ดีที่สุดคือพอดี

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan เคยกล่าวไว้ว่าคนเราควรจะมีเงินมากพอที่จะไม่ต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร แต่ไม่ควรมีมากเกินจนมันพาเราไปเข้าสังคมที่เต็มไปด้วยคนที่เราไม่ได้อยากคุยด้วย

David Allen ซึ่งเป็นกูรูด้าน productivity เคยบอกไว้ว่า ถ้าเราจัดการเวลาได้ดี เราจะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องเวลา ถ้าเราจัดการการเงินได้ดี เราก็จะไม่ค่อยกังวลเรื่องการเงิน

หลายสิ่งในชีวิตมันจะมีจุด optimized ของมัน พอเลยจากจุดนี้ ผลตอบแทนมันจะไม่ค่อยคุ้มค่ากับแรงที่ต้องลงเพิ่มต่อไปอีกแล้ว ฝรั่งเรียกมันว่า law of diminishing returns

เพราะเหรียญมีสองด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ดังนั้น “ดีที่สุด” อาจไม่ได้แปลว่ามากที่สุด รวยที่สุด เก่งที่สุด แต่มันคือจุดที่ “พอดีที่สุด” ที่เราจะได้ประโยชน์จากด้านบวกของสิ่งนั้นโดยไม่ต้องแบกรับผลลบที่ตามมาด้วย

วิ่งฮาล์ฟมาราธอน น่าจะดีต่อสุขภาพกว่าการวิ่งมาราธอน

มีเงินสด 10 ล้าน น่าจะดีกว่ามีเงินสด 1000 ล้าน (มีคนเคยบอกไว้ว่า การดูแลทรัพย์สินระดับพันล้านนั้นอาจทำให้เราเป็นบ้าได้)

การมีเวลาว่างวันละ 4 ชั่วโมง น่าจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการมีเวลาว่างวันละ 14 ชั่วโมง (ซึ่งอาจทำให้เราเป็นบ้าได้เหมือนกัน)

แทนที่จะมุ่งสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ผมอยากเชียร์ให้เรามุ่งสู่เป้าหมายที่พอดีกันครับ

10 วิธีคิดของ HR ยุคใหม่เพื่อซื้อใจคนทำงาน (ตอนจบ)

เมื่อวานนี้ผมเขียน 5 ข้อแรกไปแล้ว ได้แก่

  1. คนพันธุ์ X หรือ คนพันธุ์ Y
  2. ระลึกถึง The Golden Rule
  3. อย่าทำตัวเหมือนเจ้าหน้าที่สถานฑูต(บางแห่ง)
  4. คุยกับ CEO ให้บ่อย
  5. คุยกับพนักงานให้บ่อยยิ่งกว่า

วันนี้มาพูด 5 ข้อที่เหลือนะครับ

6.มีความยืดหยุ่น
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ธุรกิจก็ต้องหมุนเร็วตาม สิ่งที่เคยทำแล้วเวิร์คมันอาจจะไม่เวิร์คแล้วก็ได้ สิ่งที่ถูกในวันนี้พรุ่งนี้มันอาจจะผิดก็ได้ ดังนั้นแม้ HR จะเป็นผู้รักษากฎกติกา แต่เราก็ต้องคอยสำรวจตรวจสอบว่ากฎกติกาที่มีมันยัง make sense อยู่รึเปล่า กฎบางกฎยังถูกใช้อยู่เพียงเพราะมันถูกเขียนเอาไว้นานแล้ว เผลอๆ คนที่เขียนกฎไม่ได้อยู่กับองค์กรนี้แล้วด้วยซ้ำ ถ้ากฎกติกานั้นมันไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป ก็อย่ากลัวที่จะปรับมันให้เหมาะสมกับคนที่เรามีและเป้าหมายที่องค์กรต้องการจะไป

7.อย่าเขียนกฎเพื่อควบคุมคนส่วนน้อย
เวลามีใครทำอะไรผิดกฎ บางที HR และผู้บริหารก็ overreact ด้วยการออกกฎระเบียบใหม่หรือเพิ่มกระบวนการที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในบางครั้ง การคงไว้ซึ่งกฎเดิมแล้วค่อยจัดการคนที่ทำตัวไม่เหมาะสมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

คนที่ทำสตาร์ทอัพจะรู้จักคำว่า MVP – Minimum Viable Product คือผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นแรกไม่จำเป็นต้องทำงานได้สมบูรณ์ 100% แค่ทำงานหลักๆ ได้ประมาณหนึ่งก็โอเคที่จะให้ users ได้ทดลองใช้แล้ว

MVP ยังเป็นตัวย่อของอีกคำหนึ่งที่ไม่ได้แพร่หลายเท่า นั่นคือ Minimum Viable Process จงมีขั้นตอนหรือกระบวนการเท่าที่จำเป็น แต่อย่ามากเกินกว่านั้นเพราะมันจะทำให้องค์กรช้าลงและทำให้พนักงานต้องมานั่งเสียเวลากับงานที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับใคร

8.คิดให้ละเอียด แต่อย่าคิดเล็กคิดน้อย
เคยต้องกรอกฟอร์มสมัครอะไรบางอย่างแล้วพบว่าช่องว่างที่เว้นไว้ให้มันแคบเกินไปมั้ยครับ? จุดไข่ปลาสำหรับกรอกที่อยู่มีความยาวพอๆ กับช่องให้ใส่ชื่อ-นามสกุลเลย

