อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียว

ช่วงหยุดสงกรานต์ผมกับครอบครัวไป staycation ที่โรงแรมริมแม่น้ำเจ้าพระยาแห่งหนึ่งอยู่ 3 คืน

นอนตื่นสายๆ กว่าจะได้กินข้าวเช้าก็เกือบสิบโมง กลับมาซุกตัวบนเตียงนอนอ่านหนังสือ ตอนบ่ายออกไปเดินห้างหรืออาร์ตแกลเลอรี่ ตอนเย็นเดินถนน ย่ำค่ำนั่งกินของอร่อยอยู่ริมน้ำ กลางคืนอยู่กันจนดึกดื่นแล้วก็วนลูปไป

กินขนมเยอะ นอนดึก ตื่นสาย รูทีนต่างๆ ที่เคยมีอย่างการออกกำลังกายและการภาวนาถูกวางเอาไว้ชั่วคราว น้ำหนักขึ้นมาเกือบหนึ่งกิโล

เช้าวันสุดท้ายก่อนเช็คเอาท์ ระหว่างนั่งกินข้าวเช้าตอนสิบโมงกว่า ผมก็ฉุกคิดได้ว่า นี่อยู่มาแค่สามคืนยังรู้สึกอ้วนขึ้นขนาดนี้ ถ้าอยู่แบบนี้ไปอีกสามเดือน สุขภาพน่าจะย่ำแย่

ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกออกแบบให้สบายเกินไป ยิ่งสบายยิ่งอ่อนแอ

แล้วผมก็เห็นถึงความย้อนแย้ง ของ “สองเรื่องเล่าแห่งยุคสมัย”

เรื่องเล่าแรกคือเราต้องพยายามมีอิสรภาพทางการเงิน ด้วยการหารายได้ให้มากๆ มีเงินไปลงทุนจนได้ passive income เพื่อจะได้ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่าย

เช่นถ้าในวัยเกษียณเราอยากมีเงินใช้เดือนละ 50,000 บาท (ปีละ 600,000 บาท) เราก็ควรมีเงินเก็บอย่างน้อย 20 ล้านบาท เพราะเอาไปซื้อพันธบัตรรัฐบาลที่ให้คูปอง 3% ต่อปี แล้วเราจะได้ผลตอบแทน 600,000 บาททุกปีตลอดไป

การมีเงินเก็บหลักสิบล้านดูเป็นเรื่องห่างไกลสำหรับคนส่วนใหญ่ในประเทศ และห้าหมื่นบาทสำหรับหลายคนก็ไม่พอด้วย บางคนอยากมีใช้เดือนละแสน หรือสองแสน รายได้ทางเดียวจึงไม่พอ ต้องหาความรู้เพิ่มเติม ต้องทำธุรกิจเสริม ต้องนำเงินไปลงทุน รู้สึกว่าต้องวิ่งอยู่ตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นตอนแก่น่าจะลำบาก

ความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังแนวทางนี้ก็คือ “มีเงินมากๆ เอาไว้ก่อนอุ่นใจดี แต่วันนี้ต้องยอมเหนื่อย”

ส่วนเรื่องเล่าที่สองก็คือเรื่องการรักษาสุขภาพให้แข็งแรง กระแส Longevity กำลังมาแรง ทั้งคาร์ดิโอ ทั้งเวตเทรนนิ่ง ทั้ง IF ทั้งลดคาร์บ ทั้ง Hyrox เราจะมีชีวิตที่แข็งแรงและยืนยาวได้ก็ด้วยการมีวินัยและใช้ชีวิตละม้ายคล้ายคลึงกับพลทหารและนักบวชเข้าไปทุกที

และนี่คือสองเรื่องที่ดูเหมือนจะขัดกัน

เรื่องแรกคือเราต้องมีเงินเก็บหลักสิบล้านเพื่อซื้อความสบายกายและสบายใจ

เรื่องที่สองคือเราควรใช้ชีวิตอย่างมีวินัย บริโภคแต่น้อย

ก็เลยกลายเป็นว่าเรากำลังใช้เวลาและพลังชีวิตไปมากมายเพื่อสะสมทรัพย์สิน ทั้งที่จริงแล้วเมื่อถึงเวลา เราแทบไม่มีความจำเป็นต้องใช้มันเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้อยู่แก่ใจการปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสจะทำให้ป่วยทั้งวันนี้และวันหน้า

ซึ่งย่อมมีคนเถียงว่าไม่เห็นจะเป็นปัญหาอะไร การมีเยอะไม่ได้แปลว่าเราจะต้องตามใจกิเลสเสียหน่อย มันเป็นไปได้ที่เราจะมีเงินเยอะและเสพแต่น้อย ถ้าเกิดอะไรเลวร้ายขึ้นมาจะได้ล้มบนฟูก

ประเด็นของผมก็คือฟูกนี้มันจำเป็นต้องหนาแค่ไหน และเราต้องจ่ายอะไรไปบ้างเพื่อให้ได้ฟูกนี้มา

ผมเห็นความเสี่ยงอยู่สามประการของการมุ่งเพิ่มความหนาของฟูก

หนึ่ง เมื่อเรามุ่งมั่นสร้างอนาคต เราอาจบกพร่องหรือละเลยในการดูแลคนใกล้ตัวของเราในปัจจุบัน

สอง หากเรามุ่งมั่นจะไปให้ถึงเส้นชัยด้วยความเร็วสูง เราก็อาจไปลงทุนในสิ่งที่เราไม่เข้าใจและอาจสูญเสียสิ่งที่เคยสะสมมา

สาม เมื่อฟูกเราหนา เราก็มีทีท่าที่จะจับจ่ายใช้สอยแบบไม่ระมัดระวัง มันจะไม่ทำให้เราจนลงหรอก แต่มันจะทำให้บ้านเรารกขึ้น ตู้เย็นจะเต็มไปด้วยอาหารที่กินไม่ทันวันหมดอายุ ห้องนั่งเล่นมีแต่ข้าวของที่แทบไม่เคยได้หยิบมาใช้ และห้องเก็บของจะเต็มจนไม่มีที่ให้เดิน

การตั้งเป้าว่าต้องมี passive income เดือนละ 50,000 บาทโดยไม่กินเงินต้น อาจทำให้ทางเลือกของเราแคบลงเพราะมันไม่ใช่ First Principles Thinking

First Principles Thinking (การคิดเชิงหลักการพื้นฐาน) คือกระบวนการแก้ปัญหาด้วยการย่อยปัญหาซับซ้อนให้กลายเป็น “ความจริงพื้นฐาน” (Fundamental Truths) ที่ไม่อาจย่อยได้อีก

ถ้ากลับมาที่ความจริงพื้นฐาน เราสามารถดำรงชีวิตได้ด้วยปัจจัยสี่ – อาหาร เสื้อผ้า ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค

เสื้อผ้าอาจจะเป็นโจทย์ที่ง่ายสุด อย่างน้อยก็สำหรับผู้ชายที่ไม่ได้ต้องแต่งตัวอะไรมากมาย

ยารักษาโรคอาจจะง่ายรองลงมา เพราะคนไทยเข้าถึงการแพทย์ได้ค่อนข้างดีเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ คนที่มีสตางค์หน่อยก็สามารถซื้อประกันสุขภาพได้ และคนที่มองการณ์ไกลก็จะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่วันนี้

ที่อยู่อาศัยเป็นโจทย์ที่ยาก ยิ่งเห็นป้ายโฆษณาบ้านสมัยนี้ยิ่งถอดใจ แต่ถ้าเราตัดสินใจได้ว่าเราไม่จำเป็นต้องอยู่กรุงเทพไปตลอด โจทย์นี้อาจจะง่ายขึ้น

อาหารอาจจะเป็นโจทย์ที่วุ่นวายที่สุด เพราะต้องหาใหม่ทุกวัน และเราคุ้นชินกับการซื้อกินมาแต่ไหนแต่ไร แต่เมืองไทยในน้ำมีปลาในนามีข้าว ถ้าเราทำความรู้จักกับทรัพย์ในดิน เราก็อาจจะสร้างความมั่นคงทางอาหารให้กับครอบครัวได้

ที่ผมเขียนมาไม่ใช่ว่าผมเองจะทำได้ ผมทำอาหารไม่เป็น ซื้อกับข้าวก็ไม่เป็น ปลูกผักยังไม่ค่อยขึ้น แต่ก็คิดว่าสมควรแก่เวลาที่จะเริ่มศึกษาจริงจัง

และผมเองก็ไม่ได้คัดค้านหากใครจะตั้งใจเก็บเงินล้านเพื่อวัยเกษียณ มันคือสิ่งที่ผมเองก็กำลังทำ แต่ก็ต้องคิดเผื่อไว้ด้วยว่าในโลกที่ผันผวนและเงินเฟ้ออาจพุ่งขึ้นได้หลายสิบเปอร์เซ็นต์ การฝากความหวังไว้ที่ “การมีเงิน” เพียงอย่างเดียวอาจจะเสี่ยงไปหน่อย

ประเทศ / ปี / อัตราเงินเฟ้อ

ไทย / 2022 / 6%
ตุรกี / 2022 / 55%
ศรีลังกา / 2022 / 60%
อาร์เจนตินา / 2024 / 267%
เวเนซูเอลา / 2018 / 1,700,000%

กล่าวโดยสรุป โดยเนื้อแท้แล้วกายหยาบเราไม่ได้ต้องการบริโภคอะไรมากมาย ความเสี่ยงที่แท้จริงของคนที่ได้อ่านบล็อกนี้จึงไม่ใช่ความอดอยาก แต่เป็นการเสพที่ล้นเกิน เราจึงต้องรักษาวินัยในการนอน การเคลื่อนไหว และการกินให้คล้ายกับคนในเครื่องแบบ เพราะถ้าปล่อยตัวปล่อยใจเหมือนตอนที่ผมไป staycation น่าจะไม่เป็นการดี

การมีทรัพย์สินและเงินเก็บเป็นเรื่องที่ดีและควรทำ แต่ก็ให้ระวังว่าเราไม่จำเป็นต้องมีฟูกของเงินที่หนาเกินพอดี เพราะราคาที่ต้องจ่ายมันค่อนข้างสูง และสุดท้ายฟูกมันอาจจะแฟ่บลงภายในไม่กี่ปีโดยที่เราไม่ได้ทำอะไรผิดแม้แต่น้อย เราควรหันมาศึกษาการสร้างฟูกแห่งปัจจัย 4 เพราะเงินทองเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง

อย่าฝากความหวังไว้ที่การมีเงินเพียงอย่างเดียวครับ