ศาสนาก็ตามที

ภัยธรรมชาติไม่เคยแบ่งแยกศาสนา ความปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ก็ไม่ควรแบ่งแยกด้วยเช่นกัน

—–

ช่วงนี้ภัยพิบัติดูเหมือนจะเกิดถี่ขึ้นนะครับ เพื่อความไม่ประมาท เราเองก็ควรเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้พร้อม

เพราะถ้าเราไม่หลอกตัวเองก็ย่อมจะรู้แล้วว่า เหตุการณ์ที่เราเห็นในทีวีและโทรศัพท์ ก็สามารถเกิดกับเราได้เช่นกัน

ชีวิตที่เราเลือกได้

20150426_LifeVacaation

“Instead of wondering when your next vacation is, maybe you should set up a life you don’t need to escape from.”

แทนที่จะคิดถึงการหยุดยาวครั้งถัดไป คุณน่าจะลองออกแบบชีวิตที่คุณไม่ต้อง “หนี” ไปไหนดูนะ

– Seth Godin

—–

ผมไม่แน่ใจว่ามีใครเคยสำรวจมั้ยว่า สัดส่วนของคนที่รู้สึก “ห่อเหี่ยว” ในเช้าวันจันทร์ นับเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของประชากรวัยทำงาน

คนเราใช้เวลาเกิน 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการทำงาน ถ้างานที่เราทำนำแต่ความทุกข์มาให้ ก็เหมือนชีวิตของเราสั้นลงไป 25 ปีแล้ว

ถ้าย้อนกลับไป 20-30 ปีก่อน ทางเลือกของคนที่ไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทอง คือตั้งใจเรียนให้จบปริญญา แล้วเข้ารับราชการหรือทำงานบริษัทเอกชน ยากมากที่จะมีคนออกมาทำธุรกิจส่วนตัวแล้วประสบความสำเร็จ เพราะ “กำแพง” มีมากมายเหลือเกิน

แต่ในยุคนี้ ทางเลือกมีมากมายจริงๆ กำแพงถูกทลายลงด้วยอินเตอร์เน็ท

และเราก็มีทรัพยากรทุกอย่างที่เราจำเป็นต้องมีในการทำสิ่งที่เรารักเราชอบอยู่แล้ว

ไม่ว่าคุณอยากจะเรียนเรื่องอะไร คุณแค่เข้า Youtube / Coursera ก็จะมีคอร์สฟรีๆ ให้เรียน

ถ้าอยากเรียนภาษาแบบเอาไปใช้งานได้จริง ก็ลองโหลด Duolingo มาเล่นดู

ถ้าอยากหาคอนเน็คชั่นหรือเพื่อนที่สนใจด้านเดียวกัน ก็เข้าไปหาได้ใน Meetup

อุปสรรคใหญ่ๆ ที่ผมเห็น ก็คือ “ของเล่น” อย่าง Facebook / Line และละครหลังข่าวที่ขโมยเวลาเราไปจนไม่เหลือเวลา/แรงที่จะมองหาความเป็นไปได้ใหม่ๆ

ถ้าชีวิตที่เรามีอยู่ตอนนี้ยังไม่ตอบโจทย์เรา ก็อาจจำเป็นต้องดูละคร และเล่น social media ให้น้อยลง ซึ่งน่าจะทำให้เราได้เวลาคืนมาอย่างน้อยวันละ 1 ชั่วโมง หรือ 30 ชั่วโมงต่อเดือน และ 365 ชั่วโมงต่อปี

มากเพียงพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงดีๆ ให้กับวิถีชีวิตของเราได้ครับ

แค่พลิกเหรียญ

20150425_Coin

“สุขทุกข์เหมือนเหรียญสองหน้า เราเลือกเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะพลิกมันได้”

– ขุนเขา สินธุเสน เขจรบุตร

—–

ฝรั่งเคยถามผมว่า นิพพานคืออะไร

ผมก็ยกมือขึ้นมา แล้วอธิบายตามที่เคยฟังมาว่า

ถ้าฝ่ามือ เป็นความสุข หลังมือ เป็นความทุกข์

นิพพาน คือ ไม่มีมือ

—–

ความสุขกับความทุกข์เป็นของคู่กัน

เหมือนเหรียญสองด้านอย่างที่คุณขุนเขา คอลัมนิสต์นิตยสาร Secret ในเครืออมรินทร์ ได้กล่าวไว้ในหนังสือ “รู้มากไปทำไม รู้ใจก่อนดีกว่า

ถ้าพูดตามภาษาพระ ความสุขก็คือความทุกข์อย่างหนึ่ง

เพราะความสุข ทำให้เรามีความอยาก

อยากจะให้ความสุขอยู่กับเรานานๆ

แต่ไม่มีความสุขไหนอยู่ได้นานกว่าความอยากของเราเลย

เมื่อสุขหมด ใจก็เลยทุกข์ เพราะดิ้นรนแสวงหาความสุขนั้นกลับมา หรือหาความสุขอื่นๆ มาแทนที่

และเพราะความสุขกับความทุกข์เป็นสองด้านของเหรียญเดียวกัน จึงเป็นเรื่องที่ไม่ยากเกินไปที่จะพลิกเหรียญนั้นได้ หากเรามีสติและใส่ใจที่จะมองหาแง่มุมดีๆ

หงุดหงิดเพราะรถติดตอนไปส่งแฟน? ดีเลย มีเวลานั่งคุยกับแฟนมากขึ้น

เหงาเพราะไม่มีแฟน? มีอิสระเต็มที่เลย อยากทำอะไรก็ทำ อยากไปไหนกับเพื่อนก็ได้ไป รู้มั้ยว่าคนแต่งงานแล้วเค้าโหยหาช่วงเวลาโสดแค่ไหน

ทุกข์ใจเพราะไม่สบาย? ชิลล์เลย ไม่ต้องไปทำงาน แถมบริษัทยังจ่ายเงินเดือนให้เราฟรีๆ ได้พักผ่อนอยู่บ้าน ไม่ต้องออกไปเจอรถติดให้หงุดหงิด!

แค่เปลี่ยนวิธีคิด ใจเราก็เบาสบายขึ้นมาได้ไม่น้อยแล้ว

แม้ปัญหาจะยังคงอยู่ แต่ถ้าเราไม่แบกมันไว้ เราจะแก้มันได้ง่ายกว่า (และบางปัญหาก็แก้ไม่ได้ หรือไม่จำเป็นต้องไปแก้ด้วยซ้ำ)

เจอความทุกข์ครั้งถัดไป ลองพลิกเหรียญดูนะครับ

พูดให้น้อยทำให้เยอะ

20150824_SayDo
God will judge us not by what we say today, but what we do tomorrow; not by the promises we make but by the promises we keep

พระเจ้าไม่ได้ตัดสินจากคำพูดของเราวันนี้ แต่ตัดสินจากการกระทำของเราในวันพรุ่ง
พระเจ้าไม่ได้ตัดสินจากคำสัญญาที่เราให้ไป แต่ตัดสินจากคำสัญญาที่เรารักษา
– Paulo Coelho

—–

ในห้องนอนของผมนั้นจะมีชั้นหนังสือไม้อยู่สองชั้น หนึ่งในชั้นนั้นด้านบนสุดผมจะเก็บนิยายหรือหนังสือที่ผมถือว่าเป็นหนังสือ “คลาสสิค” ที่ผมรู้ว่าซักวันนึงต้องกลับมาอ่านใหม่

หนังสือที่ผมจัดอยู่ในหมวดหมู่นี้น่าจะมีอยู่ไม่เกิน 5 เล่ม

และหนังสือ The Alchemist ของ Paulo Coelho นักเขียนชาวบราซิลก็เป็นหนึ่งในนั้น

เพิ่งเปิดดู Wikipedia ถึงรู้ว่า Paulo Coelho เป็นนักเขียนที่มีผู้ติดตามออนไลน์เยอะที่สุด แฟนเพจของเขามีคนกดไลค์ 25 ล้านคน! บร๊ะเจ้า

—–

God will judge us not by what we say today, but what we do tomorrow; not by the promises we make but by the promises we keep

ประโยคนี้ถือเป็นประโยคเตือนใจที่ดีประโยคหนึ่ง

เตือนใจว่า คนเราควรพูดให้น้อยๆ ทำให้เยอะๆ

เชื่อว่าหลายๆ คนคงเคยเจอคนประเภท พูดเยอะทำน้อย หรือ  “พูดสิบทำแค่ห้า” มาบ้างแล้ว

คนประเภทนี้นอกจากเชื่อใจไม่ได้แล้วยังน่ารำคาญอีกด้วย

ทำไมคนเราถึงพูดเกินกว่าตัวเองจะทำได้จริง?

1. ต้องการอวดเก่ง
2. ต้องการปิดบังปมอะไรบางอย่าง
3. ขาดความเคารพต่อผู้อื่น เพราะพูดแล้วไม่ทำตามที่พูด ทำให้คนอื่นรวนไปด้วย
4. ขาดความเคารพต่อตัวเอง เลยไม่คิดจะรักษาสัจจะแม้กับตัวเอง

แทนที่จะพูดสิบทำห้า จะดีกว่ามั้ยที่จะเริ่มต้นด้วยการ “พูดหนึ่งทำหนึ่ง” ?

