นิทานแอปเปิ้ล

20150731_Apple

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

คุณแม่เดินเข้ามาหาของกินในครัว เห็นลูกสาวตัวน้อยยืนถือแอปเปิ้ลอยู่สองลูก จึงย่อตัวลงแล้วเอ่ยถามว่า

“คนดีของแม่ แม่ขอแอปเปิ้ลลูกนึงได้มั้ยคะ”

เด็กน้อยมองหน้าแม่แว้บหนึ่ง ก่อนจะกัดแอปเปิ้ลในมือซ้ายหนึ่งคำ และหันไปกัดแอปเปิ้ลในมือขวาอีกหนึ่งคำ

คุณแม่หน้าชา แต่ยังไม่ทันที่เธอจะอ้าปาก ลูกสาวก็ยื่นแอปเปิ้ลในมือซ้ายมาให้

“ลูกนี้หวานกว่า ของคุณแม่ค่ะ ส่วนอีกลูกนึงเดี๋ยวหนูกินเอง”

—–

หมายเหตุ: เรื่องนี้อ่านเจอครั้งแรกผ่านการแชร์ในไลน์ (ซึ่งแปลเป็นภาษาไทยแล้ว) และมาเจออีกครั้งใน Quora แต่ยังหาต้นทางไม่ได้ครับ  ที่เอามาเขียนตรงนี้ผมดัดแปลงจาก Quora นิดหน่อยเพื่อให้อ่านได้คล่องขึ้นครับ

นิ้วที่ 11

20150730_11Inch

“..แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ
กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม
ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง ปฏิบัติธรรม
ให้สมควรแก่ธรรมเท่านั้นเอง เหลือแต่..
ทำเอาเอง มีสติรู้กายรู้ใจไป

อย่าคิดมากนะ แล้วก็อย่าไปเพ่งเอา
คิดมากฟุ้งซ่าน กับเพ่งมากแล้วก็นิ่ง
เกินไป มันจะช้า รู้ซื่อๆ ไป
พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ
เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว
เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้…”

– หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช

—–
วันนี้วันพระ

เป็นครั้งแรกในรอบหลายๆ วันที่ตื่นมาตอนเช้าแล้วได้นั่งสมาธิ

พอนั่งสมาธิเสร็จ แฟนที่เพิ่งแชร์บล็อกเรื่องมาริโอของผมเมื่อคืนเสร็จก็บอกว่า สิงห์ Sqweez Animal เสียแล้วนะ 

ผมใจหายแว้บเลย

เพราะเพิ่งเดินสวนกับเขาที่งานหมั้นของเพื่อนเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานี่เอง

คุณสิงห์ เป็นลูกชายของคุณวีระกานต์ มุสิกพงศ์ เถ้าแก่ฝ่ายเจ้าบ่าว ซึ่งผมรู้จักมาตั้งแต่เด็กๆ

ผมไม่ได้รู้จักกับคุณสิงห์เป็นการส่วนตัว รู้แต่เพียงว่าน้องๆ ในวงดนตรีที่บริษัท (กิ่ง ส้ม ปิ๊ก) ก็กรี๊ดกันอยู่พอดู และผมเองก็เคยรับหน้าที่ร้องเพลงคำบางคำ ตอนที่วงของเราเล่นเพลงนี้ด้วย

—–

เคยเล่าให้ฟังว่าตอนเช้าระหว่างขับรถไปทำงาน ผมมักจะฟัง CD หลวงพ่อปราโมทย์

หลวงพ่อปราโมทย์เคยเป็นฆราวาสอยู่ถึง 48 ปีก่อนจะได้บวช ท่านจึงรู้เรื่องทางโลกเป็นอย่างดี ทำให้การฟังธรรมของหลวงพ่อเพลิดเพลินและเข้าใจง่าย เข้าถึงคนกรุงและคนรุ่นใหม่ได้ไม่ยาก

อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้ท่านดังขึ้นมา ก็คือความสามารถในการอ่านวาระจิตของคนที่ท่านสนทนาอยู่ได้

ไม่ใช่อ่านว่าคิดอะไรอยู่นะครับ แต่อ่านว่าตอนนี้จิตเรากำลังฟุ้งซ่านอยู่ ตอนนี้จิตกำลังตั้งมั่นอยู่ ฯลฯ

แต่ปัจจัยที่สำคัญที่สุดน่าจะทำให้ชื่อเสียงของท่านโด่งดัง ก็คือการทำให้คนจำนวนมากหันมาสนใจเรื่องการภาวนาในชีวิตประจำวัน

เพราะมันง่ายกว่าที่คิดจริงๆ

เมื่อคืนอ่านเจอคำสอนของท่านก็เกิดมีกำลังใจขึ้นมา

“”แต่ละคนสะสมมานานไม่ใช่น้อยๆ นะ กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ที่จะมาฟังธรรม ขนาดนี้ เหลืออยู่นิดเดียวเอง”

ถ้าภพภูมิมีจริง และการที่เราเวียนวนเกิดมานับชาติไม่ถ้วนเป็นเรื่องจริง การได้มาเกิดเป็นมนุษย์ก็ถือว่าเรา “มาได้ไกลมาก” อย่างที่หลวงพ่อว่าจริงๆ นั่นแหละ

“พวกเราถ้าเทียบเป็นไม้บรรทัดนะ เราเดินมาถึงนิ้วที่ ๑๑ แล้ว เมื่อไรมันจะได้ครบ ๑๒ นิ้ว ก็ไม่รู้”

ประโยคนี้ทำให้คิดได้ว่า เราอาจจะมาถึงใกล้เป้าหมายมากกว่าที่เราคิดไว้

คำถามคือ เราจะใช้โอกาสอันมีค่านี้เพื่อที่จะเดินไปถึงนิ้วที่ 12 หรือจะเดินถอยหลัง?

—–

เค้าบอกว่ายุคนี้คือยุคที่กรรมติดจรวด

ใครทำอะไรไม่ดีไว้ กรรมจะตามทันโดยที่ไม่ต้องรอถึงชาติหน้า

แต่บางที กรรมดีก็อาจติดจรวดได้เหมือนกัน

ถ้าเป็นสมัยก่อน หลวงพ่อเทศน์ คนที่ได้ฟังก็คงมีไม่กี่สิบกี่ร้อยคน

แต่การมาของอินเตอร์เน็ต ทำให้เราสามารถดาวน์โหลดธรรมะบรรยายของหลวงพ่อจากที่ไหนก็ได้ในโลก และทำให้มีคนได้ฟังธรรมเป็นพัน เป็นหมื่น หรืออาจเป็นแสนคน

เทคโนโลยีทำให้ผลของกรรมดีและกรรมชั่วของเราทบเท่าทวีคูณได้

ถ้าเราอยู่นิ้วที่ 11 กันจริงๆ ก็ไม่มียุคไหนที่จะง่ายสู่การเดินไปสู่นิ้วที่ 12 เท่ายุคนี้อีกแล้ว เพราะเพียงแค่กระดิกนิ้วไม่กี่ที เราก็ได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าแล้ว

ในทางกลับกัน ก็ไม่มียุคไหนที่จะเดินถอยหลังกลับไปสู่นิ้วที่ 1 ได้เท่ายุคนี้อีกแล้วเช่นกัน เพราะวัฒนธรรมการเสพติดมือถือและแทบเบล็ต ทำให้เราตกอยู่ใน “ความหลง” ได้มากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

เมื่อหลงก็ไม่มีสติ เมื่อไม่มีสติ ก็ยากที่จะไปสู่สุคติ

ถ้าใช้เทคโนโลยีอย่างชาญฉลาดมันก็จะพาเราไปสู่นิ้วที่ 12 ได้ในอนาคตอันไม่ไกลเกินไปนัก

แต่ถ้าใช้มันเพียงเพื่อเสพเรื่องราวนอกตัว เรียกร้องความสนใจ ลุ้นยอดไลค์ เราก็คงเป็นแค่ไก่ที่ได้พลอย

การจากไปของสิงห์ Sqweez Animal ช่วยย้ำเตือนสติอีกครั้งว่าชีวิตไม่มีอะไรแน่นอนจริงๆ

วันนี้ วันพระ เรามาใช้เวลาและชีวิตให้เป็นประโยชน์กันนะครับ

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ขอบคุณข้อมูลจาก หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช | Facebook Group ,  วิมุตติ, Spring News

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ทางลัดที่ดีที่สุด

20150729_BestShortcut

The shortcut that’s sure to work, every time:

Take the long way.

Do the hard work, consistently and with generosity and transparency.

And then you won’t waste time doing it over.

ผมจะบอกทางลัดที่จะเวิร์คทุกครั้งชัวร์ๆ

ไปทางอ้อมซะ

จงมุ่งมั่นทำงานยาก ด้วยความสม่ำเสมอ และด้วยใจที่เอื้อเฟื้อและซื่อสัตย์

แล้วคุณจะได้ไม่ต้องกลับไปทำเรื่องเดิมซ้ำอีกให้เสียเวลา

– Seth Godin

—–

ใครที่อายุเกิน 30 ปี น่าจะเกิดทันยุคเกมมาริโอรุ่งเรือง

พ่อกับแม่ซื้อเครื่องแฟมิคอมพร้อมตลับเกมมาริโอให้ผมเป็นครั้งแรกตอนผมอยู่ป.3

สมัยนั้นเครื่องแฟมิคอมเพิ่งเข้ามาใหม่ ราคาจึงแพงมาก เฉพาะค่าเครื่องก็ 5500 บาทแล้ว ส่วนตลับเกมมาริโอก็ราคา 550 บาท รวมแล้ว 6050 บาท

เงินหกพันบาทในปี 2531 นั้นถือว่าเยอะมากๆ สำหรับผม เพราะตอนเรียนป.1 ถึงป.3 ผมได้ค่าขนมแค่วันละ 3 บาทเอง

ที่พ่อกับแม่มีเงินซื้อให้ เพราะเพิ่งได้เงินก้อนจากการไปช่วยนักการเมืองหน้าใหม่ในโคราชหาเสียงจนได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.สมัยแรก

น่าจะเป็นของขวัญวัยเด็กชิ้นใหญ่สุดที่ผมเคยได้รับแล้ว (ทั้งในแง่ตัวเงินและในแง่ความรู้สึก – ถึงยังจำราคาของมาได้จนถึงทุกวันนี้)

กลับมาเรื่องมาริโอต่อ

ในเกมนี้ พระเอกที่ชื่อมาริโอคือช่างซ่อมท่อในนครเห็ด แต่เมื่อเจ้าหญิงพีชถูกราชาคุปปะจับตัวไป มาริโอจึงได้รับมอบหมายให้ไปช่วยเจ้าหญิง

ระหว่างทางมาริโอต้องเจออุปสรรคมากมาย ไม่ว่าจะเป็นนกที่เดินไปเดินไปเดินมา เต่าบกและเต่าบินได้ ดอกไม้พิษ ดอกไม้พ่นไฟและปืนใหญ่ ไหนจะต้องระวังเหวที่ตกลงไปแล้วจะตาย (และต้องกลับมาเริ่มใหม่) แถมการเล่นให้จบแต่ละฉากก็มีเวลาจำกัดอีกด้วย ถ้าไม่ได้กระโดดรูดเสาธงหน้าปราสาทภายในเวลาที่กำหนดก็ต้องตายอีกเช่นกัน

ข้อดีก็คือคือ ในบางฉากจะมี “ท่อวาร์ป” ซ่อนอยู่ เมื่อเราลงท่อนี้ไปแล้ว เราจะสามารถไปสู่จุดหนึ่งของฉากได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งนอกจากจะช่วยประหยัดเวลาได้ไม่น้อยแล้ว เรายังไม่ต้องไปเสี่ยงชีวิตกับอุปสรรคต่างๆ ตามรายทางอีกด้วย

—–

วันนี้ผมหา “ประกายไฟ” ที่จะมาเขียนบล็อก ด้วยการอ่าน a day bulletin ฉบับเก่าๆ ที่พี่เจค (พี่ที่ออฟฟิศที่ออกไปแล้ว) ทิ้งไว้ให้

เปิดไปเจอฉบับที่สัมภาษณ์ อ้อม สุนิสา โอปอลล์ ปาณิสรา เอกกี้ เอกชัย และ เผือก พงศธร พิธีกรรายการ 4 มติ

มีช่วงตอนหนึ่งที่ทั้งสี่คนพูดถึงเด็กไทยในยุคนี้ ที่เพิ่งจบออกมา แต่อยากได้เงินเดือนดีๆ ตำแหน่งดีๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ บางคนอยากรวยเร็วๆ โดยไม่ต้องออกแรงเยอะ

ประโยคหนึ่งที่คุณอ้อมให้สัมภาษณ์ก็คือ “ความสำเร็จมันอาจจะมีทางลัด แต่ไม่ได้ลัดสั้นขนาดนั้น ในขณะที่มีทางลัด มันก็ต้องไปทางยาวก่อน”

มันเลยทำให้ผมนึกถึงคำของ Seth Godin ที่ว่า The shortcut that’s sure to work, every time: Take the long way.

เป็นอะไรที่ท้าทายสามัญสำนึก แต่ก็น่าคิด

—–

ไม่ใช่เรื่องผิดที่เด็กสมัยนี้จะคิดอย่างนี้ เพราะเขาโตมากับสภาพแวดล้อมที่เน้นเรื่องทางลัดและการเห็นผลอย่างรวดเร็ว

แต่เมื่อเราเจอคนรุ่นใหม่ที่ยึดถือคุณค่าคนละชุดกับเรา เราก็อดที่จะเป็นห่วงไม่ได้ว่า มันจะเวิร์คจริงๆ เหรอ

เพราะถึงแม้เทคโนโลยีจะก้าวหน้าไปแค่ไหน วิถีชีวิตและอาชีพของเราจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร แต่หลักการบางอย่างก็ยังใช้ได้อยู่

ลองนึกถึงคนที่เราชื่นชมและถือเป็นคนต้นแบบของเรา (Idol) แล้วดูซิว่าเขามีคุณสมบัติเหล่านี้หรือไม่?

ทำงานหนัก ไม่ยอมแพ้ รักษาคำพูด รู้ลึกรู้จริง มีน้ำใจ อ่อนน้อมถ่อมตน

เหล่านี้น่าจะเป็นคุณสมบัติที่จะทำให้คนๆ หนึ่งประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน ไม่ว่าจะเกิดในยุคใดสมัยใด

มองไปรอบตัวตอนนี้ คิดว่าเด็กรุ่นใหม่จะมีโอกาสได้ฝึกฝนตัวเองจนมีคุณสมบัติเหล่านี้มั้ย?

—–

ผมเชื่อว่าคนที่เคยเล่นเกมมาริโอ เลือกจะไปทางปกติ ทั้งๆ ที่รู้ว่าฉากนี้มีท่อวาร์ปอยู่ตรงไหน

การเล่นเกมมาริโอโดยไม่ใช่ท่อวาร์ปนั้น ย่อมหมายความเราต้องเจอภยันตรายต่างๆ

แต่เราก็จะได้สัมผัสประสบการณ์ที่มีเฉพาะในทางสายนี้ด้วย

ไม่ว่าจะเป็นเห็ดที่ทำให้ตัวโตขึ้นสองเท่า เห็ดที่ทำให้เราพ่นไฟได้ หรือดาวที่ทำให้เป็นอมตะ

แถมศัตรูบางตัวยังเปิดโอกาสให้เรา “อัพเลเวล” เพิ่มจำนวนชีวิตให้เราแบบไม่อั้น

ซึ่งประสบการณ์ดีๆ เหล่านี้ จะไม่มีวันเกิดขึ้นเลยเลยหากเรามัวแต่ใช้ท่อวาร์ป

ที่สำคัญ ถ้าเราไม่ได้ “ผ่านสนามรบ” มาอย่างช่ำชอง

เมื่อถึงฉากสุดท้ายที่ต้องเจอตัวบอสอย่างราชาคุปปะ เราจะเอาทักษะที่ไหนมาสู้กับมัน?

และถึงจะฟลุ้คชนะบอส และได้เจ้าหญิงคืนมาจริงๆ เจ้าหญิงจะรักคนที่ใช้ท่อวาร์ปมาตลอดเกมอย่างเราหรือเปล่า?

สุดท้ายแล้วชีวิตมันก็คือเกมอย่างหนึ่ง และ “เจ้าหญิงพีช” ของแต่ละคนอาจจะแตกต่างกันไป

เพราะความสนุกของเกมมาริโอไม่ใช่การได้จูบเจ้าหญิงตอนอวสานเพียงอย่างเดียว

ความสนุกจริงๆ เกิดขึ้นจากการได้ลองผิดลองถูก ได้ชนะ ได้แพ้ ได้พลาด ได้เริ่มต้นใหม่ และได้พัฒนาตัวเอง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า-ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ชัยชนะที่ได้มาด้วยการลงมือทำอย่างสุดความสามารถ น่าจะมีความหมายมากกว่าชัยชนะที่ไม่ต้องลงแรงอะไร

และสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเกมนี่แหละ ที่จะหล่อหลอมให้เราเป็นมาริโอที่คู่ควรกับเจ้าหญิงอย่างแท้จริง


ขอบคุณภาพจาก Amit Agarwal | Flickr

ขอบคุณข้อมูลจาก Seth Godin blog และ a day bulletin เล่ม 346 

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือ Show First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนที่ผม publish ตอนใหม่ครับ)

ชีวิตคือการทดลอง

20150728_LastTimeFirstTime

When was the last time you tried something for the first time?

นานแค่ไหนแล้วที่คุณได้ลองทำอะไรเป็นครั้งแรก?

– Unknown

—–

เคยรู้สึกว่าชีวิตจำเจ น่าเบื่อบ้างมั้ยครับ?

แพทเทิร์นชีวิตของผมวันจันทร์ถึงศุกร์คือ

ตื่นขึ้นมา แปรงฟัน อาบน้ำ แต่งตัว ขับรถ ปั่นจักรยาน ทำงาน พักเที่ยง ทำงาน ไปออกกำลังกาย เขียนบล็อก ไปรับแฟน ขับรถกลับบ้าน อาบน้ำ นอนเล่นเฟซ สวดมนต์ เข้านอน

การทำอะไรเป็นกิจวัตร ในแง่ดีก็คือมันช่วยประหยัดพลังสมองไปเยอะ ไม่ต้องมามัวคิดมากหรือกังวลว่าสิ่งที่เราทำไปมันถูกต้องหรือไม่ เพราะมันได้รับการพิสูจน์ครั้งแล้วครั้งเล่าว่ามันเวิร์ค

แต่ในอีกแง่หนึ่ง มันอาจจะทำให้เราใช้ชีวิตแบบไม่มีสติเท่าไหร่ เพราะเราจะทำทุกอย่างเป็นโหมด auto-pilot หมดแล้ว ลองนึกภาพตอนเราแปรงฟัน ใส่รองเท้า หรือขับรถก็จะเห็นว่าเราทำมันโดยไม่ต้องคิดด้วยซ้ำ

อีกข้อเสียหนึ่งของการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ ทุกวันมันก็คือ มันออกจะน่าเบื่อเหมือนกันนะ!

When was the last time you tried something for the first time?

เวลาผมอ่านประโยคนี้ คำตอบแรกที่แว่บเข้ามาในหัวคือกิจกรรม Deep Canyon ที่ผมไปเล่นที่นิวซีแลนด์เมื่อตอนปลายปีที่แล้ว (ซึ่งผมเคยพูดถึงในบล็อกตอนเจ็บปวดแต่งดงาม) มันคือกิจกรรมที่ต้องกระโดดจากหน้าผา ไต่เชือก สไลด์ตัวลงโขดหิน ซึ่งทั้งแพง ทั้งโหด  ทั้งมัน แต่ก็รู้สึกดีทุกครั้งที่นึกถึง

ถ้ามองย้อนถอยกลับไปอีกก็คือการไปทดลองใช้ชีวิตแบบคนตาบอดที่ Dialogue in the Dark http://pantip.com/topic/30496041 ที่จามจุรีสแควร์เมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว (ค่าเข้าชม 90 บาทเท่านั้น ขอแนะนำเป็นอย่างยิ่งครับ)

การได้ลองทำอะไรใหม่ๆ นอกจากจะทำให้ชีวิตมีสีสันมากขึ้นแล้ว ยังช่วยพัฒนาสมองอีกด้วย เพราะเมื่อเราต้องทำสิ่งที่เราไม่คุ้นเคย นิวรอน (neurons) ในสมองของเราก็จะสร้างการเชื่อมโยง (connection) ใหม่ๆ ทำให้สมองของเราเหมือนได้ออกกำลังกาย

การลองทำอะไรใหม่ๆ ไม่จำเป็นต้องไปโดดหน้าผาหรือใช้ชีวิตแบบคนตาบอดก็ได้นะครับ อาจจะเป็นเรื่องง่ายๆ ที่เราทำอยู่ประจำ เพียงแต่ปรับเปลี่ยนนิดหน่อยก็อาจจะช่วยให้เรา “ทำลายแพทเทิร์น” เดิมๆ ได้แล้ว เช่น

ลองใช้ keyboard shortcut แทนที่จะใช้เมาส์คลิ้ก
ลองใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงขายาว
ลองแปรงฟันหลังจากกินข้าวเช้า (แทนที่จะแปรงก่อนกินเพราะถูกสอนมาตั้งแต่เด็กว่าอย่ากลืนน้ำลายบูด)
ลองใช้ไหมขัดฟันก่อนที่จะแปรงฟัน (แต่ก่อนผมจะขัดทีหลัง)
ลองกินน้ำเสาวรส+อาโวคาโด (แต่ก่อนผมไม่เคยคิดจะกินน้ำอโวคาโดเลย)
ลองหยิบหนังสือหมวดที่เราไม่เคยคิดจะอ่านขึ้นมาดู
ลองใช้เส้นทางใหม่ในการเดินทางไปทำงาน

ผมเชื่อว่าชีวิตคือการทดลอง

ถ้าเราทำอะไรซ้ำๆ แบบเดิมตลอด มันก็อาจจะไม่มีความเสี่ยงอะไร แต่นั่นก็หมายความว่าเราตัดโอกาสที่จะได้เจอสิ่งที่ดีกว่าด้วย

พวกเราส่วนใหญ่น่าจะไม่อยากแก่ และอยากคงความหนุ่มความสาวไว้นานๆ

ผมเชื่อว่าการได้ทดลองทำอะไรใหม่ๆ (หรือทำเรื่องเดิมๆ ด้วยวิธีใหม่ๆ) อาจจะช่วยได้

เพราะมันจะกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นและคอยเตือนให้เรามีใจที่เปิดกว้าง ซึ่งเป็นคุณลักษณะของเด็กทุกๆ คน

คำถามเดิม -> คำตอบเดิม

คำถามใหม่ -> คำตอบใหม่

ขอให้สนุกกับการทดลองนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำ

20150727_Driftwood

เมื่อปี 2555 เป็นปีที่ผมไม่ตั้งเป้าหมายอะไรให้ชีวิตเลย

เพราะได้บอกกับตัวเองว่า จะลองใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำดู

ไอเดียแปลกๆ นี้ได้มาจากการอ่านหนังสือ The Buddha Said ของ Osho ครับ

เนื้อหาตอนหนึ่งมีว่า

“Those who are following the Way should behave like a piece of timber which is drifting along a stream.  If the log is neither held by the banks, nor seized by men, nor obstructed by the gods, nor kept in the whirlpool, nor itself goes to decay, I assure you that this log will finally reach the ocean.”

แปลง่ายๆ ว่าถ้าเราจะปฏิบัติตามแนวทางของพระพุทธองค์ ก็จงใช้ชีวิตเหมือนขอนไม้ที่ลอยตามน้ำ ถ้าขอนไม้นั้นไม่ไปเกยฝั่ง หรือถูกมนุษย์หรือเทวดาเก็บไป หรือตกอยู่ในน้ำวน หรือเน่าในเสียก่อน ขอนไม้นั้นก็จะไปถึงมหาสมุทรอย่างแน่นอน

(ใครเชี่ยวชาญภาษาอังกฤษสามารถอ่านฉบับเต็มๆ ได้ที่นี่)

ที่ผมอยากลองใช้ชีวิตแบบ “ขอนไม้ลอยน้ำ” เพราะรู้สึกว่ามันแปลกใหม่และแตกต่างจากวิธีการ “ตั้งเป้าหมายให้ชัด แล้วลงมือทำอย่างไม่ยอมแพ้จนกว่าจะสำเร็จ” อย่างสิ้นเชิง

ตั้งเป้าแล้วทำสำเร็จก็เคยมาแล้ว ทำไม่สำเร็จก็เคยมาแล้ว ลองไม่มีเป้าหมายดูบ้างจะเป็นไร

เหนื่อยหนักเพราะ “ไว้ใจตัวเอง” มาเยอะแล้ว ลอง “ไว้ใจชีวิต” ดูบ้างจะเป็นไร

ขอนไม้ที่ลอยน้ำนั้น ไม่มีจุดมุ่งหมาย ไม่ขัดขืน ไม่ขัดขวาง สายน้ำจะพามันไปทางไหนก็ปล่อยให้เป็นไปตามนั้น ด้วยความเชื่อมั่นว่า  ยังไงๆ กระแสน้ำนี้มันก็ต้องพาเราไปสู่มหาสมุทรอยู่แล้ว

แต่การใช้ชีวิตแบบขอนไม้ลอยน้ำ ไม่ใช่การงอมืองอเท้า ไม่ทำมาหากินนะครับ

ผมก็ยังทำตามหน้าที่อย่างขยันขันแข็ง เพียงแต่ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องทำสิ่งนี้ให้ได้ภายในสามเดือน หรือจะต้องทำเรื่องนี้ให้สำเร็จก่อนสิ้นปี

และเพราะไม่มีเป้าหมายนี่เอง จึงสามารถรับมือกับอะไรๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตได้โดยแทบไม่มีความเครียดอยู่เลย

ขอนไม้ลอยน้ำนั้นจะไปถึงมหาสมุทรได้ก็ต่อเมื่อมันไม่ไปติดอยู่กับอุปสรรคต่างๆ ระหว่างทาง ไม่ว่าจะเป็นความขี้เกียจ ความหมกมุ่น ความโลภ-โกรธ-หลง ซึ่งถ้าเราไปติดกับเรื่องเหล่านี้ ก็จะกลายเป็นขอนไม้เกยตื้นหรือขอนไม้เน่าในไปเสียก่อน

แต่ถ้าเราทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด อยู่กับปัจจุบัน ไม่เบียดเบียนใคร และ “ยอมจำนน” ต่อกระแสน้ำแห่งชีวิตที่พัดพาเราไป

เราอาจจะพบว่า วิธีการใช้ชีวิตแบบนี้ ก็สามารถนำเราไปถึงจุดหมายที่ดีได้เช่นกันครับ

ป.ล. ช่วงนั้นผมเข้าสู่การเรียนเทอมที่สามของการเรียนปริญญาโทที่นิด้า และนั่นเป็นเทอมแรกที่ผมได้ A ทุกวิชา!

ป.ล.2 คำว่าโสดาบัน (ระดับแรกของอริยบุคคล) แปลว่าผู้เข้าถึง “กระแส” ธรรม และถ้าประคองตัวให้อยู่ในกระแสไปเรื่อยๆ ไม่ไปเกยตื้นที่ไหนเสียก่อน ก็จะไปถึงมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลซึ่งก็คือนิพพานนั่นเอง

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

สิ่งแรกที่ผมทำทุกเช้าวันจันทร์ (สมัยเป็นหัวหน้า)

20150726_FirstThingOnMonday

วันนี้ขอเล่าประสบการณ์สมัยทำงานทีมซัพพอร์ตอีกเรื่องหนึ่งนะครับ

ทีมผมมีกันอยู่ทั้งหมด 8 คน

ทุกเช้าวันจันทร์ สิ่งที่ผมจะทำเป็นอย่างแรกคือคุยกับทุกคนแบบตัวต่อตัว

โดยผมจะเข้าไปนั่งรอในห้องประชุม แล้วเพื่อนในทีมก็จะผลัดกันเข้าไปในห้อง โดยเรียงตามลำดับตัวอักษรของชื่อแรกในภาษาอังกฤษ

สิ่งที่เราจะคุยกันคือดูว่าสัปดาห์ที่แล้วทำอะไรเสร็จบ้าง และสัปดาห์นี้จะทำอะไรบ้าง ถ้าเห็นว่าเขางานเยอะ เราก็จะคุยกันว่าควรจะทำอะไรก่อนหลังเพื่อให้โดยภาพรวมแล้วเกิดประโยชน์สูงสุด

ผมยังใช้โอกาสนี้ในการชมเชยและแนะนำเรื่องราวที่ต้องปรับปรุงด้วย เช่นถ้าสัปดาห์ที่แล้วทำงานออกมาดี ผมก็จะมาพูดในห้องนี้ หรือถ้าผมเห็นว่ามีอะไรที่เขาทำลงไปแล้วอาจไม่ค่อยถูกต้องนัก ผมก็จะมาบอกเพื่อนร่วมทีมตอนคุยกับแบบหนึ่งต่อหนึ่งนี้เช่นกัน

การคุยทั้งหมดนี้ ส่วนใหญ่ใช้เวลาไม่เกิน 10 นาที โดยเฉพาะกับเพื่อนร่วมทีมที่ประสบการณ์สูงและมีความเป็นผู้ใหญ่อยู่แล้ว

เมื่อคุยเสร็จ คนๆ นั้นก็จะกลับไปนั่งทำงาน คนถัดไปก็จะรู้ตัวแล้วเดินมาหาผมที่ห้อง

การคุยแบบตัวต่อตัวแบบสั้นๆ จะมีจุดหนึ่งที่ผมไม่ชอบก็คือการที่ทุกคนต้องเดินเข้ามาหาผมราวกับนักเรียนเข้ามาพบคุณครู

ตอนแรกผมเองคิดจะใช้วิธีเดินไปคุยที่โต๊ะของเขาเลยเพื่อความเป็นกันเอง แต่วิธีนี้ก็มีจุดอ่อนตรงที่ไม่มีความเป็นส่วนตัว จนอาจจะทำให้พูดเรื่องบางเรื่องไม่ได้ สุดท้ายก็เลยต้องใช้วิธีนั่งรอในห้องประชุมนี่แหละ

ผมชอบการคุยเช้าวันจันทร์มาก เพราะมันเปิดโอกาสให้ผมได้รู้ว่าทุกคนในทีมกำลังทำอะไรอยู่บ้าง และกำลังจัดเรียงลำดับความสำคัญของงานสอดคล้องกับสิ่งที่ผมและเจ้านายของผมตั้งใจจะให้เป็นรึเปล่า

นอกจากนี้ การคุยด้วยวิธีนี้ยังเปิดโอกาสให้ผมได้ให้ฟีดแบ็คสดๆ ร้อนๆ เพราะเรื่องราวทั้งหมดที่เราจะคุยกันเพิ่งจะเกิดขึ้นไปไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ ทำให้ทุกอย่างยังชัดเจนอยู่ในความทรงจำของผมและเพื่อนร่วมทีม

เมื่อผมคุยครบทุกคนแล้ว ผมก็จะรู้แล้วว่าสิ่งที่ผมต้องให้ความสำคัญในสัปดาห์นี้คืออะไร ช่วยให้ตัวเองได้วางแผนสัปดาห์นี้ไปด้วยในตัว

ใครที่เป็นหัวหน้าทีมและมีลูกน้องไม่เยอะมาก จะลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูก็ได้นะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กลัวไปสองไพเบี้ย

20150725_FearNotPreventDeath

“Fear does not prevent death. It prevents life.”

ความกลัวไม่ได้ป้องกันความตาย มันปิดโอกาสไม่ให้เราได้ใช้ชีวิตต่างหาก

– Naguib Mahfouz

—–

เมื่อหลายหมื่นปีที่แล้ว สมัยเรายังเป็นมนุษย์ถ้ำ ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสิงห์สาราสัตว์และหาอาหารด้วยการออกท่องเที่ยวไปในป่าเขา

เมื่อเราพบเจอสิ่งแปลกปลอม เช่นเสียงบางอย่างในพุ่มไม้ เราจะต้องหันไปมองทันทีว่าเสียงนั้นเกิดจากอะไร

ถ้าเห็นว่าเป็นกระต่าย เราก็จะวิ่งเข้าหาเพื่อล่ามันมาทำเป็นอาหารให้ครอบครัวของเรา

แต่ถ้าเป็นเสือ เราก็ต้องวิ่งหนีให้เร็วที่สุดเพื่อรอดจากการเป็นอาหารให้ครอบครัวของมัน

ด้วยความที่มนุษย์เคยอยู่ “ระดับกลาง” ของห่วงโซ่อาหารเช่นนี้เอง ร่างกายและสมองของเราจึงพัฒนาความรู้สึกที่เรียกว่า “ความกลัว” ขึ้นมา

—–

ภาษาฝรั่งจะมีคำว่า Fight or Flight

Flight ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเที่ยวบิน แต่หมายถึงการหนี

Fight or Flight ก็คือจะสู้หรือจะหนี

เวลาที่มนุษย์ถ้าได้ยินเสียงแปลกๆ ในพุ่มไม้ เขาต้องตัดสินใจแล้วสิ่งที่เขาเผชิญอยู่นั้นอ่อนแอกว่าหรือแข็งแรงกว่า

ถ้ามันอ่อนแอกว่า เราก็จะเลือกที่จะสู้ (Fight)

แต่ถ้าประเมินแล้ว “ศัตรู” น่าจะแข็งแรงกว่า เราจะรู้สึกกลัว และวิ่งหนี (Flight)

“ความกลัว” จึงเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับการเอาชีวิตรอดและดำรงอยู่ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ในสมัยดึกดำบรรพ์

—–

ตัดกลับมาในสมัยนี้

มนุษย์ส่วนใหญ่ออกมาอยู่ในสังคมเมือง และไม่ต้องหากินด้วยการล่าสัตว์อีกต่อไปแล้ว

แม้สังคมและสภาพแวดล้อมจะเปลี่ยนไปมากขนาดนี้ แต่ในทางชีวภาพเราก็แทบไม่มีอะไรแตกต่างจากกับบรรพบุรุษมนุษย์ถ้ำของเราเลย

“ต่อมความกลัว” ที่เคยจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตเมื่อหลายพันหลายหมื่นปีก่อน ตอนนี้มันก็ยังคงทำงานอยู่ ทั้งๆ ที่จริงๆ ชีวิตประจำวันของเราไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นแล้ว

ลองยกตัวอย่างสิ่งที่เรากลัวดูก็ได้

กลัวการพูดต่อหน้าคนเยอะๆ
กลัวใครจะมาเห็นหน้าสด
กลัวการทำงานประจำไปจนแก่
กลัวออกมาทำธุรกิจเองแล้วจะเจ๊ง
กลัวลูกไม่ได้เข้าโรงเรียนดีๆ
กลัวไม่มีเงินใช้ตอนแก่
กลัวว่าถ้าขาดคนๆ นี้ไปแล้วจะอยู่ไม่ได้
กลัวว่าถ้าฟีดแบ็คหัวหน้าแล้วจะหมดอนาคต
กลัวว่าไปเที่ยวต่างประเทศแล้วจะเก็บเงินไม่ได้ตามเป้า
ฯลฯ

และบางทีความกลัวเหล่านี้ก็ผลักดันที่เราทำอะไรไม่ฉลาดออกไป

หรือแย่กว่านั้น คือไม่ยอมทำอะไรเลย

ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้ว ต่อให้เราพูดต่อหน้าคนออกมาได้ห่วยแค่ไหน หรือใครมาเห็นหน้าสดของเรา หรือหัวหน้าไม่พอใจที่เราพูดกับเขาตรงๆ โอกาสที่เราจะ “รอดชีวิต” จากเหตุการณ์ที่เรากลัวก็ไม่น่าจะต่ำกว่า 99.99%

Fear does not prevent death. It prevents life.

จริงอยู่ ในสมัยก่อน ความกลัวอาจช่วยชีวิตคุณได้

แต่สำหรับสมัยนี้ ความกลัวจะทำให้คุณพลาดอะไรดีๆ ไปอีกหลายอย่าง โดยเฉพาะเมื่อคำนึงแล้วว่า สิ่งที่เรากลัวนั้นมีโอกาสส่งผลร้ายแรงได้ไม่ถึงหนึ่งในหมื่น และถ้าเราข้ามความกลัวนั้นไปได้ ก็จะมีสิ่งดีๆ รออยู่ไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

อย่าปล่อยให้ความกลัวมาทำให้คุณอดใช้ชีวิตเลยนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

อย่าเป็น Dead Sea

20150724_DeadSea

สมัยทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ต หนึ่งในกิจกรรมที่ผมชอบที่สุดคือการผลัดกันแชร์ความรู้กันทุกสองสัปดาห์ โดยคนในทีมหมุนเวียนกันเป็นผู้ถ่ายทอด

โดยหัวข้อนั้นจะเป็นเรื่องอะไรก็ได้ ขอเพียงแต่เป็นเรื่องที่เราสนใจ และคิดว่าคนอื่นๆ จะได้ประโยชน์

วันนั้นผมจำไม่ได้แล้วว่าหัวข้อหลักที่เราคุยกันคือเรื่องอะไร จำได้แค่ว่าเพื่อนในทีมชื่อกวีเล่าเรื่องเด๊ดซี (Dead Sea) ให้ฟัง

พวกเราหลายคนน่าจะรู้จักทะเล Dead Sea ว่าเป็นทะเลสาบที่เค็มมาก (เค็มกว่าทะเลทั่วไปสิบเท่า ไม่อยากนึกภาพตอนสำลักน้ำหรือน้ำเข้าตาเลย) เลยทำให้ความหนาแน่นของน้ำสูงเป็นพิเศษ เวลาเล่นน้ำในเด๊ดซีจึงไม่จำเป็นต้องว่าย แต่ลอยเอาเลย

และเพราะมีเกลืออยู่สูงมากนี่เอง ทะเลสาบแห่งนี้จึงแทบไม่มีสิ่งมีชีวิตใดอาศัยอยู่ได้ และนี่คือที่มาของชื่อว่า Dead Sea ทะเลแห่งความตายนั่นเอง

กลับมาที่เรื่องของกวีต่อ

กวีพูดถึงเรื่องที่พ่อของกวีเคยเล่าให้ฟังว่า ใกล้ๆ เด๊ดซี ยังมีทะเลสาบอีกแห่งหนึ่งซึ่งรับน้ำมาจากแหล่งเดียวกัน แต่น้ำกลับไม่เค็ม และสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ได้

เมื่อกี้ผมลองไปเปิดดู Google Map ก็เจอทะเลสาบใกล้ๆ เด๊ดซีจริงๆ ชื่อว่า Sea of Galilee ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในอิสราเอล

ทั้ง Dead Sea และ Sea of Galilee ต่างรับน้ำมาจากแม่น้ำจอร์แดนทั้งคู่

เหตุใด Dead Sea และ Sea of Galilee จึงแตกต่างกันถึงเพียงนี้?

พ่อกวีบอกว่าเพราะ Sea of Galilee นั้นปล่อยน้ำกลับสู่แม่น้ำจอร์แดนตอนใต้

ขณะที่เด๊ดซีเป็นระบบปิด น้ำไม่ไหลไปไหนเลย*

—–

คำว่า “เงิน” ภาษาอังกฤษคือคำว่า Money

แต่ยังมีอีกคำหนึ่งคือคำว่า Currency ซึ่งแปลได้ทั้ง “เงินตรา” และ “การหมุนเวียน”

คำว่ากระแสน้ำ ภาษาอังกฤษก็ใช้คำว่า Current

ดังนั้น เงิน กับ การหมุนเวียนคือของคู่กัน

—-

แต่ก่อน เวลาว่างๆ แฟนผมมักจะร้องเพลงขึ้นมาประโยคนึงซึ่งผมไม่เคยได้ยินมาก่อน (ร้องแล้วมีท่าประกอบอีกตังหาก)

เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน

สมมติเรามีธนบัตร 100 บาทอยู่หนึ่งใบ ถ้าเราเก็บไว้ในกระปุก มันก็จะอยู่เฉยๆ ของมัน เราอาจจะมีความสุขอยู่คนเดียวที่มีเงินเก็บ

แต่ถ้าเราเอาแบงค์ 100 บาทนี้ไปซื้อไก่ย่าง พ่อค้าไก่ย่างจะมีความสุขเพิ่มขึ้นอีกคน

พ่อค้าไก่ย่างเอาเงิน 100 บาทนี้ไปซื้อขนมฝากลูกฝากเมียที่บ้าน คุณป้าคนขายขนมและลูกเมียก็มีความสุข

คุณป้าเอาเงิน 100 บาทที่ได้มา ไปทำบุญที่วัด ก็จะมีคนได้ประโยชน์อีกหลายทอด

เงินจะมีประโยชน์ก็เพราะว่ามันหมุนไป ไม่ใช่เพราะมันถูกเก็บไว้อยู่ในกระปุก

—–

ผมไม่ได้จะบอกว่ามีเงินแล้วต้องใช้ตลอดนะครับ เพียงแต่ว่าเราควรจะเปิดโอกาสให้มันได้หมุนเวียน เพราะนั่นคือเจตจำนงของมัน

เราจึงควรเอาเงินไปฝากธนาคาร เพื่อเปิดโอกาสให้มันได้ไปสร้างประโยชน์กับคนอื่นๆ

แต่การเอาเงินฝากธนาคารก็ไม่ใช่ประเด็นหลักของผมในวันนี้ครับ (เขียนมาตั้งนาน ยังไม่เข้าประเด็นอีกเหรอเนี่ย!?)

ประเด็นของผมก็คือ เราควรจะ “ให้” บ้าง

เมื่อเงินเข้ามา เราก็ควรจะผ่องถ่ายออกไป เหมือน Sea of Galilee ที่รับน้ำมาและปล่อยกลับออกไป

—–

ส่วนตัวผมจะใช้วิธีง่ายๆ ที่จะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ให้ทานอยู่เสมอๆ

คือเมื่อผมเจอวณิพกเล่นดนตรีเปิดหมวก ผมจะบริจาคเศษเหรียญทั้งหมดที่มีในกระเป๋าสตางค์ของผม**

และผมก็ทำแบบเดียวกันเวลาเห็นกล่องรับบริจาคตามเคาท์เตอร์ในร้าน Boots หรือ Watsons

ถือว่าเป็นวิน-วิน เพราะกระเป๋าสตางค์ของผมจะเบาลงและเข้ารูปมากขึ้น ส่วนเขาก็ได้เงินไปทำประโยชน์

—–

จริงๆ คนไทยเราใจบุญอยู่แล้ว แต่ก็ยังมีอีกไม่น้อยที่แทบไม่เคยบริจาคเงินเพื่อการกุศลเลย

อาจจะเพราะว่าคิดว่าตัวเองยังมีไม่เยอะ ก็เลยยังไม่คิดที่จะให้

ถ้าคิดอย่างนี้ อาจต้องลองนึกถึงประโยค “ยิ่งให้ ยิ่งได้”

เมื่อเราบริจาคเงิน ก็เหมือนเราได้บอกกับตัวเองและส่งสัญญาณถึงจักรวาลว่า “เรามีมากพอ” และธรรมชาติก็จะเปิดโอกาสให้เรามีอะไรดีๆ เข้ามาในชีวิตอยู่เรื่อยๆ ไม่ต่างจาก Sea of Galilee ทะเลสาบน้ำจืดที่เป็นแหล่งพึ่งพิงให้แก่สัตว์ต่างๆ

แต่ถ้าเราไม่คิดจะให้บ้างเลย เราก็คงไม่ต่างอะไรกับ Dead Sea ที่รับเข้ามาอย่างเดียว แต่ไม่ปล่อยอะไรไหลออกมาแม้แต่แดงเดียว

Dead Sea มี “เกลือ”อยู่สูงมากจนทะเลเรียกพี่ฉันใด

คนที่ไม่เคยให้อะไรใครก็มี “ความเค็ม” จนทะเลเรียกพี่ฉันนั้น

—–

* ทางออกของน้ำในเด๊ดซีคือผ่านการระเหยเท่านั้น
** ผมไม่บริจาคให้กับคนที่มานั่งขอเงินเฉยๆ นะครับ เพราะอย่างน้อยเขาน่าจะทำประโยชน์อะไรซักอย่างบ้างเช่นเล่นดนตรีให้เราฟัง

ขอบคุณข้อมูลจาก Wikipedia Dead Sea, Sea of Galilee

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

เล่นมือถือในสวนลุม

20150723_MobilePhoneInThePark

วันนี้ผมไปวิ่งที่สวนลุมมาครับ

ตอนใกล้ๆ จะวิ่งเสร็จ บังเอิญเหลือบไปเห็นผู้หญิงวัยรุ่นคนหนึ่งตรงม้านั่งกำลังเล่นมือถืออยู่

เป็นภาพที่จะว่าไปก็ชินตา แต่วันนี้ผมอดมีคำถามในใจไม่ได้ว่า

อุตส่าห์มาถึงสวนลุมทั้งที มานั่งเล่นมือถือเหรอ?

โอเคล่ะ เธออาจจะไม่ได้ชอบออกกำลังกาย อาจจะมานั่งรอแฟน และการเล่นมือถือก็น่าจะเป็นกิจกรรมที่ทำได้ง่ายที่สุด

แต่จะว่าไปที่สวนลุมก็มีกิจกรรมอื่นๆ เยอะแยะ มีคนเต้นแอโรบิค รำไทเก๊ก เล่นโรลเลอร์เบลด ปั่นจักรยานเรือเป็ดน้อย หรือถ้าไม่ชอบอะไรเลยก็เดินเล่นดูบรรยากาศก็ยังได้

แต่จากทางเลือกทั้งหมดที่เธอมี เธอก็ยังเล่นมือถืออยู่ดี

แล้วผมก็คิดได้ว่าจริงๆ แล้วเราเองทุกคนก็มีอาการนี้เหมือนกัน

อาการทำสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับสถานที่ที่เราอยู่

เคยเห็นคนแบบนี้มั้ยครับ?

ไปเที่ยวเมืองนอกแต่กินแมคโดนัลด์
อยู่บนเครื่องฟิตเนสแต่คุยโทรศัพท์
อยู่ในห้องเรียนแต่แชทกับเพื่อน
อยู่กับเพื่อนแต่นั่งตอบอีเมล์
อยู่ที่ทำงานแต่นั่งเมาธ์ดารา
อยู่บ้านแต่นั่งทำงาน

ผมคงไม่กล้าบอกว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่ผิด เพราะบางทีเราก็ต้องพักบ้างอะไรบ้าง หรือถ้างานมันด่วนก็อาจต้องเอากลับมาทำที่บ้านเป็นบางคราว

แต่ผมว่าน่าจะดี ถ้าเราหมั่นถามตัวเองอยู่เสมอว่า “ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าอยู่ที่บ้าน ก็ควรจะพักผ่อน และใช้เวลาพูดคุยกับคนในครอบครัว (เพราะเราไม่สามารถคุยกับพ่อกับแม่แบบเห็นหน้าในที่ทำงานได้)

ถ้าอยู่ที่ทำงาน ก็ควรจะทำงานให้เสร็จ และพูดคุยกับหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานเพื่อให้เขาได้ช่วยให้งานออกมาได้ดีที่สุด (เพราะเราไม่สามารถคุยกับหัวหน้านอกเวลางานได้ – อย่างน้อยก็ไม่สามารถทำได้บ่อยๆ)

ถ้าอยู่กับเพื่อน ก็ควรจะใส่ใจมนุษย์ที่อยู่ตรงหน้า ไม่ใช่จอมือถือและแป้นพิมพ์

ถ้าอยู่ห้องเรียน ก็ควรตั้งใจฟังอาจารย์ ทำความเข้าใจบทเรียน และยกมือหากมีคำถาม

ถ้าอยู่บนเครื่องฟิตเนส ก็ควรใช้ประโยชน์จากมันมากกว่าแค่ที่นั่งพัก

ถ้าไปเที่ยวเมืองนอก ก็ควรลองทานอาหารบ้านเขา

ถ้าอยู่ในสวนลุม ก็ควรออกกำลังกาย

เมื่อเราได้ทำสิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำ ณ ที่ตรงนี้ เวลานี้ ผมเชื่อว่าเราจะใช้ชีวิตได้เข้มข้นมากขึ้น และพลาดสิ่งดีๆ น้อยลง

—–

“ณ เวลานี้ สถานที่นี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำที่อื่นได้อีกแล้ว หรือถึงทำได้ ก็ไม่สามารถทำได้ดีเท่า?”

ถ้าปรับคำถามขึ้นไปอีกระดับหนึ่งล่ะ?

“ในช่วงเวลาอันจำกัดที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์บนโลกใบนี้ อะไรคือสิ่งที่เราไม่สามารถทำในเวลาอื่นหรือในภพภูมิอื่นได้อีกแล้ว?”

ผมคงไม่มีคำตอบตายตัว ต้องให้ผู้อ่านไปคิดกันเอาเอง

ถ้ามาถึงสวนลุมทั้งที แล้วมัวแต่มานั่งเล่นมือถือเป็นเรื่องน่าเสียดาย

เกิดเป็นมนุษย์ทั้งที ถ้ามัวแต่ <เติมคำในช่องว่าง> ก็คงน่าเสียดายเอามากๆ เช่นกัน

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ติดเบรค

20150722_Brake

ที่บริษัทมีน้องคนนึงชื่อทอม (หรือบางทีก็เรียกว่าทอมมี่) เป็นโปรแกรมเมอร์แต่ผมกับน้องรู้จักกันเพราะเล่นอยู่ในวงดนตรีเดียวกัน

ทอมขี่จักรยานมาทำงานทุกเช้า ระยะทางจากบ้านถึงออฟฟิศประมาณ 5 กิโลเมตร ต้องผ่านถนนสาทรและซอยสวนพลูซึ่งมีปริมาณรถค่อนข้างหนาแน่น

แน่นอน ทอมใส่หมวกกันน็อคและติดไฟไว้ท้ายรถ เพราะเรื่องพวกนี้ไม่เข้าใครออกใคร

มีวันหนึ่งผมกำลังเดินออกจากตึก ก็เจอทอมขี่จักรยานออกมาพอดี ผมบอกทอมว่าผมขี่จักรยานปันปั่นไปหาแฟน

ทอมบอกว่า เช็คเบรคดีๆ นะพี่ มีหลายคันที่เบรคไม่ค่อยดี

ขออธิบายก่อนว่าแต่ละสถานีปันปั่น จะมีแท่นจักรยานอยู่ 8 แท่น และประมาณครึ่งหนึ่งจะมีจักรยานจอดล็อคคออยู่กับแท่น แต่ละคันหน้าตาเหมือนกันหมด

เวลาผมเลือกว่าจะเอาจักรยานคันไหน ก็จะมองแค่ว่าคันไหนอานไม่สูง-ไม่เตี้ยเกินไป จะได้ไม่ต้องเสียเวลามาปรับอาน

แต่ผมไม่เคยเช็คเบรคจักรยานก่อนเลย เหตุหนึ่งอาจเพราะว่ามันยุ่งยากเนื่องจากต้องเอาจักรยานออกมาลองวิ่งดูก่อนถึงจะรู้ว่าเบรคทำงานหรือไม่ แต่ถ้ารู้ว่ามันทำงานไม่ค่อยดี ผมก็มักจะเลยตามเลย ถือว่าขับช้าแล้วค่อยเอาขาช่วยเบรค

ซึ่งจริงๆ แล้วก็ประมาทไปหน่อย

ถ้ามองส่วนประกอบต่างๆ ในจักรยาน ไม่ว่าจะเป็นแฮนด์ กระดิ่ง อาน บันได โซ่ หรือล้อ จะเห็นได้ว่าถ้ามันทำงานผิดพลาดขึ้นมาก็ยังไม่ค่อยเป็นปัญหาเท่าไหร่

แต่ถ้าเบรคไม่ทำงานนี่เราอาจบาดเจ็บถึงตายได้

ผมว่าคนเราก็เป็นเช่นนั้นเหมือนกัน

ตั้งแต่เราเด็กมาจนถึงวันนี้ เราได้ทำการ “แต่งรถจักรยาน” มาตลอด

ด้วยการเรียนโรงเรียนชื่อดัง กวดวิชา สอบติดมหาลัยรัฐ ทำงานบริษัทอินเตอร์ เรียนต่อป.โท สร้าง connection และอื่นๆ อีกมากมาย

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ ช่วยให้รถจักรยานของเรา “แรง” และพุ่งทยานไปข้างหน้า

แต่พอถึงเวลาที่จักรยานชีวิตของเราวิ่งเร็วเกินไป หรือกำลังจะชนกับสิ่งกีดขวาง เรากลับไม่มีเบรคที่จะช่วยเซฟเราได้เลย

ใจไม่มีเบรคสามารถนำปัญหามาให้เราได้มากมาย เช่น

  • กินเยอะจนอ้วน
  • ลงทุนเสี่ยงเกินไปจนเจ๊ง
  • พูดเยอะเกินไปจนผิดใจกับเพื่อน
  • คิดมากเกินไปจนอยากทำร้ายตัวเอง

การปั่นจักรยานหรือขับรถยนต์ที่เบรคแตกมันน่ากลัวเท่าไร การใช้ชีวิตโดยไม่มีเบรคใจก็น่ากลัวพอๆ กัน

แล้วเราจะติดเบรคทางใจได้อย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่น่าจะช่วยได้คือการฝึกสติ หรือความรู้ตัว

เมื่อใดเราคิด เมื่อนั้นขาดสติ

เมื่อใดเรามีสติ รู้เนื้อรู้ตัว เมื่อนั้นเราจะหยุดคิด โดยอัตโนมัติ

เราใช้เวลาไปค่อนชีวิตเพื่ออัพเกรดตัวถัง แฮนด์ ล้อ และบันได มาแล้ว

ถึงเวลาอัพเกรดเบรคจักรยานบ้างแล้วนะครับ

เพราะเมื่อถึงคราววิกฤติ มันจะช่วยชีวิตเราได้