ปีใหม่นี้มาเลิกตั้งเป้าหมายกันเถอะ!

20151231_NoGoals

สมัยหนุ่มๆ เมื่อถึงช่วงเวลาปีใหม่ ผมมักอดไม่ได้ที่จะมานั่งเขียนเป้าหมายให้ชีวิต

เป็นเป้าหมายแบบ SMART goals ตามตำราฝรั่งเสียด้วย คือ Specific, Measurable, Achievable, Relevant, และ Time-bound เช่น

จะมีเงินเก็บ xxx บาท ภายในปี xxx
จะมี Six Pack ภายในสิ้นปี
จะเพิ่มน้ำหนัก 2 กิโลภายในสามเดือน
จะมีแฟนที่หน้าตาอย่างนั้น-นิสัยอย่างนี้ภายในสิ้นปี
ฯลฯ

และสิ่งที่มักจะเจอคือเป้าหมายที่ตั้งไว้กว่า 80% ไม่เป็นไปตามนั้น

แล้วผมก็จะรู้สึกแย่กับตัวเอง ว่าพยายามไม่พอ ไม่มีวินัยพอ หน้าตาไม่ดีพอ ฯลฯ

พอปีใหม่วนกลับมา ก็มานั่งตั้งเป้าหมายกันใหม่!

—–

พี่โน๊ส อุดมเคยพูดไว้ในเดี่ยว 9 ว่า รู้มั้ยว่าสาเหตุอันดับหนึ่งของการหย่าร้างคืออะไร?

คำตอบคือการแต่งงานครับ!

ฉันใดฉันนั้น สาเหตุอันดับหนึ่งของความล้มเหลว ก็คือการตั้งเป้าหมาย!

พระอาทิตย์ไม่มีเป้าหมาย พระอาทิตย์จึงไม่เคยล้มเหลว

แมวไม่มีเป้าหมาย แมวจึงไม่เคยล้มเหลว

ดอกไม้ไม่มีเป้าหมาย ดอกไม้จึงไม่เคยล้มเหลว

จะว่าไปแล้ว มีแต่มนุษย์เรานี่แหละ ที่มีเป้าหมายและมีล้มเหลว

—–

นอกจากล้มเหลวแล้ว เป้าหมายยังทำให้เรามีความสุขน้อยลงอีกด้วย

เพราะทุกๆ วัน เราจะเห็น “ช่องว่าง” ระหว่างสิ่งที่เราเป็นอยู่ในปัจจุบัน กับเป้าหมายของเราเสมอ

ถ้าช่องว่างนั้น “แคบลง” เรื่อยๆ ก็ดีไป เพราะนั่นแสดงว่าเราเข้าใกล้เป้าหมายขึ้นอีกนิด

แต่โดยมากแล้ว ช่องว่างนั้นมักจะใหญ่เท่าเดิมหรือใหญ่ขึ้นด้วยซ้ำ จนถึงจุดๆ หนึ่งเราทนมองช่องว่างนั้นไม่ไหว ก็เลยทำเป็นลืมมันไปซะเลย (ไว้ปีหน้าค่อยว่ากันใหม่)

และสำหรับคนส่วนน้อยที่ช่องว่างเล็กลงเรื่อยๆ ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญหา

เพราะกว่าที่เขาจะ “แฮปปี้” จริงๆ ก็ต่อเมื่อเขาเดินทางถึงเป้าหมายแล้วเท่านั้น

เช่นบางคนตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้ 10 กิโลภายในสามเดือน พยายามอดทนทำทุกอย่างเพื่อให้ได้ตามเป้า แต่สุดท้ายลดได้ “แค่” 5 กิโล ก็มองว่าตัวเองล้มเหลวแล้ว ทั้งๆ ที่จริงๆ เขาควรจะรู้สึกดีกับตัวเองที่ลดน้ำหนักได้ตั้งขนาดนั้น

ไม่มีใครรู้อนาคต สิ่งต่างๆ ไม่ได้เป็นไปตามใจ แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

การกระทำของเราบวกกับเหตุปัจจัยภายนอก อาจส่งผลลัพธ์ได้เป็นร้อยแบบ แต่พอเรามีเป้าหมายตายตัว นั่นหมายความว่าเราจะพอใจกับผลลัพธ์เพียงหนึ่งแบบเท่านั้น ส่วนอีก 99 แบบที่เหลือถือว่าเป็นเรื่องไม่น่าพอใจ

ทำไมคนเราถึงปิดโอกาสที่จะมีความสุขกันขนาดนี้?

—–

ไม่ใช่ว่าเป้าหมายเป็นสิ่งไม่จำเป็นนะครับ ผมว่าเป้าหมายแบบ SMART Goals นั้นสำคัญมากสำหรับโลกธุรกิจ

แต่สำหรับโลกภายในหรือชีวิตส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าการมีเป้าหมายที่วัดผลได้คือทางเลือกเดียวสำหรับการมีชีวิตที่ดี

เมื่อสองสามปีที่แล้ว ผมลองใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำดู แล้วก็ได้พบว่า เฮ้ย มันก็โอเคนี่หว่า

แทนที่จะมีเป้าหมาย เดี๋ยวนี้ blogger หลายๆ คนจึงเริ่มเชียร์ให้เลิกตั้งเป้าหมายกันได้แล้ว

เช่น James Clear บอกว่า ให้สร้างระบบดีกว่าตั้งเป้าหมาย

เช่น แทนที่จะตั้งเป้าว่าจะวิ่งมาราธอนภายในระยะเวลา 4 ชั่วโมงก่อนสิ้นปี ก็ให้สร้างระบบแบบแผนที่จะช่วยให้เราได้ซ้อมวิ่งทุกวัน

