
สิ่งที่จะเอาไปสอนลูกหลังอ่าน Winner Mindset
ผมอ่านหนังสือ “Winner Mindset สูตรโกงชีวิต (ที่โรงเรียนไม่สอน)” จบมาได้ประมาณสัปดาห์นึงแล้ว
ผู้เขียนคือ ภูผา อมรกิจจา ผู้มีชื่อในวงการว่า Mr.Phoops และมีผู้ติดตามรวมทุกช่องทางกว่า 2 ล้านคน
ผมไม่เคยได้ยินชื่อภูผามาก่อนเลย จนกระทั่ง “หลิว-ชุตินันท์” ผู้ดำเนินรายการ Money Issue ในช่อง Thairath Money ชวนไปนั่งคุยกับภูผาในรายการนี้
ก่อนวันถ่ายทำ ผมเข้าไปดูคอนเทนท์ที่ภูผาทำ ส่วนใหญ่จะอยู่หน้ากระดานสีขาวๆ สอนน้องวิชาเลข ฟิสิกส์ และเรื่องวิธีคิด วิธีมองโลก ด้วยภาษาที่ดุเดือด มีคำสบถแทบจะทุกสิบวินาที
ดูคลิปไปก็คิดขึ้นในใจว่า ผมไม่เคยคุยกับคนแบบนี้มาก่อนเหมือนกัน คนที่เด็กกว่าเรา 20 ปี ที่ฉลาด มั่นใจ และดูห่ามๆ แบบนี้
วันถ่ายทำรายการ ผมไปถึงห้องส่งก่อนเวลาประมาณ 20 นาที ส่วนภูผาก็มาถึงไม่นานหลังจากนั้น สิ่งแรกที่เขาทำคือยกมือไหว้ผมและแนะนำตัวว่าชื่อภูผาครับ
ผมถามประวัติของเขาว่าทำงานที่ไหนมาบ้าง ถึงได้รู้ว่าเคยฝึกงานบริษัทด้าน AI ที่สิงคโปร์ ก่อนที่จะกลับมาไทย ทำงานที่ IBM และทำธุรกิจติวเตอร์ไปควบคู่กัน จนถึงจุดหนึ่งก็ลาออกมาเป็นติวเตอร์และคอนเทนต์ครีเอเตอร์เต็มตัว
ภูผาเองก็มีสัมภาษณ์ผมกลับ ผมจำคำถามไม่ได้แล้วแต่ก็รู้สึกว่าน้องคนนี้ดูเป็นเด็กช่างสงสัยดี
ช่วงที่หลิวที่รับหน้าที่พิธีกร บรีฟผมและภูผาก่อนเริ่มถ่ายทำ ภูผาก็ออกตัวกับผมและหลิวว่า “ถ้าผมพูดจาหยาบคาย ก็ขอโทษล่วงหน้านะพี่ มันเป็นคาแรคเตอร์”
การคุยในรายการวันนั้นสนุกดี ตอนจบรายการผมเลยเซ็นหนังสือของผมให้เขาหนึ่งเล่ม (ปกติหนังสือ คำถามร้อยบาทฯ ผมจะไม่ค่อยมอบให้คนที่อายุต่ำกว่า 35 เพราะยังไม่ถึงวัย แต่พอเห็นความช่างสงสัยที่เขาแสดงให้ผมเห็นตั้งแต่เจอกันจนถึงตอนถ่ายทำรายการ ผมก็เลยเปลี่ยนใจเอาหนังสือให้เขา เผื่อจะเป็นประโยชน์ในอนาคต)
ก่อนจากกัน ภูผายังบอกด้วยว่าเขาก็กำลังจะออกหนังสือเหมือนกัน ผมก็ตั้งใจว่าถ้าเห็นวางแผงก็จะซื้อมาอ่าน ผ่านไปไม่กี่เดือน หนังสือของภูผาก็ติดอันดับหนังสือขายดีในร้านหลายแห่ง ผมเองได้หนังสือภูผามาจากร้านนายอินทร์สาขาสามย่านมิตรทาวน์ (ร้านที่สวยๆ มีสองชั้น และเปิด 24 ชั่วโมง)
หนังสือตีพิมพ์สี่สีสดใส มีการ์ตูนประดับนิดหน่อย ให้รู้สึกว่าเนื้อหาไม่หนักมาก แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่ภูผาเขียนนั้นเป็นเรื่องจริงจังเข้มข้นระดับกำหนดทิศทางชีวิตเด็กคนนึงได้
อ่านหนังสือไปได้ครึ่งเล่ม ผมก็มีโอกาสได้เจอภูผาอีกครั้งในงาน Tech Camp ที่จัดที่บริษัท เราเชิญเด็ก ม.3-ม.6 มาร่วมร้อยคน ทีมงานเลยคิดว่า แทนที่จะให้น้องมาฟังแต่ผู้บริหารหรือพี่ๆ ที่ออฟฟิศ ถ้าได้ภูผามาร่วมงานด้วยอีกสักคนน่าจะคึกคัก เพราะวัยใกล้เคียงกับน้องๆ มากกว่า
เจอกับภูผาก่อนขึ้นเวทีในงาน น้องก็ยังอัธยาศัยดีเหมือนเดิม ดูเรียบร้อยขึ้นด้วยซ้ำ ผมเลยแนะนำให้รู้จักกับบอย CTO ที่จะได้ขึ้นเวทีด้วยกัน และบอกว่าเราทุกคนเล่นดนตรี ภูผาเล่นไวโอลิน บอยตีกลอง ผมเล่นกีตาร์
จบงานผมเอาหนังสือ Winner Mindset ที่กำลังอ่านอยู่ให้ภูผาเซ็น ภูผาเลยเซ็นไว้ว่า
“พี่รุตม์, กลับไปอ่านหนังสือครัช -Mr.Phoops :)”
ผมเข้าใจดีว่าด้วยคาแรคเตอร์ของภูผา ถ้าคนชอบก็ชอบไปเลย คนไม่ชอบก็ไม่ชอบไปเลย แต่ถ้าเรามองให้ทะลุ (ซึ่งไม่ใช่มองผ่านหรือมองข้าม) การใช้ภาษาของเขาไป ผมคิดว่าสิ่งที่ภูผาพูดและเขียนนั้นมีประโยชน์กับเด็กๆ จริงๆ
และจะว่าไป พอขึ้นชั้นมัธยม เด็กๆ ก็พูดจาด้วยภาษาแบบนี้เป็นกันอยู่แล้ว คำผรุสวาทที่ภูผาใช้จึงไม่ได้ทำให้ศีลธรรมอันดีงามต้องด่างพร้อยเสียหาย เพียงแต่ผู้ใหญ่อย่างเราๆ ไม่ชินกับ content creator ในรูปแบบนี้เท่านั้นเอง
มีหลายอย่างในหนังสือ Winner Mindset – สูตรโกงชีวิตฯ ที่ผมจะเก็บเอาไว้สอนตัวเอง สอนคนในทีม และสอนลูก ขอยกมาสักสามข้อแล้วกันนะครับ
ข้อที่ 1 – สอนตัวเอง – สร้างบ้านที่อบอุ่นและมีกฎเกณฑ์
ถ้าวาดกราฟการเลี้ยงดูในครอบครัวด้วยสองแกน แกน X คือ มีกฎเกณฑ์ / ไม่มีกฎเกณฑ์ ส่วนแกน Y คือ อบอุ่น / ไม่อบอุ่น เราก็จะได้เด็กออกมาสี่แบบ
บ้านที่อบอุ่น แต่ไม่มีกฎ จะสร้างเด็กสปอยล์
บ้านที่ไม่อบอุ่น และไม่มีกฎ จะสร้างเด็กมีปัญหา
บ้านที่มีกฎ แต่ไม่อบอุ่น จะสร้างเด็กที่ไม่มั่นใจ
บ้านที่มีกฎ และอบอุ่น จะสร้างเด็กเท่และสำเร็จ
ถ้าตีความจากมุมผมในฐานะพ่อแม่ เราจึงควรให้ความอบอุ่นกับลูก แต่ขณะเดียวกันก็มีกฎกติกาชัดเจน เพื่อสร้างคนที่มีความรับผิดชอบ มั่นใจ และมีโอกาสที่จะมีชีวิตที่ดีในอนาคต
แน่นอนว่าไม่ใช่ว่าเด็กทุกคนจะได้โตมาในบ้านที่อบอุ่นและมีกฎเกณฑ์ ภูผาจึงเขียนไว้ตอนท้ายบทว่า
“ถ้ารู้ว่าขาดตรงไหน ก็ไปเติม ไม่ต้องมานั่งบ่นว่า ชีวิตมันไม่แฟร์ พ่อแม่เขาเลี้ยงเรามาแบบไหน เราเลือกไม่ได้ แต่เราจะโตไปแบบไหน เราเลือกได้” (ผมปรับคำพูดนิดหน่อยเพื่อให้เหมาะสมคาแรคเตอร์ของบล็อก Anontawong’s Musings)
ข้อ 2 – สอนคนในทีม – ถ้าอยากเก่งภาษาอังกฤษ
2.1 อ่านเยอะๆ เลือกสิ่งที่ชอบ นิยาย หนังสือพัฒนาตัวเอง การ์ตูนอังกฤษอะไรก็ได้หมด
2.2 ฟังเยอะๆ หนัง เพลง พ็อดแคสต์ ทุกอย่างขอเป็นภาษาอังกฤษ และซับอังกฤษเท่านั้น
2.3 ทำทุกวัน ไม่ต้องนาน วันละ 15-30 นาที แต่ต้องสม่ำเสมอ
2.4 อย่าเริ่มจากการพูด เพราะถ้าคลังคำศัพท์ในหัวว่าง ต่อให้คุยกับฝรั่งทุกวันก็ไม่พัฒนา
2.5 เรียนรู้แบบสนุก ไม่ฝืน เพราะสิ่งที่สนุกเราจะทำมันได้นานและต่อเนื่อง
ผมเลือกข้อนี้มาเพราะภาษาอังกฤษเป็นยาขมของหลายคนที่ทำงาน อยากจะเก่งตั้งนานแล้วแต่ยังทำไม่ได้สักที
เข้าใจว่าข้อ 2.4 อาจจะมีคนไม่เห็นด้วย แต่ข้อที่เหลือผมเชื่อว่ามีประโยชน์แน่นอน โดยเฉพาะถ้าทำข้อ 2.3 กับ 2.5 ได้
ข้อ 3 – สอนลูก – รู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียว(ก่อน)
Learning Curve Graph จะเริ่มจากชัน แล้วค่อยกลายเป็นแนวราบทีหลัง
ถ้าเริ่มต้นจาก 0 และเริ่มฝึกจริงจัง Learning Curve จะพุ่งขึ้นเร็วมาก จากไม่รู้อะไร จะเริ่มเข้าใจ แต่พอเก่งขึ้นเรื่อยๆ กราฟจะเริ่มแบน ใช้เวลามากขึ้น แต่เก่งขึ้นทีละนิด
ภูผาบอกว่า เป้าหมายของเราไม่ใช่การเป็นตัวเทพ แต่ต้องทะลุจุดที่เรียกว่าเก่งให้ได้
นิยามของ “จุดที่เรียกว่าเก่ง” คืออะไร?
ภูผาบอกว่า ถ้าทำโจทย์ได้เกิน 70% จุดนั้นเรียกว่าเก่ง คำถามคือทำอย่างไรถึงจะไป “ถึงจุดเก่ง” ได้รวดเร็วและไม่ลืม
ถ้าเริ่มต้นใหม่ๆ เราอ่านฟิสิกส์ไป 12 ชั่วโมง และวันถัดไปไม่แตะเลย เราจะลืมได้เร็วมาก แต่ถ้าเราเข้าถึงโซนเก่งแล้ว ต่อให้ไม่ได้อ่านทุกวัน ความรู้ก็จะไม่ร่วงฮวบ กลับมาทบทวนแป๊บเดียวก็รู้เรื่อง
นี่คือเหตุผลว่า ตอนเริ่มต้นอย่ากระจายเวลาอ่านหลายวิชา แต่ต้องทำทีละอย่างจนเกือบเก่งไปเลย
คนส่วนใหญ่จะจัดตารางแบบนี้
เช้า: เลข 2 ชั่วโมง บ่าย: ฟิสิกส์ 2 ชั่วโมง เย็น: อังกฤษ 2 ชั่วโมง
ฟังดูบาลานซ์ แต่จริงๆ แล้วจะเสียเปรียบคนที่อ่านเลขอย่างเดียวทั้งสัปดาห์
เพราะถ้าเราอ่านเลขอย่างเดียววันละ 6 ชั่วโมง ติดต่อกัน 5-7 วัน กราฟความเก่งจะพุ่งรวดเดียวจน “หลุดโซนลืมง่าย”
หลังจากนั้น ต่อให้ไปอ่านวิชาอื่น พอกลับมาอ่านเลขอีกทีเราจะรื้อฟื้นความรู้ได้เร็วมาก
ตอนที่อ่านหนังสือเล่มนี้ไปได้ประมาณ 80% ผมก็เกิดความรู้สึกว่าภูผามีความคล้ายคุณ “ทอย DataRockie” อยู่ในที
คือมีความใฝ่เรียนรู้ ชอบแบ่งปัน คาแรคเตอร์ชัด มีจุดยืนของตัวเอง แต่ก็มีสัมมาคารวะและความอ่อนน้อมถ่อมตนทางปัญญาพอที่จะรับฟังความเห็นที่แตกต่าง
ในฐานะคนที่ชอบเรียนรู้ ก็เลยดีใจที่มีคนอย่างภูผากระโดดลงมาสอนน้องๆ Gen Z ที่โจทย์ในชีวิตซับซ้อนและวุ่นวายใจกว่า Gen X และ Gen Y หลายเท่า
ขอเป็นกำลังใจในการสร้างประโยชน์ และอย่าลืมออกกำลังกายเหมือนที่เราคุยกันบนเวทีนะครับ