วันที่ได้มาคือวันเริ่มนับถอยหลังการสูญเสีย

เพราะทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว ไม่มีอะไรอยู่กับเราได้ตลอดไป – แม้กระทั่งตัวเราเอง

เมื่อได้รถในฝันมาสักคัน มันคือการเริ่มนับถอยหลังวันที่จะสูญเสียรถคันนั้น

เมื่อได้ตำแหน่งสูงๆ มาครอง มันก็คือการนับถอยหลังถึงวันที่เราจะเป็น nobody ไม่มีลาภยศสรรเสริญ

เมื่อได้อยู่กับคนที่เรารัก มันก็คือการนับถอยหลังที่วันหนึ่งเราจะไม่ได้อยู่ด้วยกัน

ฟังดูหดหู่ แต่มันก็ทำให้เราตระหนักรู้ในคุณค่าของสิ่งที่เรามี เพราะบางทีเราก็ชอบหลอกตัวเองว่ายังเหลือเวลาอีกถมเถ ทั้งๆ ที่ไม่มีใครเลยที่รู้อนาคต

เรากำลังนับถอยหลังกันอยู่ รู้ตัวกันมั้ย

และเมื่อรู้ตัวแล้ว เราจะทำสิ่งใดให้ต่างออกไปบ้างรึเปล่า


ขอบคุณประกายความคิดจากธรรมบรรยายพี่พศิน อินทรวงค์ บน Youtube

เหลือ 8 ที่นั่ง – Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20

ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยก็ได้ แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

บ่ายวันเสาร์เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมไปสอน Time Management ให้กับบริษัทเบียร์ยี่ห้อหนึ่ง ตอนช่วงถาม-ตอบ มีคนถามผมว่า ผมทำยังไงถึงมีวินัยเขียนบล็อกวันละตอนติดต่อกันได้นานหลายปีขนาดนี้

ผมตอบแทบจะในทันทีว่า ผมไม่ได้เป็นคนมีวินัยเลยนะ แต่ผมอยากเป็นคนมีสัจจะ

การเป็นคนมีวินัยนั้นทำได้ยากมาก เราเคยตั้ง New Year’s Resolutions แล้วล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ก็เลยยิ่งตอกย้ำความเชื่อว่าเราเป็นคนไม่มีวินัย พอเราเห็นคนที่ทำอะไรได้ทุกวัน เราก็มองเขาด้วยความชื่นชมปนอิจฉาว่าเขาเป็นคนมีวินัยจังเลย เมื่อไหร่เราจะเป็นอย่างเขาได้สักทีนะ

วิธีคิดที่อาจจะได้ผลกว่า คือไม่ต้องขอให้ตัวเองเป็นคนมีวินัยหรอก ขอแค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

เพราะอย่างน้อยที่สุด เราน่าจะเชื่อว่าตัวเองเป็นคนมีสัจจะอยู่ประมาณหนึ่ง

ลองมีสัจจะกับเรื่องเล็กๆ ก่อน แล้วค่อยคิดมีสัจจะกับเรื่องใหญ่

มีสัจจะกับเรื่องง่ายๆ ก่อน แล้วค่อยมีสัจจะกับเรื่องยากๆ

สมมติว่าเราอยากแข็งแรงขึ้น ลองบอกตัวเองว่าจากนี้ไปเราจะทำแพลงค์วันละ 20 วินาทีติดต่อกัน 3 วัน

ตั้งเป้าหมายให้ง่ายเสียจนไม่เหลือข้อแก้ตัว เพราะทำแพลงค์ 20 วินาทีนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีเวลาหรือไม่มีเวลา

ขึ้นอยู่กับว่าเราจะทำหรือจะไม่ทำเท่านั้นเอง

ถ้าทำ เราก็จะรักษาสัจจะของเราได้

ถ้าเราไม่ทำ ก็แสดงว่าเราเป็นคนไร้สัจจะ สั้นๆ ง่ายๆ แค่นั้น

พอทำแพลงค์ครบ 3 วัน ค่อยต่อเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์ พอครบหนึ่งสัปดาห์ค่อยต่อเป็นหนึ่งเดือน แล้วสุดท้ายเราจะเป็นคนที่ทำแพลงค์ได้ทุกวันและทำได้นานเป็นนาที

สิ่งสำคัญคืออย่ารีบร้อน คนที่ล้มเหลวหรือล้มเลิกส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะด้วยความยากหรืออุปสรรคแต่เป็นการตกม้าตายเพราะความใจร้อนของตัวเอง ถ้าเราแพลงค์ 20 วิ ครบ 3 วันแล้วบอกว่าจากนี้ไปจะแพลงค์วันละ 3 นาทีติดต่อกัน 1 เดือน มันจะเป็นการชกข้ามรุ่นแล้วคุณจะโดนน็อค

ตอนที่ผมเริ่มเขียนบล็อกอย่างจริงจังเมื่อต้นปี 2015 ผมก็เริ่มจากการเขียนให้ได้ 3 วันติดกันก่อน พอครบสามวันก็ค่อยขยายเวลาเป็นหนึ่งสัปดาห์ หนึ่งเดือน และสามเดือน พอเขียนครบ 100 ตอนก็ประกาศออกสื่อ (ที่ตอนนั้นยังไม่ค่อยมีคนอ่าน) ว่าจะเขียนบทความใหม่ทุกวัน

ถามว่าผมรักษาสัจจะได้ไร้ที่ติมั้ย-ก็ไม่ ก็มีบางวันที่อู้บ้าง มีไปเที่ยวยาวๆ แล้วไม่ได้เขียนบ้าง แต่ก็ไม่เก็บสิ่งเหล่านั้นมาทับถมตัวเอง ก็แค่ยอมรับว่าเราไม่ได้สมบูรณ์แบบ ก็แค่เริ่มนับหนึ่งใหม่

แล้วเมื่อเราทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานพอ มันจะมีแรงบวกที่มาส่งเสริมอย่างน้อยสองแรง

