ปัญญาภิญโญ ณ Wongnai WeShare

20190830_pinyo

ทุกๆ สองศุกร์ ทาง Wongnai จะเชิญคนเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาร่วมพูดคุยเพื่อเปิดมุมมองให้กับพนักงาน

วันศุกร์ที่ 23 สิงหาคมที่ผ่านมา ทางบริษัทได้รับเกียรติจากคุณภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เจ้าของสำนักพิมพ์ openbooks และผู้เขียนหนังสือ Future ปัญญาอนาคต, Past ปัญญาอดีต, One Millon ปัญญาหนึ่งถึงร้อยหมื่น จวบจนเล่มล่าสุดคือ Present ปัญญาจักรวาล

เป็นอีกหนึ่ง WeShare ที่ผมชอบมากที่สุด แฟนผมที่ได้ฟังบอกว่าเหมือนดื่ม espresso ร้อนๆ เพิ่ม extra shot

จะเข้มข้นแค่ไหน เชิญเสพได้ ณ บัดนี้ครับ

 

พี่ภิญโญเคยเป็นสื่อมาก่อน Wongnai  ก็เป็นสื่อเช่นกัน จึงอยากถามว่าสื่อในปัจจุบันหลงลืมหลักการอะไรไป หรือควรกลับมาเน้นย้ำเรื่องอะไรเพื่อทำหน้าที่สื่ออย่างที่ควรจะเป็น

คำถามนี้มันเป็นคำถามที่ตอบยาก คือตอนเราทำสื่อ เราก็คิดว่าเรามีบทบาท คิดว่าเรามีอิทธิพล โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ลงเดี๋ยวนี้ผลตอบรับกลับมาเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าเรื่องอะไรก็สุดแท้แต่ โดยเฉพาะสื่อที่มันมีสีสันหน่อย หรือว่ามันกระทบหรือมันวิพากษ์สังคมแรงๆ แล้วมัน viral หรือว่ามันแชร์กันไปเยอะๆ หัวใจเราก็จะพองโต เราก็คิดว่าเราเป็นคนสำคัญ คิดว่าเรามีบทบาท เราเปลี่ยนแปลงบางอย่างในสังคมได้ แล้วเราคิดว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นมันจะจีรัง หรือคิดว่ามันจะนิรันดร์ มันจะอยู่กับเราไปเรื่อยๆ เราก็จะมีความหลงตัวเองเล็กน้อยในความเป็นสื่อว่าเราเริ่มมีอำนาจเล็กๆ มีความสำคัญในการเปลี่ยนแปลงสังคมไม่ว่าด้านใดด้านหนึ่ง ตั้งแต่เศรษฐกิจ การเมืองสังคม จนกระทั่งไปถึงร้านอาหาร ซึ่งเราจะคิดว่าเรายิ่งใหญ่มาก

แล้วสื่อมวลชนส่วนใหญ่ก็จะเริ่มหลงตัวเองว่าเรามีความสำคัญมาก โดยลืมไปว่าเราเป็นแค่สื่อของมวลชน 

ผมทำนิตยสารมาก่อน ยุคนี้ไม่มีใครรู้จักนิตยสารแล้ว ตอนรุ่นผม การทำนิตยสารเป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากสำหรับผู้ประกอบการรายเล็กๆ สมัยก่อนมันยากมากที่ผู้ประกอบการเล็กๆ จะไปประกอบการธุรกิจอย่างอื่นได้ หนังสือพิมพ์แทบจะไม่มีทางเลย ธุรกิจขนาดใหญ่ที่เป็นสื่อมวลชนมันเกิดขึ้นเป็นร้อยปีมาแล้ว แล้วมันก็ต่อเนื่องมายาวนาน เขาครองตำแหน่งของเขาเรียบร้อย ยากมากที่คนตัวเล็กๆ จะกระโดดเข้าไปแทรกในธุรกิจเหล่านี้ได้ สมัยผมนี่ทำแค่นิตยสารได้ก็หืดขึ้นคอแล้ว มีไม่กี่รายหรอกที่เริ่มต้นมาทำนิตยสารแล้วอยู่รอดในธุรกิจสื่อจนถึงทุกวันนี้ได้

ครั้งหนึ่งผมทำหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ ซักประมาณปี 2535-2536 มันเพิ่งเกิดเหตุการณ์ทางการเมือง พฤษภาคม 2535 มีอยู่วันหนึ่ง เหมือนอย่าง Wongnai WeShare วันนี้ครับ แต่มันเป็นห้องประชุม คนอาจจะไม่เยอะเท่านี้ มีคนนั่งอยู่สักประมาณ 10 ถึง 15 คน แล้วหนังสือพิมพ์ผู้จัดการก็เป็นเจ้าภาพเชิญนักธุรกิจ 1 คนมาพูด ไม่ได้มียิงขึ้นจออย่างนี้ครับ เป็นไวท์บอร์ดธรรมดา คนที่เป็นโฮสต์ชื่อสนธิ ลิ้มทองกุล นักธุรกิจที่มาพูดวันนั้นชื่อ ทักษิณ ชินวัตร

นึกออกไหมครับ คนนึงคือ สนธิ ลิ้มทองกุล กำลังเอาผู้จัดการเข้าตลาดหลักทรัพย์ กำลังมีสตางค์ กำลังเป็นเศรษฐีใหม่ คุณสนธิก็น่ารักมาก ก็เหมือน Wongnai นี่แหละ อยากให้นักธุรกิจรุ่นใหม่ๆ ที่มีประสบการณ์มาแชร์ข้อมูลให้ฟัง ว่าธุรกิจในอนาคตมันจะเดินอย่างไร ที่เขาเชิญมาคือเพื่อนรุ่นเดียวกัน ซึ่งเป็นเศรษฐีใหม่ เศรษฐีใหม่คบกันเองนะครับ ส่วนยาจกรุ่นใหม่ก็จะคบกันเองเหมือนกัน

เศรษฐีสื่อก็เชิญเศรษฐีโทรคมนาคม ตอนนั้นคุณทักษิณเพิ่งเริ่มทำธุรกิจคมนาคม ยังไม่ได้รวยขนาดนั้น ยังไม่ได้เข้าไปเล่นการเมือง ยังไม่เป็นทักษิณเช่นทุกวันนี้ คุณทักษิณก็ใส่เสื้อคลุมผูกเนคไทมา แล้วก็ถอดสูทออก ระหว่างนั้นคุณสนธิก็แนะนำ คุณทักษิณก็เริ่มเดินเข้ามาที่ไวท์บอร์ดแล้วแกก็วาดแผนผังของโทรคมนาคมในยุคนั้นว่ากำลังจะขับเคลื่อนไปอย่างไร เราก็ฟังเข้าใจบ้างไม่เข้าใจบ้าง นี่คือเหตุการณ์เมื่อสัก 20 ปีที่แล้ว ซึ่งโทรคมนาคม สื่อสารมวลชน หรือว่าอุตสาหกรรมทั้งหมดมันยังไม่ได้เปลี่ยนรุนแรงขนาดนี้ 

วันนั้นเป็นเพื่อนรักกัน ประวัติศาสตร์ต่อจากนั้นผมไม่เล่าต่อ ท่านเข้าใจกันดีว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นไหมครับ ประวัติศาสตร์ในเวลาสิบกว่าปีมันพลิกไปอีกหนึ่งครั้ง คนหนึ่งอยู่บ้านจันทร์ส่องหล้า คนนึงอยู่บ้านพระอาทิตย์ เมื่อพระอาทิตย์ขึ้นย่อมไม่มีพระจันทร์ เมื่อมีพระจันทร์ขึ้นย่อมไม่มีพระอาทิตย์ 

วันนั้นสื่อมวลชนมีอิทธิพลมาก หนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ เขาเชิญนักการเมืองไปหาครับ มื้อเย็นก็นั่งกินกันบนโต๊ะ การเมืองก็เล่าสู่กันฟัง เรื่องสำคัญๆ เขาก็จะรู้ก่อน เมื่อรู้ก่อนก็ตีพิมพ์ก่อน นิตยสารก็จะมีคนเข้าหาเยอะ โฆษณาหน้านึงนี่ 50,000 ถึง 60,000 บาท สมัยยุคเฟื่องฟูนิตยสารเดือนหนึ่งออก 2 ฉบับหนาขนาดนี้เลยนะ (ทำมือโชว์ความหนาประมาณเกือบ 1 นิ้ว) สร้างความร่ำรวยจากการทำนิตยสารได้ แล้วเราก็คิดว่านิตยสารหรือว่าสื่อทั้งหลายจะเป็นนิรันดร์หรือว่ายั่งยืน

แต่ในเวลาสั้นๆ หลังจากที่ Steve Jobs คิด iPhone ได้ วันนั้นโลกถูก disrupt อย่างรวดเร็ว นิตยสารแทบจะหายไปจากแผงทั้งหมด เมื่อนิตยสารหายไป เมื่อสื่อมันหายไป ไอ้ที่มั่นใจในตัวเอง ความหลงตัวเองว่าเราคือผู้มีอิทธิพล ว่าเราคือผู้มีอำนาจ อิทธิฤทธิ์ อิทธิเดชเยอะ ที่จะไปสั่งคนนั้นคนนี้ให้เปลี่ยนแปลงสังคมหรือว่าเปลี่ยนแปลงความคิดคนอื่นๆได้ เมื่อธุรกิจหลักที่จ่ายเงินให้เรามันหายไป แม้แต่ตัวเราก็เอาชีวิตแทบจะไม่รอดในทางเศรษฐกิจ

ฉะนั้นอย่าประมาท อย่าคิดว่าสิ่งที่เราทำมันถูกต้องแล้วพรุ่งนี้มันจะถูก 

กลับมาตอบคำถาม อะไรที่สื่อมวลชนยุคนี้หลงลืมกันไป ผมตอบอย่างกระชับก็คือ การทำออนไลน์มันทำให้เราคิดสั้น มันไม่ได้ทำให้เราคิดยาว มันทำให้เราคิดเร็ว ไม่ได้ทำให้เราคิดช้า มันทำให้เราคิดตื้น มันไม่ได้ทำให้เราคิดลึก มันทำให้เราคิดภาพเล็ก ไม่ได้ทำให้เราคิดภาพใหญ่

เพราะฉะนั้นธรรมชาติมันก็ทำให้เราอยู่เพียงจุดเดียว แต่เรามองไม่เห็นผลกระทบที่ผ่านไปในระยะเวลายาว เราทำวันนี้เราไม่รู้อีก 20 ปีข้างหน้ามันจะยังอยู่ไหม เราทำเรื่องตื้นๆ แต่เราไม่เห็นส่วนที่ลึกของมัน เราทำภาพเล็ก เราไม่ได้ทำภาพใหญ่ เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนหรือว่าคนที่ทำสื่อ คนที่ทำออนไลน์ คนที่เป็น storyteller จำเป็นต้องจับหัวใจอันนี้ให้ได้ ทำยังไงสิ่งที่เราทำมันถึงจะอยู่ได้ยาวขึ้นกว่าปกติในเวลาแค่เสี้ยววินาทีการโพสต์ Facebook การลง Instagram หรือว่าการทวีต 

เราสนุกนะเวลาโต้ตอบกันอย่างรวดเร็ว แต่มันจะหายไปเร็วมาก คำถามคือแล้วตัวเราจะอยู่ที่ไหนในกระแสประวัติศาสตร์ ในเมื่อสิ่งที่เราทำมันหายไป แล้วมันไม่สามารถเก็บบันทึกไว้ได้เลย วิชาชีพเราจะอยู่ที่ไหน ตัวตนเราซึ่งเราหวงนักหวงหนา เราสร้างศักดิ์ศรีแห่งความเป็นมนุษย์ขึ้นมาจาก 1 โพสต์ของเราที่โด่งดังขึ้นมา 1 รูปเราที่โด่งดังขึ้นมา 1 ทวีตที่มีคนทวีตต่อเนื่องไป 1 ข้อโต้แย้งในสังคมที่เราสนุกมากกับการเป็นดราม่าในวันนี้แต่ในเวลา 1 อาทิตย์ทุกเรื่องจะหายไปหมด คุณอยู่ที่ไหนในความสูญหายอย่างรวดเร็วของสื่อสารมวลชนยุคปัจจุบัน ความหมายของการมีชีวิตอยู่ของการทำสื่อคืออะไร

ผมยกตัวอย่างโบราณมากเพื่อเล่าให้ฟังว่าวันนี้ทุกคนหาย ทุกคนมีอิทธิฤทธิ์ขนาดไหน มีอิทธิเดชขนาดไหน มีธุรกิจใหญ่ขนาดไหนมันถูก disrupt หายไปอย่างรวดเร็ว และถ้าใหญ่ขนาดนั้นวันนี้ยังหาย แล้วปัจเจกชนเล็กๆ อย่างพวกเราจะมีที่ยืนในกระแสคลื่นรุนแรงระดับสึนามิได้อย่างไร อันนี้คือสิ่งที่ทุกคนคิดอยู่ในใจว่าจะอยู่อย่างไร งานที่เราสร้างจะมีความหมายกับสังคมอย่างไร งานที่เราสร้างจะมีความหมายต่ออาชีพตัวเราเองอย่างไร

ในวันที่เราไม่อยู่ในองค์กรหรือว่าองค์กรจะไม่อยู่ อายุของเราต้องยืนกว่าอายุขององค์กร เพราะธุรกิจมันเจ๊งได้แต่ชีวิตมนุษย์หนึ่งคนที่เกิดขึ้นมามันเจ๊งไม่ได้ คุณลาออกได้ บริษัทคุณเจ๊งไปแล้วคุณย้ายบริษัทได้ แต่คุณลาออกจากความเป็นตัวเองไม่ได้ คุณลาออกจากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคุณไม่ได้ 

เพราะฉะนั้นสื่อมวลชนต้องคิดถึงตัวเองและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนอื่นและตัวเอง เมื่อคิด คิดให้ลึก เมื่อมอง มองให้ไกล เมื่อไป ไปให้กว้าง เราอ่านเกมให้ออก อ่านสังคมให้ออก แล้วหาวิธีที่จะยืนระยะให้นานที่สุด ไม่ใช่ระยะในระดับเสี้ยววินาทีแบบที่มันเป็นอยู่ ถ้าหาจุดนี้ได้ สื่อมวลชนหรือคนรุ่นใหม่จะเริ่มปรับสมดุลว่าจะอยู่กับความเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงและรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร 

 

อยากให้พี่ภิญโญยกตัวอย่างสื่อที่ดี ที่เป็นสื่อที่มองลึก มองกว้าง มองไกลในยุคนี้

ถ้าพวกคุณยังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่บ้าง หนังสือพิมพ์ที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของโลก แล้วยังทำกำไร แล้วก็มีคุณภาพที่ดีมาก ผมอ่านเป็นประจำทุกสุดสัปดาห์คือ Financial Times ฉบับ Weekend ปกติจะมี 2-3 เซ็คชั่น เซ็คชั่นแรกก็คือข่าวการเมืองทั่วไปและก็เป็นเรื่องความคิดเห็น  เซ็คชั่นที่ 2 เป็นเรื่องศิลปะ รีวิวร้านอาหาร รีวิวไวน์ มี Lunch with FT ซึ่งเป็นคอลัมน์ที่ดีมาก

ใน Lunch with FT ทุกสัปดาห์เขาจะให้นักข่าวหรือบรรณาธิการเชิญใครก็ได้ในโลกนี้มารับประทานอาหารกับ Financial Times ให้แขกเลือกร้านอาหารเอง โดยกติกาคือนักข่าว Financial Times จะเป็นคนจ่าย คุณเลือกร้านอาหารที่คุณอยากกิน เลือกเมนูที่คุณอยากกิน เลือกสถานที่ที่คุณอยากกิน ผมจะนั่งกินข้าวกับคุณแล้วผมก็จะลงบทสัมภาษณ์นี้ใน Financial Times

ทีนี้เวลาคนมากินข้าวกัน มันไม่ได้มีแค่ว่าผมถามมาคุณตอบไป คุณถามมาผมตอบไป เขาจะเล่าให้ฟังว่า วันนี้ผมแต่งตัวยังไง ใส่เสื้อสีอะไร รองเท้าแบบไหน เดินเข้ามาปรากฏกายในรูปลักษณ์ยังไง อาหารที่สั่งเขาจะเอาเมนูลงให้ดูว่าคุณสั่งอะไร starter คุณคืออะไร main course คุณคืออะไร ของหวานคุณกินไหม ถ้าคุณกินคุณกินอะไร กินกาแฟต่อไหม สั่งไวน์ด้วยก็ได้ ไวน์คุณสั่งอะไร แล้วนักข่าว Financial Times สั่งอะไร แล้วเอาบิลมาลงให้ดูว่ามื้อนี้ Financial Times จ่ายเงินให้แหล่งข่าวที่กินข้าวด้วยกันไปเท่าไหร่

มันจะมีตั้งแต่คนที่ไปกินร้านอาหารหรูมาก รวมเงินมาแล้วหลายร้อยปอนด์ จนกระทั่งโปรเฟสเซอร์ที่สมถะมาก ชวนไปกินกาแฟแก้วเดียวในโรงอาหาร รวมเงินมาประมาณ 10 ปอนด์ 400 บาทแค่นั้นเอง มันจะเห็นความหลากหลายของการเลือกอาหาร ของการเลือกสถานที่ แล้วเขาจะบอกว่าทำไมเลือกร้านนี้ มันผูกพันกันอย่างไร แล้วมันเต็มไปด้วยบทสนทนา ซึ่งเขาไม่ได้ลงถาม-ตอบแต่เขาจะสรุปความสั้นๆ เพราะฉะนั้น แนะนำตัวละครเสร็จ แล้วถามเรื่องสำคัญๆ แล้วพอสรุปความเสร็จมันจะเห็นแก่นของประเด็น

เขาสัมภาษณ์แองเจล่า แมร์เคิลตั้งแต่ตอนกำลังจะขึ้นรับตำแหน่งผู้นำของเยอรมันตั้งแต่ตอนเป็นสาวๆ เมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว สัมภาษณ์ Dolce & Gabbana สัมภาษณ์นักเขียนที่ได้รางวัลโนเบล นักการเมืองตั้งแต่รุ่น FW de Klerk ซึ่งทำข้อตกลงระหว่างคนขาวคนดำสมัยเนลสัน แมนเดลา เรารู้จักเนลสัน แมนเดลา แต่ถ้าคนขาวอย่าง de Klerk ไม่ตกลงด้วย สันติภาพในแอฟริกาใต้ก็ไม่เกิด

มันได้ประสบการณ์เหล่านี้ ซึ่งหนังสือพิมพ์ Financial Times ผมซื้อตั้งแต่ราคา 150 บาท อ่านแค่คอลัมน์เดียวก็คุ้มแล้ว นี่คือตัวอย่างของสื่อที่ดี เป็นสื่อเก่าแล้วยังอยู่ได้ แต่เดิมเป็นของอังกฤษ แล้วช่วงตกต่ำก็ขายให้นิคเคอิของญี่ปุ่น นิคเคอิก็ไปรันต่อได้ มีกำไร

คุณใช้ 150 บาท เท่ากับกาแฟสตาร์บัคส์ 1 แก้ว คุณได้อ่านหนังสือดี ซึ่งบางคอลัมน์อร่อยกว่ากาแฟ นี่ผมยกตัวอย่างแค่คอลัมน์เดียวนะ ยังไม่พูดถึงคอลัมน์อื่นๆ มันมีความเห็นที่ลุ่มลึกของคนดังระดับเวิลด์คลาส การที่ได้อ่านบทความเหล่านี้หรือบทสนทนาเหล่านี้ทุกอาทิตย์เหมือนเราไปนั่งกินข้าวกับเขาทุกสัปดาห์ ปีหนึ่งเราได้กินข้าวกับคน 52 คนที่ไม่ซ้ำกันโดยมี FT  เป็นคนจ่ายให้ 

ฉะนั้นสื่อที่มีคุณภาพลุ่มลึก มองไกลไปข้างหน้ามันมีมั้ย – มี รอดมั้ย – รอด ลึกมั้ย – ลึก ไกลมั้ย –  ไกล มีผลกระทบในวงกว้างมั้ย – มี ขายได้ราคามั้ย – ขายได้

เพราะฉะนั้น สื่อที่ดีมันมีอยู่มาก เพียงแต่ว่ามันจะผ่านการพิสูจน์ด้วยกาลเวลา เมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมาของจริงเท่านั้นที่จะอยู่ได้ ของที่คิดการใหม่และไปต่อเท่านั้นถึงจะอยู่ได้ ของที่ average ทั้งหมดจะล้มหายตายจากไปในช่วงที่วิกฤต ฉะนั้นในฐานะคนทำงาน ถ้าพวกเราเป็นแค่ average ในยุคต่อไป เสี่ยงมากที่เราจะจบชีวิตลงอย่างง่ายๆ แต่ถ้าเราอยู่เหนือค่าเฉลี่ยขึ้นมาอย่างโดดเด่นก็เป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราจะรอดได้ในยุค disruption 

 

พี่พูดถึงเรื่อง disruption พี่คิดว่าอะไรจะมา disrupt Wongnai ได้บ้าง?

ผมรู้เรื่องธุรกิจสมัยใหม่น้อย รู้เรื่อง Wongnai น้อย เมื่อกี้ได้คุยกับผู้บริหาร Wongnai ว่าทำอะไรบ้าง พอฟังแล้วก็ชื่นใจเป็นอย่างยิ่งว่า ไอ้หยา ทุกธุรกิจ disrupt  Wongnai ได้หมดเลย คุณแข่งกับยักษ์ใหญ่ระดับโลกในทุกแพลตฟอร์มที่พร้อมที่จะเข้ามา disrupt Wongnai ได้ตลอดเวลา ซึ่ง Wongnai รู้คำตอบนี้ดีกว่าผม แล้วเมื่อคุณต่อสู้กับรายใหญ่ซึ่งพร้อมจะทำธุรกิจขาดทุนได้เป็น 10 ปี มีเงินมากมายมหาศาลดังกับเสกฝนหล่นมาจากฟ้าใช้ได้อย่างไม่หยุด เวลาสู้ สู้อย่างกับสายน้ำบ่าที่ไหลหลากกวาดธุรกิจเล็กๆ ให้หายราพณาสูร

นี่คือจุดที่น่ากลัวที่สุดของการทำธุรกิจ การประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วแล้วรักษาไว้เป็นเรื่องยาก ยิ่งท่ามกลางศัตรูรอบด้านเป็นอะไรที่นอนไม่หลับ ตราบใดที่ยังสถาปนาความสำเร็จยังไม่ได้คุณก็นอนไม่หลับ หรือถ้าคุณสถาปนาความสำเร็จได้ คู่แข่งจะมาเยี่ยมเยือนคุณอย่างรวดเร็ว เพราะว่าคุณทำสำเร็จไงครับ ถ้าคุณทำแล้วล้มเหลว จะไม่มีคู่แข่งไหนมาเยี่ยมเยียนคุณเลย เขาจะปล่อยให้คุณตายอย่างสันติ แต่ตราบใดที่ธุรกิจคุณเริ่มประกาศตัวเองออกไปว่าคุณประสบความสำเร็จ 1 2 3 4 5 คู่แข่งก็จะมาตามหลัง 5 4 3 2 1 

เพราะฉะนั้น คำถามว่าอะไรคือสิ่งที่ disrupt ได้ ผมว่าผู้บริหาร Wongnai รู้อยู่แก่ใจ ผู้ถือหุ้นรู้อยู่แก่ใจ เราถูก disrupt ได้จาก  5 4 3 2 1 ในทุกๆ มิติ คำถามคือเราจะอยู่อย่างไรในยุคนี้ต่างหาก เราอาจจะใหญ่ในประเทศของเรา เราอาจจะใหญ่ในธุรกิจของเรา แต่เมื่อเราลงไปในน่านน้ำสากล ประเทศเราเหลือเล็กนิดเดียว ธุรกิจเราก็เหลือเล็กนิดเดียว วันนี้การแข่งขันมันไม่ได้สิ้นสุดที่พรมแดนไทยพม่า ไม่ได้สิ้นสุดที่พรมแดนไทยเขมร พรมแดนไทยมาเลเซีย หรือว่าพรมแดนไทยลาว พรมแดนไม่เหลือ ในเมื่อพรมแดนมันไม่เหลือ คู่แข่งมันเป็นใครก็ได้ อาจจะเป็น startup สักหนึ่งบริษัทในอิสราเอลซึ่งอยู่ใกล้กาซาก็ได้ เมื่อไหร่เลิกรบกันก็อาจจะเริ่มธุรกิจใหม่แล้ว disrupt ธุรกิจเราเลยก็ได้ อาจจะเป็นบริษัทอยู่ที่เสินเจิ้น อาจจะเป็นบริษัทที่อยู่ในซิลิคอนวัลเลย์ก็ได้

คำถามคือแล้วเราจะนอนตาหลับได้อย่างไรในวันที่เรายังไม่สามารถสถาปนาความสำเร็จได้อย่างยั่งยืนในธุรกิจของเรา

การ disruption มันเกิดเพราะว่าเราคาดไม่ถึงต่างหาก ถ้าคาดถึงมันก็ไม่ disrupt เพราะคาดไม่ถึงมันจึง disrupt เมื่อคาดไม่ถึงแล้วเราจะคาดถึงได้อย่างไร

เช่นเดียวกับชีวิตของพวกเรา สิ่งที่เราคาดถึงเราไม่กลัวหรอกครับ เราก็คิดว่าเราทำงานในบริษัทที่มั่นคง เราซื้อบ้าน ผ่อนรถ รถสวยหน่อย บ้านดีหน่อย ซื้อคอนโดดีหน่อย เราคิดว่าการงานเรามั่นคง วันหนึ่งเราตกงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดไม่ถึง เพราะเราคือผู้ที่มีความสามารถ โลกต้องการเราเป็นอย่างยิ่ง โลกขาดเราไม่ได้ แต่วันหนึ่งโลกขาดเราได้ ยังไม่พูดถึงความเจ็บไข้ได้ป่วย การสูญเสียคนรัก

เราคิดว่าชีวิตมันเสถียร ชีวิตเป็นนิจจัง แต่โดยแท้ชีวิตและธุรกิจเป็นอนิจจัง ที่ผมพูดเสมอว่าในอัตราเร่งความเร็วแสง ฉะนั้นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ นักธุรกิจรุ่นใหม่ต้องเตรียมตัวก็คือเตรียมพร้อมที่จะทำใจว่าเราถูก disrupt ได้ตลอดเวลา เราจะวางใจอย่างไรที่จะให้ใจเราสงบได้กับการศึกสงครามรอบด้าน ซึ่งในยุคนี้เหมือนเราทำสงครามระดับวินาที ที่คนที่มีชื่อเสียงถูกทำลายได้ในระดับวินาที เราถูกน็อคได้ตลอดเวลา เราถูก disrupt ได้ตลอดเวลา มีชื่อเสียงวันนี้พรุ่งนี้อาจจะเสียชื่อเสียง เสียชื่อเสียงวันนี้มะรืนอาจจะกลับมามีชื่อเสียงใหม่ เราจะประคองสภาวะจิตใจ สภาวะอารมณ์และจิตวิญญาณของเราผ่านความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนที่มันรุนแรงขนาดนี้ได้อย่างไร นี่คือคำถาม แต่เราไม่รู้หรอกว่าอะไรจะ disrupt เราระวังป้องกันได้เต็มที่ แต่มันจะมาในจุดที่เราไม่ได้ระวัง 

 

ซึ่งแปลว่าการคิดมากจนนอนไม่หลับก็ไม่มีประโยชน์ เพราะมันคิดไม่ถึงอยู่แล้ว

ฉะนั้นต้องนอนให้หลับ เพราะว่ายังไงคุณต้องมีเรื่องที่ต้องกังวลอยู่แล้ว ถ้าลองอ่าน Present ปัญญาจักรวาล ที่ผมสนทนากับท่านประธาน ธนินท์ เจียรวนนท์ ผมถามว่าหัวใจสำคัญของการจะมีความสุขในชีวิตของการทำธุรกิจซึ่งมีขนาดใหญ่มาก ถูก disrupt ได้ทุก sector ได้ตลอดเวลา หนักกว่า Wongnai เยอะ หัวใจสำคัญของความสุขในการมีชีวิตคืออะไร

ท่านประธานตอบว่าคุณต้องนอนให้หลับให้ได้ทุกคืน เมื่อไหร่นอนไม่หลับสุขภาพพังก่อน เมื่อสุขภาพพังคุณจะเอาปัญญาที่ไหนไปทำการค้า ไปทำธุรกิจ ฉะนั้นหัวใจสำคัญนอนให้หลับให้ได้ แต่สิ่งที่ยากคือทำยังไง 

 

คุณธนินท์เคยบอกว่าพี่ภิญโญมีวิชาตัวเบา อยากจะให้ช่วยถ่ายทอดวิชาตัวเบาให้กับเด็กๆ แบบลัดสั้น

คือโลกนี้มันหนักอยู่แล้ว แล้วการดำเนินชีวิตอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยภาระและความทะเยอทะยานมันก็ทำให้เราต้องแบกโลก สั้นที่สุดของวิชาตัวเบาคือทำยังไงให้เราไม่แบกโลกและเดินอยู่บนโลกได้อย่างเบาตัวและเบาใจ

นั่นหมายความว่าคุณต้องจัดการความทะเยอทะยานของตนได้ดีพอสมควร คุณต้องจัดการความปรารถนาพื้นฐานของตนได้ดีพอสมควร คุณต้องรู้ว่าความสุขของคุณอยู่ที่ไหน ถ้าคุณรู้ว่าความสุขของคุณอยู่ที่ไหน คุณควรจะใช้ชีวิตตรงไปสู่ความสุขนั้น ไม่ใช่ไปใช้ชีวิตเปรียบเทียบกับผู้อื่น

เมื่อเห็นว่าเขามีรถที่สวยกว่าคุณ ราคาแพงกว่าคุณ ถ้าคุณไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น คุณก็จะซื้อรถที่สวยกว่าเขาแพงกว่าเขา ถ้าเขามีรถ 4 ล้อคุณจะซื้อรถ 6 ล้อ เขาเอารุ่นนี้คุณจะเอารุ่นนั้น ถ้าเขาบิน first class คุณอาจจะต้องซื้อ private jet ถ้าเขามี private jet คุณต้องเรือยอร์ช 2 ลำ และถ้าเขามีเรือยอร์ช 2 ลำคุณก็ต้องมีเรือรบ 1 ลำ ถ้าเขามีเรือรบอยู่คุณอาจจะต้องไปซื้อเรือดำน้ำ ถ้าเขามีนาฬิกาปลุกคุณก็ต้องมีนาฬิกาข้อมือ แล้วถ้าคุณยังมีไม่พอคุณก็ต้องไปขอยืมเพื่อน 

Ambition ที่ไปไม่สุดของคุณมันจะทำร้ายคุณไปเรื่อยๆ จนไม่รู้ว่าคุณจะหยุดที่ตรงไหน หัวใจสำคัญของชีวิตคือเรื่องเวลา ไม่ใช่เรื่องนาฬิกา ถ้าคุณเข้าใจว่าการมีนาฬิกามากทำให้คุณมีความสุข นาฬิกาจะเล่นงานคุณ ถ้าคุณไม่มีนาฬิกาแม้แต่หนึ่งเรือน แต่คุณมีเวลาคุณจะนอนหลับ ไม่มีใครตามว่าคุณไปยืมนาฬิกาใครมา

วิชาตัวเบาก็คือวิชาที่จะไม่แบกความคาดหวังที่มีต่อตัวเอง และไม่แบกความคาดหวังของโลกที่มีต่อตัวเรา วิชาที่จะจัดการความทะเยอทะยานของเราให้อยู่ในพื้นที่สมดุลกับสิ่งที่มนุษย์ควรมีและพึงจะเป็น

การรวยที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะมีความสุขที่สุด

การมีอำนาจมากที่สุดไม่ได้หมายความว่าคนจะรักมากที่สุด

การฉลาดมากที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะเป็นมนุษย์ที่ดีที่สุด

การมีคนรู้จักมากที่สุดไม่ได้หมายความว่าจะมีเพื่อนรู้ใจมากที่สุด

การใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมไม่ได้หมายความว่าจะนำมาซึ่งสุขภาพร่างกายที่ดี

การกินอาหารร้านหรูไม่ได้หมายความว่ากลับบ้านแล้วจะไม่ท้องเสีย

ฉะนั้นต้องแยกให้ออกระหว่างปัจจัยภายนอกกับความสำคัญที่อยู่ภายในจิตใจ ถ้าแยกออกก็จะเบา ถ้าแยกไม่ออกก็จะแบกหนัก

การมีธุรกิจขนาดใหญ่ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสง่างามและมีความสุขกว่าการทำธุรกิจขนาดเล็กที่พอดีตัว ไม่มีใครสามารถกินซูชิครั้งละ 100 คำ ไม่ว่าคุณจะรวยแค่ไหน ซูชิที่อร่อยประมาณ 9 คำ ก็อร่อยมากแล้ว เศรษฐีที่รวยที่สุดไม่สามารถกินซูชิได้ครั้งละ 100 คำแน่นอน คุณจะกินครั้งละกี่คำให้อร่อยนั่นคือหัวใจต่างหาก ไม่มีเชฟคนไหนปั้นซูชิให้คุณกิน 100 คำแน่นอน – นอกจากเชฟสายพาน  

 

ซึ่งมันก็ยากมากที่จะบอกว่าให้จัดการความทะเยอทะยานเมื่อคุณอยู่ใน startup ที่ต้องการเติบโต 50% หรือ 100% ทุกปี มีเป้าหมาย OKR ที่ต้องบรรลุ จะจัดการความขัดแย้งในใจยังไงว่างานก็ต้องทำให้ดี แต่ว่าไม่ต้องไปแบกรับความกดดันนี้

เวลาเราพูดเรื่องขยายตัวทางธุรกิจ เราจำเป็นต้องเติบโต 50% หรือว่า 100% ในแต่ละปี เราต้องทำรายได้ขึ้นขนาดนี้เพื่อให้บริษัทเราเติบโต เราพูดเรื่องตัวเลขทั้งหมด เราถูกสอนเรื่องตัวเลขและวัดการเติบโตด้วยตัวเลขทั้งหมด แล้วไม่มีใครสามารถปฏิเสธการดำรงอยู่ของตัวเลขในโลกนี้ได้ เราเรียนคณิตศาสตร์เพื่อคิดเรื่องการเติบโตทางจำนวนเท่านั้น

มันน้อยมากที่บริษัทจะถามว่า เฮ้ย…ความสุขเราอยู่ที่ไหน เราจะสามารถพัฒนาไปเป็นบริษัทที่มันมีกำไร ดำเนินธุรกิจอยู่ได้ แล้วทุกคนมีความสุขสูงสุดด้วยได้ไหม ความสุขมันไม่ได้วัดเป็นตัวเลข แต่เมื่อเราไม่ได้ถูกเทรนให้คิดเชิงคุณภาพ เราจึงคิดในเชิงปริมาณอยู่ตลอดเวลา เพราะมันเป็นปัจจัยเดียวที่จับต้องได้

สมมุติถ้าเราทำธุรกิจหนึ่งธุรกิจ เราสามารถเติบโตได้ 100% ทันทีโดยที่คุณทุกคนไม่ต้องกลับบ้าน ไม่ต้องนอน ไม่ต้องเดินทาง ทำงานวันละ 24 ชั่วโมง ผมจ่ายเงินเดือนให้ 3 เท่าเลยก็ได้ แต่ห้ามนอนนะ ห้ามออกไปกินข้าว ห้ามไปดูหนัง ห้ามฟังเพลง เอาเวลา 8 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง 8 ชั่วโมง บวกเข้าด้วยกันเป็น 24 ชั่วโมง ผลผลิตคุณจะเพิ่ม 3 เท่าในทางคณิตศาสตร์ แต่คำถามคือมันจริงเหรอวะ คุณไม่นอนได้เหรอ คุณไม่ไปสันทนาการกับเพื่อนได้เหรอ คุณได้เงินมาแล้วคุณไม่เดินทางหาประสบการณ์ชีวิตเลยเหรอ คุณจะทำให้เติบโต 3 เท่า 300% ก็ได้แต่จะมีใครเอาไหม ถ้าคุณมีชีวิตคู่ คุณจะอยู่กับงาน 100% ก็ได้ คุณไม่ใช้เวลาอยู่กับคู่ชีวิตคุณเลยก็ได้ คำถามคือมีใครเอาคุณไหม แล้วเมื่อคุณมีลูกคุณจะใช้เวลาอยู่กับบริษัททั้งหมดเลยก็ได้อาทิตย์ละ 7 วัน ทำงานให้เต็มที่ปีหนึ่ง 365 วัน ถามจริงๆ ลูกคุณจะโตขึ้นมาอย่างไร แล้วคุณมีลูกไปทำไม

คำถามที่ต้องย้อนกลับมาถามในทางปรัชญาธุรกิจ คุณโตแค่ไหน คุณโตไปอย่างไร คุณโตไปเพื่อใคร และคุณโตไปทำไม ไม่งั้นคณิตศาสตร์จะหลอกคุณ แล้วถ้าคุณถูกหลอกคุณจะใหญ่ แต่คุณอาจจะไม่ได้เป็นที่รัก คุณอาจจะไม่ได้มีความสุข พนักงานอาจจะไม่ได้มีความสุขและอยู่ในจุดที่สมดุลที่สุดในชีวิต

ผมไม่ได้ห้ามคุณเติบโต มันต้องเติบโตทางธุรกิจ แต่คุณโตแค่ไหนที่จะเหมาะสมกับความสุขในชีวิตของผู้ที่ทำงานอยู่ในองค์กร ถ้าคุณโตมากไป รีดนาทาเร้นทุกอย่างจากการทำงาน คุณโตอย่างไม่มีความสุขคุณก็นอนไม่หลับ คุณนอนไม่หลับสุขภาพคุณก็เสื่อมทรุด ปีสุดท้ายของชีวิตเมื่อคุณเรียนรู้มากขึ้น มีสตางค์มากขึ้นแล้ว เงินจะมีความหมายน้อยลง เมื่อคุณแก่ขึ้นเรื่อยๆ เงินจะมีความหมายน้อยกว่าเวลาและสุขภาพพี่ดี

ถ้าบริษัทมุ่งหาเงินอย่างเดียว บริษัทจะใหญ่มาก มีเงินกองไว้เต็มไปหมด แต่บริษัทอาจจะไม่ได้ตอบโจทย์ที่สำคัญของมนุษย์ บริษัทที่ดีคือการรวมตัวกันของความฝันและคุณภาพชีวิตที่ดีของมนุษย์ ถ้าบริษัทสามารถตอบสนองความฝันที่ดีของพนักงานและผู้ถือหุ้นที่มารวมตัวกันได้ นั่นก็เป็นบริษัทที่ดี

แต่ถ้าบริษัทตอบแต่ผู้ถือหุ้นที่ต้องการเติบโตทางตัวเลขทางเศรษฐกิจได้อย่างเดียว นั่นก็เป็นบริษัททางคณิตศาสตร์ ซึ่งโลกมีมากเกินไปแล้ว นี่คือปัญหาใหญ่ของโลก คือบริษัทที่มีเงินกองอยู่ล้นโลกเต็มไปหมดแต่ไม่รู้จะเอาเงินไปทำอะไร แล้วคุณภาพชีวิตของผู้ที่อยู่ในสายการผลิตทั้งหมดไม่ได้ดีเท่าที่ควรจะเป็น แม้ว่าการเจียดเงินจำนวนหนึ่งไปทำให้คุณภาพชีวิตที่เขาอยู่ในสายงานทั้งหมดมันดีขึ้นได้แต่บริษัทก็ไม่ทำ ซึ่งมันกำลังจะนำไปสู่ความขัดแย้งระดับโลก ปรากฏการณ์นี้เห็นได้ชัดในฮ่องกง เห็นได้ชัดในหลายๆ ประเทศที่ทุนนิยมพัฒนาไปถึงขีดสุด ซึ่งมันเริ่มมาจากปรัชญาความคิดแบบบริษัท แต่เรามองข้ามเพราะเรามีความสุขในการทำมาหาเงินให้ได้มากที่สุด แล้วเรื่องอื่นค่อยจัดการกันทีหลัง

มันก็เหมือนชีวิตเรามองข้ามเรื่องความสัมพันธ์ มิตรภาพ ครอบครัว สุขภาพ เวลา เราค่อยมาจัดการทีหลัง ในที่สุดมันจะค่อยๆ สูญเสียสาระสำคัญของชีวิตไปทีละเรื่อง จนพลาดไปถึงจุดที่เกินเลยก็ไม่อาจเรียกคืนมาได้ ดังมี Steve Jobs เป็นตัวอย่างที่ดี  

 

ที่บ้านผมบ้านผมทำร้านหนังสือ โตมาก็เห็นตลาดมันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ร้านหนังสือก็ตายไปเรื่อยๆ คิดว่าต่อไปจะเป็นยังไง แล้วจะทำยังไงให้มันอยู่รอดครับ

ภิญโญ: ร้านหนังสืออยู่ที่ไหน รูปแบบเป็นยังไงครับ

พนักงาน: ร้านหนังสือผมอยู่ในระยองครับ ในตัวเมือง เจ้าใหญ่ๆ มันจะมีอยู่ประมาณ 3-4 เจ้า ซึ่งเดี๋ยวนี้ร้านมันก็ลดลงไปเรื่อยๆ

ภิญโญ:  น้ำที่ต้นน้ำไม่มีปลายน้ำย่อมไม่มี ปลายน้ำไม่มีต้นน้ำก็ย่อมเหือดแห้งไปด้วย มันเชื่อมกันอยู่ทั้งระบบ แล้วกำลังเกิดขึ้นกับธุรกิจหนังสือ ซึ่งมันถูก disrupt มาเป็นสิบปี คนจำนวนไม่น้อยเลือกที่จะเดินออกจากธุรกิจ เพราะการที่จะ reinvent ตัวเองมันเป็นเรื่องยากมาก ถามว่ามีทางไหม-มี แต่ในที่สุดอาจจะต้องการคนรุ่นหลังเข้าไปผลักดัน เพราะคนรุ่นพ่อแม่เขาทำสำเร็จไว้แล้ว ภารกิจทางประวัติศาสตร์เขาจบลงแล้ว การที่จะให้คนอายุ 60-70 มา reinvent ลื้อมาพูดกับอั๊วเหรอ อั๊วควรจะไปสวดมนต์ได้แล้ว การ reinvent กับการสวดมนต์มันทำคู่กันลำบากนะครับ

กลับมาตอบคำถามว่าแล้วมันควรจะทำยังไง ที่ถามว่าอยู่ที่ไหนเพราะผมอยากรู้ว่าที่ตั้งมันคืออะไร ระยองมีความเป็นไปได้ไหมที่จะ reinvent ธุรกิจร้านหนังสือ มีความเป็นไปได้ เพราะอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เต็มไปหมด คนคุณภาพที่มีการศึกษาเต็มไปหมด เราอยู่ระยองเราย่อมรู้ดีว่าตลาดมันใหญ่มาก รถในเมืองระยองโคตรติด แสดงว่ามันมีคนที่มีกำลังซื้อ มีคนที่มีการศึกษาสูงไปรวมอยู่ที่ระยองเยอะมาก แล้วถามว่าคนเหล่านี้ไม่อ่านหนังสือ ไม่ต้องการบริโภคสินค้าทางปัญญาเหรอ เป็นไปไม่ได้

ธุรกิจหนังสืออาจจะถูก disrupt ก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่ามันจะล้มหายตายจาก แล้วมันไม่ได้แปลว่าทุก sector มันไม่โต หรือว่าทุกสำนักพิมพ์ไม่โตนะครับ สำนักพิมพ์ที่โตมันโตจริงๆ โตอย่างน่าตกใจ ส่วนที่มันไม่โตมันก็ไม่โตจริงๆ ไม่โตอย่างน่าตกใจเหมือนกัน

ทีนี้ในประเทศหลักๆ ของโลก เอาใกล้ที่สุดคืออย่างญี่ปุ่นมันมีความพยายามที่จะ reinvent ธุรกิจร้านหนังสือขึ้นมา แล้วหลายที่มันทำสำเร็จ ร้านหนังสือมันไม่ใช่ร้านที่ส่งหนังสือพิมพ์ ไม่ใช่ร้านขายเครื่องเขียน หรือร้านขายนิตยสารแบบเดิม ฟังก์ชันแบบนั้นในโลกสมัยใหม่มันหมดไปแล้ว เพราะคนไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่อ่านนิตยสาร ไม่ใช้ฟังก์ชั่นเดิมในการทำหน้าที่เพื่อสร้างปัญญา ร้านหนังสือจะอยู่ได้ยังไงเมื่อคนไม่ต้องการบริการแบบนั้น

แต่ร้านหนังสือมันมีสถานที่อยู่แล้ว มันไม่ต้องลงทุนอสังหาริมทรัพย์ มันมีกำลังคน มันมีความพร้อมอยู่แล้ว เขาจะเปลี่ยนตัวเองอย่างไรต่างหาก เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ากลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นมา

ถ้าไปโตเกียว ร้าน Tsutaya ตรง T-Site ย่านไดคังยามะ นั่นคือตัวอย่างที่ดี ร้านไม่ได้อยู่กลางเมือง คุณต้องนั่งรถออกไป เปิดถึงตี 2 ต้องนั่งรถแท็กซี่กลับเข้ามาเพราะรถไฟมันหมดรอบแล้ว คุณเดินไปในนั้นมีแผงแม็กกาซีนยาว 3 ตึกทะลุกัน คุณได้อ่านแมกกาซีนที่มาจากทั่วโลก แค่ไปเปิดดูก็มีความสุขแล้ว คุข้างบนชั้น 2 มีร้านอาหารเปิดเพลงแจ๊ส คุณไปกินกาแฟก็ได้ คุณไปกินราเมงก็ได้ นั่งคุยกับเพื่อนเสร็จแล้วคุณก็ออกมาเลือกนิตยสารแผงยาวสัก 50 เมตร คุณไปซื้อเครื่องเขียน ไปซื้อปากกา ใช้เวลาได้ถึงตีสองโดยคุณไม่ต้องกินเหล้า คนญี่ปุ่นขี้เหงาก็ไปอยู่ที่นั่น

ตามเมืองเล็กๆ มีความพยายามที่จะเอาร้านหนังสือไปบวกกับห้องสมุด นักเรียนเลิกเรียนจะไปไหน หัวใจวัยรุ่นวุ่นวาย เรียนจบแล้วห้าโมงเย็น หัวใจยังไม่หายวุ่นวาย จะเอาหัวใจวัยรุ่นไปไว้ที่ไหน จะเอาหัวใจของคนทำงานซึ่งเหนื่อยล้ามามากๆ ไปไว้ที่ไหน

เราไม่อยากเดินห้างทุกวันหรอก เราไม่อยากซื้อของตลอดเวลาหรอก จะเอาหัวใจที่วุ่นวายของคนในแต่ละจังหวัดไปไว้ที่ไหน ถ้าร้านหนังสือตอบโจทย์เหล่านี้ได้ ร้านหนังสือจะเกิดขึ้นมาใหม่

ถ้าผมอยู่ระยองผมเลิกงานมาเหนื่อยผมก็ยังไม่อยากเข้าบ้าน ผมไม่อยากขี่มอเตอร์ไซค์เลียบชายหาด มันต้องมีที่สักที่ให้ผมไป ซึ่งในนั้นอาจจะประกอบด้วยร้านหนังสือ ประกอบด้วยร้านกาแฟ ประกอบด้วยร้านอาหารเล็กๆ ประกอบด้วยอะไรบางอย่างที่มันตอบสนองไลฟ์สไตล์ที่มันเปลี่ยนไปหมดแล้ว ไม่ใช่คนระยองรุ่นเก่า ถ้าทำแบบเดิมรุ่นนั้นตายหมดแล้ว สังคมมันตายแล้ว แต่สังคมระยองมันเกิดใหม่หมดแล้วนี่ ร้านหนังสือมันไม่ได้ตอบโจทย์คนเหล่านี้ต่างหาก คนเหล่านี้ไม่มีทางเลือกก็เอาหัวใจไปวางไว้ที่อื่น แต่ถ้าเราสามารถสร้าง community store ขึ้นมาได้มันถึงจะเกิดได้

ถามว่าทำได้ไหม – ทำได้ ทำง่ายไหม – ทำโคตรยาก มีคนทำสำเร็จไหม – มี ใช้เวลาเยอะไหม – เยอะมากๆ แต่จำเป็นไหมที่ทุกเมืองในเมืองไทยต้องมีการ reinvent ของร้านหนังสือแบบนี้ – จำเป็นมาก ไม่งั้นคุณจะเอาหัวใจวัยรุ่นและหัวใจคนหนุ่มสาวไปวางไว้ที่ไหนหลังเลิกงาน คุณจะให้เขาสร้างปัญญาอย่างไร

 

เมื่อกี้บอกว่ามีสำนักพิมพ์ที่โต ในเมืองไทยมีไหม แล้วเขาโตได้ยังไง

ลองไปเดินดูที่หน้าแผง หนังสือที่ขายได้อยู่ที่หน้าแผงทั้งหมด ที่วางอยู่ทางเข้าร้าน จะเห็นว่ามีหนังสืออยู่กลุ่มหนึ่ง ไม่เกิน 5-6 สำนักพิมพ์ที่ได้รับการวางอยู่ในตำแหน่งที่ดีมาก เดินเข้าไปต้องเจอ

การที่มันมีหนังสือหมวดหนึ่งที่มันอยู่หน้าร้านและวางได้ตลอด คนก็ถามว่าทำไมวางไว้ตลอด สำนักพิมพ์เอาเงินไปให้เขาเหรอ ไม่ใช่ เราไม่ได้เอาเงินไปให้เขา แต่เขาขายได้ต่างหาก เขาคือธุรกิจเหมือนกัน หนังสือที่ได้รับการวางหน้าร้านคือหมวดนั้นกำลังโตแล้วเป็นตัวที่ประคองหน้าร้าน

แต่คำถามคือเราต้องการมากกว่านั้นอีกเยอะเพื่อที่จะทำให้ปัญญามันโต ธุรกิจหนังสือมันจะไปต่อได้ต่อเมื่อมันมีความหลากหลายที่มากพอ ซึ่งถ้าเรากลับไปที่สหรัฐอเมริกา ไปที่อังกฤษ ไปที่ประเทศที่พัฒนาแล้ว จะเห็นว่าร้านหนังสือกำลังกลับมาอีกครั้ง ในปีที่ผ่านมาตลาดหนังสือเล่มกระดาษโตแล้ว กลับมาฟื้นแล้ว อังกฤษซึ่งเป็นหนึ่งในธุรกิจที่เก่าแก่ของโลกที่ทำธุรกิจร้านหนังสือมารู้แล้วว่าจะอยู่กับโลกหนังสือหลังยุค disruption ยังไง เขาเจอแล้ว เขากลับมาทำการตลาดอย่างเข้มข้นแล้ว ใครจะเชื่อว่าหนังสือเล่มที่โดน Amazon disrupt ไปแล้วจะกลับมาอีกครั้ง

พอถึงจุดหนึ่ง คนรุ่นผมหรือว่าคนรุ่นหลังเนี่ย คุณอ่านมือถือตลอดเวลาไม่ได้หรอก คุณอยู่กับมันทั้งวัน ดูข่าวบันเทิงคุณก็ sick จะแย่อยู่แล้ว คุณดูซีรี่ส์ในมือถืออีก ดูข่าวบันเทิงในมือถือ ดูทุกอย่างในมือถือ พอถึงจุดหนึ่งคุณอยากจะวางมันลงแล้วคุณอยากจะอ่านอะไรบางอย่างจากในหนังสือ

คุณไม่มีทางอ่านหนังสือเด็กผ่านมือถือให้ลูกคุณฟังก่อนนอนแน่นอน และเมื่อคุณไม่กระทำกับลูก ทำไมคุณทำกับตัวเอง 

แล้วถ้าคุณไม่อยากให้ลูกอ่านมือถือเป็นหนังสือเด็ก แน่นอนหนังสือเด็กที่เป็นกระดาษไม่มีทางตาย คุณไม่มีทางยอมอ่านหนังสือหนา 600 หน้าผ่านมือถือตลอดเวลาแน่นอน กระดาษมีคุณค่าบางอย่าง มันได้ผ่านการพิสูจน์ทางการเวลาว่ามันไปต่อได้ แล้ววันนี้ธุรกิจสำนักพิมพ์ในต่างประเทศปรับตัวหมดแล้ว เห็นแล้วว่าจะไปยังไง ธุรกิจในเมืองไทยมาถึงช่วงที่ว่าแล้วกูจะไปยังไงต่อ ถ้าคิดออกก็กลับมาโตได้ แต่ถ้าคิดไม่ออกก็ต้องล้มหายตายจากไป มันก็เหมือน Financial Times ที่ผมยกตัวอย่างว่าหนังสือพิมพ์เจ๊งหมดแต่ที่ยืนอยู่ได้ก็ยืนอยู่ได้ ยุคนี้ของจริงเท่านั้นที่อยู่ได้ ของปลอมจะตายหมด มันโหดขนาดนี้

ใครคือ 5 คนหรือว่า 5 สิ่งที่อยู่ใกล้ตัวคุณภิญโญมากที่สุด อาจจะเป็นคนที่เราคุยด้วยบ่อย คนที่เราให้คำปรึกษา คนที่มาขอคำปรึกษาเรา หนังสือที่อ่านหรือว่าแหล่งข่าวอะไรก็ได้

คือเอาทั้งสิ่งมีชีวิตและสิ่งไม่มีชีวิตใช่ไหมครับ นี่ภรรยาผมนั่งอยู่ข้างๆ ตอบเป็นอันดับ 1 เมื่อวานส่งลูกไปเรียนต่างประเทศเป็นอันดับ 2 

ลูกผมอายุ 17 เรียนมัธยมปลายที่จีน การคุยกับคนอายุ 17 มันทำให้รู้ว่าจักรวาลของเด็กอายุ 17 ปีคืออะไร แล้วถ้าคุณไม่คุยกับลูก คุณไม่ฟังเขาเลย คุณจะอยู่ในจักรวาลของ Marvel ซึ่งไม่ใช่ Marvel ปัจจุบัน คุณไม่มีทางเข้าใจความรู้สึกนึกคิดของเด็ก ว่าเด็กสมัยใหม่กลัวอะไร หวังอะไร คิดถึงอนาคตแบบไหน เสพอะไร กินอะไร รักอะไร เกลียดอะไร ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร คุณไม่มีทางเข้าใจระบบการศึกษา คุณไม่มีทางเข้าใจตลาดในอนาคต

ฉะนั้นผมอาจจะไม่ได้ตอบเป็นตัวบุคคลนะครับ เราจำเป็นต้องคบหาสมาคมกับผู้คนที่หลากหลายทั้งในแง่ของการคบกับผู้อาวุโสกว่าเรา บางเรื่องมีประสบการณ์เท่านั้นถึงจะเล่าได้ ความแก่นั้นเป็นพร คุณอยากแก่วันนี้คุณก็แก่ไม่ได้ คุณจะอายุ 20-30 อยากจะเข้าใจคน 50 คุณเข้าใจไม่ได้จนกว่าคุณจะ 50 แต่คุณคุยกับคน 50 ได้ คุณอายุ 50 คุณคุยกับ 70 80 90 ได้ ผมอายุ 49 กำลังจะ 50 ก็คุยกับคน 20-30 กระทั่ง 17 ได้ กระทั่งคุยกับ 5 ขวบก็ได้

ฉะนั้นกรุณาคบหาสมาคมหรือหาโอกาสสนทนากับผู้คนในช่วงต่างวัยต่างอายุเพื่อเรียนรู้จากเขา การเรียนรู้จากเขาไม่ได้หมายความว่าเรียนรู้จากผู้สูงอายุกว่าเท่านั้น กรุณาอ่อนน้อมถ่อมตนแล้วเรียนรู้จากเด็กให้มากขึ้น ถ้าคุณฟังเขาแล้วคุณจะไม่หลงยุค คุณจะเข้าใจอารมณ์ของยุคสมัย คุณจะเข้าใจคนรุ่นใหม่ที่ไม่ใช่คุณ อันนี้แนวตั้ง

แนวนอน – อย่าอยู่กันเองให้มากไป อย่าคบหาสมาคมแต่เพียงเฉพาะคนที่อยู่ในแวดวงของเราเท่านั้น กรุณาคบหาสมาคมและหาโอกาสไปสนทนากับคนในแวดวงอื่นๆ ให้มากคุณจะได้เห็นว่ามันมีโลกทัศน์อื่นๆ ที่คนอื่นเขามองอยู่ มันไม่ใช่โลกทัศน์แบบที่เรามองแบบเพื่อนเรามอง และคนทำงานกับเรามองเท่านั้น จักรวาลไม่ได้แคบแค่นั้น โลกไม่ได้แคบเท่าที่เราเห็น กรุงเทพฯไม่ได้มีแค่ถนนสุขุมวิท จักรวาลไม่ได้อยู่บนเส้นรถไฟฟ้าเท่านั้น

อย่าอยู่แต่ในประเทศของเราแล้วคิดว่าเราเป็นมหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่ ทางทิศเหนือของเรามีมหาอาณาจักรจากจีนที่มีประวัติศาสตร์ 5000 ปี ทางฝั่งตะวันตกเรามีอินเดียซึ่งมีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 5,000 เปอร์เซียยาวไปถึงอียิปต์ อย่าอยู่เฉพาะในประเทศของเรา เพราะว่าการเดินทางราคาถูกลง เวลาว่างคุณมากขึ้น โรงแรมราคาถูก จองผ่าน Wongnai ก็ได้

หนึ่งคือแนวตั้ง คบหาผู้คนให้หลากหลายช่วงอายุ สองคือแนวนอน – คบหาสมาคมฟังคนอื่นให้หลากหลายอาชีพ สามคือแนวกลม – เดินทางให้มากขึ้น ไปเห็นโลกให้มากขึ้น จะรู้ว่าโลกมันกว้างใหญ่กว่าที่ตาเห็น ไปเรียนรู้อารยธรรมคนอื่น ไปเรียนรู้วัฒนธรรมคนอื่นที่แตกต่างจากเรา จะได้ไม่อยู่ในโลกที่แคบ 

ถ้าเราเดินทางเยอะๆ ห้องน้ำที่ดีที่สุดในโลกอยู่ที่ญี่ปุ่น น้ำมันพุ่งมาได้เองในองศาที่ถูกต้อง เพียงคุณขยับก้นในท่าที่เขากำหนดไว้ คุณก็ได้รับความสะอาดสูงสุด แต่ถ้าคุณเดินทางเยอะๆ มันจะไปถึงจุดที่น้ำก็ไม่มี จนคุณต้องเข้าป่า แค่วัฒนธรรมเรื่องการใช้ห้องน้ำเราก็ไม่สามารถบอกได้แล้วว่าห้องน้ำที่ญี่ปุ่นเป็นห้องน้ำที่ถูกต้องที่สุด บางวัฒนธรรมเขาไม่ได้ใช้ห้องน้ำแบบนั้น ส้วมก็ยังเป็นส้วมหลุม แล้วคุณจะไปว่าเขาผิดได้ยังไง ก็เขาประหยัดน้ำ 

คุณเดินทางไปวัฒนธรรมอิสลาม ห้องน้ำเป็นอีกแบบหนึ่ง เขามีความจำเป็นต้องละหมาด เขาต้องล้างเท้าก่อนที่จะไปละหมาด เข้ามาต้องมีที่ล้างเท้าเต็มไปหมด ผู้หญิงเข้าด้านหนึ่ง ผู้ชายเข้าด้านหนึ่ง คุณไปเรียกร้องความเท่าเทียมไม่ได้ นั่นคือความเท่าเทียมสำหรับเขา

ฉะนั้นวิธีที่เข้าใจให้ได้มากที่สุด คุณต้องขึ้นและลง ซ้ายและขวา กลมให้มาก และที่สุดก็ย้อนมาดูใจตัวเองว่าข้างในคุณไปไกลแค่ไหน เดินทางไปไกลแค่ไหนก็ไม่สำคัญเท่ากับว่า ในที่สุดคุณได้ย้อนกลับมาดูว่าหัวใจคุณพัฒนาแค่ไหนในแต่ละปีที่ผ่านไป

