สามหนุ่ม สามมุม สามเล่ม

ตอนผมเรียนอยู่ชั้นประถม ในสมัยที่คำว่า “ซิทคอม” ยังไม่ได้ถูกใช้กันแพร่หลาย ซิทคอมเรื่องหนึ่งที่ผมชอบมากคือ “3 หนุ่ม 3 มุม

พี่ชาย​คนโต “เอกพล” รับบทโดย “กบ” ทรงสิทธิ์ รุ่งนพคุณศรี ผู้จัดการธนาคารหนุ่มวัยกลางคน ที่มีการดำเนินชีวิตที่เป็นระบบ มีแบบแผน ขี้งก และมีแนวความคิดหัวโบราณนิดๆ

พี่ชาย​คนกลาง “ทศพล” รับบทโดย “แท่ง” ศักดิ์สิทธิ์ แท่งทอง สถาปนิก รักอิสระ ใช้ชีวิตง่าย ๆ ไม่ชอบอยู่ในกฎเกณฑ์หรือการถูกบังคับ ค่อนข้างหัวสมัยใหม่ เพราะเป็นนักเรียนนอก และเป็นหนุ่มเจ้าสำราญ

น้องชาย​คนเล็ก “พีรพล” รับบทโดย “มอส” ปฏิภาณ ปฐวีกานต์ นักศึกษามหาวิทยาลัยวัยรุ่นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ที่กำลังค้นหาตัวเองว่าชอบ ไม่ชอบอะไร และควรจะดำเนินชีวิตไปในทิศทางไหน

จำได้ว่าเรื่องนี้ดังจนชื่อของทั้งสาม “กบแท่งมอส” มักจะถูกเรียกติดกันเสมอ ผมเองชอบพี่แท่งในเรื่องนี้มากจนเลียนแบบการที่ “ทศ” แทนตัวเองว่า “เรา” จนติดตัวมาถึงทุกวันนี้

วันนี้เลยอยากพูดถึง 3 หนุ่ม 3 มุม 3 เล่ม

พี่เอ๋ นิ้วกลม กับหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ต้นสน สันติธาร กับหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ทอย กษิดิศ กับหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

สองเล่มแรกออกในงานสัปดาห์หนังสือที่ผ่านมา ส่วนเล่มของทอยออกในงานสัปดาห์หนังสือเดือนตุลาคมปีที่แล้ว

ผมอ่านจบแล้วทั้งหมด เลยคิดว่าเป็นโอกาสอันดีที่จะเขียนถึงทั้งสามหนุ่ม และสามเล่มนี้ครับ


พี่เอ๋ – สราวุธ เฮ้งสวัสดิ์

ผมเจอพี่เอ๋ (และชิงชิง) ตัวเป็นๆ ครั้งแรกตอนทำงานที่พี่เอ๋มาพูดที่ทอมสัน รอยเตอร์เมื่อประมาณปี 2013 ประโยคหนึ่งที่ผมจำได้แม่นคือ “ความคันคือความจริง” ถ้าเรารู้สึกคันกับสิ่งใด สิ่งนั้นคือความจริง และเราควรจะเกามันซะ พี่เอ๋เล่าว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเกิดมีอาการคันอยากทำหนังสือทำมือ ก็เลยชวนเพื่อนๆ ทำกันแล้วก็ซีร็อกซ์แจกฟรี

ตอนผมไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งแรก ผมติด “โตเกียวไม่มีขา” ไปด้วย และอ่านจบบนเครื่องบินก่อนจะแลนดิ้งที่ฮาเนดะ ส่วน “ผึ้ง” ภรรยาของผมก็ตามอ่านนิ้วกลมอยู่เช่นกัน และพี่เอ๋ก็เคยเขียนโน้ตอวยพรให้ผึ้งว่า “ฝันแข็งแรงครับ” ซึ่งตอนนั้นผึ้งไม่ค่อยเก็ท แต่คุยกับผึ้งเมื่อสักครู่นี้ผึ้งก็บอกว่าตอนนี้เก็ทแล้ว ว่าสิ่งที่เรามีในวันนี้ ก็เกิดจากความฝันอันแข็งแรงในอดีตนั่นเอง

หลังจากผมเริ่มเขียนบล็อกมาสักพัก ได้ออกหนังสือไปสามเล่มแล้ว ก็เคยคุยกับผึ้งเล่นๆ ว่าถ้างานของผมได้ออกกับ KOOB บ้างก็น่าจะดี เพราะดูแล้วแนวทางน่าจะสอดคล้องกัน แล้วมันก็เกิดขึ้นจริงเมื่อพี่เอ๋ทักมาว่าสนใจทำหนังสือกับ KOOB มั้ย จนเกิดเป็น “คำถามร้อยบาท กับคำถามล้านบาท” ที่ออกมาเมื่อปีที่แล้ว และเป็นเล่มที่ผมชอบมากที่สุดใน 4 เล่มของ Anontawong’s Musings


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “ทั้งชีวิตคือบทเรียน”

ผมอ่านแล้วก็เข้าใจว่าทำไมพี่เอ๋ถึงบอกว่ารักหนังสือเล่มนี้มาก ผมเดาว่าพอเราได้ทบทวนชีวิตตัวเองอย่างละเอียด ก็จะพบว่ามีผู้คนมากมายเต็มไปหมดที่เป็นเหมือนลมใต้ปีกที่พาเรามาถึงจุดนี้ได้ ความรู้สึกขอบคุณจึงท่วมท้น

ตัวละครลับที่ผมเพิ่งได้รู้จัก คือเพื่อนที่ชื่อ “กบ” และผมยกให้เป็น MVP เพราะถ้าไม่มีคนคนนี้ อาจไม่มีนักเขียนที่ชื่อว่านิ้วกลมก็ได้ เพราะแต่ก่อนพี่เอ๋ไม่ชอบการอ่านหนังสือเลย อ่านแต่การ์ตูน จนกระทั่งวันหนึ่งสมัยเรียนมหาวิทยาลัย ที่เพื่อนกบยื่นหนังสือ “จินตนาการไม่รู้จบ” (The Never Ending Story) มาให้ และให้พี่เอ๋เข้าสู่โลกแห่งหนังสือจนสามารถขลุกอยู่ในห้องสมุดได้ทั้งวัน

แถมก็เป็นเพื่อนกบคนเดิมที่เอาหนัง Dead Poets Society ให้พี่เอ๋ดู จนคำว่า Carpe Diem (คาร์เพเดียม – จงฉวยวันเวลาเอาไว้) น่าจะเป็นหนึ่งในคติประจำใจของการใช้ชีวิตของพี่เอ๋มาตลอดเลยก็เป็นได้

อ่านเล่มนี้แล้วเราก็จะพบว่า ชีวิตของคนคนหนึ่งมันมีจุดหักเหได้มากมาย ไม่ต่างอะไรกับหลักการในหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ที่บอกว่า หากย้อนกลับไปเปลี่ยนอะไรแม้แต่นิดเดียว เหตุการณ์ทุกอย่างอาจพลิกผันไปได้อย่างมหาศาล ถ้าพี่เอ๋ไม่ได้เชื่อในความคันจนลงมือทำหนังสือทำมือ ก็อาจไม่ได้มาเจอชิงชิง (ที่ทำหนังสือทำมือเหมือนกัน) ในกาลต่อมา แล้วก็จะไม่มีสำนักพิมพ์ KOOB และ “คำถามร้อยบาทกับคำถามล้านบาท” ก็อาจไม่มีอยู่ในโลกนี้เช่นกัน


ต้นสน – สันติธาร เสถียรไทย

ในสามหนุ่มที่กล่าวมา ผมน่าจะได้เจอกับต้นสนเยอะที่สุด ได้ใช้เวลาด้วยกันมากที่สุด แต่ได้คุยกันไม่เยอะเพราะเราจะเจอกันในห้องซ้อมดนตรีเป็นหลัก

ต้นสนเป็นเพื่อนสนิทกับ “พล” (ผู้ก่อตั้ง Moreloop) มาตั้งแต่เด็ก พลเล่นเบส ต้นสน (หรือ “สน” เฉยๆ แบบที่พลเรียก) เล่นกีตาร์โซโล และก็เป็นพลนี่เองที่เป็นตัวตั้งตัวตีตั้งวง IMET Band* ขึ้นมา ผมเลยได้มาร่วมวงด้วยในฐานะกีตาร์ริธึ่มและ “ผู้จัดการวง” (จำเป็น)

ต้นสนเป็นคนสบายๆ เป็นกันเอง ยิ่งเวลาต้นสนคุยกับพลและต้อง (กวีวุฒิ) เรื่องดนตรียิ่งมีดวงตาเป็นประกาย ส่วนฝีมือเล่นกีตาร์ก็ไม่ธรรมดา (ถ้าไม่ลืมแกะมา) จนดูไม่ออกเลยว่านี่คือนักเศรษฐศาสตร์ปริญญาเอกจาก Harvard

ในปี 2024 มีหนังสือภาษาไทย 3 เล่มที่ผมได้อ่านแล้วชอบมากเป็นพิเศษ เล่มแรกคือ “ฉันอาจจะผิดก็ได้” (I May Be Wrong) เล่มที่สองคือวิชาคนตัวเล็กของคุณพูนลาภ อุทัยเลิสอรุณ เจ้าของสำนักพิมพ์วีเลิร์น และเล่มที่สามก็คือ Twists and Turns คิดเปลี่ยนในโลกหักมุม ของต้นสน เมื่อได้รู้ว่าปีนี้จะออกเล่มใหม่จึงไปหาซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือตั้งแต่วันแรกๆ


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Future You เราจะเป็นใคร… ในโลกใหม่”

ผมอ่านตัวหนังสือของต้นสนแล้วรู้สึกเหมือนเขาอยู่อีกมิติหนึ่ง (He’s living on a different plain) ซึ่งผมก็เคยเกิดความรู้สึกนี้กับหัวหน้าเก่าชาวอังกฤษชื่อ David Beattie (ซึ่งจบด็อกเตอร์มาเหมือนกัน)

คนที่อยู่อีกมิติหนึ่งในนิยามของผมคือคนที่มองเห็นในมุมที่เราไม่เคยมอง และมีแนวคิดที่ทำให้เราประหลาดใจ ผมเดาว่าเพราะต้นสนมีโอกาสพูดคุยและทำงานร่วมกับคนระดับ Top 1% มาเยอะ ซึ่งไม่ใช่แค่ Top 1% ของประเทศ แต่เป็น Top 1% ของวงการ (industry) นั้นๆ ด้วย ดังนั้นสิ่งที่ต้นสนเขียนในหนังสือจึงมีความสดใหม่และหาอ่านไม่ได้ทั่วไป

หนึ่งในเทคนิคที่ต้นสนใช้เป็นประจำคือการอุปมาอุปไมย เช่นการแบ่งความรู้เป็นสามประเภท คือนมที่บูดง่าย วิสกี้ที่ยิ่งเก่ายิ่งดี และน้ำเปล่าที่ดื่มได้ทุกวัน หรือการบอกว่าชีวิตไม่ใช่ UFO เราจึงต้องสร้างรันเวย์

หนังสือแบ่งออกเป็น 3 ภาค – เปิดใจ รับมือ และ เปลี่ยนแปลง ผมชอบภาคสามที่สุด ไม่ว่าจะเป็นประเด็นที่ว่า แทบทุกองค์กรมี “คนที่เห็นอนาคต” อยู่แล้ว แต่ผู้นำไม่รู้ว่าคนนั้นรู้ และคนนั้นก็ไม่รู้ว่าองค์กรอยากฟัง หรือประเด็นที่ว่าเมื่อวิกฤติเกิดบ่อยขึ้น นั่นย่อมหมายถึง “หน้าต่างเล็กๆ ของการเปลี่ยน” ก็เปิดบ่อยขึ้นเช่นกัน
รวมถึงคำแนะนำที่ว่าเรา (ประเทศไทย) อาจไม่จำเป็นต้องวิ่งตามโลก เพราะเราสามารถวิ่งนำโลกได้ในเรื่องที่เราถนัด เช่นธุรกิจเรื่อง wellness และ longevity

Future You ของต้นสนเล่มนี้มีพี่เอ๋ นิ้วกลม และพี่เจี๊ยบ ปฐมา จันทรักษ์ เขียนคำนิยมให้ ผมจึงขอยกบางประโยคจากคำนิยมของพี่เจี๊ยบที่น่าจะสรุปหัวใจของหนังสือ Future You ได้เป็นอย่างดี

“ดร.สันติธารไม่ได้ชวนให้เราวิ่งเร็วขึ้น
แต่ชวนให้เรารู้ทิศทางก่อนวิ่ง…
ในเวลาที่หลายคนกำลังถามว่า
“อาชีพอะไรน่าจะรอด”
หนังสือเล่มนี้กลับชวนถามว่า
“ตัวตนแบบไหนที่จะมีคุณค่า””


ทอย – กษิดิศ สตางค์มงคล

ผมได้ยินชื่อ “ทอย” จากเพจ DataRockie และน้องในทีมของผม 2 คนก็ลงเรียนคอร์สด้าน Data Analytics กับทอยตั้งแต่ปี 2023 ในเพจก็มีความรู้และเทคนิคต่างๆ มาแชร์เต็มไปหมด

ผมได้รู้จักกับทอยด้วยการที่ผมทักไปหาเขาเองทางเฟซบุ๊ค เหตุเกิดจากหลังจากที่ผมอ่านหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas จบแล้วรู้สึกว่าอยากให้ทอยได้อ่านหนังสือเล่มนี้ และเผอิญวันนั้นทอยก็แชร์บทความของผมพอดี ก็เลยมีเรื่องให้ได้คุยและแลกเปลี่ยนกัน

ทอยเป็นคนหิวกระหายในความรู้มาก แต่สิ่งที่ทำให้ทอยโดดเด่นที่สุดคือนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์จริงๆ ด้วยความที่มีทักษะด้าน technical ติดตัวอยู่ก่อนแล้ว ทอยเลยไม่กลัวที่จะเดินเข้าหาสิ่งใหม่ เจออะไรเรียนได้หมด แถมยังเอามาถ่ายทอดต่อด้วยใจที่กว้างขวางและเข้าใจคนเรียนเป็นอย่างยิ่ง

ทอยเป็นคนที่มีแฟนคลับเหนียวแน่น เพราะทอยทำเพื่อลูกเพจเยอะมาก อย่างตอนที่ทอยเชิญ Sean D’Souza (ฌอน เดอซูซา) มาสอน The Brain Audit ทอยก็ควักเงินออกเองไปไม่น้อย และช่วยให้คนนับร้อยได้มาฟังฌอนฟรีๆ ส่วนใครอยากเรียนเพิ่มแบบคอร์สแบบเต็มวันก็ได้เรียนในราคาเป็นมิตรอย่างไม่น่าเชื่อ

ไม่นานมานี้ทอยแชร์อีกโปรเจ็คต์นึงให้ผมทราบ ซึ่งผมก็ตั้งหน้าตั้งตารอ เพราะถ้าเกิดขึ้นจริงผมว่าจะสร้างสีสันให้วงการแน่นอน


ความรู้สึกที่มีต่อหนังสือ “Life’s Missing Manual คู่มือการใช้ชีวิตที่หายไป”

ตอนที่ผมอ่านหนังสือของทอยจบเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว (แต่ไม่ได้เขียนถึงเพราะน้องชายยืมไปอ่านต่อทันที!) ก็รู้สึกว่าผมกับทอยเสพเรื่องคล้ายๆ กัน ทั้งปรัชญา Stoic แนวทางของ Naval Ravikant และความเชื่อเรื่องการเก่งแบบเป็ดหรือการเป็น generalist

แต่ก็มีบางเรื่องที่ผมเพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรก เช่นทฤษฎี Dark Forest ซึ่งทอยบิดให้เข้ากับโลกอินเทอร์เน็ตได้อย่างน่าสนใจ

มีเกร็ดบางอย่างที่ผมไม่เคยรู้มาก่อน เช่นการที่ทอยเคยเป็นแชมป์หมากล้อมเยาวชน คิดจะหารายได้พิเศษด้วยการติวหนังสือน้องๆ ที่มหาวิทยาลัย แต่สุดท้ายเปลี่ยนใจสอนฟรี และเคยเรียน(เกือบจบ) ปริญญาโทใบที่สองด้วยเกรดเฉลี่ย 3.96 ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้ทำให้เข้าใจเหตุผลและแนวทางในการดำเนินชีวิตและการผลิตผลงานของทอยได้แจ่มชัดยิ่งขึ้น

เมื่อได้กลับมาพลิกอ่านหนังสืออีกครั้งก่อนจะเขียนบล็อกนี้ ก็เกิดความรู้สึกว่า ถ้าเราอายุสัก 20-35 ปี และกำลังรู้สึกว่าชีวิตไร้หางเสือ อยากจะอ่านหนังสือ self-help ซักเล่มที่เขียนโดยคนไทย การได้อ่าน Life’s Missing Manual เพียงเล่มเดียวก็น่าจะเกินพอที่จะทำให้เรามีไฟและลุกขึ้นมาหาเส้นทางให้กับตัวเองในโลกที่ไม่เหมือนเดิม

และพออ่าน Life’s Missing Manual ของทอยจบ ก็ยังสามารถอ่าน Future You ของต้นสนต่อเพื่อให้เห็นภาพใหญ่และช่วยให้เรามั่นใจมากขึ้นในการเลือกทางที่จะเดิน (หรือวิ่ง!)


พอมองสามหนุ่มสามมุมพร้อมๆ กันก็จะเห็นความแตกต่างและความเชื่อมโยงของทั้งสามคน

พี่เอ๋เป็นลูกคนเล็ก มีพี่สาวหนึ่งคน

ต้นสนเป็นลูกคนเดียว

ทอยเป็นพี่คนโต มีน้องชายสองคน

พี่เอ๋เน้น spiritual & society

ต้นสนเน้น society & technology

ทอยเน้น technology & spiritual

แต่พี่เอ๋ก็มีมุมเรื่องเทค – ผมรู้จัก Claude จากโพสต์ที่พี่เอ๋คุยถามตอบกับมันเรื่องชีวิต)

ต้นสนก็มีมุม spiritual – เห็นในหนังสือ Future You ต้นสนก็พูดถึงการนั่งสมาธิ

และทอยเองก็สร้างแรงกระเพื่อมให้ society ด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพใหม่ให้คนจำนวนไม่น้อย

ในท้ายเล่ม Future You ต้นสนแนะนำตัวเองว่าเป็น “นักยุทธศาสตร์แห่งอนาคต”

ถ้าต้นสนเป็น Futuristic Strategist ผมก็อยากขนานนามพี่เอ๋ว่าเป็น Idealistic Storyteller และทอยเป็น Eudaimonic* Practitioner

คนโตใช้ถ้อยคำในการเล่าเรื่องเพื่อสังคมที่ดีกว่า คนกลางมองกว้างและมองไกล ส่วนคนน้องก็ต้องการบรรลุศักยภาพในตัวตนด้วยการลงมือทำจนเห็นผลที่จับต้องได้

นี่คือสามหนุ่มสามมุมที่น่าจับตาในพ.ศ.นี้

และผมก็รู้สึกว่าตัวเองโชคดีที่ได้รู้จักกับทั้งสามคนครับ