อย่าฝากความหวังไว้กับตัวเราในอนาคต

20181231_futureself

คนที่ชอบผัดวันประกันพรุ่งก็เพราะว่าเชื่อมั่นตัวเองในอนาคตมากเกินไป

“ตอนนี้ขอดูทีวีก่อน คืนนี้ค่อยทำงานแล้วกัน”

“ตอนนี้ขอกินให้สะใจก่อน ปีใหม่ค่อยเริ่มลดน้ำหนัก”

“ตอนนี้ทนกับปัญหานี้ไปก่อน ไว้มีจังหวะค่อยแก้ปัญหาแล้วกัน”

เหล่านี้คือการฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทั้งสิ้น

เรามักจะประเมินอนาคตไว้ดีกว่าความเป็นจริงเสมอ ไม่รู้ว่าเพราะเราเชื่อมั่นอย่างนั้นจริงๆ หรือเราแค่ปลอบใจตัวเอง

เพราะตัวเราในวันพรุ่งนี้คงไม่ได้ขยัน/เก่ง/มีเวลา/มีความกล้า มากไปกว่าวันนี้ซักเท่าไหร่

จะฝากความหวังไว้กับตัวเองในอนาคตทำไม

ตัวเราในอนาคตต่างหากที่ฝากความหวังไว้กับตัวเราในปัจจุบัน

หยุดฝันว่าปีใหม่หรือปีไหนๆ จะดีขึ้น ถ้าวันนี้-ปีนี้ยังทำตัวเหมือนเดิมครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือเทคนิคเปลี่ยนคุณให้เป็นคนไม่ผัดวันประกันพรุ่งและลงมือทำทันที โดย ซะซะกิ โชโกะ

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ถ้ามันง่ายแสดงว่าเราอาจจะมาผิดทาง

20181230_wrongway

ช่วงหยุดยาวปีใหม่ หากไม่ได้ไปเที่ยวไหน ชีวิตอาจดำเนินไปอย่างเชื่องช้า

เมื่อสองชั่วโมงที่แล้ว “ปรายฝน” ลูกสาววัยสามขวบมาชวนผมระบายสีในสมุดภาพของเธอ เมื่อระบายได้ซักพัก ดินสอสีเหลืองก็หัวทู่ ปรายฝนวิ่งไปหยิบเครื่องเหลาดินสอมา เอาดินสอเสียบเข้าไปแล้วลงมือหมุนก้าน

ปรายฝนหันมาถามผมว่า “ทำไมมันลื่นจัง”

ปรายฝนแปลกใจ เพราะธรรมดาเวลาเหลาดินสอ มือซ้ายต้องออกแรงยึดเครื่องเหลาไว้กับพื้น ส่วนมือขวาก็ต้องออกแรงดันสุดตัว แต่มารอบนี้กลับแทบไม่ต้องใช้แรงอะไรเลย

ผมมองแว้บเดียวก็รู้คำตอบ “ปรายฝนหมุนผิดทางลูก”

แทนที่จะหมุนไปข้างหน้า ปรายฝนกำลังหมุนถอยหลังอยู่ พอปรายฝนลองหมุนอีกทางนึงแทน จึงพบว่าต้องออกแรงเยอะกว่าเดิมมากจนผมต้องเขาไปช่วย แต่สุดท้ายก็ได้ดินสอสีเหลืองหัวแหลมเปี๊ยวเป็นผลลัพธ์

การปั่นจักรยานก็เช่นกัน

เมื่อเราออกแรงปั่นไปได้ซักพักแล้ว ถ้าเราหยุดถีบ หรือถีบถอยหลัง ก็จะไม่ต้องออกแรงแต่ประการใด แถมจักรยานยังวิ่งไปได้อีกซักพัก ก่อนจะช้าลงจนเราต้องออกแรงถีบกันอีกรอบ

ชีวิตก็เช่นกัน

เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ได้งานดี เงินดี เพื่อนร่วมงานดี ก็เป็นการง่ายที่เราจะเข้าเกียร์ว่างและปล่อยให้โมเมนตั้มชีวิตพาเราไป หรือบางทีก็เลือกทำแต่งานง่ายๆ ที่เราถนัดแต่ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มเท่าไหร่นัก

ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ถ้าทำอย่างนั้นไปนานๆ จักรยานชีวิตของเราก็อาจจะค่อยๆ ช้าลงโดยที่เราไม่รู้ตัว

ดังนั้น ถ้าสิ่งที่เราทำอยู่มันง่ายดายไปเสียทุกอย่าง ควรตั้งคำถามด้วยว่าเรากำลังทำอะไรผิดทางอยู่รึเปล่า

ถ้าทำถูก มันควรจะต้องออกแรง มันควรต้องมีอุปสรรค มันควรมีความยากลำบากแซมเข้ามาบ้าง

เหนื่อยกว่าแน่นอน แต่เราจะได้ดินสอที่แหลมคมกว่าเดิมครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าโทษสนาม

20181229_dontblamethepitch

สมัยเรียนมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ผมเป็นนักฟุตบอลทีมเยาวชนประจำเมืองและนักฟุตบอลของโรงเรียน

ไม่ใช่เพราะว่าเก่งกาจอะไรมากมาย แต่เพราะเมืองมีคนแค่ 4500 คน และโรงเรียนมีนักเรียนแค่ 400 คน แถมฟุตบอลก็ไม่ใช่กีฬายอดนิยมของคนนิวซีแลนด์

บอลที่เราแข่งเป็นบอล 11 คน มีทั้งเหย้าและเยือน สภาพสนามของแต่ละที่ก็แตกต่างกันไป ใหญ่บ้างเล็กบ้าง หญ้าขึ้นดีบ้าง หญ้าขาดแคลนบ้าง แมทช์แข่งวันไหนที่มีฝนตกสนามก็จะเจิ่งนอง หรือถ้าวันไหนอากาศหนาวมากๆ ก็จะมีแม่คะนิ้งจับอยู่บนหญ้าจนสนามลื่นชวนให้ล้มอยู่บ่อยครั้ง

แมทช์ไหนที่เราแพ้เพราะสภาพสนามไม่เป็นใจ เราก็จะบ่นกันอุบ ส่งบอลพอตกพื้นแล้วแทนที่บอลจะกลิ้งไปดันไปติดอยู่ในแอ่งน้ำ หรือกำลังจะวิ่งเข้าชาร์จทำประตูดันลื่นล้มซะก่อน ฯลฯ

มีครั้งหนึ่งที่โค้ชคงทนฟังเราบ่นไม่ไหว เขาก็เลยบอกว่าเลิกบ่นเรื่องสนามได้แล้ว

เพราะทีมที่เราแพ้มาเขาก็เล่นสนามเดียวกับเราไม่ใช่เหรอ

เอ้อ จริงด้วยแฮะ

เมื่อทั้งสองทีมเล่นอยู่ในสนามเดียวกัน แถมยังมีสลับฝั่งกันเมื่อครบ 45 นาที ถ้าสนามมันจะแย่มันก็ต้องย่อมแย่สำหรับทั้งสองทีม

ดังนั้น การจะมาบอกว่าเราแพ้เพราะสนามไม่ดีนั้นเป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น

เราแพ้เพราะเราเล่นสู้เขาไม่ได้เองต่างหาก

บทเรียนนี้สำคัญมากสำหรับชีวิตนะครับ

เวลาเราชนะ เรามักจะเอาความดีใส่ตัว

เวลาเราแพ้ หรือเราไม่กล้าแม้จะสู้ เรามักจะโทษนู่นโทษนี่

โทษโชคชะตา โทษเศรษฐกิจ โทษรัฐบาล

ทั้งๆ ที่คู่แข่งของเราส่วนใหญ่ก็อยู่ในสนามเดียวกับเรา

ดังนั้น ถ้าเรากำลังแพ้เกมชีวิต ลองมองไปรอบตัวว่ามีคนที่ชนะอยู่บ้างมั้ย

ถ้ายังมีคนชนะได้ เราก็ควรเลิกโทษสนามได้แล้วครับ


Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานกาเจ็บใจ

20181228_teapot

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายชราคนหนึ่งมีกาน้ำชาโบราณเก่าแก่สูงค่ามีอายุกว่าร้อยปี เขาวางชุดกาน้ำชานี้ไว้ที่หัวเตียงอย่างทะนุถนอม

คืนหนึ่ง ท่ามกลางความมืด มือของชายชราปัดไปโดนฝากาน้ำชาตกลงพื้น

ชายชราทั้งโกรธทั้งเจ็บใจ และในเมื่อเขาได้ทำฝากาน้ำชาแตกไปแล้ว จะเก็บตัวกาไว้ดูให้เจ็บใจซ้ำอีกทำไม คิดได้ดังนั้นเลยหยิบกาน้ำชาเขวี้ยงออกไปนอกหน้าต่าง

