อธิบายให้เพื่อนวิศวะฟังเรื่องการภาวนา
เมื่อสองเดือนที่แล้ว ผมได้ร่วมโต๊ะอาหารกับเพื่อนๆ ประมาณ 6 คน ซึ่งเต็มไปด้วยคนทำงานเก่งๆ รวมถึงมีชาวต่างชาติด้วย
เพื่อนคนหนึ่งเพิ่งกลับมาจากการฝึกวิปัสสนากรรมฐานตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้า จึงมีการถามไถ่ว่าต้องทำอะไรบ้าง ไปแล้วได้อะไรกลับมา (ซึ่งคนส่วนใหญ่บนโต๊ะไม่เคยไป และไม่คิดจะไปฝึกอะไรแนวนี้ด้วยซ้ำ)
แต่อาจเพราะต้องอธิบายเป็นภาษาอังกฤษ เลยยังไม่สามารถอธิบายได้ชัดเจนนัก เพื่อนอีกคนที่เคยฝึกกรรมฐานมาอย่างเข้มข้นเลยพยายามช่วยอธิบายเป็นภาษาอังกฤษว่า เราฝึกกรรมฐานเพื่อจะได้เข้าใจถึงวงจรของปฏิจจสมุปบาท ที่อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ ฯลฯ
แต่ก็ปรากฏว่า technical ไปหน่อย คนบนโต๊ะยังไม่เข้าใจ เขาก็เลยอธิบายเพิ่มว่า เพราะ “Suffering is built-in to your life, we meditate to understand the nature of suffering, so we can be free from it.”
เพื่อนอีกคนที่ไม่เคยฝึกกรรมฐานจึงถามขึ้นมาว่า แล้วทำไมต้องโฟกัสไปที่ความทุกข์ด้วย ทำไมไม่ตั้งต้นจากความสุข – Why do you focus on suffering? Why not focus on happiness?
ถึงจุดนี้ ผมเลยผสมโรงลองอธิบายด้วยภาษาอังกฤษแบบกระท่อนกระแท่นดูบ้าง
“แทนที่จะมองว่า “ทุกขัง” คือ suffering อยากให้มองว่า “ทุกขัง” คือสภาพของ “tension” หรือความเค้นที่มีอยู่ในทุกสิ่งในจักรวาล เหมือนกฎข้อหนึ่งใน Thermodynamics ที่บอกว่าสุดท้ายแล้วทุกอย่างจะต้องเสื่อมสลายไป”
“Entropy ใช่มั้ย?” เพื่อนอีกคนบนโต๊ะพูดขึ้นมา
“ใช่ๆ” ผมตอบ “และเราภาวนาก็เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกัน เวลาเกิดเรื่องดีๆ เราจะไม่ยึดติด เวลาเกิดเรื่องร้ายเราก็จะไม่ผลักไสไล่ส่ง”
จากนั้นบทสนทนาก็หักเหไปที่เรื่องอื่น แต่ผมก็รู้สึกว่าน่าจะดีถ้าได้เขียนถึงเรื่องนี้ โดยใช้ภาษา “เด็กวิดวะ” เผื่อว่ามันจะถูกจริตคนที่ชอบอะไรเป็นเหตุเป็นผล ไม่นิยมเรื่องราวปาฏิหาริย์ ไม่เรียกร้องความเลื่อมใสศรัทธา แต่เชื้อเชิญให้มาลองพิสูจน์
พระพุทธเจ้าก็เคยเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง ที่ใช้ความเพียรอย่างยิ่งจึงพบสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมะ” ซึ่งก็คือความจริงของ “ธรรมชาติ” แล้วก็ช่วยเขียนแผนที่ให้เราอย่างละเอียดลออ ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอ่านแผนที่แล้วออกเดินทางหรือไม่
ผมขอทำนาย (และมุ่งหวัง) ว่าเพื่อนวิศวะบางคนที่อยู่บนโต๊ะกินข้าวในวันนั้นจะกลับมาอ่านบทความนี้อีกครั้งในอนาคต หลังจากได้พิชิตภูเขาไปครบทุกลูกแล้วและพบว่ามันอาจยังไม่ใช่คำตอบทั้งหมดครับ
ภาวนาคืออะไร
คำว่า “ภาวนา” ไม่ใช่การสวดวิงวอนขอ แต่คือการ “ทำให้เจริญขึ้น” (make progress) ส่วนคนอื่นๆ อาจจะเรียกว่า “การปฏิบัติ”
อาจารย์ท่านหนึ่งเคยพูดไว้ว่า การภาวนาหรือการปฏิบัตินั้นมีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ
แล้วการภาวนามีหลักการอย่างไร?
ถ้าให้อ้างอิงคำสอนของหลวงปู่ปาโมชฺโช การภาวนาคือการ
“มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง”
สังเกตว่าไม่ได้มีตรงไหนบอกว่าจะต้องนั่งหลับตาขัดสมาธิ เพราะการภาวนาเกิดได้ในทุกอิริยาบถตราบเท่าที่เรามีสติและไม่ลืมกายลืมใจของตัวเอง
แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น เราต้อง Start with Why ก่อน – เราจะภาวนาไปทำไม?
สำหรับผม เราภาวนาเพื่อจะได้มีชีวิตที่ดี
ชีวิตที่ดีประกอบไปด้วยอะไรบ้าง?
การงานที่ทำแล้วรู้สึกมีชีวิตชีวาและมีคุณค่า
การเงินที่มั่นคง เพราะเราอยู่ในโลกทุนนิยม
ความสัมพันธ์ที่ดี ไม่ toxic
สุขภาพที่แข็งแรงทั้งกายใจ
ข้อสุดท้ายเรื่องสุขภาพ ช่วงนี้เทรนด์เรื่องออกกำลังกายกำลังมาแรง ทั้งวิ่ง ทั้งเต้นแอโรบิค ทั้งเตรียมไป Hyrox และอะไรอีกมากเพื่อจะได้มี healthspan ที่ยืนยาว
แต่เราอาจไม่ได้ใส่ใจเรื่องสุขภาพใจมากนัก เพราะถ้ามีงานดี เงินดี ความสัมพันธ์ดี ใจเราก็ดีไป 90% แล้ว และยิ่งถ้าเคยผ่านความยากลำบากมามากพอ ความทุกข์ก็จะทำอะไรเราไม่ค่อยได้
ใช่ครับ อะไรที่เราเคยผ่านมาได้หลายครั้ง เราจะกลัวมันน้อยลง
แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยผ่านในชีวิตนี้ คือความตายของตัวเอง
และเหมือนที่ในหนังสือ Four Thousand Weeks กล่าวไว้ว่า ที่พวกเราทั้งหลายชอบทำตัวเองให้ยุ่งเข้าไว้ มุ่งหวังจะประสบความสำเร็จต่างๆ นานา ก็เพราะเราไม่อยากสบตากับความจริงที่ว่าสักวันหนึ่งเราจะต้องจากโลกนี้ไป
แล้วการภาวนาช่วยอะไรในประเด็นนี้?
ตามคำของครูบาอาจารย์ การภาวนาจะทำให้เราเห็นความจริงของชีวิต ว่าทุกอย่างเป็นเรื่องชั่วคราว ทุกอย่างไม่อาจคงทนอยู่ได้ และทุกอย่างไม่อาจยึดเอาไว้ได้เลย
อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ซึ่งฝรั่งคนหนึ่งเคยแปลไว้เป็น 3P:
Nothing is Permanent.
Nothing is Perfect.
Nothing is Personal.
อีกคำหนึ่งที่ Haruki Murakami นักเขียนชื่อดังกล่าวไว้ และสอดคล้องกับการภาวนามากก็คือ “Pain is inevitable. Suffering is optional.”
ทุกข์กายนั้นเลี่ยงไม่ได้ แต่ทุกข์ใจนั้นเราเลือกได้
ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเราคุ้นชินมาตลอดว่าทุกข์กายเมื่อไหร่ก็ทุกข์ใจเมื่อนั้น
ผมเคยเข้าคอร์สวิปัสสนาตามแนวทางของอาจารย์โกเอ็นก้ามาสองหน เพื่อจะจับจุดได้ว่า เวทนา (อ่านว่า เว ทะ นา แปลว่า ความรู้สึก (sensation)) ทางกาย กับ กับจิตใจนั้นเป็นคนละส่วนกัน
โดยจิตใต้สำนึกแล้ว เราถูกฝึกมาว่าถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นสุข เราก็อยากรักษามันเอาไว้ให้นานๆ และอยากแสวงหามันอีก แต่ถ้าเจอเวทนาทางกายที่เป็นทุกข์ เราก็อยากให้มันหมดไปเร็วๆ หรือหลีกเลี่ยงมันให้ได้มากที่สุด
แต่สุดท้ายแล้ว ไม่ว่าสุขแค่ไหนมันก็จะหมดไปรวดเร็วกว่าที่เราหวัง และเราจะหนีความเจ็บปวดทางกายไม่พ้น ยิ่งอายุมากขึ้น เราจะยิ่งรู้ซึ้งและเข้าถึงความจริงข้อนี้
เมื่อเราสามารถเป็นกลางกับเวทนาที่เราชอบ และเป็นกลางกับเวทนาที่เราไม่ชอบได้ เราก็จะเป็นนายเหนือความรู้สึกเหล่านั้น
ในเมื่อเราใช้พลังอย่างมากมายไปกับการมีอิสรภาพทางการเงิน เราก็ควรจะแบ่งปันพลังบางส่วนเพื่อสร้างอิสรภาพทางใจด้วยเช่นกัน
การดูเวทนานั้นเป็นหนึ่งในเส้นทางของ “สติปัฏฐาน 4” อีกสามเส้นทางคือการดูกาย ดูจิต และดูธรรม เปรียบเหมือนทางขึ้นภูเขาที่มีสี่เส้นทาง ไม่ว่าจะขึ้นทางไหนก็ถึงยอดเขาได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับจริตนิสัยของแต่ละคน ตัวผมเองเคยดูเวทนาแล้วไม่สามารถยืนระยะได้ และพบว่าถนัดดูกายมากกว่า
ว่าด้วยเรื่องการเวียนว่าย
นอกจากการภาวนาเพื่อจะได้สร้างภูมิคุ้มกันกับความทุกข์ที่เราจะได้ประสบตอนแก่-เจ็บ-ตาย แล้ว ก็ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่อาจจะอิงความเชื่อมากหน่อย แต่ถ้าผมไม่เขียนถึงก็คงไม่แฟร์กับผู้อ่าน
นั่นคือ หากเรามีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงในวินาทีที่เราจะจากโลกนี้ไป เรามีแนวโน้มที่จะได้ไปสู่ภพภูมิที่ดี หรือที่ว่า “ไปสู่สุคติ”
ซึ่งก็คือการได้กลับมาเกิดเป็นมนุษย์ หรือเป็นอะไรที่สูงกว่านั้นเช่นเทวดา เป็นรูปพรหม หรือเป็นอรูปพรหม (พรหมที่ไม่มีร่าง)
ส่วน “ทุคติภูมิ” คือภูมิที่อยู่ต่ำกว่าโลกมนุษย์อันได้แก่นรก เปรต อสุรกาย และสัตว์เดรัจฉาน
คำอธิบายเรื่องนรก-สวรรค์ที่ผมชอบก็คือ ไม่ได้มีผู้ใดตัดสินว่าเราจะไปเกิดในภพภูมิไหน สิ่งเดียวที่ตัดสินก็คือ “คุณภาพของจิตใจ” ตอนนั้นว่าเป็นแบบไหน ก็ย่อมไปสู่ภพภูมิที่เหมาะกับสภาพของจิตแบบนั้น เช่นจิตที่สว่างและเบาสบายก็จะไปสู่สุคติภูมิ จิตที่มืด-หนัก-บิดเบี้ยว ก็จะไปสู่ทุคติภูมิ เหมือนน้ำกับน้ำมันที่จะแยกกันอยู่คนละชั้น
เราไม่อาจรู้ได้ว่านรก-สวรรค์มีอยู่จริงหรือไม่ แต่เรารู้ว่าภพภูมิมนุษย์กับภพภูมิสัตว์เดรัจฉานนั้นมีอยู่จริงแน่ๆ และพวกเราส่วนใหญ่ก็น่าจะอยากกลับมาเกิดเป็นมนุษย์มากกว่าจะเกิดเป็นหมูหมากาไก่
คำถามก็คือเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าเราจะกลับมาเกิดอีก?
ผมว่าเราสามารถแบ่งความเชื่อเป็นสามกลุ่มใหญ่ๆ
กลุ่มแรกคือตายแล้วจบ กลุ่มที่สองคือตายแล้วไปรอการพิพากษาจากพระเจ้า และกลุ่มที่สามคือตายแล้วกลับมาเกิดเรื่อยๆ
ผมอ่านเจอคอนเซ็ปต์หนึ่งที่เหมือนจะไม่เกี่ยวกัน แต่ผมชอบมากจากหนังสือเล่มหนึ่งของอาจารย์นภดล ร่มโพธิ์
อาจารย์บอกว่า เวลาเราทำโปรเจกต์อะไรยากๆ สมมติโอกาสสำเร็จแค่ 20% โอกาสล้มเหลว 80% แต่ถ้าเราไม่ยอมแพ้ และทำไปเรื่อยๆ “โอกาสจะไม่สำเร็จเลยสักครั้ง” ก็จะยิ่งน้อยลงไปตามจำนวนครั้งที่เราพยายาม
ลองหนึ่งครั้ง โอกาสไม่สำเร็จคือ 80%
ลองสองครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80%*80% = 64%
ลองสามครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 3 = 51.2%
ลองสิบครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งคือ 80% ยกกำลัง 10 = 10.7%
ดังนั้น ถ้าเราพยายาม 10 ครั้ง โอกาสไม่สำเร็จเลยสักครั้งมีเพียง 10.7% และโอกาสสำเร็จอย่างน้อย 1 ครั้งก็คือ 100%-10.7% = 89.3%
คราวนี้ลองมานึกถึงการที่พระสงฆ์หลายท่านที่เราเคารพนับถือ ออกมายืนยันว่าชาติหน้ามีจริง ซึ่งท่านไม่ได้พูดจากการความเชื่อหรือการคาดเดา แต่เพราะท่านผ่านการปฏิบัติภาวนาจนรู้เห็นว่ามันเป็นเช่นนั้น
การจะประกาศอย่างนี้ก็มีความเป็นไปได้สามอย่าง
หนึ่งคือท่านตั้งใจโกหก
สองคือท่านเข้าใจผิด หรือพูดเพียงเพราะเชื่อต่อๆ กันมา
สามคือท่านพูดความจริงเพราะประสบมาแล้วด้วยตนเอง
สมมติว่าผมให้โอกาสรวมกันของสองข้อแรกเท่ากับ 80% และโอกาสที่ท่านจะรู้แจ้งเห็นจริงแค่ 20%
และสมมติว่ามีพระสงฆ์ปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบออกมาคอนเฟิร์มคำสอนของพระพุทธเจ้าอย่างหนักแน่นสัก 30 รูป/องค์ โอกาสที่ทุกรูป/ทุกองค์จะโกหกหรือเข้าใจผิดนั้นเท่ากับ 80% ยกกำลัง 30 หรือเพียง 0.1% เท่านั้น
ผมเข้าใจว่าวิธีคิดแบบนี้มีจุดอ่อน เพราะทุกศาสนาก็อาจเคลมได้เหมือนกัน ทุกคนต่างก็ถือว่าตัวเองถือความจริงสูงสุดเอาไว้ ผมจึงเชื่อว่าสุดท้ายแล้วทุกศาสนาล้วนบรรจุความจริงอยู่ไม่มากก็น้อย (รวมถึงคนไม่มีศาสนาด้วย) ก็แล้วแต่เราแล้วว่าแนวไหนเหมาะกับจริตของเรามากที่สุด
ผมเองเลือกเชื่อเรื่องการเวียนว่ายฯ เพราะมันเป็น “story” ที่ดูสมเหตุสมผลว่าทำไมแต่ละคนเกิดมาไม่เท่ากัน เพราะทำดีก็ได้ดี ทำชั่วย่อมได้ชั่ว ทุกแรงกระทำจะมีแรงตีกลับเสมอ เหมือนกฎข้อที่สามของนิวตันที่ว่า For every action, there is an equal and opposite reaction.
เข้าสู่กระแส
เกร็ดอีกอย่างที่อยากเล่าไว้ตรงนี้ คือความหมายของอริยบุคคลทั้ง 4 ระดับ
โสดาบัน – แปลว่าผู้อยู่ในกระแส
สกิทาคามี – ผู้ที่กลับมาอีกหนึ่งครั้ง
อนาคามี – ผู้ที่ไม่กลับมาแล้ว
อรหันต์ – ผู้ที่ประหารศัตรู
อร คือ อริ ศัตรูในที่นี้ก็คือกิเลส พระอรหันต์คือผู้ที่กำจัดกิเลสได้หมดจด
อาคามี แปลว่า ผู้กลับมา อนาคามีจึงแปลว่าผู้ที่จะไม่กลับมาเกิดในโลกมนุษย์แล้ว ส่วนสกิทาคามียังกลับมาเกิดบนโลกมนุษย์อีกครั้งเดียว (“สกี” แปลว่าครั้งเดียว)
“โสดา” แปลว่า กระแส ส่วน “อาปันนะ” แปลว่าผู้เข้าถึงแล้ว โสดาบันจึงหมายถึงผู้เข้าถึงกระแสธรรม และจะไม่มีวันไปเกิดในภพภูมิที่ต่ำกว่ามนุษย์ได้อีก
ดังนั้น สมมติว่าชาติหน้ามีจริง และถ้าเราสามารถเป็นผู้อยู่ในกระแสได้ เราก็จะปลอดภัย ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเกิดเป็นหมูหมากาไก่หรืออะไรที่แย่กว่านั้น
นอกจากจะมีงานที่ดี สุขภาพกายที่แข็งแรง ความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น ฐานะการเงินที่มั่นคง การภาวนาก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วย “ซื้อประกันทางจิตวิญญาณ” ให้กับเรา
และถึงชาติหน้าไม่มีจริง การเป็นที่คนรู้จักความจริงของชีวิต ไม่ยึดมั่นถือมั่น บางเบาจากกิเลส ก็น่าจะช่วยให้เรามีความสุขความสงบใจได้ตั้งแต่วันนี้ ไม่สำคัญว่าชาติหน้าจะมีจริงหรือไม่
บางคนอาจจะถามว่า ถ้าไม่มีกิเลส แล้วจะเอาอะไรขับเคลื่อน เราจะกลายเป็นคนขี้เกียจไม่คิดทำมาหากินหรือไม่
ผมกลับคิดว่าเมื่อเรากิเลสเบาบาง เราจะขยันยิ่งกว่าเดิม
ถ้าแจ๊ค หม่าโด่งดังจากสูตร 9-9-6 คือทำงาน 9 โมงเช้า เลิก 3 ทุ่ม 6 วันต่อสัปดาห์ สูตรของพระพุทธเจ้าน่าจะเป็น 4-10-7 คือทรงงานตั้งแต่ตี 4 ถึง 4 ทุ่ม 7 วันต่อสัปดาห์ (สมัยนั้นยังไม่มีคอนเซ็ปต์วันหยุดเสาร์-อาทิตย์)
หรือถ้าไปดูช่อง YouTube ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ก็จะพบว่ามีคลิปธรรมบรรยายเกือบสี่พันคลิป ถ้าเรานับหลวงปู่เป็น content creator ก็ย่อมเป็นหนึ่งในอินฟลูที่ขยันผลิต content ที่สุดในเมืองไทยอย่างแน่แท้
Next Steps
ถ้าเพื่อนวิศวะ (หรือไม่วิศวะ) อ่านมาถึงจุดนี้แล้วรู้สึกสนใจ ก็อาจมีคำถามว่า แล้วยังไงต่อ?
ผมก็ขอแนะนำสองอย่างที่ลงมือทำได้ทันที
หนึ่ง คือลองภาวนาแบบง่ายๆ และไม่เก้อเขินด้วยการไปเดินเล่นแล้วคอยรู้สึกถึงการเคลื่อนไหวของร่างกาย และพอใจเราเผลอไปคิดอะไรจนลืมดูกายไปก็คอยรู้ตัวแล้วกลับมาดูกายอีกครั้ง ทำวันละ 10-15 นาที ถ้าเยอะไปก็ลดเวลาได้
สอง ฟังคลิปธรรมบรรยายของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช ไม่ใช่เพราะหลวงปู่เทศน์ดีที่สุด แต่เพราะว่าหาฟังง่าย และเข้าใจได้ไม่ยาก น่าจะถูกจริตเด็กวิศวะและคนเมือง-คนทำงาน
ทำแค่สองข้อนี้ก่อนก็พอ สำคัญคืออย่ารีบร้อนหรือตั้งใจจนเกินไป ให้ทำไปแบบชิลล์ๆ แต่สม่ำเสมอ แล้วคอยสังเกตว่าเห็นความคิดตัวเองบ่อยขึ้นมั้ย โกรธสั้นลงรึเปล่า มีใจที่เบาสบายขึ้นหรือไม่
ย้ำอีกครั้งว่าการภาวนาไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตา หรือซ้ายย่างหนอ ขวาย่างหนอ การภาวนาคือการ “มีสติรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง”
ถ้าทำแล้วเครียดกว่าเดิม แน่นกว่าเดิม แปลว่าเรายังทำไม่ถูก ยังโลภเกินไป ยังเล็งผลเลิศเกินไป เพราะถ้าทำถูกเราจะรู้สึกได้ว่าทำไปอย่างมีความสุขด้วยใจที่โล่งสบาย
อย่างที่เขียนไปตอนต้นว่าการภาวนามีสองสเต็ป สเต็ปแรกคือทำให้ถูก สเต็ปที่สองคือทำให้พอ เมื่อทำครบสองข้อแล้วเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ผมก็เชื่อว่าเราจะเริ่มขวนขวายหาความรู้ต่อยอดไปได้ด้วยตนเอง
เมื่อเราภาวนาถึงจุดหนึ่ง เราจะเริ่มมีภูมิคุ้มกันความทุกข์ ไม่หัวฟัดหัวเหวี่ยงไปกับโลกที่ AI เข้ามาดิสรัปต์อะไรต่อมิอะไร
และแม้ AI จะเก่งขึ้นแค่ไหน ผมก็ยังเชื่อว่างานท้ายๆ ที่ AI จะทำแทนเราได้คืองานภาวนา
ก่อนจากกัน ผมขอฝากเอาไว้อีกสามประโยค
ประโยคแรกจากคำสอนของพระสักรูป/องค์ที่ส่งต่อกันมาทางไลน์
“วิชาทางโลกเรียนอย่างไรก็ไม่จบ วิชาทางธรรมนั้นเรียนจบได้”
ประโยคที่สองจาก “หลวงปู่ดูลย์” อาจารย์ของหลวงปู่ปราโมทย์ ปาโมชฺโช:
“การปฏิบัตินั้นไม่ยาก ยากเฉพาะผู้ไม่ปฏิบัติ อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตนเอง”
และประโยคสุดท้ายจากคำสอนของพระพุทธเจ้าก่อนเสด็จปรินิพพาน
“สังขารทั้งหลายมีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา พวกเธอทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและท่านให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด”