นั่นเป็นเพราะคนออกแบบฟอร์มไม่ได้คิดอะไรให้ละเอียด และเผลอๆ ไม่เคยได้ทดลองกรอกฟอร์มเองเลยด้วยซ้ำ

HR ไม่ควรทำพลาดอะไรอย่างนั้น เมื่อเราจะออกแบบฟอร์มหรือเทมเพลตอะไรก็แล้วแต่ เราต้องเป็นผู้ใช้งานคนแรกเสมอ ดูว่าใช้งานง่ายมั้ย ข้อมูลครบถ้วนรึเปล่า อ่านแล้วเข้าใจเลยรึเปล่า

เพราะถ้าเราทำฟอร์มหรือเอกสารให้ใช้งานยาก และพนักงานทุกคนต้องมานั่งใช้เอกสารตัวนี้ มันจะทำให้องค์กรสูญเสีย productivity โดยใช่เหตุ

เมื่อเราคิดมาดีแล้ว ที่เหลือเราก็ต้องเชื่อใจว่าพนักงานส่วนใหญ่จะทำไปด้วยวิจารณญาณที่ดี เราไม่จำเป็นต้องไปทำตัวเป็นผู้คุมกฎอันเคร่งครัดที่ใครจะมาละเมิดมิได้ แต่จงเป็น point of contact หรือคนที่พนักงานจะนึกถึงและกล้าเข้าหาเมื่อเขาเกิดคำถาม ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งสัญญาณว่าองค์กรเชื่อใจพนักงานมากพอแล้ว ยังเป็นการลดงานที่ไม่จำเป็นของ HR ลงด้วย

9.เห็นความหมายในงานที่เราทำ
งาน HR นั้นเป็นงานเชิง reactive เสียเยอะ ต้องแก้ปัญหาให้ผู้คน ต้องสู้รบกับระบบหลังบ้าน ต้องจัดการเอกสารมากมาย พอเราจมอยู่ในกองงานบางทีเราก็สูญเสียวิสัยทัศน์ (lose sight) ว่าแท้จริงแล้วเรากำลังทำอะไรกันอยู่

งาน HR ไม่ใช่การสกรีนเรซูเม่ ไม่ใช่การทำ payroll ไม่ใช่การสั่งข้าวกลางวัน แต่มันคือการหาคนที่เหมาะสมมาร่วมงานและดูแลเขาให้ดี เมื่อพนักงานได้รับการดูแลและปฏิบัติด้วยความเคารพ เขาก็จะมีสมาธิในการทำงานและปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมา และงานที่เขาทำก็จะส่งมอบคุณค่าให้กับสังคมได้

HR จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นห้องเครื่องที่สำคัญขององค์กร ถ้าเราทำหน้าที่ได้ดี องค์กรและสังคมจะได้อานิสงส์มหาศาล ถ้าเราทำหน้าที่ได้ไม่ดีก็จะมีคนเดือดร้อนได้มากมาย

10.ทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้
หลายอาชีพมีโอกาสจะโดนดิสรัปท์ (disrupt) ด้วย AI โดยเฉพาะอาชีพที่มีเนื้องานที่เดาทางได้และสามารถเอา algorithm หรือ machine learning มาจับ

ถ้า HR ยังทำงานแบบแข็งทื่อ ขาดความยืดหยุ่น เราก็จะไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ แล้ววันหนึ่งหุ่นยนต์ก็จะเข้ามาทำงานแทนเรา และทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าเราเป็นสิบเป็นร้อยเท่า

ถ้าอยากจะอยู่รอดในวิชาชีพนี้ HR ต้องทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ นั่นก็คือการเข้าใจความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุด

ผมขอยกถ้อยคำที่พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เคยมากล่าวไว้ใน WeShare

“มันมีบางเรื่องในชีวิตที่หุ่นยนต์กลไกทำงานแทนมนุษย์ไม่ได้ และนั่นคือคำถามว่ามันคืออะไร และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์ต้องห่วงแหนรักษาเอาไว้เพื่อไม่ให้หายไป นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้

ถ้าเราหาเจอว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราจำเป็นต้องรักษาไว้ และถ้าเราฉลาดพอว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรักษาไว้ แล้วเราสร้างธุรกิจหรือดำเนินชีวิตไปกับสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นได้ เราก็จะอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ และนั่นเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์กลไก AI จะ disrupt เราไม่ได้

ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์ และเรื่องที่ผมคุยมาตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทั้งหมดคือความเป็นมนุษย์

ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกลัวหุ่นยนต์ให้มากที่สุด แต่ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ แล้วเรารู้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง AI จะ disrupt เราไม่ได้ ฉะนั้นจงหาให้เจอว่าคุณค่าที่แท้จริงที่สูงสุดของมนุษย์อยู่ตรงไหน”

และนี่คือไอเดีย 10 ข้อที่ขอฝากไว้กับ HR ทุกคน

ขอให้สนุกกับงานและเป็น HR ที่ทุกคนในองค์กรเชื่อมั่นและไว้ใจนะครับ


จันทร์ที่ 2 พ.ย.นี้ ผมจะไปเป็น moderator ในงาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce ผมมีบัตรฟรีมาแจก 4 ใบและโค้ดส่วนลด 500 บาทอีก 10 โค้ด

ใครสนใจร่วมลุ้นรางวัล เชิญตอบคำถามดังต่อไปนี้ในช่องคอมเม้นท์

“ถ้าเราได้พรวิเศษที่จะเปลี่ยนสิ่งหนึ่งในองค์กรของเราได้ทันที เราอยากจะเปลี่ยนเรื่องอะไร?”

10 วิธีคิดของ HR ยุคใหม่เพื่อซื้อใจคนทำงาน

1.คนพันธุ์ X หรือ คนพันธุ์ Y

ไม่ใช่ Gen X หรือ Gen Y นะครับ

แต่เป็น Theory X / Theory Y ของ Douglas McGregor ที่เคยเสนอเอาไว้ตั้งแต่ยุค 1960’s

ผมเลือกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้อแรกเพราะมันเป็นตัวกำหนดทัศนคติของเรา และทัศนคติจะนำไปสู่การกระทำและผลลัพธ์ที่ตามมาทั้งหมด

เราคิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน?

X) เราไม่ชอบทำงานและอยากจะหลีกเลี่ยงงานให้ได้มากที่สุด
Y) เราเชื่อว่างานและมนุษย์เป็นของคู่กัน และการทำงานนั้นช่วยเติมเต็มเราได้

คนส่วนใหญ่จะบอกว่าตัวเองเป็นคนพันธุ์ Y

แต่ถ้าเราถามว่านโยบายของบริษัทที่เราคุ้นเคยนั้นมองพนักงานเป็นคนแบบไหน คำตอบก็คือพนักงานมักจะถูกมองว่าเป็นคนพันธุ์ X ที่พร้อมจะอู้งานและเอาเปรียบบริษัทได้ทุกเมื่อ

บริษัทส่วนใหญ่เชื่อใน Theory X และคิดว่าพนักงานต้องถูกขับเคลื่อนด้วยรางวัลและการลงโทษ ถ้าผู้บริหารใช้คำว่า “ผลตอบแทน”, “ควบคุม”, “กำกับ” “บังคับใช้” อยู่บ่อยๆ ก็มีแนวโน้มว่าองค์กรนั้นบริหารคนตาม Theory X

ส่วนบริษัทอีกกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) เชื่อว่าพนักงานของตนเป็นคนพันธุ์ Y ที่มีศักดิ์ศรีของคนทำงาน

องค์กรหัวก้าวหน้าจึงไม่มีกฎเกณฑ์ยุ่บยั่บ เพราะเชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่มีวิจารณญาณที่ดีกันอยู่แล้ว เมื่อเราเชื่อใจพนักงาน พนักงานก็จะทำงานอย่างขยันขันแข็งและสร้างงานที่ตัวเองภาคภูมิใจโดยไม่จำเป็นต้องมีรางวัลมาล่อหรือบทลงโทษใดๆ มาขู่

2.ระลึกถึง The Golden Rule

“Do unto others as you would have them do unto you.” เป็นคำสอนที่มีอยู่ในทุกศาสนา

เราอยากให้เขาปฏิบัติกับเราอย่างไร เราก็ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น

ในทางกลับกัน เราปฏิบัติกับเขาอย่างไร เขาก็จะปฏิบัติกับเราอย่างนั้น

ถ้าเราบังคับให้เขาต้องมาตอกบัตรให้ทัน 8 โมงเช้าทุกวัน ทั้งๆ ที่ฝนตกและรถติดจะแย่ ก็เป็นเรื่องปกติที่พนักงานจะเด้งจากโต๊ะทันทีตอน 5 โมงเย็น

ถ้าเราตำหนิเขาทุกครั้งที่ทำผิดพลาด ก็อย่าหวังว่าพนักงานจะกล้าริเริ่มอะไรใหม่ๆ

ถ้าเราขอให้พนักงานช่วยกันประหยัด แต่ผู้บริหารยังอู้ฟู่ คิดหรือว่าพนักงานจะอยากช่วย

อยากให้พนักงานมีสปิริตกับองค์กร องค์กรต้องมีสปิริตกับเขาก่อน

อย่าคาดหวังให้เขาทำในสิ่งที่เราเองก็ยังทำไม่ได

3.อย่าทำตัวเหมือนเจ้าหน้าที่สถานฑูต(บางแห่ง)

หลายคนที่เคยไปขอวีซ่ากับสถานฑูตคงเคยเจอเจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดีใส่ ซึ่งต้นเหตุอาจเกิดจากความรู้สึกของคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้

ความรู้สึกที่ว่า “ยังไงเขาก็ต้องง้อเรา”

เพราะอาชีพนี้ไม่มีคู่แข่ง ถ้ามีคนมาขอวีซ่ากับเราแล้วเขาไม่แฮปปี้ เขาจะไปขอกับสถานฑูตประเทศอื่นก็ไม่ได้ มันเลยเกิดความถือดีขึ้นมาว่าเราจะพูดจากับเขายังไงก็ได้ มันก็เลยเผลอตัวเผลอปาก พอเผลอมากๆ ก็ติดเป็นนิสัย

คนที่ทำงานสาย HR ก็อาจเกิดความรู้สึกนี้ได้เช่นกัน รู้สึกว่ายังไงพนักงานก็ต้องง้อเรา ถ้าอยากได้งานที่นี่ก็ต้องคุยกับเรา ถ้าอยากได้จดหมายรับรองการทำงานก็ต้องมาขอกับเราเท่านั้น ถึงเราพูดจาไม่ดีเขาก็คงไม่กล้าไปฟ้องใคร ความรู้สึกถือดีหรือไม่แคร์จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังนั้น HR ต้องระวังด้านมืดตรงนี้ให้จงหนัก

