ถ้าไว้ใจ อะไรๆ ก็ง่าย

20180531_trust

ถ้าไม่ไว้ใจ อะไรๆ ก็ยาก

หลักการนี้ใช้ได้กับทุกบริบท ทั้งที่ออฟฟิศและที่บ้าน

ถ้าหัวหน้าไว้ใจเรา เขาก็จะไม่มาจู้จี้จุกจิก ไม่มากะเกณฑ์ เขาแค่จะบอกเราว่าต้องการอะไรแล้วเขาก็จะปล่อยให้เราทำในสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสม

ถ้าลูกน้องไว้ใจเรา เขาก็จะเชื่อว่างานที่เราสั่งไปนั้นสมเหตุสมผลแล้ว เหมาะกับความสามารถกับเขาแล้ว ไม่มัวมาตั้งคำถามหรือหาวิธีหลีกเลี่ยงงานนั้น

ถ้าแฟนไว้ใจเรา ก็จะไม่ขอเช็คมือถือ ไม่โทร.หา/โทร.ตามให้ต้องรู้สึกหงุดหงิดทั้งสองฝ่าย

เมื่อต่างฝ่ายต่างไว้ใจกัน ชีวิตก็จะง่าย (simple) ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนให้สิ้นเปลืองพลังงาน

แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกัน เราจะสูญเสียเวลาไปกับกิจกรรมที่ไม่สร้างการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะเวลาเป็นของหายากมากขึ้นทุกวัน

การสร้างความไว้ใจนั้นยาก แต่จะทำให้ชีวิตเราง่าย

การทำลายความไว้ใจนั้นง่าย แต่จะทำให้ชีวิตเรายาก(มาก)ครับ

สูตรมหัศจรรย์

20180530_magic

วันนี้มากับสมการง่ายๆ ที่ผมสังเกตมาแล้วว่าได้ผล

O+C+T = M

Ordinary actions + Consistency + Time = Magic

ธรรมดา+สม่ำเสมอ+เวลา=มหัศจรรย์

แค่ทำเรื่องธรรมดาด้วยความสม่ำเสมอ แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน ก็จะได้ความมหัศจรรย์เป็นผลลัพธ์

เหมือน Warren Buffett ที่ซื้อหุ้นดีๆ ถือเอาไว้ และเมื่อเวลาผ่านไปหุ้นก็เพิ่มมูลค่ามหาศาล

เหมือนพี่ตูนที่วิ่งคราวละ 10 กิโลเมตร วันละ 4 ครั้งเป็นเวลา 55 วันก็สามารถระดมทุนเกิน 1,000 ล้านบาท

เหมือนดาบวิชัย ที่ปลูกต้นไม้วันละ 300 ต้นมาตั้งแต่ปี 2531 มาวันนี้ดาบวิชัยปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 3 ล้านต้น

เราจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิเศษที่ทำอะไรวิเศษ

แค่เป็นคนธรรมดาที่ทำเรื่องธรรมดาด้วยความสม่ำเสมอ

และถ้าเรารอได้ ผลลัพธ์จะทำให้แม้แต่เรายังแปลกใจครับ

ถ้ายังไม่เปลี่ยน

20180529_peoplecanchange

แสดงว่ายังเจ็บไม่พอ

เคยสงสัยมั้ยว่าทำไมคนบางคนหรือแม้กระทั่งตัวเราเองถึงไม่เลิกนิสัยแย่ๆ

สูบบุหรี่ เมาแล้วขับ ไปทำงานสาย ฯลฯ

หนึ่ง เพราะอุปนิสัยเป็นเรื่องยากที่จะเปลี่ยน เพราะมันเป็นปฏิกิริยาเคมีในสมอง neural pathways ถูกใช้งานซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนสมองเรามุ่งแต่จะไปทางนี้ ลองนึกภาพว่าวันหนึ่งเราเดินเข้าป่า เราก็จะเลือกเดินทางที่มีคนเดินผ่านมาก่อนแล้ว เพราะหญ้าไม่ขึ้น ดูปลอดภัยดี

สอง เพราะอุปนิสัยเหล่านี้มันไม่ได้ให้ผลร้ายทันทีทันใด และมนุษย์เราไม่เก่งเรื่องการจินตนาการถึงอนาคต แต่เชี่ยวชาญนักในเรื่องการตอบสนองกิเลสที่เกิดขึ้นที่นี่-เดี๋ยวนี้

ดังนั้น ถ้าไม่อยากเดินทางเดิมอีก เราอาจต้องหาบทลงโทษที่ให้ผลทันทีทันใด

ใครที่เคยโดนไฟดูดไปหนึ่งครั้ง ก็คงไม่กล้าเอานิ้วแหย่ปลั๊กไฟอีกแล้ว

ใครที่เคยเอามือไปจับกาต้มน้ำเดือดซักครั้งนึง ก็คงไม่กล้าจับอีกแล้ว

ถ้าเราเดินเข้าป่าไปตามทางที่เดินบ่อยๆ แล้วเจองูอยู่กันเป็นฝูง เราก็คงหาทางเดินใหม่หรือเลิกเข้าป่านี้ไปเลย

น้องที่ผมรู้จักคนหนึ่ง เคยเมาแล้วขับ ปรากฎว่ารถคว่ำ ตัวรถพังเละเทะ แต่น้องรอดมาได้อย่างปาฏิหาริย์ น้องเขาก็เลยเลิกเมาแล้วขับไปโดยปริยาย

เหตุการณ์รถคว่ำ ก็คืองูฝูงใหญ่ในป่าที่ทำให้น้องไม่กล้าเลือกเดินทางนี้อีก

คนที่มาทำงานสาย ถ้าโดนปรับเงิน 500 บาทซักครั้ง เขาคงไม่กล้ามาสายอีก

คนที่สูบบุหรี่ ถ้าได้รู้ว่าเขาทำให้คนใกล้ตัวเป็นมะเร็งปอด เขาอาจเลิกสูบบุหรี่ทันทีได้เลย

คนเราเปลี่ยนกันได้เสมอ

ที่ยังไม่เปลี่ยน เพราะว่ายังเจ็บไม่พอเท่านั้นเอง

ชนชั้นไร้ประโยชน์

20180528_uselessclass

หนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงบ่อยที่สุดในเวลานี้คือ AI – Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)

จริงๆ เราได้ยินคำนี้มานานแล้ว แต่เพิ่งมาบูมอีกครั้งตอนที่ AlphaGo ของ Google (DeepMind) เอาชนะนักหมากล้อมมือหนึ่งของโลกได้

AI คืออะไร?

Seth Godin บอกว่าสำหรับเขา AI คืออะไรก็ตามที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้

พอคอมพิวเตอร์ทำได้เมื่อไหร่ เราก็จะรู้สึกว่ามันเรื่องธรรมดา

เหมือนที่ Amazon รู้ว่าเราน่าจะชอบหนังสืออะไร หรือ Facebook รู้ว่ารูปที่เราเพิ่งอัพโหลดมีเพื่อนคนไหนบ้าง หรือ Google Maps รู้ว่าจะพาเราไปถึงที่โดยใช้เวลาน้อยที่สุดได้อย่างไร

เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มันคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้ทั้งนั้น (รวมถึงการเล่นหมากล้อมเอาชนะแชมป์โลกด้วย)

สิ่งที่คอมพิวเตอร์ยังทำไม่ได้มีอะไรบ้าง?

วินิจฉัยโรค
แต่งเพลง (จริงๆ ทำได้แล้ว)
ขายของ
ทำบัญชี
แต่งนิยาย (อันนี้ก็ทำไปแล้ว เกือบได้รางวัลด้วย)
สัมภาษณ์คน
แสดงบนเวที
วาดภาพ (อันนี้ก็ทำไปแล้วเหมือนกัน)
เตะบอล
ฯลฯ

แล้วถ้าวันหนึ่ง AI ทำสิ่งเหล่านี้ได้ บทบาทของมนุษย์เดินดินอย่างเราๆ คืออะไร?

Yuval Noah Harrari ผู้เขียนหนังสือ Sapiens และ Homo Deus กล่าวไว้ว่า ในอนาคตอันใกล้นี้ (หลักสิบปี) จะเกิดชนชั้นใหม่ขึ้นมา

เขาเรียกชนชั้นนี้ว่า ชนชั้นไร้ประโยชน์ – The Useless Class

คนชนชั้นนี้ ไม่อาจสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสังคม เพราะทักษะและความรู้ที่เขามีเป็นสิ่งที่ AI ทำแทนได้ทั้งหมด

ไม่ได้มาเขียนให้รู้สึกเสียกำลังใจ เพราะเราทุกคนก็อยู่บนเรือลำเดียวกัน

ถ้าไม่อยากเป็นชนชั้นไร้ประโยชน์ วิธีที่น่าจะลดความเสี่ยงได้ดีที่สุด คือหมั่นเรียนรู้ (learn) ไม่ยึดติดความรู้เก่าๆ (unlearn) และพร้อมที่จะสร้างตัวตนขึ้นมาใหม่ (reinvent yourself) เพื่อรับมือกับอนาคตที่ไม่แน่นอนครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

สรรหาไอเดียใหม่ๆ ด้วย List of 100

20180527_listof100

เมื่อตอนที่แล้ว ผมเขียนว่าหากอยากมีไอเดียดีๆ ต้องยอมมีไอเดียแย่ๆ เยอะๆ ก่อน

แล้วทำอย่างไรเราถึงจะมีไอเดียเยอะๆ?

ผมอยากแนะนำให้คุณรู้จักกับ List of 100 ครับ

ผมรู้จักลิสต์นี้มาร่วมสิบปีแล้ว จากเว็บเก่าแก่เว็บหนึ่งที่ผมชอบมากคือ litemind.com

ใครภาษาอังกฤษแข็งแรง แนะนำให้ไปอ่านต้นฉบับที่นี่ได้เลยครับ >> Tackle Any Issue With a List of 100 

หลักการของ List of 100 นั้นง่ายมาก คือตั้งโจทย์ 1 ขึ้นมาหนึ่งข้อ แล้วลิสต์คำตอบขึ้นมา 100 คำตอบที่จะช่วยให้เราตอบโจทย์นั้นได้

โดยกฎคร่าวๆ ก็มีดังนี้

  • ใช้กระดาษเปล่า 1-2 แผ่น
  • ใช้ดินสอ/ปากกาสำหรับเขียน
  • นั่งทำให้เสร็จภายในคราวเดียว
  • ไม่ว่อกแว่กกับเรื่องอื่น
  • ไม่เซ็นเซอร์ไอเดียตัวเอง

นี่คือตัวอย่างโจทย์ที่เราอาจตั้งให้ตัวเองได้

  • 100 Things I’m Good At – 100 เรื่องที่เราเก่ง
  • 100 Ways To Improve My Life – 100 วิธีที่จะทำให้ชีวิตดีขึ้น
  • 100 Things I’ve Accomplished In My Life – 100 เรื่องที่เราทำสำเร็จมาแล้ว
  • 100 Things I’m Feeling Stressed About – 100 เรื่องที่ทำให้เรากังวล
  • 100 Things To Do Before I Die – 100 สิ่งที่อยากทำก่อนตาย
  • 100 Ideas for Additional Income – 100 วิธีหารายได้เสริม

คำถามที่ผู้อ่านคงมีอยู่ในใจตอนนี้ คือเราจะหาไอเดียมาได้ถึง 100 ไอเดียเชียวหรือ

คำตอบคือทำได้ครับ แต่ต้องอาศัยความอดทนนิดนึง เพราะของดีจะมาตอนท้าย

Luciano เจ้าของ litemind.com บอกว่า

30 ไอเดียแรกเราจะได้มาไม่ยากนัก

40 ไอเดียต่อมาจะเริ่มซ้ำๆ หรือคล้ายของเดิมแล้ว แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะมันช่วยให้เราเห็นแพทเทิร์นการคิดของตัวเอง

30 ไอเดียสุดท้ายมักจะมีไอเดียที่มีความแปลกแหวกแนวหลุดเข้ามา และบางไอเดียอาจจะเข้าท่าเอามากๆ เพราะว่าเรา “ขุด” จนไปพบอะไรบางอย่างภายใต้จิตสำนึกของเรา

อย่างที่บอกไปตอนต้น ตอนที่ลิสต์ไอเดียเราไม่ต้องห่วงว่าไอเดียมันจะดีหรือแย่ เพราะเป้าหมายของเราคือมีไอเดียให้มากไว้ก่อน

ยิ่งเรามีไอเดียแย่ๆ มากเท่าไหร่ เรายิ่งมีไอเดียดีๆ มากขึ้นเท่านั้น

สมมติ 10 ไอเดีย มีดีซัก 1 ไอเดีย

ถ้าเรามีไอเดีย 100 ไอเดีย อย่างน้อยก็น่าจะมีซัก 10 ไอเดียที่ใช้ได้ และอาจจะมี 1 ไอเดียที่เจ๋งสุดๆ ก็ได้

เมื่อช่วงบ่ายผมเองก็ลองได้นั่งลงเขียน “100 หัวข้อสำหรับบทความใน Anontawong’s Musings” เพราะตอนนี้เป็นบล็อกเกอร์ที่ใช้ชีวิตวันต่อวันมาก มานั่งหน้าคอมโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันนี้จะเขียนเรื่องอะไร (จริงๆ ก็เป็นมานานแล้ว)

แต่พอลองลิสต์ไอเดียมาได้ซัก 100 ไอเดีย ก็เริ่มมั่นใจมากขึ้นว่ามีเรื่องเขียนแน่ๆ อย่างน้อยก็อีกสองสัปดาห์ต่อจากนี้

เทคนิค List of 100 นี้มีประโยชน์และนำไปใช้ได้กับหลายสถานการณ์ ลองเล่นดูแล้วคุณอาจจะติดใจนะครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ถ้าอยากมีไอเดียดีๆ

20180527_goodideas

ต้องยอมมีไอเดียห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากเขียนบทความเจ๋งๆ

ต้องยอมเขียนบทความห่วยๆ ก่อน

ถ้าอยากวาดรูปสวยๆ

ต้องยอมวาดรูปห่วยๆ ก่อน

เราทุกคนอยากดูดี แต่มันก็ทำให้เรากลัวดูแย่ไปด้วย

เมื่อกลัวดูแย่ ก็เลยไม่กล้าแม้แต่ลงมือทำ

ทิ้งความเป็นเพอร์เฟ็คชั่นนิสท์ไปซะ เพราะนั่นเป็นแค่ความกลัวที่ปลอมตัวมา

สวมหัวใจของมือสมัครเล่น โอบกอดความไม่สมบูรณ์แบบ เลิกห่วงสายตาคนอื่น แล้วเริ่มนับหนึ่งกันเถอะ

นิทานขี่ม้าไปไหน

20180525_horseride

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายคนหนึ่งเมื่อเรียนจบแล้ว ได้รับของขวัญชิ้นหนึ่งจากพ่อเป็นม้าหนุ่ม

ม้าตัวนี้ฝีเท้าดีมาก ท่วงทีงามสง่า แข็งแรง เขาดีใจมากกับรางวัลแห่งชีวิตชิ้นนี้ ทันทีที่ได้ม้าจากพ่อ เขาจึงกระโดดขึ้นควบขี่ทันทีอย่างมีความสุข

แต่พลันที่เขากระโดดขึ้นขี่ ม้าตัวนี้ก็ออกวิ่งอย่างรวดเร็ว ไม่ยอมหยุด บังคับอย่างไรก็ไม่เป็นผล ท่ามกลางความเร็วของฝีเท้าม้า เขาไม่กล้ากระโดดลงเพราะเกรงอันตราย ในเมื่อไม่กล้ากระโดดลงจากหลังม้า บัณฑิตหนุ่มจึงต้องควบขี่อยู่บนหลังม้าเช่นนั้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ยังหนุ่มแน่น ผมสีดำสนิท

ม้าพาเขาวิ่งจากบ้านสู่บ้าน จากเมืองสู่เมือง จากประเทศสู่ประเทศ จากวันสู่คืน จากเดือนสู่ปี จากวัยหนุ่มแน่นผ่านไปถึงวัยกลางคน จนกระทั่งผมสีดำของเขากลายเป็นผมสีดอกเลาขาวโพลนเต็มหัว แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังไม่ได้ลงจากหลังม้า ร่างกายของเขาทรุดโทรม อมโรค เหี่ยวย่น หน้าตาของเขามีแต่ริ้วรอยของวันเวลา ดวงตาของเขาแห้งโหยขาดชีวิตชีวา เหมือนซากศพที่ยังมีลมหายใจ

วันหนึ่ง ขณะควบขี่อยู่บนหลังม้าผ่านไปทางย่านชุมชนแห่งหนึ่ง ผู้คนหลายร้อยคนเห็นเขาควบม้ามาแต่ไกล ต่างพากันมุงดู ชาวบ้านจึงตะโกนถามด้วยความสนใจใคร่รู้ว่าเขากำลังจะควบม้าไปไหน ชายชราอดีตบัณฑิตหนุ่มตะโกนตอบสวนออกไปว่า