ตั้งเป้าใกล้ๆ แต่ทำได้ชัวร์ๆ

เมื่อเราทำได้ เราก็จะมีความมั่นใจมากขึ้น มากพอที่จะพูดสอง แล้วทำให้ได้สอง

พูดน้อยๆ….ทำเยอะๆ….ไปช้าๆ

วันหนึ่งเราก็จะสามารถพูดสิบทำสิบ

หรือแม้กระทั่งพูดสิบทำร้อยเลยก็ยังได้

ไม่มีคนไม่ดี

20150423_NoBadPeople

“โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดี กับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ”
– ฐิตินาถ ณ พัทลุง

—–

ผมชอบประโยคนี้ของคุณฐิตินาถ หรือครูอ้อย ผู้เขียนหนังสือเข็มทิศชีวิตมาก

คนที่แนะนำให้ผมอ่านหนังสือเล่มนี้ก็คือเพื่อนที่ชื่อไก่ (คนเดียวกับที่เล่านิทานช้างน้อยให้ฟัง และถามว่าทำไมเราต้องพักร้อนนี่แหละ) โดยหัวหน้าเขาเป็นคนที่แนะนำมาอีกที

ผมอ่านหนังสือเข็มทิศชีวิตเกือบครบทุกเล่ม แต่ต้องบอกตามตรงว่ามีแค่เล่มหนึ่งกับเล่มสองเท่านั้นที่ผมชอบ

ประโยคข้างบนนี้ถ้าจำไม่ผิดผมว่าน่าจะมาจากเล่มที่สองครับ

—–

เคยอ่านบทความหนึ่งของคุณประภาส ชลศรานนท์ ซึ่งเล่าถึงพวกพฤติกรรมการดูละครของนักโทษในเรือนจำ

นักโทษส่วนใหญ่เชียร์พระเอกหรือนางเอกทั้งนั้น ไม่มีใครเชียร์ตัวโกงเลย

ดูย้อนแย้งมั้ยครับที่ “ตัวร้าย” ในโลกแห่งความจริง กลับเข้าข้าง “ตัวดี” ในโลกเสมือน

นั่นเพราะว่าไม่มีใครคิดว่าตัวเองเป็นคนไม่ดีหรอก

ไปถามคุณทักษิณก็ได้ว่าคิดว่าตัวเองเป็นคนเลวหรือเปล่า

อย่ากระนั้นเลย ถ้ามีคนถามคำถามนี้กับฮิตเลอร์ เขาก็คงยืนยันว่าสิ่งที่เขาคิดเขาทำมันมีเหตุผลและถูกต้องชอบธรรมแล้ว

ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครตื่นเช้าขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า “เอ…วันนี้เราจะออกไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนดีนะ?”

พวกแก๊งเด็กซิ่งเด็กแว้น คงไม่ได้อยากจะป่วนเมืองอะไร เขาเพียงแต่สนุกกับการไปบิดมอเตอร์ไซค์กับเพื่อนๆ

นักการเมืองที่ยักยอกภาษี ก็อาจจะไม่ได้มองว่ามันเป็นการ “โกงชาติโกงแผ่นดิน” แต่มองว่าเป็นเรื่องปกติ เพราะเขาต้องดูแลคนเยอะ และ ใครๆ ก็ต้องทำ ถ้ามาอยู่ในสถานะอย่างเขา

โจรใต้อาจจะไม่ได้มองว่ากำลังทำบาปอะไร เขาอาจจะเชื่อว่าได้ไปสวรรค์ด้วยซ้ำหากเขาช่วยให้ “ภารกิจ” สำเร็จ

ครับ ผมเชื่อว่าใครๆ ก็อยากเป็น “คนดี” กันทั้งนั้น

ที่เรายังเป็นคน “ไม่ดี” อยู่ ก็เพราะว่าเรายังเรียนรู้ไม่พอ

เรียนรู้เรื่องอะไรบ้าง?

  • เราไม่สามารถทำร้ายคนอื่นโดยที่ไม่ทำร้ายตัวเองไปด้วย
  • ไม่มีความจำเป็นอันใดที่จะต้องแก่งแย่ง
  • การที่ “ใครๆ ก็ทำ” ไม่ได้สร้างความชอบธรรมให้เราทำสิ่งนั้นด้วย
  • การมีความสุขกับการมีเงินเป็นคนละเรื่องกัน
  • ความทุกข์กับตัวเราก็เป็นคนละส่วนกัน
  • “ตัวเรา” ไม่มี ดังนั้นจึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะเบียดเบียนคนอื่นเพื่อตัวเองหรือแม้กระทั่งคนที่ “เรา” รัก

แต่ละข้อนี่ผมแค่เข้าใจแบบตื้นๆ นะครับ แค่พูดตามทฤษฎี แต่ตัวเองก็ยังทำไม่ได้หรอก

—–

โลกนี้ไม่มีคนไม่ดี มีแต่คนดี กับคนที่ยังเรียนรู้ไม่พอ

ผมชอบประโยคนี้เพราะว่ามันช่วยให้เรามองโลกอย่างมีความหวัง

ว่าวันหนึ่ง หากพวกเรา “เข้าใจ” ในสิ่งที่เป็นแก่นสารสาระอย่างแท้จริง

Utopia หรือดินแดนพระศรีอาริย์ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันเกินไปก็ได้

ยังไม่ต้องรีบรวย

20150422_DontGoForMoney

“In the first ten years of your working life, don’t go for money. Because if you do, that’s maybe all you’re going to get”.

“ช่วงสิบปีแรกของการทำงาน อย่าทำไปเพื่อเงิน เพราะถ้าคุณวิ่งตามเงิน นั่นอาจจะเป็นสิ่งเดียวที่คุณได้”

– ดร.วิพรรธ์ เริงพิทยา

—–

อาจารย์วิพรรธ์คือผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยเอเชี่ยน และเป็นอธิการบดีอยู่ 17 ปี

ผมโชคดีที่มีโอกาสได้คุยกับอาจารย์อยู่บ่อยๆ และคำพูดหลายๆ คำของอาจารย์ก็ติดตัวผมมาจนถึงทุกวันนี้

อย่างเช่นประโยคข้างต้น

ผมทำงานแบบพนักงานกินเงินเดือนมาเกิน 12 ปีแล้ว และได้พบว่าคำพูดของอาจารย์นั้นถูกต้อง

สิ่งที่ผมได้จากช่วง 10 ปีแรกนั้นได้แก่

  • เพื่อนร่วมงานที่ดีและเก่งกว่าเรา
  • งานที่สนุกและท้าทายให้เราออกจาก comfort zone
  • โอกาสในการพัฒนา Soft Skills เช่นการพรีเซนท์ การเจรจา การโน้มน้าว
  • วิธีการทำงานกับคนที่หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นด้านเชื้อชาติหรือการมองโลก
  • การดูแลอารมณ์และความรู้สึกของตัวเอง
  • การหาให้เจอว่าเราเองถนัดและรักงานด้านไหน

ก็ไม่แน่นะครับ คนที่ went for the money ก็อาจจะได้เรื่องข้างบนมาบ้างเหมือนกัน!

ที่ผมเอาเรื่องนี้มาพูด เพราะตอนนี้กระแสรวยเร็วนั้นมาแรงเหลือเกิน โดยเฉพาะในหมู่คนรุ่นใหม่ที่จบออกมาแล้วถ้าไม่ทำบริษัทเองก็อยากได้งานที่ไม่เหนื่อยแล้วได้เงินเยอะๆ

เงินเยอะๆ นั้นดีครับ ผมเองก็ชอบ แต่กว่าจะได้อะไรมา เราก็ต้องเอาอะไรเข้าไปแลกเสมอ ไม่ว่าจะเป็นเวลา สุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือความสงบสุขในจิตใจ

สุดท้ายแล้ว ใครจะเลือกให้ความสำคัญกับเรื่องอะไรก็คงแล้วแต่คนๆ นั้น

ขอเพียงแต่อย่าลืมแล้วกันว่า

ชีวิตไม่ได้มีด้านเดียว

และเวลาของเรามีจำกัดครับ

เก็บพาสเวิร์ดอย่างไรดี

20150505_Password

ผมว่าเราหลายๆ คนมีปัญหาเรื่องการจัดการพาสเวิร์ด

เพราะเรามี account มากมายเหลือเกิน เอาเฉพาะพื้นฐานก็ Email / Facebook / LINE / Twitter / Instagram / Internet Banking / ยื่นภาษี

นี่ยังไม่ร่วมพาสเวิร์ดที่ต้องใช้ที่บริษัทเลยนะครับ

ผมเชื่อว่าเราหลายๆ คนมี account และ password ที่ต้องจัดการไม่ต่ำกว่า 50 รายการ

เวลาลืมพาสเวิร์ดกันทีก็วุ่นวายกันไปรอบนึง

วันนี้ผมเลยขอมาแชร์วิธีการเก็บพาสเวิร์ดของผมนะครับ อาจจะไม่ใช่วิธีการที่ดีที่สุด แต่เผื่อใครอยากจะลองเอาไปใช้ดูครับ

เอาเรื่องพื้นฐานของพาสเวิร์ดก่อน

พาสเวิร์ดของเราควรจะมีไม่น้อยกว่า 8 ตัวอักษร ไม่ใช่คำที่มีอยู่จริงในภาษาอังกฤษ ควรจะมีตัวเลข และควรจะมีคาแรคเตอร์ที่ไม่ใช่ A-Z อยู่ด้วย เช่น !, @, $

ผมใช้วิธีการตั้งพาสเวิร์ดดังนี้ครับ

1. ใช้ชื่อคนหรือกลุ่มบุคคล อาจจะเป็นคนใกล้ชิดหรือดาราก็ได้ แต่ขอให้เป็นชื่อไทย เช่น Fahsai (ที่ไม่ควรใช้ชื่อฝรั่งเพราะว่ามันถูก hack/แกะ/โดนขโมย ได้ง่ายกว่า)

2. ใส่อักษรประหลาดๆ ลงไปเช่น !

3. ใส่ตัวเลขต่อท้าย ที่ผมใช้บ่อยคือวันที่ อาจจะเป็นวันเกิด หรือวันสำคัญของคนๆ นั้น (โดยใช้ปีพ.ศ. เพราะปีค.ศ.อาจจะเดาง่ายเกินไป) เช่น ถ้าเขาเกิด 24 กรกฎา 2524 ก็ใช้เป็น 25240724 หรือถ้าขี้เกียจมานั่งจำก็อาจจะใช้วันเกิดหรือวันสำคัญอื่นๆ ของเราเองก็ได้

4. เอาข้อ 1+2+3 มาต่อกันก็จะได้พาสเวิร์ดที่ค่อนข้างแข็งแรงอย่าง Fahsai!25240724

5. จดพาสเวิร์ดลงใน Notepad หรือถ้าให้ดีใช้โปรแกรมอย่าง Evernote ก็จะสะดวกเพราะเราเปิดดูจากที่ไหนก็ได้ แต่เวลาจดห้ามจดทั้งหมด แค่ใส่ตัวหน้ากับตัวหลังแทนเช่น Account Facebook ของเราใช้ Gmail ในการล็อกอินและพาสเวิร์ดที่ใช้คือ Fahsai!25240724 เราก็จดว่า

Facebook /gmail / F*************4

หรือถ้ากลัวว่าจะลืมก็อาจจะเพิ่มอะไรลงไปอีกหน่อยก็ได้เช่น

Facebook /gmail / Fa****!******24

คราวนี้มันจะมีอีกสองประเด็นคือ จะเลือกยังไงว่าเว็บไซต์ไหนใช้พาสเวิร์ดอะไร แล้วสมมติถ้าเขาบังคับให้เปลี่ยนพาสเวิร์ดทุกสามเดือน เราจะเปลี่ยนยังไงเพื่อให้ระบบยอมรับ (คือต้องห้ามเหมือนของเดิมเกินไป และเราเองต้องจำได้)

6. ดูตัวอักษรแรกของเว็บไซต์เพื่อเลือกชื่อภาษาไทย เช่นเราอาจจะทดไว้ในใจเลยว่า

Facebook = Fahsai
Twitter = Taweesak
Line = Lalita
Instagram = Inthira
Outlook = Oranuch

(อันนี้แค่ตัวอย่างนะครับ ให้ดีเลือกชื่อที่คุณเองรู้จักหน้าจะดีที่สุด)

ส่วนวันที่เราอาจจะเอาเหมือนกันหมดเลยก็ได้โดยเอาแค่ปีกับเดือนพอเช่น

Fahsai!255805
Taweesak!255805
Lalita!255805
Inthira!255805
Oranuch!255805

7. พอครบสามเดือน ถึงเดือนสิงหาคมต้องเปลี่ยนพาสเวิร์ด เราก็เปลี่ยนยกชุดเป็น

Fahsai!255808
Taweesak!255808
Lalita!255808
Inthira!255808
Oranuch!255808

และแน่นอนเวลาเราจดพาสเวิร์ดของเราลง Evernote เราก็จดแค่นี้

Facebook / gmail / F***********8
Twitter / yahoo / T*************8
LINE / gmail / L***********8
Instagram / gmail / I************8
Outlook / corporate email / O************8

เท่านี้เราก็จะมีพาสเวิร์ดที่แข็งแรง จำได้ไม่ยาก และสามารถอัพเดตได้บ่อยๆ อย่างมีหลักการครับ