นิทานแข่งม้า

20151128_HorseRace

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันครับ

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีพระราชาผู้ทรงชราภาพและรู้พระองค์ว่าคงอยู่ได้อีกไม่นาน จึงตัดสินใจเขียนพินัยกรรมถึงลูกชายทั้งสองว่า

“เมื่อข้าตายไป เจ้าทั้งสองจะต้องแข่งม้ากัน ม้าของใครวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นตัวสุดท้ายถือว่าชนะ และเจ้าชายผู้เป็นเจ้าของม้าตัวนั้นจะได้เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังค์ของข้า”

เพียงไม่นานพระราชาก็เสด็จสวรรคตจริงๆ การแข่งม้าจึงได้มีขึ้น

เจ้าชายทั้งสองพระองค์ต่างนำม้าคู่ใจมาแข่ง มีเหล่าประชาราษฎรมาเป็นสักขีพยาน

เมื่อเริ่มแข่งขัน เจ้าชายทั้งสองต่างก็พยายามบังคับม้าของตัวเองให้เคลื่อนตัวช้าที่สุดจนม้าาแทบไม่ขยับไปไหน ผ่านไปจนถึงหัวค่ำแล้วการแข่งขันก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะมีใครเข้าถึงเส้นชัยเลย คนดูเริ่มเบื่อและทยอยกลับบ้าน สุดท้ายการแข่งขันจึงต้องถูกพักไปก่อน

เมื่ออดรนทนไม่ไหวกับการแข่งขันอันแปลกประหลาดนี้ เจ้าชายจึงนำความไปปรึกษาฤาษีที่ทั้งสองให้ความเคารพ

ฤาษีฟังเรื่องราวด้วยสีหน้าครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาเบาๆ ว่า

“ทำไมท่านไม่สลับม้ากันล่ะ?”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Arsh Gupta’s answer to What are some best short stories? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

12 บทเรียนคุณพ่อมือใหม่

20151127_NewDad

ตอนนี้ลูกสาวผมอายุครบหนึ่งเดือนแล้ว เลยอยากจะทบทวนบทเรียนที่ได้ของการเป็นคุณพ่อมือใหม่แกะกล่องครับ

1. ช่วงสามสี่วันแรก น้ำนมคุณแม่จะยังไม่มา ในฐานะคุณพ่อสามารถช่วยได้ด้วยการเตือนให้จิบน้ำอุ่นบ่อยๆ และเอาผ้าฝ้ายห่อข้าวสารสองก้อนเข้าไมโครเวฟหนึ่งนาที แล้วมากนวดบริเวณรอบเต้านมให้คุณแม่เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดและนมครับ

2. นอกจากการให้ลูกดูดนมกระตุ้นแล้ว เครื่องปั๋มน้ำนมที่มีคุณภาพยังมีสำคัญอย่างยิ่งที่จะช่วยกระตุ้นให้น้ำนมมาบ่อยๆ และแก้ปัญหานมคัดเต้า ส่วนตัวผมใช้ Medela Freestyle ซึ่งราคาสูงมากจนน่าตกใจ (แต่เพื่อนแนะนำมาว่าใช้แล้วคุ้ม) เลยตัดสินใจซื้อ โดยเพื่อนหลายคนที่เคยทำงานทีมเดียวกันช่วยลงขันให้ และผมก็ออกเองอีกส่วนหนึ่ง เป็นอุปกรณ์ที่ spark joy คุณแม่มากที่สุดชิ้นหนึ่ง

3. อีกอุปกรณ์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกได้มาก คือเครื่องนึ่งขวดนม โดยผมได้แบบที่มีอบด้วยในตัว ผมใช้ยี่ห้อแคมีร่า ใช้งานสะดวกมาก กดปุ่มเดียวจบภายใน 40 นาที ต้องขอบคุณพี่ๆ ที่ออฟฟิศที่ลงขันกันซื้อให้เป็นของขวัญเช่นกัน

4. เวลาให้นม ควรจะมีหมอนรองที่มีรูปลักษณ์เป็นเหมือนเกือกม้า เพื่อเสียบเข้าตัวแม่ที่นั่งขัดสมาธิ ลูกก็จะอยู๋ในความสูงที่พอดีเหมาะแก่การให้นม บางทีต้องมีหมอนเล็กๆ อีกหนึ่งใบไว้รองข้อศอกแม่ด้านที่จับหัวลูกด้วย

5. จงเตรียมใจรับ Mother’s Blues ช่วงสองสามเดือนแรกฮอร์โมนคุณแม่จะเปลี่ยน ทำให้อ่อนไหวง่ายกว่าปกติ เราเองต้องใจเย็นให้มากถึงมากที่สุด อันไหนที่ตามใจคุณแม่ได้ก็ควรจะตามใจครับ

6. ถ้าลูกสะอึกไม่ต้องตกใจ การให้ดูดนมแม่หรืออุ้มพาดบ่า จะช่วยให้หายสะอึกในที่สุด แต่ถ้าอุ้มแล้วไม่หาย สักพักเขาก็จะหายของเขาเอง ไม่มีอันตรายใดๆ (จริงๆ ตอนอยู่ในท้องเขาสะอึกบ่อยอยู่แล้ว)

7. เด็กต้องการแค่ “4 อ.” คือ อิ่ม อุ่น อึ อุ้ม
อิ่มคือกินให้อิ่ม (เราเลี้ยงนมแม่ล้วน ยกเว้นช่วงสัปดาห์แรกที่นมยังมาไม่เยอะก็ใช้นมผงช่วย)

อุ่นคือห่อตัวให้อุ่นและแน่นเข้าไว้ เพื่อให้รู้สึกปลอดภัย ไม่เคว้ง และมีสภาวะคล้ายๆ ตอนอยู่ในท้องแม่

อึ ก็ตามชื่อครับ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกระดาษทิชชู่เปียกอย่าง Baby Wipes ที่ต้องใช้ทำความสะอาดทุกซอกหลืบก่อนใส่ผ้าอ้อม(สำเร็จรูป)ชิ้นใหม่

อุ้ม ช่วงที่เด็กออกมาใหม่ๆ เด็กจะเมาบก เพราะคุ้นชินกับการอยู่ในท้องแม่ที่โคลงเคลงตลอดเวลา ช่วงแรกจึงอาจจะต้องอุ้มเยอะหน่อย พอวางนิ่งๆ แล้วเขาจะไม่ค่อยชอบยกเว้นจะหลับไปแล้วจริงๆ

8. ถ้าเด็กร้องไห้ไม่หยุด สิ่งที่ทำได้มีดังต่อไปนี้
ดูว่า 4 อ. ของเราครบถ้วนรึยัง
จับลูกนั่ง อุ้มลูกท่าซูเปอร์แมน หรืออุ้มลูกเซิ้งกระติ๊บ (ย่อเข่าซ้ายสลับขวา)
เป่าหน้าลูก วิธีนี้เหมาะกับเด็กที่เมามันกับการร้องไห้ พอเราเป่าหน้าเขาแรงๆ ทีหนึ่ง จะเป็นการ interrupt routine ของเขาและหน้าของเขาจะตลกมากจนเราอยากเป่าใหม่ๆ หลายๆ ที
ทามหาหิงคุ์ อันนี้บางคนก็แนะนำ บางคนก็ไม่ ผมเคยทาแค่สองสามครั้ง
ให้ดื่มน้ำ Gripe Water ไกรป์วอเตอร์ เพื่อปรับสภาพความเป็นกรด-ด่างในท้องของลูก ผมเองยังไม่เคยลองแต่น้องที่คุยด้วยเมื่อวานบอกว่ามีติดบ้านไว้แล้วจะดี น้ำนี้มีขายตามร้านขายยาครับ

9. การร้องไห้ของลูกจะมีหลายแบบ ร้องเพราะหิวนม ร้องเพราะดราม่า ร้องเพียงเพื่อเรียกร้องความสนใจ และร้องจนหน้าดำเพราะไม่ชอบอะไรมากๆ

10. เวลาอาบน้ำให้ลูก สิ่งที่ต้องระวังมีเพียงสองอย่างคือเอามือปิดหูไม่ให้น้ำเข้าหูและอย่าให้น้ำเปียกสะดือเวลาที่สายสะดือยังไม่หลุด (ลูกผมใช้เวลาประมาณสองสัปดาห์กว่าสายสะดือจะหลุด) อ้อลูกผมไม่ชอบอาบน้ำเอามากๆ ร้องไห้จนหน้าดำเลย แต่พอเช็ดตัวแห้งและใส่เสื้อผ้าให้ก็จะดีขึ้น จากนั้นพาไปกินนมแล้วเขาจะหลับได้ยาวเลย

11. ควรจะซื้อ ear plug เอาไว้ให้คุณแม่ใช้เวลาต้องเผชิญกับเสียงแผดร้องของคุณลูกบ่อยๆ เพราะเสียงของเขาเสียดแทงแก้วหูมาก ใส่แค่ข้างเดียวก็พอ

12. ปัญหาลูกติดมือ คือปัญหาที่หลายๆ คนจะกลัวกัน เวลาลูกร้องเมื่อไหร่ก็จะต้องให้เราอุ้ม ผมคิดว่าลูกผมติดมือเรียบร้อยแล้วครับ กินนมเสร็จต้องอุ้มสักพักให้เขาหลับ แต่พอวางก็อาจร้องอีก ก็ต้องใช้ความใจเย็นและความอดทนเป็นอย่างมาก

หัวหน้าผมซึ่งเป็นฝรั่งบอกว่า ที่บ้านเขาถ้าลูกร้องก็จะปล่อยให้ร้องไป พอเค้ารู้ว่าไม่มีใครมาอุ้มเดี๋ยวเขาก็ปรับนิสัยไปเอง

แต่พี่ HR คนหนึ่งที่ผมคุยด้วย (มีลูกสาวหนึ่งคนเข้าชั้นประถมแล้ว) บอกว่าเราไม่ใช่ฝรั่ง ถ้าลูกร้องแล้วเราปล่อยไว้อย่างนั้น ลูกจะอ้างว้าง เราควรตามใจเขาตรงนี้ แล้วค่อยไม่ตามใจเรื่องอื่นจะดีกว่า เพราะการอุ้มสร้างความรู้สึกอบอุ่นและไว้เนื้อเชื่อใจกัน ซึ่งจะทำให้ลูกกล้าพูดกล้าคุยกับเราเวลาที่เขาโตกว่านี้

เพื่อนร่วมงานชาวอาร์เจนติน่าซึ่งลูกน่าจะอยู่ประถมก็บอกผมว่า ลูกจะโตเร็วมาก แป๊บๆ ก็โตจนเราก็อุ้มไม่ไหวแล้ว ดังนั้นช่วงนี้อุ้มได้ก็อุ้มไปเถอะ จะได้ไม่มานั่งเสียดายทีหลัง

ไว้เลี้ยงครบหนึ่งปีเมื่อไหร่จะมาเล่าบทเรียนเพิ่มเติมให้ฟังอีกนะครับ!

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 27/11/2558

ชีวิตคือการวิ่งมาราธอน

20151126_Marathon

เมื่อคืนนี้ ระหว่างอุ้มลูกที่ไม่ยอมนอนมาหลายชั่วโมง ก็เกิดความกลัวขึ้นมาในใจว่า “การเลี้ยงลูกนี่เหมือนการวิ่งมาราธอนชัดๆ”

เพราะกว่าลูกจะพูดรู้เรื่องก็ใช้เวลาเป็นปีๆ กว่าจะเข้าโรงเรียนก็อีกสามสี่ปี กว่าจะพ้นช่วงวัยรุ่นหัวเลี้ยวหัวต่อก็ 18 ปี กว่าจะเรียนจบต้องใช้เวลา 22 ปี กว่าจะทำงานมีฐานะมั่นคงและเจอคนที่ไว้ใจที่จะมาดูแลเขาแทนเราก็อาจจะ 30 ปีหรือมากกว่านั้น

เราต้อง “อุ้มลูก” ไปอีกสามสิบปีเลยหรือนี่

คิดแล้วก็หวาดหวั่นราวกับรู้ตัวว่าต้องวิ่งเป็นระยะทาง 42.195 กิโลเมตร

—–

เรื่องสำคัญๆ ในชีวิตเราก็มักจะเป็นอะไรที่ใช้เวลายาวนานทั้งนั้น

  • ผ่อนบ้าน
  • ดูแลสุขภาพ
  • สร้างบล็อกที่คนรู้จัก
  • สร้างอาชีพและฐานะที่มั่นคง
  • ดูแลคนสำคัญในครอบครัวให้ดี

แต่ละเรื่องล้วนดู “ยาวไกล” ไม่แพ้กัน

เพียงแค่คิดว่าต้องใช้เวลาอีกนานแค่ไหนจะถึงจุดหมายปลายทาง ก็อาจจะทำให้ท้อได้ง่ายๆ

—–

แล้วเราจะรับมือกับความรู้สึกนี้อย่างไร?

ผมเองไม่เคยวิ่งมาราธอน แต่เท่าที่เคยอ่านเรื่องราวของเพื่อนๆ ที่ไปวิ่งมา การวิ่งเข้าเส้นชัยเป็นเพียงหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เขารักกีฬาชนิดนี้

ยังมีอีกหลายอย่างที่นักวิ่งมาราธอนพูดถึง

เช่นวิวที่สวยงามบนเส้นทางที่คดเคี้ยว

หรือความ “ทรมานบันเทิง”* ที่เกิดขึ้นระหว่างการวิ่ง

หรือความรู้สึกดีๆ ที่มีเพื่อนร่วมวิ่งมาด้วยกันตลอดเส้นทาง

ผมว่าถ้าจะดำเนินชีวิตไม่ให้เหนื่อยล้าเกินไป เราเองก็อาจต้องมองชีวิตในแง่นี้

วิวที่สวยงาม ก็คือสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างที่เราใช้ชีวิตในแต่ละวัน เพียงแต่ต้องไม่ลืมที่จะ “หยุด” และ “มอง” ให้เห็นมัน

ทรมานบันเทิง คือการยอมรับกับความเจ็บปวดและความยากลำบากที่ย่อมผ่านเข้ามาในชีวิต  ดื่มด่ำไปกับมัน และสำนึกว่าอุปสรรคเหล่านี้คือคือสิ่งที่ทำให้เราได้เดิบโต

เพื่อนร่วมวิ่ง ก็คือเพื่อนร่วมทางในชีวิตที่ “ออกวิ่ง” มาพร้อมเราหรืออาจจะก่อนเราด้วยซ้ำ หากเราใส่ใจซึ่งกันและกัน การวิ่งครั้งนี้ก็ะจะไม่เดียวดายเกินไปนัก

—–

เราแต่ละคนได้ “สมัคร” มาราธอนหลายรายการ

บางรายการก็วิ่งคนเดียว บางรายการก็วิ่งกับคนรู้ใจ/คนรู้จัก

บางรายการอาจวิ่งถึงเส้นชัย แต่บางรายการก็อาจจะไม่ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย

เพราะบางที การเข้าเส้นชัยอาจเป็นแค่ประเด็นรอง

ประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างที่วิ่งต่างหาก คือสิ่งที่มีค่าและความหมายกับเรามากที่สุด

—–

* ทรมานบันเทิง หรือ Torture entertainment เป็นคำที่ผมเรียนรู้มาจากพีท รุ่นน้องที่เอเชี่ยนยูที่ตอนนี้เป็นนักวิ่งระดับโปร

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

สิ่งที่ดีที่สุดไม่ต้องใช้เงิน

20151124_BestThingsinLife

“Most of the best things in life are free – it’s the worst things that are so expensive.”

“สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับชีวิตมักไม่ต้องใช้เงิน สิ่งที่เลวร้ายที่สุดต่างหากที่ราคาแพงเหลือเกิน”

– Anonymous

—–

นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่ผมเขียนถึง Quote ภาษาอังกฤษที่หาในอินเตอร์เน็ตไม่ได้

ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าผมอ่านเจอประโยคนี้ที่ไหน รู้เพียงแต่ว่าเมื่อกี้ผมใช้เวลาอยู่ร่วม 10 นาทีไปกับกูเกิ้ล แต่ก็ไม่เจอประโยคที่ตรงกัน

จะมีใกล้เคียงก็แต่ของ Coco Chanel ที่ว่า “The best things in life are free. The second best things are very, very expensive.”

—–

Most of the best things in life are free

แต่จริงๆ แล้วโลกนี้ไม่มีอะไรฟรีหรอกครับ เพราะมันต้องแลกมาด้วยเวลาและน้ำพักน้ำแรงไม่มากก็น้อย

แม้แต่แสงแดดก็ยังไม่ฟรี เพราะมันก็มีต้นทุนแอบแฝงเช่นความร้อน (ทำให้ต้องเสียค่าไฟเพื่อเปิดแอร์) หรือตัวดำ (ทำให้ต้องซื้อครีมมาทา)

แต่ผมว่า “ฟรี” ในประโยคนี้คงหมายความว่ามันไม่ต้องใช้เงินเพื่อให้ได้มันมา

สิ่งที่ดีที่สุดในชีวิต ที่ไม่ต้องใช้เงิน (หรือถึงใช้ก็น้อยมาก) มีอะไรบ้าง?

สำหรับผม:-

  • รอยยิ้มของลูก
  • เสียงหัวเราะของแฟน
  • บทสนทนาบนโต๊ะอาหารเวลาครอบครัวกินข้าวกันพร้อมหน้าพร้อมตา
  • กับข้าวรสมือแม่
  • ความรู้สึกหลังจากที่ได้ช่วยเหลือคนที่กำลังลำบาก
  • การได้เห็นงานที่ตัวเองทำออกมาแล้วเกิดประโยชน์ต่อคนอื่น
  • การได้เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ จากหนังสือและ Quora
  • สติและความสงบที่เกิดจากการภาวนา
  • การได้นอนอ่านการ์ตูนเล่มโปรด
  • ความรู้สึกมีชีวิตชีวาหลังจากได้หลับเต็มอิ่มและกินอาหารที่มีประโยชน์
  • การได้ใช้เวลากับคนที่เราแคร์และคุ้นเคย
  • ร้องเพลง / ฟังเพลง
  • เล่นดนตรีในวงกับเพื่อนที่บริษัท
  • เตะบอล / ดูบอล
  • นอนดูดาว – ดูพระอาทิตย์ขึ้น

และอื่นๆ อีกมากมาย

—–

It’s the worst things that are so expensive
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดต่างหากที่ราคาแพงเหลือเกิน

น่าสนใจที่สิ่งที่ในระยะยาวแล้วเป็นผลเสียต่อชีวิตของเรา เรากลับยอมจ่ายเงินมากมายเพื่อให้ได้ลิ้มลองหรือได้ครอบครอง

  • เหล้า
  • บุหรี่
  • การพนัน
  • เที่ยวกลางคืน
  • ยาเสพติด
  • อาวุธ
  • ซื้อของปรนเปรอสาว
  • ลงทุนโดยไม่มีความรู้
  • ซื้อของแพงเกินกำลัง – people buy things they don’t need with the money they don’t have to impress people they don’t like.

—–

ปฏิเสธไม่ได้ว่าเรื่องดีๆ บางเรื่องก็ต้องใช้เงิน เช่นการให้ลูกได้เรียนโรงเรียนดีๆ

แต่สิ่งที่อาจสำคัญกว่าการได้เข้าโรงเรียนดัง เช่นเรื่องสุขภาพที่ดีและความรู้สึกอบอุ่น กลับแทบไม่ต้องใช้เงินเลย แต่ต้องใช้ความใส่ใจ

ใช้เงินให้น้อย ใช้ใจให้มาก

ชีวิตของเราก็น่าจะมีสิ่งดีๆ อย่างเหลือเฟือแล้วครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทางเลือกเยอะใช่ว่าจะดี

20151124_Choice

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมเคยอ่านสัมภาษณ์ชาวบ้านคนหนึ่งที่ให้มุมมองไว้อย่างน่าสนใจ

เขาบอกว่า สมัยก่อนตอนที่จนกว่านี้ ชีวิตเขาง่ายกว่านี้มาก เพราะด้วยข้อจำกัดทางการเงิน ทำให้เขาและครอบครัวไม่มีทางเลือกมากนัก กับข้าวก็กินอยู่ไม่กี่อย่าง โรงเรียนก็เรียนโรงเรียนแถวบ้าน เดินทางไปไหนก็ใช้จักรยาน

แค่พอเขาเริ่มฐานะดีขึ้นมา คราวนี้ต้องเริ่มคิดแล้วว่าจะซื้ออะไรกินดี จะส่งลูกเรียนโรงเรียนไหนดี จะซื้อรถยี่ห้ออะไรใช้ดี

กลายเป็นว่า ฐานะดีขึ้น ทางเลือกเยอะขึ้น แต่ชีวิตก็วุ่นวายขึ้นด้วย

—–

สมัยเด็กๆ ที่บ้านผมจะดูละครแค่ช่อง 7 กับช่อง 5 เท่านั้น (ช่อง 3 ไม่ชัด ส่วนช่อง 9 กับ 11 ไม่ดูอยู่แล้ว)

ซึ่งตอนนั้นก็รู้สึกว่าชีวิตมีความสุขดี

มาสมัยนี้ แค่เคเบิลทีวีก็มีให้เลือกไม่รู้ตั้งกี่ช่องแล้ว ไหนจะมี Digital TV อะไรอีกมากมายก่ายกอง

แต่ลองถามตัวเองดูนะครับว่า ช่องทีวีที่มากขึ้นเป็นสิบเป็นร้อยเท่า ทำให้ประสบการณ์การดูทีวีของเราดีขึ้นซักกี่มากน้อย?

—–

ในหนังสือเรื่อง The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli มีตอนหนึ่งพูดถึงเรื่อง The Paradox of Choice หรือความย้อนแย้งของทางเลือก

Dobelli บอกว่า ยิ่งเรามีทางเลือกมากขึ้นเท่าไหร่ เราอาจยิ่งมีความสุขน้อยลงเท่านั้น

Dobelli อ้างอิงถึงหนังสือเรื่อง The Paradox of Choice – Why More is Less ของ Barry Schwartz ที่กล่าวถึงสามเหตุผลที่ทางเลือกที่มากขึ้นทำให้เราสุขน้อยลง

เหตุผลข้อแรก ยิ่งทางเลือกมากขึ้น โอกาสที่เราจะ “เป็นอัมพาตภายใน” (inner paralysis) หรือการตัดสินใจไม่ถูก ก็จะยิ่งมากตาม

เคยมีคนทำการทดลองในซูเปอร์มาร์เก็ตโดยเอาเยลลี่ตัวอย่าง 24 รส ไปให้ลูกค้าที่เดินผ่านไปผ่านมาชิมเท่าไหร่ก็ได้ แล้วก็สามารถเลือกซื้อได้ในราคาพิเศษอีกด้วย

วันถัดมา ก็ทดลองอย่างเดียวกัน แต่ลดจำนวนรสชาติเยลลี่จาก 24 เหลือเพียง 6 รส

ผลปรากฏว่า ยอดขายวันที่สองดีกว่าวันแรกสิบเท่าครับ

ผู้ทดลองยังได้ลองเปลี่ยนสินค้าเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่เยลลี่ และก็ได้ผลลัพธ์อย่างเดียวกัน

—–

เหตุผลข้อที่สอง ยิ่งทางเลือกมากขึ้น เราก็ยิ่งมีสิทธิ์ตัดสินใจได้แย่ลงด้วย

สมมติว่าเราลองไปถามคนหนุ่มสาวดูว่า เวลาจะคบหากับใคร คุณจะดูอะไรบ้าง คำตอบที่ได้ก็มักจะเป็นเรื่องทัศนคติที่เข้ากัน มีจิตใจที่ดี ฉลาด ทำงานเก่ง และหน้าตาดี

ซึ่งในสมัยก่อน เวลาผู้ชายจะเลือกคบสาวคนไหน ก็มักจะเป็นหนึ่งในผู้หญิงที่อยู๋ในเมืองเดียวกับเขาไม่กี่สิบคนที่รู้จักกันมานานพอที่จะเห็นนิสัยใจคอของกันและกันพอสมควร

แต่มาสมัยนี้ การมาของอินเตอร์เน็ตและโอกาสคนรู้จักคนอย่างไม่อั้น ทำให้เรามีทางเลือกมากมายจนไม่หวาดไม่ไหว และเพราะทางเลือกที่มากมายนี่เอง ที่มักทำให้เวลาผู้ชายดูผู้หญิง มักจะลดเกณฑ์ลงเหลือแค่เรื่องเดียว นั่นคือเรื่องหน้าตา ซึ่งแน่นอนย่อมก่อให้เกิดปัญหาตามมา

—–

เหตุผลข้อที่สาม ยิ่งทางเลือกมากขึ้น โอกาสที่เราจะไม่พอใจกับการตัดสินใจของเรายิ่งมีมากขึ้นด้วย

คุณจะรู้ได้อย่างไรว่าช้อยส์ที่คุณเลือกคือช้อยส์ที่ดีที่สุดแล้ว ในเมื่อม้นมีอีกตั้ง 200 ช้อยส์ให้เลือก?

คำตอบก็คือ คุณไม่มีทางรู้ได้เลย และไอ้ความรู้สึกว่าช้อยส์ที่เราไม่ได้เลือกอาจจะดีกว่านี่เอง ที่จะกลับมาหลอกหลอนให้เราไม่มีความสุขกับชอยส์ที่เราได้เลือกแล้ว

—–

แล้วเราจะเอาตัวรอดจากปัญหา Paradox of Choice ได้อย่างไร

ผู้เขียนหนังสือแนะนำว่า ก่อนที่จะดูว่ามีทางเลือกอะไรบ้าง ให้ทำการบ้านมาก่อนเลยว่าเราจะใช้เกณฑ์อะไรในการเลือก เขียนมันลงกระดาษ และใช้เกณฑ์เหล่านี้อย่างเคร่งครัด (ไม่อย่างนั้นเราก็จะเตลิดเพลิดเพลินไปกับช้อยส์ที่มากมาย)

อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยได้ คือต้องยอมรับว่าเราไม่มีทางที่จะได้ perfect choice อยู่แล้ว เราจึงต้องหัดเรียนรู้ที่จะมีความสุขกับช้อยส์ที่เราได้เลือกแล้ว และอย่าไปกังวลหรือเสียดายช้อยส์ที่เราไม่ได้เลือกครับ

—–

ผมว่าความเข้าใจเรื่อง Paradox of Choice จะช่วยให้เราเข้าใจอะไรหลายๆ อย่างรอบตัวเรา เช่นทำไมโปรดักท์ของ Apple ถึงไม่มีรุ่นให้เลือกมากนัก หรือทำไมคนที่ “สวยเลือกได้” หลายต่อหลายคนถึงลงเอยกับคนที่ขี้เหร่ (กว่าเราซะอีก) ครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สิ่งที่ควรทำตอนทำงานไม่ทัน

20151123_WhenRunningOut

คือกลับบ้านให้เร็วขึ้น

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึก เพราะถ้าทำงานไม่ทัน ก็ควรจะอยู่ออฟฟิศให้ดึกขึ้นและใส่ชั่วโมงทำงานให้มากขึ้นไม่ใช่เหรอ?

แต่ถ้าเราพยายามทำงานล่วงเวลามาก็แล้วแต่ปัญหาก็ยังอยู่ นั่นอาจหมายความว่า จำนวนชั่วโมงที่เราใช้ไปกับการทำงานอาจไม่ใช่ประเด็น ประเด็นอยู่ที่คุณภาพของชั่วโมงเหล่านั้นต่างหาก

มนุษย์ไม่ใช่หุ่นยนต์ ยิ่งเราทำงานโดยไม่ได้พักผ่อน ยิ่งทำให้เรามีโอกาสผิดพลาดได้มากขึ้น งานที่ออกมามีเหตุให้ต้องแก้มากยิ่งขึ้นและเสียเวลามากกว่าเดิม เข้าข่ายยิ่งรีบยิ่งช้า

แต่ถ้าเรากลับบ้านแต่หัววัน มีเวลาได้ทบทวนตัวเองมากขึ้นอีกนิด เข้านอนให้เร็วขึ้นอีกหน่อย

วันถัดมาที่ทำงานแค่ 8 ชั่วโมง อาจได้งานมากกว่าเมื่อวานที่อยู่ออฟฟิศ 12 ชั่วโมงก็ได้

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจาก Quora: What are some uncommon ways to work smarter instead of harder?

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เชื่อใจตัวเอง

20151121_TrustYourself

“As soon as you trust yourself, you will know how to live.”

“เมื่อใดก็ตามที่คุณไว้ใจตัวเอง เมื่อนั้นคุณจะรู้ว่าจะใช้ชีวิตอย่างไร”

– Johann Wolfgang von Goethe

เชื่อว่าเราทุกคนล้วนแต่ต้องเคยใช้ชีวิตตามความคาดหวังของคนอื่นมาแล้วทั้งนั้น

บ่อยครั้ง ความคาดหวังนั้นก็มาจากคนที่รักเราและเรารักที่สุดอย่างพ่อแม่ คู่ชีวิต หรือทายาท

และอีกบ่อยครั้ง ที่ความคาดหวังนั้นมาจากคนที่เราไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว แต่เป็นสิ่งที่เราเรียกว่า “สังคม”

คณะที่เราเรียน เสื้อผ้าที่เราใส่ อาหารที่เรากิน และสถานที่ที่เราไป จึงอาจไม่ได้สอดคล้องกับตัวตนของเรา 100% แต่เป็นการประณีประนอมระหว่าง “ความต้องการของเรา” กับ “ความคาดหวังของคนอื่น”

และส่วนใหญ่เราก็ยินดีจะประณีประนอมเสียด้วย เพราะเชื่อว่ามันจะช่วยให้ชีวิตรื่นรมย์และมีความสุข

ซึ่งผมว่ามันก็อาจจะจริง

เว้นเสียแต่ว่าเราประณีประนอมมากเกินไป

ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนจะมีเสียงที่คอยกระซิบกับเราอยู่ตลอดว่า จริงๆ แล้วเราต้องการอะไร และอยากใช้ชีวิตแบบไหน

แต่ยิ่งเรามัวแต่ฟังความต้องการของคนอื่นหรือความต้องการของสังคมมากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งสูญเสียความสามารถที่จะได้ยินเสียงกระซิบมากยิ่งขึ้นเท่านั้น

ทั้งๆ ที่มันก็อยู่ตรงนี้กับเราเสมอมา และเสมอไป

และผมก็เชื่อว่า คนเราจะมีความสุขอย่างแท้จริงได้ ก็ด้วยการฟังและทำตามเสียงกระซิบนี้ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งหน้าที่ที่เรามีต่อคนรอบข้าง

ฟัง -> ทำ -> เชื่อ

เมื่อเราฟัง แล้วลองทำ แล้วรู้ว่ามันใช่ เราก็จะยิ่งเชื่อในเสียงกระซิบนั้น

และยิ่งเราเชื่อใจตัวเองมากขึ้นเท่าไหร่ เสียงนั้นก็จะยิ่งชัดขึ้น

เมื่อใจของเราเสียงดังฟังชัดแล้ว เราก็ไม่ต้องกังวลอีกต่อไปว่าชีวิตจะหลงทาง

ไม่ใช่เพราะว่าเราจะตัดสินใจถูกตลอด หรือจะทำสำเร็จตลอด

แต่เพราะรู้ว่า ถึงจะทำผิดพลาด จะหกล้ม แต่นั่นก็คือทางที่เราได้เลือกเอง และเราก็ “รู้” ด้วยว่าตัวเองจะกลับมายืนหยัดใหม่ได้อีกครั้ง

แน่นอน เรายังคงได้ยินเสียงของคนรอบข้างอยู่ แต่มันจะไม่กลบเสียงข้างในของเราอีกต่อไป

เราจะเลือกเรียนคณะนี้ เพราะเราสนใจศาสตร์และวิชาชีพ ไม่ใช่เพราะแม่บอกให้เรียน

เราจะซื้อของแบรนด์เนมมาใช้ ก็เพราะว่าเราชอบมันจริงๆ ไม่ใช่เพราะต้องการเอาไปคุยอวดใคร

เราจะแต่งงาน ก็เพราะว่าเจอคนที่เราเชื่อแล้วว่าจะดูแลกันไปได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่เพราะถูกใครกดดันว่าอายุขนาดนี้ต้องแต่งได้แล้ว

และหากเราจะลาออกจากงานประจำเพื่อทำธุรกิจส่วนตัว ก็เพราะว่าใจรัก ไม่ใช่เพราะอยากรวยเร็วๆ

เมื่อเราเชื่อใจตัวเอง ทุกการกระทำก็จะสอดคล้องกับตัวตนและคุณค่าที่เรายึดถือ

จะมีชีวิตแบบไหนทีจะรื่นรมย์ไปได้กว่านี้อีก?

—–

 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานช่างซ่อมเรือ

20151120_FixShip

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เมื่อร้อยกว่าปีมาแล้ว กษัตริย์แห่งประเทศอังกฤษมีเรือรบลำใหญ่ที่พระองค์ทรงภูมิใจในแสนยานุภาพมาก

แต่แล้วอยู่มาวันหนึ่ง เรือลำนี้กลับสตาร์ทไม่ติด

กษัตริย์ประกาศให้ช่างเก่งๆ ทั่วทั้งลอนดอนมารวมตัวกันเพื่อค้นหาให้ได้ว่าเกิดอะไรผิดปกติกับเรือลำนี้ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีใครซ่อมได้

กษัตริย์แห่งอังกฤษทรงกลุ้มพระทัยมาก จึงปรึกษาเสนาธิการ เสนาธิการจึงกราบทูลว่า ยังมีช่างต่อเรือที่เก่งมากๆ อีกคนหนึ่งที่อยู่นอกเมืองออกไปห้าสิบไมล์

กษัตริย์ได้ทราบดังนั้นจึงสั่งให้ม้าเร็วไปเชิญตัวมาทันที “จงไปตามตัวช่างคนนี้มาให้ได้ บอกเขาด้วยว่า ถ้าซ่อมเรือสำเร็จ จะคิดค่าซ่อมเท่าไหร่ข้าก็ยินดีจ่าย”

หนึ่งวันผ่านไป ช่างต่อเรือในตำนานก็เดินทางมาถึง เป็นลุงแก่ๆ ผอมๆ ผมหงอกเต็มหัว

คุณลุงเดินดูเรือรบที่จอดนิ่งอยู่ตรงท่าเรืออย่างเงียบๆ ท่ามกลางสายตาของกษัตริย์ เหล่าทหารเรือ และเหล่าประชาชนที่มาร่วมลุ้นว่าช่างต่อเรือคนนี้จะทำสำเร็จหรือไม่

หลังจากเดินวนรอบเรือได้ประมาณห้านาที คุณลุงก็ไปหยุดตรงช่วงท้ายเรือด้านซ้าย หยิบค้อนเล็กๆ จากกระเป๋าของแกขึ้นมาเคาะตรงตัวเรือหนึ่งครั้ง

แล้วเสียงเครื่องยนต์ของเรือก็ดังกระหึ่มขึ้นมาทันที ตามด้วยเสียงไชโยโห่ร้องของเหล่ากองเชียร์

กษัตริย์แห่งอังกฤษทรงพอพระทัยมากจนถึงกับลงจากบัลลังก์เพื่อมาพูดคุยกับช่างเป็นการส่วนตัว

“ข้ายินดียิ่งนักที่ท่านซ่อมเรือลำนี้ได้ ไม่ทราบว่าท่านจะคิดค่าซ่อมเรือลำนี้เท่าไหร่รึ”?

คุณลุงจึงตอบไปว่า “1000 ปอนด์ พะย่ะค่ะ”

กษัตริย์ถึงกับผงะ เพราะเงิน 1000 ปอนด์สมัยนั้นเทียบเท่ากับเงินหนึ่งล้านปอนด์ในสมัยนี้เลยทีเดียว

“ข้าไม่เห็นท่านทำอะไรเลย แค่เดินไปเดินมาแป๊บเดียว แล้วก็เคาะเรือหนึ่งครั้งเท่านั้นเอง”

คุณลุงยิ้มและกล่าวว่า “ค่าเคาะเรือน่ะปอนด์เดียว แต่ค่าความรู้ว่าจะต้องเคาะตรงไหน 999 ปอนด์ พะยะค่ะ” (£1 for tapping, £999 for knowing where to tap.)

—–

ขอบคุณนิทานจากพี่พีท พี่ที่เคยทำงานทีมซัพพอร์ตด้วยกัน (เล่าให้ฟังเมื่อ 7 ปีที่แล้ว)

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 19 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 5

20151119_Day5

ต้องขออภัยที่เขียนตอนนี้ช้าไปหน่อย เพราะวันที่ห้าในลอนดอนคือวันพฤหัสฯ ที่ต้องเดินทางกลับไทยครับ

 

คืนสุดท้ายผมไปพักย่าน London Paddington โดยโรงแรมที่ไปนอนชื่อว่า Tune Hotel

โรงแรมในเครือนี้มีจุดขายตรงทำเลที่ดีมากและราคาที่ไม่แพง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยห้องที่เล็กและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

ผมจองโรงแรมนี้ผ่าน Agoda ในราคาหกพันกว่าบาท (ไหนว่าถูกไง!?) มารู้ทีหลังว่าราคานี้รวมสิ่งอำนวยความสะดวกไปเกือบหมดแล้ว ที่ขาดไปอย่างเดียวคือเวลาเช็คเอาท์ที่ค่อนข้างเร็วคือ 10 โมงเช้า (ถ้าจะเลทเช็คเอาท์เป็นบ่ายโมงต้องจ่ายเพิ่มอีก 15 ปอนด์) และถ้าเช็คเอาท์แล้วจะฝากกระเป๋าเอาไว้ก็คิดใบละ 2.5 ปอนด์

ห้องพักสะอาดเรียบร้อยดีครับ แม้จะเล็กแต่ก็มีครบทุกอย่าง ได้มีโอกาสชาร์จแบตร่างกายหลังจากต้องใช้พลังกับงาน Trust Women Conference ไปไม่น้อย

ค่ำวันพุธผมมีนัดเจอกับเพื่อนร่วมงานฝรั่งที่อยู่ที่นี่ ผมก็เลยถามเขาว่าถ้าเช้าวันพฤหัสผมมีเวลาสองชั่วโมง ผมควรจะเดินเล่นที่ไหนดี เพื่อนเขาเลยแนะนำมาสองที่คือ Hyde Park หรือไม่ก็ Little Venice ซึ่งทั้งสองแห่งนี้สามารถเดินจากโรงแรมไปได้เลย

ผมเลือกที่จะไป Little Venice สิบโมงเช้าเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าเอาไว้ที่โรงแรมหนึ่งใบ ส่วนเป้ก็สะพายไปเอง

ช่วงที่เดินเล่น อากาศก็เป็นใจมาก อุณหภูมิ 11 องศา มีฝนตกและรมก็แรงใช้ได้ เดินเสร็จแล้วจึงแวะเข้า Marks & Spencer และ Tesco เพื่อซื้อของสองสามชิ้นกลับไทย

เที่ยงนิดๆ ก็ต้องกลับมาโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สถานี Paddington บินออกจาก Heathrow ตอนบ่ายสาม และกลับถึงไทยตอน 9.20 เช้าวันศุกร์ครับ

อานนฯ อินลอนดอนจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ ไว้ถ้าปีหน้าได้ไปเที่ยวไหนอีกจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

20151119_100030

ด้านหน้าโรงแรม

20151119_095839

จะเอาอะไรคิดตังค์เพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

20151118_233134

ห้องเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้าน

20151119_101350

ทางผ่านก่อนถึง Little Venice

20151119_101628

ป้าย Little Venice

20151119_10284020151119_10471520151119_102554

20151119_100636

จักรยานเช่า

20151119_105146

ถังขยะแยกประเภท

20151119_112300

คนอังกฤษก็ดราม่าเป็น

20151119_134130

ที่สนามบินมีบอกด้วยว่าแถวไหนคิวยาวคิวสั้น

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 19 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 4

20151119_Day4

 

วันนี้เป็นวันที่สองและเป็นวันสุดท้ายของการประชุม Trust Women Conference ครับ

โดยวันนี้ธีมหลักคือเรื่องการค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาส (modern day slavery)

จากที่เคยบอกไปเมื่อวานว่าทั่วโลกมีคนที่ตกเป็นเหยื่อของ slavery มีถึง 36 ล้านคน

โดย 70% ของแรงงานทาสนั้นกระจุกตัวอยู่แค่ 10 ประเทศเท่านั้น

ที่หนึ่งคืออินเดีย แล้ววิทยากรก็ไล่พูดที่สอง ที่สามไปเรื่อยๆ ผมก็นั่งลุ้นว่าเขาจะไม่พูดถึงประเทศไทย

ปรากฎว่าพี่ไทยมาเป็นอันดับ 10 พอดี!

แรงงานทาสส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะอยู่ในการประมง (fishing industry) การใช้แรงงานทาสนั้นแพร่หลายมาก จนมีคนประมาณการว่า ถ้าไม่มีแรงงานเหล่านี้ ธุรกิจประมเงในเมืองไทยอาจล้มได้เลยทีเดียว

อีกหัวข้อหนึ่งที่สนุกมากคือ Cleaning the supply chain of slave labour – การดูแลแหล่งที่มาที่ไปของสินค้าให้ปราศจากการใช้แรงงานทาส

โดยการคุยแบบ panelist มีตัวแทนจากธุรกิจใหญ่ๆ อย่างเนสท์เล่ และเทสโก้มาถกกับ NGO เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการทำกำไรและการส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน (ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น)

แต่ก็อีกนั่นแหละ ผู้บริโภคเองก็เคยตัวกับการอยากได้ของราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเราอาจลืมไปว่ายิ่งเราได้ของถูกลงเท่าไหร่ คนผลิตก็โดนรีดไถมากขึ้นเท่านั้น

ช่วงห้าโมงเย็นคือช่วง Trust Women Actions ที่จะมีโปรเจ็คขึ้นมานำเสนอห้าโปรเจ็คและคนที่มาร่วมงานก็สามารถเลือกได้ว่าจะช่วยเหลือโปรเจ็คเหล่านี้ได้อย่างไร เช่นแชร์ข้อมูล บริจาคเงิน หรือช่วยเชื่อมโยงให้ได้พบกับคนหรือองค์กรที่จะช่วยให้โปรเจ็คเหล่านี้เกิดขึ้นได้

Trust Women Actions อาจจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในงาน Conference เลยก็ว่าได้ เพราะโฟกัสทีการกระทำมากกว่าแค่มานั่งคุยกันเสร็จแล้วก็ต่างคนต่างกลับบ้านไป

ก่อนจะจบงานมีการมอบรางวัล Trust Women Anti-Trafficking Hero ให้กับองค์กรที่หาญกล้าต่อกรกับการค้ามนุษย์

มีผู้เข้ารอบสี่องค์กร และองค์กรที่ได้รางวัลนี้ไปคือองค์กร Blue Dragon ของเวียดนาม โดยองค์กรนี้ได้ช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ถูกหลอกไปขายบริการมาแล้วถึงสี่ร้อยกว่าราย ผมในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปแสดงความยินดีกับ Van Ngoc Ta ซึ่งเป็น Chief Lawyer ให้กับองค์กรนี้

—–

งาน Trust Women Conference ช่วยให้ผมเปิดโลกทัศน์อะไรมากมาย

และประโยคหนึ่งจากการประชุมครั้งนี้ที่จะติดตัวผมไปอีกนานก็คือ

You can change the world, and if you can you must try.

เราเปลี่ยนโลกได้ และถ้าเราทำได้เราก็ต้องลองดูซักตั้งครับ

—–

ป.ล. รูปขวดน้ำที่มาประกอบอาจไม่เกี่ยวกับงาน Conference เท่าไหร่ เพียงแต่ผมเห็นว่าน่าสนใจดีที่ที่อังกฤษใช้ขวดแก้วในการใส่น้ำเปล่า ดูดีและรีไซเคิลได้ด้วย

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 18 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่