Top 10 Blogs of 2017

20171231_top10

บล็อกที่มีคนอ่านเยอะที่สุดในปี 2560 (ดูจากยอดวิวของคนที่คลิ้กเข้ามาอ่านในเว็บ anontawong.com)

 

1. ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน! – 62K views / 12K shares

1

 

2. Sapiens ตอนที่ 1 – 27K views / 2K shares

2

 

3. Burnout เป็นเรื่องหลอกเด็ก – 14K views / 5K shares

3

 

4. ทักษะ Inbox Zero สำหรับคนใช้ Outlook – 11K views / 1.6K shares

4

 

5. ทำงานให้ใคร – 7.2K views / 4K shares

5

 

6. นิทานขึ้นเสียง – 4.8K views / 2.5K shares

6

 

7. Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ – 3.7K views / 672 shares

7

 

8. สิ่งที่อยากบอกหลังเขียนบล็อกครบ 1,000 ตอน – 3.7K views / 979 shares

8

 

9. 3 ชั่วโมงต้องมนต์ที่ Google สิงคโปร์ – 2.9K views / 553 shares

9

 

10. อธิบายกฎแรงดึงดูด – 2.8K views / 1.2K shares

10

 

11. (แถม เพราะพี่ตูนเพิ่งวิ่งเสร็จหมาดๆ) ถึงแม้เราจะถูกก็ตาม 2.8K views /  2.4K shares

11

17 คนที่อยากขอบคุณในปี 2017

20171231_thankyou

““I always tell people that you can call me anything that you want, but don’t ever, ever call me a self-made man. It gives the wrong impression, that we can do it alone. None of us can.”
-Arnold Schwarzenegger

ปี 2017 กำลังจะผ่านพ้นไป

ก่อนจะมองไปถึงปี 2018 ผมคิดว่าน่าจะดีถ้าเราจะกลับมาทบทวนตัวเองว่า ใครบ้างที่มีส่วนช่วยให้ปี 2017 เป็นปีที่ดีอีกปีหนึ่งครับ

และนี่คือ 17 คน (หรือกลุ่มคน) ที่ผมอยากขอบคุณในปี 2017 ครับ

1. ขอบคุณยอด – ยอด ชินสุภัคกุล ผู้ร่วมก่อตั้งและ CEO ของ Wongnai ที่ชวนผมมาเป็น Head of People ทำให้ผมได้ทำงานที่ชอบและถูกจริต แถมยังได้เรียนรู้วิธีการทำงานจากยอดอีกหลายอย่าง – I owe you one.

2. ขอบคุณทีม People ที่วงใน อันประกอบไปด้วยมะเหมี่ยว เม และหยงหยง ขอบคุณที่ทำงานกันอย่างเต็มที่และช่วยให้วงในเติบโตจาก 120 เป็น 200 คน ปีหน้าคนจะยิ่งเยอะขึ้น งานจะยากขึ้น แต่พวกเราก็จะเก่งขึ้นด้วยเช่นกัน

3. ขอบคุณน้องๆ พี่ๆ ทุกคนที่วงใน ที่เต็มไปด้วยพลังบวก ทำให้ออฟฟิศน่ามาทำงาน ถ้าทุกคนใช้ superpower ของตัวเองอย่างเต็มที่ ผมมั่นใจว่า IPO 2019 ไม่ไกลเกินเอื้อมแน่นอน

4. ขอบคุณพี่ปิ๊ก ธรรศภาคย์ เลิศเศวตพงศ์ เจ้าของเพจ Trick of the Trade และเจ้าของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย ที่เป็นเจ้าภาพในการจัดทำและจัดพิมพ์หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ขอบคุณที่ไว้ใจผมและเชื่อในงานเขียนของผมครับพี่

5. ขอบคุณทีมงานหนังสือ Thank God It’s Monday ทั้งคุณย้ง วิภาดา แก้วเผือก & คุณแอน อังคณา ทองพูล สองบรรณาธิการหนังสือที่ช่วยตรวจทาน แก้ไข และ rewrite ให้อ่านได้ไหลลื่น ขอบคุณพี่แดน แดนชัย วรรณสิริมงคล ที่ทำ artwork ออกมาได้สวยงามสบายตา และขอบคุณศรีเมืองการพิมพ์ที่ผลิตหนังสือออกมาได้น่าจับน่าอ่านจริงๆ

6. ขอบคุณ Online Influencers ทั้งอาจารย์เกด เกตุวดี Marumura และหนอม TaxBugnoms ที่ช่วยเขียนคำนิยมให้หนังสือ TGIM ขอบคุณคุณบิวแห่งวิศวกรรีพอร์ตที่รีวิว TGIM จนมีคนสั่งหนังสือเข้ามาเป็นร้อยเล่ม และขอบคุณคุณแท็บ รวิศ หาญอุตสาหะแห่งเพจ Mission To The Moon และ CEO ของศรีจันทร์ ที่รีวิวหนังสือและซื้อ TGIM แจกทุกคนในออฟฟิศ

7. ขอบคุณครูณัชร – ดร.ณัชร สยามวาลา ที่มาทำ Coaching ให้ และผลักดันให้ผมเปิด public workshop อย่าง Time Management แถมยังลงทุนมาเรียนเองอีกด้วย ขอบคุณในไมตรีจิตและความปรารถนาดีที่มีให้เสมอมา ขอให้ Read to Lead อ่านอย่างผู้นำ – หนังสือเล่มใหม่ของครูขายดีนะครับ!

8. ขอบคุณทุกๆ คนที่มาเรียน Time Management Workshop และ Writing Workshop ขอบคุณในความไว้วางใจและขอบคุณสำหรับฟีดแบ็คดีๆ ที่จะทำให้ workshop ในอนาคตดียิ่งขึ้นกว่าเดิมครับ

9. ขอบคุณองค์กรและสถาบันที่เชิญผมไปพูด ไม่ว่าจะเป็น DTGO (บ้านแม็กโนเลีย), King Power, บุญรอดบริวเวอรี่, Rabbit Digital, TK Park และคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ปีหน้าถ้าเชิญอีกก็จะไปอีกครับ!

10.ขอบคุณผู้อ่านบล็อก Anontawong’s Musings และผู้อ่านหนังสือ TGIM ทุกๆ คน ที่ติดตาม อุดหนุน และให้กำลังใจ ผมอ่านทุกคอมเม้นท์และทุกข้อความนะครับ เพราะมันคือเชื้อเพลิงที่ดีที่สุดสำหรับผมแล้ว

11.ขอบคุณพี่ตูน บอดี้แสลม ที่นำพา “รอยยิ้ม” และ “ความเชื่อ” กลับสู่คนไทยอีกครั้ง

12. ขอบคุณพ่อ – สำหรับนิสัยรักการอ่านและการเป็นแบบอย่างของการทำเพื่อส่วนรวมและการดูแลสุขภาพ รวมถึงการมาเล่นกับหลานแทบทุกเย็นอีกด้วย

13. ขอบคุณแม่ – สำหรับคำสอนที่โต๊ะอาหาร สำหรับงานที่แม่ทำอยู่ สำหรับการดูแลพ่อ และลูกๆ หลานๆ ทุกคน

14. ขอบคุณรอง-ขวัญ – น้องชายและน้องสะใภ้ที่ย้ายมาอยู่หมู่บ้านเดียวกัน พอยู่ใกล้กันก็อุ่นใจขึ้น มีอะไรจะได้พึ่งพากันได้ตลอด

15. ปรายฝนใกล้รุ่ง ลูกสาวลูกชายที่เป็น “ครู” ด้านความอดทน ความมีสติ และการอยู่กับปัจจุบัน

16. ขอบคุณผึ้ง – แฟน ภรรยา แม่ของลูก และเพื่อนที่สนิทที่สุด ขอบคุณที่ดูแลลูกของเราเป็นอย่างดี ขอบคุณที่คอยซัพพอร์ตในทุกๆ เรื่อง ขอบคุณที่เข้าใจกันตลอดมา

17. สุดท้าย ขอบคุณตัวเองที่ตัดสินใจถูกในหลายๆ เรื่อง ขอบคุณที่คิดแล้วลงมือทำ ขอบคุณที่พักผ่อนมากกว่าเดิมและยึดมั่นถือมั่นน้อยกว่าเดิม

ยังมีอีกหลายคนที่ผมนึกถึงแต่ยังไม่ได้เอ่ยชื่อ ดังนั้นถ้าใครกำลังน้อยใจก็ขอให้รู้ไว้เลยว่าผมกำลังคิดถึงคุณอยู่นะครับ 🙂

เหมือนที่ลุงอาร์โนลด์บอก ไม่เคยมีใครสำเร็จได้ด้วยตัวคนเดียว การที่เรามีวันนี้ได้ก็เพราะคนรอบข้างคอยเป็นลมใต้ปีกให้เราเสมอมา

ก่อนขึ้นปีใหม่ อย่าลืมหันไปขอบคุณพวกเขานะครับ

นิทานขอโทษประตู

20171229_doorapologize

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ขณะที่พระอาจารย์ท่านหนึ่งกำลังนั่งสมาธิอยู่ มีชายคนหนึ่งผลักประตูเข้ามาอย่างแรง แล้วปิดประตูกลับไปอีก แล้วเตะรองเท้ากระเด็นไป แล้วเปิดประตูเข้ามาอีกครั้ง

พระอาจารย์พูดขึ้นว่า “เจ้าห้ามเข้ามา ไปขอให้ประตูและรองเท้าให้อภัยเสียก่อน”

“คำพูดของท่านช่างน่าขัน ทำไมข้าจะต้องไปขอให้ประตูและรองเท้าให้อภัยด้วย รองเท้านั่นก็เป็นของข้าเอง”

“เจ้าออกไป แล้วไม่ต้องกลับมาอีก เจ้าบันดาลโทสะกับกับรองเท้าได้ แล้วทำไมจะขอร้องให้พวกมันให้อภัยไม่ได้ ตอนที่เจ้าโกรธ เจ้าไม่ได้คิดแม้แต่นิดเดียวว่าการระบายอารมณ์กับรองเท้าเป็นเรื่องที่โง่เขลาที่สุด

หากเจ้าไปเกี่ยวเนื่องกับความโกรธได้ ทำไมไม่ไปเกี่ยวเนื่องกับความรัก เกี่ยวเนื่องก็คือเกี่ยวเนื่อง ความโกรธเป็นความเกี่ยวเนื่อง ขณะที่เจ้าปิดประตูด้วยความโกรธ เจ้าก็ไปเกี่ยวเนื่องด้วยกับประตู

การกระทำของเจ้าเป็นความผิดพลาด ไม่ใช่ทางแห่งคุณธรรม ประตูบานนั้นไม่ได้ทำอะไรให้เจ้า เจ้าออกไปก่อน แล้วก็ไม่ต้องเข้ามา”

เหมือนดังสายฟ้าฟาดลงมา ชายผู้นั้นเข้าใจถึงความนัยของทั้งหมด

แล้วชายคนนั้นก็ไปลูบๆ ประตู น้ำตาไหลนองหน้า เมื่อเขาคำนับขอขมารองเท้า เขาก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงไปทั่วสรรพางค์กายของตนเอง

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net : นิทานเซ็น

เวลาแพ้ให้เงยหน้า

20171229_headsup

เวลาชนะให้ก้มหน้า

Keep your head up in failure, and your head down in success.
-Jerry Seinfeld

สมัยผมเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ ผมมีโอกาสได้แข่งบอลให้ทีมประจำเมืองที่ผมอยู่ รุ่นเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปี

เราแข่งกันเป็นลีกซึ่งมีกันอยู่ประมาณ 8 ทีม แข่งทั้งเหย้าและเยือน

แม้จะเป็นการแข่งบอลเยาวชนเล็กๆ ไม่ได้มีรางวัลอะไร แต่พวกเราก็จริงจังและตั้งใจฝึกซ้อมกันมาก

เวลาแข่งจริง ถ้าพวกเราเจอคู่แข่งยิงประตูได้ เรามักจะเจ็บใจ ผิดหวัง และอับอายจนมักจะก้มหน้าก้มตาโดยไม่รู้ตัว

ทุกครั้งที่เราทำตัวอย่างนั้น โค้ชจะตะโกนจากข้างสนามด้วยประโยคนี้เสมอ

“Keep your heads up guys!”

เงยหน้าขึ้นมาซะ!

เพราะไม่มีอะไรให้ต้องละอายใจเลยซักนิด

นี่คือเกมกีฬา แข่งกันแบบแฟร์ๆ แค่เขายิงประตูได้ไม่ได้แปลว่าเกมนี้จะจบลงเสียหน่อย

พอโดนโค้ชตะโกนใส่บ่อยๆ เข้า หลังๆ ผมก็เลยติดคำพูดนี้มาด้วย และตะโกนบอกเพื่อนๆ ทุกครั้งที่เราทำพลาดหรือเสียประตู

ในทางกลับกัน

ถ้าเรายิงประตูได้ ก็ไม่ควรเชิดหน้าชูคอมากนัก เพราะนอกจากจะไม่เท่แล้วอาจจะเสียฟอร์มทีหลังก็ได้ (หากเขากลับมาชนะเราได้)

ดังนั้น เวลาที่เกมกำลังไปได้ดี สิ่งที่ควรทำคือก้มหน้าก้มตาทำหน้าที่ของเราต่อไปอย่างเต็มที่

ซึ่งนอกจากจะดูน่ารักแล้ว ยังเพิ่มโอกาสให้เราชนะในเกมนี้ด้วยครับ

วิธีง่ายๆ ที่จะกลายเป็นคน Top 10%

20171227_top10percent

คือคิดแล้วลงมือทำ

เพราะคนส่วนใหญ่คิด แต่ไม่เคยลงมือทำ

คิด 10 คน อาจจะทำแค่คนเดียว

เพราะฉะนั้น เพียงแค่คุณลงมือทำ คุณก็ดีกว่าอีก 9 คนที่เอาแต่คิดแล้ว

เพิ่มอีกหนึ่งสเต็ปที่จะช่วยให้คุณเปลี่ยนจาก Top 10% เป็น Top 1%

นั่นคือเมื่อลงมือทำแล้ว ก็จงทำให้เสร็จ

เพราะลงมือทำ 10 คน มักจะทำเสร็จแค่คนเดียว

ยกตัวอย่างเช่น

100 คนคิดอยากจะเขียนบล็อก

10 คนเท่านั้นที่ลงมือเขียนจริงๆ

และจะมี 1 คนเท่านั้นที่เขียนเสร็จแล้วกด ‘publish’ เพื่อแชร์งานของตัวเองให้โลกเห็น

ต่อให้บทความที่คุณเขียนออกมามันจะแย่แค่ไหน ก็ยังดีกว่าบทความแสนเพอร์เฟคที่อยู่แต่ในหัว

คิดแล้วลงมือทำ คุณจะกลายเป็น Top 10%

ทำแล้วทำให้เสร็จ คุณจะกลายเป็น Top 1%

Simple. Not Easy.

แต่ทำได้ทุกคนครับ

เขาไม่ได้คิดร้าย

20171226_nomalice

แค่คิดไม่ได้เฉยๆ

“Never attribute to malice that which is adequately explained by stupidity.”
-Robert J. Hanlon

เมื่อไหร่ที่เราเจอคนทำตัวแย่ๆ หรือก่อเรื่องให้เราเดือดร้อน ความคิดแว่บแรกของเราก็คือเขาน่าจะไม่ชอบเราหรืออยากหาเรื่องเรา

ซึ่งนั่นทำให้เราทุกข์สองรอบ

ทุกข์รอบแรกคือทุกข์กับปัญหาที่เขาก่อ

ทุกข์รอบสองคือทุกข์กับความกังวลว่าเขาจ้องทำร้ายเราอยู่

ซึ่งในความเป็นจริงน่าจะไม่ใช่อย่างนั้น เพราะแค่เรื่องตัวเองก็ยุ่งพออยู่แล้ว คงมีน้อยคนนักที่จะตื่นขึ้นมาแล้วคิดในใจว่า “วันนี้อากาศดีจัง ออกไปแกล้งนาย ก.ดีกว่า”

“Never attribute to malice that which is adequately explained by stupidity.”

เพราะฉะนั้น เรื่องราวที่เขาก่อขึ้น ไม่น่าจะเกิดจากเจตนาที่จะสร้างความเดือดร้อนหรอก น่าจะเกิดจากความไม่ระมัดระวังหรือไม่ทันได้ยั้งคิดมากกว่า

ซึ่งถ้าเราตั้งต้นด้วยสมมติฐานนี้ ใจเราก็จะเบาขึ้น และน่าจะหาทางออกได้ง่ายขึ้นครับ

วิธีหาผู้ชายในฝัน

20171225_manofyourdream

1. หยิบปากกา
2. หยิบกระดาษ A4 ออกมา
3. เขียนเลข 1-10
4. คิดถึงผู้ชายในฝันของคุณว่าเขาควรมีลักษณะอย่างไรบ้าง แล้วเลือกขึ้นมา 10 ข้อเขียนลงกระดาษ

ยกตัวอย่างเช่น

1.ตลก
2.ใจดี
3.มีเป้าหมาย
4.รักเดียวใจเดียว
5.รักสัตว์
6.ประสบความสำเร็จ
7.คิดถึงเราก่อนเสมอ
8.ใช้เงินเป็น
9.เป็นพ่อที่ดี
10.ดูแลสุขภาพ

เมื่อเขียนเสร็จแล้ว ให้เอากระดาษแผ่นนี้แปะไว้ในจุดที่เราจะมองเห็นทุกวัน แล้วใช้เวลา 2-3 ปีต่อจากนี้เพื่อจะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้มีคุณลักษณะทั้ง 10 ข้อนี้

เพราะว่าคนเราจะดึงดูดคนที่คล้ายคลึงกันเสมอ ถ้าเขาเป็นคนดูแลสุขภาพ เขาย่อมต้องการคู่ที่ดูแลสุขภาพเช่นกัน ถ้าเขาเป็นพ่อที่ดี เขาก็น่าจะมองหาแม่ที่ดีเหมือนกัน

ถ้าจะพูดในทางพุทธก็คือ คู่รักที่ดีต้องมีศีลเสมอกันนั่นเอง

วิธีนี้ใช้สำหรับการตามหาผู้หญิงในฝันก็ได้นะครับ

ขอให้ได้เจอคนที่ใช่ในเร็ววันครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Haily Cramer’s answer to What are the lessons people most often learn too late in life? 

ขาขึ้นจงน่ารักกับทุกคน

20171224_wayup

เพราะขาลงคุณจะได้เจอพวกเขาอีก

“Be nice to people on your way up because you’ll meet them on your way down.”
-Wilson Mizner

เมื่อคืนผมก็ได้ดูคลิปศิลปินตลกท่านหนึ่งที่ผมไม่เห็นหน้ามาซักพักแล้ว

เธอเคยดังเป็นพลุแตกเมื่อหลายปีที่แล้ว มีคิวงานข้ามปีแถมยังเรียกค่าตัวได้ถึง 6 หลัก

การเรียกค่าตัวแพงไม่ใช่เรื่องผิดอะไรเพราะมันเป็นไปตามหลักเศรษฐศาสตร์ของอุปสงค์-อุปทาน เข้าทำนองน้ำขึ้นให้รีบตัก

แต่กับดักที่คนขาขึ้นมักจะเจอก็คือการเผลอคิดว่าตอนนี้ฉันดัง ฉันจะทำตัวอย่างไรก็ได้

หากขาขึ้นเราทำตัวไม่น่ารัก คนที่เคยช่วยเหลือหรืออุดหนุนเราก็อาจเบื่อหน่ายหรือแม้กระทั่งหมั่นไส้

พอถึงวันที่เราขาลง จะกลับมาทำตัวน่ารักเขาก็ไม่เชื่อเราแล้ว

ไม่ว่าเราจะอยู่ในวงการใดก็ตาม หากอยากจะอยู่ให้ดีและอยู่ให้นาน นิสัยจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก

เราไม่อาจขอให้ชีวิตมีแต่ขาขึ้นได้ก็จริง  แต่เราขอให้ตัวเองทำตัวน่ารักได้เสมอนะครับ

10 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากคุณรวิศ Srichand

20171223_rawit
ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ทุกสองสัปดาห์ เพื่อเชิญ “คนเจ๋งๆ” จากหลากหลายวงการมาเล่าเรื่องราวเพื่อเปิดโลกทัศน์และความคิดของพนักงานที่วงในครับ
.
เมื่อวานนี้เราได้รับเกียรติจาก “คุณแท็บ” รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์ เจ้าของเพจ Mission to The Moon และนักเขียน Bestseller หลายเล่มอาทิเช่น คิดจะไปดวงจันทร์อย่าหยุดแค่ปากซอย และ อย่าปล่อยให้ใครฆ่าวาฬของคุณ (กำลังจะออกเล่มใหม่เร็วๆ นี้)
.
คุณแท็บเป็นนักเล่าเรื่องที่สนุกมาก ได้ทั้งสาระและความบันเทิงไปเต็มๆ ผมเองว่าจะเขียนสรุปบทเรียนเสียหน่อย แต่เผอิญ “หลุยส์” เอกลักษณ์ วิริยะโกวิทยา ซึ่งเป็น COO ของ Wongnai ได้เขียนบทสรุปไว้ในเฟซบุ๊คส่วนตัวของเขาเรียบร้อยแล้ว ผมเลยขออนุญาตหลุยส์เพื่อนำบทสรุปนั้นมาแชร์ในบล็อกนี้ครับ
.
เชิญรับชมได้โดยพลัน
—–
10 random things ที่ได้เรียนรู้จากคุณ Tab รวิศ (ผู้บริหาร Srichand)
.
เที่ยงวันนี้ คุณรวิศให้เกียรติมาบรรยายที่ Wongnai ใน session “Wongnai We Share” ตอนพิเศษ และนี่คือ 10 ข้อที่ผมคิดว่าน่าสนใจจึงขอเลือกมาแชร์ต่อครับ
.
.
1. “หาคนที่มี purpose เดียวกัน” มาร่วมงาน
.
พนักงานคนที่จะแสดงศักยภาพได้อย่างเต็มที่ คือ พนักงานที่มี purpose เดียวกับบริษัท/brand ไม่ใช่มองหาแค่ skill/performance (challenge ที่ใหญ่ที่สุด ไม่ใช่เรื่องงาน แต่เป็นเรื่อง “คน”)
.
2. “ถ่ายทอด-ตอกย้ำ vision อย่างต่อเนื่อง” คือ หน้าที่ของผู้บริหาร
.
สิ่งนี้จะส่งผลต่อ recruitment มากๆ ดีกว่าไปประกาศหาคนทำงานตาม Jobs Board ตรงๆ สาเหตุหนึ่งที่คุณรวิศทำ blog / page mission to the moon ก็เพราะสิ่งนี้
.
3. “story telling ทำงานได้ดีเสมอ แม้ content นั้นจะขายของ 100%”
.
Blog ตอน “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” ซึ่งเขียนโดยมีจุดประสงค์เพื่อหาคนมาร่วมงานกับ Srichand แบบเต็มๆ ก็ส่งผลให้มีคนมาสมัครงานกับ Srichand หลายร้อย resume เลย
.
4. “การแต่งหน้าไปโรงเรียน คือ long term investment” ในมุมมองของวัยรุ่น
.
ยุคนี้ทุกคนมีกล้อง (มือถือ) และพร้อมโพสรูปลง social/internet ที่จะอยู่ไปตลอดกาล ที่สำคัญ คือ รูปของ “เจ้าของกล้อง” สวยสุดเสมอ (ไม่ใช่เรา) ดังนั้นเพื่อลดการ “เสียโอกาส” ในอนาคต เราต้องแต่งหน้าไปโรงเรียน เผื่อว่าคนที่จะมาจีบเรามาดูรูปแล้วจะได้เจอแต่รูปที่เราดูดี
.
5. หากจะทำสิ่งใหม่ ควรร่วมงานกับคนที่มี expertise
.
เพราะ ลูกค้าเชื่อคนที่มี expertise จริงๆ มากกว่าเราแน่นๆ เช่น ตอนที่ Srichand จะทำ product line ใหม่ ที่มีสีสันหลากหลาย ซึ่ง Srichand ไม่มีประสบการณ์ (ไม่เคยทำมาก่อน) จึงตัดสินใจเชิญพี่หมู Asava (เจ้าพ่อ fashion) มาช่วยออกแบบ Color Creation Collaboration
.
6. ฟังลูกค้า ทำของที่ตอบโจทย์ลูกค้า อย่าคิดเองเออเอง
.
ฟังเซลล์ ฟังยี่ปั๊ว คนที่ใกล้ชิดลูกค้า หรือคุยกับลูกค้าเอง แล้วทำ product ที่ลูกค้าอยากได้ อาจจะใช้ เครื่องมือ 5 whys analysis หรือ research แบบ observe-immerse-interview (อย่างระมัดระวัง) Srichand ก็เคยคิดเองเออเองกันในห้องประชุมแล้วเจ๊งมาหลายตัวแล้ว (ขายไม่ออก)
.
7. เรื่องสินค้าไทย brand ไทย ยังเชื่อว่ามีโอกาส
.
ตลาด fashion ไทยที่รวมตัวกันทำจนสำเร็จแล้ว ห้องเสื้อ designer ไทย ขายชุดละ 2-3 หมื่น ก็มีคนซื้อ
.
8. หากดราม่า ให้แก้ปัญหาอย่างจริงใจ และรวดเร็ว
.
Srichand เคยมีเคสดราม่ากับ influencer คุณรวิศ post อธิบายภายใน 6 ชม. และโทรสายตรงหา influencer ร่วม 100 คน เพื่ออธิบาย และ clear ด้วยตัวเอง จนตอนนี้หลายๆ คนได้กลับมาร่วมงานกัน
.
9. ตลาด cosmetic กำลังจะถูก disrupt อย่างรุนแรง รอดูได้เลย
.
มีที่ inefficency ใน value chain เยอะมากๆ ตัวอย่าง เช่น shelf space ที่จำกัด แม้ว่าทาง brand จะมีความสามารถ ในการ offer variety ได้หลากหลายสุดๆ (เช่น 50 สี ต่อหนึ่ง product) แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้ เพราะติดเรื่อง shelf space และสิ่งนี้ยังส่งผลโดยตรงถึงผู้บริโภคให้โดนลด choice ไปอีกด้วย! (โดยบังคับให้ต้องเลือกวางแต่สีที่ขายดี) .. ตอนนี้เสียเงินค่าที่วาง มากกว่าค่า marketing ซะอีก
.
10. ตอนนี้ Srichand เริ่มลงทุนใน tech แล้ว!
.
ต่อเนื่องจากข้อ 9 Srichand อยู่ในตลาดนี้ จึงเริ่มขยับตัว ซึ่งยอมรับว่ายาก และเป็น challenge เรื่องล่าสุดที่กำลังพยายามจัดการอยู่ .. โปรดรอติดตามกัน!
.
.
อ่านเพิ่มเติม:
.
– เรื่องของ “บาร์โค้ด อาเฮียที่สุราษฎร์ และ Emma Watson” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook/posts/591641387707109:0
– ติดตามโพสของคุณรวิศได้ที่ page “Mission to the Moon” >> https://www.facebook.com/marketingeverythingbook
.
#wongnai #weshare
.
.
ที่ Wongnai เราให้ความสำคัญกับการพัฒนา “คนของเรา” หนึ่งในกิจกรรมจัดอย่างต่อเนื่อง คือ Wongnai WeShare ซึ่งเชิญทั้งพนักงานเราเองมาแชร์เรื่องที่น่าสนใจ (ให้คนเล่าได้ฝึกพูดด้วย) สลับกับการเชิญวิทยากร “ตัวจริง” จากข้างนอกมา “เปิดโลก” ให้ซึมซับประสบการณ์ที่หลากหลาย เพื่อ “connect the dots” สร้าง #impact กับการทำงานในยามที่ถึงเวลา
.
*** Wongnai – “Super Lifestyle Platform สำหรับคนไทย” ที่ต้องการ “เชื่อมต่อสิ่งดีๆ เข้าสู่ผู้คน” (Connect people to good stuff) กำลังโต และต้องการขยายทีมอย่างรวดเร็ว มีตำแหน่งงานที่เปิดอยู่กว่า 40 ตำแหน่งในทุกแผนก ดูตำแหน่งงาน และสมัครเข้ามาร่วมงานกับทีมขนาด 200 คน หรือแชร์ให้เพื่อน/คนที่น่าจะสนใจได้ที่ ***
.
.
>> https://careers.wongnai.com/
— at Wongnai Media.
—–

นิทานหนอนสามตัว

20171223_threeworms

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในพุ่มไม้ใกล้ริมคลองแห่งหนึ่ง มีหนอนอยู่สามตัว

พวกมันคลานมาจากที่ไกลๆแห่งหนึ่ง ตั้งใจจะข้ามคลองแห่งนี้ไปอีกฝั่งหนึ่งที่มีดอกไม้บานสะพรั่งอยู่ทั่วบริเวณ

ตัวที่หนึ่งพูดว่า “พวกเราต้องหาสะพานให้เจอก่อน ถึงจะคลานข้ามสะพานไป”

ตัวทีสองพูดว่า “บริเวณนี้เป็นที่รกร้างนอกเมือง ที่ไหนจะมีสะพาน? พวกเราสร้างเรือคนละลำ แล้วลอยข้ามคลองไปดีกว่า”

ตัวที่สามพูดว่า “พวกเราเดินทางไกลมาไม่น้อยแล้ว รู้สึกเหนื่อยเต็มทีแล้ว ควรจะพักที่นี่สักสองวันก่อน”

หนอนอีกสองตัวประหลาดใจ พูดขึ้นว่า “พักก่อนหรือ? ตลกสิ้นดี ไม่เห็นหรือว่าฝั่งนั้น มวลน้ำหวานและเกสรดอกไม้โดนผู้อื่นดูดหมดแล้ว เราต่อสู้และผ่านอุปสรรคมาแล้วเท่าไหร่ เพียงเพื่อมานอนอยู่ตรงนี้หรือ?”

ขณะที่พูดยังไม่ทันขาดคำ หนอนตัวแรกก็คลานไปที่ทางเดินริมคลองเพื่อจะหาสะพานข้ามไปฝั่งนั้น ส่วนหนอนตัวที่สองก็คลานไปใต้ต้นไม้ เพื่อหาใบไม้ที่ร่วงหล่นมาทำเป็นเรือ

หนอนตัวที่สามคิดในใจว่า “หากได้ดื่มน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ฝั่งนั่นคงจะสุขไม่น้อย แต่ข้าเหนื่อยเหลือเกิน ขอพักก่อนแล้วกัน” คิดแล้วก็ก็คลานขึ้นไปบนต้นไม้ที่สูงที่สุด จนเจอใบที่เหมาะๆ แล้วนอนเล่นอยู่ตรงนั้นจนผลอยหลับไป

ไม่รู้เวลาล่วงเลยไปแล้วเท่าไหร่ และไม่รู้ว่าฝันเห็นอะไรบ้าง รู้แต่ว่าเมื่อรู้สึกตัวขึ้นมา ตัวเองก็ได้กลายเป็นผีเสื้อที่สวยงามตัวหนึ่ง ปีกของมันงดงามและบางเบา แค่กระพือปีกเบาๆ ก็บินข้ามไปฝั่งนั้นได้

ขณะนั้น ดอกไม้กำลังบานอย่างสวยงาม เกสรทุกดอกส่งกลิ่นและรสหอมหวาน เวลานั้นมันคิดถึงเพื่อนอีกสองตัวขึ้นมา แต่บินวนหาจนรอบก็ไม่เจอแม้เงา

ที่แท้เพื่อนสองตัวนั้น ตัวหนึ่งเดินหาสะพานจนสิ้นลม ส่วนอีกตัวหนึ่งก็จมน้ำลงไปพร้อมกับเรือลำน้อย

บางทีความมุ่งมั่นที่เปี่ยมล้นเกินอาจทำร้ายเราได้เหมือนกัน


ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net : นิทานเซ็น