ความโกรธเป็นเพียงเสื้อคลุม

20150622_AngerUniform

Anger is just the uniform of fear

ความโกรธเป็นเพียงเครื่องแบบของความกลัว

– James Altucher

—–

หนึ่งในหนังสือที่ผมชอบมากตอนหนุ่มๆ คือเรื่อง Conversations with God เขียนโดย Neale Donald Walsch และได้รับการแปลเป็นไทยภายใต้ชื่อ “สนทนากับพระเจ้า” โดยสำนักพิมพ์ Oh My God!

พระเจ้าถามนีลว่า รู้มั้ยว่าอะไรที่ตรงข้ามกับความรัก?

ปรากฎว่าคำตอบไม่ใช่ความเกลียด

พระเจ้าบอกว่า อารมณ์ที่ตรงข้ามกับความรักคือความกลัว

และ “รัก” กับ “กลัว” คือสองอารมณ์พื้นฐานที่สุดของมนุษย์

ส่วนอารมณ์หรือการกระทำอื่นๆ ล้วนต่อยอดมาจากสองอารมณ์นี้ทั้งนั้น

เพราะความเมตตาก็มาจากความรักที่มีต่อเพื่อนมนุษย์
ความกล้าก็มาจากความรักในสิ่งที่ตัวเองต้องการปกป้อง
ความขยันและมุมานะก็มาจากความรักที่จะให้ชีวิตหรือผลงานออกมาดี

แล้วความกลัวล่ะ?
คนเราหึง ก็เพราะว่ากลัวแฟนจะไปมีคนใหม่
คนเราโกหก เพราะกลัวว่าถ้าอีกฝ่ายรู้ความจริงจะโดนลงโทษ
คนเราโกรธ เพราะมีใครมาทำให้ “ตัวตน” ของเขากระทบอย่างรุนแรง และความกลัวที่ “ตัวตน” จะเสียหายนี่แหละ จึงต้องสร้างความโกรธขึ้นมาเป็นเกราะกำบัง

—–

บริษัทเคยส่งผมเข้าเรียนวิชา EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ที่สอนโดย Dr.Leonard Yong 

ผมจำสิ่งที่เขาสอนไม่ค่อยจะได้แล้ว แต่บทเรียนที่ผมจำได้กลับเป็นเรื่องที่เขาแชร์ให้ฟังเล่นๆ

เขาถามพวกเราว่า ผู้ชายรับมือกับแฟนที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟยังไง?

เขายกตัวอย่างให้ฟังว่า เวลาผู้หญิงหงุดหงิด โวยวายใส่ฝ่ายชาย แล้วบอกว่า “ไปเลยนะ ไปไกลๆ เลย” ผู้ชายส่วนใหญ่ก็เดินหนีไปจริงๆ อาจจะเพราะรำคาญ หรืออาจจะเพราะหวังดีจริงๆ เลยหายหน้าไปตามคำขอ

แต่ดร.ลีโอนาร์ดบอกว่า อย่าเดินหนีไปเด็ดขาด เพราะจะทำให้สถานการณ์แย่กว่าเดิม!

วิธีที่ได้ผลกว่า คือเขยิบเข้าไปใกล้แฟนที่กำลังโกรธ

แล้วกอดเธอครับ

อาจจะโดนทุบบ้างซักสองสามที แต่ยังไงก็ดีกว่าเดินหนีไปตอนเธอโกรธแน่นอน

—–

ตอนเรายังเด็ก เวลาเรากลัวผี การมีใครซักคนมากอดเรานี่ช่วยให้หายกลัวไปได้เยอะเลย

ถ้าความโกรธเป็นเพียงเครื่องแบบหรือเสื้อคลุมที่อำพรางความกลัว

การที่แฟนกำลังโกรธเราก็อาจจะเป็นเพราะเธอกำลังกลัวอะไรบางอย่าง

ดังนั้น โกรธเมื่อไหร่ ก็กอดเมื่อนั้น!

ลองแล้วได้ผลลัพธ์ยังไงมาเล่าให้ฟังด้วยนะครับ

เคล็ดลับหลับสบาย

20150720_SleepwellSecret

เกือบทุกเย็นผมจะปั่นจักรยานปันปั่นไปหาแฟนที่ตึกเอ็มไพร์ และขับรถกลับบ้านด้วยกัน

สิ่งหนึ่งที่ผมมักจะทำเวลานั่งอยู่ในรถด้วยกัน คือถามว่า วันนี้มีเรื่องอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง 5 เรื่อง

ของแฟนผมได้แก่

1. ถึงที่ทำงานแต่เช้า ทำให้ทำงานได้อย่างมีสมาธิและงานเสร็จไปเยอะ
2. ไม่กินน้ำหวาน (หลังจากรู้ตัวว่าน้ำหนักขึ้นเร็วไปนิดจนหมอสูฯทัก)
3. ผมซื้อ Pretzel Wrap จาก Auntie Anne’s ไปให้ทาน
4. ผมต่อรองกับผู้รับเหมาสำเร็จ (ผมเจรจาไม่ค่อยเก่งเพราะใจอ่อนเกินไป)
5. ถ่ายท้องคล่อง (คุณแม่ตั้งครรภ์มักจะมีปัญหาท้องผูก)

เรื่องดีๆ ของผมได้แก่

1. ผู้รับเหมาขนของเข้าบ้านแล้ว (หลังจากใช้เวลาหามาร่วมครึ่งปี)
2. แม่ทำผลไม้ให้กิน แม้ว่าเมื่อคืนจะมีงอนกันนิดหน่อย
3. เจ้านายอนุมัติเรื่องงบงานชิ้นใหม่อย่างง่ายดายเกินคาด
4. อ่านหนังสือ The Life-Changing Magic of Tidying จบ
5. แฟนอารมณ์ดี แม้ว่าเขาจะทำงานหนักมาทั้งวัน

ถ้าใครไม่มีโอกาสทบทวนตอนเดินทางกลับบ้าน ก็ลองทบทวนด้วยการเขียนไดอารี่ก่อนเข้านอนก็ได้ครับ ได้ผลดีกว่าด้วยซ้ำเพราะเรามีเวลาคิดเงียบๆ คนเดียวอย่างช้าๆ

การทบทวนแบบนี้ ผมว่ามีข้อดีสองอย่าง

หนึ่ง ทำให้เราได้ลับสมองโดยย้อนกลับไปคิดว่าวันนี้ทำอะไรมาบ้าง
และสอง ทำให้เราเห็นคุณค่าในสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น ไม่ว่ามันจะเล็กน้อยแค่ไหน

ที่น่าสนใจก็คือ แม้ว่าเราจะมีวันแย่ๆ มา เราก็ยังสามารถนึกเรื่องดีๆ ได้ครบห้าข้อได้ แม้ต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติซักหน่อยก็เถอะ

จริงๆ แล้วในวันแย่ๆ ยิ่งมีความจำเป็นที่จะต้องนึกถึงเรื่องดีๆ ห้าข้อ เพราะมันจะช่วยเปลี่ยนมู้ดเราได้เยอะเลย ทำให้เรามีความสบายใจขึ้น ปล่อยวางมากขึ้น และหลับได้สนิทขึ้นครับ

ไม่ต้องรออนุมัติ

20150719_PermissionForgiveness

Don’t ask for permission, ask for forgiveness.
อย่ามัวแต่ขออนุญาต แต่จงขอการให้อภัย
-Anonymous
——

ประโยคนี้ถ้าใครฟังครั้งแรกอาจจะรู้สึกว่านี่ผมจะสนับสนุนให้คนไม่มีมารยาท ทำอะไรตามอำเภอใจหรืออย่างไร

ไม่ใช่อย่างนั้นครับ

คนที่พูดประโยคนี้ให้ผมฟังเป็นคนแรกชื่อ Gilles Depaty ซึ่งเคยเป็น Technical Director คนสำคัญขององค์กร (ตอนนี้ไปทำงานที่อื่นแล้ว)

ผมชอบประโยคนี้มาก เพราะมันคอยเตือนให้เรามีความกล้าและความคิดสร้างสรรค์ในที่ทำงาน

การทำงานในองค์กรใหญ่ๆ มีข้อดีก็คือทุกอย่างเป็นระบบระเบียบ มีขั้นตอนที่ชัดเจน

แต่การมีระบบระเบียบขั้นตอนที่ชัดเจน บางปีก็ปิดกั้นไม่ให้เราได้ใช้ความสามารถอย่างเต็มที่

เช่นถ้าเรามีไอเดียอะไรใหม่ๆ การที่เราจะนำไอเดียนั้นไปเสนอหัวหน้า กว่าหัวหน้าจะเห็นดีเห็นงามและส่งต่อให้ “ผู้ใหญ่” (ซึ่งไม่รู้มีอีกกี่คน) กว่าจะได้รับการอนุมัติให้ได้ลงมือทำ ป่านนั้นก็อาจจะสายไปเสียแล้ว หรือเราเองก็หมดอารมณ์ทำแล้ว

หรือหากหนักกว่านั้น พอเราคิดอะไรดีๆ ได้ แค่ไปเสนอหัวหน้าก็โดน “ดับฝัน”ว่าเป็นไปไม่ได้หรือไอเดียไม่ได้เรื่อง เราก็แพ้ตั้งแต่อยู่ในมุ้งแล้วเช่นกัน

องค์กรใหญ่ๆ จะมีอาการที่เรียกว่า maintaining the status quo

status quo แปลว่า “สถานภาพปัจจุบัน”

maintaining the status quo ก็คือความเชื่อที่ว่า ของเดิมก็ดีอยู่แล้ว จะไปเปลี่ยนทำไม

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่นวัตกรรม (ทั้งในแง่ product และ process) จะเกิดขึ้นได้ยากในองค์กรใหญ่ๆ เพราะทุกคนเล่น play safe กันหมด เพราะถึงจะไม่ได้ทำอะไรที่ฮือฮาแต่อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำอะไรผิดพลาด

และบางทีวัฒนธรรม play safe ก็ลามไปถึงเรื่องที่แทบไม่มีความเสี่ยงอะไรเลย เช่นวิธีการทำจดหมายข่าว (newsletter) หรือสไลด์ที่ใช้ template เดิมมาตลอด รวมถึงการคงไว้ซึ่งนโยบายบางอย่างที่ไม่เหมาะสมกับยุคสมัยแล้ว

เหตุผลเดียวที่ยังทำสิ่งเหล่านี้อยู่ก็คือ “เค้าทำกันมาแบบนี้” ทั้งๆ ที่คนที่ออกแบบ template หรือคิดนโยบายเหล่านี้อาจจะไม่ได้อยู่ในองค์กรแล้วด้วยซ้ำไป

ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับที่เราจะทำตามๆ คนอื่นเขา เพียงแต่ผมคิดว่ามันน่าเบื่อและเหมือนเรากำลังดูถูกศักยภาพของตัวเอง

พระเจ้าสร้างมนุษย์ให้มีคุณลักษณะเหมือนพระองค์ และคุณลักษณะสำคัญอย่างหนึ่งของพระเจ้าก็คือการสรรค์สร้าง – ไม่ใช่การก๊อปปี้!

Don’t ask for permission, ask for forgiveness.

สิ่งที่ประโยคนี้ต้องการจะบอกก็คือ ถ้าคุณมีไอเดียเจ๋งๆ หรือคิดอยากเปลี่ยนแปลงอะไร ถ้าคิดถี่ถ้วนแล้วมั่นใจว่าดีก็เดินหน้าทำไปเลย (แม้จะต้องทำแบบเงียบๆ คนเดียวก็เถอะ)

ถ้ามัวแต่มาขออนุมัติก็อาจจะโดนดับฝันอย่างที่บอก เพราะคนที่มีอำนาจอนุมัตินั้นเขาไม่ได้มองเห็นภาพได้ชัดเจนเท่าคุณ และเขาเองก็ยังติดกับวัฒนธรรม maintaining the status quo อยู่

