ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง

20160531_nowrong

ถ้าใครเป็นแฟนคลับของหลวงพ่อปราโมทย์ และเคยฟัง mp3 ของท่าน น่าจะจำคอนเซ็ปต์หนึ่งที่ท่านมักสอนอยู่เสมอ คือ “รู้ว่าผิดแล้วมันจะถูกเอง”

เช่น ถ้าอยากมีสติมากขึ้น ก็แค่คอยรู้ตัวว่าเผลอ หรือรู้ตัวว่าคิดอยู่ สติก็เกิดแล้ว

หรือในศาสนาพุทธ ถ้าอยากเป็นคนดี เราก็ไม่ต้องทำดีก็ได้ แค่ละเว้นจากการทำชั่วด้วยการถือศีลห้า คุณก็เป็นคนดีได้แล้วเช่นกัน

วันเสาร์ที่ผ่านมา ผมอยากจะใช้เวลาให้มีประโยชน์มากขึ้น เพราะสังเกตตัวเองหลายทีแล้วว่าวันหยุดมักจะหมดเวลาไปกับการอ่านการ์ตูนบนไอแพด หรือนั่งเล่นเฟซบุ๊คในคอมหรือมือถือมากเกินไป

วันนั้นผมจึงไม่มีแผนตายตัว แค่บอกตัวเองว่า อยากทำอะไรก็ทำไป แต่ก่อนเที่ยงวันนี้จะไม่เล่นมือถือ ไอแพด หรือคอมพิวเตอร์

พอปิดโอกาสตัวเองที่จะผลาญเวลากับอุปกรณ์พวกนี้ ผมก็เลยได้เก็บกวาดห้องนอน พับผ้า ถูพื้น และทำอะไรอีกหลายๆ อย่างที่ผัดวันประกันพรุ่งมานานเพราะว่า “ไม่มีเวลา”

วันนั้นจังเป็นวันที่รู้สึก productive มากที่สุดวันหนึ่ง ทั้งๆ ที่ไม่มีแผนการอะไรเลย

คุณผู้อ่านลองเอาเทคนิค “ไม่ผิดแล้วจะถูกเอง” ไปลองใช้ดูบ้างก็ได้นะครับ แค่ระบุว่าอะไรที่เราไม่ควรทำ (เช่นเล่นเฟซบุ๊คหรือเช็คอีเมล์) แล้วก็ลองตั้งใจที่จะไม่ทำสิ่งนั้นซัก 2 ชั่วโมง

แล้วคุณอาจจะแปลกใจกับผลลัพธ์ครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

300,000 ปีของมนุษยชาติ

20160529_HumanHistory2

วันนี้ขอแหวกแนวนิดนึงนะครับ อยากจะมาเล่าให้ฟังเรื่องประวัติศาสตร์มนุษย์ซะหน่อย

เป็นเนื้อหาที่มาจากหนังสือ Sapiens: A Brief History of Mankind  โดย Yuval Noah Harari ซึ่งมีแต่คนกล่าวขวัญว่าดีงาม น่าอ่านสุดๆ

แต่ผมเองยังไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนี้มา ก็เลยฟังเอาจากสรุปหนังสือจากเว็บ Blinkist ครับ 

ที่ผมรู้สึกว่าเรื่องนี้น่าสนใจจนต้องมาเล่าในบล็อกนี้ เพราะเชื่อว่าการรู้ประวัติศาสตร์ จะทำให้เราเข้าใจปัจจุบัน และอาจทำให้เราพอจะมองออกว่าอนาคตจะดำเนินไปในทิศทางไหนครับ

—–

เราน่าจะรู้กันดีว่าเผ่าพันธุ์มนุษย์นั้น เริ่มต้นที่ทวีปแอฟริกา โดยเชื่อกันว่าเราวิวัฒนาการมาจากลิง Australopithecus 

คำว่า Erect แปลว่าตั้งตรง เพราะว่าจากที่เคยเดินสี่ขาหรือเดินหลังค่อมๆ เราก็หันมาเดินหลังตรงนั่นเอง

โฮโมอีเร็คตัสนั้นได้เริ่มอพยพสู่ทวีปอื่นๆ และมีบางส่วนที่ได้พัฒนาไปเป็น Homo Neanderthalensis หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า Neanderthal (นีแอนเดอธาล) ในยุโรปและเอเชียเมื่อ 300,000 ปีก่อนคริสตกาล

ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน คือประมาณ 250,000 ปีก่อนคริสตกาล ก็เกิดมนุษย์สายพันธุ์ใหม่ในแอฟริกา

มนุษย์กลุ่มนั้นได้รับชื่อในภายหลังว่า Homo sapiens

ซึ่งก็คือมนุษย์พันธุ์เดียวกับที่กำลังนั่งอ่านบล็อกอยู่นี่เอง


Homo Sapiens นั้นตามรอย Homo erectus ด้วยการออกเดินทางจากแอฟริกา และแผ่ขยายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก ไม่เว้นแม้แต่กระทั่งทวีปที่อยู่ห่างไกลหลายพันกิโลกอย่างออสเตรเลีย

ความมหัศจรรย์ของโฮโมเซเปี้ยนส์ก็คือ ไม่ว่าไปที่ไหน “มนุษย์” ที่อยู่มาก่อนหน้านั้นอย่าง Homo erectus และ Neanderthal ก็สูญพันธุ์หมด รวมถึงสัตว์โบราณหลายๆ ชนิด

ทั้งๆ ที่ขนาดร่างกายและสมองของ Homo sapiens ก็มีพอๆ กับ Neanderthal แต่เพราะเหตุใด จึงสามารถ “ทำลายล้าง” เผ่าพันธุ์อื่นๆ อย่างราบคาบได้ถึงเพียงนี้?

หนังสือเล่มนี้บอกว่า เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว สมองของโฮโมเซเปี้ยนส์มีการพัฒนาอย่างก้าวกระโดด (Cognitive Revolution) ทำให้โฮโมเซเปี้ยนส์สร้างเครื่องไม้เครื่องมือและรวมกันเป็นกลุ่มได้ใหญ่กว่ามนุษย์เผ่าพันธุ์อื่นๆ ซึ่งนั่นก็หมายความว่ามนุษย์กลุ่มนี้สามารถที่จะดำรงชีพอยู่ได้แม้ในสภาพแวดล้อมที่โหดร้าย และหาอาหารได้เก่งกว่ามนุษย์เผ่าพันธ์ุอื่นๆ

แต่หนึ่งในตัวแปรสำคัญที่สุดที่ทำให้เผ่าพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนส์อยู่เหนือเผ่าพันธุ์อื่นๆ ก็คือ…

ความสามารถในการใช้ภาษาครับ

ภาษา ทำให้โฮโมเซเปี้ยนส์สามารถส่งต่อข้อมูลสำคัญๆ ให้กับเพื่อนๆ ภายในกลุ่มได้ เช่นบอกกล่าวว่าแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์อยู่ตรงไหน หรือตำแหน่งของรังสัตว์ดุร้ายที่ไม่ควรเข้าใกล้

นอกจากภาษาจะทำให้โฮโมเซเปี้ยนส์คุยกันเรื่องการหาอยู่หากินและการเอาชีวิตรอดแล้ว ภาษายังเปิดทางให้เผ่าพันธุ์นี้ได้พูดคุยในเรื่องที่เป็นนามธรรมอย่างเรื่อง เทพเจ้าหรือเรื่องสิทธิเสรีภาพได้อีกด้วย (นีแอนเดอธาลที่ไม่มีภาษาย่อมไม่สามารถสื่อสารกันในเรื่องเหล่านี้ได้เลย)

อีกปรากฎการณ์หนึ่งที่มีผลต่อประวัติศาสตร์มนุษยชาติอย่างมหาศาล คือแทนที่จะออกล่าสัตว์และเก็บผลหมากรากไม้ เผ่าพันธุ์โฮโมเซเปี้ยนส์เริ่มทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เมื่อประมาณ 12000 ปีที่แล้ว และในเวลาเพียง 10,000 ปี สังคมที่เคยเอาแต่เข้าป่าล่าสัตว์ก็ได้เปลี่ยนเป็นสังคมกสิกรรมแบบเต็มตัว

การทำกสิกรรมและปศุสัตว์นั้นทำให้มนุษย์โฮโมเซเปี้ยนส์มีอาหารกินตลอดปี ทำให้ไม่ต้องย้ายถิ่นฐานบ่อยๆ จึงลงหลักปักฐานและเริ่มสร้างเมือง ขนาดสังคมของโฮโมเซเปี้ยนส์จึงขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

การมาของสังคมกสิกรรม ยังเป็นต้นกำเนิดของเงินตราและภาษาเขียนอีกด้วย เพราะเมื่อมนุษย์เริ่มปลูกพืชผลหรือเลี้ยงสัตว์อะไรเองได้ ก็เริ่มมีการนำของที่ตัวเองมีมาแลกเปลี่ยนกัน (หรือที่ฝรั่งเรียกว่าระบบ bartering นั่นเอง) เช่นเอาผักมาแลกกับปลา เอาวัวไปแลกกับมีดเป็นต้น

แต่การเอาสิ่งของมาแลกกันก็มีข้อจำกัด เพราะถ้าผมเป็นช่างตีมีดที่อยากจะเอามีดของผมไปแลกกับวัวของชาวนา ชาวนาเขาอจมีมีดอยู่เต็มบ้านแล้วก็ได้ หรือเขาอาจจะต้องการมีดของเรา แต่วัวของเขายังโตไม่พอ ถ้าเราให้มีดเขาไปก่อน ชาวนาก็อาจจะเบี้ยวเราก็ได้

ดังนั้น เมื่อประมาณ 3,000 ปีที่แล้ว ชาวสุเมเรียนแห่งดินแดนเมโสโปเตเมีย จึงเริ่มมีการ “จดข้อมูล” โดยใชัสัญลักษณ์ง่ายๆ ลงบนกระดานที่ทำมาจากดินเหนียว (นี่น่าจะเป็นจุดกำเนิดของภาษาเขียน)

นอกจากนี้แล้ว ชาวสุเมเรียนก็ได้เริ่มใช้เมล็ดข้าวบาร์ลีย์แทนเงินสด (barley money) โดยใช้วิธีตวงเอา เช่นมีดหนึ่งเล่มเท่ามีมูลค่าเท่ากับข้าวบาร์ลีย์สามถ้วย เป็นต้น

แต่แน่นอน เมื่อมากคนก็มากความ และมนุษย์สมัยนั้นก็ยังป่าเถื่อน จึงจำเป็นต้องมีระบอบการปกครองขึ้นมา ซึ่งระบอบแรกที่เกิดขึ้นก็คือระบอบกษัตริย์

แต่การรวบรวมคนต่างเผ่าให้มาเชื่อฟังและอยู่ภายใต้การปกครองของคนๆ เดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย จึงจำเป็นต้องอ้างอิงสิ่งที่สูงส่งไปกว่านั้นคือเทพเจ้า โดยกษัตริย์ในสมัยแรกๆ นั้นมักจะอ้างว่าตัวเองได้รับมอบหมายจากเทพเจ้าให้มาปกครองคนในเมืองนี้ อย่างเช่นกษัตริย์นามฮัมมูราบีที่อ้างว่าตัวเองได้รับบัญชาการจากพระเจ้าให้มาปกครองประชาชนในเมโสโปเตเมีย และได้ร่างกฎหมายฉบับแรกของโลก – Hammurabi Code เพื่อเป็นกฎเกณฑ์สำหรับราษฎรของพระองค์อีกด้วย การมีชนชั้นปกครองและกฎหมาย จึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนต่างถิ่น ต่างเผ่า ต่างความเชื่อ มารวมศูนย์และเริ่มมีวัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกัน จนกลายมาเป็นรัฐและประเทศนั่นเอง


พอมาถึงคริสศตวรรษที่ 16 และ 17* ก็เกิดการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ (scientific revolution) นักวิทยาศาสตร์ระดับโลกอย่างดาวินชี กาลิเลโอ หรือนิวตันก็เกิดในยุคนี้ ความก้าวหน้าทางการแพทย์และฟิสิกส์ทำให้คุณภาพชีวิตของคนดีขึ้นมาก รวมทั้งยังกระตุ้นเศรษฐกิจให้โชติช่วงชัชวาลด้วย

แฟชั่นของคนมีอำนาจสมัยนั้น ก็คือการ “สปอนเซอร์” นักสำรวจให้ออกไปหา “ดินแดนใหม่” เพื่อจะนำทรัพยากรธรรมชาติหรือวัตถุดิบแปลกใหม่มาสร้างความมั่งคั่งให้แก่ตนเอง ยกตัวอย่างเช่นกษัตริย์คาสติลล์แห่งสเปนที่ส่งโคลัมบัสข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกจนไปเจอทวีปอเมริกา ส่วนรัฐบาลอังกฤษก็ส่งกัปตันเจมส์ คุก ไปทางมหาสมุทรแปซิฟิกและได้ออสเตรเลียกับนิวซีแลนด์ไปครอง ยุคล่าอาณานิคมได้เกิดขึ้นแล้ว!

ในคริสตศตวรรษที่ 19 ยุโรปจึงเป็นมหาอำนาจอย่างแท้จริง อังกฤษมีอาณาเขตครอบคลุมถึงครึ่งหนึ่งของโลก และ “ชุดความคิด-ชุดความเชื่อ” จากยุโรปก็ได้ส่งต่อไปยังทุกๆ ที่ที่ชาวยุโรปเข้าไปยึดครอง ไม่ว่าจะเป็นศาสนาคริสต์ ประชาธิปไตย และวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์

แต่ “ชุดความเชื่อ” จากยุโรปที่มีอิทธิพลมากที่สุดกับคนทั้งโลกก็คือเรื่องของ ระบอบทุนนิยม และยิ่งวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากเท่าไหร่ คนก็หยุดเชื่อเรื่องพระเจ้ามากขึ้นเท่านั้น คนที่รู้สึกว่าการเชื่อในพระเจ้าและโลกหน้าไม่มีเหตุผลและพิสูจน์ไม่ได้ จึงเน้นกับการทำอย่างไรก็ได้ให้มีความสุขที่สุดในชีวิตนี้ ซึ่งก็เป็นตัวเสริมให้ทุนนิยมยิ่งเข้มแข็ง เพราะมนุษย์ก็จะขยันทำงานเพื่อหาเงินมาใช้จ่ายและเสพสุขนั่นเอง

แต่ข้อดีอย่างหนึ่งของทุนนิยมและการทำมาค้าขายกันข้ามโลกก็คือมันนำมาซึ่งความสงบ

หลายคนอาจจะสงสัยว่ามันสงบตรงไหน ก็เห็นรบกันอยู่ปาวๆ แต่ทุนนิยมนั้นนำมาซึ่งการเชื่อมโยงและพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ ดังนั้นถ้าประเทศไหนมีปัญหา ก็ย่อมจะเกิดผลกระทบตามมาเป็นโดมิโน (เหมือนที่วิกฤติต้มยำกุ้งของไทยทำให้เศรษฐกิจอาเซียนสั่นสะเทือน) ดังนั้นประเทศต่างๆ จึงพยายามเป็นอย่างยิ่งที่จะรักษาความสงบสุขของโลกใบนี้ (world peace) เพราะรู้ดีแก่ใจว่า ถ้าประเทศอื่นเดือนร้อน ประเทศเราก็จะพาเดือดร้อนไปด้วย

แล้วอนาคตของโฮโมเซเปียนส์จะเป็นอย่างไร? หนังสือเล่มนี้บอกว่ามนุษย์จะเริ่มเสริมสร้างร่างกายด้วยสิ่งที่เรียกว่า bionics หรือชีวประดิษฐศาสตร์ (ลองดูตัวอย่างของคนที่มีขา bionics ได้ในบล็อกตอนนี้ครับ) และเมื่อถึงจุดหนึ่ง มนุษย์อาจจะมีเครื่องกลอยู่ในร่างกายมากกว่าเลือดเนื้อจริงๆ ก็ได้

เมื่อวันนั้นมาถึง (ซึ่งอาจจะเป็นรุ่นหลานหรือรุ่นเหลนเราก็ได้) เราอาจไม่สามารถเรียกตัวเองว่า Homo sapiens ได้อีกต่อไปครับ

 

ป.ล. สรุปหนังสือที่ผมอ่านมา เหมือนจะมีการ “ขาดตอน” คือไม่ได้สรุปให้ฟังว่า แล้วช่วงระหว่างเริ่มต้นคริสตกาล มาจนถึงคริสศตวรรษที่ 16 นั้นเกิดอะไรขึ้นบ้าง ผมจึงต้องขอเว้นไว้ก่อน ไว้ถ้าได้อ่านหนังสือฉบับเต็มๆ จะมาเล่าให้ฟังเพิ่มเติมนะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Blinkist: Sapiens: A Brief History of Mankind  *

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Vector Open Stock 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

* ลิงค์ของ Blinkist ด้านบนนั้นเป็น affiliate link ซึ่งหมายความว่าถ้าคุณผู้อ่านสมัครสมาชิก (ฟรี) ผ่านลิงค์นี้ ผมจะได้ค่าขนมจาก Blinkist 50 เซ็นต์ครับ

Banner468x60ver1.jpg

เหตุผลที่เราควรมีเมตตา

20160529_BeKind

“Be kind, for everyone you meet is fighting a hard battle.”

– Plato


ที่เมืองไทยเราอาจจะไม่ค่อยมีปัญหา “เด็กเกเรที่ชอบรังแกคนอื่น”

แต่ฝรั่งจะมีคำที่เรียกเด็กเหล่านี้โดยเฉพาะ นั่นคือคำว่า “bully”

ผมเดาว่าคำนี้น่าจะมาจากคำว่า bull หรือวัวกระทิงที่ดุดัน

ถ้าใครเคยดูหนังเรื่อง Back to the future น่าจะจำพอจำได้ว่าพ่อของพระเอกเป็นเด็กหงอและมักเจอบุลลี่ที่ชื่อ Biff และลิ่วล้อรังแกเป็นประจำ

ผมเคยอ่านเจอใน Quora ว่า เด็กๆ ที่เป็นบุลลี่นั้น ส่วนใหญ่มาจากครอบครัวที่พ่อชอบใช้ความรุนแรง

เช่นเด็กที่โตมาในบ้านของทหารที่เพิ่งไปรบกลับมา

พ่อไปสู้ศึกสงคราม แบกรับบาดแผลกลับมาที่บ้าน แล้วมาระบายกับแม่และลูก

ลูกที่สู้พ่อไม่ได้ ก็เลยทนรับความรุนแรงของพ่อ แล้วมาปล่อยกับเพื่อนร่วมรุ่นที่โรงเรียน

จะเห็นได้ว่าทุกคนเป็น “เหยื่อ” ด้วยกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นเด็กหงอที่โดนรังแก หรือเด็กเกเรที่ถูกพ่อใช้ความรุนแรง หรือแม้กระทั่งตัวพ่อเองที่ถูกทำร้ายจากสงครามที่เขาไม่ได้เริ่ม


แต่ละวันเราจะเจอคนที่ทำให้เราหงุดหงิดหรือผิดหวัง

อาจจะเป็นคนที่ขับรถปาดหน้า พูดจาไม่เข้าหู หรือทำตัวไม่น่ารัก

สิ่งที่ทำให้เขาแสดงออกมาอย่างนั้น อาจไม่เกี่ยวอะไรกับเราเลย

เขาเองน่าจะบาดเจ็บจากอะไรมา ก็เลยต้องระบายสู่คนรอบข้าง แม้จะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม

เราเองบางครั้งก็เป็นเช่นนั้นเช่นกัน อาจจะเครียดจากเรื่องงานแล้วทำให้พูดจาไม่ดีกับแม่ หรือทะเลาะกับใครมาก็เลยขับรถไร้มารยาท ทั้งๆ ที่มันไม่ใช่ตัวตนของเราซักหน่อย

“Be kind, for everyone you meet is fighting a hard battle.”

ใช่แล้ว ทุกคนก็มีเรื่องทุกข์อยู่ข้างในจนปริ่ม จึงเป็นธรรมดาที่บางส่วนอาจจะล้นออกมาโดนคนอื่น

ถ้าเราไม่ลืมประเด็นนี้ เราจะมีเมตตากับคนรอบกายมากขึ้น

โดยเฉพาะคนที่ทำตัวไม่น่ารัก


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

คนข้างหลัง

20160527_behind

ถาม: มองเห็นอะไรในกีฬาวอลเลย์บอลบ้างคะ
ตอบ: มันมีเสน่ห์อยู่ในนั้น มีความรัก มีความสามัคคี มีความผูกพัน คนเราอยู่คนเดียวไม่ได้ในโลก ถึงคุณจะเล่นกีฬาประเภทเดี่ยว แต่ถึงอย่างไรคุณก็ต้องมีเพื่อน ตลอดหลายปีที่ผ่านมาผมเห็นความผูกพัน เห็นมิตรภาพที่ยั่งยืนยาวนานของคน ถ้าให้ผมมองทีมผม สิ่งที่เห็นก็คือมันมีเบื้องหลังอยู่มากมาย มันมีความมุ่งมั่น มีความพยายาม แต่ละคนมุ่งมั่นอะไร มุ่งมั่นที่จะไปให้ถึงฝัน ฝันของเขาคืออะไร ไม่ใช่แค่ไปโอลิมปิกอย่างเดียว แต่อยากเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ ผมเห็นความฝันของคนที่อยู่ข้างหลังเขา เวลาที่เขาแพ้ เวลาที่เขาบาดเจ็บ ไม่ไหว ท้อแท้ ร้องไห้ ผมมองเห็นคนที่อยู่ข้างหลังพวกเขา พยายามผลักเขาขึ้น ผมมองเห็นในสิ่งหลายคนอาจจะมองไม่เห็น เวลาที่ทีมเราแพ้ ใครที่คอยให้กำลังใจเราถ้าไม่ใช่ครอบครัว คนใกล้ตัว ผู้บริหารสมาคม แฟนคลับ เรามีแฟนคลับเยอะแยะที่คอยเป็นกำลังใจให้เรา ผมมองเห็นคนที่ไม่รู้ว่าจะจินตนาการเป็นหน้าใคร แต่วาดหน้าได้ว่าเป็นสีธงสามสี ก็คือคนไทยที่ให้อภัยกันและพยายามช่วยกัน สิ่งที่ผมทำ ที่ผมสร้างพวกเขามา พวกเขาไม่เคยเลยที่จะเล่นกีฬาแบบเหยาะแหยะ เล่นแบบไม่สู้ พวกเขาสู้ทุกเกม นี่คือสิ่งที่ผมพอใจและภูมิใจในตัวพวกเขา นี่คือสิ่งที่ผมเห็นในกีฬาวอลเลย์บอล

– เกียรติพงษ์ รัชตเกรียงไกร
a day BULLETIN issue 216, 7-13 Sep 2012
สัมภาษณ์ วสิตา กิจปรีชา
ถ่ายภาพ กฤตธกร สุทธิกิตติบุตร

If you want to go fast, go alone.
If you want to go far, go together

– African proverb


ช่วงนี้วงการกีฬาของไทยเราคึกคักเป็นพิเศษ

ไม่ว่าจะเป็นน้องเมย์ รัชนกที่ได้ขึ้นเป็นนักแบดหญิงมือหนึ่งของโลก (แม้จะแค่ชั่วคราว)

หรือนักฟุตบอลชายที่กำลังลุ้นไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย

และล่าสุดคือนักกีฬาวอลเลย์บอลหญิงของเราที่แพ้ญี่ปุ่นไปอย่างดราม่าและชนะเกาหลีแบบสุดสะใจ

และถึงแม้ทีมวอลเลย์จะไม่ได้ไปโอลิมปิก แต่วันจันทร์ที่ผ่านมาก็มีคนไปต้อนรับที่สนามบินอย่างล้นหลาม

สาวๆ นักตบได้ใจของพวกเราไปเต็มๆ เพราะความสู้ไม่ถอย คนดูจึงเชียร์สนุกและมีความสุขมาก

แต่กว่าเขาจะมาเล่นวอลเลย์ให้เรามีรอยยิ้ม เขาต้องผ่านการร้องไห้และเจ็บปวดมาเท่าไหร่ ต้องฝึกซ้อมกันอย่างหนักแค่ไหนถึงได้กลายเป็นหนึ่งในทีมระดับต้นๆ ของเอเชีย

คงมีหลายปัจจัยที่ทำให้เขามาได้ไกลขนาดนี้

ปัจจัยแรกก็คือตัวนักกีฬาเองที่มีความสามารถ มีความฝัน และมีความมุ่งมั่นที่จะได้ไปแข่งขันในระดับโลก

ปัจจัยต่อมาก็คือทีมงานที่เข้มแข็ง ไม่ว่าจะเป็นโค้ช สมาคมวอลเลย์บอล หรือแม้กระทั่งสปอนเซอร์ที่ร่วมสนับสนุน

แต่ปัจจัยหนึ่งที่เราอาจลืมคิดถึง ก็คือครอบครัวที่คอยเป็น “ลมใต้ปีก” ให้นักกีฬาแต่ละคนตลอดมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่ที่ต้องยอมให้ลูกไปเก็บตัวซ้อมเป็นเวลาหลายหลายเดือน หรือแฟนที่แม้อยากจะพาไปเที่ยวที่ไหนก็อาจไม่ค่อยได้ไป

คนกลุ่มนี้ต้องยอมเสียสละความสุขส่วนตัวเพื่อจะช่วยผลักดันให้เหล่าๆ นักตบสาวได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจเอาไว้

ดังนั้น เวลาที่พวกเธอลงสนามแข่ง เธอจึงไม่ได้เล่นเพื่อตัวเอง หรือเล่นเพื่อทีมชาติเท่านั้น แต่เธอกำลังเล่นเพื่อคนที่อยู่ข้างหลังเธอตลอดมาด้วย

ฝันของเขาคืออะไร ไม่ใช่แค่ไปโอลิมปิกอย่างเดียว แต่อยากเป็นนักกีฬาระดับอาชีพ ผมเห็นความฝันของคนที่อยู่ข้างหลังเขา เวลาที่เขาแพ้ เวลาที่เขาบาดเจ็บ ไม่ไหว ท้อแท้ ร้องไห้ ผมมองเห็นคนที่อยู่ข้างหลังพวกเขา พยายามผลักเขาขึ้น ผมมองเห็นในสิ่งหลายคนอาจจะมองไม่เห็น

ผมว่าความงดงามของชีวิตคนมันอยู่ตรงนี้แหละ

เราทุกคนมีความฝัน มีสิ่งนั้นสิ่งนี้ที่อยากจะทำ แต่การทำตามความฝันให้สำเร็จนั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

มันคงจะดีมาก หากจะมีใครสักคนที่เห็นและเชื่อสิ่งที่เราฝันเหมือนกัน แม้เขาอาจจะไม่ได้มาลงแรง แต่อย่างน้อยเราก็รู้ว่าวันที่เราเหนื่อยและพ่ายแพ้ ก็ยังมีใครคนหนึ่งที่พร้อมจะกอดเราไว้แล้วบอกว่าไม่เป็นไรนะ พักก่อนแล้วค่อยกลับไปลุยใหม่

เมื่อความฝันของเราได้กลายเป็นความฝันของคนอื่นด้วย เราก็พร้อมที่จะสู้ยิบตา

เพราะเรารู้แล้วว่าเราสู้ไปทำไม

และเราสู้ไปเพื่อใคร


ขอบคุณรูปภาพจาก ISSUU.com: a day BULLETIN issue 216, 7-13 Sep 2012

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานเพื่อนซี้

20160526_bestfriends

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แจ๊คกับบ๊อบเป็นเพื่อนรักกันมานานถึงสามสิบปี เพราะชอบสกีเหมือนกันจึงไปเล่นสกีด้วยกันทุกฤดูหนาว

ปีนี้ก็เป็นอีกปีหนึ่งที่แจ๊คกับบ๊อบนัดไปเล่นสกีช่วงสุดสัปดาห์ แต่ระหว่างทางไปสกีรีสอร์ตกลับเจอหิมะตกหนัก ทั้งสองจึงแวะฟาร์มแห่งหนึ่งและไปเคาะประตูบ้านหลังใหญ่

คนที่มาเปิดประตูให้เป็นหญิงสาวหน้าตาดีทีเดียว

แจ๊ค: สวัสดีครับคุณผู้หญิง เราสองคนจะไปเล่นสกีกัน แต่หิมะตกหนักมาก ขับรถไปสกีรีสอร์ตไม่ไหว เราจะขอพักที่นี่ซักคืนได้มั้ยครับ?

หญิงสาว: ฉันเห็นใจคุณนะคะ บ้านก็ยังมีห้องว่างอยู่หลายห้องและฉันก็อยู่คนเดียวด้วย แต่ฉันเพิ่งจะสูญเสียสามีไปไม่นาน ถ้าให้คุณเข้ามาพักที่นี่เพื่อนบ้านจะนินทาเอาได้

แจ๊ค: ไม่เป็นไรครับ พวกเราขอนอนในยุ้งฉางก็ได้ พรุ่งนี้เช้าหิมะพอหิมะหยุดตกแล้วเราก็จะรีบออกเดินทางทันทีเลยครับ

หญิงสาวตกลง แจ๊คกับบ๊อบจึงได้นอนที่ยุ้งฉางในคืนนั้น วันรุ่งขึ้นอากาศแจ่มใส ทั้งสองจึงขับรถไปถึงรีสอร์ตและได้เล่นสกีตามทีตั้งใจไว้

9 เดือนถัดมา แจ๊คก็ต้องประหลาดใจที่ได้รับจดหมายจากทนายความ ใช้เวลาสักครู่จึงพอจะปะติดปะต่อเรื่องราวได้  จึงรีบไปหาบ๊อบที่บ้าน

แจ๊ค: มึงจำวันที่เราไปเล่นสกีแล้วต้องไปนอนในยุ้งฉางเพราะติดพายุหิมะได้มั้ย?

บ๊อบ: จำได้สิ

แจ๊ค: แล้วมึง…ลุกขึ้นมากลางดึกแล้วแวะไปเยี่ยมเจ้าของบ้านรึเปล่า?

บ๊อบ (หน้าแดง): ใช่ว่ะ กูไปหาเขา

แจ๊ค: แล้วมึงก็บอกเขาไปว่ามึงชื่อ “แจ๊ค จอห์นสัน” ใช่ม้้ย?

บ๊อบ: ใช่…เฮ้ยกูขอโทษจริงๆ ที่อ้างชื่อมึง…กูทำให้มึงเดือดร้อนรึเปล่าเนี่ย?

แจ๊ค: ก็ไม่เชิงว่ะ ผู้หญิงคนนั้นเธอเพิ่งเสีย แล้วคุณเธอดันทิ้งมรดกไว้ให้กูหมดเลย


ขอบคุณภาพจาก The Guardian: France Holiday + Adventure Travel

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เมื่อหัวหน้าไม่ใส่ใจ

20160525_planet

คนทำงานหลายคนอาจเคยเจอสภาวะ “น้อยใจหัวหน้า”

ส่งเมล์ไปก็ไม่ค่อยอ่าน ให้ฟีดแบ็คอะไรไปก็ไม่เห็นจะเอาไปทำอะไรต่อ อธิบายอะไรก็ไม่ค่อยจะฟัง แถมบางทียังพูดจาทำร้ายน้ำใจเราอีก

ทั้งๆ ที่เขาก็เป็นคนเก่ง และโดยพื้นฐานแล้วก็น่าจะเป็นคนจิตใจดี แต่ทำไมเขาถึงไม่ให้ความสำคัญกับเราเลย

บางทีอาจจะเป็นเพราะเหตุผลนี้ครับ – เราเป็นเพียงดาวเคราะห์ดวงหนึ่งในสุริยจักรวาลของเขา

หัวหน้าของเราคือพระอาทิตย์ ยิ่งถ้าเขาเป็นคนเก่ง ยิ่งมีความรับผิดชอบ ก็ยิ่งมีดาวบริวารหลายดวงจนอาจดูแลได้ไม่ทั่วถึง

แต่เรามักจะลืมประเด็นนี้ เพราะว่าเราเห็นเขาตลอดเวลา และเผลอคิดว่าเขาควรจะเห็นเราตลอดเวลาเช่นกัน

ดาวเคราะห์มองเห็นพระอาทิตย์ได้ง่ายเพราะพระอาทิตย์เป็นดาวฤกษ์ที่มีแสงสว่างและมีอยู่ดวงเดียว แต่จะให้พระอาทิตย์มองเห็นดาวเคราะห์ทุกดวงตลอดเวลานั้นเป็นเรื่องไม่ง่ายเลย

ดังนั้นก็จงอย่าน้อยใจไปถ้าหัวหน้าจะดูแลเราไม่ได้ดังที่เราคาดหวัง

ดีเสียอีก ที่เรามีโอกาสเลือกได้ว่าจะรักษาระยะห่างกับเขามากแค่ไหน

ถ้าอยู่ไกลมากเหมือนดาวเนปจูน ก็อาจหนาวเหน็บและโดดเดี่ยว แต่ถ้าเราอยู่ใกล้กับเขาเหมือนดาวพุธก็อาจจะร้อนจนอยู่ยากเหมือนกัน

ทำตัวเองให้เป็น “ดาวเคราะห์โลก” นี่แหละดีที่สุด ใกล้พอให้ได้รับแสงแดด ไกลพอที่จะไม่โดนแผดเผา ฤดูร้อนอาจจะอบอ้าวหน่อย ฤดูหนาวอาจต้องทนสักนิด แต่ก็สบายใจได้ว่าแต่ละฤดูมันก็จะผ่านมาและผ่านไป

และอย่าลืมว่าถึงหัวหน้าจะเป็นดาวฤกษ์สำหรับเราก็จริง แต่เขาก็เป็นดาวเคราะห์สำหรับเจ้านายเขาด้วย

และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ แม้เราจะเป็นดาวเคราะห์ของหัวหน้า แต่เราก็เป็นดาวฤกษ์ของใครบางคนเช่นกัน (เพียงแต่คนเหล่านั้นอาจไม่ได้อยู่ที่ทำงาน)

ดังนั้น แทนที่จะมัวมานั่งน้อยใจหัวหน้า สู้หันมารักษาระยะห่างให้เหมาะสม และทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด

และใช้เวลาที่เหลือมาใส่ใจดาวเคราะห์ของเราดีว่า (เขาอาจจะแอบน้อยใจเราอยู่ก็ได้นะ)


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีดับสุขที่ง่ายที่สุด

20160524_happygone

คืออยากมีความสุขให้มากกว่านี้

มนุษย์เราเป็นนักดับสุขมือฉมัง (และเป็นนักดับทุกข์ที่ไม่ได้เรื่อง)

มีวิออสก็อยากขับแคมรี่ มีแคมรี่ก็อยากขับเบนซ์ มีเบนซ์ก็อยากขับเฟอรารี่

ได้เงินเดือนสามหมื่นก็ฝันถึงเงินเดือนหกหมื่น พอได้หกหมื่นก็อยากได้หนึ่งแสน

ความสุขของเราจึงอายุสั้นเสมอ เพราะพอใจได้เดี๋ยวเดียวเราก็เริ่มมองหาสิ่งที่ดีกว่าแล้ว

ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไร เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์

แต่มันคงจะดีมาก ถ้าระหว่างที่เราแสวงหาสิ่งที่ดีกว่านั้น เราพอใจและเห็นคุณค่าสิ่งที่เรามีอยู่แล้วด้วย

เราจะได้ไม่เผลอ “ฆ่าตัดตอนความสุข” ก่อนเวลาอันควรครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

บ่นแล้วไม่ทำอะไรคือไทยแท้

20160523_whine

เป็นประโยคที่พ้องกับ “ทำอะไรตามใจคือไทยแท้”

ตั้งชื่อเรื่องอย่างกับกระทู้ล่อเป้าเลย

บทความนี้มีที่มาจากกระทู้ในพันทิปเรื่อง “วิธีแก้แค้นแท็กซี่ที่โบกแล้วไม่ยอมไป อยากให้ทุกคนช่วยกันทำตามนี้ครับ” เขียนโดย “สมาชิกหมายเลข 3195339

เห็นว่าดีเลยอยากเอามาแชร์ครับ

1. เวลาโบกรถ เลือกสถานที่ที่คนค่อนข้างพลุกพล่าน

2. เตรียมมือถือเข้าแอพกล้องรอไว้

3. เรียกตามปกติ ถ้าไปก็จบตรงนี้

4. ถ้าถูกปฏิเสธก็บอกเค้าไปว่าไม่เป็นไร เดี๋ยวผมร้องเรียนพี่เอง
– เท่าที่เจอ บางคันพอบอกจะร้องเรียนมันรีบเรียกให้เราขึ้นรถเลย ผมไม่ไปหรอก กลัวอันตราย

5. พอรถออกไปแล้วก็ถ่ายรูปทะเบียนรถไว้

6. เข้าเว็บไซต์ http://ins.dlt.go.th/cmpweb/ เพื่อร้องเรียนแท็กซี่คันนั้น

ผมทำทุกครั้งที่ใช้บริการรถแท็กซี่ ซึ่งตอนแรกก็แค่ร้องเรียนเพื่อระบายอารมณ์หงุดหงิด

แต่มันมี sms แจ้งผลเข้ามา เลยคิดว่า อย่างน้อยทางกรมการขนส่งฯ ก็น่าจะได้รับรู้ปัญหาเหล่านี้

แต่…ครั้งนึง ผมเบลอ ร้องเรียนไป 5 คัน แต่ดันบอกสีสลับกันไป 2 คัน

ทำให้มีเจ้าหน้าที่โทรกลับมา บอกว่าที่เราแจ้งไป มี 2 คันที่สีกับทะเบียนสลับกัน

ให้ช่วยยืนยันข้อมูลด้วย เพราะถ้ามันผิดคันขึ้นมาเจ้าหน้าที่จะซวยเพราะแท็กซี่โวยวาย

ผมก็เลยถามว่า ที่ร้องเรียนไปนี่ดำเนินการกันจริงๆ ใช่มั้ย ไม่ใช่แค่รับเรื่องเฉยๆ ใช่มั้ย

เค้าตอบว่าใช่ แล้วเค้าก็ขอบคุณผมด้วย บอกว่าช่วยร้องเรียนมาเถอะ จะได้จัดการมันได้

อยากให้ทุกคนช่วยกันทำ ช่วยกันร้องเรียนครับ ให้มันโดนปรับกันบ่อยๆ จะได้สำนึกบ้าง

บางครั้งคันหลังเห็นเราถ่ายรูปทะเบียน เค้ากลัวโดนด้วยเค้าก็รับนะครับ เดี๋ยวโดนปรับเหมือนกัน5555

ขสมก ก็มีให้ร้องเรียนได้นะครับ ผมเคยร้องเรียนเรื่องพนักงานขับรถสูบบุหรี่ เค้าโทรกลับมาบอกด้วยว่าปรับคนนั้นเรียบร้อยแล้ว

ตอนนี้สำหรับผม ผมชอบการร้องเรียนมาก เพราะมันทำให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวม


เมืองไทยของเราน่าอยู่ แต่ก็มีเรื่องน่าเบื่ออยู่หลายเรื่องเหมือนกัน

เรื่องบางเรื่อง ก็ไกลเกินกว่าที่เราจะทำอะไรมันได้ แต่ก็มีอีกหลายๆ ปัญหาที่คนธรรมดาอย่างเรามีส่วนร่วมในการแก้ได้ อย่างเช่นเรื่องแท๊กซี่ไม่รับผู้โดยสารเป็นต้น

ติดตรงที่เราคิดกันไปเองว่า ถึงร้องเรียนไปก็ไม่เกิดประโยชน์อะไรขึ้นมา (ซึ่งผมเองก็เป็นหนึ่งในคนกลุ่มนี้) เราก็เลยแค่บ่นให้แฟนฟัง หรือไม่ก็ระบายทางเฟซบุ๊ค

และปัญหาทุกอย่างก็ยังคงอยู่สภาพเดิม

ผมแค่คิดเล่นๆ ว่าถ้าวันนี้คนกรุงเทพทุกคนที่โดนแท๊กซี่ปฏิเสธ ตัดสินใจร้องเรียนเข้าเว็บของกรมการขนส่งทางบกจริงๆ อะไรจะเกิดขึ้น?

อาจจะไม่มีอะไรเกิดขึ้นก็ได้

อย่างน้อยก็ในวันนี้

แต่ถ้าเราไม่หยุดร้องเรียนทุกครั้งที่เจอปัญหา เดือนหน้า หรือปีหน้า คนขับแท๊กซี่กลุ่มหนึ่งอาจจะเปลี่ยนก็ได้


เมื่อสามปีที่แล้วประชาชนออกมาเรียกร้องให้ “ปฏิรูปประเทศ”

เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านก็อาจจะเคยไปร่วมขบวนกับเขาด้วย

พอเกิดรัฐประหาร เราก็กลับมาใช้ชีวิตคนธรรมดา ปล่อยให้การปฏิรูปเป็นเรื่องของทหารและรัฐบาล

แต่เราจะปฏิรูปประเทศกันได้อย่างไรถ้าเราไม่ปฏิรูปตัวเองก่อน?

ผมนึกถึงประโยคที่ว่า If you are not part of the solution, then you are part of the problem – ถ้าเราไม่ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในการแก้ไข แสดงว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

กลับมาที่เรื่องแท๊กซี่

ผมบอกไม่ได้หรอกครับว่าถ้าเราร้องเรียนไปเรื่อยๆ จะทำให้แท๊กซี่เลิกพฤติกรรมปฏิเสธผู้โดยสารรึเปล่า

รู้แต่ว่าถ้าเราเอาบ่นแล้วไม่ทำอะไร เขาไม่เลิกแน่ๆ

เมื่อเห็นตัวอย่างจากพันทิปแล้วว่าเจ้าหน้าที่เอาจริงกับการร้องเรียน จากนี้ไปถ้าผมเจอแท๊กซี่ปฏิเสธอีก ผมก็มีสองทางเลือก

1. ทำตามความเคยชิน คือปิดประตู  บ่นพึมพัม แล้วมองหาแท๊กซี่คันต่อไป หรือ

2. ระลึกถึงกฎสิบเต็มสิบ ถ่ายรูปเอาไว้ เรียกแท๊กซี่คันต่อไปจนกว่าจะได้ พอได้ขึ้นมานั่งแล้วค่อยส่งเรื่องร้องเรียนไปที่กรมขนส่งทางบก 

ผมคงเลือกทางที่สอง เพราะถ้ายังเลือกทำแบบเดิม แสดงว่าผมก็กำลังทำตัวเป็นส่วนหนึ่งของปัญหาเหมือนกัน

คุณล่ะครับ สนใจจะมาร่วมขบวนการปฏิรูปตัวเองกับผมมั้ย?


ป.ล. เพื่อนที่ทำอู่แท๊กซี่เคยอธิบายให้ผมฟังว่ามันก็เข้าใจหัวอกคนขับว่าทำไมถึงปฏิเสธผู้โดยสาร เพราะค่าโดยสารแท๊กซี่มิเตอร์บ้านเรามันถูกมาก จนบางทีการต้องไปไกลๆ มันไม่คุ้มจริงๆ ซึ่งนั่นก็เป็นประเด็นที่คนที่เกี่ยวข้องต้องร่วมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Pantip: วิธีแก้แค้นแท็กซี่ที่โบกแล้วไม่ยอมไป อยากให้ทุกคนช่วยกันทำตามนี้ครับ 

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia: Khon Dance Frankfurt Germany 2006

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

Banner468x60ver1.jpg

คิดมากไป ทำน้อยไป

20160522_think

ขี้เกียจมากไป ขยันน้อยไป จึงไม่ก้าวหน้า
ใช้เงินมากไป หาเงินน้อยไป จึงชักหน้าไม่ถึงหลัง
หาเงินมากไป ให้เงินน้อยไป จึงกลายเป็นคนตระหนี่
ซื้อของมากไป ซื้อประสบการณ์น้อยไป จึงไม่ลุ่มลึก

พูดมากไป ฟังน้อยไป จึงไม่เข้าใจปัญหา
สั่งมากไป สอนน้อยไป จึงขาดความน่าเชื่อถือ
ใจดีมากไป เด็ดขาดน้อยไป จึงเสียการปกครอง
อารมณ์มากไป เหตุผลน้อยไป จึงสูญเสียความเคารพ

ไลน์มากไป โทร.น้อยไป จึงเข้าใจผิด
จับผิดมากไป ไว้ใจน้อยไป จึงทะเลาะง่ายดาย
ตัวเรามากไป ตัวเขาน้อยไป จึงตัวใกล้ใจห่าง
เอาชนะมากไป ยอมแพ้น้อยไป จึงแพ้ทั้งคู่

เสพมากไป สร้างน้อยไป จึงสมองฝ่อ
กลัวมากไป กล้าน้อยไป จึงฝันแท้ง
สุขมากไป ทุกข์น้อยไป จึงไม่เห็นความจริง
คิดมากไป ทำน้อยไป…จึงไม่ถึงไหนซักที


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ก่อนจะลาออกไป Follow Your Passion

20160521_Passion

ในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา กระแสการ “ลาออกเพื่อไปทำสิ่งที่เรารัก” นั้นมาแรงมาก

เห็นได้จากชื่อปกหนังสือขายดีเช่นการลาออกครั้งสุดท้าย ลาออกซะถ้าอยากรวย งานไม่ประจำทำเงินกว่า ฯลฯ ก็พอจะบอกได้ว่าการ follow your passion นั้นได้กลายเป็น fashion ไปแล้ว

วันนี้เลยขอมาสวนกระแสซักหน่อยนะครับ

ด้วยเหตุผลเดิม คืออยากจะเพิ่มมุมมองใหม่ๆ ให้กับคนหนุ่มสาวที่กำลังคิดจะลาออกจากงานประจำเพื่อไปตามล่าความฝัน โดยเนื้อหาส่วนใหญ่ของบทความนี้จะมาจากหนังสือ So Good They Can’t Ignore You: Why Skills Trump Passion in the Quest for Work You Love ของ Cal Newport ครับ


The Passion Hypothesis – สมมติฐานความหลงใหล
สมมติฐานนี้กล่าวไว้ว่า สิ่งสำคัญที่จะทำให้เรามีความสุขกับงานที่ทำ คือหาให้เจอว่าอะไรคือสิ่งที่คุณหลงใหล แล้วจงทำงานที่สอดคล้องกับความหลงใหลนั้น

แต่คาล ผู้เขียนหนังสือ บอกว่าสมมติฐานนี้อาจจะไม่เวิร์คก็ได้

เพราะตอนเราเริ่มทำงาน เราไม่รู้หรอกว่าสิ่งที่เรารักและหลงใหลจริงๆ คืออะไรกันแน่ และการได้ทำสิ่งที่หลงใหลนั้นเป็นเพียงหนึ่งในหลายปัจจัยที่จะทำให้เรามีความสุขกับงาน

คนที่เอาแต่ตามหางานที่ตัวเองหลงใหล จึงมีความเสี่ยงที่จะไม่มีความสุขกับงานที่อยู่ตรงหน้า และเปลี่ยนงานบ่อยเพราะมัวแต่ “ตามหางานที่ใช่”

แต่นั่นไม่ใช่ทางเดียวที่จะมีความสุขกับการทำงานนะครับ

แล้วความสุขจากการทำงานเกิดจากอะไรได้อีกบ้าง?

เคยมีการสำรวจความเห็นของเลขาจำนวนหนึ่ง ว่าพวกเขามีความรู้สึกต่องานเป็นอย่างไรระหว่าง job, career และ calling

สามอย่างนี้คือ “งาน” เหมือนกัน แต่มีความลึกซึ้งไม่เท่ากัน

job คืองานอะไรก็ได้ที่ทำแล้วได้เงินมาเลี้ยงชีพ
career คืองานที่เราเห็นภาพว่าอยากจะเติบโตและก้าวหน้าในทางนี้
calling คืองานที่เรารู้สึกว่า เราเกิดมาเพื่อทำสิ่งนี้

ในจำนวนเลขาที่ถูกสำรวจนั้น หนึ่งในสามบอกว่างานตัวเองเป็นเพียง job หนึ่งในสามบอกว่ารู้สึกเหมือนเป็น career และไม่น่าเชื่อว่าหนึ่งในสามของคนที่ทำงานเลขาอันดูแสนน่าเบื่อ จะมองว่างานนี้คือ calling ของตัวเอง

ทราบหรือไม่ครับว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่สำคัญที่สุดที่ทำให้คนกลุ่มสุดท้ายมองว่างานเลขาคือ calling ของตัวเอง?

ปัจจัยหลักคือระยะเวลาที่อยู่กับงานนั้นครับ

โดยนักวิจัยมองว่ายิ่งได้อยู่กับงานนั้นนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งจะเชี่ยวชาญมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะนำพามาซึ่งอีกสองอย่างคือ ความสามารถในการทำอะไรโดยไม่ต้องให้ใครมากะเกณฑ์ และยิ่งอยู่นานก็จะยิ่งรู้จัก สนิทสนม และผูกพันกับคนที่ทำงานด้วยมากยิ่งขึ้น

สามสิ่งนี้ – mastery (ความเชี่ยวชาญ), autonomy (การได้ทำงานโดยไม่มีใครมาจ้ำจี้จำไช) และ relatedness (ความรู้สึกผูกพันกับคนรอบข้าง) คือปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรามีความสุขกับงานไม่แพ้การได้ทำสิ่งที่เรารัก


ลอร่า เป็นนักบัญชีที่หลงใหลโยคะมาก ขนาดลงทุนไปลงเรียนคอร์สโยคะถึงอินเดีย เมื่อเก็บเงินได้ก้อนหนึ่งจึงตัดสินใจลาออกจากงานบัญชีมาเปิดโยคะสตูดิโอของตัวเอง ซึ่งในช่วงแรกก็ทำได้ดี แต่พอปี 2008 ที่อเมริกามีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ลอร่าไม่สามารถจะนำพาสตูดิโอให้อยู่รอดได้ เพราะเธอมีประสบการณ์เกี่ยวกับการจัดการสตูดิโอโยคะน้อยมาก สุดท้ายเธอจึงจำต้องปิดสตูดิโอลง และใช้ชีวิตอยู่อย่างกระเบียดกระเสียร

สิ่งที่เธอทำให้ไม่ถึงฝั่งฝัน ทั้งๆ ที่เธอทำสิ่งที่ตัวเองรัก เพราะว่าเธอมี “ต้นทุนทางวิชาชีพ” ไม่พอ

ต้นทุนทางวิชาชีพ หรือ career capital คือสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการประสบความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ลอร่าซึ่งมีต้นทุนทางวิชาชีพเรื่องงานบัญชี กลับทิ้งมันไปและเลือกสร้างธุรกิจที่เธอมีไม่มีต้นทุนทางวิชาชีพเลย (การบริหารจัดการโยคะสตูดิโอ)

สำหรับเด็กไทยรุ่นใหม่ ที่ฝันอยากจะออกไปทำธุรกิจของตัวเอง ต้องถามด้วยว่า เรามี career capital หรือไม่ เพราะสุดท้ายแล้ว ตลาดจะจ่ายเงินให้เราก็ต่อเมื่อเรามีทักษะหรือมีผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่าต่อตลาด ถ้าเราออกไปทำอะไรเองโดยที่ไม่มีต้นทุนทางความสามารถเลย สินค้าหรือบริการของเราก็จะไม่มีความแตกต่างกับสินค้าที่มีอยู่แล้ว และไม่สามารถดึงดูดลูกค้าให้มาสนใจได้

ดังนั้น ก่อนจะลาออกไป follow your passion เราควรจะใช้เวลาในการสะสม career capital บ้าง

แล้วเราจะสะสมต้นทุนทางวิชาชีพได้อย่างไร?

ด้วยการใช้ craftsman mindset ครับ

เวลาเราทำงาน เราสามารถมีทัศนคติกับงานได้สองแบบ คือแบบ passion mindset และแบบ craftsman mindset

passion mindset คือทำเฉพาะงานที่ตัวเองชอบเท่านั้น เราจะคอยถามตัวเองตลอดเวลาว่างานนี้ให้ความสุขกับเรารึเปล่า – what value does the job bring to me? ถ้างานที่เราทำไม่สร้างความสุขให้เรา เราก็หางานใหม่

ส่วน craftsman mindset คือใช้ทัศนคติแบบช่างฝีมือ ที่ต้องการจะเก่งงานนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ คำถามที่เราถามจึงไม่ใช่ว่างานนี้ทำให้เรามีความสุขรึเปล่า แต่เป็นคำถามว่าเราสามารถสร้างคุณค่าอะไรให้กับงานนี้ได้บ้าง – what value can I bring to this job?

passion mindset คือเน้นที่ความสุขที่ได้จากงานในตอนนี้

craftsman mindset คือเน้นที่การพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นไปเรื่อยๆ เพื่อจะได้สร้างคุณค่ากับงานของเราได้มากยิ่งกว่าเก่า

คนที่ใช้ passion mindset พอเจองานที่ไม่ถูกใจ ก็จะลาออกไปอยู่ที่อื่น หรือไปทำงานสายอื่น จนไม่มีโอกาสได้สะสมต้นทุนทางวิชาชีพอย่างจริงจังเสียที

ขณะที่คนที่ใช้ craftsman mindset จะมีความอดทนและมีวิริยะพอที่จะอยู่กับงานชิ้นนั้นๆ จนกว่าเขาจะเก่งขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เขาสนุกกับงานมากขึ้นด้วย

คนที่มี craftsman mindset คือคนที่พัฒนาตัวเองไม่หยุดหย่อนจนมีทักษะที่เป็นที่ต้องการของตลาด คนกลุ่มนี้จะมีพลังในการต่อรองสูง ทั้งในแง่ค่าตอบแทนและอิสรภาพในการทำงาน


ยังมีอีกหลายประเด็นที่หนังสือ So good they can’t ignore you กล่าวถึง แต่เกรงว่าจะทำให้บล็อกตอนนี้เยิ่นเย้อเกินไป เลยจะขอเก็บไว้เล่าในโอกาสต่อๆ ไปนะครับ

ประเด็นหลักของบทความนี้ก็คือ การออกตามหาสิ่งที่รักหรือ follow your passion เป็นเรื่องดี แต่บางทีก็อาจจะเป็นวิธีมองโลกที่จำกัดตัวเองเกินไป และอาจทำให้เราด่วนตัดสินใจเกินไปหน่อย

เพราะการได้ทำสิ่งที่รัก ไม่ใช่วิธีเดียวที่จะมีความสุขกับงานได้ แต่การรักในสิ่งที่ทำและมุ่งสู่ความเป็นเลิศในทางนั้นก็ทำให้เรามีความสุขได้เช่นกัน

ดังนั้น ก่อนจะลาออกไปทำสิ่งที่รัก ลองมา “เอาจริง” กับงานที่อยู่ตรงหน้ากันซักตั้งก่อนมั้ย

มาทำตัวเองให้เก่งจนใครๆ ก็ต้องมองมาที่เรา – be so good they can’t ignore you

แล้วโอกาสที่จะได้ทำในสิ่งที่รัก (แถมยังได้เงินดี) จะวิ่งเข้าหาเราแน่นอนครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ So good they can’t ignore you by Cal Newport

(ผมเองซื้อหนังสือมาอ่านหนึ่งรอบ และก่อนจะเขียนบทความนี้ผมก็เปิด Blinkist เพื่อสรุปหนังสือให้ฟังอีกรอบ โดย Blinkist คือแอพ/เว็บที่สรุปหนังสือให้อ่าน/ฟังภายในเวลา 15 นาที ถ้าคุณผู้อ่านใจดีสมัครฟรีผ่านลิงค์นี้ ผมจะได้ค่าขนม 50 เซ็นต์ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Banner468x60ver1.jpg