ความเปลี่ยนแปลงจะพกของขวัญติดมือมาด้วยเสมอ

เป็นเรื่องปกติที่พวกเราจะหวาดหวั่นกับความเปลี่ยนแปลง

เพราะหนึ่งในความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคนคือความรู้สึกมั่นคง (security)

เมื่อความเปลี่ยนแปลงมาเยือน พื้นที่คุ้นเคยของเราจึงอาจโดนคุกคาม

แต่ความเปลี่ยนแปลงก็เป็นเรื่องพื้นฐานของชีวิตเช่นกัน

เพราะเปลี่ยนจึงเติบโต เพราะเปลี่ยนจึงพัฒนา เพราะเปลี่ยนได้จึงมีความหวัง

“Change always comes bearing gifts”
-Price Pritchett

ทุกความเปลี่ยนแปลงที่ผ่านเข้ามา คือโอกาสที่เราจะได้ของขวัญชิ้นใหม่

เราหนีความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่เราเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับมันได้

หยุดวิ่งหนี หันหลังกลับมา เตรียมตัวเตรียมใจให้พร้อม

แล้วเราอาจได้ของขวัญที่คิดไม่ถึงครับ

9 พฤติกรรมที่ดูเหมือนอ่อนแอ แต่แท้จริงแล้วเข้มแข็งขั้นสุด

1. ยอมรับว่าตัวเองผิด – ข้อนี้ยิ่งแก่ยิ่งทำยาก ยิ่งตำแหน่งสูงยิ่งลำบาก แต่ถ้าทำได้จะเป็นผู้ใหญ่ที่น้องๆ นับถือ

2. กล่าวขอโทษก่อน – แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าตัวเองผิดตรงไหน แต่คนที่มองออกว่าการเอ่ยปากขอโทษก่อนนั้นไม่ได้เสียอะไรไปเลยนอกจากอีโก้ เขาก็จะเป็นคนสำคัญที่จะช่วยรักษาหรือเยียวยาความสัมพันธ์ได้

3. ขอความช่วยเหลือ – เพราะเขาเห็นแล้วว่าการให้งานสำเร็จนั้นสำคัญกว่าการเป็นพระเอก เขาจึงเอ่ยปากขอความช่วยเหลือแม้จะต้องเผชิญกับสายตาดูถูกหรือต้องเผชิญกับความจริงที่ว่าตัวเองยังเก่งไม่พอ

4. เปลี่ยนใจ – ฟังดูเหมือนคนโลเล แต่ถ้าข้อมูลใหม่ที่รับเข้ามาแล้วมันฟังดูเข้าท่ากว่า เขาก็พร้อมเปลี่ยนใจโดยไม่กลัวเสียหน้าและไม่เสียดาย sunk cost

5. ยอมรับจุดด้อยของตัวเอง – ไม่มีใครอยากสบตากับจุดอ่อนของตัวเอง อาจจะพยายามปกปิด ไม่พูดถึง หรือใช้วาจากลบเกลื่อน แต่นั่นไม่ได้ทำให้จุดด้อยหายไป คนที่เข้มแข็งจริงๆ จะยอมรับว่าตัวเองไม่เก่งตรงไหน และจะพยายามปรับปรุงจุดนั้น หรือถ้าเขาคิดว่าไม่คุ้มที่จะปรับปรุงหรือไม่ดีพอที่จะรับงานนี้ เขาก็จะยอมรับมันโดยดุษณีย์และเปิดทางให้คนอื่นที่เหมาะกว่า

6. ไม่ได้เป็นคนเก่งตลอดเวลา – social media นั้นกระตุ้นให้เราโชว์เหนือ ให้ทุกคนเห็นว่าตัวเองดี/เด่น/ดังแค่ไหน แต่คนที่รู้สึกว่าตัวเองไม่ต้องแสดงความเก่งกาจตลอดเวลา คนที่ vulnerable พอให้คนอื่นเห็นด้านไม่ดีไม่งามและความอ่อนหัดของตัวเองคือคนเข้มแข็งเกินค่าเฉลี่ย

7. พูดจาดีๆ กับคนที่พูดไม่ดีด้วย – มนุษย์เราก็เหมือนพัดลม โดนกดปุ่มทีไรก็ใบหมุนและส่ายไปส่ายมา ต้องเป็นคนเข้มแข็งและมีเมตตาเบอร์ไหนที่โดนกดปุ่มแล้วก็ยังไม่โกรธ แถมยังใจเย็นพอที่จะพูดจาดีๆ กับคนที่กำลังสาดพลังงานลบเข้าใส่อีกต่างหาก

8. ผิดพลาดและล้มเหลว – ที่ล้มเหลวก็เพราะกล้าลองทำสิ่งที่ยังไม่รู้ ลองทำสิ่งที่ยากเกินความสามารถของตัวเอง และสิ่งที่คนเรียกกันว่าความล้มเหลวนั้น จริงๆ แล้วก็เป็นเพียงข้อมูล เหมือนที่เอดิสันค้นพบ 10,000 วิธีที่ไม่ควรทำหลอดไฟ

9. ล้มเลิก – คนชอบพูดกันว่าล้มเหลวได้แต่อย่าล้มเลิก แต่จริงๆ แล้วบางทีการล้มเลิกก็ต้องใช้ความกล้าเสียยิ่งกว่าการเดินหน้าต่อเสียอีก คนที่กล้าประเมินสถานกาณ์ตามความเป็นจริงและล้มเลิกสิ่งหนึ่งเพื่อเอาแรงและเวลาอันจำกัดไปทำสิ่งอื่นก็คือคนที่มีความเข้มแข็งและน่านับถือเช่นเดียวกัน

นิทานรถเข็น

วันนีัวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

แถวบ้านฉันมีผู้หญิงร่อนเร่คนหนึ่งที่เดินลากรถเข็นจากซูเปอร์มาร์เก็ตติดตัวไปด้วยทุกที่ ในนั้นมีเสื้อผ้าและทรัพย์สมบัติที่เธอมีอยู่ทั้งหมด

ฉันหลีกเลี่ยงที่จะไม่เข้าใกล้คนร่อนเร่จรจัดเหล่านี้ แอบดูถูกพวกเขาว่าทำไมไม่ทำงานทำการ จะได้ไม่เป็นภาระของสังคม

แล้ววันหนึ่งสามีของฉันก็ถูกให้ออกจากงาน จากที่เคยมีกินมีใช้อย่างสะดวกสบายเราต้องใช้จ่ายแบบเดือนชนเดือนเพื่อให้พอผ่อนบ้านหลังใหญ่และรถอีกสองคัน เพื่อนที่เป็นนักวางแผนการเงินบอกว่าเราควรขายบ้านและขายรถทิ้งซักคัน แค่คิดก็ทำให้ฉันกินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวันแล้ว

ใกล้ถึงวันคริสต์มาสอีฟ ฉันขับรถไปคอมมิวนิตี้มอลล์เพื่อซื้ออุปกรณ์มาตกแต่งรอบๆ บ้านฉลองเทศกาล พอฉันกลับมาที่รถ ปรากฎว่ารถสตาร์ทไม่ติด

“ไม่นะ ทำไมรถต้องมาพังเอาตอนนี้ด้วย จะไปหาเงินจากไหนมาซ่อม!”

ฉันต้องขึ้นรถบัสกลับบ้าน แต่พอไปถึงป้ายก็ดันคลาดสายที่ผ่านหน้าบ้านฉันไปนิดเดียว กว่าคันต่อไปจะมาถึงก็อีก 20 นาที

ระหว่างที่นั่งรออย่างเซ็งๆ ก็มีเงาตะคุ่มมายืนอยู่ตรงหน้า จมูกฉันได้กลิ่นตุๆ

“ตรงนี้นั่งได้มั้ยคะคุณ?”

เมื่อเงยหน้ามองขึ้นไปจึงเห็นว่าเป้นผู้หญิงร่อนเร่ที่เข็นรถเข็นนั่นเอง

ฉันไม่ตอบ ได้แต่ขยับตัวออกไปห่างๆ เธอนั่งลงแล้วบิดขี้เกียจ

“เดินเมื่อยๆ มา ได้นั่งบ้างก็ดีเหมือนกันนะ”

เธอหลับตาพิงพนักแล้วทักขึ้นมาว่า

“แดดอุ่นดีนะ”

ฉันแปลกใจและตอบกลับไปโดยไม่รู้ตัว “แดดอุ่นเหรอคะ?”

“ก็อากาศแบบนี้ มีแสงแดดอ่อนๆ แค่นี้ก็ดีมากแล้ว ฉันชอบคริสต์มาสนะ แต่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ ฟ้าหม่นๆ อย่างนี้เลย….อ๊ะ ว่าแต่คุณโอเครึเปล่า?”

ฉันหลบตาเธอแล้วพยายามนั่งตัวให้ตรงขึ้น “ฉันดูไม่โอเคอย่างนั้นเหรอ?”

“ก็หน้าคุณดูเครียดๆ ตาก็แดงก่ำ คงมีเรื่องไม่สบายใจอยู่แน่ๆ”

ฉันไม่รู้จะตอบเธอยังไง ยกมือทั้งสองข้างขึ้นมากุมหน้าโดยไม่รู้ตัว รู้สึกว่าที่ตามีน้ำเอ่อๆ นี่ฉันตกต่ำขนาดที่คนร่อนเร่ต้องมาเป็นห่วงฉันแล้วเหรอ

“ก็เครียดๆ เรื่องการเงินน่ะค่ะ เราอาจจะเสียบ้านของเราไป”

“จริงๆ มันแย่กว่านี้ได้อีกเยอะนะ”

“คุณหมายความว่าไง?” ฉันถามกลับ มีน้ำโหเล็กน้อย

“ถ้าแย่จริงๆ คุณอาจเสียสามีคุณไปก็ได้”

ฉันอึ้ง งง พูดอะไรไม่ออก หญิงร่อนเร่จึงพูดต่อ

“ฉันกับสามีเคยทำงานเป็นผู้บริหารทั้งคู่ รายได้ต่อปีของเรารวมกันแล้ว $200,000 เราเลยซื้อบ้านหลังใหญ่ในชิคาโก แต่พอย้ายเข้าไปได้ไม่นานสามีของฉันก็โดนให้ออกจากงาน และปีถัดมาฉันก็โดนเลย์ออฟด้วยเหมือนกัน เราต้องย้ายไปอยู่ในอพาร์ทเมนต์เล็กๆ แล้วสามีของฉันก็แอบคบกับเลขาในที่ทำงานใหม่ วันหนึ่งฉันกลับบ้านไป ก็เห็นประตูและหน้าต่างล็อคหมดทุกบาน ตรงหน้าประตูมีเพียงถุงสองใบที่ใส่เสื้อผ้าของฉัน และฉันก็ไม่ได้เข้าไปในอพาร์ทเมนต์อีกเลย

ฉันออกไปอยู่กับเพื่อนที่ทะเลาะและแยกกันอยู่กับแฟน แต่พอแฟนเธอมาขอคืนดีเขาก็ขอให้ฉันย้ายออก ตอนนั้นฉันมีเงินติดตัวแค่ $200 ส่วนเงินเก็บของฉันก็อยู่ในบัญชีร่วมของสามี ฉันไม่กล้าโทรหาพ่อกับแม่เพราะอายเกินจะเล่าให้ฟัง ก็เลยโบกรถและมาตั้งหลักที่เมืองนี้

นี่ก็ผ่านมา 7 ปีแล้ว แต่ตอนนี้ฉันโอเคมากเลยนะ ไม่มีบิลต้องจ่าย ไม่มีความรับผิดชอบใดๆ รู้สึกอิสระเหมือนนกเลยล่ะ แค่ไม่มีปีกเท่านั้นเอง”

รอยยิ้มของเธอบ่งบอกว่าเธอรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ ฉันอดละอายใจไม่ได้ที่เคยดูถูกเธอและเห็นแล้วว่าสิ่งที่ฉันประสบอยู่นั้นมันจิ๊บจ๊อยเหลือเกิน

“ทำไมคุณไม่หางานทำล่ะ” ฉันถาม

“คุณคิดว่าเค้าจะรับคนอย่างฉันมั้ย” เธอผายมือให้ฉันดูเสื้อผ้าและความซอมซ่อของเธอ ฉันเลยเปลี่ยนเรื่องคุย

“คุณมาพักที่บ้านฉันได้นะ อย่างน้อยก็จนกว่าฉันจะขายมันทิ้ง” น่าแปลกที่ฉันไม่ได้รู้สึกเครียดกับการขายบ้านอีกแล้ว

“ขอบคุณมากค่ะ แต่ฉันชอบอยู่แบบนี้มากกว่า แค่ไม่ชอบอากาศหนาวๆ เท่านั้นแหละ”

แล้วเธอก็ลุกขึ้นพร้อมหันไปจับรถเข็นของเธอ

“ไว้เจอกันอีกนะคะคุณ…”

“สมิธค่ะ แอนนา สมิธ แล้วคุณชื่ออะไรคะ?” ฉันถามกลับ

“ไดแอนค่ะ แค่ไดแอนเฉยๆ ไว้เจอกันใหม่นะคะคุณสมิธ”

ฉันมองไดแอนเดินเข็นรถเข็นสวนกับรถบัสของฉันที่กำลังชะลอเข้าป้ายพอดี

ไม่ได้รู้สึกดีอย่างนี้มาหลายวันแล้วสินะ


ดัดแปลงจากเรื่องจริงในหนังสือ Chicken Soup for the Soul: The Power of Positive

ถ้าสุดท้ายก็ต้องตายอยู่ดี

แล้วเราจะทำสิ่งต่างๆ ไปทำไม

นี่อาจเป็นคำถามที่หลายคนน่าจะเคยคิด

ยิ่งถ้ามองด้วยว่าสิ่งที่เราทำแทบไม่มีความหมายอะไรเลยในจักรวาลอันไพศาล ขนาดมหาจักรพรรดิที่เคยยิ่งใหญ่ล้นฟ้า มาวันนี้ก็อาจมีที่ทางแค่เพียงฟุตโน๊ตในหนังสือเรียน

มีสามประเด็นที่ผมได้ยินได้ฟังมาและอยากชวนทุกคนนำไปคิดต่อ

หนึ่ง เราหลายคนชอบเที่ยว ชอบออกเดินทาง อยากไปเห็นสิ่งต่างๆ แต่สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาที่บ้านอยู่ดี

การที่เราไม่สามารถเดินทางได้ตลอดไป และยังไงเราก็ต้องกลับบ้านอยู่ดี แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราไม่ควรออกไปเที่ยวตั้งแต่แรก จริงมั้ย?

สอง น้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทร โดนแสงแดดโลมเลียจนระเหยขึ้นไปจับเป็นก้อนเมฆบนท้องฟ้า กลั่นตัวลงมาเป็นสายฝน ลงไปนอนแช่อยู่ในตุ่มเก็บน้ำ เด็กน้อยใช้ขันตักขึ้นมาดื่มให้ชื่นใจ เข้าไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ก่อนจะถูกไตขับออกมาเป็นปัสสาวะลงโถส้วม ผ่านระบบบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่คลองและลอยละล่องสู่ท้องทะเล

การเดินทางเริ่มต้นที่ทะเล และสุดท้ายก็กลับสู่ทะเล คุณคิดว่าการเดินทางของน้ำหยดนี้ไร้ค่ารึเปล่า?

สาม ยังไงเราก็ต้องตายอยู่ดี จึงไม่มีเหตุผลที่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แต่ในทางกลับกัน ถ้ายังไงเราก็ต้องตายอยู่ดี ก็ไม่มีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรเช่นกัน อะไรที่เราหลีกเลี่ยงเพราะความกลัว สิ่งที่เรากลัวยังไงมันก็ไม่มีทางแย่ไปกว่าจุดจบที่ต้องพบกันทุกคน

เราจึงพึงมีชีวิตที่รู้ตัวว่าไม่มีความจำเป็นต้องทำอะไรทั้งนั้น แต่ขณะเดียวกันเราก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องกลัวอะไรทั้งนั้นเช่นกันครับ

ความสุขคือการได้แก้ปัญหา

ถ้าเราไม่ยอมสบตากับปัญหา ก็เหมือนนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินแล้วหวังว่าสิงโตจะมองไม่เห็นมัน

ถ้าเรามีปัญหาแต่เราไม่มีหวังว่าเราจะแก้ได้ เราก็จะทุกข์ทรมาน

ถ้าเรารู้สึกว่าชีวิตตัวเองไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งสิ้น เราก็อาจกำลังหลอกตัวเองอยู่

ความสุขจึงเกิดจากการได้แก้ปัญหา เพราะมันทำให้แต่ละวันของเรามีจุดมุ่งหมาย แก้ได้หรือแก้ไม่ได้อาจไม่สำคัญเท่ากับการได้ลงมือแก้ด้วยซ้ำไป

ความสุขเกิดจากการแก้ปัญหา

และชีวิตที่ดีอาจไม่มีอะไรมากไปกว่าโอกาสในการแก้ปัญหาดีๆ ครับ

อย่าเพิ่งนิยามตัวเองว่าเป็นคนแบบไหน

คนใจร้อน

คนฉลาด

คนขี้เกียจ

คนพูดตรง

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่เรานิยามตัวเอง เรากำลังปิดกั้นความเป็นไปได้อื่นๆ

ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ไม่ดี เช่นเป็นคนใจร้อน เป็นคนขี้เกียจ เราก็จะมีเหตุผลที่จะไม่ทำอะไรให้ดีขึ้นมาด้วยการอ้างว่า “ฉันก็เป็นคนแบบนี้แหละ”

แต่ถ้าเรานิยามตัวเองในแง่ดี เช่นเป็นคนฉลาด เป็นคนพูดตรง เราก็อาจจะด่วนตัดสินคนอื่นที่แตกต่างจากเรา

เมื่อหมดวัน การนอนแต่ละครั้งคือการซ้อมตาย และการตื่นแต่ละครั้งในวันรุ่งขึ้นก็คือการเกิดใหม่

ตัวตนของเราจึงลื่นไหล พร้อมเรียนรู้ ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง

ไม่ยึดติดกับอดีต มีชีวิตอยู่กับปัจจุบัน และเปิดกว้างกับอนาคตครับ

ยอมรับเสียก่อนว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา

ความเปลี่ยนแปลงและการเติบโตจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าเราคิดว่าเราทำทุกอย่างถูกอยู่แล้ว

ถ้าเรารู้สึกว่ากำลังติดหล่ม ใจหนักๆ ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงในการใช้ชีวิต แสดงว่าเรากำลังทำอะไรบางอย่างผิดอยู่แน่นอน

และการยอมรับว่าตัวเองผิดนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะคนส่วนใหญ่จะโทษคนอื่นก่อนเสมอ โทษหัวหน้า โทษคนในครอบครัว โทษรัฐบาล โทษใครก็ได้ที่ไม่ใช่ตัวเอง

การกล่าวโทษคนอื่นนั้นเป็นที่นิยมเพราะมันง่าย เพราะมันไม่ต้องลงมือทำอะไร เพราะมันช่วยรักษาความรู้สึกว่าเราเป็นคนถูก

แต่การกล่าวโทษคนอื่นและหวังว่าคนอื่นจะเปลี่ยนนั้นเป็น strategy ที่ไม่ฉลาดเลย ประสบการณ์ก็สอนแล้วว่าเขาไม่เปลี่ยนหรอก ถ้าเราไม่มัวแต่โทษเขาแล้วลงมือทำอะไรเสียตั้งแต่ตอนนั้น ป่านนี้ชีวิตเราดีขึ้นไปเรียบร้อยแล้ว

ยอมรับเสียเถอะว่าปัญหาอยู่ที่เรานี่แหละ

และเมื่อรู้ตัวว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็จะสามารถเป็นส่วนหนึ่งของทางออกได้ครับ

ทั้งๆ ที่ไม่ค่อยเข้าฟิตเนส ทำไมคนญี่ปุ่นถึงไม่อ้วน

ในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ญี่ปุ่นมีค่าเฉลี่ยของคนอ้วนต่ำที่สุด คือเพียง 4.3% (อเมริกามีคนอ้วนมากกว่า 30%)

แต่สำหรับใครที่เคยไปญี่ปุ่น อาจจะพอสังเกตว่าคนญี่ปุ่นไม่ได้คลั่งไคล้การเข้าฟิตเนสหรือการออกกำลังกาย เผลอๆ อาจจะสนใจน้อยกว่าคนไทยด้วยซ้ำไป

Rakuten เคยสำรวจความคิดเห็นคนญี่ปุ่นจำนวน 1,000 คนที่อายุระหว่าง 20-60 ปี ประมาณครึ่งหนึ่งตอบว่าพวกเขาออกกำลังกายแค่เดือนละหนึ่งครั้งหรือไม่ได้ออกเลยด้วยซ้ำ โดยให้เหตุผลว่าไม่มีเวลา ไม่ชอบการออกกำลังกาย และไม่มองว่าการออกกำลังกายเป็นส่วนหนึ่งของ lifestyle

การที่คนญี่ปุ่นหุ่นดีนั้น หนึ่งในเหตุผลที่เรามักจะนึกถึงเป็นอย่างแรกก็น่าจะเป็นเรื่องอาหารการกิน ที่คนญี่ปุ่นกินปลาและกินผักกันเยอะ

แต่ยังมีอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญมาก นั่นก็คือการเดินครับ

คนญี่ปุ่นเดินเฉลี่ยวันละ 6500 ก้าว และถ้าเป็นผู้ชายญี่ปุ่นในวัย 20-50 ปีจะเดินถึงวันละ 8000 ก้าว ชาวโอกินาว่าซึ่งขึ้นชื่อว่าอายุยืนมากก็เดินเป็นกิจวัตร

จังหวัดนากาโน่ (Nagano) เคยมีอัตราผู้ป่วยเส้นเลือดในสมองแตกสูงที่สุดในประเทศ จนทางการต้องออกมารณรงค์ให้บริโภคเกลือน้อยลง (ชาวนากาโน่บริโภคเกลือวันละ 15 กรัมซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐานถึงสามเท่า)

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่จังหวัดนี้ทำก็คือการรณรงค์ให้คนเดินมากขึ้น โดยเมือง Matsumoto ซึ่งอยู่ในจังหวัดนากาโน่มีทางเดินมากถึง 100 เส้นทาง (routes) และอาสาสมัครก็มักจะนัดหมายชาวบ้านออกมาเดินชมเมืองด้วยกัน

ผู้ว่าเมืองมัตสึโมโตะ ซึ่งเคยเป็นศัลยแพทย์กล่าวไว้ว่า

“The first thing we wanted was just to get people walking. Everyone can do that. You walk, you talk, you get exercise and that helps build up a sense of community,”

“สิ่งแรกที่เราต้องการคือทำให้คนออกมาเดิน ซึ่งเป็นเรื่องที่ใครก็ทำได้ คุณเดิน คุณคุย คุณได้ออกกำลังกาย และนั่นคือวิธีที่เราสร้างความรู้สึกของการเป็นส่วนหนึ่งชุมชนนี้”

เนื่องจากผังเมืองในญี่ปุ่นนั้นเหมาะแก่การเดินอยู่แล้ว แถมขนส่งมวลชนก็มีประสิทธิภาพและราคาไม่แพง คนเลยไม่มีความจำเป็นต้องขับรถ เวลาคนญี่ปุ่นไปทำงานก็เดิน ไปซื้อกับข้าวก็เดิน ไปช็อปปิ้งก็เดิน ไปดินเนอร์ก็เดิน การเดินจึงเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตไม่ต่างอะไรกับการหายใจ

มองกลับมาที่เมืองไทย การเดินให้เป็นกิจวัตรอาจเป็นเรื่องลำบากกว่าในญี่ปุ่นอยู่บ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้เสียเลย

ใครที่อยากจะมีสุขภาพที่ดี แต่ไม่ได้มีแรงใจที่จะเข้าฟิตเนสทุกวัน ลองหาโอกาสให้ตัวเองได้เดินมากขึ้น ก็อาจจะเป็นทางเลือกที่เวิร์คและยั่งยืนก็ได้นะครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Kaki Okumura: How Japanese People Stay Fit for Life, Without Ever Visiting a Gy

หมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะสู้หนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

หนึ่งในปรากฏการณ์ของสัปดาห์ที่ผ่านมาก็คือ Clubhouse – social media ที่ได้อารมณ์เหมือนฟังวิทยุ+งานสัมมนาที่มีห้องให้เข้าหลายห้อง

ผมเองก็สนใจในคลับเฮาส์มาตั้งแต่ตอนที่ได้ยินข่าวว่า Elon Musk ให้สัมภาษณ์ผ่านทางสื่อนี้ แต่ด้วยความที่ตัวเองใช้เครื่องแอนดรอยด์ก็เลยไม่ได้สมัครเสียทีเพราะแอปนี้มีแต่บน iOS

จนกระทั่งเมื่อวันจันทร์ได้ยืมเครื่องไอแพดของบริษัทมาลองใช้เลยสมัครจนได้ แต่ก็ยังไม่ได้ไปพูดที่ไหน แค่เข้าไปลองฟังสองสามครั้งก็ได้ยอดคนติดตามมา 300 คนแบบงงๆ

ผมเห็นพี่ๆ หลายคนที่คุ้นเคยกันมียอด follower หลายหมื่นในเพียงสัปดาห์เดียว น่าจะเป็นการเติบโตของผู้ติดตามรวดเร็วยิ่งกว่าแพลตฟอร์มไหนๆ ที่ผ่านมา

สิ่งที่ต้องแลกก็คือคลับเฮาส์นั้นมันกลับไปฟังไม่ได้ ต้องฟังสดเท่านั้น กลางวันต้องทำงาน รายการต่างๆ ก็เลยมากองกันตอนกลางคืนตั้งแต่สองทุ่มยันเที่ยงคืน

และนั่นคือเหตุผลหลักที่ผมยังไม่ได้ทำอะไรบนคลับเฮาส์มากนัก เพราะช่วงสองทุ่มจนเข้านอนคือช่วงที่ผมทิ้งอุปกรณ์อิเลคทรอนิกส์ไว้นอกห้อง เพื่อจะได้ใช้เวลากับลูกสาววัยห้าขวบกับลูกชายวัยสามขวบ และบางครั้งก็ได้นวดหลังนวดไหล่ให้ภรรยาด้วย

การมีคนติดตามนั้นดีแน่นอน การที่ผมเขียนบล็อกมาได้จนถึงทุกวันนี้ก็เพราะมีคนติดตามและคอยส่งกำลังใจ ให้เรารู้ว่าสิ่งที่เราเขียนนั้นมีประโยชน์

แต่ราคาที่ต้องจ่ายนั้นก็ต้องมาชั่งน้ำหนักกันดูว่าคุ้มกันหรือไม่

เพราะหมื่นไลค์จากคนไม่รู้จักหรือจะเท่าหนึ่งกอดจากคนที่เรารัก

จำนวนคนฟอลนั้นรอได้ แต่ลูกเราที่โตขึ้นทุกวันเขาอาจจะรอไม่ได้ เราไม่รู้เลยว่าเขาจะอยากให้เรากอดอยากให้เราอุ้มไปถึงเมื่อไหร่

ชั่งน้ำหนักให้ดี จะได้ไม่มีอะไรให้เสียใจและเสียดายครับ


ป.ล. ใครมีคลับเฮาส์แล้ว ติดตามกันได้ที่ @anontawong นะครับ ถ้าจะมีคุยกันน่าจะเป็นช่วงเช้าก่อนเริ่มงานหรือไม่ก็วันหยุดสุดสัปดาห์ครับผม

นิทานฮอทดอก

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันนี้อากาศเย็นสบาย พวกเราเลยนัดกันไปปิคนิคที่สวนสาธารณะในเมืองพอร์ตแลนด์

เมื่อถึงที่หมาย เราแยกย้ายกันไปซื้อของกินของแต่ละคน ฉันกับเอ็มม่าเดินไปที่บู๊ธฮอทดอกที่คิวไม่ยาวนัก ติดป้ายเบ้อเริ่มว่าชิ้นละ $4

เราสั่งฮอทดอก 2 ชิ้น คนขายเตรียมฮอทดอกอย่างตั้งใจ แต่พอเราจ่ายแบงค์ $10 ไป เขากลับทอนเรามา $6

เมื่อเห็นสีหน้างงๆ คนขายจึงชี้ไปที่ฮอทดอกอันนึงแล้วพูดว่า

“ชิ้นนี้อาจจะไม่ค่อยร้อนเท่าไหร่ ผมแถมฟรีก็แล้วกัน ถือว่าคุณเป็นผู้โชคดีของวันนี้”

เรากล่าวขอบคุณแล้วเดินกลับมานั่งทานอาหารของตัวเองที่จุดนัดพบ

ระหว่างที่นั่งกินไปคุยไป ฉันก็สังเกตเห็นผู้ชายคนหนึ่งมองมาที่กลุ่มของเรา เขาใส่เสื้อผ้ามอซอ ผมเผ้ารกรุงรัง ดูแล้วน่าจะไม่ได้อาบน้ำมาหลายวัน

เมื่อต้องไปที่อื่นต่อ ฉันกับเอ็มม่าก็เดินไปที่ถังขยะเพื่อจะทิ้งถุงใส่ฮอทด็อก

“ในถุงนั้นมีอาหารเหลืออยู่มั้ยครับ?” มีเสียงทักขึ้นมาก่อนที่ฉันจะโยนถุงใส่ถังขยะ

พอหันไปจึงพบว่าคือผู้ชายคนนั้นนั่นเอง

“ไม่มีค่ะ เรากินหมดแล้ว” ฉันตอบ

“อ้อ…” เขาตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย ดูท่าเขาคงหิวน่าดูและคงทนไม่ได้ถ้าเห็นเราทิ้งอาหารเหลือลงถังขยะ

ระหว่างที่ฉันกำลังคิดว่าจะพูดอะไรดี เอ็มม่าก็โพล่งขึ้นว่า

“คุณรอตรงนี้แป๊บนึงนะคะ” แล้วกึ่งเดินกึ่งวิ่งออกไป

ฉันมองตามหลังเอ็มม่าที่วิ่งข้ามเนิน อึดใจเดียวเธอก็กลับมาพร้อมกับฮอทดอกชิ้นใหม่

“ฮอทดอกเจ้านี้อร่อยมาก คุณลองทานดูนะคะ” เอ็มม่ากล่าวพร้อมยื่นฮอทดอกให้ชายคนนั้น

ระหว่างที่เราเดินจากมา เอ็มม่าก็หันมากะพริบตาขให้ฉันแล้วกระซิบว่า

“แค่อยากส่งต่อความโชคดีน่ะ” 😉


ดัดแปลงจากหนังสือ Chicken Soup for the Soul