คุยกับคนรอบข้างเราคุยได้หมด แต่ถ้าในที่สุดเราไม่ย้อนมาคุยกับตัวเองมีประโยชน์อะไร มีความรู้มากมายเต็มไปหมดแต่ไม่เกิดปัญญามีประโยชน์อะไร ฉะนั้นมันคือองค์รวมทั้งหมด มันอาจจะไม่ได้เป็น 5 คน 5 สิ่ง แต่มันคือปัจจัยทั้งหมดที่เราจะสามารถเรียนรู้เรื่องพวกนี้ได้ เมื่อเราเติบโตขึ้นเรื่อยๆ มันจะเป็นประโยชน์กับชีวิต เป็นประโยชน์กับคุณภาพชีวิต และมันจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงความคิดเราไปเรื่อยๆ มันคือคุณภาพของมนุษย์ มันคือการเติบโตขึ้นเพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่ดี คือการมีวุฒิภาวะ คือความเข้าใจผู้อื่น และท้ายที่สุดคือย้อนกลับมาเพื่อเข้าใจตัวเอง ไม่มีประโยชน์ที่เข้าใจโลกแต่ไม่เข้าใจตัวเอง แต่ถ้าไม่เข้าใจตัวเองย่อมไม่เข้าใจโลก ท้ายที่สุดแล้วมันไม่ได้แบ่งแยก มันคือ 5 ทิศเหนือ ใต้ ออก ตก แล้วมันย้อนเข้ามาข้างใน 

เวลาอ่านหนังสืออย่างปัญญาอนาคต อ่านบทสัมภาษณ์คุณภิญโญ หรือดูวีดีโอที่คุณภิญโญให้สัมภาษณ์ สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนมากๆ ก็คือคุณภิญโญดูจะโปรคนรุ่นใหม่  (pro – เข้าข้าง) คำถามก็คือทำไมต้องโปรคนรุ่นใหม่ด้วยครับ แล้วคนรุ่นเก่าอยู่ที่ไหนในสมการของอนาคต

ที่ต้องโปรคนรุ่นใหม่มากเพราะคนรุ่นเก่าโปรตัวเองกันเยอะไปแล้ว หลงใหลในความรุ่งเรืองในอดีตของตัวเองมากจนเกินไป คนรุ่นเก่ามีอำนาจอยู่ในมือเพราะว่าอยู่ที่นี่มานาน เมื่ออยู่มานานก็มีอำนาจเยอะ แล้วก็ไม่อยากสูญเสียอำนาจนั้นไป

อำนาจในการตัดสินใจบงการชีวิตลูกหลาน อำนาจในการตัดสินใจบงการชีวิตอนาคตธุรกิจ อำนาจในการตัดสินใจบงการอนาคตการเมือง อำนาจในการกำหนดนโยบายอนาคตของประเทศ

ซึ่งถ้าท่านผู้มีเกียรติเหล่านั้น รวมทั้งรุ่นผมหรือตัวผมด้วยทำได้ดี เราคงอยู่ในประเทศที่พัฒนาก้าวหน้ามีความสุขสะดวกสบายอิ่มหนำสำราญใกล้ๆ ยุคพระศรีอาริย์เข้าไปเต็มที จากเพชรบุรีตัดใหม่บ้านผมมาถึงทองหล่อคงไม่ต้องใช้เวลาเป็นชั่วโมงอย่างนี้ เมื่อกี้ต้องลงจากรถเพื่อนั่งมอเตอร์ไซค์มา ระยะทางมันแค่ 2 กิโล นี่คือผลงานของคนรุ่นเก่าที่ทำเอาไว้หรือไม่ได้ทำเอาไว้

ฉะนั้นคนรุ่นผมถือเป็นคนรุ่นเก่า มีประโยชน์อะไรที่จะมาชมเชยตัวเอง ถ้าเราทำดีไว้ในอดีตที่ผ่านมา เราคงไม่ต้องส่งมอบสังคมที่ทำให้ลูกหลานต้องลำบากแบบนี้ ถ้าเราใช้เวลา 20 ปีที่ผ่านมาตั้งแต่ผมเริ่มทำงานหรือ 30 ปีที่ผ่านมาสำหรับคนรุ่นที่กำลังจะเกษียณ ทำงานอย่างเต็มที่มีประสิทธิภาพและทำในวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง เราจะส่งมอบสังคมที่น่าอยู่ ความขัดแย้งต่ำ แล้วทุกคนมองเห็นอนาคตร่วมกันได้ให้กับลูกหลาน ซึ่งก็คือทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ แล้วลูกหลานจะไม่มีคำถามย้อนกลับมาที่เรา

ผมว่าคนรุ่นผมต้องทำความผิดพลาดอะไรบางอย่าง หรือไม่ได้ทำบางอย่างให้ดี มันจึงไม่ได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องตามที่ควรจะเป็น นั่นคือเหตุผลที่เราต้องละวางอดีต ละวางคนรุ่นเก่าไว้ เพราะว่ามีอำนาจ แต่ไม่สามารถสร้างสรรค์สังคมที่มีคุณภาพเพียงพอที่จะให้คนรุ่นใหม่อยู่อาศัยและเดินทางต่อไปสู่อนาคตได้ 

คำถามคือ แล้วถ้าผมอยู่ตรงกลาง ผมควรที่จะไปยึดอดีต แล้วโปรคนมีอำนาจล้นฟ้าอยู่แล้ว มีทรัพยากรล้นฟ้าอยู่แล้ว หรือผมควรจะหันหน้ากลับมาสนทนากับคนรุ่นใหม่แล้วบอกว่านี่คือปัญหาที่คนรุ่นผมสร้างมา หรือว่าไม่ได้สร้างมาแต่เราล้มเหลว เราทำไม่สำเร็จ ท่านผู้มีเกียรติทั้งหลาย ผมขอฝากอนาคตไว้กับคนรุ่นใหม่ แล้วทำสิ่งที่มันดีขึ้นให้กับประเทศนี้ ไม่งั้นผมจะอยู่ในสังคมแบบนี้ต่อไปได้อย่างไร

คนรุ่นผมเหลือเวลาไม่มากในการมีชีวิตอยู่ ความหวังก็คือหวังว่าคนรุ่นใหม่จะสร้างสรรค์ สังคมที่ดีขึ้น กำลังเราเหลือน้อย ปัญญาเราเหลือน้อย เราจำเป็นต้องฝากชีวิตเราไว้อยู่ในมือคนรุ่นใหม่ทุกท่าน

เราต้องให้ปัญญา ให้กำลัง ให้ทรัพยากร และให้กำลังใจคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมสร้างสังคมที่ดี เราจำเป็นต้องอยู่อาศัยในสังคมนี้ ถ้าคนรุ่นใหม่ทำไม่สำเร็จ เราจะไม่เหลือใครที่มีกำลังพอที่จะแบกรับอนาคตของประเทศชาตินี้ไว้ได้เลย…..ซึ่งนี่จะเป็นเรื่องที่น่าขมขื่นมาก…..พูดแล้วน้ำตาจะไหลนึกออกไหมครับ …..ไหลมาเอง ไม่ได้ตั้งใจ….. ขอภัย…..

…..

…..

…..

นี่คืออารมณ์ของสังคมตอนนี้ ผมว่ามันเป็นอารมณ์ที่อัดอั้นอยู่ในหัวใจคนไทย ที่ผมพูดอย่างนี้น้ำตามันไหลออกมาเอง ไม่ได้ตั้งใจจะดราม่า แต่คำถามมันโดนใจ

ถ้าเราไม่ฝากความหวังกับคนรุ่นใหม่ ใครจะสร้างอนาคตให้ประเทศไทย ผมดีใจมากที่มีโอกาสได้มาพูดกับทุกท่านในวันนี้ ขอบพระคุณที่ให้เกียรติ อยากมาพูดกับคนรุ่นใหม่มากกว่าคนรุ่นเก่า อยากมาพูดกับ startup ที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวมากกว่าพูดกับบริษัทขนาดใหญ่ที่ไม่ต้องปรับตัวอะไรอีกแล้ว เพราะทุกท่านคือความหวังของคนรุ่นผม 

ผมจึงพยายามกำลังสื่อสารกับคนรุ่นใหม่ว่า ช่วยมีความมั่นใจและสร้างอนาคต เดินทางต่อไปเถอะ แม้ว่าจะเป็นเรื่องยาก คนรุ่นผมฝ่าฟันกันมาเยอะ ทำสำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง ล้มเหลวเป็นส่วนใหญ่ สำเร็จบ้างก็มี ผลงานไม่ได้มากมายนัก แต่ประเทศนี้จะเดินทางต่อไปสู่อนาคตท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ความยากลำบากขนาดนี้ได้ ไม่มีใครที่จะฟันฝ่าไปได้นอกจากคนรุ่นใหม่ที่จะร่วมมือร่วมใจกันเพื่อที่จะฟันฝ่าไปให้ได้

คนรุ่นใหม่คือบริษัทเหล่านี้ที่เกิดขึ้นมา คือ Wongnai และอื่นๆ อีก 500 บริษัท นี่ผมใช้คำเปรียบเปรย ห้าร้อยไม่ได้หมายถึงตัวเลข 500 นะ ห้าร้อยมาจากทหารพระเจ้าตาก ทหารเสือที่ฟันฝ่าและสร้างธนบุรีให้ประเทศไทยเดินต่อไปได้

วันนี้เราต้องการ 500 ธุรกิจต้องการ 500 ชีวิตต้องการ 500 ผู้มีวิสัยทัศน์เพื่อที่จะสร้างอนาคตให้มันเดินต่อไปได้ ไม่งั้นเราจะอยู่อย่างไร เราจะส่งมอบอนาคตแบบไหนให้กับสังคมไทย คนรุ่นเก่าต้องเข้าใจว่าประเทศมันต้องสร้างด้วยคนรุ่นใหม่ หน้าที่ของคนรุ่นเก่าคือให้ทรัพยากร ให้เวลา ให้ปัญญา ให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ที่จะสร้างอนาคตให้กับประเทศนี้ในทุกๆ ภาคส่วน เศรษฐกิจ สังคม การเงิน วัฒนธรรม ศิลปะ ต้องให้เขาสร้าง ต้องเปิดโอกาส อย่ากดสังคมนี้ไว้อีกต่อไป มันเดินต่อไปไม่ไหวแล้ว

อย่าใช้อำนาจเป็นตัวนำสังคม ให้ใช้ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์ ให้เขาได้มีโอกาสสร้างอนาคตให้กับประเทศในวันที่มันพอจะสร้างได้ เพราะในวันที่มันสร้างไม่ได้ เราเหลือกลยุทธ์เดียวคือเราต้องหนี อย่าให้คนรุ่นใหม่ อย่าให้เยาวชนต้องหนีจากประเทศนี้ไป ให้ประเทศวันนี้เป็นดินแดนแห่งความหวัง ให้ประเทศนี้เป็นดินแดนแห่งอนาคต ไม่ใช่เป็นดินแดนที่ถูกอดีตกดทับ แล้วเราต้องอยู่กับความทรงจำกับความรุ่งเรืองในอดีตที่จางหายไปแล้วแต่คุณยังไม่ตระหนัก

นี่คือทำไมผมต้องโปรคนรุ่นใหม่ ผมจำเป็นต้องอาศัยอยู่ในอนาคตที่คนรุ่นใหม่สร้าง ฉะนั้นไม่มีทางที่ผมจะปฏิเสธกำลัง ความคิด ความฝัน ของคนรุ่นใหม่ ผมมีหน้าที่ต้องให้เวลา พลังงาน ปัญญากับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้เขาทำหน้าที่อย่างดีที่สุด เพื่อให้พวกคุณทุกท่านทำหน้าที่อย่างดีที่สุด แล้วผมจำเป็นต้องฝากชีวิตน้อยๆ ของผมอยู่ในสังคมที่สร้างโดยคนรุ่นใหม่ นี่คือเหตุผลว่าทำไมต้องสื่อสารกับคนรุ่นใหม่อย่างชัดเจนที่สุด แล้วจำเป็นต้องเปิดโอกาสทางสังคม ต้องทำให้สังคมตระหนักรู้ได้ว่า เราคนรุ่นเก่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะต้องเปิดพื้นที่ให้กับคนรุ่นใหม่ในทุกมิติได้แล้ว หยุดการครอบงำสังคมโดยอคติและความทรงจำเดิมๆ และความสำเร็จในอดีตของเราเสียที 

 

(เสียงปรบมือยาวนาน)

 

คราวนี้จะทำยังไงดี ในเมื่อคนรุ่นเก่าเขาไม่เห็นความจำเป็นต้องหลีกทาง ต้องเปิดพื้นที่ให้กับคนตัวเล็กๆ 500 คน

เรื่องแบบนี้ตอบง่ายที่สุดและสั้นที่สุด ท่านท่องไว้หนึ่งคำ 3 ครั้ง disruption, disruption, disruption 

สวดมนต์ไว้ disruption, disruption, disruption

คุณไม่มีทางไปร้องขออำนาจหรือความเปลี่ยนแปลงจากคนที่หวงอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลง คุณขอสิ่งที่เขาไม่อยากให้มากที่สุดได้อย่างไร สิ่งที่คนรุ่นเก่าหวงมากที่สุดก็คืออำนาจ สิ่งที่คนรุ่นเก่ากลัวมากที่สุดคือความเปลี่ยนแปลง คืออยากจะรักษาอำนาจและไม่อยากเปลี่ยนแปลงอะไรเลย เพราะการเปลี่ยนแปลงคือการสูญเสียอำนาจในทุกๆ มิติ

ฉะนั้นสิ่งเดียวที่คุณจะทำได้คือการ disruption สร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นจากจุดเล็กๆ โดยไม่ต้องร้องขออำนาจ เมื่อคุณ disruption ไปทีละจุด ทีละจุด ทีละจุด 500 จุดหรือมากกว่าไปเรื่อยๆ สังคมจะเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นเอง โดยที่คนรุ่นเก่าก็ได้แต่มองตาปริบๆ แล้วค่อยๆ ถอยออกจากบทบาทที่ตัวเองยืนอยู่ 

คลื่นลูกใหม่ย่อมเข้ามาแทนที่คลื่นลูกเก่า คลื่นลูกใหม่ไม่เคยขอร้องให้คลื่นลูกเก่าหลีกทางให้ แต่คลื่นลูกใหม่สร้างตัวเองเข้าสู่ชายหาดเรื่อยๆ เราเป็นต้นไม้เล็กๆ ต้องหาทางที่จะหลบร่มเงาของต้นไม้ใหญ่ เพื่อเตรียมตัวเข้าไปหาแสงแล้วเติบโตขึ้นมา แม้ว่ามันจะบิดงอไปตามทิศทางของแสง แต่ในเมื่อมันเติบใหญ่ขึ้นมาได้ แม้ว่าจะบิดงอ  ยากที่จะเหยียดยืนหยัดตรงเป็นต้นไม้เหมือนรุ่นเก่า แต่มันก็จะเติบโตขึ้นมาได้แล้วกลายเป็นป่าแห่งใหม่

อย่าร้องขอ อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลง แต่จงเป็นความเปลี่ยนแปลงที่ตัวเองอยากเป็นด้วยตัวของคุณเอง แล้วใช้พลังของการ disruption สร้างมันขึ้นมาทุกจุดในสังคม แล้วสังคมจะเปลี่ยน อยากทำงานธุรกิจสร้างธุรกิจ อยากทำงานวัฒนธรรมสร้างวัฒนธรรมใหม่ อยากทำงานสังคมสร้างสังคม อยากทำงานการเมืองสร้างการเมือง อยากเขียนหนังสือเขียนหนังสือ อยากทำอะไรทำ ใช้พลังแห่งความเชื่อมั่น disrupt มันไปทีละส่วน แล้วสังคมจะเปลี่ยนแปลงจากความเปลี่ยนแปลงมวลรวมของปัจเจกชนขึ้นมาได้

ยากที่เราจะหา  platform แล้วฉันทามติร่วมกันในเวลานี้เพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมทั้งหมด รอไปถึงชาติหนึ่งก็อาจจะไม่เปลี่ยน แต่ง่ายกว่าที่ปัจเจกชนจะลุกขึ้นมาทำอะไรบางอย่างแล้วเปลี่ยนแปลงทีละจุด เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจึงเปลี่ยนแปลงผู้อื่น เปลี่ยนแปลงธุรกิจแล้วก็เปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงสังคมแล้วค่อยไปเปลี่ยนแปลงโลก อย่าคิดเปลี่ยนแปลงโลกแล้วย้อนกลับมาเปลี่ยนแปลงตัวเอง

ฉะนั้นง่ายสุดคือลงมือทำในสิ่งที่เราเชื่อมั่น อย่าสูญเสียความเชื่อมั่นที่มีต่อตนเอง อย่าสูญเสียศรัทธาที่มีต่อตนเอง อย่าหมดหวังกับตนเอง อย่าหมดหวังกับประเทศ ถ้ามีความหวังกับตัวเอง มีความหวังกับสังคม เราจะค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตนเอง เปลี่ยนแปลงสังคมแล้วเปลี่ยนแปลงประเทศได้ เราไม่มีโอกาสหมดหวังกับประเทศนี้ เราไม่มีโอกาสหมดหวังกับสังคม เพราะเราจะไม่มีประเทศและไม่มีสังคมให้เราเดินต่อไปได้

ย้อนกลับมาสร้างตัวเองให้เป็นคนที่มีคุณภาพ สร้างธุรกิจให้เป็นธุรกิจที่มีคุณภาพ และเดินไปสู่การเปลี่ยนแปลงสังคม เปลี่ยนแปลงประเทศให้สำเร็จในคนรุ่นเรา คนรุ่น 20-30 พวกเรามีเวลาอีก 20-30 ปีที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประเทศได้ อย่ายอมหมดหวัง อย่าให้ใครทําลายความหวังของเราที่มีต่ออนาคตของประเทศได้ วันนี้ทำไม่ได้ค่อยๆ ทำไป เปิดโอกาส แผ้วถางทางให้คนรุ่นต่อไป

คนรุ่นผมอาจจะต้องขออภัยที่ไม่สามารถส่งมอบสังคมในอุดมคติให้กับคนรุ่นใหม่ได้ แต่ผมหวังว่าคนรุ่นคุณจะสามารถแผ้วถางทางสร้างธุรกิจ สร้างสังคมวัฒนธรรมใหม่ที่ดีกว่าเพื่อสร้างสังคมให้คนรุ่นลูกหลานของคุณใน 20 ปีข้างหน้า แล้วคุณคือคนที่จะมานั่งคุยอยู่ตรงนี้ในอนาคต แล้วบอกกับคนรุ่นหลังว่า เราได้พยายามเต็มที่แล้ว แต่เราให้คุณพยายามต่อเพื่อไปสู่อนาคตข้างหน้า

การสร้างประเทศการสร้างสังคมมันใช้เวลา 20 ปี 30 ปี  50 ปีหรือ 100 ปี แต่เราเลิกหวังไม่ได้ เราหมดหวังกับสังคมและประเทศไม่ได้ มันจึงต้องเริ่มย้อนกลับมาที่ตัวเองว่า disrupt ตัวเองแล้วไป disrupt สังคม เปลี่ยนแปลงตัวเองแล้วจึงเปลี่ยนแปลงผู้อื่น ให้เราช่วยกันสร้างประเทศของเราขึ้นมาจากความพังทลายซึ่งอาจจะเกิดขึ้นในอนาคตที่ไม่มีใครคาดการณ์ได้

 

คุณภิญโญมีวิธีคิดยังไงในการเลือกคู่ชีวิตหรือว่าคน support แนวคิดของเราคะ

อันนี้มันรายการคลับฟรายเดย์นะครับ มันมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งชื่อว่า The 100 Year Life ชีวิตศตวรรษ อยากให้อ่านมาก เป็นหนังสือที่กำหนดเทรนด์ในอนาคตว่า ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปี วิธีการบางอย่างที่คุณเคยวางแผนไว้อาจจะต้องเปลี่ยนไป

ในอดีตรุ่นผมก็คือเรียนหนังสือจบมาทำงาน พออายุ 60 หรือ 65 ปีก็เกษียณ พอเกษียณเสร็จก็ใช้เงินบำนาญ ใช้ชีวิตไปซัก 80 ปีก็ตายแล้ว มีเงินเกษียณพอจะเลี้ยงไปจนเราเสียชีวิต

แต่ถ้าชีวิตอยู่ถึง 100 ปีคุณทำงานถึง 65 เงินที่คุณเหลืออาจจะไม่พอที่จะทำให้คุณอยู่ถึง 100 ปี เพราะฉะนั้นคุณมีความจำเป็นที่จะต้องวางแผนชีวิตหลายต่อหลายอย่างใหม่

ผมพักเรื่องการงานการเงินและชีวิตไว้แค่นั้น คำถามต่อไป ถ้าคุณมีชีวิตอยู่ถึง 100 ปี คู่ชีวิต ทั้งหญิงและชาย ชายชาย หญิงหญิงในอนาคตจะมีความหมายต่อคุณมาก เพราะเขาคือคนที่จะแชร์มากกว่าครึ่งหนึ่งของชีวิต ถ้าคุณแต่งงานตอนประมาณอายุ 30 แล้วถ้าคุณอยู่ถึง 100 ปี เขาคือคนที่จะแชร์ประสบการณ์ชีวิต ช่วงเวลาสุขทุกข์ในชีวิตกับคุณถึง 70 ปี และนั่นคือปัจจัยที่สำคัญที่สุด คุณจะเลือกคนที่จะแชร์ชีวิตกับคุณ 70 ปีอย่างไร ถ้าคุณเลือกแบบสั้นๆ คุณจะทนเขาได้ไหม เมื่อคุณอายุผ่านไป 60 ปี แล้วคุณต้องอยู่กับเขาต่ออีก 40 ปี

ถ้าเลือกคู่ชีวิตที่ถูกย่อมสนับสนุนซึ่งกันและกัน เท้าสองข้างจะเดินไปด้วยกัน แต่ถ้าคุณเลือกคู่ชีวิตผิด ครึ่งหนึ่งของชีวิตคุณจะหายไป คุณเดินอย่างไรคุณก็เดินได้ไม่เต็มร้อย เผลอๆ จะเดินต่ำกว่า 50 เพราะคุณต้องเสียเวลาไปกับความขัดแย้ง กับความขมขื่นอีก 50% ของชีวิต

ฉะนั้นคู่ชีวิตจะเป็นปัจจัยสำคัญมากๆ อาจจะมากกว่าการงานของคุณด้วยซ้ำไป ในอนาคตอันใกล้ ถ้าคุณอยู่ถึง 100 ปี ถ้าคุณรู้ว่าคู่ชีวิตที่คุณเลือกมาแล้วไม่ใช่ แนวโน้มในการเปลี่ยนคู่ชีวิตก็จะเกิดขึ้นทั้งสองฝ่าย ฉะนั้นจะเป็นการดีกว่าถ้าคุณสามารถมองว่าคู่ชีวิตจะอยู่กับคุณไปทั้งชีวิตแล้วคุณเลือกให้ถูกต้องเสียตั้งแต่ต้น ถ้าไม่ถูกต้อง คุณจะเปลี่ยนก็เปลี่ยนซะตั้งแต่เร็ววัน เพราะคุณจำเป็นต้องอยู่กับเขาไปเป็นเวลายาวนาน มันคือครึ่งหนึ่งหรือมากกว่าครึ่งหนึ่งของความสุขในชีวิตคุณ มันเป็นปัจจัยและเป็นทรัพย์สินที่มีค่ามากแต่จับต้องไม่ได้และวัดผลไม่ได้ ไม่เป็นตัวเลขแต่สร้างความสุขและความทุกข์ใจให้คุณได้อย่างมหาศาล

ในชีวิตมันมีสินทรัพย์อยู่ 2 ประเภท ประเภทที่จับต้องได้กับประเภทที่จับต้องไม่ได้ คุณซื้อบ้านคุณจับต้องได้ คุณซื้อคอนโด 50 ตารางเมตร คุณจับต้องได้ แต่ถ้าคุณเลือกคู่ชีวิตที่ผิดแล้วคุณไปวางไว้ในคอนโด 50 ตารางเมตรของคุณ แทนที่บ้านคุณจะเป็นสวรรค์ บ้านคุณกลับเป็นนรก

ถ้าคุณต้องการทำบ้านให้เป็นสวรรค์ คุณต้องเลือกสินทรัพย์ที่มันจับต้องไม่ได้อย่างมีคุณภาพ โดยมีวิธีเดียวคือคุณต้องเป็นสินทรัพย์ที่มีคุณภาพด้วย เขาจะได้เลือกคุณ อย่าไปคิดว่าคุณมีสิทธิ์เลือกเขาอย่างเดียว เขามีสิทธิ์เลือกคุณ และเรามีสิทธิ์เลือกกันและกันในช่วงเวลา 100 ปี

กรุณาเป็นคนคุณภาพเพื่อที่จะสร้างคู่ชีวิตที่มีคุณภาพ และจะได้ไปสร้างชีวิตที่มีคุณภาพ แต่ถ้าครึ่งหนึ่งคุณไม่มีคุณภาพ ต่อให้คุณประสบความสำเร็จทุกด้านก็ยากที่คุณจะมีความสุข

ตอนอายุยังน้อยเรายังไม่ได้คิดถึงหลายต่อหลายเรื่อง เราทำงานเพื่องานอย่างเดียวได้เราไม่ได้คิดถึงคู่ชีวิต ยังไม่ได้คิดถึงลูก ยังไม่คิดถึงพ่อแก่แม่เฒ่า ยังมีเรื่องเพื่อนฝูง มิตรภาพ ความชรา การป่วยไข้ ซึ่งในวัยขนาดผมมันจะเห็นเรื่องพวกนี้หมดแล้ว ไปงานศพก็เริ่มนั่งแถวหน้าไปเรื่อยๆ แล้ววันหนึ่งก็ต้องไปนอนในโลง ไปงานศพมากกว่างานแต่งงาน ไปงานรับปริญญาลูกมากกว่าเอาลูกไปฝากเข้าโรงเรียน  phase ของชีวิตหรือว่าอาศรมต่างๆ ของชีวิตที่มันเปลี่ยนไปจะสอนเราในเรื่องที่แตกต่าง 

ผมเลยบอกว่าให้ไปคบคนสูงอายุไว้หน่อย จะได้เห็นว่าชีวิตของเราในอีก 10-20 ปีข้างหน้ามันจะเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร เราจะได้ไม่ประมาทในการใช้ชีวิต และไม่ประมาทต่อการเลือกคู่ชีวิต

จงเป็นคนที่ดีและเลือกคู่ชีวิตที่ดี ขอให้โชคดีในการเลือกคู่ชีวิต 

 

พี่ภิญโญได้คุยกับคนมานับร้อยนับพันคน มีใครที่เห็นว่าคนนี้มีชีวิตที่น่าอิจฉามากเลย

มันอาจจะไม่ได้มีใครที่เป็นตัวแบบของชีวิตที่น่าอิจฉา แต่มีคุณสมบัติของมนุษย์บางคนที่เป็นคุณสมบัติที่ดีและน่าอิจฉาว่าทำไมเราไม่มี แล้วเราเลือกคุณสมบัติเหล่านั้นมาไว้กับตัวเราได้โดยไม่ต้องเลือกมนุษย์คนนั้น มันไม่มีใครสมบูรณ์แบบสำหรับเรา แต่มันมีคุณสมบัติที่ดีของแต่ละคนซึ่งเราเรียนรู้จากคนนั้นได้แม้ว่าจะเป็นศัตรูของเรา 

ขงจื่อกล่าวว่าใน 3 คนที่เดินมา หนึ่งคนเป็นครูของเราได้ มันเป็นคำพูดที่ลึกซึ้งแต่ทำได้ยากมาก ถ้า 3 คนที่เดินมาหนึ่งในนั้นเป็นศัตรูของเรา คนที่เราโคตรเกลียดขี้หน้ามันเลย เราจะเรียนรู้อะไรจากมันได้ สิ่งที่เราเกลียดมัน มันก็เกลียดเราเหมือนกันนั่นแหละ คุณสมบัติเลวร้ายที่สุดของคนที่เราเกลียด คือคุณสมบัติที่เราควรจะเห็นในตัวเอง

เราเห็นคนประสบความสำเร็จแล้วเราก็อิจฉา เราก็ริษยาเขา เราอาจจะอ้างโน่นอ้างนี่ แต่ลึกๆ แล้วเราริษยาเขา ว่าทำไมเขาประสบความสำเร็จมากกว่าเรา ทำไมเขารวยกว่าเรา ทำไมบ้านเขาสวยกว่าเรา ทำไมดูดีกว่าเรา ทำไมเขาเดินทางบ่อยกว่าเรา หรือทำไมต้องมีความสุขมากกว่าเรา เราเรียนรู้ความริษยาในใจ เพราะฉะนั้นทั้งหมดเกิดจากความริษยา ไม่ได้เกี่ยวกับเขา ไม่ได้เกี่ยวกับเรา

เราเห็นความใจเย็นของผู้คน เราเห็นสมณะบางรูป ผู้สูงวัยบางคนเขามีความใจเย็น แต่ทำไมเรายังใจร้อนอยู่ ยังโกรธคนง่าย เราเรียนรู้คุณสมบัติของความใจเย็นจากเขาได้

ในหนังสือ Present ผมเล่าเรื่องที่ได้พูดคุยกับคุณธนินท์ เจียรวนนท์ เขารวยเป็นอันดับ 3 ของเอเชียแต่ทำไมอ่อนน้อมถ่อมตนได้ขนาดนั้น เราไม่ได้เรียนรู้ความรวยจากท่านนะครับ เราเรียนรู้ความอ่อนน้อมถ่อมตนจากคนที่อยู่สูงมากได้ ทำไมบางคนอยู่ต่ำมาก แต่อหังการยิ่งกว่าประธานบริษัทซีพี เราเรียนรู้ความอหังการของเขาได้ แล้วเราอย่าทำ

เราเรียนรู้ความเจ็บช้ำ ความเจ็บปวดในชีวิต แล้วเปลี่ยนแปลงมันให้เป็นปัญญาได้  เราเรียนรู้คุณสมบัติ เราไม่ได้เรียนรู้ที่ตัวบุคคลหรือว่ากายเนื้อ เราเรียนรู้กายละเอียดของเขา คุณสมบัติในจิตใจของเขาได้ แล้วน้อมนำให้มาเป็นคุณสมบัติของเรา แล้วเราจะเป็นมนุษย์ที่น่ารักขึ้น

ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด สูงที่สุดเท่านั้นที่จะมีคุณสมบัติที่ดี คนที่มีคุณสมบัติที่ดี จิตใจที่ดีจำนวนมากในโลกนี้คือคนที่อยู่ต่ำที่สุด ผมพบคนจนจิตใจดีมากกว่าเศรษฐีจิตใจดีนะ พบคนจนที่มีเมตตามากกว่าคนรวยที่มีเมตตา เลือกคบหาคนที่สมถะมีความสุขมากกว่าเลือกคบหาคนมีอำนาจ จะเป็นเพื่อนกับรัฐมนตรีเนี่ยต้องเป็นตอนตกกระป๋อง อย่าไปเป็นเพื่อนตอนเป็นรัฐมนตรี มันไม่สนุก คนส่วนใหญ่จะวิ่งหาผู้มีอำนาจก่อนอันดับแรก แต่ตอนตกกระป๋องไม่มีใครไปหา นั่นแหละครับไปคบหาสมาคมเขาตอนนั้นแล้วจะเจอมนุษย์ ไม่ได้เจอรัฐมนตรี เจอรัฐมนตรีไม่สนุกเพราะจะเจอรถนำขบวนด้วย น่ารำคาญ แต่ถ้าไปเจอมนุษย์จะเจอคนจริงๆ เจอเลือดเนื้อ จะได้ฟังเรื่องเล่าที่มหัศจรรย์มากมาย แล้วพอกลับไปเป็นรัฐมนตรีก็ให้รถนำขบวนไป อย่าไปยุ่งกับเขา

พี่ภิญโญเคยอธิบายไว้ว่า การอยู่รอดในยุคถัดไปที่จะมี AI มาทำงานแทนเรา เราต้องกลับไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่แท้ อยากให้พี่ช่วยขยายความหน่อยว่าเราจะอยู่กันอย่างไรในวันที่โดน AI แย่งงาน

ถ้า AI  ทำงานแทนเราได้ทั้งหมด – ซึ่งมันจะทำงานส่วนใหญ่แทนเราได้ น่าจะชงกาแฟอร่อยกว่าด้วยซ้ำไปถ้าสัดส่วนถูกต้อง

เราเป็นมนุษย์ เรารู้อยู่แล้วว่าแท้ที่สุด ลึกลงไปของหัวใจ มนุษย์อย่างพวกเราต้องการอะไร และสิ่งที่เราต้องการจริงๆ ถามว่าหุ่นยนต์กลไก AI มอบให้เราได้ไหม

AI จะเคยหลั่งน้ำตาให้ใครได้ไหม จะเคยเสียใจปลอบใจใครได้ไหม ในวันที่เราสูญเสียคนรัก สูญเสียมิตรภาพ ตกงาน คุณอยากมีเพื่อนดีๆ สักคนหนึ่ง อยากกอดใครสักคนหนึ่ง ในวันที่คุณสูญเสีย เจ็บปวด เศร้าใจ ไม่รู้จะไปทางไหนต่อ คุณจะกอดเครื่องดูดฝุ่นอัจฉริยะที่บ้านไหม คุณจะคุยกับ Siri เหรอ

ในวันที่บุพการีของคุณ หรือคนที่คุณรักกำลังจะจากไป คุณจะให้ AI อยู่ข้างเตียงแล้วคอยเปิดบทสวดมนต์กล่อมพ่อแม่คุณให้ไปสู่สุคติ หรือคุณอยากได้สมณะที่คุณนับถือและคุณเชื่อว่ามีการปฏิบัติภาวนาที่แก่กล้านำพาดวงวิญญาณของบุพการีคุณสู่สัมปรายภพ

คุณจะเลือกนักร้องที่ดังที่สุดที่อยู่ใน AI มาเปิดข้างเตียงให้แม่คุณฟัง หรือคุณอยากจะหาคนที่คุณไว้วางใจที่สุด นุ่มนวลที่สุดในชีวิตเข้าไปจับมือประคองดวงวิญญาณของบุพการีไปสู่สรวงสวรรค์

ในวันที่สำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ คุณอยากจะอยู่กับหุ่นยนต์สักตัวหนึ่งแล้วดินเนอร์ด้วยกัน หรือว่าคุณอยากจะนั่งอยู่กับคนที่คุณรักแล้วจับมืออยู่ด้วยกัน คุณอยากกินซูชิที่อร่อยที่สุดจากมือหุ่นยนต์ หรือคุณอยากนั่งกินซูชิโดยมือของเชฟที่อายุ 90 ปีที่ผ่านการทำงานมาแล้ว 50 ปี

มันมีบางเรื่องในชีวิตที่หุ่นยนต์กลไกทำงานแทนมนุษย์ไม่ได้ และนั่นคือคำถามว่ามันคืออะไร และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์ต้องห่วงแหนรักษาเอาไว้เพื่อไม่ให้หายไป นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้

ถ้าเราหาเจอว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราจำเป็นต้องรักษาไว้ และถ้าเราฉลาดพอว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรักษาไว้ แล้วเราสร้างธุรกิจหรือดำเนินชีวิตไปกับสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นได้ เราก็จะอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ และนั่นเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์กลไก AI จะ disrupt เราไม่ได้

ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์ และเรื่องที่ผมคุยมาตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทั้งหมดคือความเป็นมนุษย์

ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกลัวหุ่นยนต์ให้มากที่สุด แต่ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ แล้วเรารู้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง AI จะ disrupt เราไม่ได้ ฉะนั้นจงหาให้เจอว่าคุณค่าที่แท้จริงที่สูงสุดของมนุษย์อยู่ตรงไหน

ถามว่าจะต้องไปค้นหาที่ไหนเหล่า ก็ต้องย้อนกลับเข้ามาข้างในตัวเรา เพราะใครจะเป็นมนุษย์และรู้จักมนุษย์ได้ดีเท่ากับตัวเราเอง ทุกคนล้วนเป็นแบบจำลองของมนุษย์ที่ทั้งสมบูรณ์แบบและไม่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัว

ใน Present หนังสือเล่มล่าสุดที่ผมเขียน ผมขอให้ทุกคนย้อนกลับเข้ามาดูในตัวเรา มันเป็นศาสตร์ที่ยากและลึกซึ้ง ต้องใช้เวลาอ่านหลายปี อาจจะต้องใช้เวลาทำความเข้าใจ 10 ปี 20 ปีแต่หวังว่าทุกคนจะเริ่มทำความเข้าใจ แล้วย้อนกลับมาดูข้างในว่าอะไรคือหัวใจสูงสุดของมนุษย์ที่ AI หุ่นยนต์กลไกมา disrupt เราไม่ได้ เพราะมันเป็นศาสตร์ที่ปลูกฝังไว้ในตัวเรามาเป็นพันปีแล้ว แล้วทำไมปราชญ์โบราณ ศาสดาพยากรณ์โบราณเข้าใจเรื่องแบบนี้ทั้งหมด แล้วเราซึ่งคิดว่าตัวเองชาญฉลาดที่สุดในโลก อยู่ในยุคที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี ทำไมเราไม่เข้าใจ ทำไมเรามองข้าม ทำไมเราปรามาสว่านี่เป็นปัญญาแต่อดีตกาล แล้วเราหลงลืมกันไป แล้วเราก็กลัวว่า AI จะมา disrupt เรา

ถ้าเราหาหัวใจเหล่านี้ไม่เจอ เราก็จะสูญเสียหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ไป และแน่นอนเราจะถูก disrupt แต่ถ้าเราเจอหัวใจของตัวเรา ยากที่หุ่นยนต์กลไกจะ disrupt เราได้ คำถามคือเราเจอหรือเปล่าว่าหัวใจที่แท้จริง จิตวิญญาณที่แท้ ความหมายที่แท้ของการเป็นมนุษย์ของเราอยู่ที่ไหน

ขอให้ย้อนกลับไปข้างในนั้นแล้วจะเจอ ถ้าไม่เจอวันนี้พรุ่งนี้ อาจจะใช้เวลา 10 ปี 20 ปี หรือเราจะต้องค้นหาไปชั่วชีวิต แต่หวังว่าทุกท่านจะพบเจอคำตอบนี้


ถอดเทปโดย sutasinee on Fastwork

เรียบเรียงโดย อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์ – anontawong.com

ฝายกั้นประสบการณ์ชื่อ จิระ มะลิกุล

20181208_jira

เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว พวกเราชาวพนักงาน Wongnai มีโอกาสได้ฟังพี่เก้ง จิระ มะลิกุลแห่งค่ายหนัง GDH มาแชร์ประสบการณ์ภายใต้หัวข้อ “เชื่อในสิ่งที่เฮ็ด เฮ็ดในสิ่งที่เชื่อ”

นี่คือแง่มุมบางส่วนที่ผมได้จากพี่เก้งในวันนั้นครับ

หูตาต้องไว

พี่เก้งชอบนั่งทำงานที่ร้านกาแฟสตาร์บัคส์ เพราะเวลาอยู่ที่ออฟฟิศมักจะโดนขัดจังหวะตลอด

หนึ่งในสาขาที่พี่เก้งชอบไปนั่งคือสตาร์บัคส์ตึกไทม์สแควร์ตรงสี่แยกอโศก ข้างบนเป็นโรงเรียนสอนภาษา คนไม่พลุกพล่าน

วันหนึ่ง ขณะที่พี่เก้งกำลังนั่งเขียนงานอยู่ในร้าน ก็ได้ยินเสียงโต๊ะข้างๆ กำลังคุยกันเป็นภาษาอังกฤษ

พี่เก้งรีบวางปากกาแล้วเงี่ยหูฟังพร้อมทั้งชำเลืองมอง เห็นผู้หญิงไทยหน้าตาดี แต่งตัวดี สำเนียงดี กำลังสอนภาษาอังกฤษให้กับผู้ชายใส่เสื้อช้อปสีเทา ที่กระเป๋าเสื้อมีปากกาเสียบอยู่

“What are you doing in your free time?” ครูสาวถาม

“I play เตะบอล”  นักเรียนหนุ่มมาดเซอร์ตอบด้วยภาษาอังกฤษกระท่อนกระแท่น

ตามมาด้วยคำถามอีกมากมายเช่นมีแฟนรึยัง ฯลฯ

เห็นครูสาวมีอาการเขินอาย พี่เก้งก็คิดในใจว่า คนจีบกันด้วย conversation ภาษาอังกฤษนี่จะถามอะไรก็ได้เลยนี่หว่า

พี่เก้งจึงปิ๊งขึ้นมาว่า ถ้าเอาเรื่องนี้ไปทำหนังต้องร้อยล้านแน่นอน

หนึ่ง เพราะมันเป็นหนังรัก

สอง จีบกันด้วยภาษาอังกฤษซึ่งไม่เคยมีใครทำหนังแบบนี้มาก่อน

สาม มุกคนไทยอ่อนภาษาอังกฤษนี่เราชอบกันอยู่แล้ว

พี่เก้งแอบจด dialogue ของทั้งสองคนจนเต็มหน้ากระดาษไปหมด

แล้วไดอะล็อกในวันนั้น ก็กลายมาเป็นหนังเรื่อง ไอฟาย..แต๊งกิ้ว..เลิฟยู้ นำแสดงโดยซันนี่และไอซ์ ปรีชญา และกวาดรายได้ไป 300 ล้านบาท

20 ปียังไม่สาย

ตอนที่พี่เก้งเรียนจบใหม่ๆ  พี่เก้งต้องไปทำงานแถวรามคำแหง แต่บ้านพี่เก้งอยู่คลองสาน เมื่อการเดินทางมันลำบากนัก พี่เก้งเลยเลือกที่จะนอนค้างที่ออฟฟิศอยู่หลายเดือนจนสนิทกับรปภ.กะกลางคืน

พอใกล้สงกรานต์ พี่เก้งถามพี่รปภ.ว่าจะกลับบ้านรึเปล่า พี่รปภ.ตอบว่าไม่กลับ กลับไปก็ไม่รู้จะทำอะไร เพราะม่านตา (iris) ไม่ปกติ

พี่รปภ.คนนี้เคยไปรบในสงครามเวียดนาม แรงระเบิดทำให้ม่านตาเปิดค้างตลอดเวลา ตาสู้แสงแดดไม่ได้ เลยต้องใช้ชีวิตตอนกลางคืนเท่านั้น

พี่เก้งสนใจมาก เพราะสมัยนั้นยังไม่มี 7-Eleven ไม่มีสมาร์ทโฟน การทำธุรกรรมทุกอย่างเช่นจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟต้องทำตอนกลางวันเท่านั้น แล้วคนที่ทำงานตอนกลางคืนเขามีชีวิตอยู่ได้ยังไง มีเมียได้ยังไง มีลูกได้ยังไง

ผ่านไปเกือบ 20 ปี ตอนนั้นพี่เก้งทำงานอยู่แถวซอยสุขุมวิท 31 มองไปหน้าปากซอยกำลังมีการก่อสร้างรถไฟฟ้า BTS ตรงเกาะกลางถนนมีตู้ container

พี่เก้งแอบส่องคอนเทนเนอร์นั้นอยู่บ่อยๆ แล้วเกิดคำถามว่า ใครอยู่ข้างในนั้น เป็นช่างรึเปล่า ถ้าเป็นช่าง เขาเข้าไปทำอะไร? เลยเกิดจินตนาการว่าน่าจะมีช่างหนุ่มรูปหล่อสร้างทาง BTS ผ่านบ้านผู้หญิงคนหนึ่ง ได้พบเจอกันจนกลายเป็นความรัก

พี่เก้งบอกว่า หนังรักทุกเรื่องมันจะต้องมีอุปสรรคหนึ่งอย่าง เรื่องชนชั้นบ้างล่ะ เรื่องฐานะบ้างล่ะ พี่เก้งเลยตั้งโจทย์ว่า ถ้าผู้ชายกับผู้หญิงมีชีวิตอยู่คนละฟากของนาฬิกา มันจะเป็นแฟนกันได้มั้ย

ใช้เวลาเขียนบทอยู่สองปี ปรากฎว่าบทไม่สนุก ค้นไปค้นมาจึงพบสาเหตุว่าเพราะนางเอกมีเพื่อนเยอะ เลยรื้อบทแล้วเขียนใหม่ซึ่งต้องใช้เวลาอีกสองปี คราวนี้ได้นางเอกเป็นหญิงโสดวัย 30 ที่ยังไม่มีแฟน เพื่อนๆ ก็มีครอบครัวไปหมดแล้ว นางเอกเองเลยตัวคนเดียว พอบทเสร็จเรียบร้อย ก็รู้เลยว่ามันเวิร์คมาก

พี่เก้งบอกว่า เวลาเขียนอะไรออกไป ไม่ต้องรอให้ใครมา approve หรอก ตัวเราจะรู้สึกเองว่าได้เลยว่ามันดีหรือไม่ดี

แต่พอเอาเรื่องนี้ไปเสนอบอร์ด กลับเจอคำถามว่า “หนังผู้หญิงอายุ 30 ยังไม่มีแฟน ใครจะมาดูวะ”

เวลาเราทำสิ่งใหม่ๆ จะมีคนไม่เห็นด้วยและพร้อมจะทำให้เราท้อแท้ตลอดเวลา แต่พี่เก้งและทีมงานก็ยังเดินหน้าต่อไปและได้ทำหนังเรื่องนี้ โดยได้เคน ธีรเดชซึ่งช่วงนั้นกำลังโด่งดังมากมาเป็นพระเอก

โจทย์ถัดไป คือจะทำยังไงให้คนดูเชื่อว่านางเอกคนนี้ยังไม่มีแฟนจริงๆ เพราะสิ่งสำคัญเวลาสื่อสารก็คือ คนฟัง/คนดูต้องเชื่อ ทำยังไงถึงจะเข้าใกล้เส้นนี้ที่สุดโดยไม่เลยมันไป

และแล้วก็คาสติ้งจนได้นางแบบชื่อ คริส หอวัง มาเป็นนางเอก

โจทย์ใหญ่ข้อสุดท้ายคือการขออนุญาต BTS เข้าไปถ่ายทำหนังในพื้นที่ พี่เก้งต้องไปพรีเซนต์ในห้องประชุมโต๊ะกลมที่แสนจะเป็นทางการ ในห้องเต็มไปด้วยผู้ใหญ่และวิศวกรของ BTS

พี่เก้งเล่าเคล็ดลับว่า เวลาต้องเข้าไปนำเสนอ ในช่วง 20 วินาทีแรก จงมองหาว่าใครที่ appreciate และหัวเราะมุกเรา ถ้าเจอก็ให้ล็อคเป้าเลย สบตาคนๆ นี้เยอะๆ เราจะได้มีกำลังใจ

พอพรีเซนต์จบ ผู้บริหารที่นั่งตรงหัวโต๊ะถามขึ้นว่า

“ถ้าไม่ให้คุณทำขึ้นมา คุณจะทำยังไง?”

“ผมคงต้องเปลี่ยนอาชีพเป็นพนักงานเปลี่ยนสายโทรศัพท์มั้งครับ” พี่เก้งตอบ

ทั้งห้องเงียบกริบ ไม่มีใครหัวเราะมุกพี่เก้ง

ผู้บริหารท่านนั้นนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“แต่ผมจะให้คุณทำ เพราะผมชอบแฟนฉัน ลูกผมก็ชอบมาก”

กรรมดีมีจริง – พี่เก้งคิดในใจ

หนังเรื่อง รถไฟฟ้ามาหานะเธอ จึงได้ถือกำเนิดขึ้น ทำรายได้ 150 ล้านบาทเฉพาะในกรุงเทพ และคุณคริสก็กลายเป็นไอดอลของคนวัย 30 ที่ยังไม่มีแฟน

พี่เก้งบอกว่า ทุกๆ คนมีคำถาม และเราสามารถดึงมันออกมาใช้ได้ตลอด

การทำหนังของพี่เก้ง คือการหาคำตอบให้คำถามที่ค้างค้าใจมายี่สิบกว่าปี

พรปีใหม่และอัลไซเมอร์

ปลายปี 2558 คุณจีน่า CEO ของ GDH บอกพี่เก้งว่า เราต้องทำหนังให้ในหลวงซักเรื่องนึงแล้ว มีเวลาทำหนังประมาณ 1 ปี ให้เสร็จทัน 5 ธันวาคมปีหน้า

พี่เก้งไปเปิดหนังสือโน๊ตเพลงของในหลวง เจอเพลงพรปีใหม่ และคิดในใจว่าจะมีในหลวงของประเทศไหนที่จะให้ของขวัญพสกนิกรเป็นเสียงเพลงได้

แล้วพี่เก้งก็นึกถึงคุณป้าคนหนึ่งที่เคยสอนวิชาเคมีสมัยพี่เก้งยังเด็กๆ เธอจบคณะวิทยาศาสตร์ มีบ้านที่เต็มไปด้วยหลอดทดลอง และเธอสามารถจำตารางธาตุได้ทั้งตาราง

แต่เมื่ออายุได้ 80 กว่า คุณป้าก็เป็นโรคอัลไซเมอร์ กินยาเองก็ไม่ได้ (เพราะจำไม่ได้ว่ากินไปรึยัง) เลยต้องมีคนเฝ้าตลอด

ครั้งหนึ่งที่พี่เก้งแวะไปเยี่ยมคุณป้า พี่เก้งลองเอาโทรศัพท์เปิดเพลงยุค 50’s ที่คุณป้าเคยชอบ เธอบอกว่าเพลงอะไรไม่รู้จัก

แต่พอพี่เก้งร้องเพลง March March Along ให้ฟัง คราวนี้คุณป้ากลับจำได้ว่าเป็นเพลงของจุฬา และครึ่งชั่วโมงต่อจากนั้นแกก็ระลึกความหลังได้เยอะมาก

ทุกครั้งที่กลับไปเยี่ยมป้า พี่เก้งจึงมักเอาเพลงไปเปิดให้คุณป้าฟัง ด้วยหวังว่าจะช่วยเปิดผนึกความทรงจำบางอย่างออกมาได้

จึงกลายเป็นที่มาของหนังเรื่อง “พรจากฟ้า” ที่เข้าโรงในวันที่ 5 ธันวาคม 2560 ในหนังมีทั้งหมดสามตอน โดยตอนที่สองเป็นเรื่องของคุณพ่อที่สูญเสียความทรงจำไปแต่ก็ระลึกความหลังได้เพราะเพลง Still on My Mind ของในหลวง

ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน

ปีนั้นยังเป็นปีที่คุณเดียว วิชชพัชร์ โกจิ๋ว หนึ่งใน 6 ผู้กำกับแฟนฉันกำลังจะแต่งงาน พี่เก้งเลยตั้งใจจะเล่นดนตรีเพลง “พรหมลิขิต” ในงานแต่งงานของคุณเดียว

อีกหกเดือนก่อนงานแต่ง พี่เก้งไปเดินที่เวิ้งนครเกษม ตัดสินใจซื้อทรอมโบนเพราะคิดว่าน่าจะเล่นง่าย แต่พอลองเปิด Youtube เล่นตามดูสักสองอาทิตย์ก็รู้ตัวว่าไม่น่ารอด เลยไปลงเรียนทรอมโบน ได้นักศึกษาคณะดุริยางคศิลป์มาเป็นครู

ผ่านไปหกเดือน พี่เก้งก็ได้เล่นเพลงพรหมลิขิตในงานแต่งงานของคุณเดียวตามที่ตั้งใจไว้

พี่เก้งไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเล่นดนตรีเป็น แต่ก็ได้ลองทำและทำได้ในวัยห้าสิบกว่าๆ ทุกวันนี้พี่เก้งก็ยังเล่นทรอมโบน และไปชวนพรรคพวกมาเล่นในวันคืนสู่เหย้า เล่นได้เป็นเพลง อ่านโน๊ตเองได้

อีกประสบการณ์หนึ่งที่ทำให้พี่เก้งรู้สึกคล้ายๆ กันคือการวิ่ง

สมัยก่อน พี่เก้งต้องออกกองตอนตี 5 จึงต้องตื่นตี 4 เป็นประจำ วันที่ว่างไม่รู้จะทำอะไรเลยลองวิ่งดู

สมัยนั้นการวิ่งยังไม่บูมเท่าตอนนี้ สวนลุมแทบไม่มีวัยรุ่น คนลง full marathon ปีละ 2,000 คนเท่ากันทุกปี เพราะคนวิ่งมีแต่หน้าเดิมๆ

พี่เก้งสมัครมาราธอนเอาไว้ สัปดาห์ก่อนวิ่งมาราธอน ซ้อมวิ่งได้ 25 โล รู้สึกว่าง่าย น่าจะไหว

แต่พอวันจริง วิ่งไปถึงกิโลที่ 26 ก็เริ่มรู้สึกเจ็บเข่า ถึงกิโลที่ 35 พี่เก้งก็เจอเสียงประหลาดมากระซิบข้างหูว่า มึงมาทำอะไรวะ กูจะกลับบ้านๆๆ

พี่เก้งตระหนักว่า ณ moment นั้น เราจะเลือกทำอะไรก็ได้ จะเดินออกจากสนามแล้วนั่งแท๊กซี่กลับบ้านก็ได้ หรือจะเดินต่อไป หรือจะวิ่งให้ถึงเส้นชัยก็ได้

ประสบการณ์คราวนั้น สอนให้พี่เก้งเข้าใจถึงความหมายที่แท้จริงของคำว่า “ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน” และก่อให้เกิดหนังเรื่อง รัก 7 ปีดี 7 หน

การเล่นดนตรีกับการวิ่งมันมีสิ่งที่เหมือนกันอยู่ คือมนุษย์สามารถสั่งตัวเองได้

ไม่เคยเล่นดนตรีก็ไม่เป็นไร เพียงสั่งให้ตัวเองเล่นดนตรี เดี๋ยวคุณก็เล่นเป็น

ไม่เคยวิ่งไม่เป็นไร คุณก็แค่ซ้อมไปเรื่อยๆ ถ้าคุณซ้อมถึง วันจริงมันก็จะวิ่งถึงเอง

พี่เก้งบอกว่าเขาชอบชื่อบริษัท Wongnai เพราะมันดู exclusive และสอดคล้องกับตัวตนของเขาที่ใฝ่รู้เรื่องราวของชาวบ้านจนออกมาเป็นหนังหลายเรื่องที่คนไทยได้ดูกัน

พี่เก้งพยายามทำตัวเป็นฝายกั้นประสบการณ์ในชีวิตประจำวันมาตลอด ทุกวันนี้ก็ยังทำตัวแบบนั้นอยู่ อยากเป็นคนวงใน อยากเอาเรื่องที่ค้างคาใจมาหาคำตอบผ่านงานที่ตัวเองทำ

ขอบคุณพี่เก้งที่มาแบ่งปันประสบการณ์ให้กับพวกเราทุกคนครับ


บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

Wongnai WeShare: ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม

20181111_pated.png

ทุกสองสัปดาห์ ที่ Wongnai เราจะเชิญคนเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาแชร์ประสบการณ์ให้เราฟัง

วันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้ป๋าเต็ด ยุทธนา บุญอ้อม มาเป็นแขกรับเชิญครับ

งานนี้ พูดได้แค่สามคำ – มัน ใหญ่ มาก

ได้ทั้งความสนุกและความบันเทิงแบบเต็มอิ่มตลอด 90 นาที

เริ่มพูด 12.45 ป๋ามาถึงตั้งแต่ 12.15 ประมาณ 12.30 พนักงานก็เริ่มมานั่งจนเกือบเต็มความจุของห้อง

เรื่องหลักที่ป๋าเต็ดพูดในวันนั้นคือ ทุกคนเป็น Creative ได้

เพราะเราต้องผ่านกระบวนการ creative กันทุกวันอยู่แล้ว วันนี้จะกินอะไรดี? มาสายจะแก้ตัวยังไงดี? ฯลฯ

และกระบวนการ creative ที่ดีไม่ใช่การเพิ่ม แต่เป็นการลด

อ.ดวงฤทธิ์ บุญนาค (สถาปนิกชื่อดังที่เคยมา WeShare เหมือนกัน) สอนป๋าเต็ดไว้ว่าคนเราเหมือนแก้วเปล่า

แต่แล้ว IS, BECAUSE, I ก็ทำให้แก้วนั้นเต็ม

IS คือ facts หรือข้อเท็จจริง เช่นเก้าอี้มีไว้นั่ง โต๊ะมีไว้วางของ

BECAUSE คือเหตุผล ทำไมเก้าอี้ต้องมีเบาะ ทำไมโต๊ะต้องมีสี่ขา

I คือรสนิยมหรือตัวตนของเรา ฉันชอบเก้าอี้สีเรียบๆ ฉันไม่ชอบเก้าอี้เบาะกำมะหยี่ ฯลฯ

เมื่อแก้วเต็มไปด้วยข้อเท็จจริง เหตุผล และรสนิยม เราก็กลายเป็นคนน้ำเต็มแก้ว ไม่สามารถคิดอะไรต่อจากนี้ได้อีกแล้ว

กระบวนการ creative จึงไม่มีอะไรมากไปกว่าการตัด IS หรือ BECAUSE หรือ I ออกไป (หรือจะตัดทั้งสองหรือสามอย่างเลยก็ได้)

IS – เก้าอี้อาจจะไม่ต้องเอาไว้นั่งก็ได้ เอาไปประดับผนังได้มั้ย?

BECAUSE – ทำไมเก้าอี้ต้องมีสี่ขา? มีสามขาไม่ได้เหรอ

I – ไม่ต้องสนใจว่าเราไม่ชอบเก้าอี้กำมะหยี่

—–

ป๋าเต็ดยังเล่านิทานอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งเราอาจเคยได้ยินได้ฟังมาแล้ว แต่ป๋าเต็ดไม่สน จะเล่าอยู่ดี

ว่ากันว่ามีช่างไม้คนหนึ่งที่แกะสลักไม้เป็นรูปช้างได้เหมือนจริงมาก ชายหนุ่มคนหนึ่งจึงดั้นด้นไปหาช่างไม้คนนั้นที่ทำงานอยู่ในกระท่อมกลางป่า

เมื่อได้เจอช่างไม้ ชายหนุ่มจึงถามถึงเคล็ดลับในการแกะสลักช้าง

ช่างไม้ตอบว่า ก่อนอื่นเราต้องมีไม้ที่ดีก่อน เมื่อได้ไม้ที่ดีแล้ว เราก็แกะส่วนที่ไม่ใช่ช้างออกไป

ก็เท่านั้นเอง

ไม้คือคอนเซ็ปต์ที่ดี มันจะมาพร้อมกับข้อจำกัดของมันอยู่แล้ว เช่นถ้าไม้ขนาดเท่าท่อนแขน เราก็ไม่สามารถแกะให้ช้างใหญ่กว่าท่อนแขนได้อยู่แล้ว

เมื่อได้คอนเซ็ปต์ที่ดีแล้ว เราก็ต้องหาช้างของเราให้เจอ

ถ้าจะจัดงาน Food Festival ช้างของเราก็คืออาหารต้องอร่อย

ฉากจะอลังการแค่ไหน จะเชิญดาราดังมากี่คน แต่ถ้าอาหารมันไม่อร่อย ก็จบ

—–

แล้วป๋าเต็ดก็เล่าถึงการแกะสลักช้างในหลากหลายโอกาสให้ฟัง ไม่ว่าจะเป็น Hot Wave Music Awards, Fat Festival, Big Mountain และ คอนเสิร์ตวง Paradox ซึ่งป๋าเต็ดบอกว่ามันคือคอนเสิร์ตที่ดีที่สุดในชีวิตของป๋าเต็ดและทีมงาน

ซึ่งผมจะไม่ขอลงรายละเอียด เพราะไม่อยากสปอยล์ ใครอยากฟังให้เชิญป๋าเต็ดเอาเองนะครับ 😉

—–

อีกสามเรื่องที่ป๋าเต็ดฝากเอาไว้ก็คือ

1. ไม่มี bad ideas มีแต่ good ideas ที่มาก่อนกาล เช่นปรากฎการณ์ ดัม-มะ -ชา-ติ ที่ต้องการจะจัดคอนเสิร์ตบอดี้สแลมระดับ full scale ทั่วประเทศ แต่ตั้งราคาบัตรแพงเกินไปสำหรับสภาพเศรษฐกิจ ณ ขณะนั้น ทำให้บัตรขายไม่ออกและต้องยกเลิกโครงการไปในที่สุด

2. ลูกค้าไม่ใช่ศัตรูของเรา จงหาให้เจอว่าเขาต้องการอะไร และคอยแนะนำว่าอะไรคือช้าง อะไรที่ไม่ใช่ช้าง ถ้าเราอยู่ข้างเดียวกับลูกค้า ลูกค้าก็จะอยู่ข้างเดียวกับเรา (แม้ไม่ใช่ทุกราย)

3. ข้อจำกัดคือของขวัญจากพระเจ้า เพราะมันจะช่วยให้เราคิดอย่างมีโฟกัสมากขึ้น ทำให้เราไม่ฟุ้งและออกนอกลู่นอกทาง จริงๆ แล้วเราควรจะเติมข้อจำกัดลงไปด้วยซ้ำ ตราบใดที่มันไม่ทำให้ช้างเสียทรง เช่น Hot Wave Music Awards รับเฉพาะเด็กมัธยมเท่านั้น ต้องส่งเดโม่มาก่อนเท่านั้น ตอนขึ้นแสดงต้องแต่งชุดนักเรียนเท่านั้น ฯลฯ

ขอบคุณป๋าเต็ดที่สละเวลามาแชร์ประสบการณ์ความรู้ให้กับพวกเราทุกคน ขอให้ป๋าเต็ดสุขภาพดี มีแรงจัด big mountain ให้พวกเราคนไทยไปอีก 30 ปีเลยนะครับ!

