ไม่มีวันใดที่สูญเปล่า

สัปดาห์ที่ผ่านมาผมได้อ่านบทความหนึ่งที่ชอบมาก โดยเฉพาะกับคนที่อยากใช้เวลาให้คุ้มค่ามาโดยตลอด (แม้ช่วงหลังอาการจะทุเลาลงบ้างแล้วก็ตาม)

บทความมีชื่อว่า “everything is a win when the goal is to experience.” ของ sentimental being

ตัวบทความนั้นยาวมาก ผมจึงขอถอดความมาแค่บางส่วน และหวังว่ามันน่าจะพอเตือนใจเราให้ไม่ต้องใช้เวลาให้ productive เสมอไปก็ได้ครับ


ทุกอย่างคือชัยชนะ หากเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์

ถ้อยคำนี้วิ่งวนอยู่ในหัวราวกับเหรียญที่กำลังกลิ้งไป

เพราะถ้าข้อความนี้เป็นความจริง ชีวิตทั้งหมดของฉันก็ย่อมลงตัวไปโดยปริยาย

วันที่ฉันเคยคิดว่าเป็น “วันที่ล้มเหลว” วันที่ฉันนอนขดอยู่บนเตียงนานเกินไป วันที่ฉันไม่ได้ทำอะไรสำเร็จเลยสักอย่าง วันที่ฉันแค่อยู่ตรงนั้นและรู้สึกเศร้าหน่อยๆ และนอนดูพัดลมบนเพดานหมุนไปเรื่อยๆ วันแบบนั้นไม่ได้สูญเปล่าเลย มันคือวันที่ฉันได้เป็นมนุษย์อีกหนึ่งวันเช่นกัน วันที่ฉันได้อาศัยอยู่ในกายหยาบนี้ วันที่ฉันยังมีลมหายใจ มีความคิดคำนึง ยังมีชีวิต ยังอยู่ตรงนี้ ยังมีส่วนร่วมในการทดลองอันน่าฉงนฉงายที่ชื่อว่าการได้เกิดเป็นมนุษย์

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ การอกหักย่อมไม่ใช่เรื่องน่าอาย มันคือหลักฐานว่าฉันได้รักใครบางคนอย่างหมดจิตหมดใจ ความสับสนก็ไม่ใช่ความอ่อนแอ มันเป็นเพียงความสงสัยที่ไม่ยอมลดราวาศอก และแม้กระทั่งความเบื่อหน่ายก็มีสัมผัส มีอุณหภูมิ และมีรูปร่างของมัน ไม่มีอะไรเลยที่ไร้ความหมาย เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านตัวฉันและทิ้งตะกอนเล็กๆ เอาไว้คล้ายฝุ่นผง คล้ายละอองเกสร คล้ายความทรงจำ และฉันคิดว่านั่นก็อาจเพียงพอแล้ว บางทีชีวิตที่สมบูรณ์อาจไม่จำเป็นต้องเป็นชีวิตน่าประทับใจก็ได้ บางทีชีวิตก็แค่ต้องถูกรับรู้อย่างลึกซึ้งและซื่อตรงเท่านั้น

บางคราวฉันก็นึกถึงตัวเองในหลายทศวรรษต่อจากนี้ ตัวฉันที่แก่กว่าตอนนี้ นุ่มนวลกว่านี้ และกำลังนั่งอยู่ริมหน้าต่างที่ไหนสักแห่ง ฉันพยายามจินตนาการว่า ถ้าถึงวันนั้น ฉันจะคิดถึงอะไร ฉันคงจะไม่ได้คิดถึงเรื่องที่ทำให้ฉันเครียดอยู่บ่อยๆ คงไม่ใช่เรื่องความสำเร็จหรือเรื่องที่ฉันได้พิสูจน์ตัวเองให้โลกเห็น สิ่งที่ฉันจะคิดถึงคงจะเป็นเรื่องที่บางเบาเอามากๆ อย่างเช่นเรื่องแดดยามบ่ายที่ทาบทาอยู่บนพื้นห้อง หรือเสียงของใครบางคนในห้องครัว หรือความรู้สึกของวัยหนุ่มสาวที่ไม่รู้ว่าวันข้างหน้าจะพบเจอกับอะไร และสิ่งที่ฉันจะคิดถึงมากที่สุดน่าจะเป็นการที่ฉันได้มาอยู่ ณ ที่นี่ ณ ตรงนี้

หากเรากระเถิบเข้ามาใกล้มากพอ เราจะพบว่าแท้จริงแล้วชีวิตนั้นประกอบไปด้วยอะไรบ้าง มันไม่ได้ประกอบไปด้วยเรื่องราวอันยิ่งใหญ่ หรือบทชีวิตที่เข้าใจง่ายๆ แบบที่เราเล่าให้คนอื่นฟังในงานปาร์ตี้ ชีวิตประกอบไปด้วยสิ่งละอันพันละน้อยและรายละเอียดที่เราจะสังเกตเห็นก็ต่อเมื่อเราหยุดที่จะเอาเป็นเอาตายกับชีวิต เราจะเห็นดอกไม้ที่โผล่ขึ้นมาตรงรอยแตกบนฟุตบาทราวกับจะย้ำเตือนว่าผืนแผ่นดินนั้นนุ่มนวลขนาดไหน สังเกตเห็นฝุ่นละอองนับร้อยพันล่องลอยอยู่ท่ามกลางแสงแดดราวกับดวงดาวที่อาบไปด้วยทองคำ ได้ยินเสียงของใครบางคนกำลังล้างจานอยู่ในห้องข้างๆ ที่ทำให้อุ่นใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนการได้ดื่มน้ำอึกแรกโดยที่เราไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังกระหาย สัมผัสของกลิ่นหอมจางๆ ของแชมพูบนหมอนที่เราหนุนนอน สังเกตเห็นลายมือของเราที่เปลี่ยนไปตามสภาพของจิตใจ รู้สึกถึงน่องที่ปวดเมื่อยหลังจากเดินมาทั้งวันและกระซิบบอกว่าเราได้เคลื่อนที่ไปในโลกใบนี้ สังเกตรสชาติของชาที่เปลี่ยนไปขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนชง หนังสือเล่มเก่าที่มีกลิ่นของวันเวลา ท้องฟ้าที่กว้างใหญ่เสียจนปัญหาของเราเหมือนเป็นเพียงเรื่องที่ปั้นแต่งขึ้นมา

เมื่อฉันจินตนาการถึงวันสุดท้ายที่จะมาถึง ไม่ใช่ในมุมที่น่าหวาดหวั่น แต่ในมุมที่ว่ามันจะเกิดขึ้นอย่างแน่แท้ แล้วทุกอย่างก็ลงตัวด้วยตัวมันเอง เพราะเมื่อเราระลึกได้ว่าวันหนึ่งเราจะไม่ได้ทำสิ่งเหล่านี้อีกต่อไปแล้ว แม้กระทั่งเรื่องที่แสนจะธรรมดาก็ดูจะมีประกายเรืองรองขึ้นมาทันที วันหนึ่งฉันจะไม่มีโอกาสได้รู้สึกถึงสบู่ตรงง่ามนิ้วมือ ไม่มีโอกาสได้ยินเสียงหัวเราะของตัวเอง หรือนอนอยู่บนพื้นและจ้องมองพัดลมหมุนวนบนเพดานอย่างแช่มช้า ไม่มีอีกแล้วเพลงที่จะทำให้ฉันน้ำตาไหลพรากโดยไม่รู้ตัว ไม่มีอีกแล้วบทสนทนายามดึกดื่น ไม่มีอีกแล้วภาพของพระอาทิตย์ตกดิน เมื่อตระหนักได้เช่นนี้ฉันก็อยากจะเหนี่ยวรั้งทุกอย่างให้เข้ามาใกล้ฉันขึ้นอีกนิด แม้กระทั่งเรื่องน่าเบื่อ แม้กระทั่งเรื่องเศร้าๆ – โดยเฉพาะเรื่องเศร้าๆ – เพราะการที่ฉันเศร้าแสดงว่าฉันแคร์ ความเศร้าคือสิ่งที่บอกว่ามันสัมผัสฉันลึกมากพอที่จะฝากรอยช้ำเอาไว้

และรอยช้ำก็ไม่ใช่สิ่งใดเลยนอกจากหลักฐานที่ว่ามีการสัมผัสเกิดขึ้น ฉันไม่อยากจากโลกนี้ไปโดยไม่ถูกสัมผัส ไม่อยากร่อนผ่านโลกนี้ไปอย่างสวยๆ และไร้ซึ่งบาดแผล ฉันอยากเปรอะเปื้อน อยากมีรอยบุ๋ม อยากเต็มไปด้วยลายนิ้วมือ

ฉันอยากจะบอกว่า ใช่แล้ว ฉันเคยอยู่ตรงนี้ ฉันปล่อยให้ชีวิตทั้งหมดเกิดขึ้นกับฉัน ฉันไม่ได้เอาแต่ยืนอยู่ข้างสนามและเอาแต่จดบันทึก

ถ้าเป้าหมายคือการได้สัมผัสประสบการณ์ ย่อมไม่มีวันใดที่สูญเปล่าเลย

เราเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกหรือยัง

เมื่อวานนี้ผมเพิ่งอ่านหนังสือ How Will You Measure Your Life ของ Clayton Christensen จบ

มีประเด็นหนึ่งที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาหลายวัน จนอยากจะนำมาเขียนถึงวันนี้เพื่อคนเป็นพ่อคนแม่คน

คนสมัยนี้มีลูกยาก เพราะต้องใช้เงินเยอะ พอตัดสินใจมีลูกทั้งทีก็เลยอยากจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก

สมัยที่เรายังเด็ก โอกาสที่เราจะเข้าถึงสิ่งต่างๆ น้อยกว่านี้หลายเท่าตัว เราอาจเคยอยากได้ของเล่นบางชิ้นแล้วแม่ไม่ซื้อให้ เคยอยากเรียนดนตรีแต่ค่าเล่าเรียนและอุปกรณ์แพงเกินไป เคยเบื่อกับเสื้อผ้าเก่าๆ ที่เป็นมรดกตกทอดจากพี่ชายหรือพี่สาว พอโตมาได้มีลูกกับเขาบ้างก็เลยตั้งใจว่าอะไรที่เราเคยอยากได้แล้วเราไม่เคยได้ หรืออะไรที่เราอยากทำแต่ไม่ได้ทำ ถ้าวันนี้มีกำลังก็อยากจะมอบมันให้แก่ลูกให้เต็มที่

แม้จะเต็มไปด้วยความปรารถนาดี แต่วิธีคิดแบบนี้ก็มีจุดอ่อนอยู่เหมือนกัน ซึ่งหนังสือของ Christensen ชี้ให้ผมเห็นตรงนี้

Clayton Christensen (1952-2020) เป็นหนึ่งในนักทฤษฎีธุรกิจที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก รวมถึงเป็นศาสตราจารย์แห่ง Harvard Business School ด้วย

คำโปรยของหนังสือเล่มนี้คือ “Finding fulfilment using lessons from some of the world’s greatest businesses” สร้างชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยคุณค่าผ่านการเรียนรู้จากหลากหลายธุรกิจที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

ในหนังสือคริสเตนเซนมักจะเอาบทเรียนจากภาคธุรกิจมาประยุกต์ใช้กับการสร้างครอบครัวและการเป็นพ่อแม่ที่ดี

หนึ่งในหัวข้อที่ถูกพูดถึง คือขีดความสามารถขององค์กร (capabilities) นั้นขึ้นอยู่กับปัจจัยสามประการ – ทรัพยากร กระบวนการ และลำดับความสำคัญ (resources, processes, and priorities)

ทรัพยากรก็เช่น เงินทุน พนักงาน เครื่องมือ เทคโนโลยี ซัพพลายเออร์

กระบวนการ คือวิธีที่ทรัพยากรเหล่านั้นถูกนำไปใช้งาน ซึ่งเป็นสิ่งที่จับต้องได้ยากและไม่สามารถแสดงในรายงานทางการเงินของบริษัทได้

และลำดับความสำคัญ จะเป็นตัวตัดสินว่าจะนำทรัพยากรและกระบวนการนั้นไปสร้างสรรค์สิ่งใด

ขีดความสามารถของลูกก็จำเป็นต้องมีปัจจัยทั้งสามอย่างเช่นกัน

ทรัพยากร ก็เช่นเงินที่ใช้เลี้ยงดู สิ่งที่เขาได้เรียนรู้ เวลาและพลังชีวิตที่ลูกมี

กระบวนการคือวิธีที่ลูกเราใช้ทรัพยากรเหล่านั้นในการนำไปสร้างสิ่งใหม่ มันคือวิธีคิด วิธีถามคำถาม วิธีแก้ไขปัญหา วิธีที่ลูกทำงานร่วมกับเพื่อนคนอื่น

ลำดับความสำคัญก็คือลูกจะใช้ทรัพยากรและกระบวนการที่ได้รับมานั้นไปทำอะไรและเพื่ออะไร

Resources คือ What

Processes คือ How

และ Priorities คือ Why


สิ่งที่พ่อแม่ Gen Y มอบให้ลูก Gen Alpha ได้ดีกว่าพ่อแม่รุ่นก่อนๆ คือทรัพยากร

อยากได้ของใช้มั้ย เดี๋ยวสั่งออนไลน์ให้ หิวใช่มั้ย เดี๋ยวสั่งฟู้ดเดลิเวอรี่ให้ อยากเรียนสิ่งนี้ใช่มั้ย เดี๋ยวสมัครให้

ลูกของเราจึงได้รับทรัพยากรอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเท่าที่พ่อแม่จะจัดให้ได้

แต่สิ่งที่พ่อแม่รุ่นเราอาจจะยังขาดไป – รวมถึงตัวผมเอง – คือเราอาจไม่ได้ให้ลูกมีโอกาสที่จะได้เรียนรู้ “กระบวนการ” หรือ processes มากเพียงพอ

ประโยคหนึ่งในหนังสือที่ทำให้ผมครุ่นคิดมาตลอด 2-3 วันนี้ก็คือ

“As I look back on my own life, I recognize that some of the greatest gifts I received from my parents stemmed not from what they did for me – but rather from what they didn’t do for me.”

“เมื่อมองย้อนกลับไป ผมก็คิดได้ว่าของขวัญที่สำคัญที่สุดที่ผมได้รับจากพ่อแม่ ไม่ได้เกิดจากสิ่งที่ท่านทำให้ผม แต่เกิดจากสิ่งที่ท่านไม่ได้ทำให้ผมต่างหาก”

สมัยเด็กครอบครัวของคริสเตนเซนค่อนข้างกระเบียดกระเสียร ตอนเขาอยู่ชั้นป.2 แม่ของคริสเตนเซนเพิ่งมีลูกคนที่หกและไม่สามารถแบ่งเวลามาดูแลทุกคนในบ้านได้

วันหนึ่งคริสเตนเซนทำถุงเท้าขาด และรู้อยู่แล้วว่าบ้านเขาไม่มีเงินซื้อถุงเท้าใหม่ให้ เขาจึงเอาถุงเท้าไปให้แม่ดู แม่ยื่นเข็มและด้ายให้กับเขา และบอกให้เขาเอาด้ายไปร้อยรูเข็ม

คริสเตนเซนใช้เวลาเกือบสิบนาที (ถ้าเป็นแม่คงใช้เวลาไม่เกิน 10 วินาที) จากนั้นแม่ก็สาธิตให้ดูว่าจะเย็บถุงเท้ายังไงเพื่อให้ซ่อมรูได้ แล้วก็ยื่นถุงเท้าอีกข้างให้เขาลองทำเอง แล้วแม่ก็หายไปทำธุระอย่างอื่นในบ้าน

ปีถัดมาตอนอยู่ป.3 คริสเตนเซนทำกางเกงยีนส์ขาด แม่ก็เลยพาคริสเตนเซนไปที่จักรเย็บผ้าและสอนวิธีการใช้งาน จากนั้นแม่ก็หายไปและปล่อยให้คริสเตนเซนปะกางเกงด้วยตัวเอง ตอนแรกเขาก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง แต่พอได้ลองผิดลองถูกไปสักพัก เขาก็ปะกางเกงของตัวเองได้เป็นครั้งแรก

ตอนที่ใส่กางเกงที่ปะแบบมือสมัครเล่นออกไปโรงเรียนนั้น คริสเตนเซนไม่ได้รู้สึกอับอายแต่อย่างใดว่าทำไมกางเกงถึงซ่อมออกมาได้ไม่สวย ตรงกันข้าม เขารู้สึกภูมิใจทุกครั้งที่มองเห็นรอยปะนั้น

เมื่อแม่ไม่ได้ช่วยปะกางเกง สิ่งที่คริสเตนเซนได้รับมาคือ self-esteem หรือความภูมิใจในตนเอง รวมถึงความเชื่อมั่นว่าหากเขาเจอปัญหาอื่นๆ อีกในอนาคต เขาก็จะผ่านมันไปได้

สิ่งที่เกิดขึ้นในใจเด็กชายคริสเตนเซนคือ process หรือกระบวนการที่เราไม่สามารถมองเห็นหรือจับต้องได้ง่ายเหมือน resource

กลับมาที่การเลี้ยงลูกของบ้านผม ที่ค่อนข้างจะอยู่สุขสบาย อยากเรียนอะไรก็ได้เรียน อยากได้ของเล่น ขนม หรือหนังสือ ผมกับภรรยาก็แทบไม่เคยปฏิเสธ และจากที่ดูในฟีด ผมเดาว่าเพื่อนๆ น้องๆ หลายคนก็คงไม่ต่างกันเท่าไหร่

เรามอบ resources ให้ลูกเสียมากมาย แต่เราอาจหลงลืมที่จะมอบโอกาสให้ลูกเรียนรู้ processes ที่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากัน

ผมนึกถึงคำของ “พี่เล้ง” ศิริวัฒน์ วงศ์จารุกร ผู้ก่อตั้งและ CEO ของบริษัท MFEC ที่เคยบอกกับผมและเพื่อนร่วมโต๊ะอีกสองคนว่า เราควรเลี้ยงลูกแบบ “ทิ้งๆ ขว้างๆ” บ้าง เพื่อให้ลูกเข้มแข็ง ทำอะไรเองเป็น แถมลูกจะรักเรามากกว่าการเลี้ยงแบบประคบประหงมเสียด้วยซ้ำ

บอกเลยว่าไม่ง่าย เพราะลูกก็ยังเป็นเด็กน้อยในสายตาเราเสมอ ลูกเคยขอให้เราช่วยอะไรตอนเขา 4 ขวบ มาตอนนี้เขา 10 ขวบแล้วเราก็ยังทำสิ่งนั้นให้เขาอยู่ดีเพราะความเคยชิน

แต่สองสามวันมานี้ เวลาลูกขอให้ผมช่วยอะไร ผมจะระลึกขึ้นได้ และบอกให้เขาพยายามเองก่อน ลูกอาจจะมีบ่นกระปอดกระแปดนิดหน่อย แต่พอลองทำไปสักพักแล้วเขาทำได้เอง ก็ดูมีรอยยิ้มอยู่ไม่น้อย

ปล่อยให้ลูกได้ลองกระเสือกกระสนดูบ้าง แล้วเขาจะได้อะไรบางอย่างที่เงินหาซื้อให้ไม่ได้

พ่อแม่ควรเตรียมใจที่จะไม่ทำทุกอย่างเพื่อลูกครับ