9 เรื่องที่สุดแห่งปี 59 ของ Anontawong’s Musings

20161230_59review

1. เศร้าใจที่สุด
การเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือเหตุการณ์สำคัญที่สุดในปีที่ผ่านมา คนไทยเศร้าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน และลุกขึ้นมาทำความดีกันคนละไม้คนละมือกันอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ผมจำได้ว่าช่วงนั้นคนขับรถอย่างมีน้ำใจกันเป็นพิเศษ แต่ตอนนี้เหมือนคนไทยกำลังจะกลับเข้าสู่โหมดปกติอีกแล้ว ซึ่งจะเป็นเรื่องน่าเสียดายมากหากการสูญเสียครั้งนี้ไม่ได้นำพาเราไปสู่การปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้นเลย ผมเองมีความตั้งใจที่จะเขียนถึงท่านเรื่อยๆ เพื่อที่เราจะได้ไม่ลืมความตั้งใจที่เราเคยมีในช่วงที่เกิดการสูญเสียใหม่ๆ ครับ (บทความเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ 9)

2. ภูมิใจที่สุด
คือการเขียนบล็อกวันละตอนตลอดปี 2559 รวมบทความนี้ก็จะได้ 366 ตอนพอดี (ปีนี้เดือนกุมภาพันธ์มี 29 วัน)

แต่ต้องขอสารภาพว่า พอย้อนกลับไปดู จริงๆ แล้วผมขาดไปหนึ่งวันคือวันที่ 2 มีนาคม (ช่วงนั้นตารางชีวิตยังไม่เข้าที่) วันพฤหัสฯที่ 29 ธันวาคมที่ผ่านมาผมเลยเขียนสองตอนเพื่อชดเชยครับ

3. ดีใจที่สุด
คือ anontawong.com มียอดวิวครบ 1 ล้านวิว ในวันที่ 27 มิถุนายน ถือเป็นหมุดหมายที่สำคัญยิ่งสำหรับบล็อกเกอร์ตัวเล็กๆ คนหนึ่ง และคาดว่าภายในกุมภาพันธ์ 2560 น่าจะถึง 2 ล้านวิวครับ

4. อ่านเยอะที่สุด
บทความ 9 บทเรียนจาก 3 วันที่ผ่านมา ซึ่งเขียนขึ้นหลังการเสด็จสวรรคตของในหลวงรัชกาลที่ 9 คือบทความที่มีคนอ่านเยอะที่สุดคือ 478,000 ครั้งและแชร์ 129,000 ครั้ง (ส่วนแชมป์ปีที่แล้วคือเรื่องการจัดบ้านแบบคอนมาริ)

จริงๆ ผมเกือบจะไม่ได้เขียนบทความ 9 บทเรียนฯ นี้แล้วด้วยซ้ำ เพราะวันนั้นจำได้ชัดเจนว่าไม่มีกะจิตกะใจจะเขียนอะไรเลย ทำใจไว้แล้วว่าอาจจะต้องผิดคำพูดที่ว่าจะเขียนบล็อกทุกวัน แต่สุดท้ายก็คิดได้ ใจโล่งขึ้นและมานั่งลงที่โต๊ะตอนสามทุ่มกว่าๆ และเขียนเสร็จก่อนเที่ยงคืนเพียงนิดเดียว

5. มุ้งมิ้งที่สุด
บทความเรื่อง โชคดี ที่เขียนขึ้นตอนตีสองของเช้าตรู่วันวาเลนไทน์ โดยมีภรรยามานั่งให้กำลังใจ (และให้เรานวดเท้าให้) น่าจะเป็นบทความที่ “หวานออกอากาศ” ที่สุดประจำปีนี้

6. แรงที่สุด
คือประโยคที่ว่า

“คนโง่จะพูดอยู่สองอย่าง ไม่มีเวลา กับทำไม่ได้”

ของดร.วรภัทร ภู่เจริญในบทความชื่อ สองอย่าง ซึ่งมีคนแชร์ไปสี่หมื่นกว่าครั้ง และทำให้ผู้อ่านบางคนถึงกับเข้ามาคอมเม้นท์ในเพจ Anontawong’s Musings อย่างถึงพริกถึงขิง

7. ใช้พลังที่สุด
คือซีรี่ส์เรื่อง Sapiens ว่าด้วยประวัติศาสตร์และอนาคตของมนุษยชาติ ตอนนี้เขียนถึงตอนที่ 3 แล้ว (และน่าจะมีอีกประมาณ 30 ตอน) แต่ละตอนใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงในการอ่าน ย่อยข้อมูล และเรียบเรียง ใครอยากเห็นภาพชัดขึ้นว่าเรามาถึงจุดๆ นี้ได้ยังไง และเราจะไปไหนกันต่อ อยากให้ลองอ่านดูครับ (อ่านบทความทั้งหมดได้ใน Category: Homo Sapiens )

8. น่ารักที่สุด
คือผู้อ่านทุกท่านที่ติดตาม เข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แก้คำผิด รวมถึงแจ้ง(ฟ้อง)ผมเวลามีคนเอาบทความจากบล็อกนี้ไปใช้ที่อื่นโดยไม่ให้เครดิตครับ โดยเฉพาะผู้อ่านต่อไปนี้: Chan L., Piya P., Theerawoot B., Thanyaporn P.S., Julnarong W. รวมไปถึงครูณัชรเจ้าของเพจ ดร ณัชร สยามวาลา และ ปูเป้เจ้าของเพจ Stellar Balcony ครับผม

9.ขอบคุณที่สุด
ผึ้ง – ภรรยาที่ช่วยแชร์บทความของผมทุกตอน ต้องขอโทษด้วยที่บางครั้งเราใช้เวลากับบล็อกมากไปนิด จนมีเวลาช่วยผึ้งเลี้ยงปรายฝนน้อยไปหน่อย ขอบคุณที่เข้าใจและสนับสนุนเสมอมานะ

รอง – น้องชายที่ช่วยแชร์บทความทุกตอนเช่นกัน ใครสนใจเรียนรู้ทริคการใช้งาน Excel ลองเข้าไปตามอ่านได้ที่ kacharuk.com นะครับ

แม่กับพ่อ – ที่ช่วยผมแชร์บทความทั้งทางไลน์และเฟซบุ๊คและคอยส่งคำชมจากผู้ใหญ่มาให้ชื่นใจ

ขอบคุณทุกท่านอีกครั้งที่ติดตามและให้กำลังใจมาตลอดปี 2559

แล้วพบกันใหม่ปีหน้าครับ!



facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานพ่อหมีสอนบิน

20161229_koala

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หมีโคอาล่าเจอลูกนกถูกทิ้ง หมีจึงเอาลูกนกมาดูแล แล้วเป็นพ่อให้ลูกนก

เมื่อถึงเวลาลูกนกต้องฝึกบิน ลูกนกจึงถามหมี

“พ่อจ๋าหนูจะบินได้อย่างไร”

“เดี๋ยวพ่อบินให้ดู”

หมีกระโดดจากยอดไม้แล้วกระพือแขนเร็ว ๆ เพื่อให้ลอยขึ้น แต่ทุกครั้ง หมีก็จะหล่นลงพื้นด้วยความหนักของตัว

หมีทำแบบนี้ทุกวันให้ลูกนกดู แล้วบอกลูกนกให้กระพือปีกแรง ๆ ตาม

“พ่อไม่เห็นบินได้เลย” ลูกนกถาม

“เพราะพ่ออ้วนไง แต่ลูกบินได้นะ ลองทำดูสิ” หมีบอกลูกนก

“พ่อเธอไม่มีทางบินได้หรอก เพราะพ่อเธอไม่ใช่นก” ต้นไม้กระซิบบอกลูกนก

ถ้าพ่อบินไม่ได้ พ่อจะทำอย่างนั้นทุกวันทำไม ลูกนกถามต้นไม้

“วันไหนเธอมีคนที่เธอรักสุดหัวใจ เธอจะเข้าใจเอง” ต้นไม้ตอบ

ลูกนกมองหมีที่ตัวเต็มไปด้วยแผล แล้วถามว่า พ่อบินไม่ได้ พ่อจะพยายามบินทำไม

หมียิ้มแล้วลูบหัวลูกนกเบา ๆ พร้อมบอกว่า

“การพยายามทำอะไรเพื่อคนที่เรารัก มันไม่มีขีดจำกัดหรอก มันทำได้ทุกอย่าง
พ่ออยากให้หนูบินได้ เพื่อที่สักวันหนูโตขึ้น จะได้บินออกไปดูโลกกว้าง
บินออกไปเห็นอะไรใหม่ๆ บินออกไปหากิน และเจอคนดีๆ ที่พร้อมจะเคียงข้างหนู พ่อรักหนูนะ”

ลูกนกไม่ตอบอะไร ปล่อยตัวลงไป กระพือปีกให้แรง แล้วก็บินออกไปสู้ท้องฟ้าอันกว้างใหญ่

มีเพียงหมีที่มองจากต้นไม้ต้นนั้นด้วยรอยยิ้มแห่งความสุขและน้ำตาแห่งความใจหาย

เขาไม่รู้ว่าลูกนกจะบินไปไหน เขาไม่รู้ว่าลูกนกจะบินไปหาใคร แต่เขารู้ว่าลูกนกบินได้แล้วเขาก็สุขใจ

ตะวันกำลังลับลา หมีนั่งเช็ดแผลตัวเอง พร้อมกับมองเงาฝูงนกที่บินตรงขอบฟ้า แล้วหวังว่าจะมีลูกที่เขารักบินอยู่ในนั้น ก่อนหลับตาไปด้วยความเหนื่อยล้าแต่สุขใจ

ไม่ทันได้หลับสนิท ก็มีอะไรแผ่นใหญ่ๆมาห่มไว้

หมีลืมตา เห็นลูกนกกำลังบินคาบใบไม้มาห่มให้ พร้อมกับอาหารและหญ้าสมุนไพรไว้ให้ใส่แผล

ลูกนกบินลงบนไหล่หมีอย่างเบา ๆ แล้วกระซิบที่หูไปว่า

“หนูก็รักพ่อนะ”


ขอบคุณนิทานจากไลน์ (หากรู้ว่าใครเป็นคนเขียน/คนแปล ช่วยบอกด้วยนะครับ จะลงเครดิตให้ครับ)

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

สิ่งที่สอนกันไม่ได้

20161229_unteachable

“Nothing that is worth knowing can be taught”

“สิ่งที่ควรค่าแก่การรู้จริงๆ นั้นสอนกันไม่ได้หรอกนะ”

– Oscar Wilde

หากได้ลองทบทวนตัวเองดีๆ เราอาจสังเกตว่า บทเรียนสำคัญนั้นมักไม่ได้ออกมาจากปากหรือปากกาของใคร

แต่ออกมาจากใจเราเอง

เพราะต่อให้เราได้ยินหรือได้อ่านคำสอนดีๆ มากแค่ไหน เราก็ได้รับแค่ “ชุดข้อมูล” ที่สมองของเราจดจำได้ แต่เรายังไม่ได้เข้าใจ เพราะมันยัง “เข้า” ไปไม่ถึง “ใจ” เราจริงๆ

ความรู้ส่วนใหญ่จึงเป็นแค่เพียงความจำ แต่ไม่ได้นำไปสู่การปรับปรุงพฤติกรรมเพื่อให้ชีวิตของเราดีงามขึ้น

ต่อเมื่อเราได้เจอเหตุการณ์บางอย่าง ที่บังคับให้เรากลับมาตั้งคำถามกับนิสัยหรือวิถีชีวิตที่ผ่านมาอย่างจริงจังแล้วนั่นแหละ เราถึงจะเข้าถึงข้อสรุปได้ด้วยตัวเอง และนำความ “เข้าใจ” นั้นมาสร้างความเปลี่ยนแปลงทั้งความคิด คำพูด และการกระทำ จนไม่อาจกลับไปทำผิดแบบเดิมๆ อีก

“Nothing that is worth knowing can be taught”

ในฐานะพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ หรือผู้อาวุโสกว่า เราจึงต้องเผื่อใจไว้ว่า คำสอนของเราอาจไปไม่ถึง “นักเรียน” ของเราหรอก

อย่างมากที่สุดที่เราพอจะทำได้ คือการเป็นแบบอย่างที่ดีและส่งเสริมให้นักเรียนคนนั้นได้คิดและหาคำตอบของตัวเองครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทางเลือกความเจ็บปวด

20161228_painchoice

“We must all suffer from one of two pains: the pain of discipline or the pain of regret. The difference is discipline weighs ounces while regret weighs tons.”

“เราต่างก็ต้องเจอความเจ็บปวดแบบใดแบบหนึ่ง ระหว่างเจ็บปวดจากวินัยหรือเจ็บปวดจากความเสียดาย ความเจ็บปวดจากวินัยนั้นบางเบาเหมือนขนนก ความเจ็บปวดจากความเสียดายนั้นหนักอึ้งดังขุนเขา”

– Jim Rohn


เห็นประโยคนี้แล้วผมนึกถึงศัพท์ๆ หนึ่งที่ฝรั่งชอบใช้กัน

มันคือคำว่า instant gratification ซึ่งน่าจะแปลได้ประมาณว่า “ความสุขเฉพาะหน้า” หรือ “ความสุขด่วนได้”

นั่นคือเราเลือกที่จะมีความสุข ณ ตอนนี้ ทั้งๆ ที่รู้อยู่แก่ใจว่าถ้าอดใจซักหน่อย จะเกิดประโยชน์ในอนาคตมากกว่านี้

สุภาษิตไทยที่มีความหมายตรงข้ามกับ instant gratification ก็คือ “อดเปรี้ยวไว้กินหวาน” นั่นเอง

เราทุกคนล้วนตกเป็นเหยื่อเจ้าความสุขด่วนได้

เราถึงส่องเฟซจนดึกดื่น จนตอนเช้าตื่นมาอย่างสะโหลสะเหล

เราถึงไม่ตั้งใจเรียน ทั้งๆ ที่จะเอาจริงๆ ก็ทำได้

เราถึงเลือกที่จะกินขนมมีผงชูรส ทั้งๆ ที่รู้ว่ามันไม่ดีต่อร่างกาย (และหนังศีรษะ)

เราถึงเลือกนอนอืดอยู่ในห้อง ทั้งๆ ที่ตอนแรกตั้งใจว่าเช้านี้จะไปออกกำลังกาย

แล้วเราก็ค่อยมาบ่นกับตัวเองทีหลังว่า “ไม่น่าเลย”

We must all suffer from one of two pains: the pain of discipline or the pain of regret.

การยอมอ่อนข้อให้ความสุขด่วนได้ คือการทำร้ายตัวเองในอนาคต

มีวินัยเพิ่มขึ้นอีกสักนิดในวันนี้ แล้วตัวเราในวันหน้าจะนึกขอบคุณเราครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ทรัพย์สินที่หรูหราที่สุด

20161228_luxurious

คือเวลาและความเงียบ

“Time and silence are the most luxurious things today.”

– Tom Ford


ทำไมเราถึงไม่มีเวลา?

จริงๆ ทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน

สำคัญคือเราเอาเวลาไปทำอะไรบ้าง

ถ้าได้ใช้เวลาไปกับสิ่งที่อยากทำจริงๆ คนๆ นั้นน่าจะรู้สึกว่าตัวเองมีเวลา

เพราะที่เราบ่นๆ ว่า “ไม่มีเวลา” นั้น ก็เพราะเรากำลังรู้สึกผิดที่เอาเวลาไปทำอย่างอื่นจนแทบไม่เหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราเห็นว่าสำคัญและคิดจะทำมานานแล้ว

หนึ่งในวิธีแก้ ก็คือมานั่งคิดให้ดีๆ ว่าอะไรที่สำคัญกับเราจริงๆ แล้วจัดเวลาให้มัน เมื่อเอาเวลาไปใส่กับสิ่งนี้แล้ว เรื่องอื่นๆ ที่สำคัญรองลงมาก็จะหาช่องเวลาของมันได้เอง

ทำไมเราถึงไม่มีความเงียบ?

จริงๆ ความเงียบก็มีอยู่ทั่วทุกหนแห่ง

เพียงแต่เราไม่เคยหยุดเพื่อจะฟังและอยู่กับความเงียบต่างหาก

ถ้าความเงียบเป็นช่องว่าง ก็เป็นเราเองนี่แหละที่ชอบหาอะไรมาถมช่องว่างจนเต็มทุกที

อยู่กับเพื่อนก็ต้องคุยกัน ความเงียบทางกายภาพจึงไม่มี

พออยู่กับคนไม่รู้จักหรืออยู่คนเดียวก็หยิบมือถือขึ้นมาเล่น ความเงียบภายในหัวจึงไม่มีเช่นกัน

Time and silence are the most luxurious things today.

ในยุคที่เรามีความกินดีอยู่ดีกว่ายุคใด จึงเหมือนเป็นตลกร้ายที่เรากลับรู้สึกขาดแคลนสิ่งที่โลกมอบให้เรามาโดยตลอด

ทรัพย์สินอันหรูหราที่ชื่อว่าเวลาและความเงียบนี้ ยิ่งทำเท่าไหร่ยิ่งไม่มี

ต้องหยุดทำเท่านั้นจึงจะพอมีได้


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เราไม่อาจเริ่มชีวิตบทใหม่

20161226_newchapter

ถ้าเรามัวแต่อ่านบทที่แล้วซ้ำไปซ้ำมา

You can’t start the next chapter of your life if you keep re-reading the last one.

– Michael McMillan

จริงอยู่ ที่คนเราควรเรียนรู้จากอดีต

แต่อดีตเป็นเพียงสถานที่ให้เราเยี่ยมเยียน ไม่ใช่สถานที่ที่เราจะใช้ชีวิตอยู่ได้

วันแต่ละวัน เปิดโอกาสให้เราได้เขียนบทใหม่เสมอ ขึ้นอยู่กับเราว่าจะหยิบปากกาขึ้นมา หรือจะพลิกหน้ากลับไปอ่านบทก่อนๆ

การที่เราโหยหาอดีต ก็เพราะว่ามันหอมหวานกว่าปัจจุบัน

แต่เราสามารถสร้างอดีตที่หอมหวานยิ่งกว่า หากเราเริ่มอยู่กับปัจจุบันตั้งแต่วันนี้นะครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กฎ 10/10/10 สำหรับการตัดสินใจ

20161225_101010rule

เราทุกคนล้วนแต่เคยต้องเจอเรื่องที่ยากเย็นสำหรับการตัดสินใจ

และบ่อยครั้ง การตัดสินใจที่ผิดพลาดมักจะเกิดจากอารมณ์ชั่วขณะ เช่นความโกรธ ความกลัว ความโลภ

ดังนั้น ก่อนที่จะตัดสินใจเรื่องสำคัญๆ เราจึงควรให้เวลาซักหน่อย เหมือนคำพูดฝรั่งที่ว่า You should sleep on it ซึ่งหมายความว่าให้กลับไปนอนคิดซักคืนหนึ่งก่อนแล้วค่อยตัดสินใจ

แต่กับเรื่องบางเรื่อง แค่นอนอย่างเดียวไม่พอ เราควรจะมีเครื่องมือบางอย่างที่ช่วยในการตัดสินใจเรื่องยากๆ ด้วย

หนึ่งในเครื่องมือที่ค่อนข้างมีประโยชน์คือกฎ 10/10/10 ที่เขียนโดน Suzie Welch

กฎนี้เรียบง่ายมาก แค่ให้มองการตัดสินใจของเราใน 3 ระยะ

จะรู้สึกยังไง (กับการตัดสินใจของเรา) 10 นาทีต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 เดือนต่อจากนี้?

จะรู้สึกยังไง 10 ปีต่อจากนี้?

แอนนี่ หญิงสาววัย 36 กำลังคบหากับคาร์ลวัย 45 ซึ่งเคยแต่งงานและหย่ามาแล้ว

การหย่าร้างคราวนั้นทำร้ายจิตใจคาร์ลมาก คาร์ลจึงค่อนข้างระวังตัวและไม่กล้าแสดงออกทางความรู้สึกมากนัก จริงๆ แล้วทั้งสองฝ่ายยังไม่เคยบอกรักอีกฝ่ายเลยด้วยซ้ำไป

แต่แอนนี่อยากให้ความสัมพันธ์คืบหน้าเร็วกว่านี้ เพราะเธอเองก็อยากจะมีลูก และเธอก็อายุไม่ใช่น้อยๆ แล้ว เธอจึงต้องตัดสินใจว่าจะบอกรักคาร์ลดีหรือไม่ ถ้าบอกไปแล้วคาร์ลจะมีปฏิกิริยาอย่างไร ความไม่แน่นอนนี้ทำให้แอนนี่ลังเลที่จะเอ่ยปากตลอดมา

แอนนี่ก็เลยใช้กฎ 10/10/10 กับตัวเอง ว่าถ้าเธอบอกรักคาร์ลตอนนี้ อีก 10 นาทีเธอจะรู้สึกอย่างไร “ฉันน่าจะยังกระวนกระวาย แต่ก็ยังภูมิใจที่ได้พูดมันออกไปและแสดงความรู้สึกในใจฉันออกมา”

แล้วอีก 10 เดือนจะรู้สึกอย่างไร – “ก็จะไม่รู้สึกเสียใจหรือเสียดายเลย เพราะฉันก็อยากให้ความสัมพันธ์นี้ก้าวหน้าจริงๆ  ถ้าไม่ลองดูก็ไม่รู้ซักทีจริงมั้ย”

แล้วอีก 10 ปีจะรู้สึกอย่างไร – “ไม่ว่าคาร์ลจะตอบว่ายังไงก็ไม่น่าจะสำคัญมากหรอก ฉันกับคาร์ลอาจจะได้แต่งงานกัน ไม่อย่างนั้นฉันก็อาจจะแต่งงานกับคนอื่นแทนเท่านั้นเอง”

เมื่อใช้กฎ 10/10/10 แล้ว จึงทำให้การตัดสินใจของแอนนี่ง่ายขึ้น แอนนี่จึงเป็นฝ่ายบอกรักคาร์ลก่อน และแม้คาร์ลจะไม่ได้บอกรักกลับในทันที แต่เขาก็เปิดใจมากขึ้นและกล้าแสดงความรู้สึกมากกว่าเดิม

การคำนึงถึงผลลัพธ์ของการตัดสินใจในสามช่วงเวลา จะช่วยให้เราแน่ใจได้ว่า อารมณ์ชั่วขณะของเราจะไม่ใช่ตัวกำหนดทุกอย่าง เราจะมองผลของการตัดสินใจในระยะกลางและระยะยาวได้ชัดเจนขึ้น และเมื่อนั้นเราจะรู้ว่าสิ่งที่เรากำลังจะทำนั้นดีต่อเราจริงหรือไม่ครับ

ลองเอากฎนี้ไปใช้ดูนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Fast Company: The 10/10/10 Rule For Tough Decisions by Chip & Den Heath

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 3 – ยุคแห่งการล่าสัตว์เก็บพืชผล

20161225_sapiens3

อ่าน Sapiens ตอนที่ 1 และ ตอนที่ 2

ทำไมเราถึงชอบกินของหวานและอาหารที่มีไขมัน?

ทำไมการรักเดียวใจเดียวจึงเป็นเรื่องยากสำหรับบางคน?

ทำไมสัตว์ตัวใหญ่ๆ อย่างแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบหรือจิงโจ้ยักษ์สูง 2 เมตรถึงสูญพันธุ์ไปหมด?

เราะมาหาคำตอบกันในตอนนี้ครับ

Homo Sapiens อย่างพวกเราอยู่กันมาสามยุคสามสมัย

เราใช้ชีวิตแบบพนักงานโรงงานหรือพนักงานออฟฟิศมา 200 ปี หลังจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม

ก่อนหน้านั้น เราใช้ชีวิตแบบชาวไร่ชาวนาอยู่ถึง 12,000 ปี

และก่อนหน้านั้น เราใช้ชีวิตแบบ “นักล่า-เก็บพืชผล” อยู่ถึง 60,000 ปี

ช่วงเวลาหลายหมื่นปีที่เราใช้ชีวิตแบบ Hunter-Gatherers หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า foragers (ผู้ออกหาอาหาร) นั้น มีผลอย่างมากต่อการหล่อหลอมสัญชาติญาณของเราในปัจจุบัน เราจึงควรกลับไปทำความเข้าใจวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของคนกลุ่มนี้และ “รอยเท้า” ที่เขาได้ทิ้งเอาไว้

ความท้าท้ายอย่างหนึ่งของการศึกษาวิถีของชาว foragers ก็คือนอกจากเครื่องไม้เครื่องมือ และเศษกระดูกแล้ว พวกเขาไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ให้เราศึกษาเลย (เพราะสมัยนั้นยังไม่มีภาษาเขียน) นักมานุษยวิทยาจึงถกเถียงกันโดยตั้งอยู่บนสมมติฐานและการอนุมานเอาเสียส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงควรฟังหูไว้หูนะครับ


เหตุผลที่เราโปรดปรานของหวาน

เมื่อครั้งที่บรรรพบุรุษของเราเป็น forager นั้น ผู้ชายจะร้บหน้าที่ “ออกล่า” ส่วนผู้หญิงจะรับหน้าที่ “เก็บของป่า”

สมัยนั้นยังไม่มีตู้เย็น อะไรก็ตามที่ล่าหรือเก็บมาได้จึงต้องใช้หรือกินให้หมดภายในวันสองวัน ไม่มีการเก็บอาหารเป็นเสบียงเอาไว้ เมื่ออาหารละแวกนั้นหมดก็ต้องย้ายถิ่นฐานเพื่อไปเริ่มต้นใหม่

ในทุ่งสะวันนาที่เราเคยอาศัยอยู่ อาหารหวานที่มีพลังงานสูงนั้นหายากมาก และอาหารหวานชนิดเดียวที่คนสมัยนั้นจะหากินได้ก็คือผลไม้สุก ดังนั้นหากผู้หญิงคนหนึ่งเดินไปเจอต้นไม้ที่มีผลไม้สุกงอมออกอยู่เต็มต้น สิ่งที่ดีที่สุดที่เธอจะทำได้ก็คือเด็ดมันมากินให้มากที่สุด ก่อนที่ฝูงลิงบาบูนจะมาเจอและขนผลไม้กลับรังไปจนหมด

สัญชาติญาณของการกินของหวานและอาหารที่มีไขมันอย่างมูมมามนี้เอง ที่ส่งผลให้มนุษย์ในปัจจุบันหลงใหลและมักอดใจไม่ไหวเมื่อเจออาหารประเภทนี้


รวมกันเราอยู่

นักมานุษวิทยาเชื่อว่า เหล่า foragers นั้นอยู่กันเป็นชุมชนเล็กๆ ไม่มีความเป็นส่วนตัว ไม่มีทรัพย์สินส่วนบุคคล และแม้กระทั่งลูกก็ไม่ใช่ลูกของใครคนใดคนหนึ่ง!

ผู้หญิงคนหนึ่งจะหลับนอนกับผู้ชายหลายคนในเผ่า ด้วยความเชื่อที่ว่าลูกจะได้ส่วนดีจากพ่อแต่ละคนมา พ่อคนหนึ่งอาจจะเป็นนักล่าที่เก่งที่สุด อีกคนหนึ่งอาจจะเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกที่สุด ส่วนอีกคนอาจจะเป็นนักรบที่องอาจที่สุด เด็กที่ออกมาจึงเป็น “ลูกของทุกคน” ในเผ่า (ชนเผ่าบารีในเวเนซูเอล่าก็ยังใช้ระบบ “พ่อหลายคน” นี้อยู่)

นี่อาจจะเป็นเหตุผลที่โลกสมัยนี้อัตราการหย่าร้างสูงขึ้นทุกที เพราะเราอยู่กันเป็น “ครอบครัวใหญ่” มาหลายหมื่นปี เพิ่งจะมาใช้ระบบครอบครัวเล็กและความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียวมาเมื่อไม่กี่ร้อยหรือไม่กี่พันปีมานี้เอง

(อ่านถึงตรงนี้ผมหวังว่าหลายๆ คนจะไม่ใช้ข้อมูลนี้เป็นข้ออ้างในการนอกใจนะครับ เพราะอย่างที่เตือนไว้ข้างต้นว่านี่เป็นเพียงสมมติฐาน แถมนักมานุษวิทยาอีกกลุ่มหนึ่งก็ออกมาค้านแนวคิดนี้ โดยชี้ประเด็นว่า การที่สังคมในปัจจุบันซึ่งอยู่ต่างสถานที่ ต่างวัฒนธรรมล้วนมีความสัมพันธ์แบบผัวเดียวเมียเดียว ก็เป็นหลักฐานที่บ่งบอกอยู่แล้วว่ามนุษย์เรานั้นเหมาะกับสังคมแบบนี้)


ชีวิตที่น่าอิจฉา

จะว่าไป ชาว foragers นั้นมีวิถีชีวิตที่น่าอิจฉากว่าคนสมัยนี้ในบางแง่มุมด้วยซ้ำ

ยกตัวอย่างหญิงชาวจีนที่มีฐานะยากจนในสมัยนี้ ชีวิตของเธอจะมีอะไรมากไปกว่าการตื่นนอนตั้งแต่เช้าตรู่ เพื่อไปนั่งทำงานอยู่ในโรงงานนรกเป็นเวลา 10-12 ชั่วโมง ก่อนจะกลับมาบ้านเพื่อทำอาหาร ล้างจาน ซักผ้าและล้มตัวนอนด้วยความเหน็ดเหนื่อย ก่อนจะต้องตื่นมาเจอวันเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เมื่อ 30,000 ปีที่แล้ว หญิงชาวจีนจะได้ออกจากแคมป์ไปพร้อมเพื่อนสาวหลายคน เพื่อเสาะหาผลหมากรากไม้ เก็บเห็ด ขุดมัน จับกบ หรือบางครั้งก็วิ่งหนีเสือ ตอนบ่ายๆ ก็กลับมาถึงแคมป์เพื่อทำอาหารกินกัน จากนั้นเธอก็จะมีเวลาเหลือเฟือที่จะมานั่งเมาธ์มอยและเล่นกับลูก

นอกจากวิถีชีวิตที่จะชิลล์กว่าแล้ว Foragers ยังมีเรื่องน่าสนใจอีกหลายอย่าง

สมองใหญ่กว่า – ใหญ่กว่าคนเราสมัยนี้ด้วยซ้ำ เพราะพวก foragers นั้นต้องทำอะไรเอง ไม่ว่าจะเป็นการสร้างอาวุธ จุดไฟ ทำอาหาร ล่าสัตว์ คัดผลไม้ที่ไม่มีพิษ ฯลฯ ทำให้เหล่า foragers ได้ใช้สมองแทบจะทุกส่วน ในขณะที่คนสมัยใหม่อย่างเราๆ ทำอะไรเองแทบไม่เป็นเลย เน้นแต่ใช้เงินซื้ออย่างเดียว

สุขภาพแข็งแรงกว่า – ด้วยความที่ต้องออกล่าทุกวัน แต่ละวันก็ได้เหยื่อต่างกันไป คนกลุ่มนี้จึงได้กินอาหารที่หลากหลายได้รับโปรตีนและวิตามินมากกว่า ขณะที่คนรุ่นหลังๆ ที่เป็นชาวไร่ชาวนามักจะได้กินแต่ข้าวหรือแป้งชนิดใดชนิดหนึ่งทุกวัน

ไม่มีโรคระบาด – โรคระบาดนั้นมักจะเริ่มมาจากสัตว์เลี้ยงก่อน แต่คนยุคนั้นยังไม่ได้เริ่มเลี้ยงสัตว์ (ยกเว้นหมา) แถมการที่ไม่มีการสต๊อกอาหารและการย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ ก็ทำให้ไม่มีหนูหรือสัตว์พาหะอื่นๆ มาก่อกวนหรือแพร่เชื้อได้

ไม่มีการเอารัดเอาเปรียบ – เพราะไม่มีใครมีทรัพย์สินส่วนตัว จึงไม่มีการแก่งแย่งกัน ไม่มีการรบกับเผ่าอื่นเพื่อปล้นสะดมภ์ (เพราะไม่มีอะไรให้ปล้น) “ทรัพย์สิน” ที่สำคัญที่สุดที่คนๆ หนึ่งจะมีได้คือความสัมพันธ์ที่ดีกับคนในเผ่า

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่นักมานุษวิทยาได้ตั้งชื่อสังคม foragers นี้ว่าเป็น “The Original Affluent Society” – สังคมมั่งมีแบบดั้งเดิม



ยึดครองออสเตรเลียและอเมริกา

แม้รุ่นพี่อย่าง Neanderthals และ Homo erectus จะอาศัยอยู่ในทวีปยุโรปและเอเชียมาตั้งแต่ 2 ล้านปีก่อนหน้า แต่รุ่นพี่ทั้งสองยังไม่เคยไปถึงทวีปออสเตรเลียหรือทวีปอเมริกาเลย

มนุษย์เซเปี้ยนเดินทางไปถึงออสเตรเลียได้ด้วยการเดินเรือเมื่อ 45,000 ปีที่แล้ว โดยอาจจะเริ่มจาการต่อเรือและออกหาปลาอยู่ตามหมู่เกาะนับร้อยนับพันของอินโดนีเซียและก่อนจะจับพลัดจับผลูไปลงเอยที่ชายฝั่งตะวันตกของทวีปออสเตรเลีย

ส่วนทวีปอเมริกานั้น เหล่าเซเปี้ยนส์ไปถึงด้วยวิธีเดินเท้า เพราะสมัยนั้นระดับน้ำทะเลนั้นอยู่ในระดับต่ำเสียจนเกิดแผ่นดินที่เชื่อมระหว่างไซบีเรีย (รัสเซีย) และอลาสก้า (อเมริกา) เหตุผลที่ Homo สายพันธุ์อื่นๆ ไม่เคยไปถึงอเมริกาก็เพราะว่าไซบีเรียนั้นหนาวเกินไป แต่เซเปี้ยนส์นั้นฉลาดพอที่จะถักทอเครื่องนุ่งห่มและรองเท้าหนาๆ ที่จะรองรับสภาพอากาศอันทารุณได้ จึงออกล่าสัตว์ใหญ่ที่มีสารอาหารเยอะอย่างแมมมอธและกวางเรนเดียร์ไปเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็เดินทางมาถึงอลาสก้าเมื่อประมาณ 14,000 ปีที่แล้ว

การเดินไปทางไปถึงทวีปออสเตรเลียโดยเหล่า Homo Sapiens ถือเป็นการเดินทางที่มีนัยยะทางประวัติศาสตร์พอๆ กับการค้นพบทวีปอเมริกาของโคลัมบัส และการพิชิตดวงจันทร์ของยานอพอลโล 11

เหตุผลที่เหตุการณ์นี้สำคัญมาก ก็เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่เผ่าพันธุ์มนุษย์ได้ขึ้นไปอยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร

ในทวีปแอฟริกา ยุโรป หรือเอเชียนั้น เหล่า Homo ล้วนวิวัฒนาการมาพร้อมๆ กับสัตว์ชนิดอื่นๆ ร่วม 2 ล้านปี จึงรู้ทางหนีทีไล่กันดี แต่สัตว์ที่อยู่ในออสเตรเลียหรืออเมริกานั้นไม่เคยเจอเผ่าพันธุ์มนุษย์เลย มันจึงไม่มีสัญชาตญาณหรือทักษะใดๆ ที่จะต่อกร (หรือหลีกเลี่ยง) สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ หน้าตาคล้ายลิงที่เดินสองขานี้

ออสเตรเลียเคยเป็นที่อยู่ของสัตว์ยักษ์จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นจิงโจ้สูง 2 เมตร, สิงโตที่มีกระเป๋าหน้าท้อง (marsupial lion), หมีโคอาล่าไซส์จัมโบ้ นกบินไม่ได้ที่ตัวใหญ่กว่านกกระจอกเทศสองเท่า และตัววอมแบทหนัก 2 ตัน

ภายในเวลาแค่สองสามพันปีนับจากที่เหล่าเซเปี้ยนส์จอดเรือที่ชายฝั่งของทวีปออสเตรเลีย สัตว์ใหญ่ทั้งหลายเหล่านี้ก็สูญพันธุ์

