เช้านี้ผมเพิ่งได้อ่านข้อเขียนของ Adam Grant ชื่อว่า “There’s More to the Mental Health Crisis Than Smartphones and Social Media“
เป็นประเด็นที่น่าสนใจและทำให้ผมถึงกับอุทานกับตัวเองว่า “เออ…จริงด้วย”
แกรนต์บอกว่าในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พ่อแม่ผู้ปกครองและโรงเรียนเริ่มมีความตื่นตัวเรื่องข้อเสียของสมาร์ตโฟนและโซเชียลมีเดีย อย่างในออสเตรเลียถึงกับออกกฎหมายห้ามเด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียเลยทีเดียว
แต่การปกป้องเด็กๆ ในโลกดิจิทัลอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะเราจำเป็นต้องปกป้องพวกเขาในโลกของอารมณ์ความรู้สึกด้วย
American Psychological Association เพิ่งตีพิมพ์ผลการศึกษารวบรวมงานวิจัย 307 ฉบับตลอด 35 ปีที่ผ่านมา ซึ่งมีกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษากว่า 83,000 คนในอเมริกา แคนาดา และอังกฤษ งานวิจัยนี้นำเสนอข้อสรุปว่า คนรุ่นใหม่มีแนวโน้มที่จะเป็น “เพอร์เฟกชันนิสต์” (Perfectionist) หรือคนที่รักความสมบูรณ์แบบมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเทรนด์นี้เริ่มมาตั้งแต่ก่อนยุคโซเชียลมีเดียจะบูมด้วยซ้ำ (กราฟเริ่มหักหัวขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 2003)
เมื่อสองปีที่แล้ว ผมเขียนถึงหนังสือ The Perfectionist Trap ของ Thomas Curran ที่แยก Perfectionist เอาไว้ 3 ประเภท คือ
- SOP (Self-Oriented Perfectionism): คาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ
- SPP (Socially-Prescribed Perfectionism): รู้สึกว่าคนรอบข้างคาดหวังให้เราสมบูรณ์แบบ
- OOP (Other-Oriented Perfectionism): คาดหวังให้คนอื่นสมบูรณ์แบบ
ในตอนนั้นผมเขียนบทความโดยนึกถึงคนวัยทำงานเป็นหลัก
แต่พอมาเช้านี้ก็เพิ่งคิดได้ว่า ลูกๆ ของผมเองก็มีอาการเหล่านี้อยู่เหมือนกัน!
“ใกล้รุ่ง” ลูกชายคนเล็กวัย 8 ขวบครึ่ง เป็นแบบข้อ 1 และ 3 คือทั้งคาดหวังให้ตัวเองสมบูรณ์แบบ และกดดันให้คนอื่นต้องสมบูรณ์แบบไปด้วย
ส่วน “ปรายฝน” ลูกสาวคนโตวัย 10 ขวบครึ่ง แม้ไม่ได้มีความเป็นเพอร์เฟกชันนิสต์เข้มข้นเท่าใกล้รุ่ง แต่ก็มีอาการตามข้อ 1 และ 2 แบบอ่อนๆ
เมื่อกลับมามองที่ตัวผมกับภรรยา ผมคิดว่าตัวเองไม่ได้เป็นเพอร์เฟกชันนิสต์ ส่วนภรรยาน่าจะมีข้อ 2 กับข้อ 3 อยู่บ้าง แต่ถึงอย่างนั้น เราทั้งคู่ก็เลี้ยงลูกแบบชิลๆ มาตลอด ไม่เคยคาดหวังให้ลูกต้องเข้าโรงเรียนดัง และไม่เคยเคี่ยวเข็ญเรื่องคะแนนสอบ
นั่นหมายความว่าความรู้สึกอยากสมบูรณ์แบบของเด็กๆ น่าจะมาจากสื่อที่พวกเขาเสพ ในเมื่อเราไม่สามารถไปหยุดยั้งภาพใหญ่ (Macro) ของสังคมได้ สิ่งที่พอจะทำได้ในฐานะพ่อแม่ คือการคอยเตือนสติกันและกันบ่อยๆ
Adam Grant มีคำแนะนำ 10 ข้อที่ผมตั้งใจจะพรินต์ออกมา แล้วเอาไปแปะไว้ตรงกระดานหรือตู้เย็นในบ้าน เพื่อให้ลูกๆ ได้อ่านผ่านตาบ่อยๆ ครับ
- Mistakes don’t make you a failure. They make you a learner.
ความผิดพลาดไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนล้มเหลว มันทำให้เรากลายเป็นนักเรียนรู้ - Achievements are not a symbol of your worth. They’re a snapshot of your performance.
ความสำเร็จไม่ใช่มาตรวัดคุณค่าในตัวเรา มันเป็นเพียงภาพสะท้อนผลงานของเรา ณ ช่วงเวลาหนึ่งเท่านั้น - Beating yourself up doesn’t make you stronger; it leaves you bruised. Don’t say anything to yourself that you wouldn’t say to a good friend.
การก่นด่าตัวเองไม่ได้ทำให้เราแข็งแกร่งขึ้น แต่มันทำให้เราช้ำใจกว่าเดิม ประโยคไหนที่เราไม่คิดจะพูดกับเพื่อนรัก เราก็ไม่ควรพูดกับตัวเองเช่นกัน - It’s impossible to please everyone. Decide whose opinion matters to you—and whose doesn’t.
เป็นไปไม่ได้เลยที่จะทำให้ทุกคนพอใจ จงเลือกให้ดีว่าความเห็นของใครมีค่าสำหรับเรา และความเห็นของใครที่เราไม่ควรใส่ใจ - Character is not revealed by how many setbacks you face. It’s forged by how you face them.
เนื้อแท้ของเราไม่ได้วัดกันที่ว่าเราเจออุปสรรคบ่อยแค่ไหน แต่วัดจากวิธีที่เราเผชิญหน้ากับอุปสรรคเหล่านั้นต่างหาก - People gauge your competence mostly by your hits, not your misses.
คนอื่นมักจะประเมินความสามารถของเราจากสิ่งที่เราทำสำเร็จ ไม่ใช่จากสิ่งที่เราทำพลาด - The objective is not to be the best; it’s to get better. The person you’re competing with is your past self, and the bar you’re setting is for your future self.
เป้าหมายไม่ใช่การเป็นคนที่ดีที่สุด เป้าหมายคือการเป็นคนที่ดีขึ้น คนเดียวที่เราควรแข่งขันด้วยคือตัวเราในอดีต และมาตรฐานที่เราควรตั้งไว้ก็คือตัวเราที่อาจบรรลุได้ในอนาคต - Our biggest regrets aren’t actions—they’re inactions. Don’t set yourself up to wish you’d taken more chances.
สิ่งที่เราจะเสียใจที่สุดมักไม่ใช่สิ่งที่ได้ทำลงไป แต่เป็นสิ่งที่เราไม่ได้ทำ อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องตื่นมาในวันข้างหน้าแล้วเสียดายว่าเราน่าจะคว้าโอกาสให้มากกว่านี้ - Healthy goals include two targets: an aspirational result and an acceptable outcome. If you fall anywhere between them, you haven’t failed.
การตั้งเป้าหมายที่ดีควรมี 2 ระดับ ระดับแรกคือผลลัพธ์ในฝันที่อยากไปให้ถึง ระดับที่สองคือผลลัพธ์ขั้นต่ำที่เราพอยอมรับได้ หากผลงานของเราตกอยู่ตรงกลางระหว่างสองจุดนี้ก็ถือว่าเราทำได้ไม่เลวเลย - Success is not a straight line. It’s a squiggly line.
ความสำเร็จไม่เคยเป็นเส้นตรง แต่มันเป็นเส้นขยุกขยุย
