บทเรียนจากการขับรถเที่ยวฮอกไกโด

20180728_hokkaido

เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ผมกับครอบครัวไปขับรถเที่ยวฮอกไกโดมาครับ

การเที่ยวครั้งนี้ค่อนข้างฉุกละหุก ตอนแรกกะว่าช่วงวันแม่จะไปเที่ยวไต้หวันกับแฟน แต่พอรู้ว่าไต้หวันน่าจะร้อนมาก เลยเปลี่ยนแผนไปเที่ยวญี่ปุ่น ซึ่งเมืองเดียวที่จะอากาศยังเย็นอยู่ในช่วงนี้ก็คือฮอกไกโด แต่พอได้คุยกับเพื่อน เพื่อนก็บอกว่าถ้าไปตอนเดือนสิงหาก็จะไม่ได้เห็นทุ่งลาเวนเดอร์แล้วนะ เราเลยตัดสินใจเลื่อนทริปมาเป็นกลางเดือนกรกฎาคมแทน และเนื่องจากต้องใช้เวลาเที่ยวยาวขึ้น เลยอยากจะพาลูกไปด้วยทั้งสองหน่อ รวมถึงชวนพี่ชายแฟนไปด้วยอีกคน ตัดสินใจวันอาทิตย์ วันอังคารก็พาลูกไปทำพาสปอร์ต วันศุกร์จองตั๋วและโรงแรม วันจันทร์ทำใบขับขี่สากล และศุกร์ถัดมาก็เดินทางกันเลย!

และนี่คือสิ่งละอันพันละน้อยที่ได้เรียนรู้จากการไปเที่ยวฮอกไกโดครับ

ถ้าไปเที่ยวฮอกไกโดกับเด็กเล็กควรเช่ารถขับ – การไปเที่ยวกับลูกลดสปีดลงอย่างน้อย 50% ลูกสาวคนโตของผมอายุเกือบสามขวบ ส่วนคนเล็กอายุประมาณ 7 เดือน เจ้าคนเล็กไม่เท่าไหร่ แต่คนโตไม่ค่อยสบายเลยงอแงเป็นพิเศษ ทำให้คุมเวลาไม่ค่อยได้แถมพอเขาเหนื่อยก็จะร้องให้อุ้มบ่อยๆ โชคดีที่รอบนี้เราเช่ารถขับ ทำให้ลดความจำเป็นที่ต้องอุ้มลงไปได้เยอะ ถ้าไม่มีรถแล้วต้องเดินทางด้วยรถไฟและเดินเยอะๆ น่าจะเหนื่อยหนักกว่านี้ อ้อ เราเอารถเข็นกับเป้อุ้มเด็กไปด้วย ช่วยชีวิตได้เยอะมากครับ

ควรใช้ Hokkaido Expresssway Pass ทางด่วน/มอเตอร์เวย์ที่ญี่ปุ่นจะมีสิ่งที่เรียกว่า ETC Card ทำหน้าที่คล้ายๆ กับ Easypass บ้านเรา ถ้าแบบปกติเราจะสามารถสั่ง ETC Card มาใส่ไว้ที่รถที่ขับ แล้วมันจะคิดเงินสะสมไปเรื่อยๆ พอเราส่ง ETC Card คืนมันถึงจะคำนวณยอดเงินมาตัดบัตรให้เรา แต่ถ้าเป็น Hokkaido Expressway Pass เราจะจ่ายเหมาครั้งเดียวจบ  Expressway Pass นี้เปิดให้ใช้ได้เฉพาะนักท่องเที่ยวต่างชาติเท่านั้น คนญี่ปุ่นเองใช้ไม่ได้ (เป็นนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบเดียวกับ JR Pass ที่ให้ซื้อเฉพาะชาวต่างชาติเท่านั้น) ผมซื้อแบบ 6 วัน 7200 เยน ซึ่งถือว่าคุ้มค่ามาก เพราะแค่จากสนามบินเข้าเมืองก็เสียค่าทางด่วนพันกว่าเยนแล้ว ถ้าผมจ่ายแบบธรรมดา ทั้งทริปนี้น่าจะโดนค่าทางด่วนไปไม่ต่ำกว่า 20,000 เยนหรือ 6,000 บาท

เผื่อเวลาไว้เยอะๆ – เที่ยวโตเกียวหรือเกียวโตนั้นใช้เวลาไม่มากเพราะทุกอย่างอยู่ใกล้กันหมด แต่กับฮอกไกโดไม่ใช่อย่างนั้น จากซัปโปโรไปฮาโกะดาเตะ (เมืองที่มีวิวสวยติดอันดับโลก) ใช้เวลาขับรถเกือบสี่ชั่วโมง หรือถ้าเราจะขับไปดูทุ่งลาเวนเดอร์ ก็ต้องมีอย่างน้อยสองชั่วโมงครึ่ง แถมถ้าเราเอาเด็กเล็กไปด้วย สปีดก็จะตกลงไปอีกอย่างน้อยครึ่งหนึ่ง ดังนั้นให้วาง agenda ไว้หลวมๆ และเผื่อใจไว้เลยว่าวันหนึ่งอาจจะได้เที่ยวแค่ไม่กี่ที่

เมื่อไม่เล่นมือถือ เราก็ได้เที่ยวจริงๆ เนื่องจากต้องขับรถและดูแลลูกสองคน ผมกับแฟนจึงแทบไม่ได้อัพเดตรูปขึ้นเฟซบุ๊คเลย ซึ่งก็แอบมีเสียดายอยู่บ้างที่ไม่ได้อวดชาวโลก แต่พอผ่านไปสองสามวันก็เริ่มชินและเริ่มติดใจ เพราะรู้สึกว่าเมื่อไม่ได้อัพรูป เราก็ไม่ต้องมาคอยเช็คว่ามีคนมากดไลค์รูปเราแล้วเท่าไหร่ ผมเลยได้อยู่ที่ญี่ปุ่นทั้งตัวและใจ ไม่ใช่ตัวอยู่ญี่ปุ่นขณะที่ใจแส่ส่ายคอยติดตามยอดไลค์ในมือถือจากเพื่อนที่เมืองไทย

อาหารญี่ปุ่นไม่ได้ว้าวขนาดนั้น(แล้ว) ผมมาญี่ปุ่นครั้งแรกตอนปี 2011 หรือประมาณ 7 ปีที่แล้ว ซึ่งร้านอาหารญี่ปุ่นที่คนกินทั่วบ้านทั่วเมืองสมัยนั้นก็คือฟูจิ พอได้มากินของต้นตำรับที่ญี่ปุ่นจึงรู้สึกได้ถึงความแตกต่างและรู้สึกว้าวไปกับมัน แต่กรุงเทพปี 2018 มีร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นมามากมาย และหลายๆ ร้านคุณภาพปลาก็โอเคมากๆ พอไปกินร้านที่ญี่ปุ่นเลยไม่ได้รู้สึกว่าว้าวเท่าแต่ก่อนแล้ว อันที่จริงคืนวันแรกที่ผมไปกินซูชิจานหมุนในเมืองฮาโกะดาเตะ ยังรู้สึกว่าคุณภาพแย่กว่าร้านที่เราไปกินประจำด้วยซ้ำ และอีกสามคืนถัดมาไปกินในร้านอาหารโรงแรม คนนั่งเต็มร้าน ราคาก็แพงแต่ไม่ได้รู้สึกประทับใจอะไร ที่กินแล้วรู้สึกว่าอร่อยและคุ้มค่าที่สุดคือซูชิแพ็คใส่ถาดพลาสติกจากซูเปอร์มาร์เก็ต Coop ที่พอตกเย็นจะลดราคาเหลือเพียง 300 เยน หรือ 90 บาทแต่มีซูชิกว่า 20 คำ แถมแต่ละคำก็ยังรู้สึกว่ายังสดใหม่และอร่อยกว่ากินที่ร้านเสียอีก

เทคโนโลยีตามทันกันเหลือแค่คนจะตามทันกันมั้ย เทคโนโลยีในระดับ consumer market ไม่รู้สึกว่ามีอะไรที่คนไทยจะหาซื้อหรือนำเข้าไม่ได้ ดังนั้นเครื่องไม้เครื่องมือเราจึงตามทันกันหมดทั่วทั้งโลก สิ่งเดียวที่จะสร้างความเหลื่อมล้ำ คือวัฒนธรรมของคนในพื้นที่นั้นๆ มากกว่า คำถามสำคัญคือเรามีความเติบโตทางความคิดและการบริโภคเทคโนโลยีในระดับไหน ถ้าเรายังเติบโตไม่พอ เราก็คงไม่อาจใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพได้ทัดเทียมกันบ้านเมืองที่วัฒนธรรมการใช้เทคโนโลยีเขาก้าวหน้าไปกว่าเรา

ใช้ Sim2Fly สะดวกกว่าใช้ pocket wifi – ก่อนที่จะเดินทางผมก็คิดอยู่ว่าเราจะต้องมีอินเตอร์เน็ตไหม และถ้ามีควรจะใช้แบบไหนดี ตอนแรกผมคิดจะใช้ pocket wifi เพราะมีเน็ตให้ใช้ได้ไม่อั้น แต่เพื่อนที่เคยไปกับครอบครัวแนะนำให้ใช้ Sim2Fly เพราะราคาไม่แพง ก็เลยตัดสินใจตามนั้น ผม แฟน และพี่ชายแฟนเลยซื้อติดเครื่องไว้คนละ 1 ซิม ซึ่งสะดวกมาก ยิ่งเราไม่ค่อยได้เล่นมือถือด้วย จึงมีดาต้าเหลือเฟือ และประโยชน์อีกอย่างที่นึกไม่ถึงมาก่อนก็คือเมื่อเรามีเหตุให้ต้องแยกกันชั่วคราว (เช่นจอดรถส่งทุกคนลงในย่านช็อปปิ้ง ส่วนผมไปวนหาที่จอดรถ) เราก็ยังติดต่อกันได้ตลอด ซึ่งถ้าเราใช้ pocket wifi ที่มีอยู่เครื่องเดียวย่อมจะไม่สามารถติดต่อกันแบบนี้ได้

ทำประกันเดินทางจะได้อุ่นใจ ผมเคยอ่านเจอว่าค่ารักษาพยาบาลญี่ปุ่นค่อนข้างแพงมาก ก่อนออกเดินทางผมเลยซื้อประกันกับ Tokio Marine ทั้งครอบครัวราคาพันกว่าบาทเท่านั้น ถือว่าคุ้มมากเพราะมีเหตุให้ต้องได้ใช้จริงๆ

เมื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน ให้มองหาตำรวจเป็นอันดับแรก ในวันที่ 3 ของการอยู่ที่ฮอกไกโด ะหว่างที่อยู่ที่ตรอกราเม็งที่ฮอกไกโด ใกล้รุ่งลูกคนเล็กของเราตกลงจากรถเข็น หน้าโดนตะแกรงคูน้ำบาดจนเลือดออกและจมูกบวมตุ่ย ผมอุ้มลูกเข้าไปถามเจ้าของร้านราเม็งว่าแถวนี้มีหมอมั้ย เขาทำหน้าตกใจและบอกให้ผมไปหาตำรวจก่อน โดยอธิบายว่าอยู่ห่างออกไปอีกสองบล็อค เมื่อเดินหาจนเจอแล้วผลักประตูเข้าไปในสถานีตำรวจ พวกเราก็พบตำรวจอย่างน้อย 5-6 นายอยู่ในนั้น ท่าทีตกใจกว่าเราอีก สื่อสารกันซักพักเขาก็บอกว่าจะเรียกรถพยาบาลมาให้ ไม่เกิน 15 นาทีรถพยาบาลก็มาถึง เราขึ้นไปนั่งบนรถและบรุษพยาบาลก็สอบถามว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นได้อย่างไร เด็กหมดสติมั้ย อายุเท่าไหร่ ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดนี้เขาทำโดยการพูดภาษาญี่ปุ่นลงในแอปบนไอแพดซึ่งแปลเป็นไทยให้เราอ่านกันอีกที จากนั้นเขาก็ตัดสินใจพาเราไปส่งโรงพยาบาลเมืองข้างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญเรื่องผู้ป่วยเด็กโดยเฉพาะ สรุปใกล้รุ่งไม่เป็นอะไรมาก กลับบ้านได้และวันรุ่งขึ้นก็ไปเที่ยวต่อได้เลย แม้ไม่มีใครอยากให้เกิดแต่ก็ถือว่าโชคดีที่ลูกเราปลอดภัยแถมยังได้ประสบการณ์นั่งรถพยาบาลในต่างแดนอีกด้วย

ไม่เขียนบล็อกก็ไม่เห็นเป็นไร ตอนแรกผมตั้งใจจะทำเหมือนตอนไปยุโรป ลอนดอน อินเดีย และมาเลเซีย คือเขียนบล็อกทุกวันเพื่อเล่าถึงการเดินทางของตัวเอง แต่แล้วก็ได้พบว่า กว่าจะพาลูกเข้านอนได้ก็ดึกแล้ว แม้จะพอมีแรงเหลือ แต่พรุ่งนี้ผมก็ต้องขับรถอีก หากเขียนบล็อกจนดึกดื่นและนอนไม่พอ ก็จะกลายเป็นว่าผมกำลังรับผิดชอบต่อลูกเพจ แต่ไม่รับผิดชอบต่อครอบครัวตัวเอง ดังนั้นเมื่อพ้นวันที่สองของการเดินทางและก้าวข้ามความรู้สึกผิดได้ ก็เลยตัดสินใจที่จะไม่เขียนบล็อกตลอดทริปนี้ ซึ่งมันก็ทำให้ผมสบายใจอย่างประหลาด เพราะเป็นการเที่ยวที่ไม่ต้องคอยกังวลว่าจะเก็บเรื่องอะไรไปเขียนในคืนนี้ดีนะ ยังไงผมก็ต้องขอโทษที่ทำให้บางคนรอคอยและคิดถึง เอาเป็นว่าถ้าคราวหน้าจะไปเที่ยวไหนไกลๆ อีก จะรีบแจ้งแต่เนิ่นๆ นะครับ 🙂

ส่วนถ้าใครอยากอ่านรายละเอียดการเดินทางแบบเต็มๆ ก็เข้าไปดูได้ที่ https://www.wongnai.com/travel/trips/a0bf6c2dc8ca4013918b44c0821c5861  หรือถ้าอยากจะเขียนทริปของตัวเองก็ทำได้เช่นกันที่ https://www.wongnai.com/me/trips ครับ

อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 3

20180311_anoninmalay3

พฤหัสฯ ที่ 8 มีนาคม 7 โมงครึ่ง

ตื่นเช้ามาด้วยความรู้สึกว่านอนอิ่มที่สุดในรอบหลายวัน วันนี้ตั้งใจกับแฟนเอาไว้แล้วว่าจะไม่ทานอาหารเช้าที่โรงแรม โดยจะหาอะไรกินที่สตาร์บัคส์แทน (ฟังดูไม่ค่อยตื่นเต้นเท่าไหร่ แต่คุณูปการของแบรนด์ระดับโลกอย่าง Starbucks, McDonald’s หรือแม้กระทั่ง 7-Eleven ก็คือมันได้มอบความอุ่นใจเรื่องมาตรฐาน ซึ่งจำเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เดินทางมา business trip เพียงไม่กี่วันและไม่มีเวลามาผจญภัยกับอาหารใหม่ๆ มากมายนัก)

ผมลงมาซื้อมอคค่าเย็น ครัวซองอัลมอนด์ และมัฟฟิ่นสำหรับให้แฟน ส่งแฟนขึ้นแท๊กซี่เสร็จแล้วผมก็เดินกลับไปที่ห้างเดิมที่กินข้าวเย็นเมื่อวานนี้ แต่รอบนี้เลือกที่จะนั่งร้านที่มีคนเยอะที่สุดคือร้าน Old Town White Coffee ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง ก๋วยเตี๋ยวที่สั่งมารสชาติได้มาตรฐาน แม้จะไม่ว้าวแต่ก็เป็นมื้อที่กินแล้วมีความสุข

กลับขึ้นห้อง ทำงานได้นิดเดียวก็ต้องเริ่มเก็บข้าวของเพื่อเตรียมเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าเดินทางไว้กับเจ้าหน้าที่เสร็จแล้วผมก็มานั่งทำงานต่อที่ล็อบบี้โรงแรม ซึ่งจะว่าไปก็ทำงานสบายกว่าในห้องนอนเยอะเลย เพราะอากาศถ่ายเทกว่าและนั่งทำงานที่โซฟาก็เมื่อยน้อยกว่าที่โต๊ะเครื่องแป้งหรือบนเตียง

ประมาณบ่ายสองมีอาการปวดท้องเบา เดินดูรอบๆ ล็อบบี้ในโรงแรมกลับไม่เจอห้องน้ำเลย จึงตัดสินใจเก็บคอมใส่เป้และไปเข้าห้องน้ำในห้างที่กินมื้อเช้าแทน

ห้างที่ดูเงียบๆ เมื่อตอนเช้า แต่เวลาบ่ายสองกลับดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาก ร้าน Subway มีคนต่อคิวจนล้นออกมาหน้าร้าน จนคิดได้ว่าเมื่อวานผมเองน่าจะมาหาที่นั่งทำงานแถวนี้แทนที่จะทนอุดอู้อยู่แต่ในห้องนอน

เข้าห้องน้ำเสร็จสรรพ ยังไม่ค่อยหิวเท่าไหร่จึงลองเดินไปห้างที่มีซูเปอร์มาร์เก็ต คนบางตากว่าห้างเมื่อกี้เพราะตึกนี้ไม่มีร้านอาหารเลย เจอป้ายบอกว่ามีร้านราเมงจากฮอกไกโดอยู่อีกตึกจึงตัดสินใจเดินไปดู ปรากฎว่าร้านราเมงไม่มีลูกค้าแม้แต่คนเดียว (ขายราเมงชามละ 250 บาทซึ่งถือว่าแพงมากเมื่อเทียบกับร้านอื่นๆ ที่ราคาจานละ 80-120 บาท) แต่ในบริเวณดียวกันนั้นผมได้เจอร้าน The Owls เป็นร้านคาเฟ่ที่เสิร์ฟเมนูเก๋ๆ ทั้งคาวหวาน อาหารแนวฟิวชั่น แต่งร้านโมเดิร์นสว่างตา แม้ราคาจะสูงเกือบๆ เท่าร้านราเมงแต่คนกลับเต็มร้าน ผมเลยตั้งใจว่าตอนเย็นถ้าแฟนเลิกงานไม่ค่ำเกินไปนักจะพามากินร้านนี้ก่อนบินกลับไทย

บ่ายสามโมงกว่า ผมเดินกลับไปที่ห้างเดิม เข้าร้านที่อยู่ใกล้ๆ กับร้าน Old Town กะว่าจะหาอะไรกินรองท้องเป็นสกาเก็ตตี้หนึ่งจานกับเฟรนช์ฟราย ปรากฎว่าเฟรนช์ฟรายปริมาณเยอะมาก กว่าจะกินหมดเล่นเอาจุกทีเดียว

แฟนกลับมาถึงโรงแรมตอน 18.15 จึงพาไปร้าน The Owls ที่หมายตาเอาไว้ สั่งสปาเก็ตตี้ซีฟู้ด สลัดประจำร้าน เฟรนช์ฟราย (อีกแล้ว) และช็อคโกแล็ตร้อน ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เพราะแฟนบอกว่าอยู่มาสองวัน นี่คือมื้อที่กินแล้วมีความสุขที่สุด

กินเสร็จแล้วรีบเดินกลับโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าและเรียกแท๊กซี่ โดยคราวนี้เราลองเรียก Uber ดู ซึ่งก็ไม่มีปัญหาอะไร เพียง 12 นาทีรถก็มารับ คนขับน่าจะวัยห้าสิบต้นๆ ผมขาวโพลน พูดภาษาอังกฤษคล่องมาก เขาบอกว่าเขาเคยมาเที่ยวเมืองไทยแล้ว และก็ยังอยากกลับไปเที่ยวเมืองไทยอีก แต่อุปสรรคใหญ่คือตอนนี้เขาตัวคนเดียว ไม่กล้าไปนอนโรงแรมไหนเพราะเขากลัวผีมาก (I’m afraid of ghost) โถลุงหนอลุง

พอลุงขับรถขึ้นทางหลวง จึงได้รู้ว่าลุงขับรถเร็วมาก เร็วจนแม้ว่าผมจะใส่เข็มขัดนิรภัยแล้วก็ยังรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย แต่ผมก็ไม่ได้เอ่ยปาก เพียงแค่พูดในใจว่า ลุงกลัวผีแต่ลุงไม่ยักกลัวจะกลายเป็นผีแฮะ (You are afraid of ghost but you aren’t afraid of becoming one).

มีเรื่องชวนตื่นเต้นนิดหน่อย คือแอป navigation ที่ลุงใช้บอกว่าเดินทางไปสนามบินต้องใช้เวลา 50 นาที ทั้งๆ ที่ใน Google Maps ที่ผมเปิดอยู่บอกว่าแค่ 30 นาทีเท่านั้น แต่เห็นเขาวิ่งเส้นมอเตอร์เวย์เดียวกันก็เลยไม่ได้ว่าอะไร

พอผ่านไปประมาณเกือบ 30 นาที ดู Google Maps ใหม่ ปรากฎว่ารถคันนี้ได้ออกนอกเส้นทางเรียบร้อยแล้ว (เห็นสนามบินอยู่ทางขวามือลิบๆ) ทางก็ค่อยๆ เปลี่ยวลงเรื่อยๆ สุดท้ายเหลือเพียงสองเลน ผมเลยบอกลุงว่ากลับรถเหอะ เมื่อกี้เห็นป้ายบอกไปสนามบินอยู่ พอเลี้ยวไปตามป้าย ลุงก็จอดรถอีก ท้วงว่าถ้าไปทางนี้แอปบอกว่าต้องใช้เวลาอีก 40 นาที (นี่เรานั่งรถมา 40 นาทีแล้วนะ!) ผมเลยบอกว่าใช้ Google Maps ดีกว่ามั้ย มันบอกว่าใช้เวลาอีกแค่ 14 นาทีเอง ลุงก็โอเคแบบลังเล ผมเลยต้องทำหน้าที่เป็นคนคอยบอกเส้นทางร์ ซึ่งจริงๆ ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่วิ่งตามป้ายมาก็ถึงแล้ว

ครับ บางทีการที่เราพึ่งพาเทคโนโลยีมากเกินไปก็ทำให้เราสูญเสีย common sense ได้เหมือนกัน

ถึงสนามบิน โหลดกระเป๋าเสร็จแล้วก็มุ่งไป immigration จากนั้นก็เดินผ่าน security ที่แทบไม่มีคนเฝ้าเลย แถมน้ำดื่มก็เอาเข้ามาได้ด้วย ในใจก็คิดว่าทำไมถึงหละหลวมขนาดนี้

เมื่อเข้ามาถึงโซน Duty Free ก็เดินซื้อทั้งของเล่นและขนมเป็นของฝาก 20 นาทีถึงเวลาเครื่องออกจึงเดินไปที่ Gate จึงถึงบางอ้อว่าเขามีด่าน security ตรวจอีกครั้งหนึ่ง ตรงนี้น้ำเปล่าไม่ให้เอาขึ้นเครื่องบินแล้ว ซึ่งจะว่าไปก็ดีเหมือนกัน เพราะการบังคับให้เราทิ้งขวดน้ำเปล่าเพื่อมาซื้อขวดใหม่อีกฝั่งหนึ่งดูแล้วไม่ค่อยแฟร์กับผู้โดยสารเท่าไหร่

ขึ้นเครื่องบินปุ๊ป แฟนผมก็หลับปั๊บ ส่วนผมยังไม่ง่วงมากเลยดูหนัง Ocean’s Thirteen ซึ่งฟังไม่ค่อยรู้เรื่องเพราะเสียงเครื่องบินมันกลับเกือบหมด เมื่อไหร่เราจะสามารถผลิตเครื่องบินที่เงียบเหมือนรถไฟฟ้าได้นะ

ไปเที่ยวมาเลย์คราวนี้อาจไม่ได้เจออะไรที่หวือหวามากนัก แต่สิ่งใหม่ๆ หรือแม้กระทั่งสิ่งเก่าๆ ที่ช่วยให้เราได้ฉุกคิดก็อาจจะกลับมาเป็นประโยชน์กับเราในวันข้างหน้าได้นะครับ

อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 2

20180310_malay2

วันพุธที่ 8 มีนาคม 7 โมงเช้า

หลังจากได้นอนไปประมาณ 4 ชั่วโมงครึ่ง ผมก็ลุกขึ้นมาอาบน้ำแต่งตัว (ขณะที่แฟนต้องปั๊มนมให้ลูกก่อน) และรีบขึ้นไปทานอาหารเช้าที่ชั้นบนสุดของโรงแรม

เป็นมื้อเช้าที่ไม่ค่อยมีความสุขซักเท่าไหร่ เพราะต้องรีบกิน และอาหารแต่ละอย่างรสชาติก็ไม่ค่อยถูกปากเรา มันบด (mashed potato) นั้นเหลวจนเหมือนซุป ไส้กรอกไก่ก็รสชาติแปลกๆ วอฟเฟิลก็ชืดๆ จะมีที่โอเคอยู่หน่อยคือหมี่ผัดและน้ำผลไม้ที่เขาบรรจุใส่่ขวดใหญ่แช่น้ำแข็งเอาไว้ให้

ทานข้าวเสร็จก็ลงมาที่ล็อบบี้เพื่อพบกับเพื่อนร่วมบริษัท (ของแฟน) ชาวเวียดนามและชาวอินโด ตอนแรกเจอแค่คนเวียดนามก่อน ยืนรอคนอินโด 15 นาทีก็ยังไม่เจอตัว เลยตัดสินใจเรียกแท๊กซี่เลย (ตอนนั้นเวลา 8.40 แล้ว เริ่มเทรน 9 โมงเช้า) โรงแรมบอกว่าเดี๋ยวแท๊กซี่ก็มาถึงแล้ว พวกเราเลยออกไปยืนด้านหน้า รออยู่สิบกว่านาทีก็ยังไม่มา เลยเข้าไปถามโรงแรมอีกครั้ง โรงแรมบอกว่าอีก 7 นาทีมาถึง พวกเราก็ยืนรอต่อไปอีกยี่สิบนาทีก็ยังไม่มาเลยตัดสินใจมานั่งรอดีกว่า สรุปกว่าจะได้แท๊กซี่ก็ปาเข้าไป 9.15 แล้ว สายอย่างไม่ต้องลุ้น

ส่งแฟนขึ้นแท๊กซี่เรียบร้อย ผมก็เดินเล่นเตร็ดเตร่แถวนั้น ฝั่งตรงข้ามโรงแรมเป็นย่านออฟฟิศ คนเยอะเป็นกระจุกๆ ตาม Starbucks ร้านก๋วยเตี๋ยว และร้านข้าวแกง แต่ดูแล้วยังไม่อยากิน สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือตู้ display อาหารเขามันดูโล่งๆ คล้ายๆ โรงอาหารตอนหลังเลิกเรียน จนดูเหมือนไม่มีอะไรขาย ก็เลยพลอยทำให้ไม่รู้สึกว่ามีอะไรน่ากินเลย

ผมกลับมาที่ห้องนอนเพื่อนั่งทำงานยาวจนไปถึงบ่ายสองตามเวลาท้องถิ่น จึงเดินลงไปหาข้าวเที่ยงกิน ตัดสินใจเดินเข้าร้าน Hey Noodle ที่เต็มไปด้วยคนคลาคล่ำ ผมเดินไปหาโต๊ะตัวที่เล็กที่สุดที่ยังว่างอยู่ สั่งก๋วยเตี๋ยวซี่โครงหมูราคา 15 ริงกิต (120 บาท) มาทาน เมื่อของมาเสิร์ฟจึงเห็นว่าน้ำซุปนั้นเหมือนข้าวซอยเลย ส่วนเส้นก็จะคล้ายๆ เส้นยากิโซบะ ทานเข้าไปคำแรกจืดๆ แต่พอคำถัดไปเหมือนลิ้นเริ่มปรับตัวได้และรับรู้รสชาติมากขึ้น

เครื่องปรุงบนโต๊ะมีแค่อย่างเดียวคือน้ำพริกเผา ทำให้ผมคิดถึงพวงพริกขึ้นมาฉับพลัน
อาหารบ้านเรา customize ได้ทุกท่า อยากเติมเค็ม เติมเผ็ด เติมเปรี้ยว เติมหวานได้หมด

เมืองไทยน่าจะเป็นเมืองที่ให้ “อิสรภาพทางรสชาติอาหาร” มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลกแล้ว

แต่ในขณะเดียวกันถ้าเราเอาแต่ปรุงรสอย่างที่เราชอบ เราก็อาจจะไม่มีโอกาสได้รู้เลยว่ารสชาติที่แท้จริงของอาหารจานนั้นคืออะไร

กินอาหารเสร็จก็กลับขึ้นมานั่งทำงานที่ห้องนอนต่อ แต่รอบนี้มีอาการคันจมูกเป็นสัญญาณว่าโรคภูมิแพ้กำลังจะมา มองไปรอบห้องหน้าต่างกระจกทุกบานเป็นแบบปิดตาย ไม่สามารถเปิดหน้าต่างเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้เลย ซึ่งโรงแรมในไทยไม่น่าจะเป็นอยางนี้

แฟนกลับมาถึงโรงแรมตอน 6 โมงเย็น เอาของขึ้นไปเก็บ ปั๊มนมเสร็จแล้วเราจึงเดินลงมาหาอะไรกิน โรงแรมที่เราอยู่นั้นติดกับห้าง One City ตรงกลางเป็นพื้นที่โปร่งชั้นล่างทั้งสองด้านมีแต่ร้านอาหาร แต่ทุกร้านมีคนนั่งโหรงเหรง ร้านที่คนเยอะสุดคือ Old Town White Coffee ซึ่งเป็นร้าน chain ของมาเลเซียเค้า (อารมณ์คล้ายๆ S&P บ้านเรา)

เดินขึ้นไปชั้น 2-4 มีคนเดินนับหัวได้จนแปลกใจว่าอยู่มาได้ยังไงนานขนาดนี้ เราเดินข้ามสะพานไปห้างอีกฝั่งหนึ่งอาการยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะไม่มีร้านอาหาร ไม่มีคนเดิน มีแต่คนที่ยืนประจำร้านอย่างเหงาๆ ยังดีที่ชั้นใต้ดินมี Super Market ที่ยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง

เราเดินกลับมาที่ตึกเดิมและตัดสินใจเข้าร้านที่ดูโฮมมี่ๆ หน่อย สั่งคาโบนาร่า, fish n chips และ ซุปเห็ดมา

ไม่อร่อยซักอย่างเดียว เหมือนเป็นอาหารที่ไม่ตั้งใจทำ น้ำมะนาวเหมือนผสมน้ำเปล่ามา แฮมในคาโบนาร่าก็เหมือนแฮมปลอมๆ ส่วน fish & chips ก็จืดชืดมาก แฟนบอกว่ากินข้าวที่นี่มาสามมื้อยังไม่เจอมื้ออร่อยเลย และพวกเราก็ตั้งสมมติฐานกันว่า อาจเพราะประเทศนี้เคยลำบากมาก่อนรึเปล่า เวลาทำอาหารจึงดูเขียมๆ ยั้งๆ ใส่เครื่องแบบประหยัดๆ

กินเสร็จจึงเดินกลับไปซื้อของที่ซูเปอร์มาร์เก็ตอีกครั้ง ที่นี่เขาจะไม่ให้ถุงพลาสติก ถ้าอยากได้ต้องจ่ายเงินเพิ่ม แต่ขนมหลายอย่างเขาก็ทำออกมาแบบเป็นหูหิ้วให้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นตัวอย่างที่ดีหากเราอยากรณรงค์ให้คนใช้ถุงพลาสติกให้น้อยลง

กลับถึงห้องประมาณสามทุ่ม อาบน้ำอาบท่า ปั๊มนม และแฟนผมก็หลับเป็นตาย ส่วนผมก็อ่านหนังสือเล่มนึงที่พกมาด้วยจนจบเล่ม

เป็นวันที่ดูจ๋อยๆ หงอยๆ

หวังว่าพรุ่งนี้ (ซึ่งเป็นวันสุดท้าย) จะมีสีสันกว่านี้นะ

อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 1

20180308_malay1

ผมกำลังเขียนบทความนี้ในห้องพัก e.City Hotel ในเซลังกอร์ (Selangor) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกัวลาลัมเปอร์มา 20 กิโลเมตรครับ

พอดีแฟนต้องมา train the trainer ที่นี่ ผมก็เลยติดสอยห้อยตามและขอหัวหน้ามา Work from Malaysia (แทนที่จะ Work from Home)

เวลามาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ผมก็มักจะเขียนบันทึกลงบล็อกเอาไว้ เพราะได้มาเจอเรื่องธรรมดาๆ ด้วยสายตาที่ไม่คุ้นเคย

เรื่องธรรมดา เพราะเป็นสิ่งคนพื้นที่คุ้นชินกันอยู่แล้วจนอาจไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

สายตาที่ไม่คุ้นเคย เพราะเป็นการมองจากสายตาคนไทยที่จะได้มาอยู่ที่นี่เพียงสองวัน

เมื่อเปลีี่ยนคนมอง เรื่องน่าเบื่อก็กลายเป็นเรื่องน่าสนใจได้

ผมกับแฟนบินมาถึงสนามบินนานาชาติของมาเลเชียตอน 5 ทุ่ม ถือว่าค่อนข้างดึกทีเดียว แถมกว่าจะผ่าน Immigration มาได้ กระเป๋าของเราก็เหลือเป็นใบสุดท้ายแล้วด้วย (conveyor belt หยุดเดินไปแล้ว มีเจ้าหน้าที่ยืนหันรีหันขวางอยู่คนเดียว ถ้าเรามาช้ากว่านี้ไปอีกซัก 5 นาที สงสัยกระเป๋าของเราจะถูกส่งเข้าแผนก Lost & Found แหงๆ)

แฟนผมเปิด data roaming มาจากเมืองไทย 2 วัน 700 บาท ได้เน็ตวันละ 500 MB ส่วนผมเลือกที่จะไม่เปิดเพราะคิดว่าคงใช้ wifi โรงแรมเป็นหลัก แต่พอก้าวเท้าออกจากเครื่องบินก็เจอบู๊ธจากค่ายมือถือทั้งหลายมาขายซิม ราคา 20 ริงกิต = 160 บาท ใช้เน็ตได้ 7 GB ภายใน 3 วัน เป็นราคาที่คุ้มค่ามากเลยอดใจไม่ไหวครับ

การเรียกแท๊กซี่ก็ค่อนข้างสะดวก มีการจัดการคล้ายๆ สุวรรณภูมิคือต้องเดินไปแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะไปที่ไหน แล้วเขาก็จะออกใบเรียกแท๊กซี่มาให้ โดยเก็บค่าบริการเพียง 2 ริงกิต หรือ 16 บาทเท่านั้น (ที่เมืองไทยคนขับแท๊กซี่จะเก็บค่าบริการเพิ่ม 50 บาท)

ผมเดินเอาใบที่เจ้าหน้าที่ให้มาไปให้คนคุมคิว บอกว่าจะ e.City Hotel นะ คนคุมคิวก็เดินเอาไปให้หนึ่งในคนขับแท๊กซี่ บอกว่าไป e.City Hotel คนขับก็พยักหน้า ก่อนจะพูดเป็นภาษามาเลย์ที่ผมฟังไม่ออกแต่เข้าใจความหมายว่า “อยู่ตรงไหน(วะ?)”

รถแท๊กซี่ที่มาจอดรอที่สนามบินส่วนใหญ่ก็เป็นสีน้ำเงินและมีแต่รถคันใหญ่ๆ อารมณ์ประมาณ Toyota Innova นั่งสบายดีครับ

คนขับแท๊กซี่เป็นผู้ชายตัวอ้วนดำ อารมณ์คล้ายๆ เทรนเนอร์นักมวยผิวสี ขึ้นรถปุ๊ปผมก็ชวนเขาคุยเพื่อผูกมิตรก่อนเลย ชื่อของเขาเป็นสี่พยางค์ ผมออกเสียงไม่ค่อยถูกเขาเลยบอกว่าให้เรียกเขาว่า “ราซซี่” ก็ได้ ผมเลยบอกว่าตัวเองชื่อ รุตม์ แฟนชื่อ รวิ (Ravi – มาจากรวิวรรณ) สรุปคือในรถนี้เป็น 3R เลยนะ ราซซี่หัวเราะชอบใจ

ออกรถได้ไม่ถึงสองนาที ราซซี่ก็ยื่นมือถือมาให้ บอกว่าให้พิมพ์ลงไปในช่อง search หน่อยว่าโรงแรมชื่ออะไร ผมรับมือถือมาจึงเห็นเป็น app Navigation คล้ายๆ Google Maps แต่หน้าตาเหมือนระบบ GPS ที่ติดอยู่ในรถมากกว่า ผมพิมพ์ชื่อโรงแรงลงไป แต่พอกดเสิร์ชมันกลับบอกว่า ตอนนีี้รถกำลังวิ่งอยู่ ห้ามกด search จ้า!

ที่น่ารักคือ พอมันเตือนอย่างนี้แล้ว มันก็จะโชว์สองปุ่มให้กดเลือก

ปุ่มนึงคือ “OK” (ยอมจำนน ต้องจอดรถก่อนถึงจะ search ได้) ส่วนอีกปุ่มนึงคือปุ่ม “Passenger” ผมเลยกดปุ่มนี้ไป เพื่อจะบอกแอปว่า “ตอนนี้คนที่ใช้งานคือผู้โดยสารนะ ไม่ได้ขับรถ ไม่ต้องกลัว ไม่มีอันตราย” จึงค้นหาโรงแรมได้อย่างง่ายดาย

เป็นแอปที่ออกแบบมาเพื่อคนขับแท๊กซี่โดยแท้ แต่ในแง่ความปลอดภัยคงไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะคนขับแท๊กซี่ก็คงกดปุ่ม passenger เหมือนกัน

ระหว่างทางราซซี่ก็ชวนคุยบ้าง ถามว่าเคยมามาเลเซียแล้วหรือยัง มาทำอะไร เทรนเสร็จแล้วเที่ยวต่อรึเปล่า เราบอกว่าเปล่า เพราะเรามีลูกเล็ก ผมเลยถามกลับว่าเขามีลูกรึยัง ราซซี่บอกว่ามีแล้ว เป็นลูกชาย เพิ่งอายุครบสองขวบเมื่อเดือนที่แล้วเอง (แสดงว่าอ่อนกว่าปรายฝน ลูกสาวคนโตเราสามเดือน)

กว่าจะวิ่งถึงโรงแรมต้องผ่านด่านจ่ายเงินสองครั้ง และทั้งสองด่านคนขับแท๊กซี่ไม่ได้ใช้เงินสด แต่ต้องหยุดเปิดหน้าต่างเพื่อแตะบัตรกับเครื่องสแกนอีกที ก็ถือว่าดี แต่ไม่เท่าของบ้านเรา
แล
เมื่อเข้ามาในตัวเมือง เห็นต้นไม้ริมสองฝังทางและตึกรามบ้านช่องแล้วทำให้รู้สึกว่าที่นี่เหมือนสิงคโปร์พอสมควรเลย

รถแท๊กซี่จอดหน้าโรงแรม มิเตอร์โชว์ราคา 83.5 ริงกิต หรือประมาณ 670 บาท แต่ก็เหมือนเล่นกล ราซซี่หันมาพูดอะไรสองสามคำแล้วกดปุ่มหน้าปัดมิเตอร์ ราคาปรับขึ้นมาเป็น 125 ริงกิตจ้า เขาชี้ให้ดูสติ๊กเกอร์ที่แปะไว้ด้านหน้าฝั่งคนนั่งว่า ถ้าเรียกรถช่วงเที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้า ราคาจะต้องบวกอีก 50%

ยังไม่พอ เก็บค่า toll way อีก 20 ริงกิต รวมทั้งหมดประมาณ 145 ริงกิต หรือ 1160 บาท โชคดีที่เขาออกใบเสร็จให้แฟนไปเบิกบริษัทได้ (เป็นแบบฟอร์มเขียนด้วยมือ แท๊กซี่ไทยน่าจะเอามาใช้บ้างนะ แขกที่มา business trip จะได้มีใบเสร็จเอาไปเบิกบริษัทเหมือนกัน)

โรงแรม e.City ใหญ่กว่าที่คิดไว้ ฝั่งตรงข้ามมี 7-Eleven ก็เลยอุ่นใจว่ายังไงคงมีของกินแน่

เข้าถึงห้องตอนเกือบๆ ตี 1 อาบน้ำเสร็จแล้วแฟนยังต้องปั๊มนมต่อ ผมลงไปเดินเซเว่นเพื่อซื้อน้ำเปล่าและดูว่ามีอะไรกินบ้าง

ที่คิดไม่ถึงคือมีสินค้าไทยมาขายในมาเลเซียไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายเถ้าแก่น้อย ถั่ว Tong Garden และ อาหารของ CP food ที่ยกมาทั้งตู้!

กลับถึงห้องประมาณตี 2 กว่าจะล้างขวดนมและลวกขวดนมเสร็จก็ได้นอนตอนตีสองครึ่ง วันรุ่งขึ้นต้องตื่นก่อน 7 โมงเช้า! (ไม่นับรวมว่าคืนก่อนหน้านี้ปรายฝนตื่นกลางดึกตั้งแต่ตี 1 และลากยาวถึงตี 5 ครึ่ง) เป็นทริปที่เหนื่อยน่าดูเลยแฮะ

ไว้จะมาเล่าต่อในตอนที่ 2 นะครับ

—–

ซีรี่ส์การเดินทาง

2014: ยูโรมโนสาเร่
2015: อานนฯ อินลอนดอน
2016: อานนฯ อินอินเดีย
2017: อานนฯ อินสิงห์บุรี (สิงคโปร์)

 

3 ชั่วโมงต้องมนต์ที่ Google สิงคโปร์

20170321_GoogleSingapore

ต้นเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเยือนบริษัทในฝันของใครหลายๆ คน

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ ยอดกับบอยซึ่งเป็น CEO และ CTO ของ Wongnai ได้รับเชิญไปร่วมงาน Google Developers Launchpad ที่กูเกิลสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย และได้รู้จักกับ Martin ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม People Operations ที่สิงคโปร์ (กูเกิลจะเรียกทีม HR ว่า People Operations)

ผมเองก็เป็น Head of People ที่ Wongnai ยอดเลยถามมาร์ตินว่าจะสะดวกให้ผมไปหาเพื่อขอคำชี้แนะได้หรือไม่ มาร์ตินก็ตอบมาว่าได้เลย เราเลยนัดเจอกันตอน 5 โมงเย็นวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม

หนึ่งสัปดาห์ก่อนนัดพบ ผมนั่งลิสต์คำถามที่ต้องการจะถามมาร์ติน โดยจะเน้นหนักไปที่การสัมภาษณ์คัดคนและการพัฒนาบุคลากร ส่งไปให้มาร์ตินอ่านก่อน พอเจอกันจะได้ลุยได้เลย

วันที่ 3 มีนาคมผมก็กระโดดขึ้นเครื่องไปสิงคโปร์ ใครอยากรู้ว่าเจออะไรในสิงคโปร์ได้โปรดอ่านอานนท์อินสิงห์บุรีได้ทั้งสองตอน

ออฟฟิศของกูเกิลสิงคโปร์อยู่นอกเมืองหน่อย ออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของสิงคโปร์ ดูเป็นโซนตึกใหม่พอสมควร ระหว่างทางเดินเงียบมากจนไม่แน่ใจว่าไปถูกทางรึเปล่า (รู้แค่ว่ากูเกิลแม็พส์บอกให้เรามาทางนี้) แต่สุดท้ายก็เดินถึงจนได้

ออฟฟิศของกูเกิ้ลดูเป็นตึกสูงหลายสิบชั้น ด้านล่างอาคารไม่มีมนุษย์ซักคนเดียว มีแค่ป้ายที่บ่งบอกว่านี่คือออฟฟิศของกูเกิลแน่ๆ ผมขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 3 ถึงจะเจอล็อบบี้ขนาดใหญ่เป๊ก เดินไปหารีเซปชั่นบอกว่ามาเจอมาร์ตินทีม People Operations รีเซปชั่นก็ชี้ให้ผมเดินไปที่ Kiosk ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ตู้ ATM เพื่อให้กรอกว่าเราชื่ออะไรและมาพบกับใคร ผมหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปหน้าจอ แต่รีเซปชั่นก็ตะโกนมาบอกว่าห้ามถ่ายเลยต้องรีบเก็บกล้องไป

ตู้ Kiosk นี้มี Directory ของพนักงานกูเกิลที่สิงคโปร์อยู่ด้วย แค่พิมพ์ชื่อเต็มของมาร์ตินก็มีหน้ามาร์ตินโผล่ขึ้นมาให้คอนเฟิร์มว่าใช่คนนี้รึเปล่าที่เรานัดเอาไว้ เมื่อเราตอบว่าใช่ หน้าจอก็บอกว่าเรียบร้อยแล้ว โปรดรอซักครู่เดี๋ยวมาร์ตินจะลงมารับ

นั่งรออยู่ทีล๊อบบี้ได้ร่วม 10 นาทีมาร์ตินก็มาถึง เขาเดินไปที่ตู้นั้นอีกครั้งเพื่อปริ๊นท์บัตร Guest มาให้ผมคล้องคอ

20170303_164416

20170303_164503

ไม่มีมนุษย์ มีแต่ป้ายบอกทาง

20170303_164615

เวลามาถึงต้องเช็คอินผ่านตู้ Kiosk

20170303_170323

จอสูง 5 เมตร

มาร์ตินเป็นชาวฟิลิปปินส์ จบตรีด้านการตลาด ไปต่อโทด้าน Organization & Leadership Development ก่อนจะมาทำงานเป็นคอนซัลท์ที่ BCG ในสิงคโปร์และย้ายมาอยู่ Google เมื่อปี 2014

มาร์ตินบอกว่าก่อนที่เราจะเริ่มคุยงาน เขาจะพาผมเดินทัวร์ออฟฟิศของกูเกิลก่อน (รู้ใจจริงๆ)

ออฟฟิศของกูเกิลสวยดังคำร่ำลือ แม้ว่าจะอยู่ในตึกสูง แต่ข้างในดูโปร่งและกว้างขวางมาก เดินผ่านประตูเข้าไปจะมีจอขนาดยักษ์สูงประมาณ 5 เมตร บนจอนั้นมีชื่อแขกที่จะมาเยี่ยมออฟฟิศทุกคน (แต่ไม่ยักกะมีชื่อผมแฮะ)

มาร์ตินเดินพาผมไปดูห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเคาท์เตอร์บาร์ ห้องพยาบาล ฟิตเนสที่มีลู่วิ่งและเครื่องเล่นเวทรายเรียง ห้องเล่นเกมส์ (มีหลายเกมส์เลยต้องเติมส.เสือการันต์) ห้องนอนกลางวัน (nap room) หรือแม้กระทั่งห้องนวด/ทำเล็บ เสียดายมัวแต่ตื่นเต้นก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาโชว์เท่าไหร่ ผมเลยขอเอาวีดีโอ Youtube นี้มาให้ดูนะครับ

ทีเด็ดสุดคือ Google Cafe ที่ให้อารมณ์แบบเดียวกับห้องทานข้าวในโรงแรมหรูๆ ที่มีของกินหลากหลายและเครื่องดื่มให้เลือกไม่อั้น ของแต่ละอย่างก็คุณภาพดีๆ ทั้งนั้น ขนาดเบียร์ที่เขาให้หยิบกินยังเป็นเบียร์ Hoegaarden เลย

ผมกับมาร์ตินตักอาหารใส่จานแล้วไปหามุมเงียบๆ คุยกัน มาร์ตินหยิบลิสต์คำถามที่ผมเคยส่งให้มาร์ตินออกมา แล้วเราก็นั่งไล่คุยกันไปทีละข้อๆ คุยกันจนข้าวหมดเราเลยเอาจานไปเก็บที่ห้องครัวซึ่งที่มีสายพานขนาดใหญ่คอยรับจานที่ใช้แล้วราวกับนี่คือโรงงานผลิตปานนั้น

ก่อนที่จะไปนั่งคุยกันต่อที่เก้าอี้กึ่งโซฟา มาร์ตินก็พาผมไปหยิบน้ำและขนม เขาอธิบายว่าพวกน้ำและขนมที่มีน้ำตาลเยอะๆ จะถูกจัดไว้ชั้นล่างๆ ให้หยิบยากหน่อย ส่วนน้ำผลไม้ น้ำเปล่า หรือขนมที่ไร้ไขมันจะอยู่ชั้นบนที่หยิบง่ายๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพไปโดยปริยาย

อีกประเด็นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการออกแบบก็คือบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นซึ่งสร้างออกมาค่อนข้างแคบ เหตุผลไม่ใช่เพราะต้องการประหยัดงบ แต่ต้องการให้คนเดินแล้วไหล่แทบจะชนกัน จะได้มีทักทายทำความรู้จักกัน (ถ้าจำไม่ผิดบันไดน่าจะมีชื่อเรียกว่า  Bumper’s Space)

20170303_170404

มุมขนมนมเนยที่มีอยู่ทั่วออฟฟิศ

20170303_170924

โรงอาหาร

20170303_171447

เบียร์ดีๆ

20170303_182225

น้ำอัดลมจะอยู่ชั้นล่างสุด

20170303_194545

ขนมที่ดีต่อสุขภาพจะหยิบง่ายสุด

20170303_194953

บันไดไหล่ชนกัน

 

เรานั่งคุยกันถึง 2 ทุ่ม ผมได้ไอเดียอะไรดีๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุดคำถามในการสัมภาษณ์ วิธีการทำ performance management รวมไปถึงการทำ bootcamp หรือเทรนนิ่งสำหรับพนักงานที่เข้ามาใหม่ ซึ่งผมจะลองนำมาปรับใช้ที่ Wongnai แล้วถ้าได้ผลยังไงจะไปเล่าให้ฟังที่ Life@Wongnai นะครับ

เราเดินกลับลงมาที่ล็อบบี้อีกครั้ง มาร์ตินเอาบัตร Guest ของผมไปสแกนที่ตู้เพื่อบอกว่าการมาเยี่ยมของผมจบลงเรียบร้อยแล้วและเอาบัตรมาให้ผมเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนแรกมาร์ตินจะเดินไปส่งผมที่สถานีรถไฟด้วย (เขาเองขับรถมา) แต่เผอิญตอนอยู่ที่ล๊อบบี้ผมเจอเด็กผู้ชายสี่คนกำลังพูดไทยกันพอดี เด็กคนหนึ่งในกลุ่มก็เห็นผมใส่เสื้อยืด Wongnai แถมยังรู้จักกับบอย CTO ของ Wongnai ด้วย เราก็เลยทักทายกันอย่างรวดเร็วและฉายรูปด้วยกัน

เมื่อเห็นผมตีซี้เพื่อนกลุ่มใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มาร์ตินก็เลยฝากผมมากับเด็กๆ เสียเลย เราร่ำลากันตรงป้ายกูเกิลหน้าตึก ผมสัญญากับเขาว่าพอเขียนบล็อกเสร็จแล้วจะแปลเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้เขาดูด้วย

ขอบคุณมากนะมาร์ตินสำหรับ 3 ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความคิดดีๆ

ระหว่างทางเดินไปรถไฟ ผมจึงได้ทำความรู้จักกับเด็กๆ ทั้ง 4 คน

เคี้ยง เป็น sales ของ Google Cloud

เอ เป็น software engineer อยู่ทีมที่ดูเรื่องภาษาของประเทศใน emerging markets

ต้า กำลังทำสตาร์ทอัพเรื่อง online training

เจมส์ทำงานอยู่ Agoda

เคี้ยงกับเอรู้จักกันมาก่อนเพราะเคยไปเรียนโทที่ University of Tokyo ทั้งคู่

ส่วนต้ากับเจมส์มาที่นี่ในโครงการ Google Developers Experts ด้าน Machine Learning

ตอนนั้นน้องๆ เค้ากำลังจะไปหาข้าวกินกันและเอ่ยปากชวนผมด้วย เสียดายที่ผมดันมีนัดกินบะกุ๊ตเต๋กับเอกไปแล้ว ก็เลยพลาดโอกาสจะได้ทำความรู้จักเพิ่มเติม ได้แค่แลกไลน์กับเคี้ยงไว้เผื่อจะได้ติดต่อกันอีกในอนาคต

การมาเยือนออฟฟิศกูเกิลที่สิงคโปร์ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

แต่ผมมีลางสังหรณ์ว่านี่น่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายนะครับ 🙂

20170303_195313

Rut & Martin

20170303_195556

รุตม์ เคี้ยง เอ เจมส์ ต้า

20170303_201305


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ภาพจากกล้องผู้เขียน

อานนท์ฯ อินสิงห์บุรีตอนที่ 2

20170307_singapore2

(อ่านความเดิมตอนที่แล้วได้ที่นี่)

ออฟฟิศของกูเกิ้ลนั้นอยู่นอกตัวเมืองออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ สถานีที่ผมต้องลงคือสถานี Labrador Park ก่อนจะเดินออกจากสถานีจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า จริงๆ แล้วสถานีรถไฟใต้ดิน MRT ของเมืองไทยนี่เหมือนของสิงคโปร์มาก มากจนคิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบ MRT ของเมืองไทยน่าจะมาศึกษาดูงานที่นี่อย่างละเอียด หรือไม่ก็จ้างที่ปรึกษาคนเดียวกับ MRT สิงคโปร์เลยทีเดียว เพราะที่ตื๊ดบัตรเหมือนกัน ห้องออกบัตรผู้โดยสารก็เหมือนกัน บันไดก็หน้าตาคล้ายกันอีก

ก่อนจะออกสถานีผมเลยคิดได้ว่า ห้องน้ำ MRT บ้านเราไม่เคยเปิดใช้บริการเลย ถ้าอยากจะรู้ว่าห้องน้ำ MRT ของบางกอกหน้าตาเป็นยังไง ก็ควรจะดูห้องน้ำ MRT ของสิงห์บุรีนี่แหละ พอเดินไปดูถึงได้รู้ว่าห้องน้ำไม่ใหญ่มาก มีแค่สองโถปัสสาวะและสองโถส้วม ได้ถ่ายรูปจนหายคันแล้วถึงมุ่งหน้าเดินออกจากสถานี

ผมใช้เวลาเดินอยู่ราวสิบกว่านาทีจึงถึงออฟฟิศของกูเกิ้ล แต่ผมได้เจออะไรที่กูเกิ้ลบ้างนั้นขอเก็บเอาไว้เล่าอีกตอนหนึ่งแล้วกันนะครับ

20170303_163232

บันไดคล้าย

20170303_163104

ห้องออกบัตรและที่ตื๊ดบัตรก็คล้าย

20170303_162940

ห้องน้ำ MRT กรุงเทพก็อาจจะหน้าตาคล้ายอย่างนี้ (แต่คงไม่มีส้วมแบบนั่งยองๆ)


ผมเสร็จธุระที่กูเกิ้ลตอนสองทุ่ม จึงเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินไปเจอเอกพงศ์ที่สถานี Clarke Quay (อ่านว่าคลาร์กคีย์) เอกมายืนรออยู่ก่อนแล้ว พาเดินขึ้นสะพานลอยไปอีกฟากเพื่อไปร้านบะกุ๊ตเต๋นามว่า Song Fa ซึ่งมีน้องหยก แฟน(ภรรยา)ของเอกรออยู่พร้อมอาหารเต็มโต๊ะ (ดูพิกัดและเซฟร้านนี้ได้ที่ Wongnai)

อาหารที่หยกสั่งมามีทั้งขาหมูพะโล้ , บ๊ะกุ้ดเต๋กระดูกหมู, ผัดผักอะไรซักอย่าง ร้านนี้เติมซุปได้ไม่อั้น มีชุดน้ำชาเป็นถ้วยเล็กๆ น่ารักไว้ให้ดื่มแก้เลี่ยน แต่ผมอยากได้อะไรเย็นๆ เพราะเดินมาทั้งวัน หยกก็เลยสั่งน้ำแห้วให้ (หยกพูดจีนได้ในระดับสั่งอาหารคล่องแคล่ว) กินแล้วรสชาติคล้ายๆ น้ำตาลสดบ้านเรา อร่อยดี

เราคุยกันเรื่องการทำงานที่นี่ เอกเป็น Implementation Project Manager ของธนาคารสัญชาติฝรั่งเศส งานไม่หนักมากแต่ก็ติดขัดในเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพราะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มี process ค่อนข้างเยอะ ส่วนหยกทำหน้าที่คล้ายๆ project manager เช่นกัน แต่อยู่บริษัทที่ผลิตพวก optical transmitter และต้องดีลกับโรงงานที่มาเลเซียค่อนข้างเยอะเพื่อให้ผลิตของได้ตามเวลาที่กำหนดไว้

สิ่งหนึ่งที่ทั้งหยกและเอกพูดเหมือนกันคือ nature ของคนสิงคโปร์นั้นค่อนข้างจะเกี่ยงงาน งานไหนที่เขาเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาก็จะปัดทันที ซึ่งบ่อยครั้งก็ทำให้เรื่องราวล่าช้าไปมากเพราะไม่มีใคร take ownership

20170303_204123

บะกุ๊ตเต๋ชิ้นมหึมา

20170303_204120

หมูพะโล้

20170303_204117

ผัดผักอะไรซักอย่าง

20170303_204127

Enter a caption

20170303_204147

เอกพงศ์และผู้เขียน

กินบ๊ะกุ้ดเต๋จนอิ่มท้องแล้ว เอกกับหยกก็พาผมไปที่ “ร้านที่เอาไว้รับแขกบ้านแขกเมือง” ชื่อร้าน Level 33  ในตึก Marina Bay Financial Centre Tower ร้านนี้เป็น mircrobrewery ที่ทำเบียร์เอง ข้อดีก็คือเบียร์สดแน่ๆ แต่ข้อเสียก็คือรสชาติไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่

แต่ไฮไลท์ของร้านนี้คือวิวที่สวยมาก มองออกไปจะเจออาคารที่สำคัญๆ ของสิงคโปร์ทั้งหมด เหมาะแก่การพาสาวมาดินเนอร์ แต่ถ้าอยากได้โต๊ะตรงระเบียงจะต้องกินอย่างน้อย $80 พวกเรากะจะมาแค่จิบเบียร์เบาๆ จึงเลือกนั่งตรงเคาท์เตอร์ด้านในแทน

หยกอยู่สิงคโปร์มานานกว่าเอก ผมเลยถามว่าประทับใจอะไรในสิงคโปร์บ้าง หยกบอกว่าเรื่องแรกเลยคือความปลอดภัย ต่อให้เดินออกมาข้างนอกตอนเที่ยงคืนก็ไม่รู้สึกอันตราย ผมถามเขาว่ามีข่าวอาชญากรรมบ้างรึเปล่า หยกบอกว่าน้อยมากจนแทบไม่เคยได้ยิน ไม่รู้ว่าทางการปิดข่าวรึเปล่า รู้แค่ว่าแค่รถชนกันก็ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งแล้ว!

อีกเรื่องหนึ่งที่หยกชอบคือการศึกษาที่ค่อนข้างมีคุณภาพและสาธารณูปโภคที่อังกฤษวางไว้ดี คนที่จะขับรถที่นี่ได้ต้องมีใบอนุญาติซื้อรถ ราคา 1 ล้านบาทซึ่งมีจำนวนจำกัด การเดินทางไปไหนมาไหนในสิงคโปร์จึงสะดวกและกะเวลาได้ง่ายมาก

ถามว่าแล้วเรื่องที่ไม่ชอบคืออะไร หยกคิดออกเรื่องเดียวคือค่าเช่าห้องแพง ห้องที่หยกกับเอกอยู่มีขนาด 75 ตรม.ค่าเช้าห้องเดือนละห้าหมื่นกว่าบาท (เอกใช้เวลาเดินทาง 30 นาทีถึงจะถึง Raffles Place ที่เอกทำงานอยู่) ส่วนเอกก็เสริมอีกเรื่องว่าเบียร์ที่นี่แพงเพราะเขาเก็บภาษีสูงมาก

20170303_220822

เบียร์ 0.3 litres

715626

เรานั่งกันจนถึงประมาณเที่ยงคืนจึงตัดสินใจกลับบ้าน โดยเอกเรียก Uber มารับ (คนที่นี่ขับ Grab / Uber น่าจะรุ่งเพราะเมืองเล็กนิดเดียว รถก็ไม่ติด) ระหว่างทางหยกก็เล่าให้ฟังอีกว่าที่นี่รัฐบาลเป็นเจ้าของเกือบทุกอย่าง ห้องที่หยกกับเอกพักอยู่ก็เป็นอาคารของรัฐบาลชื่อว่า HDB (Housing & Development Board) ถ้าจะซื้อห้องก็ต้องมีเงินประมาณ $500,000 หรือ 12 ล้านบาท แต่ถ้าจะซื้อบ้านแบบติดดินก็ต้องมีอย่างน้อยสองล้านเหรียญหรือ 50 ล้านบาท แถมนี่ไม่ใช่การซื้อขาดด้วยแต่เป็นการถือกรรมสิทธิ์เป็นระยะเวลา 99 ปี (พอพ้นจาก 99 ปีแล้วจะเป็นยังไงต่อยังไม่มีใครทราบเพราะสิงคโปร์อายุแค่ห้าสิบปีเอง)

สิงคโปร์แม้จะมีพื้นที่น้อยแต่เขาก็วางผังเมืองไว้ดีและพยายามจะจัดพื้นที่สีเขียวไว้ให้ตลอด หยกบอกว่าที่นี่ต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด เพราะสิงคโปร์นำเข้ามาจากประเทศไทยเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว!

ห้องพักที่เอกเช่าอยู่ขนาดโอเคเลย มีห้องนั่งเล่น มีสองห้องนอน (จริงๆ สามห้องนอนแต่เขาทำทะลุสองห้องให้เป็นห้องใหญ่) สองห้องน้ำ มีครัวให้ มีตู้เย็นใหญ่เป้กและทีวีจอแบนขนาดไม่น่าต่ำกว่า 50 นิ้ว เอกบอกว่าผมเป็นแขกคนแรกที่มาพักที่นี่ (จริงๆ มีห้องที่เตรียมไว้รับแขกแต่ไม่เคยมีใครมาพักเลยจนตอนนี้กลายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว)

ผมอาบน้ำเสร็จก็เตรียมมานั่งเขียนนิทานวันศุกร์ตอนตีหนึ่งกว่าๆ ส่วนเอกก็ยังไม่นอน เดินไปหยิบเบียร์ออกจากตู้เย็นมานั่งกินอีกขวด (ไหนว่าเบียร์แพง?)  เราคุยกันเรื่องวิ่งฮาล์ฟมาราธอน คอนเสิร์ต Guns & Roses ที่เพิ่งผ่านไป และทริปไอซ์แลนด์ที่เอกกับหยกจะไปสิ้นเดือนนี้ (เอกมีวันลาหยุด 25 วัน ส่วนหยกมีวันลา”แค่” 16 วัน)

ประมาณตีสองกว่าๆ เราจึงเข้านอน


ผมไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบ 11 โมงแล้ว รีบอาบน้ำอาบท่า เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย ส่วนเอกกับหยกก็พร้อมพอดี เอกเรียก Grab ให้มารับที่หน้าตึกอีกเช่นเคย

ปรากฎว่าวันนี้รถติดมาก เอกบอกว่าไม่เคยเจอรถติดในสิงคโปร์ขนาดนี้ คนขับบอกว่ามีอุบัติเหตุเลยเลี่ยงไปอีกเส้นทางหนึ่ง ใช้เวลากว่า 45 นาทีจึงไปถึงห้าง Paragon เอกบอกว่าโชคดีที่เรียก Grab เพราะค่ารถจะคงที่ แต่ถ้าเรียก Uber หรือแท๊กซี่ธรรมดาค่ารถจะขึ้นตามระยะทางและเวลา

พวกเราไปเจอโบ๊ทกับปลา (ภรรยาของโบ๊ท) ที่ร้าน Ps.Cafe โบ๊ทมาพร้อมกับ “น้องเธมส์” ลูกชายวัย 7 เดือนในกระเป๋าจิงโจ้ (สังเกตว่าชื่อของทั้งสามคนในครอบครัวนี้จะเกี่ยวกับน้ำหมดเลย)

พวกเราสั่งอาหารมาคนละจาน ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่สั่งเบอร์เกอร์ยกเว้นปลาที่กินสลัด (ไม่แน่ใจว่าเพื่อน้องเธมส์รึเปล่า) ปลาโฆษณาด้วยว่าเฟรนช์ฟรายร้านนี้อร่อยมาก โชคดีที่แต่ละเซ็ตมีเฟรนช์ฟรายมาเยอะก็เลยได้กินกันถ้วนทั่ว ซึ่งมันก็อร่อยกรอบดีจริงๆ

20170304_125708

ไวน์ในร้านให้เลือกสรร

715997

เอก รุตม์ โบ๊ท ปลา หยก

20170304_131147

เบอร์เกอร์หลุดโฟกัส

20170304_130956

สลัดของปลา

20170304_131156

เฟรนช์ฟรายอร่อยเด็ด

20170304_124651

โบ๊ทกับปลาเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ม.เกษตร ไปเป็นแฟนกันตอนอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์เมืองไทย ก่อนจะย้ายไปอยู่ทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ และตอนนี้ทั้งคู่ก็อยู่ทอมสันรอยเตอร์สิงคโปร์ (รักองค์กรเหนียวแน่น!)

ผมถามเขาว่าเวลาทั้งคู่ไปทำงานแล้วเธมส์อยู่กับใคร ก็ได้ความว่าเอาไปฝากไว้ที่เนอสเซอรี่ (รัฐบาลเขาวางไว้เลยว่า HDB ในแต่ละเขตจะต้องมีเนอสเซอรี่) แต่ช่วงแรกๆ ฝากแค่สองสามชั่วโมงก็ต้องมารับแล้วเพราะเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้ลูกอยู่ห่างแม่นานเกินไปในช่วงแรก โชคดีที่เจ้านายของปลาเข้าใจและให้ทำงานจากที่บ้านได้

ผมถามปลาว่าระหว่างสิงคโปร์กับไทยชอบที่ไหนมากกว่ากัน ปลาตอบว่าชอบสิงคโปร์มากกว่าเพราะไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ก็คิดถึงบ้านเหมือนกันเลยต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ เพื่อพาหลานกลับไปเยี่ยมญาติๆ ด้วย

กว่าจะกินข้าวเที่ยงอิ่มก็บ่ายสองครึ่ง ถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้วเพราะเครื่องออกห้าโมงกว่า ปลาเดินนำกลุ่มมาส่งผมที่จุดรอแท๊กซี่ ซึ่งเป็นมานั่งสองแถวให้คนนั่งรอกันอย่างเป็นระเบียบ พอถึงคิวผมก็ได้รถแท๊กซี่เป็นเบนซ์รุ่น E220 ผมแอบลังเลนิดหนึ่งว่าจะแพงกว่าปกติรึเปล่าแต่ก็คิดว่าไม่หรอกมั้ง เพียง 30 นาทีแท๊กซี่ก็มาส่งผมลงที่ Terminal 2 ด้วยราคา $25 หรือ 625 บาท

สนามบินสิงคโปร์ขาออกดูมีชีวิตชีวากว่าขาเข้า มีที่ให้เด็กเล่นเป็นล่ำเป็นสันและมีทีวีจอยักษ์ให้นั่งดูบอล ก็ต้องขอชื่นชมที่เขาออกแบบสนามบินให้คนดินทางมีช่วงเวลาที่รื่นรมย์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ติดอยู่อย่างเดียวคือผมต่อวายฟายสนามบินไม่ได้ซักที!

ผมเดินหาซื้อของเล่นให้ลูกและขนมสำหรับครอบครัวและเพื่อนที่ทำงานเสร็จแล้วก็ไปถึง Gate เป็นคนท้ายๆ เครื่อง Take Off ตอน 17.30 รวมเวลาที่อยู่สิงคโปร์ 29 ชั่วโมงพอดี (ผมมาสิงคโปร์ครั้งแรกก็ 29 ปีที่แล้ว หรือผมควรจะซื้อหวย?)

ขอบคุณเอก หยก โบ๊ท ปลา ที่ดูแลต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หวังว่าจะได้เจอกันอีกในเร็วๆ นี้

ขอจบการบันทึกการเยี่ยมเยียนเมืองสิงห์บุรีแต่เพียงเท่านี้ครับ!


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อานนท์ฯ อินสิงห์บุรีตอนที่ 1

20170307_singapore1

“สิงคโปร์ก็คือสิงห์บุรี”

ประโยคนี้ของอาจารย์เกศกานดาในวิชา Perspectives on Language ที่นิด้า ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทผมอยู่เสมอๆ

อาจเป็นเพราะว่าเป็นความเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิงคโปร์หรือ “สิงหปุระ” นั้นแปลว่าเมืองแห่งสิงโต ซึ่งมีความหมายเดียวกับชื่อจังหวัดสิงห์บุรีของไทยเรานี่เอง ยิ่งพอนึกถึงรูปปั้นสิงห์โตพ่นน้ำหรือ Merlion ก็ยิ่งเข้าเค้า

ผมมีความหลังกับประเทศนี้ เพราะสิงคโปร์คือจุดหมายของการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเมื่อ 29 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นโรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ 200 ปีได้รับ “รางวัลตาวิเศษ” ซึ่งมอบให้กับโรงเรียนที่สะอาดที่สุดในกรุงเทพฯ สามโรงเรียน ผมเลยจับพลัดจับผลูได้เป็นต้วแทนของโรงเรียนไป “ดูงาน” ที่สิงคโปร์เพราะเขาขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สะอาดสุดๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

สมัยนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น พ่อเลยสอนสองประโยคที่ผมท่องจนขึ้นใจ

1. My name is Warut*
2. I can not speak English

เวลาเจอคนสิงคโปร์มาคุยด้วยผมก็พูดสองประโยคนี้ เสร็จแล้วก็วิ่งหนี


ผมได้กลับไปเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 3-4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเหตุผลหลักคือการไปพบคนที่อยู่ที่ออฟฟิศกูเกิลสิงคโปร์ซึ่งผมจะนำมาเล่าในเร็ววันนี้ แต่ในบทความตอนนี้และตอนหน้า ผมจะขอเล่าประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างทางก่อนนะครับ

ก่อนออกเดินทางประมาณหนึ่งสัปดาห์ ผมส่งเมสเสจหา “เอก” “อู๊ดด้า” และ “โบ๊ท” ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องที่รู้จักที่ทอมสันรอยเตอร์ ตอนนี้ทั้งสามคนทำงานอยู่สิงคโปร์ คุยไปคุยมาเอกจึงใจดีให้ไปนอนที่ห้อง โบ๊ทจะมาเจอวันเสาร์ ส่วนคุณอู๊ดด้าดันกลับประเทศไทยพอดีเลยสวนทางกัน

ผมใช้บริการสายการบิน Tiger Air ค่าตั๋วไปกลับประมาณห้าพันกว่าบาท ออกจากสุวรรณภูมิตอน 9 โมงเช้า ถึงสิงคโปร์ตอนเที่ยงครึ่ง (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมงครึ่ง – สิงคโปร์เวลาเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง)

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นตอนถึงสนามบินสิงคโปร์ก็คือสนามบินเงียบมาก แม้จะเป็นเวลากลางวันแต่ความหนาแน่นก็น้อยกว่าสุวรรณภูมิหลายเท่า

20170303_114426

บ่ายโมงตรงแต่คนยังโล่งมาก

 

20170303_125056

ยังมีตู้โทรศัพท์สาธารณะด้วย!

 

ผมเดินไปหารถไฟเข้าเมือง ซื้อบัตรแบบเติมเงินได้ราคา $12 (ประมาณ 300 บาทไทย) แต่มูลค่าบัตรจริงๆ แค่ $7 ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการพาผมไปถึงจุดหมายคือออฟฟิศของกูเกิ้ล (โบ๊ทแนะนำให้ใช้เว็บ gothere.sg ซึ่งจะบอกเส้นทางอย่างละเอียดและคำนวณค่าเดินทางให้เสร็จสรรพ)

ลงไปรอได้แป๊บเดียว รถไฟใต้ดินสาย East-West ก็มาจอดเทียบท่า รถไฟขบวนยาวมาก น่าจะยาวเกือบๆ 3 เท่าของ MRT บ้านเรา ภายในตัวขบวนก็กว้างกว่า MRT และน่าจะกว้างกว่า BTS ของเราด้วย

ภาษาที่อยู่ตรงประตูรถมีถึงสี่ภาษา คือมาเลย์ จีน ทมิฬ และอังกฤษ (สิงคโปร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ก่อนจะถูก “ขับออก” เมื่อ 52 ปีที่แล้ว)

อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแปลกใจคือไม่มีคนอ่านหนังสือในขบวนรถเลย ส่วนใหญ่ก็เล่นมือถือคล้ายๆ คนไทย ตอนแรกนึกว่าจะอารมณ์เหมือนคนญี่ปุ่นมากกว่านี้ซะอีก

20170303_125133

บัตรเติมเงิน $12

 

20170303_125729

ขบวนรถไฟยาวมาก

 

20170303_131024

คำอธิบาย 4 ภาษา อังกฤษ จีน มาเลย์ ทมิฬ

20170303_162848

แผนผังรถใต้ดิน ถ่ายเก็บไว้ในกล้องจะมีประโยชน์มาก

 

ผมลงที่สถานี City Hall เพื่อจะเดินดูในตัวเมืองเขาซะหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก เมืองดูเงียบๆ เหงาๆ อาคารแม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็ดูหน้าตาเหมือนกันหมด ผมเดินเข้าตึกนั้นออกตึกนี้ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าเสียส่วนใหญ่ แล้วก็พาตัวเองไปนั่งกินข้าวหมูกรอบ-เป็ดย่างในฟู้ดคอร์ทชื่อ Food Republic

เวลาซื้อเขาจะให้จานบินเล็กๆ มาหนึ่งอัน พออาหารพร้อมจานบินนี้จะสั่น หมุน และกระพริบไฟเพื่อให้เรากลับไปรับออเดอร์ที่สั่งเอาไว้ พร้อมรูดบัตรจ่ายค่าอาหาร $6.8 เหรือประมาณ 170 บาท

20170303_135915

ร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบเป็ดย่าง

20170303_134417

จานบินยามสงบ

20170303_134422

จานบินยามอาหารพร้อม

20170303_134624

170 บาทจ้า

จากนั้นผมก็ค่อยๆ คลำทางเดินเข้าเมืองมาที่ Raffles Place ซึ่งคงเทียบได้กับสีลม-สาทรบ้านเรา เพราะเป็นศูนย์รวมของธนาคารระดับบิ๊กเบิ้มมากมาย แต่ก่อนจะถึงแรฟเฟิลส์เพลส ก็ต้องผ่านทะเลสาบและสัญญลักษณ์ประจำสิงคโปร์อย่าง Merlion ซึ่งเป็นจุดที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดแล้วนับตั้งแต่อยู่สิงคโปร์มาสองชั่วโมงเพราะมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปเต็มไปหมด

เดินถึง Raffles Place ประมาณบ่ายสาม เน็ตผมก็ใช้ได้พอดี (เปิด data roaming ของ AIS 24 ชั่วโมง 350 บาท) เลยเมสเสจหาเอกซึ่งทำงานอยู่แถวนั้น เอกเลยแวะลงมาเจอและพาผมไปหาอะไรดื่มและคุยกันนิดหน่อย

เอกเป็นเพื่อนทีมเดียวกับผมสมัยทำงานเป็น support consultant อยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ เป็นคนเดียวกับที่คิดค้นโปรเจ็ค I’m Farang ที่ทำให้คนในทีมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ขัดเขิน (ใครสนใจเชิญอ่านบล็อกตอนนี้ได้)

เอกมาทำงานเป็น “หนุ่มแบงค์” ที่สิงคโปร์ได้ปีกว่าๆ แล้ว ภรรยาของเอกก็ทำงานอยู่ที่นี่เช่นกันแต่อยู่คนละบริษัท ตอนนี้กำลังคิดว่าจะขอ Permanent Resident ที่นี่เผื่อว่าถ้ามีลูกค่าเล่าเรียนก็จะถูกและสวัสดิการบางอย่างก็จะดีขึ้นแม้จะได้ไม่เทียบเท่าคนสิงคโปร์ก็ตาม

20170303_143951

เหมือนเรือล่องเจ้าพระยา? (ด้านหลังที่เป็นตึกสามตึกมีเรือพาดผ่านเรียกว่า Marina Bay Sands)

20170303_143815

Merlion และชายหาว

20170303_145235

Raffles Place แหล่งออฟฟิศของคนเมือง

20170303_145826

บันไดเลื่อนเล็กๆ ชิคๆ

เอกยังเล่าให้ฟังอีกว่า เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ คนสิงคโปร์ เขาไม่ค่อยสนใจทำ start-up หรือธุรกิจส่วนตัวเท่าไหร่ โดยเพื่อนเขาให้เหตุผลว่า คนที่ทำธุรกิจของตัวเองเพราะเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วเงินมันน้อย เลยออกมาลองทำอะไรเองดีกว่า แต่ที่คนสิงคโปร์ได้เงินเดือนดีอยู่แล้ว (เด็กจบใหม่เงินเดือนสตาร์ทประมาณ $4000 หรือหนึ่งแสนบาท) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือประเทศสิงคโปร์มีช่องทางให้เปิดธุรกิจใหม่ๆ ไม่มากนัก ด้วยตัวระบบและกฎหมายเองไม่ได้เอื้อให้เปิดบริษัทประเภท SME ได้ง่ายขนาดนั้น

เอกถามผมว่าเย็นนี้อยากกินอะไร ผมก็บอกว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ไม่ใช่ข้าวหมูกรอบเพราะเพิ่งกินมา เอกเลยบอกว่าจะพาไปกิน “บะกุ๊ตเต๋” ฟังแล้วผมก็นึกไม่ออกหรอกว่ามันคืออะไร แต่คุ้นๆ ชื่ออยู่เลยตกลงไปตามนั้น

เราคุยกันได้ซัก 20 นาทีก็แยกย้าย เอกไปทำงานต่อ ส่วนผมมุ่งหน้าไปกูเกิ้ล แล้วคืนนี้เราค่อยไปกินบะกุ๊ตเต๋กัน

ตอนหน้าผมขอเล่าเรื่องสิงคโปร์อีกซักตอนนะครับ


* สมัยก่อนผมชื่อวรุตม์

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ไม่สำคัญว่าจะไปช้าแค่ไหน

20170220_slow

ขอแค่อย่าหยุดก็แล้วกัน

“It does not matter how slowly you go as long as you do not stop.”
― Confucius

เพราะทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ทางของบางคนเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ที่เหยียบคันเร่งได้เต็มที่

ในขณะที่ทางของบางคนเป็นเพียงถนนลูกรัง มีหลุมมีบ่อเต็มไปหมด ถ้าเอารถมาขับรถก็พัง แม้จะวิ่งยังหน้าคะมำเลย

ดังนั้น ทางบางทางจึงต้องลงเดิน จึงต้องใช้เวลาและใช้ความอดทนมากกว่าปกติ

จุดหมายที่เป็นที่นิยมนั้นมักมีทางหลวงพาดผ่าน

แต่จุดหมายที่สวยงามและหายากจริงๆ มักจะถูกเก็บไว้ให้เฉพาะคนที่กล้าลุยไปตามทางที่ขรุขระนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ถ้าชีวิตคือการเดินทาง

20160827_travel

อย่างแรกสุดเราต้องตัดสินใจก่อนว่าจะไปที่ไหน

จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางอย่างไร

ถ้าจะไปเชียงใหม่ จะนั่งเครื่องบินก็ได้ นั่งรถไฟก็ได้ นั่งรถทัวร์ก็ได้ ขับรถไปเองก็ได้ ใครที่ฟิตๆ หน่อยขี่จักรยานยังได้เลย

แน่นอนว่าแต่ละวิธีใช้เวลาไม่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายก็ไม่เท่ากัน

ใครที่ต้นทุนชีวิตดีหน่อย ก็อาจจะถึงเชียงใหม่เร็วหน่อยเพราะมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน

ส่วนคนที่ต้นทุนชีวิตไม่ค่อยมี อาจต้องใช้เวลามากกว่า อาจต้องเจออุปสรรคเยอะกว่า แต่สุดท้ายก็น่าไปถึงเชียงใหม่ได้เหมือนกัน

โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถานการณ์อาจพลิกผัน ที่ตอนแรกว่าจะนั่งเครื่องบินไปชิลล์ๆ อาจต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิตแทน

แต่ถึงไปช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะวิวข้างทางที่เราได้เห็นจากที่นั่งบนรถทัวร์ ก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์และความทรงจำที่คนนั่งเครื่องบินไม่เคยมี

ที่ต้องระวังก็คือ อย่าเอาความเร็วในการเดินทางของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

คงตลกดีถ้าคนที่นั่งรถทัวร์จะบ่นว่ามันไม่แฟร์ที่คนนั่งเครื่องบินจะถึงที่หมายเร็วกว่า

แทนที่จะกังวลว่าใครจะถึงที่หมายก่อนกัน สู้สำรวจตัวเองดีกว่าว่าเราหันหน้าถูกทิศรึเปล่า

เพราะถ้าหันหน้าถูกทิศ จะช้าจะเร็วก็ย่อมถึงเชียงใหม่

แต่ถ้าหันหน้าผิดทิศ ยิ่งตะบี้ตะบันเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลจากจุดหมายเท่านั้นนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทางลูกรัง

201606216_roads

มักจะพาเราไปสู่จุดหมายที่งดงาม

“Difficult roads often lead to beautiful destinations”
– Anonymous

ชีวิตเหมือนจะออกแบบมาไว้อย่างนั้น

ว่าหากอยากได้ของที่มีคุณค่าและหายาก มันก็ต้องออกแรงกันหน่อย

ถ้าอยากไปดูลานน้ำพุหน้าห้างหรู ก็ขึ้นรถไฟฟ้าหรือขึ้นทางด่วนไปได้เลย

แต่ถ้าอยากไปเห็นน้ำตกใหญ่ในธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ก็ต้องทำใจว่ามันไม่ใช่จุดหมายที่รถหรือยานพาหนะใดๆ จะพาเราไปถึงได้

ต้องลงเดิน ต้องเปื้อนโคลน และอาจโดนหนามทิ่มตำบ้าง

เพราะมันยาก มันเหนื่อย และมันต้องเจ็บตัว คนถึงไม่ค่อยไปกัน

แต่ก็เพราะว่ามันยากนี่แหละ มันถึงน่าลองพิชิตดูซักครั้ง

ดังนั้นถ้าชีวิตกำลังเดินอยู่บนถนนลูกรัง ก็อย่าเพิ่งบ่นอิดออดหรือถอดใจ

ลองเงี่ยหูฟังดีๆ จะรู้ว่าข้างหน้ามีน้ำตกรออยู่

เพียงแต่อย่าเพิ่งหยุดเดิน

และอย่าเพิ่งหันหลังกลับเท่านั้นเอง


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com