สรรพสัตว์ในทวีปอเมริกาก็เจอชะตากรรมไม่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นแมมมอธ เสือเขี้ยวดาบ หนูตัวเท่าหมี สิงโตยักษ์ หรืออูฐอเมริกา (อเมริกาก็มีอูฐด้วย!) ต่างก็สูญพันธุ์ไปภายในเวลาไม่กี่พันปีหลังจากที่มนุษย์เข้ามายึดครองทวีปนี้

สัตว์ใหญ่ (ที่มีน้ำหนักเกิน 50 กิโลกรัม) มักจะโดนกระทบมากที่สุด เพราะมันไม่มีสัญชาติญาณในการระวังตัวจากมนุษย์ อีกสาเหตุหนึ่งก็คือสัตว์กลุ่มนี้มักมีลูกคราวละไม่กี่ตัวและใช้เวลาตั้งครรภ์นาน ทำให้อัตราการเกิดไม่เพียงพอจะชดเชยกับอัตราที่มันถูกฆ่าจากนักล่าสายพันธุ์ใหม่

เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว มีสัตว์ใหญ่อยู่ทั่วโลกประมาณ 200 สายพันธุ์ แต่เมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว โลกใบนี้ก็เหลือสัตว์ใหญ่เพียง 100 สายพันธุ์เท่านั้น

พวกเราเหล่า Homo Sapiens จึงเป็นภัยคุกคามทางธรรมชาติที่ใหญ่หลวงที่สุดมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ในตอนหน้า เราจะเข้าสู่ยุคแห่งการทำเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) ซึ่งเริ่มขึ้นเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว และได้ชื่อว่าเป็น “การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” – History’s Biggest Fraud กันครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เหตุผลของการพบกัน

20161221_reasonwemeet

“There will always be a reason why you meet people. Either you need to change your life, or you’re the one that’ll change theirs.”
– Madeline Sheehan


โลกนี้ไม่มีเรื่องบังเอิญ

อาจจะเป็นบุญ กรรม พรหม(ลิขิต) หรือพระเจ้า ที่นำพาให้คนสองคนได้พบกัน เพื่อเราจะได้เรียนรู้บางอย่างจากอีกฝ่าย และได้เรียนรู้บางอย่างเกี่ยวกับตัวเอง

เพราะบางทีเราก็อยู่กับตัวเองและคนที่คุ้นเคยมานานจนมองข้ามข้อดีข้อด้อยอะไรบางอย่างไป จึงจำเป็นต้องให้คนที่แตกต่างจากเรามากๆ มาชี้ให้เห็นข้อดีข้อด้อยเหล่านั้น

เมื่อคำนึงถึงหนทางอันยาวไกลในชีวิตและในสังสารวัฏแล้ว การพบกันจึงเป็นโอกาสพิเศษที่มีระยะเวลาเพียงสั้นๆ ให้เราได้เรียนรู้และเติบโต

ขอให้เราได้ใช้ความสัมพันธ์ช่วงสั้นๆ นี้ให้คุ้มค่านะครับ



facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานฟาร์มขายสุนัข

20161221_dogfarm

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ทอมมี่ เด็กชายวัย 6 ขวบเดินเข้าไปในฟาร์มเพาะสุนัขแล้วถามคุณลุงคนขายว่า

“คุณลุงครับ สุนัขที่นี่ตัวละเท่าไหร่ครับ”

“มีหลายราคานะ ตั้งแต่พันห้าถึงแปดพันบาทเลย”

เด็กชายหน้าเจื่อน

“ผมมีตังค์แค่ 200 เองครับ แต่ยังไงผมขอดูหมาหน่อยได้มั้ยครับ”

“ได้สิเจ้าหนูน้อย” ว่าแล้วคุณลุงก็เดินไปเปิดกรง และลูกหมาก็วิ่งกรูกันออกมานับสิบตัว แต่มีตัวหนึ่งที่วิ่งช้ากว่าใครเพื่อนเพราะขาหลังมันกะเผลก

ทอมมี่ชี้ที่หมาที่อยู่รั้งท้าย “ผมอยากได้ตัวนั้นครับลุง”

“อย่าซื้อเลยเจ้าหนู ถ้าอยากได้ตัวนี้ลุงจะยกให้หนูฟรีๆ”

“ไม่ได้นะครับคุณลุง หมาตัวนี้ก็ควรจะมีคุณค่าเท่ากับตัวอื่น เอาอย่างนี้ได้มั้ยครับ ผมจ่ายให้คุณลุงก่อนสองร้อยบาทวันนี้ และผมจะผ่อนอีก 100 บาททุกเดือนจนกว่าจะจ่ายครบ”

“เจ้าหมาตัวนี้กระดูกสะโพกมันมีปัญหาตั้งแต่เกิด พอมันโตไปมันก็จะวิ่งไม่ได้ กระโดดไม่ได้ และเล่นปาลูกบอลกับหนูไม่ได้นะ”

ทอมมี่เดินไปหาเจ้าหมาน้อยตัวนั้น ย่อตัวลง เอามือลูบหัวหมา ก่อนจะถลกขากางเกงข้างขวาขึ้นมาจนโชว์ให้เห็นว่าขาของเด็กน้อยทำจากแท่งเหล็กอลูมิเนียม

ทอมมี่เอ่ยว่า “ผมเองก็วิ่งไม่ค่อยได้เหมือนกันครับ ผมเชื่อว่าหมาตัวนี้น่าจะอยากได้เจ้าของที่เข้าใจหัวอกมันนะครับ”


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com