เปลือกหรือแก่น

20150531_WannasingHealthy

คนไทยรักสุขภาพมาก เพราะว่าเราเซนเซอร์คนดูดบุหรี่ในทีวี แต่ยอมให้ผู้หญิงมาตบแย่งผัวกันหลังข่าวทุกคืน

– วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล

—–

วันนี้ไปงานแต่งงานเพื่อนที่เอเชี่ยนยู เลยได้เจอเพื่อนเก่าๆ ซึ่งรวมถึงเพื่อนที่เรียนวิศวะมาด้วยกันคือไก่ เต้อ โอ

มันทำให้ผมนึกถึงเหตุการณ์ครั้งหนึ่งสมัยผมเรียนอยู่ปีสามที่ผมเคยตวาดใส่โอ

ที่ยังจำได้เพราะธรรมดาผมไม่ค่อยว่าใครแรงๆ แต่ครั้งนั้นเป็นหนึ่งในไม่กี่หนที่พูดออกไป และก็ยังแอบรู้สึกผิด (ระคนภูมิใจ) มาจนถึงวันนี้

ก่อนจะไปถึงเหตุการณ์ในวันนั้น ผมขอพูดถึงบริบทก่อน

พวกเราเป็นรุ่นแรกของมหาวิทยาลัยเอเชี่ยนยู ตอนนั้นมีเด็กปริญญาตรีเพียง 13 คน แบ่งเป็นเด็กวิศวะ 6 คน เด็กบริหารธุรกิจ 7 คน (ตอนแรกมี 20 คนแต่พอจบปีสองแล้วเราเหลือกันแค่นี้)

ค่าเทอมของ Asian U ในตอนนั้นแพงมาก อาจจะแพงที่สุดในเมืองไทยด้วยซ้ำ คือเทอมละ 150,000 บาท หรือปีละ 300,000 ถ้ารวมค่าหอพักอีกปีละ 60,000 และค่าใช้จ่ายรายเดือน ก็แสดงว่าต้องใช้เงินถึงปีละ 400,000 บาทเลยทีเดียว

ข้อดีอย่างหนึ่งของที่นี่คือมีมอบทุนการศึกษาแบบไม่มีข้อผูกมัด โดยสมัยนั้นจะมีทุนสามระดับคือ 400,000 บาท 200,000 บาท และ 100,000 บาทต่อปี

คณะวิศวะของเราที่มี 6 คนนั้น แบ่งเป็นนักเรียนทุนกับนักเรียนที่(พ่อแม่)จ่ายตังค์เองอย่างละครึ่ง

นักเรียนที่จ่ายตังค์เองก็มีไก่ โอ และ เจ (เจคือผู้หญิงคนเดียวของรุ่น)

ส่วนนักเรียนทุนก็คือฮิม เต้อ และ-อะแฮ่ม-ผมเอง (สองคนแรกทุนเต็ม ส่วนผมทุนสองแสน)

ผู้อ่านอาจจะพอนึกภาพออกว่าเด็กทุนจะเป็นกลุ่มที่ขยันกว่า เพราะเราต้องรักษาเกรดเฉลี่ยให้ได้เกิน 3.0 เจก็ขยันบ้างเวลาที่มีกำลังใจ ส่วนโอกับไก่จะออกรักสนุกนิดนึง ชอบเล่นเกมดึกๆ จนบางวันก็ตื่นไปเรียนไม่ไหว

พอจะสอบกันทีก็ต้องปิดห้องติวกัน หรือถ้าใครสอบตกก็ต้องมาช่วยนั่งทำงานเสริม แต่ผมก็ชอบบรรยากาศอย่างนี้นะ อบอุ่นดี เพราะพวกเราต่างก็หวังว่ารุ่นแรกจะจบพร้อมกันทุกคน มีอะไรก็เลยช่วยเหลือกันเต็มที่

ด้วยความที่เอเชี่ยนยูเด็กยังน้อยมาก แจกทุนก็เยอะ แถมเจ้าของยังเป็นคนมัธยัสถ์ด้วย สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ จึงไม่ค่อยพร้อมเท่าไหร่ เช่นห้องน้ำไม่มีเครื่องทำน้ำอุ่น อุปกรณ์ในห้องแล็บมีน้อยเกินไป สปอร์ตคลับไม่ติดแอร์ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จึงตกเป็นเป้าให้นักศึกษาได้ตำหนิเป็นประจำ โดยเฉพาะนักศึกษาที่พ่อแม่ต้องจ่ายตังค์มาเรียนเอง

อยู่มาวันหนึ่ง ที่ห้องทานข้าวชั้นหนึ่งหอพักชาย ไก่กับโอก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์มหาวิทยาลัยกันอย่างถึงพริกถึงขิง ด้วยหัวข้อเดิมๆ ว่าด้วยสิ่งต่างๆ ที่เอชียนยูควรจะมีให้สมฐานะมหาวิทยาลัยค่าเทอมสี่แสน

ผมเองก็เบื่อที่ต้องมานั่งฟังเพื่อนบ่นอยู่เหมือนกัน เพราะบ่นเสร็จแล้วก็ไม่เห็นทำอะไร แต่ก็ทนฟังไปโดยไม่ได้โต้เถียงอะไรมากนัก…

จนถึงประโยคหนึ่งที่โอพูดออกมาว่า “ที่กูบ่นอย่างนี้ เพราะเสียดายเงินพ่อแม่เว้ย”

ผมเลยสวนกลับทันทีว่า “ถ้าเสียดายเงินพ่อแม่ ก็ตั้งใจเรียนสิวะ”

โอหยุดชะงัก

ผมพูดต่ออีกว่า “แยกให้ออกสิว่าอันไหนแก่น อันไหนเปลือก”

ผมจำเหตุการณ์ต่อจากนั้นได้ไม่ชัด แต่ที่แน่ๆ โอกับไก่หยุดวิจารณ์มหาลัย เพราะแม้สิ่งที่ผมพูดมันจะดูแรง แต่มันก็รู้ว่าเป็นเรื่องจริง

เพราะคาบแรกเมื่อเช้านี้มันก็ไม่ได้ไปเรียน

—–

หากมองไปรอบๆ ตัว เราจะเห็นการแก้ปัญหาที่เปลือกอยู่ไม่น้อย

เราเซ็นเซอร์ปืนในทีวี แต่เราไม่เคยเห็นละครเรื่องไหนที่พระเอกข่มขืนนางเอกแล้วจะโดนตำรวจจับด้วยข้อหากระทำชำเรา

เราเรียกร้องให้ประชาชนทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน แต่เราก็ยังยอมจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ยะหรือใช้เส้นสายเพื่อให้ลูกได้เข้าโรงเรียนที่เราหมายมั่นปั้นมือ

เราอยากจะใช้เวลาทุกนาทีให้มีค่า แต่พอว่างเมื่อไหร่เราก็ก้มดูมือถือ

คนเราชอบแก้ปัญหาที่เปลือกเพราะว่ามัน “ง่ายดี” และ “ไม่ต้องคิดเยอะ”

ไม่ผิดครับ อย่างน้อยก็อาจจะดีกว่าไม่ทำอะไรเลย

ผมห่วงแค่เพียงอย่างเดียว

ว่าถ้าเรามัวใส่ใจแต่เรื่องเปลือก จนไปสำคัญผิดว่ามันเป็นแก่นแล้วล่ะก็

เราอาจจะไม่มีวันได้สิ่งที่เราต้องการเลยก็ได้

—–
ขอบคุณรูปภาพจาก Wikipedia 

จ้าง 500 เล่น 5,000

20150530_500_5000

จงสร้างนิสัย จ้าง 500 แต่เล่น 5,000 แล้วจะมีคนจ้างคุณ 50,000

– บอย วิสูตร แสงอรุณเลิศ

—–

คำว่าจ้าง 500 เล่นซะ 5000 นี่ถือเป็นคำแซวคนที่ทำอะไรโอเว่อร์เกินไป

แต่คุณบอย วิสูตร แสงอรุณเ ผู้เขียนหนังสือ Bestseller หลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น “งานไม่ประจำทำเงินกว่า” หรือ “อิสระเราราคาเท่าไหร่” สามารถพลิกมุมมองให้เป็นประโยคชวนคิดได้

ชวนให้นึกถึงเพลง “สุดสุดไปเลย” ของนูโว

ไม่มีบ่น ไม่ทำเป็นเหมือนคนงอแง
ไม่มีแต่ ไม่มัวแต่นั่งทำสงสัย
ไม่ลังเล ใส่เกียร์เดินหน้าลุยมันเข้าไป
ถ้าหากต้องการได้สิ่งไหน ลุยไปไม่ต้องยั้ง

ชีวิตการทำงานก็เช่นกัน เขาจ้างจะจ้างเรามาด้วยเงินกี่มากน้อยก็แล้วแต่ เมื่อเราตัดสินใจรับข้อเสนอแล้ว ก็ควรจะซื่อตรงกับวิชาชีพของตัวเอง

ถ้ามัวคิดแต่คิดว่า เจ้านายลำเอียง ให้เงินเดือนเราน้อยกว่าคนอื่น ก็มีแนวโน้มที่เราจะทำงานในแต่ละวันด้วย “เกียร์หนึ่ง” เป็นเพียงรถหวานเย็นฉิ่งฉับ ถึงก็ช่าง ไม่ถึงก็ช่าง

ในทางกลับกัน ถ้าเราไม่ไปสนใจว่ารายได้ของเราจะมากหรือน้อยกว่าเพื่อนร่วมงาน หรือ ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดแค่ไหน

แต่สนใจเพียงแค่ว่า แต่ละวันเราได้ใช้ “เกียร์สี่” และได้ลงมือสุดฝีมือแล้วหรือยัง

ไม่มีบ่น ไม่เป็นคนงอแง ไม่มัวแต่มานั่งสงสัย

ความสามารถของเราก็จะพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ

จนวันหนึ่งงานและเงินเดือนที่เหมาะสมก็จะวิ่งเข้ามาหาเราเอง

ผมเชื่ออย่างนั้นครับ

ตอนเลิกกัน ใครเจ็บกว่า?

20150529_BreakUpWhoHurtsMore

ผมอ่านเจอเรื่องนี้ใน Quora และ “ตัดเก็บ” เอาไว้นานแล้ว

วันนี้วันศุกร์สบายๆ เลยอยากเอามาแชร์ให้ฟังนะครับ

คำถามก็คือ Who is affected more by a breakup, the boy or the girl?

เวลาเลิกกัน ฝ่ายหญิงหรือฝ่ายชายที่ได้รับผลกระทบมากกว่ากัน?

คำตอบที่ได้รับโหวตอย่างท่วมท้นที่สุดมาจาก Shivam Mishra ครับ

Ever seen two kids playing with a rubber band? Two innocent kids holding on to a rubber band and both stretching it.

Do you know who gets hurt when the rubber band breaks or if someone lets go?

The person holding on to it…

เคยเห็นเด็กสองคนเล่นหนังยางกันมั้ย? เด็กไร้เดียงสาที่ต่างเกี่ยวหนังยางเอาไว้คนละด้าน และดึงหนังยางให้ห่างออกจากกัน

รู้มั้ยว่าเวลาที่หนังยางมันขาด หรือเวลาที่คนใดคนหนึ่งปล่อยหนังยาง ใครกันที่เจ็บตัว?

คนที่ไม่ยอมปล่อยหนังยางไง

คนทำงานดึก 8 ประเภท

20150528_LateNightWorkers

คนทำงานดึก 8 ประเภท

เชื่อว่าทุกคนที่ทำงานในบริษัทจะมีเพื่อนร่วมงานบางคนที่ชอบอยู่ออฟฟิศจนดึกจนดื่นเป็นประจำ

เท่าที่ผมสังเกตดู สามารถจำแนกแจกแจงคนที่ชอบทำงานจนดึกจนดื่นออกมาได้ 8 ประเภท โดยที่บางคนอาจจะอยู่ได้มากกว่าหนึ่งกลุ่ม

ถ้าคุณรู้จักใครที่ทำงานดึก (ซึ่งอาจจะรวมถึงตัวคุณเองด้วย) ลองดูนะครับว่าเขาอยู่ในกลุ่มที่กล่าวมาหรือเปล่า

1. พวกมนุษย์ค้างคาวโดยธรรมชาติ
กลุ่มนี้เราจะเห็นได้เฉพาะในองค์กรที่ไม่ต้องตอกบัตรเข้างาน หรือเป็นเจ้าของกิจการซะเอง เป็นพวกไม่ชอบตื่นเช้า (ซัก 8 โมงนี่ถือว่าเช้าสำหรับเขาแล้ว) เข้างานสิบโมงหรือสิบโมงครึ่ง แล้วก็ทำงานไปจนถึงสองสามทุ่ม กลับบ้านแล้วก็ยังมีชีวิตช่วงกลางคืนต่อไปจนถึงตีหนึ่งหรือตีสองถึงจะเข้านอน

2. พวกติดกับดักงานเร่งด่วน
คนกลุ่มนี้คือคนที่ใช้ชีวิตเหมือนมีไฟลนก้นตลอดเวลา พรุ่งนี้ต้องไปนำเสนองานกับลูกค้าแล้วแต่ยังไม่ได้เริ่มทำสไลด์เลยซักหน้า ก็เลยต้องอยู่ทำงานจนดึกจนดื่น และงานชิ้นอื่นๆ ที่อยู่ในคิวก็จะรวนไปด้วย เพราะจะ “ไม่มีเวลาทำ” จนกว่ามันจะจวนตัวจริงๆ

คนเหล่านี้มักจะเหนื่อยหนักและสุขภาพไม่ค่อยดีเพราะนอนไม่ค่อยพอ ดื่มกาแฟจัด และกินข้าวดึก

3. พวกตอนกลางวันงานไม่ค่อยเดิน
ที่งานไม่เดินอาจจะเพราะความจำเป็นเช่นมีประชุมเยอะ หรือระหว่างวันต้องช่วยเหลือคนอื่นจนต้องเก็บงานของตัวเองมาทำตอนที่เพื่อนร่วมงานกลับบ้านไปหมดแล้ว

หรืออีกประเภทหนึ่งคืองานไม่ค่อยเดินเพราะระหว่างวันมัวแต่เมาธ์หรือเล่นเน็ตซะเพลิน รู้ตัวอีกทีก็สี่ห้าโมงเย็นแล้ว เลยต้องอยู่ปั่นงานให้เสร็จ

4. พวกทุ่มเท
มาทำงานเช้าตรู่ และกลับเป็นคนเกือบสุดท้าย ผมเรียกคนเหล่านี้ว่าซุปเปอร์แมน ทำงานเสร็จเยอะและมีแต่คนเข้ามาขอความช่วยเหลือ จนกลายเป็นขวัญใจของเพื่อนร่วมงานทุกคน

5. พวกอยากให้เจ้านายเห็นว่าทุ่มเท
พวกนี้จะไม่ขยันเท่าไหร่หรอก ตอนเย็นอาจจะไปหาอะไรกินหรือทำกิจกรรมสันทนาการจนถึงทุ่มกว่าๆ แล้วค่อยมาทำงานต่ออีกหน่อย อาจมีส่งเมล์ตอนดึกๆ บ้าง โดยแอบหวังลึกๆ ว่าเจ้านายจะเห็นว่าเราทำงานดึกแค่ไหน

ทำอย่างนี้ก็เป็นดาบสองคม เพราะเจ้านายอาจจะมองว่าที่ต้องทำงานดึกเพราะระหว่างวันไม่ค่อยทำงาน หรือจัดการเวลาไม่ดีก็ได้ หรือร้ายไปกว่านั้นเจ้านายเค้าฉลาดพอที่จะมองออกว่าเราแกล้งทำเป็นทำงานดึกไปอย่างนั้นเอง

6. พวกต้องทำงานกับฝรั่ง
ถ้าต้องทำงานกับบริษัทที่ “truly international ” การทำงานกับเพื่อนร่วมงานที่ยุโรปหรืออเมริกาอาจจะเป็นสิ่งที่เลี่ยงได้ยาก เวลานัดประชุมกัน กว่าเพื่อนร่วมงานที่นิวยอร์คจะถึงออฟฟิศ ที่บ้านเราก็สองทุ่มเข้าไปแล้ว

ปัญหานี้บรรเทาได้ด้วยการผลัดกันอยู่ดึก เช่นเดือนนี้เรายอมประชุมตอนสองทุ่มบ้านเรา-แปดโมงบ้านเค้า ส่วนเดือนหน้าก็ประชุมแปดโมงบ้านเรา สองทุ่มบ้านเค้า หรืออีกวิธีที่นิยมใช้กันคือประชุมที่บ้านครับ เพราะส่วนใหญ่ก็ใช้วิธีประชุมผ่านโทรศัพท์ที่เรียกว่า teleconference อยู่แล้ว

7. พวกติดร่างแหวัฒนธรรมองค์กร
องค์กรบางแห่งต้องทำงานดึกเป็นประจำ อย่างพวกเอเจนซี่โฆษณานี่ปั่นงานกันเลยเที่ยงคืนเป็นว่าเล่น

ถึงงานเราจะเสร็จแล้ว แต่ถ้าเพื่อนอยู่ดึก แถมหัวหน้าก็อยู่ดึก หากเรากลับเร็วก็อาจจะกลายเป็นแกะดำได้

8. พวกไม่มีชีวิตนอกที่ทำงาน
กลุ่มนี้อาจจะเป็นกลุ่ม “ผู้หญิงเก่ง” (ทำไมเราไม่มีคำว่า “ผู้ชายเก่ง”?) ที่ทำแต่งาน จนงานกลายมาเป็นอัตลักษณ์และเป็นตัวชี้วัดหลักสำหรับความสำเร็จหรือความสุขของเขา กลุ่มนี้จะน่าเห็นใจตรงที่ “ไม่มีอะไรให้ทำนอกจากงาน” หรือ “ไม่รู้จะกลับบ้านเร็วไปทำอะไร” เพราะไม่มีแฟน ไม่มีงานอดิเรก ไม่ค่อยได้เจอเพื่อน ก็เลยเอาเวลาและความสนใจมาลงกับงานอย่างเดียว กลุ่มนี้ดูไม่ยากเพราะหายใจเข้าออกเป็นเรื่องงาน ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหนหรือเป็นวันอะไรของสัปดาห์

—–

ถ้าใครติดกับการทำงานดึกแล้วอยากจะออกจากวงจรนี้ ผมก็มีข้อเสนอมาให้พิจารณานะครับ

– ในกรณีที่ทีมอยู่ดึก อาจจะต้องเลิกแคร์สายตาคนอื่นบ้าง เดินเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อให้เขาเข้าใจในความต้องการ/ความจำเป็นของเรา ในขณะเดียวกันเราก็ต้องแสดงฝีมือให้เขาเห็นว่า ถึงเราจะกลับบ้านเร็วแต่ประสิทธิภาพและประสิทธิผลเรานั้นยังเท่าเดิมหรือดีกว่าเดิมด้วยซ้ำ

– ในกรณีที่คุยกับหัวหน้าแล้วเขาไม่ยอมให้เราเปลี่ยน อาจต้องลองหาทางย้ายทีมหรือย้ายองค์กร

– ในกรณีที่ตอนกลางวันงานไม่ค่อยเดิน หรือติดกับดักงานเร่งด่วนตลอดเวลา ขอให้ลองใส่ใจกับงานที่ “สำคัญแต่ไม่เร่งด่วน” ให้มากขึ้น เพราะมันจะทำให้เราป้องกันเรื่องเร่งด่วนได้ไม่น้อย

– ในกรณีที่ “งานเป็นสิ่งเดียวที่ฉันมี” ก็ลองหาสิ่งอื่นทำดูบ้าง เช่นไปลงเรียนโยคะ เข้าคอรส์ฟิตเนส เข้ากลุ่ม Meetup หรือนัดเจอเพื่อน ผมว่านี่เป็นสิ่งสำคัญเพราะมันจะทำให้ชีวิตเรามีมิติ และมีสุขภาพดีขึ้นทั้งกายและใจครับ

เคยพูดไปแล้วแต่ขอพูดอีกครั้ง:

Nobody on their deathbed wished they had spent more time at the office – ในช่วงนาทีสุดท้ายของชีวิต ไม่มีใครบ่นหรอกนะว่า “แหม ฉันน่าจะใช้เวลาที่ออฟฟิศให้มากกว่านี้ซักหน่อย

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 เรื่องราวที่อาจจะช่วยให้คุณได้มองโลกในมุมใหม่ๆ ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

เสรีทัศนะ

20150527_FreeSpeech

What this country needs is more free speech worth listening to.

สิ่งที่ประเทศนี้ต้องการคือทัศนะเสรีที่ควรค่าแก่การฟัง

– Hansell B. Duckett

—–

แม้บ้านเมืองเราจะอยู่ภายใต้ระบอบการปกครองที่(ยัง) ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่ผมว่าคนไทยเราเองมีเสรีภาพในการแสดงออกมากกว่ายุคก่อนๆ เสียอีก

เหตุผลหลักคือสื่อกลางที่เปลี่ยนไป แต่ก่อนเวลาเราจะบ่น (หรือพ่น) เรื่องอะไรออกมา คนที่ได้ฟังก็คือคนที่นั่งอยู่ข้างๆ หรือคนที่เราคุยโทรศัพท์ด้วยไม่กี่คน

แต่ในยุคที่เกือบทุกคนใช้เฟซบุ๊ค ไม่ว่าเราจะพิมพ์อะไรลงใน status update ก็จะมีคนเห็นเป็นสิบ เป็นร้อย หรือเป็นพันคน

แม้สิ่งที่เราเขียนบ่นจะอยู่ใน “พื้นที่ส่วนตัว” ของเรา แต่เมื่อมันไปโผล่ใน News Feed ของคนอื่น เส้นคั่นระหว่างพื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะจึงไม่มีอีกต่อไป

ดังนั้น ถ้าผมเจอความคิดเห็นชนิดดุเดือดเข้มข้นของเพื่อนบางคนโผล่เข้ามาใน News feed ของผมบ่อยๆ ผมอาจจำเป็นต้องตั้งค่าเฟซบุ๊คเสียใหม่ให้มันไม่แสดงอัพเดตของเพื่อนคนนั้น

ยังรักเพื่อนเหมือนเดิมนะ และพร้อมรับฟังความเห็นที่แตกต่างด้วย แต่บางถ้อยคำอ่านแล้วมันนำพาความไม่สบายใจมาให้ เป็นมลภาวะทางสายตาและอารมณ์ จึงต้องลุกขึ้นมาปกป้อง “พื้นที่ส่วนตัว” ของผมเองบ้างเช่นกัน

สนับสนุนให้ทุกคนมีเสรีภาพในการแสดงออกทางความคิดครับ แต่ก็แอบหวังว่าพวกเราจะใช้เสรีภาพนั้นด้วยความรอบคอบ ความรับผิดชอบ และความเคารพซึ่งกันและกันครับ

เป็นตัวของตัวเองเถอะ

20150510_SeksanEnemy

อย่างเรื่องสายตาผู้อื่น เอาเข้าจริง ๆ แล้วจะมีใครซีเรียสกับเรากี่คน เขาอาจจะมองเราแค่ผ่าน ๆ จากนั้นก็ลืม แล้วทำไมจึงต้องปล่อยให้มันมีผลต่อการใช้ชีวิตของเราทั้งวัน ทั้งเดือน หรือกระทั่งทั้งชีวิต

เท่าที่ผมสังเกตโลกมาบ้าง พบว่าคนเราเอาใจใส่กันน้อยนิดเต็มที โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

ฉะนี้ ความเป็นตัวของตัวเอง คงไม่แพงอย่างที่คิดเสมอไป

– เสกสรรค์ ประเสริฐกุล

—–

สมัยผมเรียนม.ปลายอยู่ที่นิวซีแลนด์ เวลาจะไปไหนก็มักจะเดินหรือไม่ก็ใช้จักรยาน ซึ่งเพียงพอสำหรับเมืองเล็กๆ อย่างเทมูก้า (Temuka) ที่มีประชากรเพียง 4,000 คน (น้อยกว่าจำนวนคนในตึกอื้อจื่อเหลียงที่ผมทำงานซะอีก)

และการปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนในวันหนึ่ง ก็ได้ให้บทสรุปกับผมที่คล้ายคลึงกับประโยคของคุณเสกสรรค์ข้างต้น

ถ้าจำไม่ผิดวันนั้นผมน่าจะปั่นจักรยานไปบ้านเพื่อนชื่อสมบูรณ์ ซึ่งใช้เวลาปั่นไม่เกิน 15 นาทีก็ถึง

วันนั้นแดดไม่ออก เห็นได้ชัดว่ามีลมพอสมควร ผมถามตัวเองว่าจะใส่เสื้อไปกี่ชั้นดี และจะใส่ถุงมือกับหมวกไหมพรมไปดีมั้ย

ผมตัดสินใจใส่เสื้อแค่สองชั้น ได้แก่เสื้อยืดและเสื้อไหมพรม cotton wool และไม่ได้ใส่ถุงมือหรือหมวกไป

เหตุผลง่ายๆ ก็คือ ตอนนั้นมันยังไม่เข้าหน้าหนาว ถ้าผมใส่เสื้อผ้าไปสามสี่ชั้น แล้วใส่หมวกไหมพรม ใส่ถุงมือซะ “เต็มยศ” มันจะดูไม่อ่อนแอ ไม่ cool สุดๆ

ผมจำได้แม่นเลยว่าตอนนั้นผมกำลังปั่นได้ครึ่งทางอยู่บนถนน Richard Pearse Drive ลมเย็นพัดมาทีก็หนาวเข้ากระดูกเพราะเสื้อมันไม่ได้กันลม แถมมือกับหูก็เย็นจนเจ็บจนชาไปหมด ผมปั่นจักรยานสั่นงั่กๆ มองมือที่กำแฮนด์จักรยานไว้แน่น แล้วก็บ่นกับตัวเองซ้ำๆ ว่า “กูไม่น่าเลย”

แล้วผมก็คิดได้ว่า มันเป็นเรื่องที่ไร้สาระมากที่ต้องมาทรมานกับความหนาว เพียงเพราะกลัวว่าคนอื่นจะมองเราอย่างดูถูก

นับจากวันนั้นเป็นต้นมา ผมถือคติเลยว่า ไม่เท่ไม่เป็นไร ขอให้อุ่นไว้ก่อน

เพราะเอาเข้าจริง ใครจะไปสนใจว่าเราใส่เสื้อผ้าอะไรบ้าง ขนาดเราเองยังจำคนอื่นไม่ได้เลย

—–

“โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น”

อาจจะด้วยประโยคนี้ ทำให้ผมไม่ค่อยจะเถียงหรือสู้รบปรบมือกับใคร รวมถึงขี้เกียจที่จะแก้ต่างเรื่องบางเรื่องที่คนเข้าใจผิดด้วย เพราะรู้ว่าพูดไปก็เท่านั้น คนที่เขามองเราในแง่ลบ ต่อให้เรายกเหตุผลหรือหลักฐานอะไรมา เขาก็ยังพร้อมจะมองเราในแง่ลบอยู่ดี

แล้วเอาเข้าจริงๆ สิ่งที่คนเหล่านั้นคิดหรือพูด ก็แทบไม่ได้ให้คุณให้โทษอะไรกับเราเลย

ยิ่งสมัยนี้ที่ทุกอย่างมาไวไปไว พรุ่งนี้มะรืนนี้เขาก็ลืมเรื่องของเราและไปเมาธ์เรื่องคนอื่นแล้ว

ถ้าเราสามารถจะปล่อยวางความต้องการที่จะดูดีในสายตาคนอื่น และสนใจความรู้สึก-ความต้องการของตัวเองและคนใกล้ชิดให้มากขึ้น

ผมว่าชีวิตเราจะเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊คฟรี

หากท่านใดสนใจหนังสือ eBook “เกิดใหม่” ซึ่งรวบรวม 17 บทความเกี่ยวกับธรรมะใกล้ตัว ใช้ภาษาวัยรุ่น ไม่ต้องปีนกะไดอ่าน ขอเชิญได้ที่นี่เลยครับ

20150316_RebornCover

7 สิ่งที่คุณจะได้จากการไปเที่ยวต่างแดน

20150525_7ThingsFromTraveling

หากคุณได้อ่านยูโรมโนสาเร่ของผมทั้ง 14 ตอน คงพอจะรู้ว่าผมเพิ่งไปเที่ยวยุโรปมา

ผมเชื่อว่า การไปเที่ยวต่างประเทศ นอกจากได้พักผ่อนและได้ไปเยือนสถานที่ที่เราอยากไปแล้ว ยังมีผลพลอยได้อีกหลายข้อ จึงขอรวบรวมเท่าที่คิดได้มาไว้ ณ ตรงนี้นะครับ

1. ได้ฝึกการวางแผน
การเตรียมตัวไปเที่ยวนี่ต้องใช้พลังงานเยอะมากนะครับ เผลอๆ เยอะกว่าตอนทำงานอีก เพราะมันมีหลายปัจจัยที่ต้องจัดระเบียบให้สอดคล้องกัน เช่นต้องรู้ก่อนว่าอยากจะเที่ยวที่ไหน จากนั้นก็ต้องเช็คกับสถานฑูตประเทศนั้นๆ ก่อนว่าจำเป็นต้องใช้เอกสารอะไรบ้างในการขอวีซ่า (บางประเทศอย่างอังกฤษบอกว่าไม่ควรจองตั๋วเครื่องบินก่อน แต่ประเทศอย่างสวิตเซอร์แลนด์ต้องมีเอกสารละเอียดขนาดที่ว่าแต่ละคืนจะอยู่ที่ไหนเลยทีเดียว) จากนั้นก็ต้องจองที่พัก (ผมใช้บริการ airbnb.com นะครับ ใครไม่เคยลองขอแนะนำ!) จองตั๋วรถไฟระหว่างเมือง หรือจองรถยนต์ ต้องไปทำใบขับขี่อินเตอร์ ต้องเผื่อเวลาทำวีซ่า ต้องแลกเงินเตรียมไว้ ต้องจัดกระเป๋าเดินทาง (แฟนผมเก่งมาก เราไปเที่ยวกัน 18 วัน จัดกระเป๋าแค่ใบเดียว น้ำหนัก 18 กิโลเท่านั้น)

2. ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า
ต่อให้วางแผนมาดีแค่ไหน ก็จะมีหลายเรื่องที่ไม่เป็นไปตามแผนเสมอ เช่นการเที่ยวบางที่ใช้เวลามากกว่าที่คิด หรือสภาพอากาศไม่เป็นดั่งใจ หรือคนร่วมทางไม่สบาย ซึ่งปัญหาเหล่านี้จะนำพาความเครียดมาให้ แต่ขณะเดียวกันมันก็ทำให้ทริปนั้นสนุกและน่าจดจำ

3. ได้เห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในเรื่องธรรมดา
ผมว่านี่อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ผมชอบไปเดินทางต่างถิ่น เพราะมันทำให้เราก้าวออกจากความเคยชินเดิมๆ และได้เรียนรู้ว่า มันมีมากกว่าหนึ่งวิธีนะเฟ้ย

ขอยกตัวอย่างเรื่องที่บ้านเขากับบ้านเราก็มีเหมือนกัน แต่ใช้วิธีการต่างกันนะครับ

3.1 การตรวจกระเป๋าที่สนามบิน – ที่เมืองไทยเราต้องเอากระเป๋าที่เราจะถือขึ้นเครื่องเข้าเครื่องเอ๊กซ์เรย์ก่อน แล้วจึงค่อยเดินผ่านตรวจคนเข้าเมืองแล้วเดินไปที่ประตูขึ้นเครื่อง (Gate) ด้วยขั้นตอนแบบนี้ทำให้เราต้องทิ้งน้ำไปทั้งขวด (แล้วมาเสียเงิน ซื้อน้ำแพงๆ ด้านในแทน) แต่ที่สนามบินปราก เขาเอาเครื่องเอ๊กซ์เรย์มาไว้ที่ประตูขึ้นเครื่องเลย

3.2 การติดราคาหนังสือ – ราคาหนังสือในเมืองไทยจะพิมพ์ไว้บนปกหน้าหรือปกหลัง ราคาหนังสือในปราก จะใช้ดินสอเขียนเอาไว้บนหน้าสุดท้ายของเล่มนั้นๆ

3.3 การเดินทาง – เมืองไทยใช้วิธีตรวจตั๋วก่อนแล้วถึงจะขึ้นรถบัส/รถไฟฟ้าได้ ที่สวิตเซอร์แลนด์ซื้อตั๋วแล้วขึ้นได้เลย และนานๆ ทีถึงจะมีพนักงานตรวจตั๋วขึ้นมาบนรถเพื่อตรวจและปรับคนที่ไม่ได้ซื้อตั๋ว

3.4 การแม็กกระดาษ – ที่เมืองไทยเราจะเย็บแม็กเป็นแนวเฉียงเหมือนเป็นรูปสามเหลี่ยมกับมุมกระดาษ ที่ฝรั่งเศษจะเย็บแม็กเป็นแนวนอนขนานกับเส้นขอบกระดาษ

4. ได้เล่นมือถือน้อยลง
เวลาไปเที่ยวผมมักไม่ได้ซื้อ sim card ของที่นั้นๆ ทำให้เวลาออกนอกบ้านจะใช้มือถือไว้สำหรับถ่ายรูปและไว้ดูแผนที่ Google Maps ที่เซฟ Offline Map มาไว้แล้วเท่านั้น

พอก้มมองมือถือน้อยลง ก็เลยได้เงยหน้ามองสิ่งรอบๆ ตัวมากขึ้น ได้อยู่กับปัจจุบันมากขึ้น ได้คุยกับคนที่นั่งใกล้ๆ เรามากขึ้น

5. ได้มีเวลาอยู่กับตัวเอง
ช่วงท่องเที่ยวเราจะมีเวลาว่างสองสามชั่วโมงติดต่อกัน ทั้งช่วงที่นั่งรอเครื่องบิน และช่วงที่เดินทางในรถไฟหรือรถบัส ยิ่งถ้าเราไม่มีมือถือให้เล่นด้วยแล้ว เราจะมีเวลาได้ครุ่นคิดสิ่งที่เราไม่เคยมีเวลาได้คิด และได้มีเวลาทำความเข้าใจกับหลายๆ สิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทางในครั้งนี้

6. ได้รู้จักเพื่อนใหม่
ตอนที่ผมไปพักที่แมนเชสเตอร์ ผมได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่งที่น่าสนใจมาก เธอชื่อแคริสติโอน่า เป็นแม่ของเจ้าของบ้านที่ผมไปพักด้วย แคริสตี้ (ชื่อเล่นของแคริสติโอน่า) เป็นชาวอังกฤษที่มีเชื้อสายสก๊อตทิชและแอฟริกัน อายุของเธอน่าจะราวๆ 50 นิดๆ ตอนที่ผมไปนั้น แคริสตี้เพิ่งกลับมาจากการเที่ยวแบบ backpack ที่อินเดียคนเดียวนาน 6 เดือน เขาบอกว่าตอนนี้เขาไม่มีบ้านแล้ว แต่กลับมาอังกฤษเพื่อมาทำงานเก็บเงิน แล้วเดือนสิงหาคมก็จะออกเดินทางอีก (คราวนี้อาจจะไปเนปาล)

นอกจากจะเป็นนักเดินทางตัวยงแล้ว เธอยังรู้จักวิธีการใช้พลังเรกิบำบัดอีกด้วย เธอเรียนศาสตร์นี้มา 18 ปีแล้ว และเก่งถึงขั้นเป็นเรกิมาสเตอร์ คือสอนคนอื่นได้ด้วย เสียดายที่ผมมีเวลาน้อยไปนิดไม่อย่างนั้นคงจะขอเรียนเรกิขั้นพื้นฐานไปแล้ว!

7. ได้เห็นคุณค่าของเมืองไทยมากขึ้น
ผมว่าคนที่เคยไปอยู่เมืองนอกนานๆ หลายคน จะมีข้อสรุปหนึ่งที่คล้ายๆ กันคือ “เมืองไทยนี่โคตรเจ๋งเลย” คนที่ไปเที่ยวเมืองนอกนี่อย่างน้อยๆ ต้องคิดถึงอาหารไทย เพราะมันหลากหลายและไม่เลี่ยนเหมือนอาหารฝรั่ง แต่เมืองไทยมีอะไรมากกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องข้าวของที่ราคาไม่แพง ร้านค้าเปิดทุกวันไม่เว้นวันเสาร์อาทิตย์ อากาศอาจจะร้อนบ้างแต่ก็ยังดีกว่าหนาวจนไม่อยากอาบน้ำ ฯลฯ

คนไทยหลายคนอยากไปเที่ยวญี่ปุ่นกับสวิตเซอร์แลนด์ แต่เชื่อมั้ยครับว่าคนสวิสกับคนญี่ปุ่นก็ชอบเมืองไทยมากๆ เช่นกัน อย่างที่สวิตเซอร์แลนด์นี่ต่อให้ประเทศเขาจะสวยแค่ไหน เขาก็ไม่มีทะเล (ลองดูในแผนที่ได้) เคยมีคนสวิสคนนึงที่ผมรู้จักแปะรูปภาพชายหาดของเมืองไทยไว้ในห้องนอนของเขาด้วยซ้ำ

—–

ผมเชื่อว่าการเดินทางที่ดีคือการเดินทางที่บังคับให้เราก้าวออกจากโลกเดิมๆ และความเคยชินเดิมๆ เพราะมันจะทำให้เราได้เติบโต

ผมจึงขอจบบทความนี้ด้วยคำพูดประโยคหนึ่งในหนังเรื่อง The Curious Case of Benjamin Button ครับ

“It’s a funny thing coming home. Nothing changes. Everything looks the same, feels the same, even smells the same. You realize what’s changed, is you.”

“การได้กลับบ้านเป็นเรื่องแปลกดีเหมือนกัน ไม่มีอะไรเปลี่ยนไปเลย ทุกอย่างดูเหมือนเดิม ความรู้สึกก็เหมือนเดิม แม้กระทั่งกลิ่นก็ยังกลิ่นเดิม แล้วคุณจึงได้ตระหนักว่า สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไปก็คือตัวคุณเอง”

กว่าจะสำเร็จ

20150524_MessiOvernightSuccess

It took me 17 years & 114 days to become an overnight success

ผมใช้เวลาไป 17 ปีกับอีก 114 วันที่ก่อนจะได้เป็นผู้ประสบความสำเร็จชั่วข้ามคืน

– Lionel Messi

—–

ผู้ชายที่ดูบอลทุกคนจะรู้ว่านักบอลที่เก่งที่สุดในโลกในปัจจุบันมีสองคนคือเมสซี่แห่งบาร์เซโลน่า กับคริสเตียโน โรนัลโดแห่งเรียลมาดริด

ผมว่าเผลอๆ สองคนนี้อาจจะเป็นนักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลเท่าที่โลกนี้เคยมีมาด้วยซ้ำ ต่อให้เทียบกับเปเล่หรือมาราโดน่าก็เถอะ

ส่วนตัวผมจะแอบเชียร์โรนัลโดมากกว่าหน่อย เพราะเป็นเด็กเก่าแมนยูฯ และดูเขาเป็นนักเตะที่ครบเครื่องมากกว่า

แต่ขณะเดียวกัน เมสซี่เหมือนได้รับพรพิเศษจากพระเจ้า ถ้าบอลอยู่ในเท้าเขาแล้ว อะไรๆ ก็อาจเกิดขึ้นได้

แน่นอน นักฟุตบอลระดับโลกนั้นล้วนแต่มีพรสวรรค์ด้วยกันทั้งนั้น แต่สิ่งที่โลกไม่ค่อยได้เห็นคือพวกเขาต้องฝึกหนักแค่ไหนก่อนจะมาถึงจุดนี้

ฟิล เนวิล อดีตแบ๊คซ้ายของแมนยู เคยให้สัมภาษณ์ว่าโรนัลโด้คือนักเตะที่ขยันซ้อมที่สุดเท่าที่เขาเคยเจอ ซ้อมกับทีมวันละสองชั่วโมงเสร็จแล้วยังไปเล่นเวทต่ออีก 3-4 ชั่วโมงทุกวัน

ผมเคยอ่านเรื่องของเดวิด เบ็คแฮม ว่าสมัยที่อยู่แมนยูฯ พอหลังจากซ้อมทีมเสร็จ เพื่อนร่วมทีมกลับบ้านกันไปหมดแล้ว เบ็คแฮมจะอยู่ซ้อมปั่นฟรีคิกต่อคนเดียว จนกว่าโค้ชจะมาลากตัวออกจากสนามเพราะห่วงว่าจะล้าเกินไป

เราเห็นนักฟุตบอลโชว์ลีลาในสนามสัปดาห์ละชั่วโมงครึ่ง แต่กว่าจะมายืนอยู่ในสนามในแต่ละครั้งได้ เขาต้องอย่างหนักซ้อมถึงสัปดาห์ละ 20 ชั่วโมง และกว่าจะได้มาเล่นในสโมสรระดับโลกอย่างแมนยูฯ นั้น เขาต้องใช้เวลาอยู่กับลูกบอลมาไม่รู้ตั้งเท่าไหร่

คนที่เป็น “ตัวจริง” ในวงการ ไม่ว่าจะมีพรสวรรค์แค่ไหน ก็ล้วนลงแรงมากกว่าคนทั่วไปกันทั้งนั้น

กว่าเป็นสตีฟ จ๊อบส์พูดเปิดตัวไอโฟนให้โลกตะลึง
กว่าโน๊ส อุดมจะสามารถทำเดี่ยวไมโครโฟนให้คนติดใจ
หรือกว่าเบิร์ด ธงไชยจะร้องเพลงและเต้นรำในคอนเสิร์ตอย่างเป็นธรรมชาติ

ผมเชื่อว่าเขาใช้เวลาไปหลายสิบหลายร้อยชั่วโมงไปกับการเตรียมตัวก่อนขึ้นเวที

เพราะความเป็นเลิศไม่มีทางลัดครับ

—–

ผมขอจบตอนนี้ด้วยนิทานเรื่องปิกัสโซ่นะครับ

พาโบล ปิกัสโซ่ (Pablo Picasso) คือศิลปินระดับอัจฉริยะคนหนึ่งของโลก

วันหนึ่งขณะไปเดินตลาด ผู้หญิงคนหนึ่งจำปิกัสโซ่ได้ จึงยื่นกระดาษแผ่นหนึ่งให้ปิกัสโซ่แล้วบอกว่า

“ฉันเป็นแฟนตัวยงของคุณมานานแล้ว ช่วยวาดภาพให้ซักภาพเป็นที่ระลึกได้มั้ยคะ?”

ปิกัสโซ่ยิ้มและสเก็ตช์ภาพลงในกระดาษแผ่นนั้นแต่โดยดี ก่อนจะยื่นกระดาษกลับมาแล้วเอ่ยว่า “ชิ้นนี้ 1 ล้านดอลล่าร์ครับ”

“แพงไปป่ะค่ะคุณปิกัสโซ่! คุณวาดไม่ถึง 30 วินาทีด้วยซ้ำ!”

ปิกัสโซ่หัวเราะแล้วตอบว่า “คุณครับ ผมใช้เวลาฝึกฝนอยู่ถึง 30 ปีเพื่อที่จะรังสรรค์ผลงานชิ้นเอกนี้ได้ใน 30 วินาทีนะครับ”

เริ่มได้แล้ว

20150523_StartToday

A year from now you may wish you had started today

อีกหนึ่งปี คุณอาจจะนึกเสียดายว่าคุณน่าจะเริ่มมันตั้งแต่วันนี้แล้ว

– Karen Lamb

—–

เมื่อวานนี้ผมพูดเรื่องการหมุนตามโลก (ซึ่งหมุนเร็วขึ้นทุกวัน)

ข้อเสียอีกอย่างของการหมุนตามโลกคือเรามัวแต่ยุ่งเรื่องการตามเรื่องราวภายนอกจนลืมสำรวจเรื่องราวภายใน

ว่าจริงๆ แล้วตอนนี้เรามีอะไรที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำบ้างรึเปล่า

วันเสาร์กำลังจะหมดไป ผมรู้ตัวเลยว่า ได้ใช้เวลาไปกับเฟซบุ๊คเยอะเกินไป ทั้งๆ ที่มีหลายอย่างที่ตั้งใจจะทำก็ยังไม่ได้ทำ ขนาดบล็อกก็เพิ่งจะได้มาเขียนเอาตอนเกือบๆ ห้าทุ่มแล้ว!

ผมเคยอ่านบทความของ James Altucher ที่บอกวิธีง่ายๆ ว่าจะหา Passion ของเราเจอได้อย่างไร

เขาบอกว่า ให้ลองถามตัวเองว่าถ้าคุณมีเงินหนึ่งพันล้านบาท คุณจะทำอะไร

ย้ำว่า “ทำ” อะไร นะครับ ไม่ใช่ “ซื้อ” อะไร

หาก “เงิน” ไม่ใช่ประเด็นอีกต่อไป สิ่งที่คุณอยากจะทำคืออะไร

เมื่อได้คำตอบแล้ว ก็เริ่มทำมันเสียแต่วันนี้

ครับ ถึงจะทำมันได้ไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย แต่เชื่อเถอะว่าคุณเริ่มก้าวแรกได้แน่ๆ

ผมเองก็ลองถามตัวเองเหมือนกันว่าถ้าวันนี้มี “อิสรภาพทางการเงิน” แล้ว จะทำอะไรบ้าง

คำตอบที่ได้ก็คือ อ่านหนังสือเยอะๆ เดินทางเยอะๆ ภาวนาเยอะๆ เอาประสบการณ์ที่ได้จากการอ่าน-เที่ยว-ภาวนา มาเล่าให้ฟัง อ้อ แล้วก็อยากเล่นดนตรี กับเตะบอลเยอะๆ ด้วย

อืม…เอาเข้าจริงๆ ของพวกนี้ ไม่ต้องใช้เงินพันล้านก็ทำได้อยู่แล้วเนอะ

โอเคล่ะ เวลาที่เหลือจากการทำงานอาจจะไม่เอื้อให้ทำสิ่งเหล่านี้ได้ “เยอะ” แบบจุใจ

แต่เมื่อมองจำนวนนาที (หรือชั่วโมง) ที่ใช้ไปกับการ “ฆ่าเวลา” บนมือถือในวันนี้ ก็คงต้องบอกตัวเองว่าเวลาน่ะมี เพียงแต่ต้องใช้อย่างมีสติมากกว่านี้

ความปรารถนาหลายอย่างที่เรามีแต่ยังไม่ได้ทำ เพราะคิดว่าเรายังไม่พร้อมหรือยังต้องเก็บเงินอยู่

แต่จริงๆ แล้วหลายๆ อย่างไม่ต้องรอนะครับ เริ่มก้าวแรกโดยที่ยังไม่พร้อมนี่แหละ

และในอีกหนึ่งปีข้างหน้า เมื่อมองกลับมา คุณจะขอบคุณตัวเองที่ได้ตัดสินใจ “เริ่มต้น” ครับ

จะเร็วไปไหน

20150508_GandhiFaster

There is more to life than making it go faster

มีอะไรมากไปกว่าการใช้ชีวิตให้เร็วขึ้นเรื่อยๆ

– Gandhi

—–
หลังจากไปเที่ยวยุโรปมาเกือบสามสัปดาห์ พอกลับถึงเมืองไทย ก็ได้รับรู้ผ่านทาง Facebook ว่าประเด็นร้อนแรงตอนนี้คือเรื่องชาวโรฮิงยา

ผมพยายามนึกกลับไปว่า ก่อนเดินทางไปยุโรปเมื่อ 1 พ.ค. ตอนนั้นประเด็นร้อนแรงคือเรื่องอะไร…

ต้องยอมรับจริงๆ ว่านึกไม่ออก

ในยุคที่อินเตอร์เน็ตครอบครองทั้งโลกภายนอกและโลกภายใน เวลาสามสัปดาห์ดูยาวนานราวสามปี

การที่ทุกอย่างมาเร็วไปเร็ว มันก็อาจจะสนุกดี แต่ก็อาจมีอันตรายแฝงอยู่ หากคำนึงว่าร่างกายและจิตใจของเราอาจยังไม่ได้มีวิวัฒนาการเพียงพอที่จะรับกับสภาพชีวิตแบบนี้ได้อย่างยั่งยืน

ใครๆ ก็ว่ากันว่า โลกหมุนเร็ว เราต้องหมุนตามโลกให้ทัน ไม่อย่างนั้นจะตกขบวน

ประเด็นก็คือ เราไม่รู้ว่าโลกจะหมุนเร็วขึ้นอีกแค่ไหน

และมันจะนำพาเราไปสู่อะไร

สำหรับบางคน การวิ่งตามโลกให้ทัน อาจเป็นเรื่องที่เหนื่อยเกินไป

และสำหรับบางคน อาจถึงขั้นเป็นเรื่องไร้แก่นสาร

ดังนั้น หากพบเจอใครไม่ได้ตามข่าวโรฮิงยา ก็อย่าเพิ่งไปดูแคลนว่าเขาไม่สนใจประเทศชาติเลยนะครับ

เพราะอีกสามสัปดาห์ คนส่วนใหญ่อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า เราเคยเถียงกันจะเป็นจะตายกับเรื่องนี้