อานนฯ อินมาเลย์ ตอนที่ 1

20180308_malay1

ผมกำลังเขียนบทความนี้ในห้องพัก e.City Hotel ในเซลังกอร์ (Selangor) ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของกัวลาลัมเปอร์มา 20 กิโลเมตรครับ

พอดีแฟนต้องมา train the trainer ที่นี่ ผมก็เลยติดสอยห้อยตามและขอหัวหน้ามา Work from Malaysia (แทนที่จะ Work from Home)

เวลามาอยู่ต่างบ้านต่างเมือง ผมก็มักจะเขียนบันทึกลงบล็อกเอาไว้ เพราะได้มาเจอเรื่องธรรมดาๆ ด้วยสายตาที่ไม่คุ้นเคย

เรื่องธรรมดา เพราะเป็นสิ่งคนพื้นที่คุ้นชินกันอยู่แล้วจนอาจไม่เคยคิดถึงด้วยซ้ำ

สายตาที่ไม่คุ้นเคย เพราะเป็นการมองจากสายตาคนไทยที่จะได้มาอยู่ที่นี่เพียงสองวัน

เมื่อเปลีี่ยนคนมอง เรื่องน่าเบื่อก็กลายเป็นเรื่องน่าสนใจได้

ผมกับแฟนบินมาถึงสนามบินนานาชาติของมาเลเชียตอน 5 ทุ่ม ถือว่าค่อนข้างดึกทีเดียว แถมกว่าจะผ่าน Immigration มาได้ กระเป๋าของเราก็เหลือเป็นใบสุดท้ายแล้วด้วย (conveyor belt หยุดเดินไปแล้ว มีเจ้าหน้าที่ยืนหันรีหันขวางอยู่คนเดียว ถ้าเรามาช้ากว่านี้ไปอีกซัก 5 นาที สงสัยกระเป๋าของเราจะถูกส่งเข้าแผนก Lost & Found แหงๆ)

แฟนผมเปิด data roaming มาจากเมืองไทย 2 วัน 700 บาท ได้เน็ตวันละ 500 MB ส่วนผมเลือกที่จะไม่เปิดเพราะคิดว่าคงใช้ wifi โรงแรมเป็นหลัก แต่พอก้าวเท้าออกจากเครื่องบินก็เจอบู๊ธจากค่ายมือถือทั้งหลายมาขายซิม ราคา 20 ริงกิต = 160 บาท ใช้เน็ตได้ 7 GB ภายใน 3 วัน เป็นราคาที่คุ้มค่ามากเลยอดใจไม่ไหวครับ

การเรียกแท๊กซี่ก็ค่อนข้างสะดวก มีการจัดการคล้ายๆ สุวรรณภูมิคือต้องเดินไปแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนว่าจะไปที่ไหน แล้วเขาก็จะออกใบเรียกแท๊กซี่มาให้ โดยเก็บค่าบริการเพียง 2 ริงกิต หรือ 16 บาทเท่านั้น (ที่เมืองไทยคนขับแท๊กซี่จะเก็บค่าบริการเพิ่ม 50 บาท)

ผมเดินเอาใบที่เจ้าหน้าที่ให้มาไปให้คนคุมคิว บอกว่าจะ e.City Hotel นะ คนคุมคิวก็เดินเอาไปให้หนึ่งในคนขับแท๊กซี่ บอกว่าไป e.City Hotel คนขับก็พยักหน้า ก่อนจะพูดเป็นภาษามาเลย์ที่ผมฟังไม่ออกแต่เข้าใจความหมายว่า “อยู่ตรงไหน(วะ?)”

รถแท๊กซี่ที่มาจอดรอที่สนามบินส่วนใหญ่ก็เป็นสีน้ำเงินและมีแต่รถคันใหญ่ๆ อารมณ์ประมาณ Toyota Innova นั่งสบายดีครับ

คนขับแท๊กซี่เป็นผู้ชายตัวอ้วนดำ อารมณ์คล้ายๆ เทรนเนอร์นักมวยผิวสี ขึ้นรถปุ๊ปผมก็ชวนเขาคุยเพื่อผูกมิตรก่อนเลย ชื่อของเขาเป็นสี่พยางค์ ผมออกเสียงไม่ค่อยถูกเขาเลยบอกว่าให้เรียกเขาว่า “ราซซี่” ก็ได้ ผมเลยบอกว่าตัวเองชื่อ รุตม์ แฟนชื่อ รวิ (Ravi – มาจากรวิวรรณ) สรุปคือในรถนี้เป็น 3R เลยนะ ราซซี่หัวเราะชอบใจ

ออกรถได้ไม่ถึงสองนาที ราซซี่ก็ยื่นมือถือมาให้ บอกว่าให้พิมพ์ลงไปในช่อง search หน่อยว่าโรงแรมชื่ออะไร ผมรับมือถือมาจึงเห็นเป็น app Navigation คล้ายๆ Google Maps แต่หน้าตาเหมือนระบบ GPS ที่ติดอยู่ในรถมากกว่า ผมพิมพ์ชื่อโรงแรงลงไป แต่พอกดเสิร์ชมันกลับบอกว่า ตอนนีี้รถกำลังวิ่งอยู่ ห้ามกด search จ้า!

ที่น่ารักคือ พอมันเตือนอย่างนี้แล้ว มันก็จะโชว์สองปุ่มให้กดเลือก

ปุ่มนึงคือ “OK” (ยอมจำนน ต้องจอดรถก่อนถึงจะ search ได้) ส่วนอีกปุ่มนึงคือปุ่ม “Passenger” ผมเลยกดปุ่มนี้ไป เพื่อจะบอกแอปว่า “ตอนนี้คนที่ใช้งานคือผู้โดยสารนะ ไม่ได้ขับรถ ไม่ต้องกลัว ไม่มีอันตราย” จึงค้นหาโรงแรมได้อย่างง่ายดาย

เป็นแอปที่ออกแบบมาเพื่อคนขับแท๊กซี่โดยแท้ แต่ในแง่ความปลอดภัยคงไม่ได้ช่วยอะไรเลยเพราะคนขับแท๊กซี่ก็คงกดปุ่ม passenger เหมือนกัน

ระหว่างทางราซซี่ก็ชวนคุยบ้าง ถามว่าเคยมามาเลเซียแล้วหรือยัง มาทำอะไร เทรนเสร็จแล้วเที่ยวต่อรึเปล่า เราบอกว่าเปล่า เพราะเรามีลูกเล็ก ผมเลยถามกลับว่าเขามีลูกรึยัง ราซซี่บอกว่ามีแล้ว เป็นลูกชาย เพิ่งอายุครบสองขวบเมื่อเดือนที่แล้วเอง (แสดงว่าอ่อนกว่าปรายฝน ลูกสาวคนโตเราสามเดือน)

กว่าจะวิ่งถึงโรงแรมต้องผ่านด่านจ่ายเงินสองครั้ง และทั้งสองด่านคนขับแท๊กซี่ไม่ได้ใช้เงินสด แต่ต้องหยุดเปิดหน้าต่างเพื่อแตะบัตรกับเครื่องสแกนอีกที ก็ถือว่าดี แต่ไม่เท่าของบ้านเรา
แล
เมื่อเข้ามาในตัวเมือง เห็นต้นไม้ริมสองฝังทางและตึกรามบ้านช่องแล้วทำให้รู้สึกว่าที่นี่เหมือนสิงคโปร์พอสมควรเลย

รถแท๊กซี่จอดหน้าโรงแรม มิเตอร์โชว์ราคา 83.5 ริงกิต หรือประมาณ 670 บาท แต่ก็เหมือนเล่นกล ราซซี่หันมาพูดอะไรสองสามคำแล้วกดปุ่มหน้าปัดมิเตอร์ ราคาปรับขึ้นมาเป็น 125 ริงกิตจ้า เขาชี้ให้ดูสติ๊กเกอร์ที่แปะไว้ด้านหน้าฝั่งคนนั่งว่า ถ้าเรียกรถช่วงเที่ยงคืนถึง 6 โมงเช้า ราคาจะต้องบวกอีก 50%

ยังไม่พอ เก็บค่า toll way อีก 20 ริงกิต รวมทั้งหมดประมาณ 145 ริงกิต หรือ 1160 บาท โชคดีที่เขาออกใบเสร็จให้แฟนไปเบิกบริษัทได้ (เป็นแบบฟอร์มเขียนด้วยมือ แท๊กซี่ไทยน่าจะเอามาใช้บ้างนะ แขกที่มา business trip จะได้มีใบเสร็จเอาไปเบิกบริษัทเหมือนกัน)

โรงแรม e.City ใหญ่กว่าที่คิดไว้ ฝั่งตรงข้ามมี 7-Eleven ก็เลยอุ่นใจว่ายังไงคงมีของกินแน่

เข้าถึงห้องตอนเกือบๆ ตี 1 อาบน้ำเสร็จแล้วแฟนยังต้องปั๊มนมต่อ ผมลงไปเดินเซเว่นเพื่อซื้อน้ำเปล่าและดูว่ามีอะไรกินบ้าง

ที่คิดไม่ถึงคือมีสินค้าไทยมาขายในมาเลเซียไม่น้อย ไม่ว่าจะเป็นสาหร่ายเถ้าแก่น้อย ถั่ว Tong Garden และ อาหารของ CP food ที่ยกมาทั้งตู้!

กลับถึงห้องประมาณตี 2 กว่าจะล้างขวดนมและลวกขวดนมเสร็จก็ได้นอนตอนตีสองครึ่ง วันรุ่งขึ้นต้องตื่นก่อน 7 โมงเช้า! (ไม่นับรวมว่าคืนก่อนหน้านี้ปรายฝนตื่นกลางดึกตั้งแต่ตี 1 และลากยาวถึงตี 5 ครึ่ง) เป็นทริปที่เหนื่อยน่าดูเลยแฮะ

ไว้จะมาเล่าต่อในตอนที่ 2 นะครับ

—–

ซีรี่ส์การเดินทาง

2014: ยูโรมโนสาเร่
2015: อานนฯ อินลอนดอน
2016: อานนฯ อินอินเดีย
2017: อานนฯ อินสิงห์บุรี (สิงคโปร์)