—–

อ่านบทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings ได้ที่
LINE: bit.ly/tgimline
Facebook: bit.ly/tgimfb
Twitter: bit.ly/tgimtwt

เมื่อ Woody เกิดมาคุยที่ Wongnai

20180610_woodywongnai

ทุกๆ 2 สัปดาห์ ที่บริษัทผมจะจัด Wongnai WeShare ด้วยการเชิญบุคคลเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์และมุมมองให้พนักงานของเราฟัง

สัปดาห์ที่ผ่านมาเราได้รับเกียรติจากคุณ “วู้ดดี้” วุฒิธร มิลินทจินดา มาเป็นแขกรับเชิญครับ

พี่วู้ดดี้น่าจะเป็นแขกรับเชิญที่ดังที่สุดที่นับตั้งแต่ทำ WeShare มา จึงไม่น่าแปลกใจที่พนักงาน Wongnai จะมาร่วมฟังเยอะเป็นประวัติการณ์

พนักงานมารอตั้งแต่ 12.45 นั่งกันเต็มพื้นที่จนต้องไปหาเก้าอี้เสริม พอบ่ายโมงนิดๆ พี่วู้ดดี้ก็เดินทางมาถึงพร้อมผู้ช่วย ทักทายทุกคนอย่างเป็นกันเอง และขออนุญาตถอดรองเท้าขึ้นไปนั่งให้สัมภาษณ์บนเก้าอี้สตูล โดยมี “ยอด” CEO ของ Wongnai ทำหน้าที่เป็นพิธีกรและถอดรองเท้าเป็นเพื่อน

ตลอดเวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที ผมนั่งฟังพี่วู้ดดี้ด้วยความรู้สึกเหมือนกำลังดู พี่เบิร์ด ธงไชย บวก พี่โน๊ต อุดม

เบิร์ด ธงไชย เพราะพี่วู้ดดี้มีพลังงานล้นเหลือและมีความ larger-than-life เปล่งออกมาเป็นระยะๆ

โน๊ต อุดม เพราะมุมมอง วิธีการเล่าเรื่อง การใช้น้ำเสียง สีหน้าและแววตา ช่วยเรียกเสียงหัวเราะราวกับเรากำลังดูเดี่ยวไมโครโฟน

และนี่คือสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากพี่วู้ดดี้ในการมาที่ Wongnai ครั้งนี้ครับ

ฝึกพูดในรถ

คำถามแรกจากพิธีกรคือ พี่วู้ดดี้ฝึกพูดอย่างไร

พี่วู้ดดี้เล่าให้ฟังว่าสมัยเรียนปริญญาตรี ตอนขับรถไปมหาวิทยาลัย ฟังเทปคาสเส็ตของพี่เบิร์ด ธงไชย เพลงก้อนหินกับนาฬิกา พอจบเพลงมันมีช่วงเงียบ พี่วู้ดดี้ก็เลยดัดเสียงราวกับเป็นดีเจว่า “เมื่อซักครู่นี้ เป็นเพลงของธงไชย แมคอินไตย์นะครับ เดี๋ยวเรามาฟังซิงเกิลใหม่ของพี่เบิร์ดกันดีกว่าครับ”

นับแต่นั้น พี่วู้ดดี้เลยพูดคนเดียวในรถตลอดเวลา จนมีทักษะการพูดที่ดีจนได้เป็นดีเจให้ค่ายเอไทม์ในเวลาต่อมา

คนไทยไม่ชอบพูดตรงๆ

พี่วู้ดดี้ไปเรียนต่างประเทศอยู่หลายปี พอกลับมาเรียนเศรษฐศาสต์ ภาคอินเตอร์ที่ธรรมศาสตร์เลยเกิด culture shock ไม่น้อย ต้องใช้เวลาเพื่อปรับตัวและเรียนรู้

เช่นเรียนรู้ว่าคนไทยไม่ชอบให้พูดตรงๆ

Before:

เพื่อน: กินข้าวมั้ย
วู้ดดี้: ไม่ไป
เพื่อน: ทำไมมึงไม่ไปวะ เพื่อนป่ะวะ ไม่ใจเลย

After:

เพื่อน: กินข้าวมั้ย
วู้ดดี้: ไปก่อนเลย เดี๋ยวดูก่อน เดี๋ยวตามไป

แล้วพอเราไม่ไป เพื่อนก็ไม่เห็นจะว่าอะไร

 

เป็นดีเจวันแรกก็สร้างวีรกรรม

พี่วู้ดดี้รับงานเป็นดีเจวันแรกที่คลื่น 88 No Problem ช่วงเที่ยงคืนถึงตีสอง

ตอนแรกตั้งใจจะเปิดเพลง Believe ของ Cher เพื่อเปิดตัว แต่ดันโดนดีเจเฟียตใช้เพลงนี้เป็นเพลงปิดเบรคก่อนหน้า พี่วู้ดดี้ก็เลยผรุสวาท (แบบขำๆ) กับดีเจเฟียตว่า What the f***ๆๆ ออกอากาศโดยไม่ตั้งใจเพราะลืมปิดไมโครโฟน

ผ่านคืนนั้นไป มีคนไปโพสต์ด่าในพันทิปมากมายว่าดีเจคนนี้พูดไทยคำ อังกฤษคำ ตอนแรกพี่วู้ดดี้เห็นก็ท้อ แต่พออ่านเจอคอมเม้นท์ว่า “พี่ภาษาอังกฤษดีจัง พี่ทำให้หนูอยากไปลงเรียนภาษาอังกฤษเพิ่มเติม” จึงมีกำลังใจทำงานดีเจต่อ

 

วันที่รู้ว่าดังแล้ว

ทุกๆ เดือนที่เอไทม์จะเรียกประชุมดีเจแล้วเอาผลการสำรวจความนิยมของดีเจมาให้ดู

ผลสำรวจที่ว่ามีสองรายการ

รายการแรกคือรายชื่อของดีเจที่มีคนชอบมากที่สุด

ส่วนรายการที่สองคือรายชื่อของดีเจที่มีคนเกลียดมากที่สุด

ปรากฎว่าพี่วู้ดดี้เป็นอันดับหนึ่งของทั้งสองรายการ

พี่ฉอดถึงกับเอ่ยปากว่า “ยินดีด้วย เธอดังแล้ว”

ตั้งแต่วันนั้น พี่วู้ดดี้จึงฝังใจว่า ถ้าจะดัง คนต้องเกลียด คนต้องด่า เลยตั้งใจไว้ว่า ถ้ามีรายการทอล์คโชว์ จะต้องทำโชว์แรงๆ คนจะได้ด่า จะได้ดัง

 

ต้องจริงใจกับความรู้สึกตัวเอง

หลังจากเป็นดีเจได้ 8 ปี มีความสุขทุกวัน วันหนึ่งเข้าไปนั่งในสตูดิโอแล้วรู้สึกว่าไฟมอด เพลงพี่เบิร์ด “ฉันมาทำอะไรที่นี่” วนหลูปอยู่ในหัว

แล้วพี่วู้ดดี้ก็ได้คำตอบว่า เขาต้องทำอะไรมากกว่านี้ เขาต้องไปจากที่นี่

พี่วู้ดดี้เชื่อว่า เราต้องจริงใจกับความรู้สึกของตัวเอง ถ้ารู้สึกว่าที่นี่ไม่ใช่ คุณอย่าเสียเวลา เพราะคุณกำลังทำให้องค์กรเสียเวลาไปด้วย

ถ้าเราอยู่ที่ไหน เราต้องเต็มที่กับมัน ไม่มีคำว่าออมแรงไว้งานอื่น เพราะคุณอาจจะไม่มีงานอื่น วันนี้คุณเดินออกจากออฟฟิศคุณอาจจะโดนรถชนตายก็ได้

คำขวัญประจำใจของพี่วู้ดดี้ก็คือ if you don’t live today to the fullest, you are not living – ถ้าคุณไม่ใช้ชีวิตตอนนี้ให้เต็มที่ ให้รู้สึกว่าชีวิตกูสุดยอด คุณก็ไม่ได้ใช้ชีวิต

 

มนุษย์ทุกคนคือนักแสดง

เมื่อเริ่มทำรายการวู้ดดี้เกิดมาคุย พี่วูดดี้ตั้งใจสร้างคาแรคเตอร์ขึ้นมาใหม่ เซ็ตไว้หมดเลยว่าต้องนั่งไขว่ห้าง ต้องชี้หน้าด่าแขก ต้องพูดว่า “ราตรีสวัสดิ์พี่น้องชาวไทย” ลงไปทำแม้กระทั่งตัดต่อรายการและวางซาวด์เอง

ถามว่าเฟคมั้ย – ก็ใช่ – พี่วู้ดดี้เชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนเป็นนักแสดงทั้งนั้น คนที่บอกบทเราคนแรกก็คือพ่อแม่ ว่าเราต้องวางตัวอย่างไรถึงจะเหมาะสม จากนั้นเราก็ได้รับบทจากครู และรับบทจากเพื่อนอีก เราเลยกลายเป็นนักแสดงฟรีแลนซ์ที่สวมบทบาทต่างๆ จนสุดท้ายมารู้ตัวอีกทีว่าเราไม่เคยเป็นตัวของตัวเองเลย

 

วันที่เลิกเถียง

สมัยก่อนเวลาพี่วู้ดดี้เดินเข้าห้างจะก้มหน้าก้มตา มุ่งตรงสู่แผนกที่จะไปซื้อของ เพราะเวลาสบตาคนไม่รู้จัก พี่วู้ดดี้จะคิดว่าเขากำลังด่ารายการวู้ดดี้เกิดมาคุยอยู่แน่ๆ คาแรคเตอร์แรงๆ ของวู้ดดี้ตามมาหลอกหลอน พอโดนวิจารณ์ในเว็บก็รู้สึกเฟลถึงขนาดร้องไห้ทุกวัน แต่ไม่นานก็เริ่มชิน และถามตัวเองว่าเราได้เรียนรู้อะไรจากสิ่งนี้บ้าง

วันที่เราเถียงว่าเราไม่ใช่อย่างที่เขาว่า เราก็เครียด แต่เมื่อเรายอมรับคำวิจารณ์ เปิดใจว่า เออว่ะ เราต้องพูดให้ช้าลง มันก็จะเบาลงทันที

พี่วู้ดดี้ยังได้พบความจริงอีกว่า ถ้าอยากดัง ไม่จำเป็นต้องแรงก็ได้ เดี๋ยวนี้ตอนทำรายการจึงไม่ต้องแสดงแล้ว สบายตัวกว่าแต่ก่อนเยอะ

 

ปัญหาใหญ่จะทำให้เราอัพเกรดชีวิต

ใครที่เจอปัญหาใหญ่ๆ ระดับกินไม่ได้นอนไม่หลับ แสดงว่ากำลังอัพเกรดตัวเอง

คุณไม่สามารถอัพเกรดตัวเองในทุกรูปแบบถ้าคุณไม่เจอปัญหา ไม่มีการเลื่อนขั้นด้วยการนั่งเฉยๆ

จักรวาลกำลังบอกคุณว่า กูจะให้มึงนะ แต่มันต้องแลกเปลี่ยนกันหน่อย

ดังนั้น เวลาเจอปัญหา พี่วูดดี้จะร้อง เยส!! บอกตัวเองว่ามีเรื่องดีรออยู่ เพื่อจะได้มีกำลังใจสู้ต่อ เพราะถ้ามัวแต่ร้องโอดโอยมันเป็นการฆ่าตัวเองเปล่าๆ

 

อะไรที่อยู่ในหัวเราทุกวัน?

ถ้าคุณค้นพบว่าชีวิตมันมีสาระสำคัญที่คุณต้องจัดการ ต่อสัปดาห์คุณเลือกแค่เรื่องเดียวก็พอ เช่นคุณรู้ตัวว่าไม่ออกกำลังกาย และมันก็อยู่ในหัวคุณทุกวัน แล้วคุณไม่จัดการอะไรกับมันเลย มันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าถ้าคุณจัดการมันได้ ชีวิตคุณจะขึ้นไปอีกขั้น

 

คนเราทะเลาะกันด้วยเรื่องขี้หมา

เวลาไปร้านอาหาร พี่วู้ดดี้จะสั่งเลยโดยที่ไม่ดูเมนู ถ้าเป็นร้านใหม่ก็จะบอกว่าเอาอะไรมาก็ได้ ขณะที่แฟนพี่วู้ดดี้จะใช้เวลาเลือกเมนูนานมาก พี่วู้ดดี้ก็จะรู้สึกว่าทำไมคุณสั่งช้าจังวะ ในขณะที่แฟนก็รู้สึกว่าผมยังไม่ได้ดูเมนูเลยนะ แล้วก็มักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องนี้

ถ้าสังเกตดู เราไม่เคยทะเลาะกับคนใกล้ชิดในเรื่องใหญ่ๆ หรอก เรามักจะทะเลาะกันด้วยเรื่องขี้หมามาก เช่น ทำไมเธอไม่เปิดประตูให้ฉัน หรือทำไมเธอสั่งอาหารไม่รู้ใจฉันเลย

พี่วู้ดดี้ก็เลยนัดกับแฟนล่วงหน้าหนึ่งสัปดาห์เพื่อเคลียร์ปัญหาเรื่องสั่งอาหาร (ถ้าไม่นัดล่วงหน้า ใช้วิธีพูดขึ้นมาทันทีก็จะทะเลาะกันอีก) แล้วก็ได้ข้อสรุปคือต่างคนต่างสั่ง ไม่ต้องคาดหวังให้อีกฝ่ายรอหรืออีกฝ่ายรีบ สุดท้ายปัญหานี้จึงไม่กลับมากวนใจอีก

 

คนเราต้องมีเป้าหมาย

ตอน Jim Carrey เข้าวงการใหม่ๆ เขาเขียนเช็ค 1 ล้านดอลล่าร์เป็นค่าจ้างให้ตนเอง แล้วสุดท้ายวันหนึ่งจิมแครี่ย์ก็ได้ค่าจ้างระดับนั้นจริงๆ

พี่วู้ดดี้จะมี vision board ที่ตัดแปะทุกอย่างที่อยากให้เกิดขึ้นในชีวิต อยากมีรายการของตัวเอง อยากมีเงินเท่านั้น อยากมีคนรักแบบนี้ มีบ้านแบบนี้ แล้วตั้ง vision board เอาไว้ที่ปลายเตียง

พี่วู้ดดี้ถามพนักงาน Wongnai ว่ามีใครใช้ vision board บ้าง มีน้องแค่คนเดียวที่ยกมือ

พี่วู้ดดี้เลยถามต่อว่า มีใครใช้ Google Maps บ้าง คราวนี้ยกมือกันทุกคน

พี่วู้ดดี้ก็เลยทิ้งประโยคสั้นๆ “คุณจะไปถึงปลายทางได้มั้ยถ้าคุณไม่ใส่ destination”

ขนาดเปิด Google Maps คุณยังต้องพิมพ์เลยใช่มั้ยว่าคุณจะไปไหน แล้วคุณตื่นมาตอนเช้าทุกวัน คุณจะไม่บอกกับชีวิตคุณเลยเหรอว่าต้องการไปไหน

 

วันที่เลิกทำรายการทีวี

พี่วู้ดดี้บอกว่า ถ้าชีวิตเรากำลังทุกข์กับอะไรบางอย่างแล้วเราไม่ปิด อย่างอื่นมันก็จะไม่เปิด

พี่วู้ดดี้ตัดสินใจปิดรายการวู้ดดี้เกิดมาคุยเพราะรู้สึกว่าไม่สนุกกับการจัดรายการแล้ว พลังงานของเขาไม่เหมือนเมื่อสมัยก่อนแล้ว

ซักพักนึงก็ตัดสินใจปิดรายการ “ตื่นมาคุย” อีกรายการหนึ่ง เพราะตอนนั้นเริ่มได้กลิ่นแล้วว่าทีวีมันกำลังจะจบ

ตอนนั้นพี่วู้ดดี้น่าจะเป็นคนแรกที่ออกมาพูดว่าจะไม่ทำรายการทีวีแล้ว ซึ่งก็โดนคนด่า ใครต่อใครก็บอกว่าโฆษณาทีวียังเป็นเม็ดเงินก้อนใหญ่ที่สุด พี่วู้ดดี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นแจ๊ค (หรือโรส) บนเรือไททานิค เรือมันจะจมอยู่แล้ว แต่คนอื่นยังเต้นรำกันอยู่เลย ตอนนี้เรือหลายลำก็จมไปแล้วจริงๆ แม้จะไม่ใช่ทุกลำก็ตาม

 

ไม่ได้เก่งกว่า แค่เร็วกว่า

พี่วู้ดดี้ชอบหาแอปใหม่ๆ ใน App Store วันหนึ่งไปเจอ Twitter ก็เลยเริ่มเล่นจนตอนนี้มียอด followers 3 ล้านคน ไม่ใช่เพราะ Woody เก่ง แต่เพราะวู้ดดี้ใช้ Twitter เป็นคนแรกๆ

ที่เก็งผิดคือ Instagram ตอนแรกนึกว่าเป็นแค่การโพสต์ภาพสวย ไม่เหมาะกับวู้ดดี้ แต่พอเห็นอั้มโพสต์หัวเข่าที่เป็นแผล คนไลค์เป็นล้าน จึงรู้ว่า IG จะครองโลก

ตอนนี้แม้กำลังทำ Facebook Live อยู่ แต่ก็รู้ว่ามันไม่ใช่คำตอบสุดท้าย ยังต้องทดลองอะไรใหม่ๆ ไปเรื่อยๆ อะไรที่เป็นเทรนด์ ต้องรู้ ต้องตามให้ทัน ต้องเป็น first mover

 

ตื่นนอนแล้วอย่าเพิ่งอ่าน LINE

Mission ของพี่วู้ดดี้คือจะต้องมีความสุขในทุกอย่างที่ตัวเองทำ

พี่วู้ดดี้เตือนว่า ใครตื่นนอนแล้วเปิด LINE เลยให้ระวัง เพราะคุณกำลังเป็นทาสของคนอื่น มนุษย์ตื่นมาควรจะมีโอกาสสัมผัสกับร่างกายและความคิดของตัวเองก่อนจะไปสัมผัสกับโลกภายนอก

พี่วู้ดดี้เคยมีนิสัยตื่นมาปุ๊ปแล้วเปิดมือถือเช็คงานปั๊ป ปรากฎว่าหน้าบึ้งทันที หันไปด่าแฟน ด่าแม่บ้าน ด่าผู้ช่วย มารู้ทีหลังว่าไลน์นี่เองที่มากำหนดอารมณ์เรา

 

ออกกำลังกายเหมือนทำวัตร

เดี๋ยวนี้ พอตื่นขึ้นมา คิดก่อนเลยว่าเกิดมาเพื่ออะไร

เกิดมาคุย เกิดมาขายกระทะ เกิดมา Live ก็ว่ากันไป

คิดเสร็จแล้วก็ลุกไปอาบน้ำ แปรงฟัน โกนหนวด และออกกำลังกาย

ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายทุกวันตอนตื่น คุณกำลังเสียโอกาส ถ้าคุณไม่ออกกำลังกายตอนอายุสามสิบสี่สิบ ก็เตรียมเงินเข้าโรงพยาบาลตอนคุณแก่ตัวไว้ได้เลย

ทุกครั้งที่คุณออกกำลังกาย สมองมันจะฉลาดมาก คุณโยนคำถามอะไรให้มันก็ได้ จากนั้นก็ไปออกกำลังกาย จะยกเวทหรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วคำตอบก็จะมา แต่มันจะมาแค่ 30 วินาที

การออกกำลังกายจึงเป็นสิ่งเดียวที่พี่วู้ดดี้ทำทุกวัน ถ้าพระต้องทำวัตร วู้ดดี้ก็ต้องออกกำลังกาย เพราะได้ทั้งสุขภาพ ได้ทั้งคำตอบ แถมยังได้พลังงานดีๆ ไปแชร์กับทุกคนในออฟฟิศด้วย

 

ตั้งสติก่อนเปิดมือถือ

เมื่อออกกำลังกายเสร็จแล้ว พี่วู้ดดี้จึงจะเปิดมือถือ ใจตอนนี้พร้อมจะเจอกับข้อความทุกรูปแบบแล้ว

ก่อนเปิด LINE พี่วู้ดดี้จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเข้าไลน์ ไม่ว่าข้อความจะดีจะแย่ยังไง กูจะเพลิดเพลินไปกับการแก้ปัญหา และกูจะอยู่ในนั้นแค่ 3 นาที

ก่อนจะเปิด Instagram พี่วู้ดดี้ก็จะบอกกับตัวเองว่า กูกำลังจะเล่น IG และไม่ว่ารองเท้าที่ชมพู่ อารยา โพสต์จะน่าซื้อแค่ไหนก็ตาม กูก็จะกลั้นใจไม่หลงตามไปด้วย

ก่อนจะทำอะไรก็ตาม คุณต้องรู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ ไม่งั้นเราจะเผลอไปเปรียบเทียบว่าชีวิตเราสู้คนอื่นไม่ได้ คุณจะกลายเป็นทาสของ Facebook และ Instagram ที่ตอนเล่นก็เพลินดี แต่พอปิดแล้วก็เหนื่อย เพราะคุณไม่มีวันดีพอหรอก ชีวิตของคนใน Instagram มันดีกว่าคุณเป็นร้อยเท่า จริงๆ ถ้า Facebook หรือ Instagram มันมีปุ่มให้กดดูคนที่ชีวิตแย่กว่าเราก็คงจะช่วยได้ไม่น้อยนะ

 

ร่างกายที่สมบูรณ์แบบก่อนตาย

มีน้องคนหนึ่งยกมือถามว่า เห็นพี่วู้ดดี้ทานคลีน หนูอยากทำบ้างแต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี

พี่วู้ดดี้ตอบว่า ก็ไม่ต้องทาน

ในวันที่คุณอยากลดน้ำหนักจริงๆ วันนั้นคุณจะไม่ถาม คุณจะทำเลย

พี่วู้ดดี้ถามทุกคนว่า ก่อนตาย คุณไม่อยากเห็น six-pack เหรอ

ทุกเช้าตอนแปรงฟันส่องกระจก ลองถามตัวเองว่า ก่อนตายฉันจะได้มีโอกาสเห็นร่างที่สมบูรณ์ที่สุดของฉันมั้ย ให้ถามคำถามนี้ทุกเช้า แล้ววันหนึ่งคุณจะบอกตัวเองว่าทนไม่ไหวแล้ว

 

อยากผอม ยังไม่ต้องออกกำลังกาย

เมื่อตัดสินใจได้แล้วว่าอยากผอม ก็ยังไม่ต้องรีบเข้ายิมหรอก จงใช้เดือนแรกไปกับการดัดนิสัยก่อน นาฬิกาปลุกแล้วลุกทันที ไปไหนให้ตรงต่อเวลา ทำงานให้เรียบร้อย รักษาคำพูดกับพ่อแม่ ทำพื้นที่ชีวิตคุณให้มันมีความเป๊ะในทุกด้านก่อน

คนที่อยากอยากจะแปลงร่างไม่ใช่กินคลีนแล้วเข้ายิมเลย มันต้องแปลง mindset ก่อน

ลองถามแฟนและเพื่อนว่าเรายังบกพร่องเรื่องไหนบ้าง เรื่องที่ถ้าปรับปรุงแล้วชีวิตจะดีขึ้นมาก ตอนแรกเขาจะบอกว่าเราดีอยู่แล้ว แต่ลองซักต่ออีกหน่อยเดี๋ยวเขาก็จะบอกเอง เมื่อคุณจัดการชีวิตของคุณได้ดี แล้วคุณไปออกกำลังกาย คุณจะเห็นผลแน่นอน

 

วิธีเลือกคนของวู้ดดี้

คำถามสุดท้ายในวันนั้นคือ พี่วู้ดดี้มีวิธีเลือกทีมงานยังไง

พี่วู้ดดี้ตอบว่า เมื่อ 10 ปีที่แล้ว ใช้คติ “ถูกและดี” แต่ตอนนี้รู้แล้วว่า ของถูกและดีไม่มีอยู่จริง

ตอนนี้พี่วู้ดดี้ดูอย่างเดียว นั่นคือ “ใบหน้า”

“หน้าจะต้องมีความเปล่งประกายถึงขั้นที่ว่าในห้องที่เราสัมภาษณ์อยู่เนี่ยมันเต็มไปด้วยแสงออร่า” – The face has to light up a room

เพราะมันเป็นแสงไฟแห่งความหวัง ส่งไปหาลูกค้าก็รอด ส่งไปหา partner ก็ชมว่าทำไมทีมของคุณช่างมีรอยยิ้มที่แสนสดใสดีจัง ส่วนเรื่องอื่นๆ มันฝึกกันได้

—–

และนี่คือเรื่องราว ความบันเทิง และพลังงานดีๆ ที่ผมได้รับจากพี่วู้ดดี้ในวันนั้นครับ

ขอบคุณพี่วู้ดดี้ที่มาร่วมแบ่งปันมุมมองกับเราที่ Wongnai คนอ่านบล็อก Anontawong’s Musings  เลยได้รับอานิสงส์ไปด้วย

ข้อไหนชอบ ข้อไหนใช่ ลองนำไปปรับใช้กันดูนะครับ

10 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากคุณรวิศ Srichand

20171223_rawit
ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ทุกสองสัปดาห์ เพื่อเชิญ “คนเจ๋งๆ” จากหลากหลายวงการมาเล่าเรื่องราวเพื่อเปิดโลกทัศน์และความคิดของพนักงานที่วงในครับ
.
เมื่อวานนี้เราได้รับเกียรติจาก “คุณแท็บ” รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to The Moon และนักเขียน Bestseller หลายเล่มอาทิเช่น คิดจะไปดวงจันทร์อย่าหยุดแค่ปากซอย และ อย่าปล่อยให้ใครฆ่าวาฬของคุณ (กำลังจะออกเล่มใหม่เร็วๆ นี้)
.
คุณแท็บเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกมาก ได้ทั้งสาระและความบันเทิงไปเต็มๆ ผมเองว่าจะเขียนสรุปบทเรียนเสียหน่อย แต่เผอิญ “หลุยส์” เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา ซึ่งเป็น COO ของ Wongnai ได้เขียนบทสรุปไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาเรียบร้อยแล้ว ผมเลยขออนุญาตหลุยส์เพื่อนำบทสรุปนั้นมาแชร์ในบล็อกนี้ครับ
.
เชิญรับชมได้โดยพลัน
—–
10 random things ที่ได้เรียนรู้จากคุณ Tab รวิศ (ผู้บริหาร Srichand)
.
เที่ยงวันนี้ คุณรวิศให้เกียรติมาบรรยายที่ Wongnai ใน session “Wongnai We Share” ตอนพิเศษ และนี่คือ 10 ข้อที่ผมคิดว่าน่าสนใจจึงขอเลือกมาแชร์ต่อครับ
.
.
1. “หาคนที่มี purpose เดียวกัน” มาร่วมงาน
.
พนักงานคนที่จะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ คือ พนักงานที่มี purpose เดียวกับบริษัท/brand ไม่ใช่มองหาแค่ skill/performance (challenge ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่อง “คน”)
.
2. “ถ่ายทอด-ตอกย้ำ vision อย่างต่อเนื่อง” คือ หน้าที่ของผู้บริหาร
.
สิ่งนี้จะส่งผลต่อ recruitment มากๆ ดีกว่าไปประกาศหาคนทำงานตาม Jobs Board ตรงๆ สาเหตุหนึ่งที่คุณรวิศทำ blog / page mission to the moon ก็เพราะสิ่งนี้
.
3. “story telling ทำงานได้ดีเสมอ แม้ content นั้นจะขายของ 100%”
.
Blog ตอน “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” ซึ่งเขียนโดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคนมาร่วมงานกับ Srichand แบบเต็มๆ ก็ส่งผลให้มีคนมาสมัครงานกับ Srichand หลายร้อย resume เลย
.
4. “การแต่งหน้าไปโรงเรียน คือ long term investment” ในมุมมองของวัยรุ่น
.
ยุคนี้ทุกคนมีกล้อง (มือถือ) และพร้อมโพสรูปลง social/internet ที่จะอยู่ไปตลอดกาล ที่สำคัญ คือ รูปของ “เจ้าของกล้อง” สวยสุดเสมอ (ไม่ใช่เรา) ดังนั้นเพื่อลดการ “เสียโอกาส” ในอนาคต เราต้องแต่งหน้าไปโรงเรียน เผื่อว่าคนที่จะมาจีบเรามาดูรูปแล้วจะได้เจอแต่รูปที่เราดูดี
.
5. หากจะทำสิ่งใหม่ ควรร่วมงานกับคนที่มี expertise
.
เพราะ ลูกค้าเชื่อคนที่มี expertise จริงๆ มากกว่าเราแน่นๆ เช่น ตอนที่ Srichand จะทำ product line ใหม่ ที่มีสีสันหลากหลาย ซึ่ง Srichand ไม่มีประสบการณ์ (ไม่เคยทำมาก่อน) จึงตัดสินใจเชิญพี่หมู Asava (เจ้าพ่อ fashion) มาช่วยออกแบบ Color Creation Collaboration
.
6. ฟังลูกค้า ทำของที่ตอบโจทย์ลูกค้า อย่าคิดเองเออเอง
.
ฟังเซลล์ ฟังยี่ปั๊ว คนที่ใกล้ชิดลูกค้า หรือคุยกับลูกค้าเอง แล้วทำ product ที่ลูกค้าอยากได้ อาจจะใช้ เครื่องมือ 5 whys analysis หรือ research แบบ observe-immerse-interview (อย่างระมัดระวัง) Srichand ก็เคยคิดเองเออเองกันในห้องประชุมแล้วเจ๊งมาหลายตัวแล้ว (ขายไม่ออก)
.
7. เรื่องสินค้าไทย brand ไทย ยังเชื่อว่ามีโอกาส
.
ตลาด fashion ไทยที่รวมตัวกันทำจนสำเร็จแล้ว ห้องเสื้อ designer ไทย ขายชุดละ 2-3 หมื่น ก็มีคนซื้อ
.
8. หากดราม่า ให้แก้ปัญหาอย่างจริงใจ และรวดเร็ว
.
Srichand เคยมีเคสดราม่ากับ influencer คุณรวิศ post อธิบายภายใน 6 ชม. และโทรสายตรงหา influencer ร่วม 100 คน เพื่ออธิบาย และ clear ด้วยตัวเอง จนตอนนี้หลายๆ คนได้กลับมาร่วมงานกัน
.
9. ตลาด cosmetic กำลังจะถูก disrupt อย่างรุนแรง รอดูได้เลย
.
มีที่ inefficency ใน value chain เยอะมากๆ ตัวอย่าง เช่น shelf space ที่จำกัด แม้ว่าทาง brand จะมีความสามารถ ในการ offer variety ได้หลากหลายสุดๆ (เช่น 50 สี ต่อหนึ่ง product) แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะติดเรื่อง shelf space และสิ่งนี้ยังส่งผลโดยตรงถึงผู้บริโภคให้โดนลด choice ไปอีกด้วย! (โดยบังคับให้ต้องเลือกวางแต่สีที่ขายดี) .. ตอนนี้เสียเงินค่าที่วาง มากกว่าค่า marketing ซะอีก
.
10. ตอนนี้ Srichand เริ่มลงทุนใน tech แล้ว!
.
ต่อเนื่องจากข้อ 9 Srichand อยู่ในตลาดนี้ จึงเริ่มขยับตัว ซึ่งยอมรับว่ายาก และเป็น challenge เรื่องล่าสุดที่กำลังพยายามจัดการอยู่ .. โปรดรอติดตามกัน!
.
.
อ่านเพิ่มเติม:
.
– เรื่องของ “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook/posts/591641387707109:0
– ติดตามโพสของคุณรวิศได้ที่ page “Mission to the Moon” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook
.
#wongnai #weshare
.
.
ที่ Wongnai เราให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คนของเรา” หนึ่งในกิจกรรมจัดอย่างต่อเนื่อง คือ Wongnai WeShare ซึ่งเชิญทั้งพนักงานเราเองมาแชร์เรื่องที่น่าสนใจ (ให้คนเล่าได้ฝึกพูดด้วย) สลับกับการเชิญวิทยากร “ตัวจริง” จากข้างนอกมา “เปิดโลก” ให้ซึมซับประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อ “connect the dots” สร้าง #impact กับการทำงานในยามที่ถึงเวลา
.
*** Wongnai – “Super Lifestyle Platform สำหรับคนไทย” ที่ต้องการ “เชื่อมต่อสิ่งดีๆ เข้าสู่ผู้คน” (Connect people to good stuff) กำลังโต และต้องการขยายทีมอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งงานที่เปิดอยู่กว่า 40 ตำแหน่งในทุกแผนก ดูตำแหน่งงาน และสมัครเข้ามาร่วมงานกับทีมขนาด 200 คน หรือแชร์ให้เพื่อน/คนที่น่าจะสนใจได้ที่ ***
.
.
>> https://careers.wongnai.com/
— at Wongnai Media.
—–

ข้อคิดจากพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

201708909_torphenomena

ถ้าลองนึกถึงชื่อโฆษณาไทยที่คุณโปรดปรานซัก 3 เรื่อง มีโอกาสสูงมากที่อย่างน้อยหนึ่งในนั้นจะเป็นฝีมือการกำกับของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

เช่นหนังโฆษณาซึ้งๆ ของไทยประกันชีวิต (ปู่ชิว, แม่ต้อย, Que Sera Sera)

หรือโฆษณา จน เครียด กินเหล้า!  ของสสส.

หรือโฆษณาเงินติดล้อ – เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก

งานของพี่ต่อกวาด Cannes Lion ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของคนทำโฆษณามาแล้วหลายสิบรางวัล จนนิตยสาร a day ต้องเชิญพี่ต่อมาขึ้นปกแล้วพาดหัวว่าคนคนนี้คือผู้กำกับโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

ผมจึงดีใจมากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพี่ต่อได้เข้ามาพูดให้พนักงานที่บริษัทวงในร้อยกว่าคนฟัง (ทุกๆ สองศุกร์ เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ที่เราจะเชิญคนเจ๋งๆ มาร่วมพูดคุย)

พี่ต่อมาพูดโดยไม่มีสคริปต์ เน้นตอบคำถามเป็นหลัก และการตอบแต่ละข้อพี่ต่อจะหยุดคิดก่อนพูดเสมอ (เป็นการพูดคุยที่มี “ความเงียบ” แซมอยู่ตลอดทางมากที่สุด)

นี่คือข้อคิดที่ผมได้จากการฟังพี่ต่อในวันนั้นครับ

1. ใช้ชีวิตให้ตรงประเด็น เราถามพี่ต่อไปว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ พี่ต่อตอบว่าเขาแค่เป็นคนจับประเด็นเก่ง และหลักการการทำงานของเขาก็คือเวลาทำงาน ก็ทำให้ดีที่สุด พองานเราดี จะแต่งตัวยังไงก็ไม่สำคัญ ขับรถอะไรก็ไม่เกี่ยว connection ก็ไม่จำเป็น เพราะงานเราดีซะอย่าง ยังไงเขาก็ต้องจ้างเรา พอเราใช้ชีวิตตรงประเด็น ชีวิตมันก็จะง่าย

2. ทำอะไรควรสร้างการผลิต สำหรับคนที่อยากรวย อยากมีอิสระทางการเงินเร็วๆ พี่ต่อแนะนำให้ลองสำรวจดูว่า กิจกรรมที่เราทำหรือเงินที่เราใช้ไปนั้นมันสร้างการผลิตรึเปล่า ถ้าไม่สร้างการผลิตก็พยายามอย่าไปทำ เช่นปลูกไม้ประดับไม่สร้างการผลิต ปลูกผักสวนครัวสร้างการผลิต นั่งคุยการเมืองไม่สร้างการผลิต ถ้าคุณเป็นห่วงบ้านเมืองก็ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างไปเลย

3. อ่านหนังสือให้เยอะๆ เราจะเข้าใจคนดู (ลูกค้า / Consumers) ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ธรรมชาติของเขาเป็นอย่างไร พี่ต่อจึงอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทยเยอะมาก รวมถึงอ่านหนังสือขึ้นหิ้งอย่างสามก๊ก ซุนวู มูซาชิด้วย ถามว่าพี่ต่อจะแนะนำหนังสืออะไรให้พนักงานวงในอ่าน พี่ต่อพูดถึงหนังสือ Good Luck ของนานมีบุ๊คส์ เป็นหนังสือที่บอกว่าโชคไม่มีอยู่จริง ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เราสร้างเอง (เย็นวันนั้นมีน้องวิ่งไปซื้อมา 4 เล่มเลยนะครับ ผมเองก็ไปสอยมาแล้วหนึ่งเล่มเช่นกัน ไว้จะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป)

4. อย่าพยายามทำปลาแซลม่อนให้เป็นปลาช่อน เวลาเลือกคนมาแสดงโฆษณา และเลือกคนที่ทำสิ่งๆ นั้นเป็นอยู่แล้ว เช่นถ้าตัวละครต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เขาก็จะไม่เอาคนขับรถยนต์มาแสดง เพราะแค่แอคติ้งง่ายๆ อย่างการปิดเบาะมอเตอร์ไซค์ลง คนขี่มอเตอร์ไซค์จะทำได้สมจริงกว่าคนขับรถยนต์แน่ๆ ถ้าเราอยากได้ปลาช่อนก็อย่าไปเอาปลาแซลม่อนมาทำใหเป็นปลาช่อน สู้เอาเวลาไปเฟ้นหาปลาช่อนดีกว่า

5. ปัญหาเป็นเรื่องดี เพราะมันบอกให้รู้ว่ายังมีอะไรที่ไม่ดี เริ่มจากคำถามที่ว่ามีโฆษณาตัวไหนที่พี่ต่อไม่ชอบมั้ย พี่ต่อตอบว่ามีหลายตัวมากที่พอกลับไปดูแล้วเจอจุดที่มันควรจะดีกว่านี้ได้ เช่นแอคติ้งมากเกินไป ซาวด์ไม่โอเค ฯลฯ แต่กว่าจะรู้ตัวคือต้องผ่านไปซัก 1 ปีแล้วกลับมาดูใหม่ เพราะพอทำงานไปเยอะๆ รสนิยมของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองได้ดีขึ้น พอเจองานที่เขาไม่ชอบแล้ว พี่ต่อจะจำแนกออกมาเป็นข้อๆ เลยว่ามีอะไรบ้างไม่ชอบเพราะอะไร แล้วพี่ต่อก็จะไม่ทำมันอีก

พี่ต่อบอกว่าข้อผิดพลาดโคตรมีประโยชน์ เพราะถ้าเราเรียนรู้จากมันและไม่ทำมันผิดซ้ำ กราฟชีวิตของเราจะพุ่ง อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในวันนั้นสำหรับผม เพราะผมรู้ตัวว่าไม่ค่อยกล้าสบตากับจุดอ่อนของตัวเองซักเท่าไหร่ เช่นไม่ค่อยกลับไปอ่านงานเขียนเก่าๆ และไม่กล้าอัดวีดีโอตัวเองตอนที่สอนหนังสือ แต่จากนี้ไปจะต้องลองดูซักหน่อยแล้วครับ

ขอบคุณพี่ต่ออีกครั้งที่สละเวลามาเล่าประสบการณ์และแนวทางการดำเนินชีวิตให้พวกเราฟัง และขอบคุณยุ้ย เพื่อน HR ที่เคยทำงานอยู่ฟีโนมีน่าและได้มารู้จักกันที่ทอมสันรอยเตอร์ ที่ช่วยประสานงานจนเชิญพี่ต่อสำเร็จนะครับ

—–

ป.ล. ปีแรกที่ผมเขียนบล็อก ผมมีเขียนถึงพี่ต่อในเรื่อง เงิน/ความสุข/คุณค่าด้วยนะครับ

ป.ล.2 “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies