3 ชั่วโมงต้องมนต์ที่ Google สิงคโปร์

20170321_GoogleSingapore

ต้นเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้ไปเยือนบริษัทในฝันของใครหลายๆ คน

เรื่องมันมีอยู่ว่า ตอนปลายเดือนกุมภาพันธ์ ยอดกับบอยซึ่งเป็น CEO และ CTO ของ Wongnai ได้รับเชิญไปร่วมงาน Google Developers Launchpad ที่กูเกิลสำนักงานใหญ่ในแคลิฟอร์เนีย และได้รู้จักกับ Martin ซึ่งเป็นผู้จัดการทีม People Operations ที่สิงคโปร์ (กูเกิลจะเรียกทีม HR ว่า People Operations)

ผมเองก็เป็น Head of People ที่ Wongnai ยอดเลยถามมาร์ตินว่าจะสะดวกให้ผมไปหาเพื่อขอคำชี้แนะได้หรือไม่ มาร์ตินก็ตอบมาว่าได้เลย เราเลยนัดเจอกันตอน 5 โมงเย็นวันศุกร์ที่ 3 มีนาคม

หนึ่งสัปดาห์ก่อนนัดพบ ผมนั่งลิสต์คำถามที่ต้องการจะถามมาร์ติน โดยจะเน้นหนักไปที่การสัมภาษณ์คัดคนและการพัฒนาบุคลากร ส่งไปให้มาร์ตินอ่านก่อน พอเจอกันจะได้ลุยได้เลย

วันที่ 3 มีนาคมผมก็กระโดดขึ้นเครื่องไปสิงคโปร์ ใครอยากรู้ว่าเจออะไรในสิงคโปร์ได้โปรดอ่านอานนท์อินสิงห์บุรีได้ทั้งสองตอน

ออฟฟิศของกูเกิลสิงคโปร์อยู่นอกเมืองหน่อย ออกไปทางตะวันตกเฉียงใต้ของสิงคโปร์ ดูเป็นโซนตึกใหม่พอสมควร ระหว่างทางเดินเงียบมากจนไม่แน่ใจว่าไปถูกทางรึเปล่า (รู้แค่ว่ากูเกิลแม็พส์บอกให้เรามาทางนี้) แต่สุดท้ายก็เดินถึงจนได้

ออฟฟิศของกูเกิ้ลดูเป็นตึกสูงหลายสิบชั้น ด้านล่างอาคารไม่มีมนุษย์ซักคนเดียว มีแค่ป้ายที่บ่งบอกว่านี่คือออฟฟิศของกูเกิลแน่ๆ ผมขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 3 ถึงจะเจอล็อบบี้ขนาดใหญ่เป๊ก เดินไปหารีเซปชั่นบอกว่ามาเจอมาร์ตินทีม People Operations รีเซปชั่นก็ชี้ให้ผมเดินไปที่ Kiosk ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆ ตู้ ATM เพื่อให้กรอกว่าเราชื่ออะไรและมาพบกับใคร ผมหยิบกล้องขึ้นมาเพื่อถ่ายรูปหน้าจอ แต่รีเซปชั่นก็ตะโกนมาบอกว่าห้ามถ่ายเลยต้องรีบเก็บกล้องไป

ตู้ Kiosk นี้มี Directory ของพนักงานกูเกิลที่สิงคโปร์อยู่ด้วย แค่พิมพ์ชื่อเต็มของมาร์ตินก็มีหน้ามาร์ตินโผล่ขึ้นมาให้คอนเฟิร์มว่าใช่คนนี้รึเปล่าที่เรานัดเอาไว้ เมื่อเราตอบว่าใช่ หน้าจอก็บอกว่าเรียบร้อยแล้ว โปรดรอซักครู่เดี๋ยวมาร์ตินจะลงมารับ

นั่งรออยู่ทีล๊อบบี้ได้ร่วม 10 นาทีมาร์ตินก็มาถึง เขาเดินไปที่ตู้นั้นอีกครั้งเพื่อปริ๊นท์บัตร Guest มาให้ผมคล้องคอ

20170303_164416

20170303_164503

ไม่มีมนุษย์ มีแต่ป้ายบอกทาง

20170303_164615

เวลามาถึงต้องเช็คอินผ่านตู้ Kiosk

20170303_170323

จอสูง 5 เมตร

มาร์ตินเป็นชาวฟิลิปปินส์ จบตรีด้านการตลาด ไปต่อโทด้าน Organization & Leadership Development ก่อนจะมาทำงานเป็นคอนซัลท์ที่ BCG ในสิงคโปร์และย้ายมาอยู่ Google เมื่อปี 2014

มาร์ตินบอกว่าก่อนที่เราจะเริ่มคุยงาน เขาจะพาผมเดินทัวร์ออฟฟิศของกูเกิลก่อน (รู้ใจจริงๆ)

ออฟฟิศของกูเกิลสวยดังคำร่ำลือ แม้ว่าจะอยู่ในตึกสูง แต่ข้างในดูโปร่งและกว้างขวางมาก เดินผ่านประตูเข้าไปจะมีจอขนาดยักษ์สูงประมาณ 5 เมตร บนจอนั้นมีชื่อแขกที่จะมาเยี่ยมออฟฟิศทุกคน (แต่ไม่ยักกะมีชื่อผมแฮะ)

มาร์ตินเดินพาผมไปดูห้องต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเคาท์เตอร์บาร์ ห้องพยาบาล ฟิตเนสที่มีลู่วิ่งและเครื่องเล่นเวทรายเรียง ห้องเล่นเกมส์ (มีหลายเกมส์เลยต้องเติมส.เสือการันต์) ห้องนอนกลางวัน (nap room) หรือแม้กระทั่งห้องนวด/ทำเล็บ เสียดายมัวแต่ตื่นเต้นก็เลยไม่ได้ถ่ายรูปมาโชว์เท่าไหร่ ผมเลยขอเอาวีดีโอ Youtube นี้มาให้ดูนะครับ

ทีเด็ดสุดคือ Google Cafe ที่ให้อารมณ์แบบเดียวกับห้องทานข้าวในโรงแรมหรูๆ ที่มีของกินหลากหลายและเครื่องดื่มให้เลือกไม่อั้น ของแต่ละอย่างก็คุณภาพดีๆ ทั้งนั้น ขนาดเบียร์ที่เขาให้หยิบกินยังเป็นเบียร์ Hoegaarden เลย

ผมกับมาร์ตินตักอาหารใส่จานแล้วไปหามุมเงียบๆ คุยกัน มาร์ตินหยิบลิสต์คำถามที่ผมเคยส่งให้มาร์ตินออกมา แล้วเราก็นั่งไล่คุยกันไปทีละข้อๆ คุยกันจนข้าวหมดเราเลยเอาจานไปเก็บที่ห้องครัวซึ่งที่มีสายพานขนาดใหญ่คอยรับจานที่ใช้แล้วราวกับนี่คือโรงงานผลิตปานนั้น

ก่อนที่จะไปนั่งคุยกันต่อที่เก้าอี้กึ่งโซฟา มาร์ตินก็พาผมไปหยิบน้ำและขนม เขาอธิบายว่าพวกน้ำและขนมที่มีน้ำตาลเยอะๆ จะถูกจัดไว้ชั้นล่างๆ ให้หยิบยากหน่อย ส่วนน้ำผลไม้ น้ำเปล่า หรือขนมที่ไร้ไขมันจะอยู่ชั้นบนที่หยิบง่ายๆ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้พนักงานเลือกกินอาหารที่ดีต่อสุขภาพไปโดยปริยาย

อีกประเด็นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการออกแบบก็คือบันไดที่เชื่อมระหว่างชั้นซึ่งสร้างออกมาค่อนข้างแคบ เหตุผลไม่ใช่เพราะต้องการประหยัดงบ แต่ต้องการให้คนเดินแล้วไหล่แทบจะชนกัน จะได้มีทักทายทำความรู้จักกัน (ถ้าจำไม่ผิดบันไดน่าจะมีชื่อเรียกว่า  Bumper’s Space)

20170303_170404

มุมขนมนมเนยที่มีอยู่ทั่วออฟฟิศ

20170303_170924

โรงอาหาร

20170303_171447

เบียร์ดีๆ

20170303_182225

น้ำอัดลมจะอยู่ชั้นล่างสุด

20170303_194545

ขนมที่ดีต่อสุขภาพจะหยิบง่ายสุด

20170303_194953

บันไดไหล่ชนกัน

 

เรานั่งคุยกันถึง 2 ทุ่ม ผมได้ไอเดียอะไรดีๆ มามากมาย ไม่ว่าจะเป็นชุดคำถามในการสัมภาษณ์ วิธีการทำ performance management รวมไปถึงการทำ bootcamp หรือเทรนนิ่งสำหรับพนักงานที่เข้ามาใหม่ ซึ่งผมจะลองนำมาปรับใช้ที่ Wongnai แล้วถ้าได้ผลยังไงจะไปเล่าให้ฟังที่ Life@Wongnai นะครับ

เราเดินกลับลงมาที่ล็อบบี้อีกครั้ง มาร์ตินเอาบัตร Guest ของผมไปสแกนที่ตู้เพื่อบอกว่าการมาเยี่ยมของผมจบลงเรียบร้อยแล้วและเอาบัตรมาให้ผมเก็บไว้เป็นที่ระลึก ตอนแรกมาร์ตินจะเดินไปส่งผมที่สถานีรถไฟด้วย (เขาเองขับรถมา) แต่เผอิญตอนอยู่ที่ล๊อบบี้ผมเจอเด็กผู้ชายสี่คนกำลังพูดไทยกันพอดี เด็กคนหนึ่งในกลุ่มก็เห็นผมใส่เสื้อยืด Wongnai แถมยังรู้จักกับบอย CTO ของ Wongnai ด้วย เราก็เลยทักทายกันอย่างรวดเร็วและฉายรูปด้วยกัน

เมื่อเห็นผมตีซี้เพื่อนกลุ่มใหม่ได้อย่างรวดเร็ว มาร์ตินก็เลยฝากผมมากับเด็กๆ เสียเลย เราร่ำลากันตรงป้ายกูเกิลหน้าตึก ผมสัญญากับเขาว่าพอเขียนบล็อกเสร็จแล้วจะแปลเป็นภาษาอังกฤษส่งไปให้เขาดูด้วย

ขอบคุณมากนะมาร์ตินสำหรับ 3 ชั่วโมงที่เต็มไปด้วยประสบการณ์และความคิดดีๆ

ระหว่างทางเดินไปรถไฟ ผมจึงได้ทำความรู้จักกับเด็กๆ ทั้ง 4 คน

เคี้ยง เป็น sales ของ Google Cloud

เอ เป็น software engineer อยู่ทีมที่ดูเรื่องภาษาของประเทศใน emerging markets

ต้า กำลังทำสตาร์ทอัพเรื่อง online training

เจมส์ทำงานอยู่ Agoda

เคี้ยงกับเอรู้จักกันมาก่อนเพราะเคยไปเรียนโทที่ University of Tokyo ทั้งคู่

ส่วนต้ากับเจมส์มาที่นี่ในโครงการ Google Developers Experts ด้าน Machine Learning

ตอนนั้นน้องๆ เค้ากำลังจะไปหาข้าวกินกันและเอ่ยปากชวนผมด้วย เสียดายที่ผมดันมีนัดกินบะกุ๊ตเต๋กับเอกไปแล้ว ก็เลยพลาดโอกาสจะได้ทำความรู้จักเพิ่มเติม ได้แค่แลกไลน์กับเคี้ยงไว้เผื่อจะได้ติดต่อกันอีกในอนาคต

การมาเยือนออฟฟิศกูเกิลที่สิงคโปร์ก็จบลงแต่เพียงเท่านี้

แต่ผมมีลางสังหรณ์ว่านี่น่าจะไม่ใช่ครั้งสุดท้ายนะครับ 🙂

20170303_195313

Rut & Martin

20170303_195556

รุตม์ เคี้ยง เอ เจมส์ ต้า

20170303_201305


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ภาพจากกล้องผู้เขียน

อานนท์ฯ อินสิงห์บุรีตอนที่ 2

20170307_singapore2

(อ่านความเดิมตอนที่แล้วได้ที่นี่)

ออฟฟิศของกูเกิ้ลนั้นอยู่นอกตัวเมืองออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ สถานีที่ผมต้องลงคือสถานี Labrador Park ก่อนจะเดินออกจากสถานีจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า จริงๆ แล้วสถานีรถไฟใต้ดิน MRT ของเมืองไทยนี่เหมือนของสิงคโปร์มาก มากจนคิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบ MRT ของเมืองไทยน่าจะมาศึกษาดูงานที่นี่อย่างละเอียด หรือไม่ก็จ้างที่ปรึกษาคนเดียวกับ MRT สิงคโปร์เลยทีเดียว เพราะที่ตื๊ดบัตรเหมือนกัน ห้องออกบัตรผู้โดยสารก็เหมือนกัน บันไดก็หน้าตาคล้ายกันอีก

ก่อนจะออกสถานีผมเลยคิดได้ว่า ห้องน้ำ MRT บ้านเราไม่เคยเปิดใช้บริการเลย ถ้าอยากจะรู้ว่าห้องน้ำ MRT ของบางกอกหน้าตาเป็นยังไง ก็ควรจะดูห้องน้ำ MRT ของสิงห์บุรีนี่แหละ พอเดินไปดูถึงได้รู้ว่าห้องน้ำไม่ใหญ่มาก มีแค่สองโถปัสสาวะและสองโถส้วม ได้ถ่ายรูปจนหายคันแล้วถึงมุ่งหน้าเดินออกจากสถานี

ผมใช้เวลาเดินอยู่ราวสิบกว่านาทีจึงถึงออฟฟิศของกูเกิ้ล แต่ผมได้เจออะไรที่กูเกิ้ลบ้างนั้นขอเก็บเอาไว้เล่าอีกตอนหนึ่งแล้วกันนะครับ

20170303_163232

บันไดคล้าย

20170303_163104

ห้องออกบัตรและที่ตื๊ดบัตรก็คล้าย

20170303_162940

ห้องน้ำ MRT กรุงเทพก็อาจจะหน้าตาคล้ายอย่างนี้ (แต่คงไม่มีส้วมแบบนั่งยองๆ)


ผมเสร็จธุระที่กูเกิ้ลตอนสองทุ่ม จึงเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินไปเจอเอกพงศ์ที่สถานี Clarke Quay (อ่านว่าคลาร์กคีย์) เอกมายืนรออยู่ก่อนแล้ว พาเดินขึ้นสะพานลอยไปอีกฟากเพื่อไปร้านบะกุ๊ตเต๋นามว่า Song Fa ซึ่งมีน้องหยก แฟน(ภรรยา)ของเอกรออยู่พร้อมอาหารเต็มโต๊ะ (ดูพิกัดและเซฟร้านนี้ได้ที่ Wongnai)

อาหารที่หยกสั่งมามีทั้งขาหมูพะโล้ , บ๊ะกุ้ดเต๋กระดูกหมู, ผัดผักอะไรซักอย่าง ร้านนี้เติมซุปได้ไม่อั้น มีชุดน้ำชาเป็นถ้วยเล็กๆ น่ารักไว้ให้ดื่มแก้เลี่ยน แต่ผมอยากได้อะไรเย็นๆ เพราะเดินมาทั้งวัน หยกก็เลยสั่งน้ำแห้วให้ (หยกพูดจีนได้ในระดับสั่งอาหารคล่องแคล่ว) กินแล้วรสชาติคล้ายๆ น้ำตาลสดบ้านเรา อร่อยดี

เราคุยกันเรื่องการทำงานที่นี่ เอกเป็น Implementation Project Manager ของธนาคารสัญชาติฝรั่งเศส งานไม่หนักมากแต่ก็ติดขัดในเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพราะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มี process ค่อนข้างเยอะ ส่วนหยกทำหน้าที่คล้ายๆ project manager เช่นกัน แต่อยู่บริษัทที่ผลิตพวก optical transmitter และต้องดีลกับโรงงานที่มาเลเซียค่อนข้างเยอะเพื่อให้ผลิตของได้ตามเวลาที่กำหนดไว้

สิ่งหนึ่งที่ทั้งหยกและเอกพูดเหมือนกันคือ nature ของคนสิงคโปร์นั้นค่อนข้างจะเกี่ยงงาน งานไหนที่เขาเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาก็จะปัดทันที ซึ่งบ่อยครั้งก็ทำให้เรื่องราวล่าช้าไปมากเพราะไม่มีใคร take ownership

20170303_204123

บะกุ๊ตเต๋ชิ้นมหึมา

20170303_204120

หมูพะโล้

20170303_204117

ผัดผักอะไรซักอย่าง

20170303_204127

Enter a caption

20170303_204147

เอกพงศ์และผู้เขียน

กินบ๊ะกุ้ดเต๋จนอิ่มท้องแล้ว เอกกับหยกก็พาผมไปที่ “ร้านที่เอาไว้รับแขกบ้านแขกเมือง” ชื่อร้าน Level 33  ในตึก Marina Bay Financial Centre Tower ร้านนี้เป็น mircrobrewery ที่ทำเบียร์เอง ข้อดีก็คือเบียร์สดแน่ๆ แต่ข้อเสียก็คือรสชาติไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่

แต่ไฮไลท์ของร้านนี้คือวิวที่สวยมาก มองออกไปจะเจออาคารที่สำคัญๆ ของสิงคโปร์ทั้งหมด เหมาะแก่การพาสาวมาดินเนอร์ แต่ถ้าอยากได้โต๊ะตรงระเบียงจะต้องกินอย่างน้อย $80 พวกเรากะจะมาแค่จิบเบียร์เบาๆ จึงเลือกนั่งตรงเคาท์เตอร์ด้านในแทน

หยกอยู่สิงคโปร์มานานกว่าเอก ผมเลยถามว่าประทับใจอะไรในสิงคโปร์บ้าง หยกบอกว่าเรื่องแรกเลยคือความปลอดภัย ต่อให้เดินออกมาข้างนอกตอนเที่ยงคืนก็ไม่รู้สึกอันตราย ผมถามเขาว่ามีข่าวอาชญากรรมบ้างรึเปล่า หยกบอกว่าน้อยมากจนแทบไม่เคยได้ยิน ไม่รู้ว่าทางการปิดข่าวรึเปล่า รู้แค่ว่าแค่รถชนกันก็ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งแล้ว!

อีกเรื่องหนึ่งที่หยกชอบคือการศึกษาที่ค่อนข้างมีคุณภาพและสาธารณูปโภคที่อังกฤษวางไว้ดี คนที่จะขับรถที่นี่ได้ต้องมีใบอนุญาติซื้อรถ ราคา 1 ล้านบาทซึ่งมีจำนวนจำกัด การเดินทางไปไหนมาไหนในสิงคโปร์จึงสะดวกและกะเวลาได้ง่ายมาก

ถามว่าแล้วเรื่องที่ไม่ชอบคืออะไร หยกคิดออกเรื่องเดียวคือค่าเช่าห้องแพง ห้องที่หยกกับเอกอยู่มีขนาด 75 ตรม.ค่าเช้าห้องเดือนละห้าหมื่นกว่าบาท (เอกใช้เวลาเดินทาง 30 นาทีถึงจะถึง Raffles Place ที่เอกทำงานอยู่) ส่วนเอกก็เสริมอีกเรื่องว่าเบียร์ที่นี่แพงเพราะเขาเก็บภาษีสูงมาก

20170303_220822

เบียร์ 0.3 litres

715626

เรานั่งกันจนถึงประมาณเที่ยงคืนจึงตัดสินใจกลับบ้าน โดยเอกเรียก Uber มารับ (คนที่นี่ขับ Grab / Uber น่าจะรุ่งเพราะเมืองเล็กนิดเดียว รถก็ไม่ติด) ระหว่างทางหยกก็เล่าให้ฟังอีกว่าที่นี่รัฐบาลเป็นเจ้าของเกือบทุกอย่าง ห้องที่หยกกับเอกพักอยู่ก็เป็นอาคารของรัฐบาลชื่อว่า HDB (Housing & Development Board) ถ้าจะซื้อห้องก็ต้องมีเงินประมาณ $500,000 หรือ 12 ล้านบาท แต่ถ้าจะซื้อบ้านแบบติดดินก็ต้องมีอย่างน้อยสองล้านเหรียญหรือ 50 ล้านบาท แถมนี่ไม่ใช่การซื้อขาดด้วยแต่เป็นการถือกรรมสิทธิ์เป็นระยะเวลา 99 ปี (พอพ้นจาก 99 ปีแล้วจะเป็นยังไงต่อยังไม่มีใครทราบเพราะสิงคโปร์อายุแค่ห้าสิบปีเอง)

สิงคโปร์แม้จะมีพื้นที่น้อยแต่เขาก็วางผังเมืองไว้ดีและพยายามจะจัดพื้นที่สีเขียวไว้ให้ตลอด หยกบอกว่าที่นี่ต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด เพราะสิงคโปร์นำเข้ามาจากประเทศไทยเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว!

ห้องพักที่เอกเช่าอยู่ขนาดโอเคเลย มีห้องนั่งเล่น มีสองห้องนอน (จริงๆ สามห้องนอนแต่เขาทำทะลุสองห้องให้เป็นห้องใหญ่) สองห้องน้ำ มีครัวให้ มีตู้เย็นใหญ่เป้กและทีวีจอแบนขนาดไม่น่าต่ำกว่า 50 นิ้ว เอกบอกว่าผมเป็นแขกคนแรกที่มาพักที่นี่ (จริงๆ มีห้องที่เตรียมไว้รับแขกแต่ไม่เคยมีใครมาพักเลยจนตอนนี้กลายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว)

ผมอาบน้ำเสร็จก็เตรียมมานั่งเขียนนิทานวันศุกร์ตอนตีหนึ่งกว่าๆ ส่วนเอกก็ยังไม่นอน เดินไปหยิบเบียร์ออกจากตู้เย็นมานั่งกินอีกขวด (ไหนว่าเบียร์แพง?)  เราคุยกันเรื่องวิ่งฮาล์ฟมาราธอน คอนเสิร์ต Guns & Roses ที่เพิ่งผ่านไป และทริปไอซ์แลนด์ที่เอกกับหยกจะไปสิ้นเดือนนี้ (เอกมีวันลาหยุด 25 วัน ส่วนหยกมีวันลา”แค่” 16 วัน)

ประมาณตีสองกว่าๆ เราจึงเข้านอน


ผมไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบ 11 โมงแล้ว รีบอาบน้ำอาบท่า เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย ส่วนเอกกับหยกก็พร้อมพอดี เอกเรียก Grab ให้มารับที่หน้าตึกอีกเช่นเคย

ปรากฎว่าวันนี้รถติดมาก เอกบอกว่าไม่เคยเจอรถติดในสิงคโปร์ขนาดนี้ คนขับบอกว่ามีอุบัติเหตุเลยเลี่ยงไปอีกเส้นทางหนึ่ง ใช้เวลากว่า 45 นาทีจึงไปถึงห้าง Paragon เอกบอกว่าโชคดีที่เรียก Grab เพราะค่ารถจะคงที่ แต่ถ้าเรียก Uber หรือแท๊กซี่ธรรมดาค่ารถจะขึ้นตามระยะทางและเวลา

พวกเราไปเจอโบ๊ทกับปลา (ภรรยาของโบ๊ท) ที่ร้าน Ps.Cafe โบ๊ทมาพร้อมกับ “น้องเธมส์” ลูกชายวัย 7 เดือนในกระเป๋าจิงโจ้ (สังเกตว่าชื่อของทั้งสามคนในครอบครัวนี้จะเกี่ยวกับน้ำหมดเลย)

พวกเราสั่งอาหารมาคนละจาน ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่สั่งเบอร์เกอร์ยกเว้นปลาที่กินสลัด (ไม่แน่ใจว่าเพื่อน้องเธมส์รึเปล่า) ปลาโฆษณาด้วยว่าเฟรนช์ฟรายร้านนี้อร่อยมาก โชคดีที่แต่ละเซ็ตมีเฟรนช์ฟรายมาเยอะก็เลยได้กินกันถ้วนทั่ว ซึ่งมันก็อร่อยกรอบดีจริงๆ

20170304_125708

ไวน์ในร้านให้เลือกสรร

715997

เอก รุตม์ โบ๊ท ปลา หยก

20170304_131147

เบอร์เกอร์หลุดโฟกัส

20170304_130956

สลัดของปลา

20170304_131156

เฟรนช์ฟรายอร่อยเด็ด

20170304_124651

โบ๊ทกับปลาเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ม.เกษตร ไปเป็นแฟนกันตอนอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์เมืองไทย ก่อนจะย้ายไปอยู่ทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ และตอนนี้ทั้งคู่ก็อยู่ทอมสันรอยเตอร์สิงคโปร์ (รักองค์กรเหนียวแน่น!)

ผมถามเขาว่าเวลาทั้งคู่ไปทำงานแล้วเธมส์อยู่กับใคร ก็ได้ความว่าเอาไปฝากไว้ที่เนอสเซอรี่ (รัฐบาลเขาวางไว้เลยว่า HDB ในแต่ละเขตจะต้องมีเนอสเซอรี่) แต่ช่วงแรกๆ ฝากแค่สองสามชั่วโมงก็ต้องมารับแล้วเพราะเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้ลูกอยู่ห่างแม่นานเกินไปในช่วงแรก โชคดีที่เจ้านายของปลาเข้าใจและให้ทำงานจากที่บ้านได้

ผมถามปลาว่าระหว่างสิงคโปร์กับไทยชอบที่ไหนมากกว่ากัน ปลาตอบว่าชอบสิงคโปร์มากกว่าเพราะไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ก็คิดถึงบ้านเหมือนกันเลยต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ เพื่อพาหลานกลับไปเยี่ยมญาติๆ ด้วย

กว่าจะกินข้าวเที่ยงอิ่มก็บ่ายสองครึ่ง ถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้วเพราะเครื่องออกห้าโมงกว่า ปลาเดินนำกลุ่มมาส่งผมที่จุดรอแท๊กซี่ ซึ่งเป็นมานั่งสองแถวให้คนนั่งรอกันอย่างเป็นระเบียบ พอถึงคิวผมก็ได้รถแท๊กซี่เป็นเบนซ์รุ่น E220 ผมแอบลังเลนิดหนึ่งว่าจะแพงกว่าปกติรึเปล่าแต่ก็คิดว่าไม่หรอกมั้ง เพียง 30 นาทีแท๊กซี่ก็มาส่งผมลงที่ Terminal 2 ด้วยราคา $25 หรือ 625 บาท

สนามบินสิงคโปร์ขาออกดูมีชีวิตชีวากว่าขาเข้า มีที่ให้เด็กเล่นเป็นล่ำเป็นสันและมีทีวีจอยักษ์ให้นั่งดูบอล ก็ต้องขอชื่นชมที่เขาออกแบบสนามบินให้คนดินทางมีช่วงเวลาที่รื่นรมย์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ติดอยู่อย่างเดียวคือผมต่อวายฟายสนามบินไม่ได้ซักที!

ผมเดินหาซื้อของเล่นให้ลูกและขนมสำหรับครอบครัวและเพื่อนที่ทำงานเสร็จแล้วก็ไปถึง Gate เป็นคนท้ายๆ เครื่อง Take Off ตอน 17.30 รวมเวลาที่อยู่สิงคโปร์ 29 ชั่วโมงพอดี (ผมมาสิงคโปร์ครั้งแรกก็ 29 ปีที่แล้ว หรือผมควรจะซื้อหวย?)

ขอบคุณเอก หยก โบ๊ท ปลา ที่ดูแลต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หวังว่าจะได้เจอกันอีกในเร็วๆ นี้

ขอจบการบันทึกการเยี่ยมเยียนเมืองสิงห์บุรีแต่เพียงเท่านี้ครับ!


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อานนท์ฯ อินสิงห์บุรีตอนที่ 1

20170307_singapore1

“สิงคโปร์ก็คือสิงห์บุรี”

ประโยคนี้ของอาจารย์เกศกานดาในวิชา Perspectives on Language ที่นิด้า ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทผมอยู่เสมอๆ

อาจเป็นเพราะว่าเป็นความเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิงคโปร์หรือ “สิงหปุระ” นั้นแปลว่าเมืองแห่งสิงโต ซึ่งมีความหมายเดียวกับชื่อจังหวัดสิงห์บุรีของไทยเรานี่เอง ยิ่งพอนึกถึงรูปปั้นสิงห์โตพ่นน้ำหรือ Merlion ก็ยิ่งเข้าเค้า

ผมมีความหลังกับประเทศนี้ เพราะสิงคโปร์คือจุดหมายของการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเมื่อ 29 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นโรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ 200 ปีได้รับ “รางวัลตาวิเศษ” ซึ่งมอบให้กับโรงเรียนที่สะอาดที่สุดในกรุงเทพฯ สามโรงเรียน ผมเลยจับพลัดจับผลูได้เป็นต้วแทนของโรงเรียนไป “ดูงาน” ที่สิงคโปร์เพราะเขาขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สะอาดสุดๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

สมัยนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น พ่อเลยสอนสองประโยคที่ผมท่องจนขึ้นใจ

1. My name is Warut*
2. I can not speak English

เวลาเจอคนสิงคโปร์มาคุยด้วยผมก็พูดสองประโยคนี้ เสร็จแล้วก็วิ่งหนี


ผมได้กลับไปเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 3-4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเหตุผลหลักคือการไปพบคนที่อยู่ที่ออฟฟิศกูเกิลสิงคโปร์ซึ่งผมจะนำมาเล่าในเร็ววันนี้ แต่ในบทความตอนนี้และตอนหน้า ผมจะขอเล่าประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างทางก่อนนะครับ

ก่อนออกเดินทางประมาณหนึ่งสัปดาห์ ผมส่งเมสเสจหา “เอก” “อู๊ดด้า” และ “โบ๊ท” ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องที่รู้จักที่ทอมสันรอยเตอร์ ตอนนี้ทั้งสามคนทำงานอยู่สิงคโปร์ คุยไปคุยมาเอกจึงใจดีให้ไปนอนที่ห้อง โบ๊ทจะมาเจอวันเสาร์ ส่วนคุณอู๊ดด้าดันกลับประเทศไทยพอดีเลยสวนทางกัน

ผมใช้บริการสายการบิน Tiger Air ค่าตั๋วไปกลับประมาณห้าพันกว่าบาท ออกจากสุวรรณภูมิตอน 9 โมงเช้า ถึงสิงคโปร์ตอนเที่ยงครึ่ง (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมงครึ่ง – สิงคโปร์เวลาเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง)

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นตอนถึงสนามบินสิงคโปร์ก็คือสนามบินเงียบมาก แม้จะเป็นเวลากลางวันแต่ความหนาแน่นก็น้อยกว่าสุวรรณภูมิหลายเท่า

20170303_114426

บ่ายโมงตรงแต่คนยังโล่งมาก

 

20170303_125056

ยังมีตู้โทรศัพท์สาธารณะด้วย!

 

ผมเดินไปหารถไฟเข้าเมือง ซื้อบัตรแบบเติมเงินได้ราคา $12 (ประมาณ 300 บาทไทย) แต่มูลค่าบัตรจริงๆ แค่ $7 ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการพาผมไปถึงจุดหมายคือออฟฟิศของกูเกิ้ล (โบ๊ทแนะนำให้ใช้เว็บ gothere.sg ซึ่งจะบอกเส้นทางอย่างละเอียดและคำนวณค่าเดินทางให้เสร็จสรรพ)

ลงไปรอได้แป๊บเดียว รถไฟใต้ดินสาย East-West ก็มาจอดเทียบท่า รถไฟขบวนยาวมาก น่าจะยาวเกือบๆ 3 เท่าของ MRT บ้านเรา ภายในตัวขบวนก็กว้างกว่า MRT และน่าจะกว้างกว่า BTS ของเราด้วย

ภาษาที่อยู่ตรงประตูรถมีถึงสี่ภาษา คือมาเลย์ จีน ทมิฬ และอังกฤษ (สิงคโปร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ก่อนจะถูก “ขับออก” เมื่อ 52 ปีที่แล้ว)

อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแปลกใจคือไม่มีคนอ่านหนังสือในขบวนรถเลย ส่วนใหญ่ก็เล่นมือถือคล้ายๆ คนไทย ตอนแรกนึกว่าจะอารมณ์เหมือนคนญี่ปุ่นมากกว่านี้ซะอีก

20170303_125133

บัตรเติมเงิน $12

 

20170303_125729

ขบวนรถไฟยาวมาก

 

20170303_131024

คำอธิบาย 4 ภาษา อังกฤษ จีน มาเลย์ ทมิฬ

20170303_162848

แผนผังรถใต้ดิน ถ่ายเก็บไว้ในกล้องจะมีประโยชน์มาก

 

ผมลงที่สถานี City Hall เพื่อจะเดินดูในตัวเมืองเขาซะหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก เมืองดูเงียบๆ เหงาๆ อาคารแม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็ดูหน้าตาเหมือนกันหมด ผมเดินเข้าตึกนั้นออกตึกนี้ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าเสียส่วนใหญ่ แล้วก็พาตัวเองไปนั่งกินข้าวหมูกรอบ-เป็ดย่างในฟู้ดคอร์ทชื่อ Food Republic

เวลาซื้อเขาจะให้จานบินเล็กๆ มาหนึ่งอัน พออาหารพร้อมจานบินนี้จะสั่น หมุน และกระพริบไฟเพื่อให้เรากลับไปรับออเดอร์ที่สั่งเอาไว้ พร้อมรูดบัตรจ่ายค่าอาหาร $6.8 เหรือประมาณ 170 บาท

20170303_135915

ร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบเป็ดย่าง

20170303_134417

จานบินยามสงบ

20170303_134422

จานบินยามอาหารพร้อม

20170303_134624

170 บาทจ้า

จากนั้นผมก็ค่อยๆ คลำทางเดินเข้าเมืองมาที่ Raffles Place ซึ่งคงเทียบได้กับสีลม-สาทรบ้านเรา เพราะเป็นศูนย์รวมของธนาคารระดับบิ๊กเบิ้มมากมาย แต่ก่อนจะถึงแรฟเฟิลส์เพลส ก็ต้องผ่านทะเลสาบและสัญญลักษณ์ประจำสิงคโปร์อย่าง Merlion ซึ่งเป็นจุดที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดแล้วนับตั้งแต่อยู่สิงคโปร์มาสองชั่วโมงเพราะมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปเต็มไปหมด

เดินถึง Raffles Place ประมาณบ่ายสาม เน็ตผมก็ใช้ได้พอดี (เปิด data roaming ของ AIS 24 ชั่วโมง 350 บาท) เลยเมสเสจหาเอกซึ่งทำงานอยู่แถวนั้น เอกเลยแวะลงมาเจอและพาผมไปหาอะไรดื่มและคุยกันนิดหน่อย

เอกเป็นเพื่อนทีมเดียวกับผมสมัยทำงานเป็น support consultant อยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ เป็นคนเดียวกับที่คิดค้นโปรเจ็ค I’m Farang ที่ทำให้คนในทีมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ขัดเขิน (ใครสนใจเชิญอ่านบล็อกตอนนี้ได้)

เอกมาทำงานเป็น “หนุ่มแบงค์” ที่สิงคโปร์ได้ปีกว่าๆ แล้ว ภรรยาของเอกก็ทำงานอยู่ที่นี่เช่นกันแต่อยู่คนละบริษัท ตอนนี้กำลังคิดว่าจะขอ Permanent Resident ที่นี่เผื่อว่าถ้ามีลูกค่าเล่าเรียนก็จะถูกและสวัสดิการบางอย่างก็จะดีขึ้นแม้จะได้ไม่เทียบเท่าคนสิงคโปร์ก็ตาม

20170303_143951

เหมือนเรือล่องเจ้าพระยา? (ด้านหลังที่เป็นตึกสามตึกมีเรือพาดผ่านเรียกว่า Marina Bay Sands)

20170303_143815

Merlion และชายหาว

20170303_145235

Raffles Place แหล่งออฟฟิศของคนเมือง

20170303_145826

บันไดเลื่อนเล็กๆ ชิคๆ

เอกยังเล่าให้ฟังอีกว่า เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ คนสิงคโปร์ เขาไม่ค่อยสนใจทำ start-up หรือธุรกิจส่วนตัวเท่าไหร่ โดยเพื่อนเขาให้เหตุผลว่า คนที่ทำธุรกิจของตัวเองเพราะเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วเงินมันน้อย เลยออกมาลองทำอะไรเองดีกว่า แต่ที่คนสิงคโปร์ได้เงินเดือนดีอยู่แล้ว (เด็กจบใหม่เงินเดือนสตาร์ทประมาณ $4000 หรือหนึ่งแสนบาท) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือประเทศสิงคโปร์มีช่องทางให้เปิดธุรกิจใหม่ๆ ไม่มากนัก ด้วยตัวระบบและกฎหมายเองไม่ได้เอื้อให้เปิดบริษัทประเภท SME ได้ง่ายขนาดนั้น

เอกถามผมว่าเย็นนี้อยากกินอะไร ผมก็บอกว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ไม่ใช่ข้าวหมูกรอบเพราะเพิ่งกินมา เอกเลยบอกว่าจะพาไปกิน “บะกุ๊ตเต๋” ฟังแล้วผมก็นึกไม่ออกหรอกว่ามันคืออะไร แต่คุ้นๆ ชื่ออยู่เลยตกลงไปตามนั้น

เราคุยกันได้ซัก 20 นาทีก็แยกย้าย เอกไปทำงานต่อ ส่วนผมมุ่งหน้าไปกูเกิ้ล แล้วคืนนี้เราค่อยไปกินบะกุ๊ตเต๋กัน

ตอนหน้าผมขอเล่าเรื่องสิงคโปร์อีกซักตอนนะครับ


* สมัยก่อนผมชื่อวรุตม์

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ไม่สำคัญว่าจะไปช้าแค่ไหน

20170220_slow

ขอแค่อย่าหยุดก็แล้วกัน

“It does not matter how slowly you go as long as you do not stop.”
― Confucius

เพราะทางของแต่ละคนไม่เหมือนกัน

ทางของบางคนเป็นซูเปอร์ไฮเวย์ที่เหยียบคันเร่งได้เต็มที่

ในขณะที่ทางของบางคนเป็นเพียงถนนลูกรัง มีหลุมมีบ่อเต็มไปหมด ถ้าเอารถมาขับรถก็พัง แม้จะวิ่งยังหน้าคะมำเลย

ดังนั้น ทางบางทางจึงต้องลงเดิน จึงต้องใช้เวลาและใช้ความอดทนมากกว่าปกติ

จุดหมายที่เป็นที่นิยมนั้นมักมีทางหลวงพาดผ่าน

แต่จุดหมายที่สวยงามและหายากจริงๆ มักจะถูกเก็บไว้ให้เฉพาะคนที่กล้าลุยไปตามทางที่ขรุขระนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ถ้าชีวิตคือการเดินทาง

20160827_travel

อย่างแรกสุดเราต้องตัดสินใจก่อนว่าจะไปที่ไหน

จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางอย่างไร

ถ้าจะไปเชียงใหม่ จะนั่งเครื่องบินก็ได้ นั่งรถไฟก็ได้ นั่งรถทัวร์ก็ได้ ขับรถไปเองก็ได้ ใครที่ฟิตๆ หน่อยขี่จักรยานยังได้เลย

แน่นอนว่าแต่ละวิธีใช้เวลาไม่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายก็ไม่เท่ากัน

ใครที่ต้นทุนชีวิตดีหน่อย ก็อาจจะถึงเชียงใหม่เร็วหน่อยเพราะมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน

ส่วนคนที่ต้นทุนชีวิตไม่ค่อยมี อาจต้องใช้เวลามากกว่า อาจต้องเจออุปสรรคเยอะกว่า แต่สุดท้ายก็น่าไปถึงเชียงใหม่ได้เหมือนกัน

โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถานการณ์อาจพลิกผัน ที่ตอนแรกว่าจะนั่งเครื่องบินไปชิลล์ๆ อาจต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิตแทน

แต่ถึงไปช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะวิวข้างทางที่เราได้เห็นจากที่นั่งบนรถทัวร์ ก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์และความทรงจำที่คนนั่งเครื่องบินไม่เคยมี

ที่ต้องระวังก็คือ อย่าเอาความเร็วในการเดินทางของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

คงตลกดีถ้าคนที่นั่งรถทัวร์จะบ่นว่ามันไม่แฟร์ที่คนนั่งเครื่องบินจะถึงที่หมายเร็วกว่า

แทนที่จะกังวลว่าใครจะถึงที่หมายก่อนกัน สู้สำรวจตัวเองดีกว่าว่าเราหันหน้าถูกทิศรึเปล่า

เพราะถ้าหันหน้าถูกทิศ จะช้าจะเร็วก็ย่อมถึงเชียงใหม่

แต่ถ้าหันหน้าผิดทิศ ยิ่งตะบี้ตะบันเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลจากจุดหมายเท่านั้นนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทางลูกรัง

201606216_roads

มักจะพาเราไปสู่จุดหมายที่งดงาม

“Difficult roads often lead to beautiful destinations”
– Anonymous

ชีวิตเหมือนจะออกแบบมาไว้อย่างนั้น

ว่าหากอยากได้ของที่มีคุณค่าและหายาก มันก็ต้องออกแรงกันหน่อย

ถ้าอยากไปดูลานน้ำพุหน้าห้างหรู ก็ขึ้นรถไฟฟ้าหรือขึ้นทางด่วนไปได้เลย

แต่ถ้าอยากไปเห็นน้ำตกใหญ่ในธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ก็ต้องทำใจว่ามันไม่ใช่จุดหมายที่รถหรือยานพาหนะใดๆ จะพาเราไปถึงได้

ต้องลงเดิน ต้องเปื้อนโคลน และอาจโดนหนามทิ่มตำบ้าง

เพราะมันยาก มันเหนื่อย และมันต้องเจ็บตัว คนถึงไม่ค่อยไปกัน

แต่ก็เพราะว่ามันยากนี่แหละ มันถึงน่าลองพิชิตดูซักครั้ง

ดังนั้นถ้าชีวิตกำลังเดินอยู่บนถนนลูกรัง ก็อย่าเพิ่งบ่นอิดออดหรือถอดใจ

ลองเงี่ยหูฟังดีๆ จะรู้ว่าข้างหน้ามีน้ำตกรออยู่

เพียงแต่อย่าเพิ่งหยุดเดิน

และอย่าเพิ่งหันหลังกลับเท่านั้นเอง


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 5

20151119_Day5

ต้องขออภัยที่เขียนตอนนี้ช้าไปหน่อย เพราะวันที่ห้าในลอนดอนคือวันพฤหัสฯ ที่ต้องเดินทางกลับไทยครับ

 

คืนสุดท้ายผมไปพักย่าน London Paddington โดยโรงแรมที่ไปนอนชื่อว่า Tune Hotel

โรงแรมในเครือนี้มีจุดขายตรงทำเลที่ดีมากและราคาที่ไม่แพง แต่ก็ต้องแลกมาด้วยห้องที่เล็กและสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องจ่ายเพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

ผมจองโรงแรมนี้ผ่าน Agoda ในราคาหกพันกว่าบาท (ไหนว่าถูกไง!?) มารู้ทีหลังว่าราคานี้รวมสิ่งอำนวยความสะดวกไปเกือบหมดแล้ว ที่ขาดไปอย่างเดียวคือเวลาเช็คเอาท์ที่ค่อนข้างเร็วคือ 10 โมงเช้า (ถ้าจะเลทเช็คเอาท์เป็นบ่ายโมงต้องจ่ายเพิ่มอีก 15 ปอนด์) และถ้าเช็คเอาท์แล้วจะฝากกระเป๋าเอาไว้ก็คิดใบละ 2.5 ปอนด์

ห้องพักสะอาดเรียบร้อยดีครับ แม้จะเล็กแต่ก็มีครบทุกอย่าง ได้มีโอกาสชาร์จแบตร่างกายหลังจากต้องใช้พลังกับงาน Trust Women Conference ไปไม่น้อย

ค่ำวันพุธผมมีนัดเจอกับเพื่อนร่วมงานฝรั่งที่อยู่ที่นี่ ผมก็เลยถามเขาว่าถ้าเช้าวันพฤหัสผมมีเวลาสองชั่วโมง ผมควรจะเดินเล่นที่ไหนดี เพื่อนเขาเลยแนะนำมาสองที่คือ Hyde Park หรือไม่ก็ Little Venice ซึ่งทั้งสองแห่งนี้สามารถเดินจากโรงแรมไปได้เลย

ผมเลือกที่จะไป Little Venice สิบโมงเช้าเช็คเอาท์ ฝากกระเป๋าเอาไว้ที่โรงแรมหนึ่งใบ ส่วนเป้ก็สะพายไปเอง

ช่วงที่เดินเล่น อากาศก็เป็นใจมาก อุณหภูมิ 11 องศา มีฝนตกและรมก็แรงใช้ได้ เดินเสร็จแล้วจึงแวะเข้า Marks & Spencer และ Tesco เพื่อซื้อของสองสามชิ้นกลับไทย

เที่ยงนิดๆ ก็ต้องกลับมาโรงแรมเพื่อเอากระเป๋าไปขึ้นรถไฟที่สถานี Paddington บินออกจาก Heathrow ตอนบ่ายสาม และกลับถึงไทยตอน 9.20 เช้าวันศุกร์ครับ

อานนฯ อินลอนดอนจึงจบลงแต่เพียงเท่านี้ ไว้ถ้าปีหน้าได้ไปเที่ยวไหนอีกจะนำมาเล่าให้ฟังอีกนะครับ

20151119_100030

ด้านหน้าโรงแรม

20151119_095839

จะเอาอะไรคิดตังค์เพิ่มเป็นอย่างๆ ไป

20151118_233134

ห้องเล็กๆ แต่สะอาดสะอ้าน

20151119_101350

ทางผ่านก่อนถึง Little Venice

20151119_101628

ป้าย Little Venice

20151119_10284020151119_10471520151119_102554

20151119_100636

จักรยานเช่า

20151119_105146

ถังขยะแยกประเภท

20151119_112300

คนอังกฤษก็ดราม่าเป็น

20151119_134130

ที่สนามบินมีบอกด้วยว่าแถวไหนคิวยาวคิวสั้น

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 19 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 4

20151119_Day4

 

วันนี้เป็นวันที่สองและเป็นวันสุดท้ายของการประชุม Trust Women Conference ครับ

โดยวันนี้ธีมหลักคือเรื่องการค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาส (modern day slavery)

จากที่เคยบอกไปเมื่อวานว่าทั่วโลกมีคนที่ตกเป็นเหยื่อของ slavery มีถึง 36 ล้านคน

โดย 70% ของแรงงานทาสนั้นกระจุกตัวอยู่แค่ 10 ประเทศเท่านั้น

ที่หนึ่งคืออินเดีย แล้ววิทยากรก็ไล่พูดที่สอง ที่สามไปเรื่อยๆ ผมก็นั่งลุ้นว่าเขาจะไม่พูดถึงประเทศไทย

ปรากฎว่าพี่ไทยมาเป็นอันดับ 10 พอดี!

แรงงานทาสส่วนใหญ่ในเมืองไทยจะอยู่ในการประมง (fishing industry) การใช้แรงงานทาสนั้นแพร่หลายมาก จนมีคนประมาณการว่า ถ้าไม่มีแรงงานเหล่านี้ ธุรกิจประมเงในเมืองไทยอาจล้มได้เลยทีเดียว

อีกหัวข้อหนึ่งที่สนุกมากคือ Cleaning the supply chain of slave labour – การดูแลแหล่งที่มาที่ไปของสินค้าให้ปราศจากการใช้แรงงานทาส

โดยการคุยแบบ panelist มีตัวแทนจากธุรกิจใหญ่ๆ อย่างเนสท์เล่ และเทสโก้มาถกกับ NGO เพื่อหาจุดสมดุลระหว่างการทำกำไรและการส่งเสริมการผลิตที่ยั่งยืน (ยอมจ่ายแพงขึ้นอีกหน่อยเพื่อให้ผู้ใช้แรงงานมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น)

แต่ก็อีกนั่นแหละ ผู้บริโภคเองก็เคยตัวกับการอยากได้ของราคาถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยเราอาจลืมไปว่ายิ่งเราได้ของถูกลงเท่าไหร่ คนผลิตก็โดนรีดไถมากขึ้นเท่านั้น

ช่วงห้าโมงเย็นคือช่วง Trust Women Actions ที่จะมีโปรเจ็คขึ้นมานำเสนอห้าโปรเจ็คและคนที่มาร่วมงานก็สามารถเลือกได้ว่าจะช่วยเหลือโปรเจ็คเหล่านี้ได้อย่างไร เช่นแชร์ข้อมูล บริจาคเงิน หรือช่วยเชื่อมโยงให้ได้พบกับคนหรือองค์กรที่จะช่วยให้โปรเจ็คเหล่านี้เกิดขึ้นได้

Trust Women Actions อาจจะเป็นส่วนที่สำคัญที่สุดในงาน Conference เลยก็ว่าได้ เพราะโฟกัสทีการกระทำมากกว่าแค่มานั่งคุยกันเสร็จแล้วก็ต่างคนต่างกลับบ้านไป

ก่อนจะจบงานมีการมอบรางวัล Trust Women Anti-Trafficking Hero ให้กับองค์กรที่หาญกล้าต่อกรกับการค้ามนุษย์

มีผู้เข้ารอบสี่องค์กร และองค์กรที่ได้รางวัลนี้ไปคือองค์กร Blue Dragon ของเวียดนาม โดยองค์กรนี้ได้ช่วยเหลือเด็กผู้หญิงที่ถูกหลอกไปขายบริการมาแล้วถึงสี่ร้อยกว่าราย ผมในฐานะคนบ้านใกล้เรือนเคียงก็อดไม่ได้ที่จะเดินไปแสดงความยินดีกับ Van Ngoc Ta ซึ่งเป็น Chief Lawyer ให้กับองค์กรนี้

—–

งาน Trust Women Conference ช่วยให้ผมเปิดโลกทัศน์อะไรมากมาย

และประโยคหนึ่งจากการประชุมครั้งนี้ที่จะติดตัวผมไปอีกนานก็คือ

You can change the world, and if you can you must try.

เราเปลี่ยนโลกได้ และถ้าเราทำได้เราก็ต้องลองดูซักตั้งครับ

—–

ป.ล. รูปขวดน้ำที่มาประกอบอาจไม่เกี่ยวกับงาน Conference เท่าไหร่ เพียงแต่ผมเห็นว่าน่าสนใจดีที่ที่อังกฤษใช้ขวดแก้วในการใส่น้ำเปล่า ดูดีและรีไซเคิลได้ด้วย

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 18 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 3

20151117_London3

วันนี้เป็นวันแรกของงาน Trust Women Conference ครับ!

งานนี้จัดขึ้นโดย Thomson Reuters Foundation โดยมีเป้าหมายคือ “Putting the rule of law behind women’s rights” หรือการสร้างหลักนิติธรรมให้กับสิทธิสตรีนั่นเอง

นี่เป็นการประชุมที่มีผู้เข้าร่วมกว่า 600 คน ส่วนใหญ่เป็น NGO และ Social Enterprise (กิจการเพื่อสังคม) ที่ดูแลเรื่องความเท่าเทียมและสิทธิของเพศหญิงครับ

นอกจากเรื่องสิทธิสตรีแล้ว การประชุมนี้ยังเน้นเรื่องการลักลอบค้ามนุษย์ (human trafficking) และแรงงานทาสยุคใหม่ (modern-day slavery) ซึ่งทั้งสามอย่างนี้เชื่อมโยงกันหมดเลย

เมื่อผู้หญิงไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย จึงถูกขายเหมือนสินค้า และคนที่ซื้อไปก็เอาผู้หญิงเหล่านี้ไปปู้ยี่ปู้ยำเยี่ยงทาส

และนี่คือเนื้อหาบางส่วนจากการประชุมวันนี้ครับ

ธุรกิจค้ามนุษย์มีมูลค่าถึงปีละ 150,000 ล้านดอลลาร์ หรือสามเท่าของรายได้ของแอปเปิ้ล (50,000 ล้านดอลล่าร์) บริษัทที่มีมูลค่าสูงที่สุดในโลก

ในโลกใบนี้มีคนถึง 36 ล้านคนที่ถูกกระทำเยี่ยงทาส (ถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว ทำงานโดยไม่ได้เงินเดือนหรือถ้าได้ก็น้อยมากๆ)

แม้จะมีคนถูกค้าเป็นทาสเยอะขนาดนี้ แต่คนที่ทำธุรกิจค้าขายมนุษย์ส่วนใหญ่กลับไม่เคยถูกนำมาลงโทษเลย

มีคนถึง 774 ล้านคนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ สองในสามนั้นเป็นเพศหญิง

ทุกๆ ปีจะมีเด็กผู้หญิงอายุไม่เกิน 18 ปี แต่งงานถึง 15 ล้านคน

ถ้าเราสามารถช่วยให้เด็กเหล่านี้ได้เรียนหนังสือจนจบม.ปลาย ตัวเลข 15 ล้านคนจะลดลงถึงสองในสาม

ใน 26 ประเทศ โอกาสที่เด็กผู้หญิงจะได้แต่งงานตั้งแต่เด็กนั้นสูงกว่าโอกาสที่เธอจะได้เรียนหนังสือ

เงินเพียง $240 ต่อปี ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้เด็กผู้หญิงในประเทศอย่างไนจีเรียสามารถเรียนหนังสือต่อไปได้

หนึ่งในคนที่มาพูด (เธอมาจากไนจีเรีย) เล่าให้ฟังว่าเธอต้องตื่นตั้งแต่ตี 4 ทุกวันเพื่อไปขายผักในตลาด จะได้มีเงินมาจุนเจือค่าใช้จ่ายในการไปโรงเรียนของเธอ

ผู้หญิงอีกคนเล่าให้ฟังว่า ตอนที่ตาของเธอตัดสินใจให้แม่และน้าของเธอได้เรียนหนังสือ คุณตาถูกคุณทวดไล่ออกจากบ้าน เพราะในสังคมของเธอนั้น การส่งผู้หญิงเรียนหนังสือเป็นเรื่องสิ้นเปลือง เพราะคุณค่าของผู้หญิง (ในสังคมนั้น) คือการเป็นเมียและแม่

ในอัฟกานิสถาน เหตุผลหลักที่เด็กผู้หญิงไม่ได้เรียนหนังสือ ก็คือที่โรงเรียนมีคุณครูผู้หญิงไม่เพียงพอ (คาดว่าสังคมคงไม่ยอมรับการให้เด็กผู้หญิงเรียนหนังสือกับครูผู้ชาย)

เมื่อสิบปีที่แล้ว กษัตริย์แห่งประเทศภูฐาน มีพระราชดำริที่จะเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตย ก่อนจะสละราชบัลลังค์ให้กับเจ้าชายจิกมี่ที่เรารู้จักกันดี

ก่อนหน้าจะเปลี่ยนแปลงระบอบ ภูฐานไม่จำเป็นต้องมีทนาย แต่เมื่อเปลี่ยนระบอบแล้ว จึงจำเป็นต้องสร้าง Law School โดยได้บริษัท White & Case LLP ของ Hugh Verrier (ที่มาพูดในงานนี้) ช่วยเข้าไปสร้างให้ โดย Law School ของภูฐานจะเปิดทำการในอีกสองปีข้างหน้า

จริงๆ ยังมีเนื้อหาอีกมากมายที่ผมไม่ได้จดมา เพราะช่วงบ่ายต้องไปช่วยทีมงานที่ดูแลแสงสีเสียงในการกรองข้อมูลจาก Twitter และ Instagram ที่ใช้แฮชแท็ก #TWC2015 แล้วนำขึ้นจอในงาน  ก็เลยไม่ได้จดอะไรมามาก

20151117_122133

แต่สิ่งหนึ่งที่จำได้คือคำพูดของ Christianne ฺBoudreau คุณแม่ชาวแคนาดาที่ลูกชายโดนชักชวนเข้ากลุ่ม IS (Islamic State) เมื่อปี 2012 และเสียชีวิตขณะเป็นนักรบให้กับกลุ่ม IS เมื่อปีที่แล้วนี่เอง

เมื่อโดนถามว่าลูกชายถูกชักชวนเข้า IS ได้อย่างไร คริสเตียนบอกว่า IS บอกลูกชายว่าจะให้ไปช่วยงานด้านดูแลเด็กและผู้หญิงที่โดนกดขี่ ซึ่งเป็นตลกร้ายพอดู เพราะสิ่งที่ IS ทำในช่วงสองปีที่ผ่านมานี่มันช่างตรงข้ามกันอย่างยิ่ง

เธออธิบายว่า คนหนุ่มสาวจำนวนไม่น้อยตกลงใจจะเข้ากลุ่ม IS เพราะต้องการหาความหมายให้ชีวิต (finding a purpose in life) แต่เธอเองในฐานะแม่ ก็ผิดพลาดที่ไม่สามารถทำให้ลูกของเธอเจอ purpose ได้ จนลูกของเธอเตลิดไปเข้ากลุ่มแบบนี้

Charlie Winter บอกว่า IS ชักชวนคนเข้ามาร่วมกลุ่มด้วยการบอกว่า IS กำลังจะสร้าง Utopia (แดนพระศรีอาริย์) ที่ทุกคนจะเท่าเทียมกันและทุนนิยมจะถูกลบล้าง นอกจากนั้นการเข้าร่วมมิชชั่นนี้ยังจะช่วยให้ “หลุดพ้น” (Deliverance) อีกด้วย

ทุกอย่างมีที่มาที่ไปจริงๆ

ต้องขอตัวไปนอนก่อนนะครับ เที่ยงคืนแล้ว

—–

ภาพถ่ายจากมือถือผู้เขียน 17 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อานนฯ อินลอนดอน ตอนที่ 2

20151117_London2

 

มาดูไฮไลท์ประจำวันที่สองของการมาเยือนลอนดอนกันดีกว่า
  • บริการขัดรองเท้า
  • อาหารเช้า
  • เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters
  • งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

บริการขัดรองเท้า
เมื่อคืนนี้บนเตียงผมมีถุงที่ชี้ชวนให้เอารองเท้าหนังผมใส่เข้าไป เอาไปแขวนไว้หน้าห้องก่อนตี 1 แล้วเขาจะเอารองเท้าไปขัดให้

ที่สำคัญคือเขาทำให้ฟรี!

เจออย่างนี้เลยต้องขอลองซะหน่อย ผมทำตามสเต็ปที่เขาว่ามา แล้วพอตื่นเช้ามาก็เห็นโน๊ตนี้สอดอยู่ใต้ประตู

หลังจากทานข้าวเช้าเสร็จก็แวะไปเอารองเท้าที่ Concierge ก็จะได้รองเท้ามันวาวให้เราได้ใส่กันครับ

20151115_20343320151116_07281920151116_08413620151116_095949

—–
อาหารเช้า
ประทับใจมากกับห้องอาหารของโรงแรม เพราะอยู่ตรงใจกลางตึกที่ออกแบบมาเป็นสี่เหลี่ยมล้อมรอบ มองขึ้นไปก็จะเห็นหลังคาตึกเลย

ส่วนอาหารก็จัดซะน่ากิน เสียดายที่ค่าอาหารไม่ได้รวมอยู่ในค่าโรงแรมเลยต้องจ่ายเพิ่ม วันนี้ได้ความรู้ใหม่ว่า ยาคูลท์ ก็มีขายในอังกฤษด้วย!

สิ่งที่เพิ่งสังเกตก็คือ พนักงานในโรงแรมส่วนใหญ่ไม่ใช่ชาวอังกฤษ ตั้งแต่เมื่อคืนคนที่มาส่งผมที่ห้องก็เป็นชายที่มีเชื้อจีน เช้านี้คนเสิร์ฟอาหารก็น่าจะเป็นชาวยุโรปตะวันออก แถมตอนเย็นผมกลับมาโรงแรมคนเปิดประตูก็หน้าคล้ายคนไทยมาก! (แต่ไม่ได้ทักเค้านะครับ)

ผมมาลองคิดภาพว่าถ้าโรงแรมแลนด์มาร์คในเมืองไทยใช้คนจากประเทศเพื่อนบ้านมาบริการ คนไทยจะมีปฏิกิริยาอย่างไร…

—–

เจอเพื่อนคนไทยที่ออฟฟิศอังกฤษ Thomson Reuters

กลับมาถึงห้องว่าจะอาบน้ำ แต่พอดีแม่บ้าน (ซึ่งเป็นคนดำ) มาทำความสะอาดห้องพอดีเลยนั่งทำงานรอ

อาบน้ำเสร็จก็ออกจากห้องตอน 9.45 เพื่อไปพบเพื่อนชื่อแบงค์ที่ออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ

ผมเดินไปขึ้นรถใต้ดินที่สถานี Baker Street แล้วขึ้นสาย Jubilee Line

รถสายนี้แคบใช้ได้เลย ถ้านั่งเหยียดขา ก็จะไปโดนคนที่นั่งตรงกันข้าม และด้วยความที่รถแคบขนาดนี้จึงไม่มีใครมายืนตรงทางเดินระหว่างที่นั่งเลย

ผมนั่งรถมาลงสถานี Canary Wharf ซึ่งอยู่ฝั่งตะวันออกของลอนดอน

Canary Wharf นั้นอยู่ใกล้กับ Greenwich มาก ดูจากใน Google Maps แค่ล่องใต้มา 4-5 กิโลเมตรก็จะถึง Greenwich (ออกเสียงว่ากรีนิช) ซึ่งเป็นที่ตั้งของเส้นเมริเดียน หรือเส้นลองติจูดที่ศูนย์นั่นเอง (ทุกคนน่าจะรู้ว่าเวลาในเมืองไทยคือ GMT+7 ซึ่งคำว่า GMT ย่อมาจาก Greenwich Mean Time)

จากนั้นก็ลองสุ่มๆ เดินหาออฟฟิศทอมสันรอยเตอร์ดู เดินเข้าไปถามรปภ.ที่ยืนอยู่หน้าตึกหนึ่งว่า ออฟฟิศของทอมสันรอยเตอร์อยู่ตรงไหน เขาบอกว่าไม่รู้จัก แต่พอผมเดินไปอีกแค่ 20 เมตรก็เจอออฟฟิศแล้วครับ!

หลังจากรายงานตัวที่รีเซ็ปชั่นเสร็จแล้ว เพื่อนที่ชื่อแบงค์ก็ลงมารับ

เข้าออฟฟิศไปสิ่งแรกที่เห็นคือรูปปั้นของ Paul Julius Reuter ผู้ก่อตั้งบริษัท Reuters เมื่อปี 164 ปีที่แล้ว

สิ่งที่สองที่เจอคือ Eikon Design Lab ที่นี่เราจะเชิญลูกค้า Thomson Reuters Eikon เข้ามาพูดคุยเพื่อถามฟีดแบ็ค และให้ใช้โปรดักท์ของเราเพื่อให้เราสังเกตพฤติกรรมว่าเวลาลูกค้าใช้โปรดักท์ของเราจริงๆ เขาใช้งานอย่างไร คลิ้กอะไรก่อน ตามองไปที่ตรงไหนของจอเยอะที่สุด (มีเซ็นเซอร์จับ) ฯลฯ

เสียดายที่วันนี้แล็บไม่เปิดเลยไม่มีโอกาสเข้าไปดู

20151116_10363720151116_10364820151116_13382220151116_13374820151116_133627

พอแบงค์พาเข้าไปในส่วนของออฟฟิศ ก็ได้เห็นออฟฟิศที่ค่อนข้างแปลกตา คือเป็น Open Floor Plan จัดโต๊ะเป็นแถวๆ ประมาณสิบกว่าแถว โดยแต่ละแถวมีโต๊ะสองตัวหันหน้าเข้าหากัน ซึ่งก็เรียบร้อยไปอีกแบบ แต่ผมว่ามันๆ แข็งๆ ไปนิดนึง

ไปถึงก็เจอกับเพื่อนจากเมืองไทยอีกคนคือโน๊ต ทั้งโน๊ตและแบงค์เคยทำงานที่ออฟฟิศเมืองไทยมาก่อน และเมื่อสองปีที่แล้วก็ย้ายมาอยู่ที่นี่ เป็น development manager ทั้งคู่

ผมไปถึง 10.40 แล้ว และทั้งสองคนก็มีประชุมตอน 11 โมง แบงค์ออกไอเดียว่าไปหากาแฟดื่มกันดีกว่า จึงคว้าเสื้อโค้ทและออกจากออฟฟิศอีกครั้ง มื้อนี้โน๊ตอาสาเลี้ยงกาแฟ ไปถึงร้านก็เห็นคนเข้าคิวอยู่ยาวเหยียด (ไม่น่าต่ำกว่า 15 คน) จนผมคิดในใจว่าเปลี่ยนร้านดีกว่ามั้ย แต่แบงค์กับโน๊ตก็ไม่เห็นดูสะทกสะท้านซักนิด

ยืนรอในคิวแป๊บนึงจึงได้คำตอบ เพราะมีเด็กเสิร์ฟเดินมาถามว่าสั่งอะไร แล้วเขาก็คีย์เข้าเครื่อง ระหว่างนั้นคิวก็เริ่มไหลไปเรื่อยๆ ประมาณห้านาทีก็ได้จ่ายตังค์ จ่ายเสร็จรอไม่ถึงหนึ่งนาทีก็ได้กาแฟเลย

(ป.ล.จริงๆ แล้วผมไม่กินกาแฟ บอกแบงค์ไปว่ากินฮ๊อตช็อคโกแล็ตละกัน แต่แบงค์คงไม่ได้ยินเลยสั่ง Flat Whites ไปสามแก้วเลย)

ระหว่างรอกาแฟได้ความรู้ใหม่สองอย่าง ผมถามโน๊ตกับแบงค์ว่าค่าที่พักที่นี่แพงมั้ย แบงค์จ่าย 1000 ปอนด์แต่แชร์กับเพื่อน (ถ้าอยู่คนเดียวก็คงมากกว่านั้น) ส่วนโน๊ตจ่ายประมาณ 1500 ปอนด์เพราะพาครอบครัวมาด้วย

โน๊ตบอกว่าให้ลูกเรียนที่นี่เลยเพราะที่อังกฤษเรียนฟรี

เราเดินคุยกันมาตลอดทางจนเข้าออฟฟิศ และเจอรีเซ็ปชั่นยกนิ้วชี้ขึ้นมาชิดปาก ส่งสัญญาณให้เราเงียบ หันไปดูจึงพบว่าตอน 11 โมงเช้า ทุกคนในอังกฤษนัดยืนไว้อาลัย 1 นาทีให้กับเหตุการณ์เลวร้ายในกรุงปารีส (มีการถ่ายทอดสดผ่าน BBC ด้วย)

โชคดีโต๊ะข้างๆ ของโน๊ตว่าง ผมเลยนั่งทำงานรอไปพลางๆ พอเที่ยงกว่าก็ไปหาอะไรกินกัน โน๊ตบอกว่าดิ๊บบี้กลับมาที่โต๊ะแล้ว

ดิ๊บบี้คือน้องอีกคนที่ทำงานที่เมืองไทย ก่อนจะย้ายมาประจำอยู่ที่นี่ในตำแหน่ง senior product manager

ยังมีคนไทยจากทีมอื่นอีกสองสามคนที่ได้มาเป็นพนักงานประจำของที่นี่เหมือนกัน

อย่างที่เคยบอก คนไทยเก่งไม่แพ้ฝรั่งครับ

—–

ทั้งสามคนพาผมมากินร้านอาหารเม็กซิกันชื่อ Wahaca

แบงค์เสนอเมนู Wahaca Selection มากินกันสองคน (ราคา 22 ปอนด์) ซึ่งแม้จะแชร์กันแล้วก็กินไม่หมดอยู่ดีเพราะอาหารเยอะมาก!

เรานั่งคุยกันหลายเรื่อง และได้ความรู้ใหม่ดังนี้

ธนาคารไม่ค่อยมีแบงค์ 100 ปอนด์ แบงค์ 20 ปอนด์จึงถือเป็นแบงค์ใหญ่ของเขาแล้ว เพราะคนส่วนมากมักจะใช้จ่ายด้วยบัตรเครดิต

พนักงานในออฟฟิศเดียวกันที่คบหากันจะไม่แสดงออก ไม่ใช่เพราะต้องการจะปกปิด เพียงแต่เขาต้องการรักษาความเป็นมืออาชีพในที่ทำงาน

และด้วยความที่เขาไม่ได้แสดงออกว่าเป็นแฟนกันนี่เองที่ทำให้แบงค์หน้าแตกถึงสองครั้งสองครา

ยกตัวอย่างเช่น

แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไร
Mr.A: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ ยูสนใจมั้ย
แบงค์: สนใจๆ บ้านยูอยู่แถวไหนน่ะ
Mr.A เปิด Google Maps ให้แบงค์ดู
(Ms B. เดินมา)
แบงค์: สุดสัปดาห์นี้ทำอะไรอ่ะ
Ms.B: ไอจะจัดงานปาร์ตี้น่ะ
แบงค์: จัดงานปาร์ตี้เหมือน A เลยนี่ บ้านยูอยู่แถวไหนอ่ะ
(Ms.B ชี้ไปบน Google Maps ที่เปิดอยู่)
แบงค์: โหยยูสองคนบ้านอยู่ใกล้กันมากเลยนะ บลา บลา บลา
(A กับ B ยิ้มแต่ไม่พูดอะไร แบงค์มารู้เอาทีหลังจากเพื่อนว่าสองคนนี้เป็นสามีภรรยาที่แต่งงานอยู่กินกันมาซักพักแล้ว)

Canary Wharf เคยเป็นแหล่งเสื่อมโทรมมาก่อน แต่รัฐบาลก็มาปรับปรุงพื้นที่ และเชื้อเชิญให้บรรดาธนาคารใหญ่ๆ และบริษัทวาณิชธนกิจ ย้ายมาอยู่ที่นี่โดยอาจเสนอค่าเช่าที่ถูกกว่าเดิมหรือการเอื้อประโยชน์ทางภาษี (อันนี้ไม่แน่ใจว่าเขามีข้อตกลงอะไรกันบ้าง) Canary Wharf จึงเป็นเหมือน “เมืองเกิดใหม่” ที่อายุแค่สิบปีนิดๆ เท่านั้น

แถวนั้นจะมี Fitness ของ Reebok (ที่ขายรองเท้านั่นแหละครับ) ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นฟิตเนสที่ดีที่สุดในยุโรป ดิบบี้กับแบงค์ก็ไปเล่นอยู่เรื่อยๆ ส่วนใหญ่จะไปกันตอนพักเที่ยงหรือบ่ายสอง เจ้านายไม่ว่าเพราะเขาสนใจว่าคุณทำงานเสร็จ ทำงานดีรึเปล่ามากกว่า

20151116_10414820151116_123618

—–

งานพบปะ “นักเรียนทุน” ของ Trust Women Conference

กิจกรรมสุดท้ายในวันนี้ของผมคือการไปร่วมงาน Scholars Event ซึ่งจัดอยู่ไม่ไกลจาก London Bridge

นี่คืองานเลี้ยงต้อนรับเล็กๆ สำหรับ เหล่า NGO และนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีที่ได้ทุนในการมาร่วม Trust Women Conference ในคราวนี้ ซึ่งมีประมาณ 60 คนจากผู้เข้าร่วมงานทั้งหมด 600 คน

หลังจากที่ทีมงานกล่าวต้อนรับอย่างเป็นทางการซัก 15 นาที เวลาที่เหลืออีกชั่วโมงกว่าๆ คือการพบปะพูดคุยกันตามอัธยาศัย

มองไปรอบตัวมีผู้ชายแค่ 4 คนเอง คนที่ผมได้คุยด้วยส่วนใหญ่จึงเป็นผู้หญิง ยกตัวอย่างเช่น

Udragh จากมองโกเลีย ดูแลเด็กผู้หญิงที่ตั้งท้องตั้งแต่ยังวัยร่น
Shalia จากมองโกเลีย มุ่งสร้างผู้นำที่เป็นเพศหญิง
(จำชื่อไม่ได้) จากอัฟกานิสถาน ทำงานเกี่ยวกับการยับยั้งความรุนแรงในครอบครัว
Shree จากอินเดีย ป้องกันการค้ามนุษย์และบริการทางเพศ
Kriti จากอินเดีย ทำงานเรื่องคลุมถุงชน (เด็กบางคนอายุแค่ 10 เดือนก็โดนจับแต่งงานแล้ว!)

อีก 5 ชั่วโมง งาน Trust Women Conference จะเริ่มขึ้น

และผมจะเจอผู้หญิงเก่งๆ แบบนี้จากทั่วโลกอีกหลายร้อยคน!

ต้องรีบเข้านอนแล้วสินะ!

20151116_151444

—–

ภาพถ่ายจากกล้องผู้เขียน 16 พ.ย. 2558

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่