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผมกำลังจะไปไหน เพราะนับแต่ขึ้นขี่อยู่บนหลังม้า ผมก็ยังไม่เคยลงเลยแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าคุณอยากรู้ว่าผมกำลังจะไปไหน ก็ลองถามม้าของผมดูสิ”

—–
ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: ศิลปะการลงจากหลังม้า

เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคน

20180524_wewanttobegood

เดือนที่ผ่านมาผมรู้สึกว่าได้รับการเอ็นดูจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นพิเศษ

ก่อนหน้านี้มีแต่คนเตือนว่าให้ระวังตัวให้ดี คุณป้าคนนี้เขี้ยวลากดินมาก

แต่หลังจากที่ผมรู้จักกันคุณป้ามาปีกว่าๆ ผมกลับได้รับความเมตตาจากคุณป้าบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

แล้วผมก็ได้ข้อสรุปว่า เราทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอ

นักเลงลูกไม้ไร้อนาคต อาจเป็นพี่ชายที่น้องๆ รักมาก

หมาบ้านนี้จะดุแค่ไหน มันก็กระดิกหางทุกครั้งเมื่อเจ้านายเรียกหา

มนุษย์ป้าที่แสนจะเรื่องมาก อาจเป็นซูเปอร์มัมในสายตาลูกสาว

นักการเมืองน้ำเน่า อาจเป็นคนเดียวที่เข้าอกเข้าใจคนในพื้นที่

ขนาดองคุลีมาลที่ฆ่าคนนับร้อย ก็เพราะว่าเขาอยากเป็นลูกศิษย์ที่ดีในสายตาอาจารย์

ขอให้เราอย่าลืมข้อนี้ โดยเฉพาะตอนที่เจอคนไม่น่ารัก

เพราะการไปคาดหวังให้เขาทำตัวน่ารักขึ้น เป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

สิ่งที่เป็นไปได้มากกว่า คือปรับตัวเราเอง เพื่อเพิ่มโอกาสที่เราจะเป็นคนที่เขาอยากทำดีด้วย

เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนอยากเป็นคนดีสำหรับใครบางคนเสมอครับ

—-

Time Management Workshop รุ่นที่ 9 บ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ยังเหลืออีก 4 ที่ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ความลับของการเป็นผู้นำที่ดี

20180523_followers

เช้านี้ผมเพิ่งฟังพอดคาสท์ TED Radio Hour ตอนล่าสุด “Inspire To Action” ที่ศึกษาว่าอะไรคือเหตุผลที่ทำให้คนกลุ่มหนึ่งลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างร่วมกันเช่นการชุมนุม การประท้วง หรือแม้กระทั่งการปฏิวัติ

แขกรับเชิญในตอนนี้คือ Simon Sinek ผู้เขียนหนังสือ Start with Why และโด่งดังจากการพูดเรื่อง How Great Leaders Inspire Action ซึ่งเป็น TED Talk ที่มีคนดูมากที่สุดเป็นอันดับ 3 ในประวัติศาตร์ TED

พิธีการถามไซม่อนว่า เหตุใดผู้นำบางคนถึงสามารถนำพามวลชนได้ ในขณะที่ผู้นำบางคนไม่สามารถทำได้

ไซม่อนตอบว่า สิ่งแรกที่สำคัญคือผู้นำเหล่านี้ต้องเชื่อมั่นในอะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ไปกว่าตัวของเขาเอง (they must believe in a cause that’s bigger than themselves) และเขาต้องสามารถวาดภาพอนาคต (paint a future) ที่ชัดเจนจนผู้คนจับต้องได้

และข้อทิ้งท้ายที่ไซม่อนฝากไว้ก็คือ “ผู้นำ” ที่ดีคือ “ผู้ตาม” ที่ดี

“ผู้ตาม” ในที่นี้ หมายถึงผู้เดินตามความฝัน หรือเดินตามความเชื่ออะไรบางอย่างอย่างแน่วแน่ จนคนอื่นอดไม่ได้ที่จะชื่นชมและขอมีส่วนร่วมด้วย

ในวันที่ 28 สิงหาคม 2506 หรือ 55 ปีที่แล้ว มีประชาชน 250,000 คนมารวมตัวกันหน้าอนุสรณ์สถานลินคอล์นในนครวอชิงตันเพื่อฟัง ดร.มาร์ติน ลูเธอร์ คิง จูเนียร์ปราศรัย I Have a Dream ซึ่งเป็นหนึ่งในการปราศรัยที่ทรงพลังที่สุดแห่งยุค

ถามว่าใน 250,000 คนที่มาในวันนั้น มีคนมาเพื่อดร.คิงซักกี่คน

คำตอบคือไม่มีซักคนเดียว ทุกคนมาเพื่อตัวเองทั้งนั้น เขามารวมตัวกันเพราะเชื่อเรื่องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามและปรารถนาที่จะเห็นอเมริกาปฏิบัติต่อคนทุกผิวสีอย่างเท่าเทียมกัน

ดังนั้น ถ้าเราอยากเป็นผู้นำที่ดี เราไม่จำเป็นต้องกังวลว่าจะมีใครมาตามเรารึเปล่า

หาสิ่งที่เราเชื่อมั่น สิ่งที่เราพร้อมจะทุ่มเท แล้วเดินตามสิ่งนั้นอย่างแน่วแน่

แล้วเมื่อ “คนพันธุ์เดียวกัน” ผ่านมาทางนี้ เขาจะเลือกเดินตามคุณเองครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA (เหลือ 7 ที่)

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด, นายอินทร์, B2S, ศูนย์หนังสือจุฬา, คิโนะคุนิยะ, เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ข้อแนะนำสำหรับคนอยากเป็นซีเนียร์

20180522_senior

คนทำงานทุกคนย่อมอยากเห็นความก้าวหน้าในวิชาชีพของตัวเอง

และหนึ่งในบันไดขั้นแรกๆ ที่อยากก้าวขึ้นไปคือการเป็นพนักงานที่มีคำว่า senior นำหน้าชื่อตำแหน่ง ซึ่งบ่งบอกว่าเราเป็นพี่ใหญ่ที่ต้องคอยดูแลน้องๆ และเป็นหูเป็นตาให้หัวหน้าทีม

ผมเลยมีข้อแนะนำที่อยากฝากไว้ให้พิจารณาสำหรับคนที่อยากเป็นซีเนียร์นะครับ

ซีเนียร์มีสี่ทาง
เท่าที่ผมสังเกต คนจะถูกโปรโมตเป็นซีเนียร์ได้ใน 4 กรณี

1. Hard Skills – คือเราทำงานที่ได้รับมอบหมายได้เทพมากๆ เป็นกูรูด้านนี้จนใครก็ต้องมาพึ่งพาเรา

2. Soft Skills – คือเรามี people skills ที่สูงส่ง มีความเป็นผู้ใหญ่ มีความน่าเชื่อถือ เป็นเหมือนเสาหลักของทีมให้น้องๆ แม้อาจจะไม่ได้เทพแต่เราก็มักจะหาทางช่วยคนในทีมได้เสมอ อย่างน้อยที่สุดก็ในด้านจิตใจ

3. เงินเดือน – แต่ละตำแหน่งจะมี job band หรือ job level อยู่ ซึ่งก็จะผูกติดกับช่วงเงินเดือน เช่นตำแหน่งจูเนียร์เงินเดือน 15,000 – 30,000 ตำแหน่งซีเนียร์เงินเดือน 25,000-50,000 เป็นต้น โดยช่วงเงินเดือนของแต่ละเลเวลเหลื่อมกันได้

หากเงินเดือนของเรา “ชนเพดาน” แล้ว เช่นในกรณีนี้เราเงินเดือน 30,000 บาทแล้ว จะขึ้นให้อีกก็จะทำให้เงินเดือนหลุดช่วง จึงเป็นเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งเป็นซีเนียร์เพื่อให้เราขึ้นมาอยูู่ในช่วงเงินเดือนที่สูงขึ้นและมีความรับผิดชอบมากขึ้นเพื่อให้คุ้มกับเงินเดือนครับ

4. ระยะเวลา – คืออยู่ในตำแหน่งนี้มานานหลายปี น้องๆ ที่มาทีหลังบางคนก็แซงหน้าไปแล้ว จึงถึงเวลาที่ต้องปรับตำแหน่งให้เสียที

มันยังมีอีกกรณีหนึ่งคือย้ายทีมหรือย้ายบริษัท แต่ถ้าคุณไม่มีหนึ่งในสี่ข้อข้างต้นที่กล่าวมา โอกาสจะได้เป็นซีเนียร์ก็คงมีไม่มากนัก

ถ้าเลือกได้ อยากให้เลือกข้อ 1 หรือ 2 เพราะเป็นปัจจัยที่เราพอจะควบคุมได้บ้าง ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย

ทำงานของตัวเองให้ดี (Do your job well)
ข้อนี้เป็นพื้นฐานเลย อย่าหวังว่าจะได้เป็นซีเนียร์ถ้าเรายังรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองได้ไม่สมบูรณ์

ทำให้มากกว่าที่ขอ (Go the extra mile)
ถ้าเจ้านายสั่ง 10

พนักงานทั่วไปจะทำมา 8

พนักงานที่ดีจะทำมา 10

พนักงานที่โดดเด่นจะทำมา 12

คนที่ทำมา 12 มีโอกาสจะขึ้นเป็นซีเนียร์มากกว่าคนที่ทำมา 10 หรือ 8

สังเกตว่า เมื่อเทียบกับพนักงานที่ดี เราแค่ออกแรงมากกว่าเขาแค่ 2 หน่วย ก็เพิ่มโอกาสการเป็นซีเนียร์ได้มหาศาลแล้ว

ทำโดยไม่ต้องให้ใครมาขอ (Be proactive)
คนที่ proactive หรือริเริ่มงานได้เองโดยที่ไม่ต้องรอให้เจ้านายสั่งนั้นหายากมากๆ เพราะหนึ่งเขาต้องจัดการงานตัวเองได้ดีจนมีเวลาเหลือ สองเขาต้องรู้ใจเจ้านายว่าต้องการอะไร สามคือต้องโน้มน้าวคนอื่นๆ ให้เห็นดีเห็นงาม และสี่ต้องนำมันไปทำจนเกิดผล

เพราะทำได้ยาก จึงหายาก และเพราะหายาก เจ้านายและองค์กรจึงให้ค่าคนที่ proactive มากเป็นพิเศษครับ

ขยันอย่างฉลาด (Work hard & work smart)
คนขยันนั้นดีแน่ แต่ต้องหัดขี้เกียจบ้าง

ขี้เกียจในแง่ที่ว่า เราต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่าที่เราทำๆ อยู่ทุกวันนี้มันมีวิธีอื่นที่จะประหยัดแรงกว่านี้หรือทำได้เร็วกว่านี้มั้ย

พนักงานที่ดีอาจจะทำงานเสร็จเร็วกว่าคนอื่น 20%

แต่พนักงานที่จะได้เป็นซีเนียร์คือคนที่ออกแบบกระบวนการหรือสร้างเครื่องมือใหม่ที่ทำให้ทุกคนในทีมทำงานได้เร็วขึ้น 20% ครับ

เป็นคนไว้ใจได้ (Be reliable)
ข้อนี้สำคัญมาก

ถ้ารับปากว่าจะทำ ก็ต้องทำให้ได้ ไม่ว่าฝนจะตกฟ้าจะร้องท้องจะเสีย

และถ้ามีเหตุสุดวิสัยจนทำให้ไม่สามารถทำได้ตามที่รับปาก ก็ต้องรีบบอกเจ้านายแต่เนิ่นๆ ไม่ใช่ให้เขามารู้เองทีหลัง

คนที่จะเป็นซีเนียร์คือคนที่เจ้านายสามารถวางใจได้ว่า คนๆ นี้จะสามารถดูแลทีมได้ตอนที่เขาไม่อยู่ ดังนั้นการสร้างความไว้ใจจึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากถึงมากที่สุด

กล้าแสดงความคิดเห็น (Speak up)
คนไทยไม่ค่อยกล้าพูดต่อหน้า แต่ลับหลังคุยกันสนุกปาก

คนที่จะเป็นซีเนียร์ต้องทำกลับกัน คือต่อหน้าต้องพูด ลับหลังต้องไม่พูด

อะไรที่ดี อะไรที่ไม่ดีควรจะสื่อออกมา แต่ก็ต้องดูทิศทางลมด้วยว่าจะพูดอย่างไร พูดจังหวะไหน คนถึงจะฟังและคล้อยตาม

ที่สำคัญ ต้องไม่ชี้แค่ปัญหาอย่างเดียว แต่ควรจะมีข้อแนะนำสำหรับทางออกด้วย

พร้อมช่วยเหลือคนอื่นเสมอ (Be there when someone needs you)
ซีเนียร์คือคนที่พึ่งพาได้

ดังนั้นเราต้องใจกว้างพอที่จะเอาผลประโยชน์ส่วนรวมมาก่อนประโยชน์ส่วนตน (แต่ก็ต้องไม่ทำให้งานตัวเองเสีย – กลับไปดูข้อแรก)

การช่วยเหลือคนอื่นอยู่เป็นประจำจะทำให้เราได้รับการยอมรับ และเพื่อนๆ จะแอบเชียร์ให้เราเป็นซีเนียร์เร็วขึ้นด้วยซ้ำไป เพราะใครๆ ก็ชอบพระเอก

เป็นแบบอย่างที่ดี (Be a role model)
หนึ่งในคำถามที่ “ผู้ใหญ่” ในองค์กรมักจะถามกับหัวหน้าที่ส่งชื่อน้องมาให้พิจารณาก็คือ “เขาเป็นแบบอย่างที่ดีรึเปล่า?”

ถ้าทำงานเก่ง ช่วยเหลือคนในทีม แต่ยังมีพฤติกรรมบางอย่างไม่เหมาะสม เช่นชอบบ่นลอยๆ บนเฟซบุ๊ค มาสายเป็นประจำ หรือหัวร้อนง่ายไฝว้กับคนอื่นไปทั่ว คนๆ นั้นอาจจะตกม้าตายไม่ได้รับการโปรโมตก็ได้

ต้องระลึกไว้เสมอว่าการโปรโมตแต่ละครั้ง ผู้บริหารต้องคำนึงด้วยว่ามันเป็นการส่งสัญญาณที่ถูกต้องให้กับคนอื่นๆ ในองค์กรรึเปล่า เพราะถ้าเด็กๆ เห็นคนนิสัยแย่แต่ทำงานดีได้รับการโปรโมต เขาก็อาจจะเข้าใจว่านี่คือพฤติกรรมที่องค์กรรับได้แถมยังสนับสนุนด้วยซ้ำ

ผูกพันกับองค์กร (Be an engaged employee)

ศัพท์ที่สำคัญคำหนึ่งใน HR คือคำว่า Employee Engagement ซึ่งไม่มีคำแปลไทยตรงตัว แต่มันหมายถึงหลายๆ อย่างรวมกัน คือเรามีความผูกพันกับองค์กรแค่ไหน เวลามีกิจกรรมบริษัท เรามาร่วมงานหรือไม่ เวลาบริษัทต้องการความช่วยเหลือ เราอาสาตัวเองรึเปล่า เวลาใครมาว่าบริษัทเรา เราเดือดเนื้อร้อนใจรึเปล่า

องค์กรย่อมอยากโปรโมตคนที่ผูกพันและอยากเติบโตไปกับองค์กร ไม่ใช่คนที่จะไปจากเราเมื่อไหร่ก็ไม่รู้

คิดเหมือนเราเป็นเจ้าของบริษัท (Think & act like the owner)
เป็นข้อสุดท้าย แต่ถ้าทำข้อนี้ได้ ข้ออื่นๆ ก็น่าจะทำได้ไปโดยปริยาย เพราะหากเราคำนึงถึงผลประโยชน์มวลรวมของบริษัทอยู่เสมอ เราก็จะทำงานอย่างฉลาด ทำโดยที่ไม่ต้องมีใครสั่ง และพร้อมช่วยเหลือคนอื่นๆ เป็นประจำ ทั้งหมดทั้งมวลก็เพื่อความเจริญก้าวหน้าของบริษัทและทุกๆ คนในองค์กร

ต้องเตือนกันนิดนึงว่าแม้เราจะทำได้ทุกข้อที่กล่าวมาทั้งหมด ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะได้เป็นซีเนียร์เสมอไป เพราะมันยังมีอีกหลายปัจจัยที่เราควบคุมไม่ได้ เช่นสภาพทีม สภาพบริษัท และสภาพเศรษฐกิจ

แต่อย่างน้อยที่สุด ถ้าเราทำตามข้อแนะนำเหล่านี้ คนที่จะได้ไปเต็มๆ ก็คือตัวเราเอง

เพราะผมมีความเชื่อว่า สุดท้ายแล้ว เราจะได้รับผลตอบแทนที่คู่ควรกับเราเสมอครับ

—–

Time Management Workshop รุ่นที่ 8 เต็มแล้วครับ จึงเปิดรับรุ่นที่ 9 รอบบ่ายวันเสาร์ที่ 26 พ.ค. นี้ ดูรายละเอียดได้ที่นี่ครับ https://goo.gl/T6c5XA

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCA, ร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