อานนท์ฯ อินสิงห์บุรีตอนที่ 1

20170307_singapore1

“สิงคโปร์ก็คือสิงห์บุรี”

ประโยคนี้ของอาจารย์เกศกานดาในวิชา Perspectives on Language ที่นิด้า ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทผมอยู่เสมอๆ

อาจเป็นเพราะว่าเป็นความเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิงคโปร์หรือ “สิงหปุระ” นั้นแปลว่าเมืองแห่งสิงโต ซึ่งมีความหมายเดียวกับชื่อจังหวัดสิงห์บุรีของไทยเรานี่เอง ยิ่งพอนึกถึงรูปปั้นสิงห์โตพ่นน้ำหรือ Merlion ก็ยิ่งเข้าเค้า

ผมมีความหลังกับประเทศนี้ เพราะสิงคโปร์คือจุดหมายของการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเมื่อ 29 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นโรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ 200 ปีได้รับ “รางวัลตาวิเศษ” ซึ่งมอบให้กับโรงเรียนที่สะอาดที่สุดในกรุงเทพฯ สามโรงเรียน ผมเลยจับพลัดจับผลูได้เป็นต้วแทนของโรงเรียนไป “ดูงาน” ที่สิงคโปร์เพราะเขาขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สะอาดสุดๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

สมัยนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น พ่อเลยสอนสองประโยคที่ผมท่องจนขึ้นใจ

1. My name is Warut*
2. I can not speak English

เวลาเจอคนสิงคโปร์มาคุยด้วยผมก็พูดสองประโยคนี้ เสร็จแล้วก็วิ่งหนี


ผมได้กลับไปเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 3-4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเหตุผลหลักคือการไปพบคนที่อยู่ที่ออฟฟิศกูเกิลสิงคโปร์ซึ่งผมจะนำมาเล่าในเร็ววันนี้ แต่ในบทความตอนนี้และตอนหน้า ผมจะขอเล่าประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างทางก่อนนะครับ

ก่อนออกเดินทางประมาณหนึ่งสัปดาห์ ผมส่งเมสเสจหา “เอก” “อู๊ดด้า” และ “โบ๊ท” ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องที่รู้จักที่ทอมสันรอยเตอร์ ตอนนี้ทั้งสามคนทำงานอยู่สิงคโปร์ คุยไปคุยมาเอกจึงใจดีให้ไปนอนที่ห้อง โบ๊ทจะมาเจอวันเสาร์ ส่วนคุณอู๊ดด้าดันกลับประเทศไทยพอดีเลยสวนทางกัน

ผมใช้บริการสายการบิน Tiger Air ค่าตั๋วไปกลับประมาณห้าพันกว่าบาท ออกจากสุวรรณภูมิตอน 9 โมงเช้า ถึงสิงคโปร์ตอนเที่ยงครึ่ง (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมงครึ่ง – สิงคโปร์เวลาเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง)

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นตอนถึงสนามบินสิงคโปร์ก็คือสนามบินเงียบมาก แม้จะเป็นเวลากลางวันแต่ความหนาแน่นก็น้อยกว่าสุวรรณภูมิหลายเท่า

20170303_114426

บ่ายโมงตรงแต่คนยังโล่งมาก

 

20170303_125056

ยังมีตู้โทรศัพท์สาธารณะด้วย!

 

ผมเดินไปหารถไฟเข้าเมือง ซื้อบัตรแบบเติมเงินได้ราคา $12 (ประมาณ 300 บาทไทย) แต่มูลค่าบัตรจริงๆ แค่ $7 ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการพาผมไปถึงจุดหมายคือออฟฟิศของกูเกิ้ล (โบ๊ทแนะนำให้ใช้เว็บ gothere.sg ซึ่งจะบอกเส้นทางอย่างละเอียดและคำนวณค่าเดินทางให้เสร็จสรรพ)

ลงไปรอได้แป๊บเดียว รถไฟใต้ดินสาย East-West ก็มาจอดเทียบท่า รถไฟขบวนยาวมาก น่าจะยาวเกือบๆ 3 เท่าของ MRT บ้านเรา ภายในตัวขบวนก็กว้างกว่า MRT และน่าจะกว้างกว่า BTS ของเราด้วย

ภาษาที่อยู่ตรงประตูรถมีถึงสี่ภาษา คือมาเลย์ จีน ทมิฬ และอังกฤษ (สิงคโปร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ก่อนจะถูก “ขับออก” เมื่อ 52 ปีที่แล้ว)

อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแปลกใจคือไม่มีคนอ่านหนังสือในขบวนรถเลย ส่วนใหญ่ก็เล่นมือถือคล้ายๆ คนไทย ตอนแรกนึกว่าจะอารมณ์เหมือนคนญี่ปุ่นมากกว่านี้ซะอีก

20170303_125133

บัตรเติมเงิน $12

 

20170303_125729

ขบวนรถไฟยาวมาก

 

20170303_131024

คำอธิบาย 4 ภาษา อังกฤษ จีน มาเลย์ ทมิฬ

20170303_162848

แผนผังรถใต้ดิน ถ่ายเก็บไว้ในกล้องจะมีประโยชน์มาก

 

ผมลงที่สถานี City Hall เพื่อจะเดินดูในตัวเมืองเขาซะหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก เมืองดูเงียบๆ เหงาๆ อาคารแม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็ดูหน้าตาเหมือนกันหมด ผมเดินเข้าตึกนั้นออกตึกนี้ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าเสียส่วนใหญ่ แล้วก็พาตัวเองไปนั่งกินข้าวหมูกรอบ-เป็ดย่างในฟู้ดคอร์ทชื่อ Food Republic

เวลาซื้อเขาจะให้จานบินเล็กๆ มาหนึ่งอัน พออาหารพร้อมจานบินนี้จะสั่น หมุน และกระพริบไฟเพื่อให้เรากลับไปรับออเดอร์ที่สั่งเอาไว้ พร้อมรูดบัตรจ่ายค่าอาหาร $6.8 เหรือประมาณ 170 บาท

20170303_135915

ร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบเป็ดย่าง

20170303_134417

จานบินยามสงบ

20170303_134422

จานบินยามอาหารพร้อม

20170303_134624

170 บาทจ้า

จากนั้นผมก็ค่อยๆ คลำทางเดินเข้าเมืองมาที่ Raffles Place ซึ่งคงเทียบได้กับสีลม-สาทรบ้านเรา เพราะเป็นศูนย์รวมของธนาคารระดับบิ๊กเบิ้มมากมาย แต่ก่อนจะถึงแรฟเฟิลส์เพลส ก็ต้องผ่านทะเลสาบและสัญญลักษณ์ประจำสิงคโปร์อย่าง Merlion ซึ่งเป็นจุดที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดแล้วนับตั้งแต่อยู่สิงคโปร์มาสองชั่วโมงเพราะมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปเต็มไปหมด

เดินถึง Raffles Place ประมาณบ่ายสาม เน็ตผมก็ใช้ได้พอดี (เปิด data roaming ของ AIS 24 ชั่วโมง 350 บาท) เลยเมสเสจหาเอกซึ่งทำงานอยู่แถวนั้น เอกเลยแวะลงมาเจอและพาผมไปหาอะไรดื่มและคุยกันนิดหน่อย

เอกเป็นเพื่อนทีมเดียวกับผมสมัยทำงานเป็น support consultant อยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ เป็นคนเดียวกับที่คิดค้นโปรเจ็ค I’m Farang ที่ทำให้คนในทีมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ขัดเขิน (ใครสนใจเชิญอ่านบล็อกตอนนี้ได้)

เอกมาทำงานเป็น “หนุ่มแบงค์” ที่สิงคโปร์ได้ปีกว่าๆ แล้ว ภรรยาของเอกก็ทำงานอยู่ที่นี่เช่นกันแต่อยู่คนละบริษัท ตอนนี้กำลังคิดว่าจะขอ Permanent Resident ที่นี่เผื่อว่าถ้ามีลูกค่าเล่าเรียนก็จะถูกและสวัสดิการบางอย่างก็จะดีขึ้นแม้จะได้ไม่เทียบเท่าคนสิงคโปร์ก็ตาม

20170303_143951

เหมือนเรือล่องเจ้าพระยา? (ด้านหลังที่เป็นตึกสามตึกมีเรือพาดผ่านเรียกว่า Marina Bay Sands)

20170303_143815

Merlion และชายหาว

20170303_145235

Raffles Place แหล่งออฟฟิศของคนเมือง

20170303_145826

บันไดเลื่อนเล็กๆ ชิคๆ

เอกยังเล่าให้ฟังอีกว่า เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ คนสิงคโปร์ เขาไม่ค่อยสนใจทำ start-up หรือธุรกิจส่วนตัวเท่าไหร่ โดยเพื่อนเขาให้เหตุผลว่า คนที่ทำธุรกิจของตัวเองเพราะเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วเงินมันน้อย เลยออกมาลองทำอะไรเองดีกว่า แต่ที่คนสิงคโปร์ได้เงินเดือนดีอยู่แล้ว (เด็กจบใหม่เงินเดือนสตาร์ทประมาณ $4000 หรือหนึ่งแสนบาท) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือประเทศสิงคโปร์มีช่องทางให้เปิดธุรกิจใหม่ๆ ไม่มากนัก ด้วยตัวระบบและกฎหมายเองไม่ได้เอื้อให้เปิดบริษัทประเภท SME ได้ง่ายขนาดนั้น

เอกถามผมว่าเย็นนี้อยากกินอะไร ผมก็บอกว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ไม่ใช่ข้าวหมูกรอบเพราะเพิ่งกินมา เอกเลยบอกว่าจะพาไปกิน “บะกุ๊ตเต๋” ฟังแล้วผมก็นึกไม่ออกหรอกว่ามันคืออะไร แต่คุ้นๆ ชื่ออยู่เลยตกลงไปตามนั้น

เราคุยกันได้ซัก 20 นาทีก็แยกย้าย เอกไปทำงานต่อ ส่วนผมมุ่งหน้าไปกูเกิ้ล แล้วคืนนี้เราค่อยไปกินบะกุ๊ตเต๋กัน

ตอนหน้าผมขอเล่าเรื่องสิงคโปร์อีกซักตอนนะครับ


* สมัยก่อนผมชื่อวรุตม์

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s