โรงงานฝึกทาส

20151202_SlaveSchool

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

– โจน จันได

หนังสือ กลับบ้าน

ขอโทษที่หายไปนานครับ

ย้ายบ้านมาครับ

ไม่นึกเหมือนกันว่าการย้ายบ้านจะทำให้หยุดเขียนบล็อกไปได้นานขนาดนี้

ตอนที่เดินทางไปต่างประเทศ หรือภรรยาให้กำเนิดบุตรสาว ผมก็ยังหาเวลาเขียนบล็อกได้

แต่การย้ายบ้านครั้งหนึ่งนี่ใช้พลังงานมหาศาลจริงๆ หมดวันก็เหนื่อยจนคิดจนเขียนอะไรไม่ออกแล้ว

แต่ตอนนี้โอเคแล้วครับ แม้บ้านยังจะรกอยู่แต่ long weekend นี้น่าจะจัดการได้เรียบร้อย

—–

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

โจน จันได คือหนึ่งในบุคคลที่ผมอยากเจอตัวเป็นๆ มากที่สุด

คุณโจนเป็นคนต่างจังหวัด แล้วเข้ามาหาอยู่หากินในเมืองกรุงเช่นเดียวกับคนต่างจังหวัดอีกหลายล้านคนในเมืองไทย

แต่ต่อให้ทำงานหนักแค่ไหน ก็ไม่มีวี่แววว่าชีวิตจะดีขึ้น

“ทำไมคนทำงานหนักมากแต่ยังอดอยากยากจน?
ผมถามคำถามนี้กับตัวเองมานานมาก เพราะทุกคนทำงานอย่างน้อย ๘ ชั่วโมงต่อวัน ผมเคยทำงานอย่างทุ่มเทโดยไม่มีวันหยุดเป็นปี ทำงาน ๘-๑๒ ชั่วโมงตัวต่อวัน เพื่อแลกกับค่าแรงถูกๆ แค่พอจ่ายค่าเช่าห้องแคบๆ ที่ร้อนอบอ้าว จ่ายค่าอาหารแย่ๆ ที่กินพอให้ชีวิตอยู่รอดไปวันๆ และข้าวของที่จำเป็นอื่นๆ สิ้นเดือนเงินก็หมด โอกาสที่จะเก็บเงินเป็นไปได้ยากมาก ชีวิตเหมือนเครื่องจักรที่ไม่มีชีวิตจิตใจ ไม่ต้องคิดถึงอนาคต ไม่ต้องคิดถึงความมั่นคงในชีวิต แค่ทำให้ชีวิตมันผ่านไปวันต่อวัน เพื่อที่จะได้ทำงานหนักในวันต่อไป เวลาผ่านไปเป็นเดือน เป็นปี ชีวิตก็ยังไม่มีอะไร ทุกอย่างเหมือนเดิม จำเจ ว่างเปล่า ไม่มีคุณค่าอะไรเลย”

ประโยคนี้ทำให้ผมนึกถึงแม่บ้านที่ออฟฟิศ ยามในหมู่บ้าน และคนงานก่อสร้างที่มาต่อเติมบ้านให้ผม

พวกเขาเหล่านี้คือคนที่เราต้องพึ่งพา พวกเขาทำงานหนักและเหนื่อยกว่าเรามาก แต่ชีวิตก็น่าจะยังตกอยู่ในวังวนของการชักหน้าไม่ถึงหลัง เพราะรายได้เขาน้อยกว่าเรา 5 เท่า แต่รายจ่ายของเขาแทบจะไม่ต่างจากเราเลย ไหนจะต้องส่งเงินกลับไปให้คนที่บ้านอีก

เมื่อคุณโจน จันได คิดได้แล้วว่า อยู่กรุงเทพต่อไปก็เปล่าประโยชน์ จึงเดินทางกลับภูมิลำเนา เริ่มค้นหารากของตัวเอง ฝึกทำบ้านดิน ปลูกผักเลี้ยงปลา และใช้ชีวิตแบบสมถะกับภรรยาและลูก

ไม่รวย แต่ได้เป็นนายของตัวเองในความหมายที่แท้

คุณโจนยังไม่ได้ส่งลูกเข้าโรงเรียนด้วย แต่ทำโฮมสคูลหรือให้พ่อแม่สอนหนังสือลูกอยู่ที่บ้านนั่นเอง

“โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบทุนนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง พร้อมที่จะต่อสู้แข่งขันอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย ไม่คิดถึงความสงบสุขในชีวิต ไม่คิดถึงความอบอุ่นในครอบครัว ไม่มีสถาบันไหนสอนให้คนพึ่งพากันเอง สอนให้คนเอื้อเฟื้อแบ่งปัน สอนให้คนใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หรือใช้ชีวิตให้สอดคล้องกับธรรมชาติเพื่อให้ชีวิตอยู่ได้อย่างยั่งยืน”

 

ผมเชื่อว่าพวกเราส่วนใหญ่ที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ก็ผ่านการศึกษาในระบบมาทั้งนั้น และก็อาจจะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณโจนพูดก็ได้

แต่ผมก็เชื่อว่าสิ่งที่คุณโจนพูดนั้นสามารถอธิบายปรากฎการณ์ในสังคมได้ดีในระดับหนึ่ง

ระบบการศึกษา -> แรงงานที่รับใช้ทุนนิยม -> คนต่างจังหวัดที่มารับงานหนักแต่รายได้ต่ำในกรุงเทพจึงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปาก -> ปัญหาสังคมอื่นๆ ที่ตามมา

คนกรุงเทพฯ อย่างเราๆ ที่เรียนจบปริญญาตรีหรือโท ทำงานมีรายได้เกินเดือนละ 20,000 บาท อาจจะมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหาของเราซะหน่อย

แต่ผมว่ามันเป็นปัญหานะครับ

เพราะจริงๆ แล้วเราพึ่งพาตัวเองไม่ได้เลย แม้กระทั่งคนที่เป็นเจ้าของธุรกิจส่วนตัวหรือคนที่บอกว่าตัวเองมีอิสรภาพทางการเงินก็เถอะ

สมมติว่าสงครามที่กำลังเกิดขึ้นระหว่าง ISIS และรัสเซีย/ฝรั่งเศส เกิดลุกลามเป็นสงครามโลกครั้งที่สามอย่างที่โป๊ปฟรานซิสว่าไวัจริงๆ สภาพเศรษฐกิจเปลี่ยน ตลาดหุ้นล่ม การจับจ่ายใช้สอยหยุดชะงัก ทุนต่างชาติไหลออก บริษัทเอกชนปิดตัว พวกเราตกงาน แล้วเราจะอยู่กันอย่างไร?

ถ้าเราไม่มีเงินเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย? ถ้าไม่มีไฟมีน้ำใช้ซักเดือน เราจะอยู่กันได้มั้ย?

คนอย่างคุณโจน จันไดเขาอยู่ได้นะครับ เพราะระบบนิเวศน์ที่เขาสร้างขึ้นมาทำให้เขาแทบไม่ต้องใช้เงินหรือพึ่งพาปัจจัยภายนอกเลย

แต่สำหรับคนกรุงเทพอย่างผม อย่าว่าแต่ไม่มีไฟใช้เลย แค่ไม่มีเน็ตใช้ก็แทบจะลงแดงตายแล้ว

ไม่ได้จะชวนทุกคนไปขุดบ่อเลี้ยงปลานะครับ

แค่ชวนให้ตั้งคำถามเฉยๆ ว่าเรากำลังเดินมาถูกทางแค่ไหน

และถ้ามันยังไม่ใช่ทางที่ควรจะเป็น เราเองจะทำอะไรได้บ้าง

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก:
หนังสือ กลับบ้าน โดย โจน จันได
Thai Publica: โฮมสคูล”บ้านเรียน” การศึกษาทางเลือก
BBC: Pope Francis warns on ‘piecemeal World War III’

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน ถ่ายเมื่อวันที่ 2/12/2558

Box1B_300x250

13 thoughts on “โรงงานฝึกทาส

  1. Pingback: สอนปลาให้ปีนต้นไม้ | Anontawong's Musings

  2. อ่านละผมเห็นด้วยนะครับ
    รู้สึกมานานแล้ว

    Like

  3. ผมว่าข้อความเดิมยังใช้ได้อยู่นะ

    “โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัยทั้งหลายมันเป็นแค่โรงงานฝึกทาส เพื่อสร้างทาสที่มีคุณภาพออกไปรับใช้ระบบธุรกิจแบบสังคมนิยม คนที่จบไปแล้วพร้อมทำงานหนัก พร้อมที่จะทำตามคำสั่งโดยไม่คิดถึงตัวเอง”

    – ไดจัน โจน

    ในระบบสังคมนิยมนั้น จะมีก็แต่เฉพาะระบบสังคมนิยมอุดมคติ ที่จะสามารถตอบสนองความต้องการของทุกคนได้อย่างเท่าเทียมและสมดุล เพราะในความจริงแล้ว โรงเรียนในระบบสังคมนิยม ย่อมออกแบบและปลูกฝัง ให้เยาวชน มีความเชื่อมั่นในผู้นำและไม่คัดค้านหรือออกเสียง มิเช่นนั้นแล้ว ระบบจะพังทลายในที่สุด เมื่อมีผู้เห็นต่างเข้ามา

    ในมุมมองของผมนั้น ผมมองว่าทุนนิยมเปิดโอกาสมากกว่าสังคมนิยม เพราะคนที่มุ่งมั่น ขยัน อดออม ก็ยังพอที่จะก้าวข้ามไปสู่ระดับที่สูงได้ ทั้งนี้ต้องอาศัย แนวคิด จินตนาการ ความกล้าแสดงออกในทางที่ดี เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่ตั้งหวังไว้

    Like

  4. ต้องย้อนกลับไป ยังนิยาม ชีวิต เกิดมาเพื่ออะไร… ถ้าเลือกแล้ว ก็ไปตามนั้น.. ส่วนลูก ควรจะ วางกลางๆให้เค้า ให้เค้ามีทางเลือก สามารถเลือกทางได้เอง…. ไม่ทำลายความสามารถในการเลือกของลูก

    Like

  5. การผ่านกระบานการศึกษามาต่างหากทำให้คิดได้..ว่าเราควรอยู่ตรงไหน

    Like

  6. ผมว่าไม่มีใครผิดแล้วก็ไม่ใครถูกต้องทุกอย่าง.. มันอยู่ที่การใช้ชีวิตของแต่ละคนว่าคุณมีความสุขกับตรงไหนอย่างไรมากกว่า.. สงครามเกิดแล้วไงล่ะ..? ผมก็ยังเชื่อว่าถ้าสงครามเกิดไม่ว่าจะหนักขนาดไหนก็จะมีคนกลุ่มนึงที่มีความสุขกับการขายอาวุธให้คนอื่นเอาไปฆ่ากัน.. สงครามคือการแบ่งข้างแล้วไล่ฆ่ากันระหว่างฝั่งaกับb.. เมื่ออสงครามจบฝั่งไหนชนะฝั่งนั้นก็มีความสุข.. นั่นเท่ากับคนครึ่งโลกกำลังจะมีความสุข…ถึงมันจะเป็นความสุขบนความทุกข์​ของตนและของคนอื่นก็เถอะแต่มันก็ยังถูกเรียกว่าความสุข.. ระบบทุนก็เช่นกันระบบนี้เป็นโลกของหมากินหมาคุณไม่ฆ่าเค้าๆก็จะฆ่าคุณๆไม่เหยีบเค้าขึ้นไปเค้าก็เหยีบคุณๆไม่กินเค้าๆก็จะกินคุณแทน.. ในสังคมแบบนี้ก็ยังมีบางคนที่มีความสุขกับมันได้ใครไม่ชอบก็ไปใช้ชีวิตสงบๆตามแบบของคุณแล้วคุณก็จะมีความสุข.. ชีวิตง่ายๆคือทางใครทางมันไม่ต้องไปทำอะไรตามใคร​ ทำอะไรแล้วมีความสุขก็ทำไป..แค่ไม่ผิดกฎหมายที่สังคมวางไว้ก็พอ.. ใครไม่เห็นด้วยก็ไปทางอื่น… เคารพความคิดกัน.. ปรึกษากันคุยกัน.. ความช่วยเหลือมีให้กัน.. ไม่ทำร้ายกัน.. เท่านี้ก็น่าจะพอแล้วสำหรับชีวิต… กับการตามหาความสุขในชีวิต​….. ^ ^

    Like

  7. เศรฐกิจพอเพียงของ ”ในหลวงไงครับ”

    ลองคิดดูเฉยๆนะครับ
    ” ถ้าคนในประเทศไทยใช้ระบบเศรฐกิจพอเพียงหมดเลย ผมว่าคงทำให้ประเทศไทย ระดับความสุขเพิ่มขึ้น
    เพราะไม่ต้องแก่งแย่ง ไม่ต้องเป็นหนี้ ไม่ต้องแบกอะไรหลายอย่าง ”

    แต่สุดท้ายทั้งหมดที่ ในหลวงและ คุณโจน จันได กล่าวไว้ เข้าทฤษฎีของ ”พระพุธเจ้า” คือ ความพึงพอใจให้สิ่งที่มี

    สุดท้ายไม่ว่าจะระบบไหนในสังคม แค่มีคำว่า ”พอ” ก็สามารถมีความสุขได้ครับ

    Like

  8. ผมว่าแบบนั้นมันก็ไม่ถูก เขาไม่ได้อยู่ในจุดที่เราเป็น แล้วเราก็ไม่ได้อยู่ในจุดที่เขาเป็น ถ้าเขาผ่านเทคโนโลยีกระบ่มเพาะของชุดความคิดที่แตกต่างออกไป เขาก็จะไม่มีความคิดแบบนี้หรอกครับ อะไรคือทาส ทำไมถึงเรียกทาส มันเป้นการทำงานเพื่อแลกเงินทั้งสิ้น สิ่งที่เขาทำก็แลกเงิน เพียงแต่มุมมองของเขามองในจุดที่เหนือกว่า ใช้จ่ายน้อย พออยู่พอกิน ชีวิตที่อยู่ร่วมกันกับธรรมชาติ ผมว่ามันเป็นนามธรรมที่จับต้องได้ก็ได้จับต้องไม่ได้ก็ได้ เป็นวลีฮิตที่คนมีอิธิผลทางความคิดชอบพูดกัน มันทำให้ดูเท่ การจะทำแบบนั้นได้ ตัวเองต้องขจัดกิเลสที่ครอบงำจนหมดสิ้น และกลับไปดื่มด่ำลงสู่วิถีชีวิตที่ตัวตนฝืนต้องการ ทุกคนมีความสุขต่างกันและคุณก็ผ่านการศึกษามาเหมือนกัน การสอนผมว่าควรเป็นเหตและผลมากกว่ายัดเยียดชุดความคิดตัวเองลงสู่ผู้อื่น แค่มาและผ่านไป ผมไม่ได้มีความคิดขัดแย้ง โลกนี้มันเทาๆ อยู่แล้ว

    Like

  9. การศึกษาในระยมันล้มเหลว ทำให้มนุษย์เกิดความเห็นแก่ตัว การแขงขัน ((มนุษย์ ผมเชื่อว่ามนุษย์มีแค่3ประการ เกิดมา สืบพันธุ์ แล้วตาย ผมว่าพี่โจน จันได เจ๋งในระดับหนึ่งของการใช้ชีวิต))

    Like

  10. Pingback: ความงดงามของทุนนิยม | Anontawong's Musings

  11. สังคมและการแข่งขันต่างหากที่ทำให้คนไม่ได้ลืมตาอ้าปาก ไม่ใช่การศึกษาและสถาบัน

    Like

  12. ผ่านมาอ่านคอมเม้นท์ในนี้โดยบังเอิญ ในฐานะที่เคารพพี่โจนที่เป็นผู้สร้างอิสระให้กับตนเองแบบหนึ่ง และหาคำตอบให้กับชีวิตของตนเองได้แบบหนึ่งโดยไม่พึ่งพาระบบทุนนิยม ผมเชื่อว่าสิ่งที่พี่โจนทำเป็นคำตอบที่ชัดเจนแบบหนึ่งที่นำพาชีวิตต่อไปข้างหน้าได้ชัดเจน แต่อ่านบทความแล้วมีติดใจอยู่บ้างกับการตั้งคำถามที่ไม่ครบและดูชี้นำเล็กน้อย…

    ถ้าโลกเกิดสงคราม ระบบทุนนิยมล่มสลาย…พี่โจนอยู่ได้ คนอื่นจะเป็นอย่างไร…น่าคิดดีครับ แต่คำถามสุดโต่งระดับนี้ผมว่ามันก็พอๆ กับถามพี่โจนว่า แล้วถ้าโลกหมุนเวียนไปจนระบบทุนนิยมครอบทุกแห่ง “จนไม่เหลือพื้นที่ให้กับชีวิตง่ายๆ ล่ะ” อันนี้ไม่ได้ดูถูกวิถีชีวิตพี่โจนนะครับ เป็นมุมมองที่ผมชื่นชอบด้วยซ้ำว่าทำไมต้องทำให้ชีวิตมันยาก คนในสังคมทุนนิยมชื่นชอบที่จะทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยากเกินไปหรือเปล่า…

    แต่ถ้าโลกมันยากระดับที่การศึกษาโฮมสคูลไม่ถูกยอมรับเลยแม้แต่นิดเดียวในสังคมล่ะ? ถ้าพื้นที่เกษตรทุกมิลลิเมตรถูกครอบคลุมด้วยระบบนายทุนล่ะ? ถ้าสงครามโลกที่สู้กันด้วยอาวุธที่ทำลายร้างระบบนายทุนเกิดขึ้นได้จริง สงครามโลกที่สู้กันด้วยทุนจนพื้นที่เสรีไม่เหลือล่ะ….ก็ฝากเป็นคำถามกลับข้างกันละกันครับ

    ผมเขียนข้อแย้งนี้ไม่ใช่ผมอยากโจมตีอะไรพี่โจน ตัวผมเองค่อนข้างศรัทธาระบบโฮมสคูลและหลายๆ มุมมองของพี่โจน (มีญาติที่อยู่ในระบบนี้ด้วย) แต่ผมอยากนำเสนอให้ครบทั้งสองด้านว่ามันยากที่จะตัดสินอะไรว่าถูกต้อง กาลเวลาจะเป็นคนบอกกับเราเสมอๆ แล้วความคิดที่ถูกต้องก็มักจะถูกต้องเพียงแค่ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้นอีกต่างหาก…ก็คงฝากเป็นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นละกันครับ

    Liked by 2 people

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s