4.คุยกับ CEO ให้บ่อย

จะได้รู้ว่า CEO ต้องการอะไร อยากขับเคลื่อนองค์กรไปทางไหน core values และพฤติกรรมที่อยากเห็นคืออะไรบ้าง นโยบายและกิจกรรมต่างๆ ที่ HR ออกมาจะได้เกื้อหนุนให้สิ่งที่อยู่ในหัวของซีอีโอเกิดขึ้นจริง ซึ่งมันเริ่มกันตั้งแต่ Employer Branding หรือการสร้างภาพลักษณ์ในตลาดที่ดึงดูดคนที่เหมาะกับองค์กรให้มาสมัครงานกับเราเลยทีเดียว

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องเป็น HR ที่ CEO ไว้ใจในระดับหนึ่งด้วย ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราเสนอไปก็จะโดนปัดตกหรือถูก overrule ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะ HR นั้น(ควรจะ)รู้จักพนักงานดีกว่า CEO

5. คุยกับพนักงานให้บ่อยยิ่งกว่า

ผมเชื่อว่า HR รุ่นใหม่ต้องหน้าตารับแขกและเป็นคนเฟรนด์ลี่ระดับหนึ่ง ยิ่งจำหน้าและจำชื่อพนักงานได้เยอะๆ ยิ่งดี

HR รุ่นใหม่ต้องคุยกับพนักงานทุกระดับ จะได้รู้ว่าพนักงานกำลังทำอะไร คิดอะไร คุยอะไรกันอยู่ เราจะได้เป็น “คนวงใน” ไม่ใช่คนวงนอกที่อยู่คนละฝั่งกับพนักงาน เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาก็นำไปส่งต่อให้ผู้บริหารเพื่อปรับปรุงมิติต่างๆ ในองค์กรได้

อ้อ แล้วก็อย่าหวังพึ่ง Employee Engagement Survey มากจนเกินไป เพราะฟีดแบ็คที่ได้กลับมามักจะเป็นแบบ anonymous คือไม่ได้บอกว่าใครตอบ ซึ่งเอาไป action จริงไม่ค่อยได้ หรือถึงทำออกมาก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าเราแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือกำลังเล่นเกมกันอยู่

เทคโนโลยีนั้นมีประโยชน์ แต่ไม่อาจทดแทนการสื่อสารกันแบบเห็นหน้าและพูดคุยแบบตัวเป็นๆ ได้แน่นอน นั่งอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่เมตรทำไมต้องส่งเมลถามว่ารู้สึกยังไง เดินไปคุยเถอะ แล้วจะได้ของดี

พรุ่งนี้ผมจะมาต่อข้อ 6-10 นะครับ


Brand Inside ซึ่งอยู่ในเครือของ LINE MAN Wongnai ที่ผมทำงานอยู่ กำลังจะจัดงาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce เพื่อตอบ 3 คำถามสำคัญ

  1. องค์กรสมัยใหม่ควรเป็นแบบไหน
  2. ผู้นำยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร
  3. พนักงานต้องต้องมีทักษะอะไรเพื่อความก้าวหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงนี้

มี speakers เจ๋งๆ หลายท่าน เช่น พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ CMO ของ SCB, คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม, Chief Human Resources Officer จาก AIS และคุณชารัด เมห์โรทรา Chief Executive Officer จาก DTAC

ส่วนตัวผมเองก็จะไปเป็น moderator ในช่วง panel discussion ด้วย

งานจะจัดวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 9.00-15.30 ที่สามย่านมิตรทาวน์

ซื้อบัตรได้ที่ Eventpop บัตรราคาใบละ 1500 บาทครับ

ผมมีบัตรฟรีมาแจก 4 ใบ และโค้ดส่วนลด 500 บาทอีก 10 โค้ดครับ

ใครอยากร่วมลุ้นรางวัล เชิญตอบคำถามดังต่อไปนี้ในช่องคอมเม้นท์

“ถ้าเราได้พรวิเศษที่จะเปลี่ยนสิ่งหนึ่งในองค์กรของเราได้ทันที เราอยากจะเปลี่ยนเรื่องอะไร?”

—–

Photo by bongkarn thanyakij from Pexels

นิทานก้อนหินในกระเป๋า

เย็นวันหนึ่ง ในขณะที่พวกเร่ร่อนเลี้ยงสัตว์กำลังเตรียมตั้งกระโจมทำการพักผ่อนนอนหลับนั้นเอง พวกเขาก็เห็นลำแสงเปล่งรัศมีเจิดจ้าขึ้น

ประสาทที่หกบอกพวกเขาว่า เทพเจ้ากำลังจะปรากฏ ณ บัดนี้แล้ว พวกเขารีบคุกเข่าลงกับพื้นอย่างนอบน้อม และแล้ว เทพเจ้าก็ปรากฏกายขึ้นจริงๆ

เทพเจ้าพูดกับเหล่าสาวกผู้ซื่อสัตย์ว่า

“พรุ่งนี้ เวลาเดินทาง เจอก้อนหินที่ไหนก็ให้เก็บใส่กระเป๋ามากๆ ตกกลางคืน พวกเจ้าจะมีความสุขสุดๆ แต่ขณะเดียวกัน พวกเจ้าจะมีความทุกข์ด้วย”

พูดจบ เทพเจ้าก็หายไป เหล่าสาวกต่างผิดหวังไปตามๆกัน พวกเขาคิดว่าเทพเจ้าจะนำโชคก้อนใหญ่มาให้พวกเขาเสียอีก ที่ไหนได้ เทพเจ้ากลับสั่งให้พวกเขาทำงานบ้าๆ บอๆ ชิ้นหนึ่ง

เช้าวันรุ่งขึ้น แม้พวกเขาจะไม่พอใจแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่งเทพเจ้า พวกเขาหลับหูหลับตาเก็บก้อนหินก้อนเล็กๆ ใส่กระเป๋าไปตามเรื่อง แล้ววันนั้นก็ผ่านไปอย่างเซ็งๆ

ตกเย็น ได้เวลาที่พวกเขาจะต้องกางเต็นต์นอนพักกันแล้ว สาวกบางคนล้วงก้อนหินในกระเป๋าออกมาดูโดยมิได้ตั้งใจ ปรากฏว่าหินในกระเป๋ากลายเป็นทองคำ

พวกเขาดีใจมาก แต่ขณะเดียวกัน พวกเขาก็รู้สึกเสียใจเป็นที่สุดที่มิได้เก็บก้อนหินใส่กระเป๋าให้มากกว่านี้


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน

ป.ล. หนึ่งในวิธีการตีความ: เทพเจ้า = หัวหน้า, คนร่อนเร่ = ลูกน้อง

ชวนฟังเพลง ภาษาใจ

วันก่อน เพื่อนของผมชื่อ “สิธี” มาหาที่บ้าน

สิธีเล่าให้ฟังว่าชอบสาวอยู่คนหนึ่ง วันนี้วันวาเลนไทน์ อยากจะโทรไปหา แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไงดี เลยมาขอไอเดีย

ผมก็เลยถามสิธีว่าอยากพูดอะไรบ้าง สิธีก็บอกว่าตัวเองไม่ใช่คนพูดเก่ง แต่อยากให้ดูสิ่งที่เขาทำมากกว่า แล้วผู้หญิงคงรู้ได้เองว่าเขาคิดอย่างไร

คุยไปคุยมา ผมก็เลยเกิดไอเดียว่าทำไมไม่แต่งเพลงซะเลย โทรไปร้องเพลงให้เขาฟังเขาน่าจะประทับใจน่าดู

แล้วผมก็หยิบกีตาร์ขึ้นมาเล่นทางคอร์ดที่ผมเคยคิดเอาไว้ให้สิธีฟัง แล้วเราก็เริ่มนั่งแต่งเพลงกันตรงนั้น สิธีรับผิดชอบเนื้อร้อง ผมดูแลเรื่องทำนอง แต่จนค่ำแล้วก็ยังไม่เสร็จ เลยตัดสินใจแยกย้ายให้ต่างคนต่างไปทำการบ้านมา

ใช้เวลาอยู่เกือบๆ หนึ่งสัปดาห์ เพลงนั้นก็แต่งเสร็จสมบูรณ์ เป็นเพลงแรกในชีวิตของทั้งผมและสิธี เราตื่นเต้นกันมาก รีบหยิบซาวด์อะเบาท์ยี่ห้อ Aiwa มาอัดเสียงกันในห้องนอนของผมที่เมืองเทมูก้า ประเทศนิวซีแลนด์

ครับ นี่คือเพลงที่มีจุดเริ่มต้นเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 1996 สมัยผมเรียนอยู่มัธยมปลาย

ตอนแรกเพลงนี้ยังไม่มีชื่อ แต่พอผมกลับมาเมืองไทยแล้วเล่นเพลงนี้ให้พ่อ แม่ และน้องชายฟัง พ่อก็ตั้งชื่อเพลงว่า “ภาษาใจ”

ผมได้เล่นเพลงภาษาใจอีกนับร้อยครั้ง เล่นให้เพื่อนชาวฮ่องกงที่อยู่บ้านเดียวกันที่ NZ จนเขาร้องตามได้ กลับมาอยู่เมืองไทยก็เล่นให้เพื่อนที่คอนโดฟังก็ชอบกันอีก พอเข้ามหาลัยภาษาใจก็เป็นเพลงที่ทุกคนในวง(เหล้า)ร้องกันได้อย่างเสียงดังฟังชัด

ผมจึงมีความเชื่อเสมอมาว่าภาษาใจเป็นเพลงที่ดี และตั้งใจเอาไว้ว่าเมื่อถึงวันที่พร้อมก็อยากจะลองทำเพลงภาษาใจออกมาเป็น studio version ให้คนอื่นๆ ได้ฟังกันบ้าง

หลังจากที่ “คัน” และค้างคาใจมาตลอด 24 ปี วันนี้ความตั้งใจของผมก็สำเร็จแล้ว และอยากชวนทุกคนมาฟังเพลงนี้ด้วยกัน

การทำเพลงและ MV ภาษาใจได้รับความช่วยเหลือจากหลายคนมาก แต่คนที่อยากจะขอบคุณเป็นพิเศษก็คือ

สิธี (มด – สิทธิพร ทองคำ) ขอบคุณที่คิดโทรหาสาวในวันนั้นเมื่อ 24 ปีที่แล้วจนได้เพลงภาษาใจที่เรารักมาก

เม ทีม People ที่ช่วยแนะนำให้ได้รู้จักทีมงาน Pop in the Box

บิว Lemon Soup และทีมงาน Pop in the Box ที่ช่วยไกด์ตอนอัดเสียง ช่วยเล่นดนตรี ประสานเสียง และประสานงานให้ทุกอย่าง

รัฐ Tattoo Colour ที่เรียบเรียงเพลงภาษาใจออกมาได้อย่างกลมกล่อม และขอบคุณสำหรับคำแนะนำให้โยกตัวเวลาร้องเพลงในห้องอัด อยากบอกว่ามันช่วยให้หายเกร็งได้จริงๆ

ตูน Content Manager ของ LINE MAN Wongnai ผู้กำกับมิวสิควีดีโอ ที่ช่วยคิดคอนเซ็ปต์และประสานงานให้ทุกอย่าง

Cherchan Studio ที่เอื้อเฟื้อสถานที่ และมอบบรรยากาศอันแสนอบอุ่นให้กับมิวสิควีดีโอเพลงนี้

ออม พรรักษา @aommprst AE ของ LMWN ที่นอกจากจะเอื้อเฟื้อ Cherchan Studio แล้ว ยังมาร่วมเล่นเป็นนางเอกให้อีกด้วย

พฤทธ์ @ppruet พระเอก MV ที่แสดงได้เนียนมาก โดยเฉพาะแววตา ขอให้เส้นทางนักแสดงอาชีพของพฤทธ์ก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปนะครับ

เก้า ล่ามทรง @gaoeiii นักแสดงของ LMWN ผู้สร้างสีสันทั้งใน MV และในกองถ่าย – Very Good!

และสุดท้าย ขอบคุณ “ผึ้ง” คนข้างกายและแม่ของปรายฝนกับใกล้รุ่ง ที่มาเป็นกำลังใจให้ตั้งแต่ตอนทำเดโม่จนถึงวันปิดกองถ่าย แม้ตอนแต่งเพลงภาษาใจเราจะยังไม่ได้เจอกัน แต่ตอนร้องอัดเพลงนี้เราคิดถึงผึ้งตลอดนะ สุขสันต์วันเกิดนะครับ 🙂

เวลาเป็นของมีค่า เราจึงควรอยู่เฉยๆ บ้าง

บ้านหลังหนึ่ง จะสวยได้ก็ด้วยการตกแต่งและเฟอร์นิเจอร์ที่เลือกมาประดับ

แต่ลองคิดภาพบ้านที่เต็มไปด้วยเฟอร์นิเจอร์ทุกตารางนิ้วจนไม่เหลือพื้นที่ว่าง จนเฟอร์นิเจอร์ต้องเอาวางซ้อนกัน ความสวยนั้นก็จะอันตรธานไปในทันที

“มี” จะดูดีได้ก็เพราะว่าความ “ไม่มี”

เฟอร์นิเจอร์จะดูดีได้ก็เพราะว่ามีพื้นที่ว่างให้มันอย่างเพียงพอ

ถ้าเปรียบเวลาที่เรามีเป็นพื้นที่ว่างภายในบ้าน หากเราใช้ความคิดแบบทุนนิยมที่เน้นเรื่องการผลิตและ productivity มองว่าทุกนาทีนั้นมีค่าแล้วพยายามแปลงมันเป็นการกระทำและผลผลิต ชีวิตก็จะไม่เหลือความสวยงาม

การอยู่เฉยๆ จึงมีคุณูปการอย่างน้อยสามข้อ

หนึ่ง มันทำให้เรามีเวลาพักหายใจ มีพื้นที่ให้กับความรื่นรมย์ที่อยู่ตรงนี้ตลอดมา

สอง เมื่อได้พักหายใจและมีเวลาอยู่กับตัวเอง เราจะมีเวลาถามคำถามสำคัญ

และสาม เมื่อได้ถามคำถามสำคัญ มันอาจทำให้เราระลึกได้ว่า เรามาอยู่ที่นี่เพื่ออะไรครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรายของคุณพศิน อินทรวงค์ บน Youtube

หัวหน้าที่ดีต้องดับความกลัวของลูกน้อง

กลัวว่าจะทำไม่ได้

กลัวว่าทำพลาดแล้วจะโดนดุ

กลัวว่าจะดูโง่

กลัวโดนเอาเปรียบ

กลัวว่าตัวเองจะไม่เก่งจริง

กลัวว่าตัวเองอยู่ถูกที่รึเปล่า

เหล่านี้ล้วนเป็นความกลัวที่คนทำงานทุกคนมี และหัวหน้าที่ดีย่อมช่วยขจัดความกลัวเหล่านี้จากใจลูกน้องได้

เมื่อความกลัวหายไป ความกล้าจะเข้ามาแทน การกระทำจะเกิด ผลงานจะมี แล้วทุกคนก็จะได้ประโยชน์กันถ้วนหน้าครับ


ป.ล. เข้าใจว่าหัวหน้าบางคนใส่ความกลัวลงในใจลูกน้อง ซึ่งนั่นก็อาจจะสร้างผลงานได้เหมือนกัน แต่ผลกระทบที่ตามมาย่อมไม่เหมือนกันครับ

10 คนชมไม่เท่า 1 คนด่า

กุศลกับอกุศลนั้นมีทิศทางตรงกันข้าม แถมยังน้ำหนักไม่เท่ากัน

ถ้าคำชมทำให้เราตัวลอยเหมือนแก๊สไฮโดรเจนในลูกโป่ง และคำด่านั้นทำให้เราหนักอกเหมือนโดนหินถ่วงไว้ ดูเหมือนกรวดเพียงก้อนเดียวก็หนักพอที่จะทำให้ลูกโป่งไม่อาจลอยไปไหนได้แล้ว

เรื่องนี้เกิดเป็นประจำเวลาผมเขียนบทความและมีคนมาคอมเมนท์ ซึ่งส่วนใหญ่จะแสดงความเห็นไปในทางเห็นด้วยหรือชื่นชม นานๆ ทีจะมีคนมาต่อว่าต่อขาน แต่พอเวลาผ่านไป เมื่อกลับไปคิดถึงบทความนั้น ผมมักจะจำคำชมไม่ได้ แต่จำคำด่าได้แม่นยำ

ในที่ทำงาน การมีคนพลังงานลบอยู่ในทีมแค่คนเดียว ก็ทำให้ขวัญและกำลังใจของทั้งทีมเสียไปได้ สิบคนที่เหลือต้องขับพลังบวกออกมาพอสมควรถึงจะกลบพลังงานลบจากคนคนเดียวไหว

หรือเวลามีประชุมใหญ่แล้วมีช่วงที่เปิดโอกาสให้พนักงานถามคำถามผู้บริหาร เจอคำถามดีๆ มาสิบคำถามก็ไม่คิดอะไร พอเจอคำถามแย่ๆ แค่ 2-3 คำถาม ก็อาจทำให้ผู้บริหารมองภาพพนักงานแย่ไปเลย ทั้งๆ ที่คนที่ถามไม่สร้างสรรค์นั้นมีแค่คนสองคนในคนฟังนับร้อย

สอดคล้องกับสำนวนไทยที่บอกว่าปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง

เราจึงต้องพยายามลดหรือขจัดต้นตอของพลังงานลบ เพราะมันส่งผลกระทบได้รวดเร็วและรุนแรง

ในขณะเดียวกัน ในฐานะคนทำงานที่อาจโดนติชมหรือโดนคำถามที่ไม่สร้างสรรค์ ก็ต้องคอยเตือนตัวเองว่านี่เป็นเพียงคนส่วนน้อย และไม่ไปฟาดงวงฟาดงาจนทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนไปด้วยครับ

ยิ่งใหญ่มิใช่เพราะเก่งกาจ

ยิ่งใหญ่เพราะสม่ำเสมอ

แน่นอนว่าพรสวรรค์ก็เป็นส่วนประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง เราจึงควรเลือกทำในสิ่งที่เราทำได้ดีและมีฉันทะ เพราะมันจะทำให้เราไปได้เร็วและสร้างผลงานได้โดดเด่น

แต่พรสวรรค์ที่ไม่ได้ถูกค้ำจุนด้วยวินัยย่อมตกม้าตายกลางทาง

เราจึงต้องไม่หลงระเริง ต้องพร้อมที่จะนับหนึ่งใหม่ ต้องเป็นคนที่รอได้

เมื่อมีความสม่ำเสมอที่จะสร้างงานของเราโดยไม่เร่งรีบ ผ่านเวลาหลายปีหรือแม้กระทั่งหลายสิบปี ตาน้ำจะกลายเป็นน้ำตก หนึ่งก้าวจะกลายเป็นหมื่นลี้ และก้อนอิฐก็จะกลายเป็นกำแพงเมืองจีนครับ

นั่งคุยกับพ่อ

วันพรุ่งนี้ 14 กันยายน 2563 พ่อผมจะมีอายุครบ 72 ปี

เย็นวานนี้เพื่อนฝูงของพ่อจึงจัดงานเลี้ยงให้พ่อหนึ่งงาน และเที่ยงวันครอบครัวก็จัดงานเลี้ยงให้พ่ออีกหนึ่งงาน

แขกที่มาร่วมงาน จะได้ของที่ระลึกกลับไปด้วย และหนึ่งในนั้นคือหนังสือชื่อ “นั่งคุยกับพ่อ” ซึ่งตั้งใจเขียนขึ้นมาสำหรับวาระพิเศษนี้โดยเฉพาะ

ในหนังสือ ผมเขียนคำนำเอาไว้ดังนี้


สิ่งหนึ่งที่ครอบครัวของ ประสาร-กาญจน์ลดา มฤคพิทักษ์ ไม่คุ้นเคย ก็คือการจัดงานวันเกิด

ตั้งแต่ผมจำความได้ ทั้งพ่อและแม่ไม่เคยฉลองวันเกิดเลยสักครั้ง ส่วนผมกับน้องชายที่เกิดวันเดียวกันแต่ห่างกัน 4 ปีก็เคยจัดงานวันเกิดแค่ครั้งเดียวตอนที่ผมอยู่ม.1 ทุกวันเกิดที่ผ่านๆ มาจึงเป็นเหมือนวันธรรมดาอีกวันหนึ่ง อย่างมากเราก็แค่ส่งข้อความแฮปปี้เบิร์ธเดย์กันทางกรุ๊ปไลน์ของครอบครัว ส่วนพ่อจะพิเศษหน่อยคือเขียนคำอวยพรเป็นบทกลอนแต่ก็ยังส่งผ่านไลน์อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม วันที่ 14 กันยายน 2563 เป็นวันเกิดที่พิเศษกว่าวันอื่นๆ เพราะพ่อจะมีอายุครบ 72 ปี กลุ่มเพื่อนพ้องของพ่อจึงนัดหมายเพื่อจะจัดงานเลี้ยงวันเกิดให้พ่อ ส่วนแม่ก็มองว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะนัดคนในตระกูลรวมถึงเพื่อนพ้องน้องพี่ที่เคยเกื้อกูลกันมามาร่วมรับประทานอาหารด้วยกันสักมื้อ

เมื่อต้องมาเจอกัน เราเลยคิดว่าน่าจะดีถ้ามีของที่ระลึกติดไม้ติดมือให้แขกเสียหน่อย และของที่ระลึกที่เราคิดจะทำก็คือ “หนังสือ” แม้รู้ว่าคนอ่านหนังสือนั้นเหลือน้อยลงทุกที แต่หนังสือก็มีคุณค่าในแบบที่สื่ออื่นมอบให้ไม่ได้

ธรรมดาคนมีอายุครบ 6 รอบน่าจะอยากมีหนังสือที่บอกเล่าชีวประวัติของตัวเอง ว่าผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านความสำเร็จและความล้มเหลวอะไรมาบ้าง แต่พ่อไม่ใช่คนแบบนั้น พ่อไม่ได้อยากเล่าเรื่องอะไรของตัวเองเลย พ่อจึงเลือกที่จะนำบทความที่เคยเขียนลงเฟซบุ๊คนับร้อยบทความมาคัดสรรเหลือ 72 เรื่องเป็นหนังสือชื่อ “หอมกลิ่นความดี”

แต่กระนั้น ผมก็คิดว่าน่าจะเป็นการดีที่จะบันทึกประสบการณ์ตลอด 72 ปีของพ่อเอาไว้บ้าง เพราะพ่อมีส่วนในเหตุการณ์สำคัญทางบ้านเมืองหลายต่อหลายครั้ง “ผึ้ง” ภรรยาของผมเลยบอกว่าทำไมผมไม่เขียนเองดูล่ะ น่าจะได้มุมมองที่น่าสนใจและได้อรรถรสดี

หนังสือเล่มนี้จึงเกิดขึ้นด้วยการไปนั่งคุยกับพ่อ ส่วนใหญ่จะเป็นตอนค่ำหลังมื้อเย็น ไล่เรียงตั้งแต่วัยเยาว์ที่พ่อเป็นสมาชิกวงอังกะลุง เป็นประธานชมรมที่สวนกุหลาบ เป็นนายฉันท์แก่นที่จุฬาฯ เป็นหนึ่งใน 100 คนที่ลงชื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญในปี 2516 เป็นสหายที่เข้าป่าจับปืน เป็นเจ้าของรายการชีวิตธุรกิจ เป็น ส.ส. สอบตก เป็นวุฒิสมาชิก เป็นคนร่วมถอดถอนรัฐมนตรี เป็นจำเลยที่โดนนักการเมืองใหญ่ฟ้องร้อง เป็นผู้ปราศรัยบนเวที กปปส. จนกระทั่งมาเป็นปู่ของหลานสี่คนในวันนี้

นี่จึงเป็นครั้งแรกที่ผมได้นั่งคุยกับพ่ออย่างเจาะลึกในทุกแง่มุม ได้รู้ในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน ได้เข้าใจในสิ่งที่เข้าใจผิดมาโดยตลอด ได้เห็นสิ่งที่เปลี่ยนไปและสิ่งที่ยังมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลงของคนที่ผมเรียกว่า “พ่อ” มาทั้งชีวิต

ขอบคุณผึ้งที่เป็นเจ้าของไอเดีย ขอบคุณแม่ที่เข้ามาร่วมวงตอบคำถาม ขอบคุณรองที่ช่วยออกแบบปกหนังสือ ขอบคุณขวัญ ภรรยาของรองที่ช่วยรีวิวต้นฉบับ ขอบคุณกัลยาณมิตรของพ่อที่ร่วมเขียนมุมมองที่มีต่อพ่อด้วยไมตรีจิต

และแน่นอน ต้องขอบคุณพ่อที่เป็นตาน้ำของเนื้อหาทั้งหมดในหนังสือเล่มนี้ ผมเชื่อว่าสิ่งที่อยู่ในบทสนทนาและข้อความระหว่างบรรทัดจะทำให้ผู้อ่านได้แง่คิดอะไรบางอย่างที่จะนำมาสร้างประโยชน์ให้กับตัวเอง คนใกล้ตัว และสังคมต่อไป

ขอให้อ่านหนังสือให้สนุกครับ

รุตม์ – อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์
สิงหาคม 2563


ผมมีหนังสือนั่งคุยกับพ่อมาแจก 5 เล่ม

ใครอยากลุ้น ลองมาคอมเมนท์ครับว่า เรามีความประทับใจอะไรในตัวพ่อบ้าง

โดยจะแจกให้กับผู้ติดตามทางเพจเฟซบุ๊ค 3 เล่ม และทาง blockdit 2 เล่มครับ

คอมเมนท์ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 14 กันยายน และจะประกาศผลวันอังคารที่ 15 กันยายนครับ