รุ่งเช้า ชายชราตื่นขึ้นมา เห็นฝากาน้ำชาหล่นอยู่บนรองเท้าที่ข้างเตียงโดยไม่มีอะไรแตกเสียหาย แต่พอคิดได้ว่าเขาเขวี้ยงกาน้ำชาออกนอกหน้าต่างทิ้งไปแล้วก็เลยยิ่งเจ็บใจ จึงกระทืบฝากาน้ำชาจนแตกละเอียด

พอตอนสาย ชายชราเดินออกไปหน้าบ้าน จึงเห็นว่ากาน้ำชาที่เขวี้ยงทิ้งไปเมื่อคืนนั้นยังคาอยู่บนต้นไม้โดยไม่มีอะไรบุบสลาย

ชายชราหัวเราะเสียงดังลั่น

—–

ขอบคุณนิทานจากเว็บนิทานน้ำใจไมตรี

ทำไมเราถึงอยากมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้าน

20181224_lawn

วิหารเทพในเอเธนส์ไม่มีสนามหญ้า

จัตุรัสโรมันไม่เคยมีสนามหญ้า

พระราชวังต้องห้ามในปักกิ่งก็ไม่มีสนามหญ้า

แล้วสนามหญ้ามาได้ยังไง? ทำไมเราถึงอยากได้สนามหญ้าหน้าบ้านกันนัก เพราะถ้าจะว่ากันจริงๆ แล้ว มันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย แถมยังต้องออกแรงดูแลรักษาอีก

เรื่องราวเริ่มจากในช่วงยุคกลางของยุโรป (ค.ศ.500-1500) ที่เหล่าชนชั้นสูงเริ่มมีการปลูกหญ้าไว้รอบบ้าน (เรียกว่าวังหรือคฤหาสน์อาจจะเหมาะกว่า)

ตอนนั้นยังไม่มีเครื่องตัดหญ้าและหัวสปริงเกอร์รดน้ำ สนามหญ้าพวกนี้จึงต้องใช้คนงานดูแลเป็นจำนวนมาก แถมหญ้าก็เอาไปทำประโยชน์ไม่ได้ เพราะถ้าเอาแกะหรือวัวมาเลี้ยง สนามหญ้าก็จะเสียหายและดูไม่สวยงาม คนส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเป็นชาวนาจึงไม่อาจมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านได้

การมีสนามหญ้าจึงเป็นการบอกกับชาวโลกว่า ดูสิว่าฉันฐานะดีแค่ไหน มีเงินจ้างคนงานเป็นสิบๆ คนเพื่อมาดูแลหญ้าหน้าบ้านของฉันให้ดูสมบูรณ์งดงามอยู่เสมอ

ในทางกลับกัน ถ้าสนามหญ้าบ้านไหนหญ้าเริ่มเฉาหรือไม่ได้รับการดูแล นั่นก็แสดงว่าครอบครัวชั้นสูงนั้นกำลังประสบปัญหาอะไรบางอย่าง

200 ปีที่แล้ว เมื่อโลกเข้าสู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ความมั่งคั่งถูกผลัดมือจากชนชั้นสูงไปสู่ “เศรษฐีหน้าใหม่” ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของโรงงาน นายธนาคาร หรือนักกฎหมาย สามัญชนที่มีเงินก็เลยเริ่มมีสนามหญ้าอยู่หน้าบ้านเพื่อแสดงถึงสถานะทางสังคมที่เหนือกว่าเช่นกัน

พอเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 ที่บ้านชานเมืองเริ่มผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด สิ่งที่บ่งบอกถึงสถานะได้ดีที่สุดก็คือสนามหญ้าหน้าบ้านอันเขียวขจีนี่เอง

ชนชั้นสูงเมื่อพันปีที่แล้วปลูกหญ้าที่ไร้ประโยชน์เพื่อโชว์ออฟว่าบ้านเขามีคนใช้มากมายที่จะดูแลหญ้าเหล่านั้น และพันปีต่อมาสนามหญ้าก็กลายเป็นมรดกตกทอดให้ชนชั้นกลางอย่างเราๆ อยากมีสนามหญ้ากับเขาบ้าง

เราไม่ได้รู้อดีตเพื่อทำนายอนาคต แต่เรารู้อดีตเพื่อที่จะได้ปลดปล่อยตัวเองจากมันได้

หากบ้านของคุณมีสนามหญ้า และคุณต้องเสียเวลากับการดูแลมันมากเกินไป ลองปลดปล่อยตัวเองจากความคิดว่าบ้านในฝันต้องมีสนามหญ้านะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Homo Deus, A Brief History of Tomorrow by Yuval Noah Harrari

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ทางออกมันซ่อนอยู่ข้างหน้าเราแล้ว

20481224_wayout

เพียงแต่มันต้องใช้แรงเยอะซักหน่อย

เพียงแต่มันอาจจะไม่เวิร์ค

เพียงแต่มันอาจต้องใช้เวลา

พอไม่อยากเหนื่อย ไม่อยากเสี่ยง ไม่อยากรอ ข้อแม้เหล่านั้นจึงปิดกั้นทางออกไปเกือบหมด

เราก็เลยตาบอด เราก็เลยบอก(หลอก)ตัวเองว่าไม่มีทางออก

ลองตั้งสติใหม่ ดูด้วยใจเป็นกลางว่าทางออกคืออะไร อย่าเอาข้อแม้เป็นตัวตั้ง แต่เอาข้อเท็จจริงและความกล้าเป็นตัวตั้ง

แล้วเราอาจจะพบว่ามันไม่ได้ยากอย่างที่คิดครับ


Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เปิดรับสมัครแล้ว ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ดูแลตัวเองให้ดี

20181223d

พรุ่งนี้ยังมีคนต้องการเราอยู่

การทุ่มเทเต็มร้อยให้กับงานที่เราทำเป็นเรื่องดี แต่คนทุ่มเทก็มีสองแบบ

คือคนทุ่มเทที่มองใกล้ กับคนทุ่มเทที่มองไกล

ถ้ามองใกล้ ก็อาจจะทุ่มเทจนสุขภาพเสียหาย

ถ้ามองไกลอีกซักหน่อย ว่าเรามีร่างกายเดียวที่จะใช้ไปอีก 50 ปี เราก็จะไม่ทำอะไรที่ทรมานสังขารเกินความจำเป็น

ไม่ผิดที่จะมีเป้าหมาย แต่ผิดหากรีบร้อนเกินไป

ช้าลงหน่อยก็ได้ แบ่งเวลาเพื่อดูแลตัวเองมากขึ้นอีกนิด

อาจจะไปได้ไม่เร็วเท่า แต่ไปได้ไกลกว่าแน่นอน

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เปิดรับสมัครแล้ว ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าปล่อยให้บริษัทกลายเป็นสวนสัตว์

200181223b

องค์กรใดที่ปล่อยให้พนักงานสุขสบายเกินไป ทำงานดีหรือไม่ดีก็มีโบนัสให้ อยู่มาครบจำนวนปีก็ได้เลื่อนตำแหน่ง ไม่ต้องพยายามอะไรก็มีกินมีใช้ พนักงานส่วนใหญ่อยู่ใน comfort zone

องค์กรนั้นกำลังกลายเป็นสวนสัตว์

ตอนที่เข้ามาใหม่ๆ สัตว์เหล่านี้ก็ยังพอมีความเป็นสัตว์ป่าอยู่บ้าง ยังมีความดิบ ความฟิต ความทะเยอทะยาน และสัญชาติญาณการเอาตัวรอด

แต่พอถูกเลี้ยงดูไปนานๆ ป้อนข้าวป้อนน้ำเป็นเวลา แต่ละวันเดินไปเดินมา (หรือนอน) อยู่ในกรง ความเป็นสัตว์ป่าค่อยๆ ลดน้อยถอยลงจนกลายเป็นสัตว์เลี้ยง

สัตว์เลี้ยงที่เชื่องและเชื่องช้า จะบีบก็ตายจะคลายก็รอด

เป็นเรื่องยากยิ่งสำหรับองค์กรที่กลายเป็นสวนสัตว์จะสร้างผลงานโดดเด่นได้

ยิ่งโลกหมุนเร็วขนาดนี้ ธุรกิจยักษ์ใหญ่แค่ไหนก็ยังมีโอกาสถูก disrupt ได้ การบริหารองค์กรแบบสวนสัตว์จึงเป็นเรื่องอันตราย แถมจะเปลี่ยนกลับไปให้มีสัญชาติญาณสัตว์ป่าก็ยากเย็นแสนเข็ญ

ดังนั้น ถ้าองค์กรเรายังไม่ใหญ่นัก อย่าปล่อยให้จิตวิญญาณสัตว์ป่าสูญหาย

ไม่จำเป็นต้องถึงขนาดรบราฆ่าฟันกันอย่างป่าเถื่อน

แค่อย่าปล่อยให้เสือสบายจนกลายเป็นแมวเชื่องๆ ก็พอ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ คิดแค่ 1 แต่ได้ผล 100 โดย โมะริกะวะ กะกิระ แปลโดยโยซุเกะ, บรรเจิด ชวลิตเรืองฤทธิ์

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคม 2562 เปิดรับสมัครแล้ว ดูรายละเอียดได้ที่ http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เป้าหมายมีไว้ชำเลือง

20181223

ปีนี้น่าจะเป็นปีที่ผมใช้เงินบู๊สต์โพสต์บทความในเพจของผมน้อยกว่าทุกๆ ปีที่ผ่านมา

แต่ก่อน เวลาโพสต์ไหนมีคนชอบเยอะซักหน่อย ผมจะใช้เงินประมาณ 60 บาทเพื่อบู๊สต์โพสต์ให้มันเข้าถึง (reach) คนมากขึ้นซัก 2000 คน ซึ่งผมจะทำอย่างนี้ประมาณสัปดาห์ละโพสต์หรือสองโพสต์

แต่เดี๋ยวนี้ ไม่ว่าโพสต์จะ engagement ดีแค่ไหน ก็ไม่รู้สึกถึงความจำเป็นที่ต้องใช้เงินเพื่อต่อยอดอีกต่อไป

แต่ก่อน ผมเคยอยากให้เพจตัวเองมีคนติดตามซัก 50,000 คน แต่ตอนนี้เป้าหมายเหล่านั้นหายไปหมดแล้ว

จะพูดว่าหายไปก็ไม่ถูก ต้องบอกว่ามันเป็นเป้าหมายที่ไม่มีเดดไลน์กำกับมากกว่า

รู้เพียงแค่ว่า ถ้าผมยังเขียนไปเรื่อยๆ อย่างนี้ทุกวัน และสิ่งที่ผมเขียนนั้นมันมีประโยชน์พอที่คนจะบอกต่อ ซักวันหนึ่งตัวเลข 50,000 ก็คงมาถึงเอง

ดังนั้น แทนที่จะตั้งเป้าว่าต้องถึง 50,000 Likes ภายในวันนั้นวันนี้ สู้ตั้งเป้าให้ตัวเองผลิตชิ้นงานที่มีคุณภาพออกมาอย่างสม่ำเสมอดีกว่า

ตายังคอยชำเลืองมองดูเป้าหมาย แต่สิ่งที่จับจ้องอยู่จริงๆ คือกระบวนการ

เวลาเดินขึ้นเขา เราคงแหงนดูยอดเขาอยู่เรื่อยๆ แต่สิ่งที่ต้องใส่ใจกว่าคือแต่ละก้าวที่เราเดิน

ถ้าตาเอาแต่จับจ้องมองไปที่ยอดเขา คงไม่แคล้วสะดุดขาตัวเองครับ

—–

Storytelling with Powerpoint รุ่นที่ 2 เรียนเสาร์ที่ 19 มกราคมนี้เปิดรับสมัครแล้วดูรายละเอียดได้ที่  http://bit.ly/tgimstory2fb

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

ประเด็นไม่ได้อยู่ที่ว่าจะเพิ่มอะไร

20181223c

ประเด็นอยู่ที่ว่าจะลดอะไรต่างหาก

เพราะตอนนี้เรามีมากพอที่จะมีความสุขอยู่แล้ว

หากเรายังไม่มีความสุข อาจเป็นเพราะเรากำลังทำบางสิ่งบางอย่างมากเกินไป

ทำงาน

ชอปปิ้ง

เล่นมือถือ

มองหาความสุขนอกตัว

จับจ่ายเพื่อให้ได้ความสุขนั้นมา

ทะเลาะกับคนสำคัญในเรื่องที่ไม่สำคัญ

เปรียบเทียบชีวิตจริงของเรากับชีวิตหน้าฉากของคนอื่น

ข่าวดีคือปัญหานี้แก้ไม่ยาก การลดทอนไม่จำเป็นต้องใช้ทรัพยากรใดๆ นอกจากสติที่คอยถามตัวเองว่า “มากเกินไปรึยัง”

เมื่อลดสิ่งที่เกินเลย แรงก็จะมีเหลือ เวลาก็จะมีมากขึ้น

แล้วสิ่งที่ดีงามก็จะโชยมาเองครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt