เมื่อวานนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen จบ
มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาหลายวัน จนอยากจะนำมาเขียนถึงวันนี้เพื่อคนเป็นพ่อคนแม่คน
คนสมัยนี้มีลูกยาก เพราะต้องใช้เงินเยอะ พอตัดสินใจมีลูกทั้งทีก็เลยอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก
สมัยที่เรายังเด็ก โอกาสที่เราจะเข้าถึงสิ่งต่างๆ น้อยกว่านี้หลายเท่าตัว เราอาจเคยอยากได้ของเล่นบางชิ้นแล้วแม่ไม่ซื้อให้ เคยอยากเรียนดนตรีแต่ค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์แพงเกินไป เคยเบื่อกับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจะพี่ชายหรือพี่สาว พอโตมาได้มีลูกกับเขาบ้างก็เลยตั้งใจว่าอะไรที่เราเคยอยากได้แล้วเราไม่เคยได้ หรืออะไรที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ ถ้าวันนี้มีกำลังก็อยากจะมอบมันให้แก่ลูกให้เต็มที่
แม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่วิธีคิดแบบนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน ซึ่งหนังสือของ Christensen ชี้ให้ผมเห็นตรงนี้
Clayton Christensen (1952-2020) เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก รวมถึงเป็นศาสตราจารย์แห่ง Harvard Business School ด้วย
คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “Finding fulfilment using lessons from some of the world’s greatest businesses” สร้างชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าผ่านการเรียนรู้จากหลากหลายธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ในหนังสือคริสเตนเซนมักจะเอาบทเรียนจากภาคธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการสร้างครอบครัวและการเป็นพ่อแม่ที่ดี
หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึง คือขีดความสามารถขององค์กร (capabilities) นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ – ทรัพยากร กระบวนการ และลำดับความสำคัญ (resources, processes, and priorities)
ทรัพยากรก็เช่น เงินทุน พนักงาน เครื่องมือ เทคโนโลยี ซัพพลายเออร์
กระบวนการ คือวิธีที่ทรัพยากรเหล่านั้นถูกนำไปใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากและไม่สามารถแสดงในรายงานทางการเงินของบริษัทได้
และลำดับความสำคัญ จะเป็นตัวตัดสินว่าจะนำทรัพยากรและกระบวนการนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งใด
ขีดความสามารถของลูกก็จำเป็นต้องมีปัจจัยทั้งสามอย่างเช่นกัน
ทรัพยากร ก็เช่นเงินที่ใช้เลี้ยงดู สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ เวลาและพลังชีวิตที่ลูกมี
กระบวนการคือวิธีที่ลูกเราใช้ทรัพยากรเหล่านั้นในการนำไปสร้างสิ่งใหม่ มันคือวิธีคิด วิธีถามคำถาม วิธีแก้ไขปัญหา วิธีที่ลูกทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่น
ลำดับความสำคัญก็คือลูกจะใช้ทรัพยากรและกระบวนการที่ได้รับมานั้นไปทำอะไรและเพื่ออะไร
Resources คือ What
Processes คือ How
และ Priorities คือ Why
สิ่งที่พ่อแม่ Gen Y มอบให้ลูก Gen Alpha ได้ดีกว่าพ่อแม่รุ่นก่อนๆ คือทรัพยากร
อยากได้ของใช้มั้ย เดี๋ยวสั่งออนไลน์ให้ หิวใช่มั้ย เดี๋ยวสั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ให้ อยากเรียนสิ่งนี้ใช่มั้ย เดี๋ยวสมัครให้
ลูกของเราจึงได้รับทรัพยากรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่พ่อแม่จะจัดให้ได้
แต่สิ่งที่พ่อแม่รุ่นเราอาจจะยังขาดไป – รวมถึงตัวผมเอง – คือเราอาจไม่ได้ให้ลูกมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ “กระบวนการ” หรือ processes มากเพียงพอ
ประโยคหนึ่งในหนังสือที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาตลอด 2-3 วันนี้ก็คือ
“As I look back on my own life, I recognize that some of the greatest gifts I received from my parents stemmed not from what they did for me – but rather from what they didn’t do for me.”
“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็คิดได้ว่าของขวัญที่สำคัญที่สุดที่ผมได้รับจากพ่อแม่ ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ท่านทำให้ผม แต่เกิดจากสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำให้ผมต่างหาก”
สมัยเด็กครอบครัวของคริสเตนเซนค่อนข้างกระเบียดกระเสียร ตอนเขาอยู่ชั้นป.2 แม่ของคริสเตนเซนเพิ่งมีลูกคนที่หกและไม่สามารถแบ่งเวลามาดูแลทุกคนในบ้านได้
วันหนึ่งคริสเตนเซนทำถุงเท้าขาด และรู้อยู่แล้วว่าบ้านเขาไม่มีเงินซื้อถุงเท้าใหม่ให้ เขาจึงเอาถุงเท้าไปให้แม่ดู แม่ยื่นเข็มและด้ายให้กับเขา และบอกให้เขาเอาด้ายไปร้อยรูเข็มดู
คริสเตนเซนใช้เวลาเกือบสิบนาที (ถ้าเป็นแม่คงใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที) จากนั้นแม่ก็สาธิตให้ดูว่าจะเย็บถุงเท้ายังไงเพื่อซ่อมให้รูได้ แล้วก็ยื่นถุงเท้าอีกข้างให้เขาลองทำเองแล้วแม่ก็หายไปทำธุระอย่างอื่น
ปีถัดมาตอนอยู่ป.3 คริสเตนเซนทำกางเกงยีนส์ขาด แม่ก็เลยพาคริสเตนเซนไปที่จักรเย็บผ้าและสอนวิธีการใช้งาน จากนั้นแม่ก็หายไปและปล่อยให้คริสเตนเซนปะกางเกงด้วยตัวเอง ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่จากนั้นก็ค่อยๆ ลองผิดลองถูกจนปะกางเกงของตัวเองได้เป็นครั้งแรก
ตอนที่ใส่กางเกงที่ปะแบบมือสมัครเล่นออกไปโรงเรียนนั้น คริสเตนเซนไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใดว่าทำไมกางเกงถึงซ่อมออกมาได้ไม่สวย ตรงกันข้าม เขารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่มองเห็นรอยปะนั้น
เมื่อแม่ไม่ได้ช่วยปะกางเกง สิ่งที่คริสเตนเซนได้คือ self-esteem หรือความภูมิใจในตนเอง รวมถึงความเชื่อมั่นว่าหากเขาเจอปัญหาอื่นๆ อีกในอนาคต เขาก็จะผ่านมันไปได้
สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเด็กชายคริสเตนเซนคือ process หรือกระบวนการที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ง่ายๆ เหมือน resource หรือ ทรัพยากรนั่นเอง
กลับมาที่การเลี้ยงลูกของบ้านผม ที่ค่อนข้างจะอยู่สุขสบาย อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากได้ของเล่น ขนม หรือหนังสือ พ่อแม่ก็แทบไม่เคยปฏิเสธ และจากที่ดูในฟีดผมเดาว่าเพื่อนๆ และน้องๆ หลายคนก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่
เรามอบ resources ให้ลูกๆ มากมาย แต่เราอาจหลงลืมมอบโอกาสที่ลูกๆ จะเรียนรู้ processes ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน
ผมนึกถึงคำของ “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร เป็นผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท MFEC ที่เคยบอกกับผมและเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองคนว่า เราควรเลี้ยงลูกแบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ” บ้าง เพื่อให้ลูกเข้มแข็ง ทำอะไรเองเป็น แถมลูกจะรักเรามากกว่าการเลี้ยงแบบประคบประหงมเสียด้วยซ้ำ
บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะลูกเป็นเด็กในสายตาเราเสมอ ลูกเคยขอให้เราช่วยอะไรตอนที่เขา 4 ขวบ มาตอนนี้เขา 10 ขวบแล้วเราก็ยังทำสิ่งนั้นให้เขาอยู่ดีเพราะความเคยชิน
แต่สองสามวันมานี้ เวลาลูกขอให้ผมช่วยอะไร ผมจะระลึกขึั้นได้ และบอกให้เขาลองพยายามทำดูเองก่อน เขาอาจจะมีบ่นกระปอดกระแปดนิดหน่อย แต่พอลองทำไปสักพักแล้วเขาทำได้เอง ก็ดูมีรอยยิ้มอยู่ไม่น้อย
ปล่อยให้ลูกได้ลองกระเสือกกระสนดูบ้าง แล้วเขาจะได้อะไรบางอย่างที่เงินซื้อให้ไม่ได้
เราควรเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกครับ
