อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 3

20151117_London3

วันนี้เป็นวันแรกของงาน Trust Women Conference ครับ!

งานนี้จัดขึ้นโดย Thomson Reuters Foundation โดยมีเป้าหมายคือ “Putting the rule of law behind women’s rights” หรือการสร้างหลักนิติธรรมให้กับสิทธิสตรีนั่นเอง

นี่เป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ส่วนใหญ่เป็น NGO และ Social Enterprise (กิจการเพื่อสังคม) ที่ดูแลเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิของเพศหญิงครับ

นอกจากเรื่องสิทธิสตรีแล้ว การประชุมนี้ยังเน้นเรื่องการลักลอบค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาสยุคใหม่ (modern-day slavery) ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เชื่อมโยงกันหมดเลย

เมื่อผู้หญิงไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย จึงถูกขายเหมือนสินค้า และคนที่ซื้อไปก็เอาผู้หญิงเหล่านี้ไปปู้ยี่ปู้ยำเยี่ยงทาส

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจากการประชุมวันนี้ครับ

ธุรกิจค้ามนุษย์มีมูลค่าถึงปีละ 150,000 ล้านดอลลาร์ หรือสามเท่าของรายได้ของแอปเปิ้ล (50,000 ล้านดอลล่าร์) บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในโลกใบนี้มีคนถึง 36 ล้านคนที่ถูกกระทำเยี่ยงทาส (ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำงานโดยไม่ได้เงินเดือนหรือถ้าได้ก็น้อยมากๆ)

แม้จะมีคนถูกค้าเป็นทาสเยอะขนาดนี้ แต่คนที่ทำธุรกิจค้าขายมนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่เคยถูกนำมาลงโทษเลย

มีคนถึง 774 ล้านคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สองในสามนั้นเป็นเพศหญิง

ทุกๆ ปีจะมีเด็กผู้หญิงอายุไม่เกิน 18 ปี แต่งงานถึง 15 ล้านคน

ถ้าเราสามารถช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือจนจบม.ปลาย ตัวเลข 15 ล้านคนจะลดลงถึงสองในสาม

ใน 26 ประเทศ โอกาสที่เด็กผู้หญิงจะได้แต่งงานตั้งแต่เด็กนั้นสูงกว่าโอกาสที่เธอจะได้เรียนหนังสือ

เงินเพียง $240 ต่อปี ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กผู้หญิงในประเทศอย่างไนจีเรียสามารถเรียนหนังสือต่อไปได้

หนึ่งในคนที่มาพูด (เธอมาจากไนจีเรีย) เล่าให้ฟังว่าเธอต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกวันเพื่อไปขายผักในตลาด จะได้มีเงินมาจุนเจือค่าใช้จ่ายในการไปโรงเรียนของเธอ

ผู้หญิงอีกคนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ตาของเธอตัดสินใจให้แม่และน้าของเธอได้เรียนหนังสือ คุณตาถูกคุณทวดไล่ออกจากบ้าน เพราะในสังคมของเธอนั้น การส่งผู้หญิงเรียนหนังสือเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เพราะคุณค่าของผู้หญิง (ในสังคมนั้น) คือการเป็นเมียและแม่

ในอัฟกานิสถาน เหตุผลหลักที่เด็กผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ ก็คือที่โรงเรียนมีคุณครูผู้หญิงไม่เพียงพอ (คาดว่าสังคมคงไม่ยอมรับการให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือกับครูผู้ชาย)

เมื่อสิบปีที่แล้ว กษัตริย์แห่งประเทศภูฐาน มีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนจะสละราชบัลลังค์ให้กับเจ้าชายจิกมี่ที่เรารู้จักกันดี

ก่อนหน้าจะเปลี่ยนแปลงระบอบ ภูฐานไม่จำเป็นต้องมีทนาย แต่เมื่อเปลี่ยนระบอบแล้ว จึงจำเป็นต้องสร้าง Law School โดยได้บริษัท White & Case LLP ของ Hugh Verrier (ที่มาพูดในงานนี้) ช่วยเข้าไปสร้างให้ โดย Law School ของภูฐานจะเปิดทำการในอีกสองปีข้างหน้า

จริงๆ ยังมีเนื้อหาอีกมากมายที่ผมไม่ได้จดมา เพราะช่วงบ่ายต้องไปช่วยทีมงานที่ดูแลแสงสีเสียงในการกรองข้อมูลจาก Twitter และ Instagram ที่ใช้แฮชแท็ก #TWC2015 แล้วนำขึ้นจอในงาน  ก็เลยไม่ได้จดอะไรมามาก

20151117_122133

แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้คือคำพูดของ Christianne ฺBoudreau คุณแม่ชาวแคนาดาที่ลูกชายโดนชักชวนเข้ากลุ่ม IS (Islamic State) เมื่อปี 2012 และเสียชีวิตขณะเป็นนักรบให้กับกลุ่ม IS เมื่อปีที่แล้วนี่เอง

เมื่อโดนถามว่าลูกชายถูกชักชวนเข้า IS ได้อย่างไร คริสเตียนบอกว่า IS บอกลูกชายว่าจะให้ไปช่วยงานด้านดูแลเด็กและผู้หญิงที่โดนกดขี่ ซึ่งเป็นตลกร้ายพอดู เพราะสิ่งที่ IS ทำในช่วงสองปีที่ผ่านมานี่มันช่างตรงข้ามกันอย่างยิ่ง

เธออธิบายว่า คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยตกลงใจจะเข้ากลุ่ม IS เพราะต้องการหาความหมายให้ชีวิต (finding a purpose in life) แต่เธอเองในฐานะแม่ ก็ผิดพลาดที่ไม่สามารถทำให้ลูกของเธอเจอ purpose ได้ จนลูกของเธอเตลิดไปเข้ากลุ่มแบบนี้

Charlie Winter บอกว่า IS ชักชวนคนเข้ามาร่วมกลุ่มด้วยการบอกว่า IS กำลังจะสร้าง Utopia (แดนพระศรีอาริย์) ที่ทุกคนจะเท่าเทียมกันและทุนนิยมจะถูกลบล้าง นอกจากนั้นการเข้าร่วมมิชชั่นนี้ยังจะช่วยให้ “หลุดพ้น” (Deliverance) อีกด้วย

ทุกอย่างมีที่มาที่ไปจริงๆ

ต้องขอตัวไปนอนก่อนนะครับ เที่ยงคืนแล้ว

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 17 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 2

20151117_London2

 

มาดูไฮไลท์ประจำวันที่สองของการมาเยือนลอนดอนกันดีกว่า
  • บริการขัดรองเท้า
  • อาหารเช้า
  • เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters
  • งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

บริการขัดรองเท้า
เมื่อคืนนี้บนเตียงผมมีถุงที่ชี้ชวนให้เอารองเท้าหนังผมใส่เข้าไป เอาไปแขวนไว้หน้าห้องก่อนตี 1 แล้วเขาจะเอารองเท้าไปขัดให้

ที่สำคัญคือเขาทำให้ฟรี!

เจออย่างนี้เลยต้องขอลองซะหน่อย ผมทำตามสเต็ปที่เขาว่ามา แล้วพอตื่นเช้ามาก็เห็นโน๊ตนี้สอดอยู่ใต้ประตู

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จก็แวะไปเอารองเท้าที่ Concierge ก็จะได้รองเท้ามันวาวให้เราได้ใส่กันครับ

20151115_20343320151116_07281920151116_08413620151116_095949

—–
อาหารเช้า
ประทับใจมากกับห้องอาหารของโรงแรม เพราะอยู่ตรงใจกลางตึกที่ออกแบบมาเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบ มองขึ้นไปก็จะเห็นหลังคาตึกเลย

ส่วนอาหารก็จัดซะน่ากิน เสียดายที่ค่าอาหารไม่ได้รวมอยู่ในค่าโรงแรมเลยต้องจ่ายเพิ่ม วันนี้ได้ความรู้ใหม่ว่า ยาคูลท์ ก็มีขายในอังกฤษด้วย!

สิ่งที่เพิ่งสังเกตก็คือ พนักงานในโรงแรมส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อคืนคนที่มาส่งผมที่ห้องก็เป็นชายที่มีเชื้อจีน เช้านี้คนเสิร์ฟอาหารก็น่าจะเป็นชาวยุโรปตะวันออก แถมตอนเย็นผมกลับมาโรงแรมคนเปิดประตูก็หน้าคล้ายคนไทยมาก! (แต่ไม่ได้ทักเค้านะครับ)

ผมมาลองคิดภาพว่าถ้าโรงแรมแลนด์มาร์คในเมืองไทยใช้คนจากประเทศเพื่อนบ้านมาบริการ คนไทยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร…

—–

เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters

กลับมาถึงห้องว่าจะอาบน้ำ แต่พอดีแม่บ้าน (ซึ่งเป็นคนดำ) มาทำความสะอาดห้องพอดีเลยนั่งทำงานรอ

อาบน้ำเสร็จก็ออกจากห้องตอน 9.45 เพื่อไปพบเพื่อนชื่อแบงค์ที่ออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ

ผมเดินไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี Baker Street แล้วขึ้นสาย Jubilee Line

รถสายนี้แคบใช้ได้เลย ถ้านั่งเหยียดขา ก็จะไปโดนคนที่นั่งตรงกันข้าม และด้วยความที่รถแคบขนาดนี้จึงไม่มีใครมายืนตรงทางเดินระหว่างที่นั่งเลย

ผมนั่งรถมาลงสถานี Canary Wharf ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของลอนดอน

Canary Wharf นั้นอยู่ใกล้กับ Greenwich มาก ดูจากใน Google Maps แค่ล่องใต้มา 4-5 กิโลเมตรก็จะถึง Greenwich (ออกเสียงว่ากรีนิช) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเส้นเมริเดียน หรือเส้นลองติจูดที่ศูนย์นั่นเอง (ทุกคนน่าจะรู้ว่าเวลาในเมืองไทยคือ GMT+7 ซึ่งคำว่า GMT ย่อมาจาก Greenwich Mean Time)

จากนั้นก็ลองสุ่มๆ เดินหาออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ดู เดินเข้าไปถามรปภ.ที่ยืนอยู่หน้าตึกหนึ่งว่า ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์อยู่ตรงไหน เขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่พอผมเดินไปอีกแค่ 20 เมตรก็เจอออฟฟิศแล้วครับ!

หลังจากรายงานตัวที่รีเซ็ปชั่นเสร็จแล้ว เพื่อนที่ชื่อแบงค์ก็ลงมารับ

เข้าออฟฟิศไปสิ่งแรกที่เห็นคือรูปปั้นของ Paul Julius Reuter ผู้ก่อตั้งบริษัท Reuters เมื่อปี 164 ปีที่แล้ว

สิ่งที่สองที่เจอคือ Eikon Design Lab ที่นี่เราจะเชิญลูกค้า Thomson Reuters Eikon เข้ามาพูดคุยเพื่อถามฟีดแบ็ค และให้ใช้โปรดักท์ของเราเพื่อให้เราสังเกตพฤติกรรมว่าเวลาลูกค้าใช้โปรดักท์ของเราจริงๆ เขาใช้งานอย่างไร คลิ้กอะไรก่อน ตามองไปที่ตรงไหนของจอเยอะที่สุด (มีเซ็นเซอร์จับ) ฯลฯ

เสียดายที่วันนี้แล็บไม่เปิดเลยไม่มีโอกาสเข้าไปดู

20151116_10363720151116_10364820151116_13382220151116_13374820151116_133627

พอแบงค์พาเข้าไปในส่วนของออฟฟิศ ก็ได้เห็นออฟฟิศที่ค่อนข้างแปลกตา คือเป็น Open Floor Plan จัดโต๊ะเป็นแถวๆ ประมาณสิบกว่าแถว โดยแต่ละแถวมีโต๊ะสองตัวหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งก็เรียบร้อยไปอีกแบบ แต่ผมว่ามันๆ แข็งๆ ไปนิดนึง

ไปถึงก็เจอกับเพื่อนจากเมืองไทยอีกคนคือโน๊ต ทั้งโน๊ตและแบงค์เคยทำงานที่ออฟฟิศเมืองไทยมาก่อน และเมื่อสองปีที่แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ เป็น development manager ทั้งคู่

ผมไปถึง 10.40 แล้ว และทั้งสองคนก็มีประชุมตอน 11 โมง แบงค์ออกไอเดียว่าไปหากาแฟดื่มกันดีกว่า จึงคว้าเสื้อโค้ทและออกจากออฟฟิศอีกครั้ง มื้อนี้โน๊ตอาสาเลี้ยงกาแฟ ไปถึงร้านก็เห็นคนเข้าคิวอยู่ยาวเหยียด (ไม่น่าต่ำกว่า 15 คน) จนผมคิดในใจว่าเปลี่ยนร้านดีกว่ามั้ย แต่แบงค์กับโน๊ตก็ไม่เห็นดูสะทกสะท้านซักนิด

ยืนรอในคิวแป๊บนึงจึงได้คำตอบ เพราะมีเด็กเสิร์ฟเดินมาถามว่าสั่งอะไร แล้วเขาก็คีย์เข้าเครื่อง ระหว่างนั้นคิวก็เริ่มไหลไปเรื่อยๆ ประมาณห้านาทีก็ได้จ่ายตังค์ จ่ายเสร็จรอไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ได้กาแฟเลย

(ป.ล.จริงๆ แล้วผมไม่กินกาแฟ บอกแบงค์ไปว่ากินฮ๊อตช็อคโกแล็ตละกัน แต่แบงค์คงไม่ได้ยินเลยสั่ง Flat Whites ไปสามแก้วเลย)

ระหว่างรอกาแฟได้ความรู้ใหม่สองอย่าง ผมถามโน๊ตกับแบงค์ว่าค่าที่พักที่นี่แพงมั้ย แบงค์จ่าย 1000 ปอนด์แต่แชร์กับเพื่อน (ถ้าอยู่คนเดียวก็คงมากกว่านั้น) ส่วนโน๊ตจ่ายประมาณ 1500 ปอนด์เพราะพาครอบครัวมาด้วย

โน๊ตบอกว่าให้ลูกเรียนที่นี่เลยเพราะที่อังกฤษเรียนฟรี

เราเดินคุยกันมาตลอดทางจนเข้าออฟฟิศ และเจอรีเซ็ปชั่นยกนิ้วชี้ขึ้นมาชิดปาก ส่งสัญญาณให้เราเงียบ หันไปดูจึงพบว่าตอน 11 โมงเช้า ทุกคนในอังกฤษนัดยืนไว้อาลัย 1 นาทีให้กับเหตุการณ์เลวร้ายในกรุงปารีส (มีการถ่ายทอดสดผ่าน BBC ด้วย)

โชคดีโต๊ะข้างๆ ของโน๊ตว่าง ผมเลยนั่งทำงานรอไปพลางๆ พอเที่ยงกว่าก็ไปหาอะไรกินกัน โน๊ตบอกว่าดิ๊บบี้กลับมาที่โต๊ะแล้ว

ดิ๊บบี้คือน้องอีกคนที่ทำงานที่เมืองไทย ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่นี่ในตำแหน่ง senior product manager

ยังมีคนไทยจากทีมอื่นอีกสองสามคนที่ได้มาเป็นพนักงานประจำของที่นี่เหมือนกัน

อย่างที่เคยบอก คนไทยเก่งไม่แพ้ฝรั่งครับ

—–

ทั้งสามคนพาผมมากินร้านอาหารเม็กซิกันชื่อ Wahaca

แบงค์เสนอเมนู Wahaca Selection มากินกันสองคน (ราคา 22 ปอนด์) ซึ่งแม้จะแชร์กันแล้วก็กินไม่หมดอยู่ดีเพราะอาหารเยอะมาก!

เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง และได้ความรู้ใหม่ดังนี้

ธนาคารไม่ค่อยมีแบงค์ 100 ปอนด์ แบงค์ 20 ปอนด์จึงถือเป็นแบงค์ใหญ่ของเขาแล้ว เพราะคนส่วนมากมักจะใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต

พนักงานในออฟฟิศเดียวกันที่คบหากันจะไม่แสดงออก ไม่ใช่เพราะต้องการจะปกปิด เพียงแต่เขาต้องการรักษาความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน

และด้วยความที่เขาไม่ได้แสดงออกว่าเป็นแฟนกันนี่เองที่ทำให้แบงค์หน้าแตกถึงสองครั้งสองครา

ยกตัวอย่างเช่น

แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไร
Mr.A: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ ยูสนใจมั้ย
แบงค์: สนใจๆ บ้านยูอยู่แถวไหนน่ะ
Mr.A เปิด Google Maps ให้แบงค์ดู
(Ms B. เดินมา)
แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไรอ่ะ
Ms.B: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ
แบงค์: จัดงานปาร์ตี้เหมือน A เลยนี่ บ้านยูอยู่แถวไหนอ่ะ
(Ms.B ชี้ไปบน Google Maps ที่เปิดอยู่)
แบงค์: โหยยูสองคนบ้านอยู่ใกล้กันมากเลยนะ บลา บลา บลา
(A กับ B ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร แบงค์มารู้เอาทีหลังจากเพื่อนว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมาซักพักแล้ว)

Canary Wharf เคยเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน แต่รัฐบาลก็มาปรับปรุงพื้นที่ และเชื้อเชิญให้บรรดาธนาคารใหญ่ๆ และบริษัทวาณิชธนกิจ ย้ายมาอยู่ที่นี่โดยอาจเสนอค่าเช่าที่ถูกกว่าเดิมหรือการเอื้อประโยชน์ทางภาษี (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเขามีข้อตกลงอะไรกันบ้าง) Canary Wharf จึงเป็นเหมือน “เมืองเกิดใหม่” ที่อายุแค่สิบปีนิดๆ เท่านั้น

แถวนั้นจะมี Fitness ของ Reebok (ที่ขายรองเท้านั่นแหละครับ) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฟิตเนสที่ดีที่สุดในยุโรป ดิบบี้กับแบงค์ก็ไปเล่นอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะไปกันตอนพักเที่ยงหรือบ่ายสอง เจ้านายไม่ว่าเพราะเขาสนใจว่าคุณทำงานเสร็จ ทำงานดีรึเปล่ามากกว่า

20151116_10414820151116_123618

—–

งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

กิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ของผมคือการไปร่วมงาน Scholars Event ซึ่งจัดอยู่ไม่ไกลจาก London Bridge

นี่คืองานเลี้ยงต้อนรับเล็กๆ สำหรับ เหล่า NGO และนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีที่ได้ทุนในการมาร่วม Trust Women Conference ในคราวนี้ ซึ่งมีประมาณ 60 คนจากผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 600 คน

หลังจากที่ทีมงานกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการซัก 15 นาที เวลาที่เหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ คือการพบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย

มองไปรอบตัวมีผู้ชายแค่ 4 คนเอง คนที่ผมได้คุยด้วยส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิง ยกตัวอย่างเช่น

Udragh จากมองโกเลีย ดูแลเด็กผู้หญิงที่ตั้งท้องตั้งแต่ยังวัยร่น
Shalia จากมองโกเลีย มุ่งสร้างผู้นำที่เป็นเพศหญิง
(จำชื่อไม่ได้) จากอัฟกานิสถาน ทำงานเกี่ยวกับการยับยั้งความรุนแรงในครอบครัว
Shree จากอินเดีย ป้องกันการค้ามนุษย์และบริการทางเพศ
Kriti จากอินเดีย ทำงานเรื่องคลุมถุงชน (เด็กบางคนอายุแค่ 10 เดือนก็โดนจับแต่งงานแล้ว!)

อีก 5 ชั่วโมง งาน Trust Women Conference จะเริ่มขึ้น

และผมจะเจอผู้หญิงเก่งๆ แบบนี้จากทั่วโลกอีกหลายร้อยคน!

ต้องรีบเข้านอนแล้วสินะ!

20151116_151444

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 16 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 1

20151116_London1

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมนั่งเขียนบล็อกอยู่ที่โรงแรมแลนด์มาร์คในลอนดอน ประเทศอังกฤษครับ

สาเหตุหลักที่มาที่นี่ เพราะผมได้รับเชิญให้มาร่วมงาน Trust Women Conference ที่จัดโดย Thomson Reuters Foundation

Thomson Reuters Foundation คือองค์กรการกุศลของทอมสันรอยเตอร์ครับ โดย the Foundation นี้จะมีงานหลักอยู่สี่อย่างคือ

1. ช่วยจับคู่ “ทนาย” กับ “NGO” (Pro Bono work) ทำให้ NGO ไม่ต้องเสียเงินจ้างทนายแพงๆ

2. ทำข่าวเรื่องที่สำคัญแต่ไม่ค่อยมีคนสนใจ (underreported stories) เช่นข่าวด้านสิทธิมนุษยชน การค้าทาส ภาวะโลกร้อน ความขาดแคลนอาหาร

3. จัดเทรนนิ่งให้กับนักข่าว เพื่อสร้างบรรทัดฐานและมาตรฐานที่ดีให้กับวิชาชีพข่าว

4. จัดงาน Trust Women Conference ทุกปี เพื่อพูดคุยและหา actions ที่จะช่วยสนับสนุนสิทธิสตรีทั่วโลก

เมื่อตอนต้นปีผมได้รับเลือกเป็นหนึ่งในทูตห้าคนของ Thomson Reuters Foundation โดยหน้าที่ของทูตก็คือการสร้างความรู้ความเข้าใจงานของ Foundation ให้กับคนในองค์กร และช่วยทำกิจกรรม Fundraising เพื่อหาทุนให้ผู้นำด้านสิทธิสตรีจากประเทศที่ยากจนสามารถมาเข้าร่วมประชุมงาน Trust Women Conference ได้

และด้วยความสนับสนุนของเพื่อนๆ ที่บริษัททุกคน ผมเลยมีผลงานเข้าตากรรมการและได้รับเชิญให้มาร่วมงานนี้ด้วยครับ

—–

การมาอังกฤษคราวนี้ต้องยอมรับว่าลำบากใจพอสมควรเพราะลูกสาวเพิ่งอายุครบสามสัปดาห์ การปล่อยให้ภรรยาเลี้ยงลูกคนเดียว (แม้จะมีคุณลุงและคุณย่าช่วยเลี้ยง) ก็ทำให้ผมรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย แต่ก็ถือว่าควรมาทำหน้าที่เป็นตัวแทนมาเพื่อเป็นหน้าเป็นตาของประเทศไทย

มาคราวนี้เลยออกแนวรีบไปรีบกลับ วันจันทร์ก็จะเจอกับเหล่าคนที่ได้ทุนมาร่วมงาน วันอังคารกับพุธก็เข้า Conference และว้นพฤหัสฯ ก็เดินทางกลับไทย

แต่ผมก็เชื่อว่าน่าจะเก็บเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยมาฝากท่านผู้อ่าน Anontawong’s Musings ได้บ้างไม่มากก็น้อย

—–

ขอเล่าสิ่งที่สังเกตเห็นวันนี้

สุวรรณภูมิ
เดี๋ยวนี้เขามี Rhythm @ Suvannabhumi Airport ซึ่งเป็นการแสดงดนตรีสดตรงทางเดินในโซนร้าน Duty Free ตอนที่ผมเดินผ่านนักร้องยังไม่เริ่มร้องเพลงแต่แค่ฟังเสียงบรรเลงแซกโซโฟนก็รู้สึกฟินแล้วครับ นักดนตรีทุกคนใส่เชิ๊ตขาวสูทดำดูดีมีสกุลมาก และคนก็มารายล้อมเพื่อรอฟังไม่น้อย ขอชื่นชมคนคิดไอเดียนี้เพราะผมเชื่อว่าแขกจะประทับใจแน่ๆ

20151115_091403

ตอนแรกว่าจะหาน้ำเปล่ากินซักน้อย เดินไปดูที่ Boots น้ำเปล่าช้างขวดละ 30 บาท ขณะที่โค้กกลับเป็นราคาเกือบปกติคือ 17 บาทเท่านั้น นี่ย่อมแสดงว่าน้ำเปล่าเป็นที่นิยมมากกว่าโค้กจนสามารถตั้งราคาแบบนี้ได้

เครื่องบิน
ผมบินสายการบิน British Airways เครื่อง Boeing 777 ภายในเครื่องเก่าพอสมควรเลย ขนาดที่นั่ง business class ยังดูเล็กๆ (แต่ผมนั่ง Economy นะครับ) จอทีวีก็เป็นจอ touch screen เก่าๆ เหมือนสมัยสิบกว่าปีที่แล้ว และที่แย่ก็คือไม่มี USB socket ให้ชาร์จมือถือ

แต่ข้อดีของสายการบินนี้คือบินตรงจากกรุงเทพถึงลอนดอนเลยครับ ราคาก็ไม่แพงด้วย ส่วนบริการบนเครื่องก็ตามมาตรฐาน ที่น่าสนใจคือตอนเครื่องจะออก กัปตันชาวฝรั่งก็พูดทักทายกันเป็นภาษาไทยก่อน (ทั้งๆ ที่ผู้โดยสารส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวไทย) ตอนเครื่องลงจอดที่ลอนดอน กัปตันก็ยังพูดภาษาไทยก่อนภาษาอังกฤษอีกเช่นกัน ผมว่าน่ารักดี

สนามบิน Heathrow
ผมไปลงที่ Terminal 5 ซึ่งเจ้านายบอกว่าเป็น Terminal ใหม่ อะไรๆ ก็เลยดูดีไปหมด ตรวจคนเข้าเมืองก็รวดเร็ว ใช้เวลาเข้าคิวไม่ถึง 15 นาที

จากนั้นก็เดินมาขึ้น Heathrow Express ที่ใช้เวลาวิ่งเข้าเมืองลอนดอนเพียง 20 นาทีครับ (ถ้าซื้อตั๋วออนไลน์ล่วงหน้าจะได้ลดราคา 50% ด้วย)

ที่น่าสนใจคือผมสามารถขึ้นรถไฟ Heathrow Express ได้เลยโดยไม่ต้องผ่านด่านใดๆ อาจจะเพราะว่ามันจะต้องแวะจอดอีกหนึ่งสถานี (ซึ่งเป็นของ Terminal 2,3,4) ซึ่งเขาให้นั่งฟรี แต่พอรถออกจากสนามบินมาแล้วก็จะมีพนักงานขึ้นมาตรวจตั๋วผู้โดยสารครับ

20151115_175417(ไม่มีด่านกั้น)

20151115_175413

อ้อ เวลารถจอด ก็จะมีเสียงพูดคล้ายๆ กับรถใต้ดินเมืองไทยเลยนะครับ มีเพิ่มขึ้นมาคำเดียวคือ edge – “Please mind the gap between the train and the platform edge”

รถใต้ดินในลอนดอน
รถ Heathrow Express มาจอดที่สถานี London Paddington ซึ่งเป็นชุมทางที่มีรถไฟปู๊นๆ อยู่ไม่น้อย ผมเดินผ่านจึงสังเกตได้ว่าเสียงเครื่องยนต์รถไฟในลอนดอนดังกว่ารถไฟที่สวิสมาก เดินต่อไปอีกนิดก็เจอทางลงรถใต้ดิน หน้าตาป้ายก็ละม้ายคล้ายคลึงกับรถไฟใต้ดินในปารีสทีเดียว

20151115_013328

ป้ายแบบนี้ก็สะดวกดี บอกว่าฝั่งที่เราจะขึ้นนั้น รถจะวิ่งไปทิศไหน ไม่ต้องมาจำชื่อสถานีปลายทาง

20151115_013600

รถใต้ดินเขาไม่ได้มีกระจกกั้นเหมือนที่บ้านเรานะครับ ป้ายที่บอกว่าจะจอดสถานีไหนบ้างนี่แปะอยู่บนกำแพงของทางรถไฟเลย

20151115_013657

20151115_013848

หัวหน้าผมให้ยืมบัตร Oyster มา (อารมณ์เดียวกับบัตรแรบบิทของไทยเรา) ตอนที่ผมแปะบัตรเข้า เงินเหลือ 4.20 ปอนด์ ผมนั่งรถไฟใต้ดินสาย Bakerloo มาแค่สองสถานี พอแปะบัตรขาออก เหลือเงินแค่ 1.90 เท่านั้น เท่ากับว่าจ่ายเงินไป 2.30 ปอนด์หรือ 125 บาทเลยทีเดียว

ตอนขึ้นบันไดเลื่อนมาจากรถไฟใตดิน ก็ได้เห็นป้ายโฆษณาละลานตามาก น่าจะถี่กว่าทุกเมืองที่ผมเคยไปมา

20151115_014443

เดินออกจากสถานีมา พยายามจะหาโรงแรมแลนด์มาร์คก็ไม่เห็นมีป้ายอะไรเลย โชคดีที่เหลือบไปเห็นอาคารหนึ่งที่แปะเลขที่ 222 จึงรู้ว่าใช่อันนี้แหละ เดินมาตรงประตูทางเข้าจึงเพิ่งจะเห็นป้ายเล็กๆ ว่านี่คือโรงแรมแลนด์มาร์คจริงๆ อันนี้อาจจะเป็นความแตกต่างอย่างหนึ่งระหว่างไทยกับอังกฤษตรงที่ป้ายโรงแรมเขาไม่ได้ใหญ่โตซึ่งจะว่าไปก็ไม่ค่อยสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยวเท่าไหร่ แต่ในอีกแง่หนึ่งก็คือในเมืองไม่มีปัายใหญ่เทอะทะจนรกสายตา

20151115_015244(ป้ายเลขที่ตึกช่วยชีวิตเอาไว้)

20151115_015335ป้ายชื่อโรงแรมเท่ากระดาษ A4

วันนี้ขอจบแต่เพียงเท่านี้ก่อน เอารูปห้องในโรงแรมมาฝากกันด้วย ไว้พรุ่งนี้จะมาเล่าต่อนะครับ

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 15 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Comfort Zone ใหญ่ มาก

20151115_Comfortzone

“เพราะผมมี comfort zone ค่อนข้างใหญ่ จึงมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้ค่อนข้างเยอะ”

– ยุทธนา บุญอ้อม
ผู้จัดเทศกาลดนตรี บิ๊ก เมาน์เทน มิวสิก เฟสติวัล
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 188: No Play No Gain
สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ขวัญใจเด็กแนวคนหนึ่ง

เพราะเป็นคนทำแฟต เรดิโอ ซึ่งเป็นคลื่นที่เปิดกว้างให้ศิลปินอินดี้ได้มีพื้นที่เผยแพร่ผลงาน

แถมป๋าเต็ดยังเป็นต้นคิดจัดงาน Big Mountain (มัน ใหญ่ มาก) อีกด้วย

ป๋าเต็ดเล่าถึงที่มาของงานนี้ว่าเกิดขึ้นระหว่างที่เขากำลังทำงานอยู่ที่ค่ายเพลงสนามหลวงในเครือของแกรมมี่

“แล้วช่วงที่เรากำลังลังเลอยู่ว่าเราจะทำได้ไม่ได้ก็คิดโปรเจ็กต์ขึ้นมาโปรเจ็กต์หนึ่ง ซึ่งคิดเพื่อที่จะทำให้ธุรกิจสนามหลวงอยู่รอด คือการทำอีเวนต์ ตอนแรกก็ว่าจะทำอีเวนต์เล็กๆ ให้กับศิลปินในค่าย แต่มีอยู่วันหนึ่งผมเข้าห้องน้ำ ระหว่างยืนฉี่อยู่ก็คิดว่าจะทำให้มันเล็กๆ ทำไม ทำอะไรให้ใหญ่ที่สุดไปเลยดีกว่า…แล้วพอกลับจากห้องน้ำก็เรียกลูกน้องประชุมเลยว่าเรามาทำอีเวนต์ใหญ่ไปเลยดีกว่า และต้องเป็นมิวสิกเฟสติวัลที่เราเชื่อจริงๆ ว่ามันเป็นมิวสิกเฟสติวัล ที่สุดก็เลยออกมาเป็นโปรเจกต์ Big Mountain แล้วก็นำไปเสนอคุณไพบูลย์ คือการทำมิวสิกเฟสติวัลใหญ่ที่มันใหญ่ขนาดนี้ บริษัทต้องยอมรับว่าในครั้งแรกเราอาจไม่ได้กำไร…คือลงทุนไปประมาณ 60 ล้าน และอาจจะไม่ได้กำไร…แล้วเราก็มาคิดต่อว่าเงิน 60 ล้านบาทนั้นมากกว่างบทำเพลงของค่ายสนามหลวงทั้งปีอีก ถ้าอย่างนั้นทำไมเราไม่เปิดบริษัทไปเลยล่ะ ผมก็เลยถอนตัวจากสนามหลวงแล้วมามุ่งทำ Big Mountain โดยตรงเลย”

คนที่ลองได้ทำงานชิ้นใหญ่ขนาดนี้ คงต้องผ่านการออกจาก comfort zone มานับครั้งไม่ถ้วน และนี่คือที่มาของประโยคที่ว่า

เพราะผมมี comfort zone ค่อนข้างใหญ่ จึงมีพื้นที่ให้วิ่งเล่นได้ค่อนข้างเยอะ

ชีวิตที่อยู่ใน comfort zone จะว่าไปก็เป็นชีวิตที่สบายตามชื่อเลย

แต่ขณะเดียวกันก็เป็นชีวิตที่น่าเบื่อ (เพราะคาดเดาได้) แถมยังอาจขาดสีสันอีกด้วย (เพราะไม่มีอะไรใหม่อีกแล้ว)

คนที่ได้ทำอะไร “เกินตัว” บ่อยๆ ก็ยิ่งสามารถขยาย “อาณาเขต” ของตัวเองได้กว้างไกลยิ่งขึ้นเรื่อยๆ

ซึ่งนั่นหมายถึงว่าเขามีทางเลือกมากกว่าเดิม และได้มีโอกาสใช้ชีวิตได้ “ลึก” และ “กว้าง” กว่าเดิม

และแน่นอน เขาย่อมมีโอกาสพลาดและล้มเหลวมากกว่าเดิมด้วย (เหมือนที่ป๋าเต็ดเคยพลาดกับคอนเสิร์ต “ดัม-มะ-ชา-ติ” ของบอดี้สแลม เมื่อปลายปีที่แล้ว)

แต่พลาดแล้วไง?

พลาดแล้วก็เรียนรู้ และก็กลับมาทำใหม่ก็ได้ไม่ใช่หรือ?

จะนั่งเย็นๆ อยู่แต่ในห้องแอร์ก็สบายดีอยู่หรอกครับ

แต่มนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างให้มานั่งในห้องแอร์

เปิดประตู ก้าวออกมาโดนแดดให้มันร้อนบ้างก็ได้ แทนที่จะเดินอยู่แต่ในบ้าน ลองออกวิ่งไปนอกรั้วเพื่อชมโลกกว้างบ้างก็ได้

อาจจะหกล้มเข่าถลอก

แต่ก็คงไม่ถึงตายหรอก จริงมั้ย?

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Pic & Pause: SteveCutts.com

20151114_SteveCutts

เมื่อวานซืนเผอิญเห็นน้องชายแชร์คำตอบหนึ่งใน Quora เห็นว่าน่าสนใจดีเลยเอาแชร์ครับ

ภาพวาดพวกนี้มาจากฝีมือของชายที่ชื่อว่า Steve Cutts จากอังกฤษครับ

ภาพชุดของเขาสะท้อนโลกทุนนิยมได้อย่างถึงพริกถึงขิงจริงๆ

ยิ่งสองวันมานี้ผมต้องขึ้น Airport Link ช่วงชั่วโมงเร่งด่วนด้วย ยิ่งทำให้เห็นเลยว่าคนกรุงเทพก็ไม่ต่างอะไรกับหนูใส่สูทจริงๆ

มีรูปเจ๋งๆ อีกเยอะที่อยากให้ได้ดูกัน ลองเข้าไปดูได้ที่ Simple Capacity

หรือจะแวะไปหาเขาถึงบ้าน (ออนไลน์) ที่ SteveCutts.com ก็ได้เช่นกันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora, Simple Capacity, SteveCutts.com

ขอบคุณภาพจากSteveCutts

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

พนักงานต้องมาก่อน

20151113_ClientsDontComeFirst

Clients do not come first. Employees come first. If you take care of your employees, they will take care of the clients

ลูกค้าไม่ได้สำคัญที่สุด พนักงานต่างหากที่สำคัญที่สุด ถ้าคุณดูแลพนักงานให้ดี เขาก็จะดูแลลูกค้าดีเอง

– Richard Branson, founder of Virgin Group

“ลูกค้าคือพระเจ้า” คือประโยคที่เราได้ยินกันมานาน

ส่วนฝรั่งก็จะมีสำนวนคล้ายๆ กันคือ “The customer is always right”

ซึ่งโดยส่วนตัวผมไม่ค่อยเชื่อแนวคิดนี้เท่าไหร่

เพราะยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว การมาของอินเตอร์เน็ต กูเกิ้ล และโซเชี่ยลมีเดีย ทำให้ทางเลือกมีเยอะขึ้นกว่าแต่ก่อนมากมาย

ดังนั้น ไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าหรือลูกค้า ถ้าคุณทำตัวไม่น่ารัก คู่ค้าของคุณเขาก็ไม่จำเป็นต้องทนคุณอีกต่อไป

ในฐานะเจ้านายก็เช่นกัน ถ้าคุณไม่ดูแลคนของคุณให้ดีๆ เขาก็อาจเลือกไปทำงานให้กับคนอื่นได้เสมอ

แม้ว่าในยุคนี้ลัทธิบริโภคนิยมจะเฟื่องฟูกว่ายุคไหนๆ แต่ผมก็เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ไม่ใช่คนประเภทที่เอาเงินฟาดหัวแล้วเขาจะยอมคุณทุกอย่าง

สิ่งที่สำคัญกว่าตัวเงิน คือความเคารพและให้เกียรติซึ่งกันและกัน รวมถึงการเคารพและให้เกียรติในหน้าที่และวิชาชีพของตัวเองด้วย

ดังนั้น ถ้าคุณดูแลลูกน้องคุณดี ลูกน้องก็จะดูแลลูกค้าเป็นอย่างดีโดยไม่จำเป็นต้องไปกรอกหูว่าลูกค้าคือพระเจ้า

เพราะถ้าเราได้ทำหน้าที่หัวหน้าอย่างเต็มที่แล้ว ลูกน้อง(ส่วนใหญ่) ก็จะรับรู้ ซึมซับ และคิดได้เองว่าเขาควรจะทำหน้าที่ของเขาให้สมศักดิ์ศรีเช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ชนชั้นของภาษา

20151112_LanguageHierarchy

เมื่อวันก่อนมีนักเรียนจากอเมริกาเข้ามาขอสัมภาษณ์ผมเพื่อเป็นข้อมูลสำหรับงานวิจัยปริญญาโทของเขา

พอคุยกันเรื่องงานสื่อสารของผมเสร็จแล้ว เขาก็ถามด้วยความสงสัยเฉยๆ ว่า ป้ายโฆษณาใหญ่ๆ ในกรุงเทพนี่ตั้งใจเอาไว้ให้ใครอ่าน? (Who’s the target group?)

ที่เขาถามอย่างนี้ เพราะเขาสังเกตเห็นว่า ป้ายโฆษณาเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ เขาเห็นตั้งแต่ออกจากสุวรรณภูมิแล้ว จึงนึกว่ากลุ่มเป้าหมายเป็นนักท่องเที่ยว แต่พอเข้ามาในเมือง เขาก็เห็นอีกว่าป้ายก็ยังเป็นภาษาอังกฤษเยอะอยู่ดี สมมติฐานถัดมาก็คือ ป้ายโฆษณาเหล่านี้เอาไว้ให้ฝรั่งที่อาศัยอยู่ในเมืองไทยอ่านรึเปล่า

ผมก็ออกความเห็นไปว่า เป้าหมายของป้ายโฆษณาเหล่านี้ก็คือคนไทยนี่แหละ แต่ที่ต้องทำเป็นภาษาอังกฤษก็เพราะว่ามันเกี่ยวกับเรื่องภาพลักษณ์

ผมบอกเขาไปว่าสินค้าในเมืองไทย น้อยมากที่จะใช้ชื่อภาษาไทยเพราะมันจะทำให้ดูเป็นของราคาถูกหรือเชยไปเลย

สินค้า บริการ และชื่อร้านที่อยู๋ในเมืองส่วนใหญ่ถึงมีแต่ชื่อภาษาอังกฤษ (หรือถึงจะเป็นชื่อไทยก็ใช้อักษรภาษาอังกฤษ)

ทั้งนี้เพราะภาษาอังกฤษถูกยึดโยง (associate) กับของที่มีราคาสูงกว่าและคุณภาพสูงกว่า ซึ่งย่อมหมายถึงสามารถตั้งราคาได้แพงกว่าและทำกำไรได้มากกว่านั่นเอง

ผมเดินไปหยิบหลอดยาสีฟันเดนทิสเต้มาให้เขาดู เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าบนหลอดไม่มีภาษาไทยเลย ทั้งๆ ที่เป็นของคนไทย

เล่าไปก็แอบรู้สึกอายไปด้วยเล็กน้อย ที่เรามีภาษาของเราเองแท้ๆ แต่กลับให้ “คุณค่า” และ “มูลค่า” กับภาษาต่างชาติมากกว่า

—–

ผมบอกเขาอีกว่า สำหรับเมืองไทย ถ้าไม่ตั้งชื่อยี่ห้อเป็นภาษาอังกฤษ ก็ยังมีอีกทางหนึ่งคือตั้งชื่อเป็นภาษาญี่ปุ่น เพราะนี่ก็เป็นการเสริมสร้างภาพลักษณ์โดยที่แทบไม่ต้องลงทุนใดๆ เช่นกัน

ในเซเว่นเรามีไข่ต้ม ซึ่งราคาน่าจะเท่ากับไข่ลวก แต่ไข่ออนเซ็นจะกระโดดไปอีกราคาหนึ่งเลย

ที่ออฟฟิศผม ชั้น 9 จะมีโรงอาหาร ซึ่งก็มีร้านหนึ่งที่ตั้งชื่อเมนูเป็นภาษาญี่ปุ่นหมด ทั้งๆ ที่รสชาติอาหารก็ไม่ได้รู้สึกว่าญี่ปุ่นอะไร แต่ตั้งราคาจานละ 60-80 บาทกันเลยทีเดียว

——

ตอนผมเรียนปริญญาโทที่นิด้า มีวิชาหนึ่งที่เรียกว่า Sociolinguistics

Socio -> society -> สังคม
Linguistics -> language -> ภาษา

วิชานี้จึงว่าด้วยความเชื่อมโยงของภาษาและสภาพสังคม

ภาษาของเราจะปรับเปลี่ยนไปตามคนที่เราสังคมด้วย เช่นเวลาคุยกับพ่อแม่เราพูดแบบหนึ่ง เวลาคุยกับเพื่อนเราพูดอีกแบบหนึ่ง และเวลาคุยกับหัวหน้าเราก็พูดอีกแบบหนึ่ง

นอกจากนั้น ภาษายังบ่งชี้ถึงชนชั้นในสังคมอีกต่างหาก โดย “ภาพลักษณ์” ของภาษาหรือสำเนียงท้องถิ่นน่าจะไล่เรียงได้ตามนี้ (ความเห็นส่วนตัวล้วนๆ คนอื่นอาจจะไม่ได้เรียงแบบนี้)

ภาษากลาง > ภาษาเหนือ > ภาษาใต้ > ภาษาอีสาน

ลองคิดภาพว่าคุณเป็นผู้จัดการบริษัทซอฟท์แวร์ชั้นนำของโลก ต้องสัมภาษณ์เด็กสองคนที่เก่งพอๆ กัน คนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนกรุงเทพ อีกคนหนึ่งตอบเป็นสำเนียงคนอีสาน คุณมีแนวโน้มที่จะเลือกคนไหน?

ในความเป็นจริง คงไม่มีคนอีสานคนไหนมาสัมภาษณ์งานประเภทนี้แล้วพูดภาษาอีสานหรอกครับ ด้วยรู้ตัวดีว่าจะทำให้เขา “ดูไม่ดี” เลยต้องตอบเป็นสำเนียงภาคกลางอยู่แล้ว

และด้วยความที่สำเนียงของคนกรุงเทพมีมูลค่าสูงที่สุดนั่นเอง (เมื่อเทียบกับภาษาไทยด้วยกัน) คนต่างจังหวัดจึงต้องหัดพูดภาษากลาง แต่คนกรุงเทพไม่เคยต้องหัดพูดภาษาของภาคอื่นเลย

—–

ที่เขียนมายืดยาวนี่ไม่ใช่ต้องการหยามเหยียดภาษาของภาคไหนเลยนะครับ เพียงแต่อยากจะชี้ให้เห็นบางมุมที่พวกเราอาจมองข้ามไป เพราะเรา “ลำเอียง” กับภาษาบางภาษาหรือสำเนียงบางสำเนียงซะจนชิน

เผื่อว่าในอนาคต เจอใครที่พูดสำเนียงไม่เหมือนเรา เราจะได้รู้ทันความลำเอียงของตัวเอง

และเผื่อว่าเจอใครที่พูดภาษาอังกฤษเก่งมากๆ ก็จะได้ไม่เผลอคิดไปว่าเขาเก่งกว่าเราเสียทุกเรื่องครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เทคนิค FV จะทำให้คุณทำงานอย่างไว

20151110_FV

สวัสดีครับ วันนี้ขอมาแชร์เทคนิคหนึ่งที่จะช่วยให้คุณทำงานได้ดีขึ้นครับ

เทคนิคนี้คือว่า FV ซึ่งย่อมาจาก Final Version

คนคิดค้นเทคนิคนี้ขึ้นมาชื่อคุณ Mark Forster

เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยได้ยินชื่อคุณลุงคนนี้ และยิ่งถ้าได้เห็นหน้าก็อาจจะยิ่งไม่อยากเชื่อว่าคุณลุงแกเป็นกูรูด้าน productivity คนหนึ่ง เคยออกหนังสือมาแล้วหลายเล่ม และเล่มที่ผมเคยซื้อมาอ่านคือเรื่อง Do It Tomorrow ซึ่งเป็นหนังสือที่ดีมากๆ เล่มหนึ่งเลยทีเดียว

แต่เทคนิค FV นี้ไม่ได้อยู่ในหนังสือหรอกนะครับ เพราะคุณลุงเขาเพิ่งคิดค้นเมื่อสามปีที่แล้วนี่เอง

และที่ตั้งชื่อว่า Final Version เพราะคุณลุงเชื่อมั่นว่านี่คือเทคนิคที่ดีที่สุดที่เขาคิดได้แล้ว จะไม่มีอะไรเพิ่มเติมต่อจากนี้อีกแล้ว

ใครที่ภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านบทความต้นฉบับได้เลยครับ

—–

เวลาเรามีรายการงานที่จะทำ (To Do List) สิ่งที่ต้องบาลานซ์กันดีๆ มีอยู่สามปัจจัย ได้แก่
ความเร่งด่วน ความสำคัญ และความพร้อมทางจิตใจ (urgency, importance, psychological readiness)

ระบบ Time Management ส่วนใหญ่มักจะให้ความสำคัญของสองอย่างแรก แต่ FV นั้นจะให้ความสำคัญกับปัจจัยสุดท้ายหรือความพร้อมของคนทำงานด้วย

เทคนิค FV ใช้หลักการง่ายๆ คือ เลือกงานชิ้นแรกในลิสต์ขึ้นมา แล้วถามตัวเองว่า “What do I want to do before I do x?” เราอยากทำอะไรก่อนทำงานชิ้นนี้?  แล้วก็ถามซ้ำไปเรื่อยๆ จนกว่าจะไม่มีงานไหนที่อยากจะทำก่อนอีกแล้ว จากนั้นจึงเริ่มลงมือทำโดย “ทำย้อนหลัง”

ดูตัวอย่างจะเห็นภาพชัดกว่า

สมมติว่าผมมีรายการสิ่งที่ต้องทำอยู่ 10 อย่าง

เขียนบทความ
โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
เช็คอีเมล์
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สแกนเอกสาร
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป

ให้ใส่ “จุด” ข้างหน้างานชิ้นแรกสุด คล้ายๆ กับเป็นสัญลักษณ์ว่าจะเลือกงานชิ้นนี้ขึ้นมาทำ ซึ่งก็คือการเขียนบทความ แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนเขียนบทความ?”

สมมติว่าก่อนเขียนบทความ ผมอยากสแกนเอกสารก่อน ก็ใส่จุดหน้างานสแกนเอกสาร แล้วถามว่า “เราอยากทำอะไรก่อนสแกนเอกสาร?”

ผมอยากเช็คอีเมล์ก่อนสแกนเอกสาร ก็เลยใส่จุดหน้างานเช็คอีเมล์ แล้วคราวนี้พอถามตัวเองว่าอยากทำอะไรก่อนเช็คอีเมล์มั้ย ก็ไม่มีแล้ว ดังนั้นผมจึงมีลิสต์รายการดังนี้

เขียนบทความ
สแกนเอกสาร
เช็คอีเมล์

พอได้เลือกงานขึ้นมาสามชิ้นอย่างนี้แล้ว ก็ให้ลงมือทำงาน “ย้อนขึ้นไป” นั่นคือ เช็คอีเมล์ สแกนเอกสาร แล้วค่อยเขียนบทความ เมื่อทำแล้วก็ขีดฆ่างานพวกนี้ออกจากลิสต์

อ้อ แล้วบทความผมก็ไม่จำเป็นต้องเขียนจนเสร็จด้วยครับ เพราะหลักของ FV คือขอให้ได้ “ลงมือทำ” งานชิ้นนั้นบ้างก็พอแล้ว สมมติว่าเขียนบทความไปได้ซักสามย่อหน้าแล้วสมองตื้อเขียนต่อไม่ได้ก็ไม่เป็นไร เราก็แค่เอางานเชียนบทความไปใส่ไว้ด้านท้ายของลิสต์แทน

ตอนนี้ลิสต์งานของผมก็จะหน้าตาเป็นอย่างนี้

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ
เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

จากนั้นก็เริ่มเลือกงานโดยวิธีเดิม คือเลือกงานชิ้นแรกสุดขึ้นมาก่อน แล้วถามว่า ก่อนจะโทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ อยากทำอะไรก่อนรึเปล่า?

ผมอยากทำความสะอาดโต๊ะก่อน (เผื่อจะช่วยให้ทำใจได้) จึงใส่จุดหน้างานทำความสะอาดโต๊ะ และผมก็ไม่มีอะไรในลิสต์นี้ที่อยากทำก่อนทำความสะอาดโต๊ะแล้ว

ดังนั้นลิสต์งานที่ได้คือ

โทร.หาลูกค้าที่ไม่พอใจ
ทำความสะอาดโต๊ะ

แล้วผมก็ทำย้อนศรเหมือนเดิม คือเริ่มจากทำความสะอาดโต๊ะก่อน แล้วค่อยโทร.หาลูกค้า

คราวนี้รายการงานที่ต้องทำก็จะเหลือเท่านี้แล้วครับ

เดินไปคุยกับหัวหน้าเรื่องงบจัดงาน
เตรียมสไลด์สำหรับประชุมสัปดาห์หน้า
สอนงานให้น้องทีมข้างๆ
ประเมินผลงานประจำปี
แบ๊คอัพข้อมูลในแล็ปท๊อป
เชียนบทความ

เราก็ใช้กระบวนการเดิมไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ทำงานครบทุกชิ้น (แม้บางชิ้นจะทำได้หน่อยเดียวก็ไม่เป็นไร เพราะถือว่าเราได้ทำแล้ว)

ผมเคยลองใช้เทคนิคนี้แล้ว ก็พบว่ามันทำให้ผมทำงานได้เสร็จเยอะขึ้นจนบางทีก็น่าตกใจเลยทีเดียว

ความเจ๋งของ FV ก็คือมันตอบโจทย์ปัจจัยทั้งสามข้อ

ความเร่งรีบ – ถ้างานไหนมันเร่ง เราก็มักจะเลือกขึ้นมาทำอยู่แล้ว

ความสำคัญ – โดยทั่วไปเรามักจะผัดวันประกันพรุ่ง แต่เทคนิค FV จะบังคับให้เราทำงาน “ชิ้นบนสุด” ด้วยเสมอ ทำให้เราไม่สามารถเลี่ยงงานสำคัญไปโดยปริยาย

ความพร้อม – วิธีการของ FV จะเปิดโอกาสให้เราทำงานที่อยากทำก่อน แล้วจึงค่อยก้าวไปสู่งานที่อยากทำน้อยกว่า วิธีนี้จะช่วยสร้าง momentum ให้กับการทำงานของเราครับ

ลองเอาไปใช้ดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Mark Forster: The Final Version Newsletter

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วันพรุ่งแสนยุ่ง

20151109_TomorrowBusiest

“Tomorrow is often the busiest day of the week.”

“วันพรุ่งนี้มักจะเป็นวันที่ยุ่งที่สุดในสัปดาห์”

– Spanish proverb

—–

หลังจากหยุดงานมาสองสัปดาห์เต็มๆ เพื่อทำหน้าที่คุณพ่อ พรุ่งนี้ก็จะเป็นวันที่ผมกลับไปทำงานเป็นวันแรกแล้ว

ผมใช้แอพมือถือชื่อว่า Any.Do เอาไว้จดสิ่งที่ต้องทำ และทุกๆ 9 โมงเช้ามันจะเตือนว่าเรามีงานค้างอยู่ในคิวกี่ชิ้น (งานในที่นี้หมายรวมถึงเรื่องส่วนตัวเช่นเรื่องซื้อของหรือโทร.หาคนโน้นคนนี้ด้วยนะครับ)

แต่ช่วงที่หยุดงานไป ผมแทบไม่ยอมดู Any.Do เลย พอมีงานไหนเตือนขึ้นมาว่าควรจะทำได้แล้วนะ ผมก็จะ snooze ไปอีกสามชั่วโมงหรือ snooze เอาไว้ทำวันถัดไปเสมอ จนตอนนี้มี task ที่คั่งค้างอยู่ในลิสต์ประมาณ 20 ชิ้นแล้ว

ครับ งานอะไรที่เรายังไม่อยากทำและยังไม่ถูกบังคับให้ทำ เราก็มักจะ “ผลัก” มันออกไปสู่วัน “พรุ่งนี้” เสมอ

งานส่วนใหญ่จึงไปกองที่วันพรุ่งนี้

และพอวันพรุ่งนี้มาถึง เราก็จะผลักมันไปสู่วันถัดไปอีก

ผลักไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงเดดไลน์แล้วนั่นแหละ เราถึงจะยอมลงมือทำ

กลับไปทำงานคราวนี้ คงต้องฝึกจิตใจให้เข้มแข็งขึ้น

อะไรที่ควรทำวันนี้ก็ทำมันซะ แม้จะยังไม่ถึงเส้นตายก็เถอะ

ไม่อย่างนั้น “พรุ่งนี้” ที่ไม่มีวันมาถึง ก็จะเป็นผู้รับกรรมเรื่อยไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ใครขยันคนนั้นชนะ

20151108_NobodyBetter

มันไม่มีใครเก่งกว่าใคร มีแต่ใครทำงานเยอะกว่าใครเท่านั้นเอง

– สิงโต นำโชค

—–

ต้องขอบคุณที่เมืองไทยมีรายการ The Voice ไม่อย่างนั้นป่านนี้ผมอาจจะยังกำลังควานหาเรื่องที่จะมาเขียนบล็อก

ประโยคข้างต้นเป็นของโค้ชสิงโต นำโชคที่พูดถึงคู่แบทเทิ่ลคู่หนึ่งในทีมของเขา

ซึ่งจะว่าไปคำพูดนี้ก็เหมาะมากที่จะออกมาจากปากศิลปินคนนี้ เพราะคุณสิงโตต้องฝ่าฟันและเก็บเกี่ยวประสบการณ์มาอย่างยาวนานกว่าจะได้มาเป็นสิงโต นำโชคอย่างทุกวันนี้

ประโยคของโค้ชสิงโตทำให้ผมนึกถึงอดีตนักเตะคนหนึ่งแมนยูฯ

เดวิด เบ็คแฮมครับ

เรามักจะรู้จักเบ็คแฮมในฐานะนักเตะรูปหล่อเจ้าพ่อฟรีคิก

แต่ถ้าใครเป็นสาวกปีศาจแดง ก็จะรู้ด้วยว่าเบ็คแฮมยังเป็นนักเตะที่ขยันที่สุดคนหนึ่งในทีมอีกด้วย

ธรรมดาเวลาซ้อมบอลกันเสร็จแล้ว เพื่อนร่วทีมก็จะอาบน้ำอาบท่าแล้วกลับบ้าน แต่เบ็คแฮมจะอยู่ต่อเพื่อซ้อมปั่นฟรีคิกจนกว่าโค้ชจะมาไล่ (เพราะห่วงว่าเบคแฮมจะล้าเกินไป)

ในเกมที่อังกฤษตีเสมอกรีกจนได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายนั้น นอกจากเบ็คแฮมจะเป็นคนปั่นฟรีคิกสุดสวยในช่วงท้ายเกมเพื่อตัดสินชะตาให้ทีมชาติอังกฤษแล้ว เบ็คแฮมยังเป็นคนที่วิ่งเยอะที่สุดในสนามอีกด้วย (ทั้งเกมวิ่งไป 16 กิโลเมตร ขณะที่ค่าเฉลี่ยของนักบอลกองกลางของพรีเมียร์ลีกคือ 11.5 กิโลเมตร)

อเล็กซ์ เฟอร์กูสันก็เคยชมว่าเบคแฮมเป็นคนที่ฟิตที่สุดในทีมแมนยู และตอนที่ไปอยู่ รีล มาดริด โค้ชก็ชมว่าเบคแฮมเป็นนักเตะที่ขยันที่สุดในทีม

——

ความสำเร็จอาจเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัย บางคนสำเร็จเพราะมีพรสวรรค์ บางคนเพราะมีต้นทุนทางสังคมที่ดี หรือบางคนก็เพราะว่าอยู่ถูกที่ถูกเวลา

แต่ที่แน่ๆ ผมยังไม่เคยเห็นคนประสบความสำเร็จคนไหนที่ขี้เกียจเลยซักคน

ดังนั้นความขยันน่าจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อการประสบความสำเร็จในชีวิต

ถ้าใครเคยเรียนฟิสิกส์น่าจะรู้จักกฎคลาสสิค – Law of conservation of energy ที่กล่าวว่า “พลังงานไม่มีวันสูญหายไปไหน เพียงแต่แปรรูปไปเท่านั้น”

ยิ่งเราลงแรงกับมันมากเท่าไหร่ แรงที่ลงไปก็จะแปรรูปไปเป็นทักษะ ความฟิต และ “ผลงานในสนาม”

ส่วนผลลัพธ์ตอนท้ายเกมจะแพ้หรือชนะนั้นอาจอยู่เหนือความควบคุมของเรา

ทำงานหนักแล้วอาจจะชนะหรือแพ้ก็ได้

แต่ถ้าขี้เกียจ การันตีได้เลยว่า “แพ้” แน่ๆ

แพ้ทั้งในเกมนี้

และแพ้ตลอดทั้งฤดูกาลครับ

—–

ขอบคุณภาพจากทีมงาน Small Room

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่