หนึ่งคือเราจะเก่งขึ้นในเรื่องนั้นๆ อย่างช่วยไม่ได้ และพอเราเก่งขึ้น เราก็จะสนุกกับมันมากขึ้น

สองคือสิ่งใดก็ตามที่เราทำอย่างสม่ำเสมอมันจะกลายมาเป็น habit หรือกิจวัตรที่เราทำโดยอัตโนมัติ ทำโดยไม่ถามด้วยซ้ำว่าจะทำดีรึเปล่า ที่เราเห็นคนอื่นว่ามีวินัย จริงๆ เขาอาจแค่ทำกิจวัตรของตัวเองเท่านั้น

ไม่ต้องเป็นคนมีวินัยหรอก แค่เป็นคนมีสัจจะก็พอ

เริ่มจากสัจจะง่ายๆ แล้วเราจะกลายเป็นคนมีวินัยโดยไม่ต้องพยายามครับ


เหลือ 12 ที่นั่ง – Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20

17 วิธีมีเวลาให้มากขึ้น

  1. ตระหนักว่าบางทีมันก็ไม่ใช่เรื่องของเวลา – สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการจัดการเวลาคือการจัดการพลังในตัวเรา ถ้าพลังเรามีเต็มเปี่ยม เราจะทำงานเสร็จอย่างรวดเร็ว แต่ถ้าพลังงานเหลือก้นถัง ต่อให้นั่งอยู่ทั้งวันก็อาจจะทำอะไรไม่สำเร็จเลยสักอย่าง
  2. นอนให้พอ – การนอนคือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิต แม้ว่านอนแล้วจะหาอาหารไม่ได้ สืบพันธุ์ไม่ได้ ป้องกันตัวก็ไม่ได้ แต่วิวัฒนาการก็ยังบังคับให้สัตว์ทุกตัวบนใบโลกนี้ต้องนอนด้วยกันทั้งนั้น ถ้าอยากมีพลังงานที่เต็มเปี่ยม จงนอนให้พอเสียก่อน
  3. ตื่นให้เช้า – เมื่อเราตื่นเช้า เราจะเป็นนายของเวลา เราจะทำอะไรต่างๆ ได้โดยไม่ต้องเร่งรีบ เราจะเลี่ยงรถติดและคิวยาวๆ ซึ่งจะทำให้เราไม่สูญเสียพลังงานและสุขภาพจิตโดยใช่เหตุ
  4. เข้านอนก่อนสี่ทุ่ม – เป็นวิธีการนอนตื่นเช้าได้โดยไม่ต้องพยายาม ตื่นได้โดยไม่ต้องใช้นาฬิกาปลุก ร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่นั้นถูก optimize ให้นอนช่วงเวลานี้อยู่แล้ว นอนสี่ทุ่มตื่นตีห้านั้นจะเฟรชกว่านอนตีหนึ่งตื่นแปดโมงแม้ว่าจะได้นอน 7 ชั่วโมงเท่ากัน
  5. ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง – ถ้าอยากเข้านอนได้เร็วๆ ให้ชาร์จมือถือไว้นอกห้อง เราควรจะพาตัวเองออกห่างจากจอ LED ก่อนเวลานอนอย่างน้อยซัก 1 ชั่วโมง ไม่อย่างนั้น blue light ที่มาจากจอนั้นจะหลอกร่างกายเราว่าฟ้ายังสว่างอยู่ สาร melatonin จะไม่หลั่ง แล้วเราจะนอนไม่ค่อยหลับหรือถึงหลับก็หลับไม่สนิท
  6. ล็อกเอาท์จากโซเชียล – ถ้ารู้สึกว่าเรากำลังใช้เวลาบนโซเชี่ยลมากไป ให้ลอง log out จากแอป แล้วถ้าจะเข้าก็เข้าผ่าน browser บนมือถือแทน ประสบการณ์การใช้โซเชี่ยลจะติดๆ ขัดๆ จนเราไม่ได้เพลิดเพลินกับมันจนเกินเวลา
  7. ห้ามใจไม่ไป war กับใครบนโซเชี่ยล – การทะเลาะกันในช่องคอมเม้นท์นั้นเป็นเรื่องเสียเวลาขั้นสุด ผมยังไม่เคยเห็นคนเก่งๆ ที่ผมยอมรับนับถือไปคอมเม้นท์ทะเลาะกับใครเลยแม้แต่ครั้งเดียว
  8. ปิด notifications – สิ่งที่เราจะได้มากับการเปิด notifications คือการเป็นคนที่พะวงตลอดเวลา เป็นหมาของ Pavlov ที่ได้ยินเสียงระฆังแล้วน้ำลายไหลวันละหลายสิบครั้ง ส่วนตัวผมจะเปิด noti แค่ calendar, sms และ Slack เท่านั้น
  9. ใส่นาฬิกาข้อมือ – จะได้ดูเวลาได้โดยไม่ต้องหยิบมือถือขึ้นมาดู ซึ่งพอหยิบมือถือขึ้นมาดูเวลาแล้วก็มักจะเผอเรอกดแอปอย่างอื่นดูโดยไม่รู้ตัวทุกครั้ง
  10. ใช้ Facebook Kill News Feed extension ใน Chrome – ใครติด Facebook ในคอมมากๆ ให้ลองเสิร์ช extension ตัวนี้แล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยน
  11. ใช้เงินทำงาน – ในหนังสือ Your Money / Your Life (เงินหรือชีวิต) ให้นิยามไว้ว่า “เงินคืออะไรก็ตามที่เราใช้เวลาไปแลกมันมา” สมมติว่าเราเงินเดือน 30,000 บาท ทำงานสัปดาห์ละ 40 ชั่วโมง รวมเวลาเดินทางอีก 10 ชั่วโมงเป็น 50 ชั่วโมง หนึ่งเดือนมีสี่สัปดาห์เท่ากับ 200 ชั่วโมง เอา 30,000/200 = 150 บาท ต่อชั่วโมง ดังนั้นอะไรก็ตามที่ต้องเสียเวลาเกิน 1 ชั่วโมงเพื่อให้ได้มาหรือประหยัดเงินไปได้ 150 บาทถือว่าไม่ใช่เรื่องที่คุ้มเท่าไหร่ สู้เอาเงินนั้นไปจ้างคนอื่นทำงานให้เราดีกว่า
  12. ไม่ซื้อของผ่อน – การผ่อน 0% สิบเดือนนั้นจะทำให้เราซื้อทั้งๆ ที่ยังมีกำลังไม่พอ เป็นการสร้างภาระให้ตัวเราเองในอนาคต ถ้าการซื้อของผ่อนทำให้เราซื้อของที่ไม่จำเป็นเข้าบ้าน 15,000 บาท นั่นแปลว่าเรากำลังจะเสียเวลาในชีวิตไปอีก 100 ชั่วโมงเพื่อให้ได้สิ่งนั้นมา
  13. ปฏิเสธคนให้เป็น – Say “No” with an option – เราไม่ปฏิเสธใครเพราะเราเป็นคน nice หรือเพราะเราเป็นคนไม่กล้า? ถ้าปัญหาคืออย่างหลังก็อาจถึงเวลาต้องมีความกล้ามากกว่านี้ เพราะถ้าเรา say yes กับทุกอย่างเราจะทำไม่ได้ดีสักอย่าง หัดปฏิเสธคนอย่างมีศิลปะด้วยการมอบทางเลือกให้กับเขา เช่นแนะนำคนอื่นที่ช่วยเขาได้ หรือถ้าต้องเป็นเราจริงๆ ก็ขอให้เขารอให้เราทำงานสำคัญของเราให้เสร็จก่อน
  14. ทำงานเล็กๆ ให้เสร็จภายใน 1 ชั่วโมง – Parkinson’s Law บอกว่า work expands so as to fill the time available for its completion เมื่อเราเผื่อเวลาให้กับงานมากเท่าไหร่ งานมันก็จะขยายตัวจนใช้เวลาเหล่านั้นจนหมด ภาพความทรงจำสมัยเรียนยังเด่นชัด อาจารย์ให้เวลาทำ assignment หลายอาทิตย์แต่เราก็มักจะมาปั่นในคืนสุดท้ายอยู่ดี ดังนั้น ถ้ามีงานชิ้นเล็กๆ ที่ไม่สำคัญเท่าไหร่นัก ลองรวบรวมมาสัก 4-5 งานแล้วลองเล่นเกมกับตัวเองดูว่าภายใน 1 ชั่วโมงจะทำงานเหล่านี้เสร็จสักกี่ชิ้น
  15. เช็คเมลวันละ 3 ครั้ง – บางคนมี Outlook เป็นสรณะ เปิดทิ้งไว้ทั้งวัน เมลเด้งทีก็คลิกเข้าไปอ่านทีหนึ่ง แล้วอย่างนี้จะทำงานใหญ่ได้อย่างไร ถ้าเราไม่ได้ทำงาน support ที่ต้องรีบตอบเมล ขอแนะนำให้ปิด Outlook/Gmail ไปเลย แล้วเข้ามาเช็คแค่วันละ 3 ครั้งก็พอ 10am, 1pm, 4pm ถ้าเรื่องมันด่วนจริงเขาคงโทรหาไปแล้ว
  16. เปลี่ยนเรื่องสำคัญให้กลายเป็น habit – อะไรที่เป็นเป้าหมายระยะยาวของเรา เช่นเรื่องสุขภาพ เรื่องจิตใจ เรื่องการเรียนรู้ ลองเปลี่ยนมันให้เป็นกิจวัตร แล้วเราจะทำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพและแทบไม่ต้องใช้ความพยายาม ดังนั้นจึงใช้เวลาน้อยแต่สม่ำเสมอ และผลตอบแทนทบต้นนั้นสูงยิ่งนัก
  17. ให้เวลากับสิ่งที่เรารัก – burnout ไม่ได้เกิดจากการทำงานมากเกินไป แต่เกิดจากการปล่อยให้งานเข้ามาเบียดบังชีวิตส่วนตัวจนเราไม่เหลือแรงและเวลาไปทำสิ่งที่จะหล่อเลี้ยงจิตใจเราได้เลย ซึ่งแรกๆ ก็ยังพอทนได้ แต่พอนานๆ ไปจิตใจแห้งผากเหมือนดินหน้าแล้งแดนอีสาน เราจะโกรธบริษัท โกรธหัวหน้า แล้วอาจจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่ผลีผลามและเป็นผลเสียต่อทุกฝ่าย ทางที่ดีกว่าคือการจัดเวลาให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ชอบเป็นประจำ เมื่อเติมตัวเองเต็มแล้ว เราจึงจะทำเพื่อหน้าที่และทำเพื่อคนอื่นได้อย่างเต็มใจและยั่งยืน

หากอยากเรียนรู้เรื่องการจัดการเวลาในเชิงลึก ขอเชิญมาร่วม Time Management Workshop รุ่นที่ 16 วันเสาร์ที่ 31 ตุลาคม เวลา 9:00-12:00 ครับ ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/time31oct20

แค่เรื่องสำคัญก็ทำไม่หมดแล้ว

เหตุใดจึงสรรหาเรื่องไม่สำคัญมาเพิ่มภาระให้ตัวเองอีก

อาจเพราะมือยังไถฟีด ตายังสอดส่อง ใจยังแส่ส่าย เราจึงไม่เคยมีเวลามองตัวเองด้วยใจที่เป็นกลาง

เรารู้สึกโหวงๆ และว่างเปล่า เราเลยมองหาสิ่งภายนอกมาถมที่ว่างภายในใจ ต้องหาอะไรทำ ต้องซื้ออะไรเข้าบ้าน ต้องออกไปโน่นไปนี่ตลอดเวลา เพื่อกลับมาพบกับความว่างเปล่าเหมือนเดิม

พื้นที่ว่างภายในใจไม่อาจถูกเติมเต็มได้ด้วยสิ่งที่ฉาบฉวย

ที่มันยังโหวงๆ เพราะมันมีสิ่งสำคัญบางอย่างที่เรายังไม่ได้ทำ มันไม่เคยอยู่ใน to-do list ของเราเลยด้วยซ้ำ แต่เราจะไม่มีวันรู้ได้เลยว่ามันคืออะไรหากเราไม่เคยให้เวลากับตัวเอง

เวลาเช้าๆ หรือเย็นๆ ลองไปเดินเล่นรอบหมู่บ้านหรือในสวนสาธารณะซัก 20-30 นาที เดินแบบรู้เนื้อรู้ตัวและรู้ใจที่กำลังคิด ตั้งคำถามกับชีวิตที่เรามี อะไรที่เรากำลังทำมากเกินไป อะไรที่เรายังทำไม่พอ แล้วเราจะมียุทธศาสตร์หรือวิธีการอย่างไรเพื่อจะลดสิ่งที่เราทำมากเกินไป เพื่อจะได้มีแรงและเวลาทำสิ่งที่เราละเลยและเป็นสิ่งที่ข้างในเรียกร้องมาโดยตลอด

“I have enough essential things to fill my life.”
-Greg McKeown, author of Essentialism

แค่เรื่องสำคัญในชีวิตเราก็ทำไม่หมดแล้ว

อย่าเอาชีวิตไปทิ้งขว้างกับเรื่องไม่สำคัญอยู่เลย

นิทานรถเก่า

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ลูกสาวเพิ่งเรียนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม

“เพื่อฉลองลูกเรียนจบ พ่อจะยกรถของพ่อให้คันนึง แต่ก่อนอื่นพ่ออยากให้ลูกเอารถคันนี้ไปตีราคาที่เต็นท์รถมือสองให้พ่อหน่อย”

ลูกสาวเลยขับรถไปที่เต็นท์รถแล้วกลับมาบอกพ่อ

“เค้าบอกว่ารับซื้อแค่ 50,000 ค่ะ เพราะมันเก่ามากแล้ว”

“งั้นลูกลองเอาไปโรงจำนำดูบ้างซิ”

ลูกไปโรงรับจำนำแล้วกลับมารายงาน

“เค้าให้แค่ 5,000 เองค่ะพ่อ”

“ถ้างั้นลูกลองเอารถไปที่ชมรมคนรักรถซิ”

ลูกไปถึงแล้วก็กลับมารายงาน

“เค้าบอกว่าคันนี้ราคา 500,000 ค่ะ เพราะเป็นรถนิสสัน Skyline R34 เป็น collector’s item ที่หายาก คนเล่นรถชอบสะสมกัน”

“ที่ที่ใช่จะรู้คุณค่าของลูก ถ้าลูกเจอที่ทำงานที่เขาไม่เห็นคุณค่าของลูกก็อย่าไปโกรธเขา เราก็แค่ไม่เหมาะกัน ลูกจงหาที่ทำงานที่เขาเห็นและให้คุณค่ากับลูกนะ”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Amin Sah’s answer to What interesting thing did you read today?

เป็นมิตรกับความผิดหวัง

ประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากคือ Learn to take “No” as a question.

เวลาโดนปฏิเสธ แทนที่จะจมจ่อมกับความรู้สึกเฟลๆ ให้มองว่าคำปฏิเสธนั้นคือประโยคคำถาม

ถ้าขายของแล้วเขาไม่ซื้อ แสดงว่าลูกค้ากำลังถามว่า ของชิ้นนี้มันจะทำให้ชีวิตเขาดีขึ้นยังไง ราคานี้คุ้มค่าแล้วจริงหรือ เขาจะโดนหลอกรึเปล่า

ถ้าเสนอโปรเจ็คแล้วเจ้านายไม่อนุมัติ แสดงว่าเจ้านายก็มีคำถามเหมือนกัน ว่าโปรเจ็คนี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง ใช้เวลามากเกินไปรึเปล่า ถ้าผิดพลาดขึ้นมาแล้วเขาจะอธิบายข้างบนยังไง

ถ้าจีบสาวแล้วเขาไม่สน คำถามที่เขามีก็คือเราเหมาะกับเขาตรงไหน เดินกับเราแล้วเขาจะภูมิใจหรือจะอาย คบกับเราแล้วจะดีกว่าอยู่คนเดียวยังไง

เมื่อมองดีๆ คำถามเหล่านี้ไม่ได้ซับซ้อนอะไร หน้าที่ของเราคือเตรียมคำตอบให้ดีสำหรับโอกาสถัดไป

แล้วความผิดหวังจะเป็นตัวผลักดันให้เราดีกว่าเดิม ของที่เคยขายไม่ได้ก็จะเริ่มขายได้ โปรเจ็คนี้ไม่อนุมัติแต่โปรเจ็คหน้าก็อาจจะอนุมัติ สาวคนนี้ไม่สนแต่คนถัดไปอาจจะสนใจเราก็ได้

เมื่อรู้จักเปลี่ยนประโยคปฏิเสธเป็นประโยคคำถาม เราก็จะไม่ take it personal จนเกินไป

แล้วเราก็จะเป็นมิตรกับความผิดหวังได้มากขึ้นครับ

เป้าหมายในวันนี้อาจเป็นสิ่งไร้สาระในวันหน้า

ลองคิดย้อนกลับไปเมื่อ 10 ปี หรือ 20 ปีที่แล้ว และดูว่าตัวเองเคยมีเป้าหมายอะไรบ้าง

แล้วเราจะพบว่า เป้าหมายหลายอย่างที่เคยสำคัญกับเรา มาบัดนี้มันไม่ได้มีความหมายอะไรกับเราอีกต่อไป

หนึ่ง อาจเป็นเพราะเราทำมันสำเร็จแล้ว

หรือสอง เพราะว่าบริบทไม่เหมือนเดิม เราเติบโตขึ้น มุมมองที่เรามีต่อโลกก็เปลี่ยนไป เป้าหมายที่เคยสำคัญเสียมากมายก็เลยกลายเป็นเรื่องไร้สาระสำหรับเราในวันนี้

เมื่อเห็นความไม่จีรังของเป้าหมายแล้ว เราจะคิดต่อได้อีกสองอย่าง

หนึ่ง เป้าหมายที่เรากำลังจะเป็นจะตายอยู่ในวันนี้ อาจไม่ได้สำคัญขนาดนั้นก็ได้

สอง แล้วอะไรล่ะ คือเป้าหมายที่สำคัญจริงๆ คือสารัตถะของชีวิตที่จะไม่สูญเสียคุณค่าไปไม่ว่าบริบทจะเปลี่ยนหรือเราจะเติบโตขึ้นอีกเท่าใดก็ตาม

เลือกเป้าหมายให้ถูก จะได้ไม่เสียเวลาเล็งเป้าที่ผิดไปครึ่งค่อนชีวิตครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก Youtube ของพี่พศิน อินทรวงค์

ดีที่สุดคือพอดี

Nassim Taleb ผู้เขียน The Black Swan เคยกล่าวไว้ว่าคนเราควรจะมีเงินมากพอที่จะไม่ต้องยอมตกเป็นเบี้ยล่างของใคร แต่ไม่ควรมีมากเกินจนมันพาเราไปเข้าสังคมที่เต็มไปด้วยคนที่เราไม่ได้อยากคุยด้วย

David Allen ซึ่งเป็นกูรูด้าน productivity เคยบอกไว้ว่า ถ้าเราจัดการเวลาได้ดี เราจะไม่ค่อยคิดถึงเรื่องเวลา ถ้าเราจัดการการเงินได้ดี เราก็จะไม่ค่อยกังวลเรื่องการเงิน

หลายสิ่งในชีวิตมันจะมีจุด optimized ของมัน พอเลยจากจุดนี้ ผลตอบแทนมันจะไม่ค่อยคุ้มค่ากับแรงที่ต้องลงเพิ่มต่อไปอีกแล้ว ฝรั่งเรียกมันว่า law of diminishing returns

เพราะเหรียญมีสองด้าน ทุกสิ่งทุกอย่างมีทั้งคุณและโทษ ดังนั้น “ดีที่สุด” อาจไม่ได้แปลว่ามากที่สุด รวยที่สุด เก่งที่สุด แต่มันคือจุดที่ “พอดีที่สุด” ที่เราจะได้ประโยชน์จากด้านบวกของสิ่งนั้นโดยไม่ต้องแบกรับผลลบที่ตามมาด้วย

วิ่งฮาล์ฟมาราธอน น่าจะดีต่อสุขภาพกว่าการวิ่งมาราธอน

มีเงินสด 10 ล้าน น่าจะดีกว่ามีเงินสด 1000 ล้าน (มีคนเคยบอกไว้ว่า การดูแลทรัพย์สินระดับพันล้านนั้นอาจทำให้เราเป็นบ้าได้)

การมีเวลาว่างวันละ 4 ชั่วโมง น่าจะสร้างประโยชน์ได้มากกว่าการมีเวลาว่างวันละ 14 ชั่วโมง (ซึ่งอาจทำให้เราเป็นบ้าได้เหมือนกัน)

แทนที่จะมุ่งสู่เป้าหมายอันยิ่งใหญ่ ผมอยากเชียร์ให้เรามุ่งสู่เป้าหมายที่พอดีกันครับ

10 วิธีคิดของ HR ยุคใหม่เพื่อซื้อใจคนทำงาน (ตอนจบ)

เมื่อวานนี้ผมเขียน 5 ข้อแรกไปแล้ว ได้แก่

  1. คนพันธุ์ X หรือ คนพันธุ์ Y
  2. ระลึกถึง The Golden Rule
  3. อย่าทำตัวเหมือนเจ้าหน้าที่สถานฑูต(บางแห่ง)
  4. คุยกับ CEO ให้บ่อย
  5. คุยกับพนักงานให้บ่อยยิ่งกว่า

วันนี้มาพูด 5 ข้อที่เหลือนะครับ

6.มีความยืดหยุ่น
เมื่อโลกเปลี่ยนแปลงเร็ว ธุรกิจก็ต้องหมุนเร็วตาม สิ่งที่เคยทำแล้วเวิร์คมันอาจจะไม่เวิร์คแล้วก็ได้ สิ่งที่ถูกในวันนี้พรุ่งนี้มันอาจจะผิดก็ได้ ดังนั้นแม้ HR จะเป็นผู้รักษากฎกติกา แต่เราก็ต้องคอยสำรวจตรวจสอบว่ากฎกติกาที่มีมันยัง make sense อยู่รึเปล่า กฎบางกฎยังถูกใช้อยู่เพียงเพราะมันถูกเขียนเอาไว้นานแล้ว เผลอๆ คนที่เขียนกฎไม่ได้อยู่กับองค์กรนี้แล้วด้วยซ้ำ ถ้ากฎกติกานั้นมันไม่ได้ตอบโจทย์อีกต่อไป ก็อย่ากลัวที่จะปรับมันให้เหมาะสมกับคนที่เรามีและเป้าหมายที่องค์กรต้องการจะไป

7.อย่าเขียนกฎเพื่อควบคุมคนส่วนน้อย
เวลามีใครทำอะไรผิดกฎ บางที HR และผู้บริหารก็ overreact ด้วยการออกกฎระเบียบใหม่หรือเพิ่มกระบวนการที่ยุ่งยากและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งๆ ที่ในบางครั้ง การคงไว้ซึ่งกฎเดิมแล้วค่อยจัดการคนที่ทำตัวไม่เหมาะสมอาจเป็นทางเลือกที่ดีกว่า

คนที่ทำสตาร์ทอัพจะรู้จักคำว่า MVP – Minimum Viable Product คือผลิตภัณฑ์เวอร์ชั่นแรกไม่จำเป็นต้องทำงานได้สมบูรณ์ 100% แค่ทำงานหลักๆ ได้ประมาณหนึ่งก็โอเคที่จะให้ users ได้ทดลองใช้แล้ว

MVP ยังเป็นตัวย่อของอีกคำหนึ่งที่ไม่ได้แพร่หลายเท่า นั่นคือ Minimum Viable Process จงมีขั้นตอนหรือกระบวนการเท่าที่จำเป็น แต่อย่ามากเกินกว่านั้นเพราะมันจะทำให้องค์กรช้าลงและทำให้พนักงานต้องมานั่งเสียเวลากับงานที่ไม่ได้สร้างคุณค่าให้กับใคร

8.คิดให้ละเอียด แต่อย่าคิดเล็กคิดน้อย
เคยต้องกรอกฟอร์มสมัครอะไรบางอย่างแล้วพบว่าช่องว่างที่เว้นไว้ให้มันแคบเกินไปมั้ยครับ? จุดไข่ปลาสำหรับกรอกที่อยู่มีความยาวพอๆ กับช่องให้ใส่ชื่อ-นามสกุลเลย

นั่นเป็นเพราะคนออกแบบฟอร์มไม่ได้คิดอะไรให้ละเอียด และเผลอๆ ไม่เคยได้ทดลองกรอกฟอร์มเองเลยด้วยซ้ำ

HR ไม่ควรทำพลาดอะไรอย่างนั้น เมื่อเราจะออกแบบฟอร์มหรือเทมเพลตอะไรก็แล้วแต่ เราต้องเป็นผู้ใช้งานคนแรกเสมอ ดูว่าใช้งานง่ายมั้ย ข้อมูลครบถ้วนรึเปล่า อ่านแล้วเข้าใจเลยรึเปล่า

เพราะถ้าเราทำฟอร์มหรือเอกสารให้ใช้งานยาก และพนักงานทุกคนต้องมานั่งใช้เอกสารตัวนี้ มันจะทำให้องค์กรสูญเสีย productivity โดยใช่เหตุ

เมื่อเราคิดมาดีแล้ว ที่เหลือเราก็ต้องเชื่อใจว่าพนักงานส่วนใหญ่จะทำไปด้วยวิจารณญาณที่ดี เราไม่จำเป็นต้องไปทำตัวเป็นผู้คุมกฎอันเคร่งครัดที่ใครจะมาละเมิดมิได้ แต่จงเป็น point of contact หรือคนที่พนักงานจะนึกถึงและกล้าเข้าหาเมื่อเขาเกิดคำถาม ซึ่งนอกจากจะเป็นการส่งสัญญาณว่าองค์กรเชื่อใจพนักงานมากพอแล้ว ยังเป็นการลดงานที่ไม่จำเป็นของ HR ลงด้วย

9.เห็นความหมายในงานที่เราทำ
งาน HR นั้นเป็นงานเชิง reactive เสียเยอะ ต้องแก้ปัญหาให้ผู้คน ต้องสู้รบกับระบบหลังบ้าน ต้องจัดการเอกสารมากมาย พอเราจมอยู่ในกองงานบางทีเราก็สูญเสียวิสัยทัศน์ (lose sight) ว่าแท้จริงแล้วเรากำลังทำอะไรกันอยู่

งาน HR ไม่ใช่การสกรีนเรซูเม่ ไม่ใช่การทำ payroll ไม่ใช่การสั่งข้าวกลางวัน แต่มันคือการหาคนที่เหมาะสมมาร่วมงานและดูแลเขาให้ดี เมื่อพนักงานได้รับการดูแลและปฏิบัติด้วยความเคารพ เขาก็จะมีสมาธิในการทำงานและปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองออกมา และงานที่เขาทำก็จะส่งมอบคุณค่าให้กับสังคมได้

HR จึงเป็นจุดเริ่มต้นและเป็นห้องเครื่องที่สำคัญขององค์กร ถ้าเราทำหน้าที่ได้ดี องค์กรและสังคมจะได้อานิสงส์มหาศาล ถ้าเราทำหน้าที่ได้ไม่ดีก็จะมีคนเดือดร้อนได้มากมาย

10.ทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้
หลายอาชีพมีโอกาสจะโดนดิสรัปท์ (disrupt) ด้วย AI โดยเฉพาะอาชีพที่มีเนื้องานที่เดาทางได้และสามารถเอา algorithm หรือ machine learning มาจับ

ถ้า HR ยังทำงานแบบแข็งทื่อ ขาดความยืดหยุ่น เราก็จะไม่ต่างอะไรกับหุ่นยนต์ แล้ววันหนึ่งหุ่นยนต์ก็จะเข้ามาทำงานแทนเรา และทำได้แม่นยำและรวดเร็วกว่าเราเป็นสิบเป็นร้อยเท่า

ถ้าอยากจะอยู่รอดในวิชาชีพนี้ HR ต้องทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้ นั่นก็คือการเข้าใจความเป็นมนุษย์ให้มากที่สุด

ผมขอยกถ้อยคำที่พี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา เคยมากล่าวไว้ใน WeShare

“มันมีบางเรื่องในชีวิตที่หุ่นยนต์กลไกทำงานแทนมนุษย์ไม่ได้ และนั่นคือคำถามว่ามันคืออะไร และนั่นคือสิ่งที่มนุษย์ต้องห่วงแหนรักษาเอาไว้เพื่อไม่ให้หายไป นั่นคือสิ่งที่จะทำให้เราอยู่รอดได้

ถ้าเราหาเจอว่าสิ่งนั้นคืออะไร เราจำเป็นต้องรักษาไว้ และถ้าเราฉลาดพอว่านั่นคือสิ่งที่มนุษย์จำเป็นต้องรักษาไว้ แล้วเราสร้างธุรกิจหรือดำเนินชีวิตไปกับสิ่งที่เป็นคุณค่าของมนุษย์เหล่านั้นได้ เราก็จะอยู่ได้ในโลกสมัยใหม่ และนั่นเป็นสิ่งที่หุ่นยนต์กลไก AI จะ disrupt เราไม่ได้

ถึงที่สุดแล้ว AI ก็เป็นมนุษย์ไม่ได้ ปัญหาคือมนุษย์สูญเสียความเป็นมนุษย์ต่างหาก เราจึงกลัว AI จึงกลัวหุ่นยนต์และกลไก สิ่งที่ต้องรักษาไว้สูงสุดคือความเป็นมนุษย์ และเรื่องที่ผมคุยมาตลอดหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาทั้งหมดคือความเป็นมนุษย์

ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ไว้ไม่ได้ นั่นคือเหตุผลที่เราต้องกลัวหุ่นยนต์ให้มากที่สุด แต่ถ้าเรารักษาความเป็นมนุษย์ แล้วเรารู้ว่าคุณค่าสูงสุดของมนุษย์อยู่ที่ไหน เราไม่จำเป็นที่จะต้องกลัวความเปลี่ยนแปลง AI จะ disrupt เราไม่ได้ ฉะนั้นจงหาให้เจอว่าคุณค่าที่แท้จริงที่สูงสุดของมนุษย์อยู่ตรงไหน”

และนี่คือไอเดีย 10 ข้อที่ขอฝากไว้กับ HR ทุกคน

ขอให้สนุกกับงานและเป็น HR ที่ทุกคนในองค์กรเชื่อมั่นและไว้ใจนะครับ


จันทร์ที่ 2 พ.ย.นี้ ผมจะไปเป็น moderator ในงาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce ผมมีบัตรฟรีมาแจก 4 ใบและโค้ดส่วนลด 500 บาทอีก 10 โค้ด

ใครสนใจร่วมลุ้นรางวัล เชิญตอบคำถามดังต่อไปนี้ในช่องคอมเม้นท์

“ถ้าเราได้พรวิเศษที่จะเปลี่ยนสิ่งหนึ่งในองค์กรของเราได้ทันที เราอยากจะเปลี่ยนเรื่องอะไร?”

10 วิธีคิดของ HR ยุคใหม่เพื่อซื้อใจคนทำงาน

1.คนพันธุ์ X หรือ คนพันธุ์ Y

ไม่ใช่ Gen X หรือ Gen Y นะครับ

แต่เป็น Theory X / Theory Y ของ Douglas McGregor ที่เคยเสนอเอาไว้ตั้งแต่ยุค 1960’s

ผมเลือกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นข้อแรกเพราะมันเป็นตัวกำหนดทัศนคติของเรา และทัศนคติจะนำไปสู่การกระทำและผลลัพธ์ที่ตามมาทั้งหมด

เราคิดว่าตัวเองเป็นคนแบบไหน?

X) เราไม่ชอบทำงานและอยากจะหลีกเลี่ยงงานให้ได้มากที่สุด
Y) เราเชื่อว่างานและมนุษย์เป็นของคู่กัน และการทำงานนั้นช่วยเติมเต็มเราได้

คนส่วนใหญ่จะบอกว่าตัวเองเป็นคนพันธุ์ Y

แต่ถ้าเราถามว่านโยบายของบริษัทที่เราคุ้นเคยนั้นมองพนักงานเป็นคนแบบไหน คำตอบก็คือพนักงานมักจะถูกมองว่าเป็นคนพันธุ์ X ที่พร้อมจะอู้งานและเอาเปรียบบริษัทได้ทุกเมื่อ

บริษัทส่วนใหญ่เชื่อใน Theory X และคิดว่าพนักงานต้องถูกขับเคลื่อนด้วยรางวัลและการลงโทษ ถ้าผู้บริหารใช้คำว่า “ผลตอบแทน”, “ควบคุม”, “กำกับ” “บังคับใช้” อยู่บ่อยๆ ก็มีแนวโน้มว่าองค์กรนั้นบริหารคนตาม Theory X

ส่วนบริษัทอีกกลุ่มหนึ่ง (ซึ่งเป็นส่วนน้อย) เชื่อว่าพนักงานของตนเป็นคนพันธุ์ Y ที่มีศักดิ์ศรีของคนทำงาน

องค์กรหัวก้าวหน้าจึงไม่มีกฎเกณฑ์ยุ่บยั่บ เพราะเชื่อว่าพนักงานส่วนใหญ่มีวิจารณญาณที่ดีกันอยู่แล้ว เมื่อเราเชื่อใจพนักงาน พนักงานก็จะทำงานอย่างขยันขันแข็งและสร้างงานที่ตัวเองภาคภูมิใจโดยไม่จำเป็นต้องมีรางวัลมาล่อหรือบทลงโทษใดๆ มาขู่

2.ระลึกถึง The Golden Rule

“Do unto others as you would have them do unto you.” เป็นคำสอนที่มีอยู่ในทุกศาสนา

เราอยากให้เขาปฏิบัติกับเราอย่างไร เราก็ต้องปฏิบัติกับเขาอย่างนั้น

ในทางกลับกัน เราปฏิบัติกับเขาอย่างไร เขาก็จะปฏิบัติกับเราอย่างนั้น

ถ้าเราบังคับให้เขาต้องมาตอกบัตรให้ทัน 8 โมงเช้าทุกวัน ทั้งๆ ที่ฝนตกและรถติดจะแย่ ก็เป็นเรื่องปกติที่พนักงานจะเด้งจากโต๊ะทันทีตอน 5 โมงเย็น

ถ้าเราตำหนิเขาทุกครั้งที่ทำผิดพลาด ก็อย่าหวังว่าพนักงานจะกล้าริเริ่มอะไรใหม่ๆ

ถ้าเราขอให้พนักงานช่วยกันประหยัด แต่ผู้บริหารยังอู้ฟู่ คิดหรือว่าพนักงานจะอยากช่วย

อยากให้พนักงานมีสปิริตกับองค์กร องค์กรต้องมีสปิริตกับเขาก่อน

อย่าคาดหวังให้เขาทำในสิ่งที่เราเองก็ยังทำไม่ได

3.อย่าทำตัวเหมือนเจ้าหน้าที่สถานฑูต(บางแห่ง)

หลายคนที่เคยไปขอวีซ่ากับสถานฑูตคงเคยเจอเจ้าหน้าที่พูดจาไม่ดีใส่ ซึ่งต้นเหตุอาจเกิดจากความรู้สึกของคนที่อยู่ในตำแหน่งนี้

ความรู้สึกที่ว่า “ยังไงเขาก็ต้องง้อเรา”

เพราะอาชีพนี้ไม่มีคู่แข่ง ถ้ามีคนมาขอวีซ่ากับเราแล้วเขาไม่แฮปปี้ เขาจะไปขอกับสถานฑูตประเทศอื่นก็ไม่ได้ มันเลยเกิดความถือดีขึ้นมาว่าเราจะพูดจากับเขายังไงก็ได้ มันก็เลยเผลอตัวเผลอปาก พอเผลอมากๆ ก็ติดเป็นนิสัย

คนที่ทำงานสาย HR ก็อาจเกิดความรู้สึกนี้ได้เช่นกัน รู้สึกว่ายังไงพนักงานก็ต้องง้อเรา ถ้าอยากได้งานที่นี่ก็ต้องคุยกับเรา ถ้าอยากได้จดหมายรับรองการทำงานก็ต้องมาขอกับเราเท่านั้น ถึงเราพูดจาไม่ดีเขาก็คงไม่กล้าไปฟ้องใคร ความรู้สึกถือดีหรือไม่แคร์จึงมีโอกาสเกิดขึ้นได้ ดังนั้น HR ต้องระวังด้านมืดตรงนี้ให้จงหนัก

4.คุยกับ CEO ให้บ่อย

จะได้รู้ว่า CEO ต้องการอะไร อยากขับเคลื่อนองค์กรไปทางไหน core values และพฤติกรรมที่อยากเห็นคืออะไรบ้าง นโยบายและกิจกรรมต่างๆ ที่ HR ออกมาจะได้เกื้อหนุนให้สิ่งที่อยู่ในหัวของซีอีโอเกิดขึ้นจริง ซึ่งมันเริ่มกันตั้งแต่ Employer Branding หรือการสร้างภาพลักษณ์ในตลาดที่ดึงดูดคนที่เหมาะกับองค์กรให้มาสมัครงานกับเราเลยทีเดียว

อีกหนึ่งสิ่งที่สำคัญก็คือเราต้องเป็น HR ที่ CEO ไว้ใจในระดับหนึ่งด้วย ไม่อย่างนั้นสิ่งที่เราเสนอไปก็จะโดนปัดตกหรือถูก overrule ซึ่งจะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายเพราะ HR นั้น(ควรจะ)รู้จักพนักงานดีกว่า CEO

5. คุยกับพนักงานให้บ่อยยิ่งกว่า

ผมเชื่อว่า HR รุ่นใหม่ต้องหน้าตารับแขกและเป็นคนเฟรนด์ลี่ระดับหนึ่ง ยิ่งจำหน้าและจำชื่อพนักงานได้เยอะๆ ยิ่งดี

HR รุ่นใหม่ต้องคุยกับพนักงานทุกระดับ จะได้รู้ว่าพนักงานกำลังทำอะไร คิดอะไร คุยอะไรกันอยู่ เราจะได้เป็น “คนวงใน” ไม่ใช่คนวงนอกที่อยู่คนละฝั่งกับพนักงาน เมื่อได้ข้อมูลเหล่านี้มาก็นำไปส่งต่อให้ผู้บริหารเพื่อปรับปรุงมิติต่างๆ ในองค์กรได้

อ้อ แล้วก็อย่าหวังพึ่ง Employee Engagement Survey มากจนเกินไป เพราะฟีดแบ็คที่ได้กลับมามักจะเป็นแบบ anonymous คือไม่ได้บอกว่าใครตอบ ซึ่งเอาไป action จริงไม่ค่อยได้ หรือถึงทำออกมาก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าเราแก้ปัญหาได้ตรงจุดหรือกำลังเล่นเกมกันอยู่

เทคโนโลยีนั้นมีประโยชน์ แต่ไม่อาจทดแทนการสื่อสารกันแบบเห็นหน้าและพูดคุยแบบตัวเป็นๆ ได้แน่นอน นั่งอยู่ห่างกันแค่ไม่กี่เมตรทำไมต้องส่งเมลถามว่ารู้สึกยังไง เดินไปคุยเถอะ แล้วจะได้ของดี

พรุ่งนี้ผมจะมาต่อข้อ 6-10 นะครับ


Brand Inside ซึ่งอยู่ในเครือของ LINE MAN Wongnai ที่ผมทำงานอยู่ กำลังจะจัดงาน Brand Inside Forum 2020: New Workforce เพื่อตอบ 3 คำถามสำคัญ

  1. องค์กรสมัยใหม่ควรเป็นแบบไหน
  2. ผู้นำยุคใหม่ควรเป็นอย่างไร
  3. พนักงานต้องต้องมีทักษะอะไรเพื่อความก้าวหน้าท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงอันรุนแรงนี้

มี speakers เจ๋งๆ หลายท่าน เช่น พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ CMO ของ SCB, คุณกานติมา เลอเลิศยุติธรรม, Chief Human Resources Officer จาก AIS และคุณชารัด เมห์โรทรา Chief Executive Officer จาก DTAC

ส่วนตัวผมเองก็จะไปเป็น moderator ในช่วง panel discussion ด้วย

งานจะจัดวันจันทร์ที่ 2 พฤศจิกายน 9.00-15.30 ที่สามย่านมิตรทาวน์

ซื้อบัตรได้ที่ Eventpop บัตรราคาใบละ 1500 บาทครับ

ผมมีบัตรฟรีมาแจก 4 ใบ และโค้ดส่วนลด 500 บาทอีก 10 โค้ดครับ

ใครอยากร่วมลุ้นรางวัล เชิญตอบคำถามดังต่อไปนี้ในช่องคอมเม้นท์

“ถ้าเราได้พรวิเศษที่จะเปลี่ยนสิ่งหนึ่งในองค์กรของเราได้ทันที เราอยากจะเปลี่ยนเรื่องอะไร?”

—–

Photo by bongkarn thanyakij from Pexels