หรือแทนที่จะตั้งเป้าว่าจะลดน้ำหนักให้ได้สิบกิโล ก็จงสร้างระบบที่จะช่วยให้เราได้กินแต่ของที่มีประโยชน์และดีต่อสุขภาพทุกวัน

บล็อกเกอร์อีกคนอย่าง James Altucher ก็บอกว่าเขาไม่มีเป้าหมาย แต่เขามี Themes

ถ้าธีมหนังคือแก่นของหนังเรื่องนั้นๆ ธีมชีวิตในความหมายของเจมส์อัลทูเช่อร์ ก็คือแนวทางหรือวิธีปฏิบัติที่เขาจะทำทุกวัน

ธีมของเจมส์ ก็คือออกกำลังกายเป็นประจำด้วยการเดินวันละ 20 นาที พักผ่อนให้เพียงพอด้วยการนอนคืนละ 8 ชั่วโมง ใช้สมองทุกวันเพื่อคิดเรื่องสร้างสรรค์ สร้างรอยยิ้มและเสียงหัวเราะกับเพื่อนๆ และทำหน้าที่เป็นพ่อและสามีที่ดี

ธีมของเจมส์มีแค่นี้เองครับ

ไม่มีเป้าหมาย แต่มีความหมาย

ไม่มีวัดผลเป็นตัวเลข แต่วัดได้ด้วยความรู้สึก

ไม่มีสำเร็จหรือล้มเหลว มีแต่เพียงว่าวันนี้เราได้ใช้ชีวิตสอดคล้องกับชีวิตในแบบที่เราอยากให้เป็นรึยัง

เมื่อเราสร้างระบบและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตในแต่ละวันให้ตรงกับใจเรา เราจะมีความสุขได้ทุกวันโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันที่ “สำเร็จ” ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

——

ขอบคุณข้อมูลจาก
๋James Clear: Forget About Setting Goals. Focus on This Instead.
James Altucher: Ask Altucher Ep. 45 “How do you set and track goals?”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทุกคนคือศิลปิน

20151227_Artists

ทุกคนมีความเป็นศิลปินอยู่ในตัว

“ศิลปิน” ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นจิตกรหรือนักดนตรี

และไม่ใช่ศิลปินในความหมายไทยๆ ว่าติสต์แตกเอาแต่ใจ

ในนิยามของ Seth Godin (เซ็ธ โกแดง) ทุกๆ คนในโลกนี้สามารถเป็นศิลปินได้ทั้งนั้น ไม่ว่าเขาจะทำอาชีพอะไร

เพราะศิลปินคือผู้สร้างศิลปะ

และศิลปะในความหมายของเซ็ธมีองค์ประกอบสามอย่าง สร้างด้วยมือมนุษย์ (made by human) สร้างผลกระทบ (have an impact on others) และเป็นของขวัญให้แก่โลกใบนี้ (gift & generosity)

และในความรู้สึกของผม การสร้างศิลปะควรจะมีความเป็นต้นฉบับหรือความแปลกใหม่อยู่ในงานชิ้นนั้น (Originality) ด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณวาดภาพด้วยการก๊อปปี้ของคนอื่นมา คุณก็ไม่ใช่ศิลปิน

ถ้าคุณแต่งเพลงขึ้นมาซักเพลง แต่ไม่เคยร้องให้ใครฟัง คุณก็ไม่ใช่ศิลปิน เพราะงานของคุณไม่ได้สร้างผลกระทบให้ใคร

แต่ถ้าคุณได้ร้องเพลงนั้นให้คนอื่นฟัง แม้ว่าคุณหรือเขาจะคิดว่ามันไม่เพราะก็ตาม คุณก็ได้ชื่อว่าเป็นศิลปินแล้ว เพราะงานของคุณได้สร้างผลกระทบ (แม้จะแค่คนเดียว) และเป็นของขวัญให้กับคนๆ นั้นแล้ว

หรือถ้าคุณสร้างไฟล์ Excel ที่ทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น และส่งให้เพื่อนร่วมงานได้ใช้ คุณก็เป็นศิลปินเช่นกัน

หรือถ้าคุณเป็นหัวหน้าทีม และลองผิดลองถูกจนสามารถหาวิธีกระตุ้นลูกน้องให้ทุ่มเทกับงานได้ คุณก็เป็นศิลปิน

หรือถ้าคุณเป็นผู้บริหารระดับสูงที่นำพาบริษัทให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษฐกิจได้ คุณก็เป็นศิลปิน

หรือถ้าคุณเป็นพ่อบ้านที่ช่วยจัดบ้านจนเรียบร้อยน่าอยู่ คุณก็เป็นศิลปินอีกเช่นกัน

หรือถ้าคุณเป็นแม่ที่รู้วิธีกล่อมลูกให้หลับ และแชร์วิธีนั้นลงใน Youtube คุณก็คือศิลปิน

แล้วการเป็นศิลปินมันดีตรงไหน?

ดีตรงที่เราได้ใช้ความสามารถและความคิดสร้างสรรค์มาสรรสร้างงาน ไม่ว่าคุณจะเป็นพนักงานประจำ ฟรีแลนซ์ หรือเจ้าของธุรกิจ

แทนที่จะทำให้งานมันเสร็จๆ ไป หากเราเลือกที่จะใช้ศักยภาพของเราอย่างเต็มที่เพื่อที่จะสร้างผลงานให้ออกมาดีที่สุดที่่เราทำได้  เราก็จะสนุกและรู้สึกดีกับตัวเอง

เรามีความสุข คนอื่นก็แฮปปี้ที่ได้เสพงานของเรา

เป็นหนูถีบจักรมาเยอะแล้ว ลองมาเป็นศิลปินกันดีกว่าครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

แผนการนั้นไร้ค่า

20151227_PlansAreNothing

“Plans are nothing; planning is everything.”

“แผนการนั้นไร้ค่า แต่การวางแผนนั้นขาดไม่ได้”

Dwight D. Eisenhower

—–

เคยถามตัวเองมั้ยว่า จะวางแผนไปทำไม ในเมื่อบ่อยครั้ง แผนที่วางไว้มันไม่ได้เป็นไปตามแผน

เรากะจะทำงานชิ้นนั้นชิ้นนี้ภายในวันนั้นวันนี้ แต่พอถึงเวลาจริงๆ ก็มักจะมีงานชิ้นอื่นมาแทรกตลอด

โปรเจ็คบางอย่างตั้งใจว่าสามเดือนจะเสร็จ แต่กว่าจะจบงานก็ปาเข้าไปหกเดือน

พอวางแผนแล้วไม่ค่อยเป็นไปตามแผน เราก็อาจจะพาลไม่อยากวางแผนไปดื้อๆ เพราะไม่อยากรู้สึกแย่กับการที่อะไรๆ ก็ไม่เป็นไปดั่งใจ

เช่นนั้นแล้ว เหตุใด Eisenhower อดีตประธานาธิบดีของอเมริกาถึงบอกว่าการวางแผนนั้นเป็น everything เลยทีเดียว?

เพราะการวางแผนนั้นจะบังคับให้เราต้องคิดถึงโปรเจ็คนั้นๆ อย่างละเอียด ว่าจะมีงานอะไรบ้าง ต้องมีใครช่วยบ้าง จะเจอปัญหาอะไรบ้าง และจะใช้เวลาแค่ไหน

โดยมากแล้วหัวข้อสุดท้ายเรื่องระยะเวลาที่จะใช้ เรามักจะคาดการณ์ผิดพลาดอย่างน้อย 50% เสมอ

แต่สามหัวข้อแรกที่ว่าจะต้องทำงานอะไรบ้าง ต้องให้ใครช่วยบ้าง และอาจจะเจอปัญหาอะไรบ้างนั้น เป็นเรื่องที่เราพลาดไม่เยอะเท่า

ดังนั้นการวางแผนจึงสำคัญเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้เราเตรียมตัวอย่างรอบคอบและพร้อมรับมือก้บปัญหาที่จะเกิดขึ้น

แต่เมื่อมีแผนแล้ว ก็อย่าไป “คาดคั้น” กับมันเกินไปว่าจะต้องเป็นไปตามแผนเสียทุกอย่า

เพราะโลกไม่ได้หมุนรอบตัวเรา และไม่มีใครรู้อนาคต

จะให้ดี เราควรมีแผนไว้รองรับไว้เลยว่า ถ้าโปรเจ็คของเราล่าช้า เราจะทำยังไงต่อ

เท่านี้ การวางแผนก็จะเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะช่วยให้เราทำงานและใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุขมากขึ้นครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทำไมผู้บริหารถึงโต๊ะสะอาด?

20151227_CleanDesk

เคยรู้สึกเหมือนผมรึเปล่าว่า ทำไมโต๊ะผู้บริหารระดับสูงหลายท่านถึงสะอาดเรียบร้อย?

ยิ่งเมื่อเทียบกับโต๊ะทำงานของเราหรือของเพื่อนๆ ในทีม ก็จะเห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน

อะไรเป็นเหตุ อะไรเป็นผล?

1. เพราะเขาเป็นผู้บริหาร โต๊ะจึงสะอาด หรือ

2. เพราะโต๊ะสะอาด เขาถึงได้เติบโตจนเป็นผู้บริหาร

ฝากไปคิดเล่นๆ นะครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

 

เจริญภาวนาระหว่างเลี้ยงลูก

20151226_BhavanaWithBaby

 

วันนี้ปรายฝนอายุครบสองเดือนแล้วครับ!

สิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัดหลังจากการมีลูกคือผมสวดมนต์-นั่งสมาธิน้อยลงไปมาก

จากที่เคยทำเกือบทุกคืน ตอนนี้แทบไม่ได้ทำเลย

หนึ่งเพราะถ้าสวดมนต์เสียงจะดัง อาจจะไปปลุกลูกที่กำลังหลับอยู่

หรือถ้าลูกไม่หลับ เขาก็กำลังร้องไห้อยู่ จะให้ผมมานั่งสวดมนต์ก็อาจจะไม่เหมาะเท่าไหร่ เพราะควรต้องไปช่วยอุ้มลูกก่อน

แต่เหตุผลสำคัญกว่าเรื่องเสียงดัง คือกว่าจะได้เข้านอนผมก็แทบไม่มีแรงเหลือให้นั่งสมาธิ-สวดมนต์แล้ว

พูดก็พูดเถอะ แค่จะเขียนบล็อกให้ได้ซักตอนบางทีต้องรอถึงตีหนึ่งตีสอง เขียนไปพิมพ์ผิดไป เขียนรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง ดังนั้นพอเขียนบล็อกเสร็จหัวถึงหมอนก็น๊อค สวดมนต์ยังพอได้บ้างแต่นั่งสมาธินี่แทบจะลืมไปได้เลย

แต่ถึงอย่างนั้นก็ตาม ใช่ว่ามีลูกแล้วจะเจริญภาวนาไม่ได้เลย เพราะผมก็ค้นพบหลากหลายวิธีที่เราสามารถภาวนาระหว่างดูแลลูกได้ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟัง เผื่อคุณพ่อคุณแม่ (หรือคนที่กำลังจะเป็น) ท่านใดสนใจจะได้เอาไปประยุกต์ใช้ได้บ้างครับ

1. ดูกาย ลูกผมติดมือเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (หลายที่ก็บอกว่าให้ติดมือดีกว่าติดเปลนะครับ) ดังนั้นทานนมเสร็จแล้วผมหรือแฟนต้องอุ้มลูกพาเดินไปจนกว่าเขาจะหลับ ผมเองก็เลยอาศัยจังหวะนี้เดินอุ้มลูกไปพร้อมกับการเดินจงกรม คือมีสติคอยรู้ก้าวแต่ละก้าวที่เดินไปเดินมาอยู่ในห้องนอนครับ

2. ดูเวทนา (อ่านว่าเว-ทะ-นะ) หรือคือการดูความรู้สึกที่เกิดขึ้นที่ร่างกายและจิตใจ เวลาอุ้มลูกย่อมรู้สึกปวดแขนก็ดูความปวดนั้นไป หรือเวลาอาบน้ำแล้วลูกร้องไห้จ้า ก็ฟังเสียง 100 เดซิเบลของลูกไปด้วยใจเป็นกลาง ไม่ไปให้คุณค่าเสียงร้องไห้ของลูกว่าหนวกหูหรือน่าสงสาร

3. ดูจิต อันนี้จะได้ดูหลายทีเลยทีเดียว ตอนอุ้มลูกเดิน ก็จะเกิดความเมื่อยและความง่วงจนเราอยากจะวางลูกลงเต็มแก่ การรู้ทันความรู้สึกอยากวางลูกลงนี่แหละคือการดูจิต เวลาวางลูกลงแล้วลูกรู้สึกตัวร้องไห้จ้า ใจเราก็จะห่อเหี่ยวทันที เราก็ตามรู้ทันความห่อเหี่ยวของใจนั้นก่อนจะอุ้มลูกขึ้นมาเดินทั่วหัองจนหลับใหม่

พอวางลูกลงเป็นครั้งที่สองดันรู้สึกตัวอีก คราวนี้ใจไม่ห่อเหี่ยวแต่เปลี่ยนเป็นโกรธแทนแล้ว เพราะเมื่อยก็เมื่อย ง่วงก็ง่วง ทำไมไม่ยอมนอนซักทีฮะ! รู้มั้ยว่าพรุ่งนี้พ่อต้องไปทำงาน นี่หน้าก็โทรมจะแย่แล้ว ฯลฯ ความคิดด้านลบทั้งหลายที่ประเดประดังเข้ามาในใจตอนนี้ ถ้าเรารู้ตัวเราว่ากำลังโมโหอยู่ ก็ถือว่าเรากำลังภาวนาด้วยการดูจิตนั่นเอง

ด้วยความที่ช่วงนี้นอนน้อยและไม่ค่อยได้นั่งสมาธิ ก็เลยรู้สึกว่าตัวเอง “พร่อง” ในด้านนี้ไปไม่ใช่น้อย แต่ก็หวังว่าหลังจากลูกสาวอายุครบสามเดือน-หกเดือนและเริ่มนอนเป็นเวลามากกว่านี้ ผมจะสามารถกลับมาสวดมนต์-นั่งสมาธิได้เหมือนเดิมครับ

—-

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2558

Pic & Pause: เลือนหาย

20151225_Fadeaway

วันนี้วันศุกร์ มี Pic & Pause มาฝากครับ

ภาพข้างล่างนี้มองเผินๆ เหมือนเป็นแค่การเอาสีน้ำมาระบายคละๆ กัน

FadeAway

แต่คุณจะเชื่อผมมั้ยว่า ภาพนี้มันสามารถหายไปได้ต่อหน้าต่อตาคุณ?

เพียงแค่จ้องไปที่ตรงกลางภาพประมาณ 15 วินาที สีต่างๆ จะค่อยๆ เลือนหายไปจนกลายเป็นสีขาวล้วนครับ

ถ้าจ้องแล้วไม่ภาพไม่เลือนหาย ทนรออีกนิดนะครับ บางคนอาจจะใช้เวลาถึง 30 วินาทีหรือมากกว่านั้นก็ได้ครับ แต่รับรองว่าเลือนหายชัวร์ๆ

ปรากฏการณ์นี้เรียกว่า Troxler’s Fading ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก Quora: Tom Cook’s answer to What are some great optical illusions?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

 

 

5 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับคริสต์มาส

20151225_Christmas

เทศกาลของฝรั่ง นอกจากวาเลนไทน์และฮาโลวีนแล้ว ก็เห็นจะมีคริสต์มาสนี่แหละที่ถูกจริตคนไทยมากกว่าใคร และบรรยากาศก็ถือว่าพอได้เพราะอยู่ในช่วงหน้าหนาวพอดี

วันนี้ผมเลยไปหาข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับคริสต์มาสมาเล่าให้ฟังครับ ถ้ามีข้อมูลคลาดเคลื่อนประการใด ยินดีให้ผู้รู้ชี้แนะนะครับ

1. พระเยซูไม่ได้ประสูติวันที่ 25 ธันวาคม
ในพระคัมภีร์ไบเบิ้ลไม่เคยระบุไว้ว่าพระเยซูเกิดเมื่อไหร่ จริงๆ แล้วถ้าจะดูจากเนื้อหาในไบเบิ้ลว่าวันที่พระเยซูประสูติ “มีเด็กเลี้ยงแกะทำงานอยู่ในทุ่งนา” ‘shepherds were in the fields watching their flocks at the time of Jesus’ birth (Luke 2:7-8).

ธันวาคมนั้นอากาศหนาวเกินกว่าที่แกะจะออกมาเดินเล่นได้ ดังนั้นนักวิชาการหลายท่านคิดว่าพระเยซูน่าจะประสูติช่วงฤดูใบไม้ผลิมากกว่า

แล้ววันที่ 25 ธันวาคมมาได้อย่างไร? ในคริสตศตวรรษที่ 4 โป๊ปจูเลียสที่ 1 แห่งนิกายโรมันคาธอลิกได้ประกาศให้วันนี้เป็นวันที่พระเยซูประสูติครับ

2. รัสเซียจัดคริสต์มาสวันที่ 7 มกราคม
ประชาชนในรัสเซีย กรีซ เอธิโอเปีย และอีก 13 ประเทศนั้นนับถือศาสนาคริสต์นิกายรัสเชี่ยนออโธด๊อกซ์ซึ่งยังยึดถือปฏิทินแบบจูเลี่ยน (Julian Calendar) ส่วนปฏิทินสากลที่เราใช้กันอยู่ทั่วโลกคือปฏิทินเกรกกอเรี่ยน (Gregorian Calendar)

ปฏิทินจูเลี่ยนนั้นช้ากว่าปฏิทินเกรกอเรียนอยู่ 13 วัน ดังนั้นจริงๆ แล้วรัสเซียก็จัดคริสต์มาสวันที่ 25 ธันวาคมตามปฏิทินจูเลี่ยน แต่พอแปลงมาเป็นวันที่ตามปฏิทินสากลก็คือ 7 มกราคมครับ

3. การเฉลิมฉลองคริสต์มาสเคยเป็นเรื่องผิดกฎหมาย
ในปี 1644 ประเทศอังกฤษประกาศห้ามไม่ให้มีการเฉลิมฉลองคริสต์มาสเพราะมองว่ามัน “รื่นเริงเกินไป” และกว่าอเมริกาจะประกาศให้คริสต์มาสเป็นวันหยุด (holiday) ก็ต้องรอถึงปี 1870 ครับ

 

4. เพลงจิงเกิลเบลส์ไม่ได้ถูกแต่งเพื่อวันคริสต์มาส
คริสต์มาสมาพร้อมกับซานตาคลอสและเพลงจิงเกิลเบลส์ (Jingle Bells) แต่จริงๆ แล้วเพลงนี้ถูกแต่งขึ้นในปี 1850 เพื่อให้นักเรียนในโรงเรียนในเมืองบอสตันแห่งหนึ่งร้องในวัน Thanksgiving (วันขอบคุณพระเจ้า)

5. คริสต์มาสทำให้อังกฤษและเยอรมันหยุดรบกันชั่วคราว
สงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มต้นในเดือนกรกฎาคมปี 1914 และในคืนวันที่ 24 ธันวาคมในปีเดียวกันนี้เอง ทหารของเยอรมัน และทหารของอังกฤษซึ่งเป็นศัตรูกัน ผลัดกันร้องเพลงเฉลิมฉลองคริสต์มาส (Christmas Carols) พอรุ่งเช้าวันที่ 25 ธันวาคม ทหารเยอรมันก็เดินตัวเปล่าแบบไม่มีอาวุธเข้าไปยังเขต no man’s land (พื้นที่ตรงกลางระหว่างกองทัพของสองฝ่าย) แล้วตะโกนบอกทหารของอีกฝั่งเป็นภาษาอังกฤษว่า Merry Christmas

สุดท้ายทหารสองฝ่ายมีการแลกเปลี่ยนของขวัญอย่างเช่นบุหรี่และ plum pudding แถมยังมีแข่งฟุตบอลกันด้วย

ถือเป็นการหยุดรบในตำนานที่เล่าขานมาจนถึงทุกวันนี้

 

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
United Church of God: Biblical evidence shows Jesus wasn’t born on Dec. 25
Live Science: When was Jesus born?
whychristmas: Why is Christmas Day on the 25th December?
The Telegraph: Do they know it’s Christmas? 16 countries where people are celebrating today
Live Science: Why was Christmas banned in America
mental_floss: “Jingle Bells” Was Originally Written for Thanksgiving
History: Christmas Truce of 1914 

 

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ชีวิตที่ไม่ได้ใช้

20151224_UnlivedLife

Don’t be afraid of death; be afraid of an unlived life.
ไม่ต้องไปกลัวความตายหรอก กลัวการใช้ชีวิตไม่คุ้มดีกว่า

– Natalie Babbitt

—–

ประโยคนี้น่าคิด เพราะคนเราเกือบร้อยละร้อยกลัวตายกันทั้งนั้น

ใครที่ได้ศึกษาธรรมะอย่างถ่องแท้ หรือปฏิบัติตามพระประสงค์ของพระเจ้า ก็อาจจะกลัวตายน้อยหน่อย เพราะรู้ว่าชีวิตหลังความตายคงได้ไปดีแน่ๆ

แต่สำหรับพวกเราที่เหลือ เมื่อคิดถึงความตายทีไรก็หดหู่ทุกที

แค่เห็นคนที่เรารักตายเรายังเจ็บปวดแทบทนไม่ไหว

ถ้าคนที่เรารักที่สุดอย่างตัวเราเองตาย เราจะเศร้าแค่ไหน

ทั้งๆ ที่จะว่าไปแล้วความตายเป็นเรื่องธรรมดามาก

เราไม่เคยเศร้ากับพระอาทิตย์ที่ตกดิน เพราะรู้อยู่แล้วว่ามีขึ้นก็ต้องมีตก

และรู้ด้วยว่าเดี๋ยวมันก็จะขึ้นมาใหม่

แต่กับชีวิตคนที่่มีเกิดมีดับเป็นเรื่องปกติ เรากลับฟูมฟายกับมันทุกครั้ง

—–

Don’t be afraid of death; be afraid of an unlived life.

อะไรคือ Unlived life – ชีวิตที่ไม่ได้ใช้?

ผมนึกถึงหนังสือเรื่อง ความลับ 5 ข้อที่คุณต้องค้นให้พบก่อนตาย ของสำนักพิมพ์ Oh My God Books

ความลับสองข้อแรกคือ “ซื่อสัตย์กับตนเอง” และ “อย่าปล่อยให้เสียดาย” (Be true to yourself & Live life with no regrets)

หากเราไม่ซื่อสัตย์กับตนเอง และไม่กล้าทำในสิ่งที่เราอยากทำ เราก็กำลังสร้างวิถีชีวิตแบบ Unlived life ขึ้นมาอยู่

ชีวิตที่กลัวนั่นกลัวนี่ตลอดเวลา

ชีวิตที่ขึ้นตรงกับความต้องการของคนอื่น

ชีวิตที่เลือกคำว่า “ปลอดภัยไว้ก่อน” อยู่เสมอ

ความแตกต่างระหว่าง Death กับ Unlived Life ก็คือ ความตายนั้นเราเลือกไม่ได้ แต่ Unlived Life นั้น เรามีสิทธิ์เลือกได้

จะนั่งเล่นไลน์ หรือจะนั่งเล่นกับลูก

จะเก็บคำขอโทษเอาไว้ หรือจะพูดมันออกมา

จะทำงานเพื่อเงิน หรือจะทำงานเพื่อสร้างประโยชน์

จะนั่งจุ้มปุ๊กอยู่แต่ในบ้าน หรือจะออกไปเปิดหูเปิดตา

เราเลือกได้

สิ่งที่ “น่ากลัว” ก็คือ เรามักจะเลือกช้อยส์แรก เพราะว่ามันเพลินดี มันง่ายดี มันเซฟดี มันประหยัดเงินดี

และเพียงพริบตาเดียว เราก็เดินทางมาถึงปลายทางของชีวิต แล้วก็ได้แต่ถามตัวเองว่า “อ้าว…จบแล้วเหรอ”

เราหลีกเลี่ยงความตายไม่ได้ แต่เราหลีกเลี่ยงความเสียดายได้

เราเลือกได้ครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

ใช้ Chrome แล้วชีวิตดี๊ดี

20151121_Chrome

บทความนี้เขียนขึ้นเพื่อคนที่ยังใช้ Internet Explorer (หรือ Safari) เป็นบราวเซอร์สำหรับการท่องเน็ตอยู่ครับ

เป้าหมายคือโน้มน้าวให้คุณมาลองใช้ Chrome ซึ่งเป็นบราวเซอร์จากกูเกิ้ล เพราะผมเชื่อว่า ถ้าได้ลองใช้แล้วจะติดใจจนไม่อยากกลับไปใช้บราวเซอร์ยี่ห้อเดิมๆ อีกแล้วครับ

ข้อดีของโครมที่ผมเห็นชัดๆ มีอยู่สามข้อ

1. ความเร็ว โครมจะทำงานได้เร็วกว่า IE อย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นการเปิดโปรแกรมหรือการโหลดข้อมูล

2. Incognito Mode ถ้าเปิดโครมขึ้นมาแล้วกด Ctrl+Shift+N มันจะเปิดโครมในโหมด Incognito ซึ่งแปลว่าไม่เปิดเผยนาม หมายความว่ามันจะไม่จำอะไรไว้เลยไม่ว่าจะเป็น username/password หรือเว็บที่เราเข้า

สถานการณ์ที่โหมดนี้เหมาะมากก็เช่นเวลาใครจะมาขอยืมใช้คอมของเราเพื่อเช็คเมล์หรือเข้าเฟซบุ๊ค แทนที่เราจะต้องล็อกเอาท์ (log out) แอคเค้าท์ของเรา เราสามารถเปิดโครมในโหมดอินค็อกนิโต้และเขาก็จะสามารถล็อกอินได้เลย

อีกสถานการณ์หนึ่งที่มีประโยชน์พอกันก็คือเวลาเราจะไปใช้คอมคนอื่นหรือคอมสาธารณะ เราก็เปิด Incognito โหมดขึ้นมาใช้ พอใช้เสร็จก็ปิดมันซะ เราก็จะไม่ทิ้ง username/password อะไรเอาไว้ในเครื่องของเพื่อนเราครับ

3. Extensions ผมถือว่า Extensions เป็นจุดแข็งที่สุดของโครม เพราะมันทำหน้าที่เหมือนแอพในมือถือ ช่วยให้เราทำอะไรหลายๆ อย่างง่ายขึ้นมาก

อ้อ Extensions นี้มีแต่เฉพาะโครมใน PC / MacBook นะครับ ไม่มีในมือถือ

วิธีการจะลง Extensions ก็แค่ไปที่ Chrome Web Store  แล้วก็เสิร์ชหาโปรแกรมที่ต้องการได้เลย

Extensions ที่ผมใช้เป็นประจำ เรียงตามตัวอักษร มีดังนี้

Clearly
มีประโยชน์มากเวลาเจอบทความอะไรที่อยากปริ๊นท์หรือเซฟเอาไว้อ่านแต่ไม่อยากให้มี side bar หรือ โฆษณาต่างๆ ติดมาด้วย แค่คลิ้กขวาไปที่หน้าที่เราต้องการแล้วเลือก Clearly ก็จะได้บทความสะอาดๆ ฟอนท์ขนาดพอเหมาะ อ่านสบายตาสุดๆ ครับ

This slideshow requires JavaScript.

Evernote Web Clipper

หลายคนน่าจะคุ้นเคยกับ Evernote กันดีอยู่แล้ว ส่วน Evernote Web Clipper นั้นเป็น Extensions ที่ช่วยให้เรา “ตัดเก็บ” สิ่งที่เราพบเจอเวลาเปิดเว็บต่างๆ ลงใน Evernote ได้อย่างรวดเร็วครับ

เวลาเจออะไรที่อยากจะเก็บเก็บเอาไว้ ผมก็แค่คลิ้กขวาแล้วเลือก Evernote Web Clipper ซึ่งมันจะให้เราเลือกได้ว่าจะคลิปทั้งหน้า เก็บเฉพาะ URL เลือกเฉพาะบางส่วนมาเก็บก็ได้

This slideshow requires JavaScript.

goo.gl URL Shortener
เป็น URL shortener คล้ายๆ bit.ly ที่ช่วยแปลง URL ยาวๆ ให้เหลือสั้นนิดเดียว  ข้อดีของ goo.gl URL Shortner ก็คือกดปุ่มเดียวมันก็จะ generate URL ขนาดสั้นมาให้แล้วก็ก๊อปปี้ให้โดยอัตโนมัติ เราแค่กด Ctrl+V เพื่อ paste ได้เลย

2015-12-22_233258

Kill News Feed
อันนี้แนะนำสำหรับพวกที่ติด Facebook ขนาดหนัก แค่ Enable ตัวนี้พอเราเข้าไปใน Facebook ก็จะไม่เห็นข่าวอะไรใน Newsfeed เลย แต่ยังกดดู message / notifications หรือเข้าหน้าอื่นๆ ได้ตามปกติ

2015-12-22_231039

Minimal EN-TH-EN Dictionary
อันนี้ผมก็ใช้บ่อยมาก แปลไทยเป็นอังกฤษ อังกฤษเป็นไทยได้ เวลาเราอ่านเจอคำที่เราไม่เข้าใจก็แค่ดับเบิ้ลคลิ้กคำนั้นแล้วมันก็จะหาคำแปลให้เลย

This slideshow requires JavaScript.

Save to Pocket
ผมใช้แอพ Pocket ในการเซฟบทความเอาไว้อ่านทีหลัง (Android  / iOS) เวลาเจอบทความอะไรน่าสนใจ ก็แค่คลิ้กขวาแล้วเลือก Save to Pocket ก็จะได้บทความไว้อ่านบนมือถือแล้ว

This slideshow requires JavaScript.

Speed Dial [FVD]
อันนี้เป็น Speed Dial ให้เราเข้าเว็บที่เราเข้าบ่อยๆ ได้เร็วขึ้น (ทำหน้าที่คล้ายๆ บุ๊คมาร์คแต่ดูง่ายกว่า)

2015-12-22_233610.jpg

—–

พนักงานออฟฟิศสมัยนี้ต้องใช้เวลาอยู่หน้าจอคอมวันละหลายชั่วโมง และในจำนวนชั่วโมงเหล่านั้นก็อาจต้องเปิดบราวเซอร์เกินกว่าครึ่ง

ดังนั้นถ้าเราเลือกบราวเซอร์ที่ดี และใช้มันได้อย่างคุ้มค่า ก็จะทำให้ประสบการณ์การท่องอินเตอร์เน็ตของเราดีขึ้นและทำงานได้เร็วขึ้นไม่มากก็น้อยครับ

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ภาพจากจอคอมของผู้เขียน

จิตวิทยาการขาย: บุญคุณต้องทดแทน

20151210_Reciprocity

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ผมกับแฟนไปเที่ยวที่ปารีส

หนึ่งในสิ่งที่เราทำกันคือไปเดินเล่นที่ Le Marais (เลอมาเรส์) แหล่งชอปปิ้งชื่อดังของที่นั่น

ผมกับแฟนไม่ใช่คนชอบซื้อของ ยิ่่งเราต้องเดินทางกันอีกเป็นสิบวันจึงยิ่งไม่อยากจะแบกอะไรเยอะ ที่มาเดินเลอมาเรส์เพราะได้ยินมาว่าบรรยากาศมันคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

ระหว่างเดินผ่านร้านหนึ่งที่อารมณ์คล้ายๆ ร้าน Bodyshop เราก็เจอพนักงานที่มายืนแจกซองอะไรซักอย่างอยู่หน้าร้าน

พนักงานคนนี้เป็นผู้หญิงฝรั่งเศสวัยสี่สิบต้นๆ ตัวเล็กๆ หน้าตาคมคายทีเดียว เขายื่นซองในมือมาให้เรา เราบอกว่าไม่เอา แต่เขาก็บอกว่า รับไปเถอะนี่เป็นของขวัญจากเรา (Just take it, it’s a gift from us).

เพื่อไม่ให้เสียมารยาทเราจึงรับซองนั้นมา และพบว่าเป็นซองใส่ผงที่เอาไว้ผสมเวลาอาบน้ำในอ่างเพื่อให้มีกลิ่นหอม

เมื่อรับซองมาแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่าเรามาจากไหน มาทำอะไรกัน ถามได้แป๊บนึงเขาก็บอกว่าเข้ามาในร้านสิ ฉันมีของขวัญจะให้อีก (Follow me, I have more gifts for you).

ผมกับแฟนมองหน้ากันแป๊บนึง แต่ก็ตัดสินใจเดินตามเขาไป เมื่อถึงในร้านแล้วเขาก็จับมือแฟนผมขึ้นมาแล้วเอาอะไรบางอย่างมาขัดเล็บแฟนผม แค่ไม่กี่วินาที เล็บของแฟนผมก็มันวาว ปากเขาก็พูดว่า เหมือน miracle เลยนะคุณว่ามั้ย

พอขัดเล็บแฟนผมครบสิบนิ้ว เขาก็เอาโลชั่นมาทามือให้แฟนผม แล้วก็ยกให้ผมดมว่ากลิ่นมันหอมจริงๆ นะ แล้วเขาก็เอ่ยปากว่า ผมควรจะซื้อให้แฟนผมใช้นะ ที่ขัดเล็บ miracle กับโลชั่นขายแพ็คคู่กันราคาแค่ 20 ยูโรเท่านั้น

ระหว่างที่ผมกำลังอ้ำอึ้ง เขาก็ถามผมว่าผมมีพี่สาว/น้องสาวมั้ย ผมตอบว่าไม่มี แล้วเขาก็ถามต่อว่ายังอยู่กับแม่มั้ยผมก็ตอบว่าใช่ยังอยู่กับแม่

เขาบอกว่าวันนี้ที่ร้านเขามีโปรโมชั่นพิเศษ คือซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ดังนั้นคุณก็ซื้อชุดนึงให้แฟน แล้วเอาอีกกล่องนึงกลับไปฝากแม่ได้

ผมไม่แน่ใจว่าแม่จะอยากใช้รึเปล่า แต่แฟนผมก็นึกถึงน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของตัวเองขึ้นมาและคิดว่าถ้าซื้อไปจริงๆ ก็อาจเป็นของฝากที่เหมาะกับน้องของเธอดี

สุดท้าย จากคนที่ตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไร ผมกับแฟนกลับได้โลชั่น+ที่ขัดเล็บมาสองกล่อง และต้องแบกมันไว้ตลอดการเดินทางยุโรปในอีกสิบวันที่เหลือ

เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่นี่จะสิ้นปีแล้วแฟนผมยังไม่เคยเอาของออกมาใช้เลย

—–

วันนี้เราจะมาคุยคอนเซ็ปต์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Reciprocity ครับ (อ่านว่ารีซิปโปรซิที่)

ถ้ากูเกิ้ลคำนี้ มันจะขึ้นมาโชว์เลยว่า

In social psychology, reciprocity is a social rule that says we should repay, in kind, what another person has provided us. That is, people give back the kind of treatment they have received from you. By virtue of the rule of reciprocity, we are obligated to repay favors, gifts, invitations, etc. in the future.

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าใครทำดีกับเรา เราก็จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและอยากทำดีตอบ

ตอนที่ผมกับแฟนไปเดินเล่นที่เลอมาเรส์ เราตั้งใจกันไว้แล้วว่าจะไม่ซื้อของฝากอะไร

สิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง คือการที่เรารับซองเล็กๆ ที่พนักงานขายคนนั้นมายืนแจกหน้าร้าน

รับของเขามาแล้ว พอเขาชวนเข้าร้านก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่เข้าก็จะดูน่าเกลียดไปหน่อย

จากนั้นเขาก็ขัดเล็บให้แฟนผม ซึ่งถือเป็นเด้งที่สองที่เขาสร้าง “หนี้บุญคุณ” ให้กับพวกเรา

พอถึงนาทีปิดการขาย บวกกับโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง พวกเราก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ

หลักการ Reciprocity นั้นมีประโยชน์ต่อการขายยิ่งนัก เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นในย่านดังๆ ตามร้านขายขนมที่ระลึกเขามักจะมีของมาให้เราชิม และแม้เราจะมั่นใจว่าเราจะแค่ชิมเฉยๆ ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ซื้อ แต่เท่าทีสังเกตตัวเอง ถ้าชิมขนมร้านไหนผมก็มักจะซื้อของจากร้านนั้น

—–

นอกจากขายของแล้ว เทคนิค Reciprocity ยังสามารถใช้กับการเรี่ยไรเงินบริจาคได้ด้วย

ที่อังกฤษ มีช่วงหนึ่งที่ลัทธิ Hare Krishna (ฮเร กฤษณะ) หาเงินบริจาคในสนามบินได้เป็นกอบเป็นกำ

วิธีที่เขาทำก็คือ ให้สมาชิกคนหนึ่งยืนแจกดอกไม้ดอกเล็กๆ ในสนามบิน ถ้าใครบ่ายเบี่ยงไม่รับ ก็จะบอกว่า “รับไว้เถอะ นี่คือของขวัญจากเรา” (คุ้นๆ มั้ย) เราจึงรับดอกไม้มาเพียงเพื่อรักษาน้ำใจของเขา แต่พอเดินไปซักพักเราก็อาจจะโยนทิ้งลงถังขยะ พอเราเดินไปได้อีกหน่อย ก็จะพบว่ามีสมาชิกฮเรกฤษณะมายืนถือกล่องบริจาครอเราอยู่ เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่า “ต้อง” บริจาคให้กับคนกลุ่มนี้ (เพราะรับดอกไม้เขามาแล้ว หรืออาจยังรู้สึกผิดที่ทิ้งดอกไม้ไป)

วิธีการนี้ได้ผลและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่มาใช้บริการสนามบินไม่น้อย จนสุดท้ายสนามบินต้องแบนกลุ่มสมาชิกฮเร กฤษณะไม่ให้เข้ามารับเงินบริจาคในสนามบินอีก

—–

ผมนำเทคนิคนี้มาเล่า ไม่ใช่เพื่อให้คุณเอาไปใช้ในการหาประโยชน์จากคนอื่นนะครับ แต่เพื่อให้คุณรู้เท่าทัน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

หรือถ้าตกเป็นเหยื่อไปเรียบร้อยแล้ว(อย่างผม) ก็จะได้รู้ตัวว่ามันเกิดจากกลไกอะไร จะได้ระวังตัวและไม่ทำพลาดซ้ำอีกครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก The Art of Thinking Clearly by Rolf Dobelli

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com