สู้เราทำตัวอย่างขึ้นมาก่อน ทดลองใช้ในกลุ่มเล็กๆ เพื่อให้เรามั่นใจมากขึ้นว่าสิ่งที่เราทำขึ้นมาใหม่นั้นมันดีกว่า ดีจนกระทั่งคนอื่นมาเห็นก็รู้ทันทีว่ามันดีกว่าจริงๆ

เมื่อนั้นเราค่อยนำไปเสนอกับ “ผู้ใหญ่” ก็ยังไม่สาย

แต่ถ้าทำออกมาแล้วไม่เวิร์คหรือมีข้อผิดพลาด อย่างมากสุดเขาก็อาจจะมีโกรธบ้างแต่ก็คงไม่ถึงขนาดจะไล่เราออกหรอก

ณ จุดนั้นเราก็แค่ขอให้ผู้ใหญ่เข้าใจและให้อภัยเรา (Ask for forgiveness) ชีวิตก็ไปต่อได้แล้ว

แน่นอน วิธีคิดแบบ “ทำก่อน ขอโทษทีหลัง” ย่อมมีความเสี่ยง แต่ถ้าเราใช้มันอย่างชาญฉลาด เราก็มีโอกาสที่จะรังสรรค์สิ่งเจ๋งๆ ที่จะทำให้เราได้เรียนรู้และเติบโต

ที่สำคัญ การทำงานแบบ “กล้าๆ หน่อย” จะทำให้เรามีความสุขและสนุกกว่าการทำงานแบบ “ปลอดภัยไว้ก่อน” เยอะเลยครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ลาออก

20150718_PeopleLeaveBosses

People don’t leave their companies, they leave their bosses.
คนเราไม่ได้ลาออกจากบริษัท แต่ลาจากหัวหน้าต่างหาก
-Anonymous

—–

เมื่อวานนี้มีโอกาสไปเป็นเทรนเนอร์ให้กับพนักงานบริษัทของแฟนเรื่อง Teamwork และ Time Management

ช่วงที่ให้แสดงความคิดเห็น มีน้องคนหนึ่งชื่อมายด์พูดเอาไว้น่าคิดว่า เวลาเขาทุ่มเททำงาน มันเกิดจากความรู้สึกว่าเขาอยากทำเพื่อคนๆ นี้มากกว่าจะทุ่มเทเพื่อให้งานเสร็จหรือเพื่อให้ตัวเองดูดี

มายด์ยังบอกอีกว่า ถ้าวันหนึ่งเขาจะลาออก ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องงาน แต่เป็นเพราะเรื่องคน

ผมเชื่อว่าในองค์กรน่าจะมีคนอย่างมายด์อยู่ไม่น้อย ที่ถ้าหากได้ทำงานให้กับคนที่เขาชื่นชมและศรัทธาแล้ว เขาจะไม่มีมาบ่นอิดออดว่าต้องทำงานหนักหรืออยู่ดึก

ในทางกลับกัน ถ้าสภาพแวดล้อมในที่ทำงานไม่เป็นมิตร และทำให้เขารู้สึกไม่มีความสุข ต่อให้เงินเดือนและสวัสดิการจะดี เขาก็อาจจะลาออกก็ได้

มันทำให้ผมนึกถึงคุณรอน นายใหญ่คนแรกของบริษัทผม ที่เคยพูดไว้ว่า People don’t leave their companies, they leave their bosses (เนื่องจากประโยคนี้มีอยู่แพร่หลายมาก ผมเลยไม่ได้ให้เครดิตไว้ในรูปภาพว่ามาจากคุณรอน)

เวลาคนเราจะออกจากองค์กร มักจะมีเหตุผลแง่บวก หรือแง่ลบ (หรือทั้งสองอย่างรวมกัน)

เหตุผลแง่บวกก็เช่นได้เงินดีกว่า มีโอกาสเติบโตมากกว่า หรืองานมันใช่กว่า

ส่วนเหตุผลแง่ลบ ก็เช่นเบื่อการเมืองในบริษัท ขาดความมั่นคง เพื่อนร่วมงานไม่น่ารัก แต่เหตุผลที่ผมเจอบ่อยสุดคือการมีหัวหน้าที่เราทำงานด้วยแล้วไม่มีความสุข

แล้วตัวหัวหน้าจะทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันไม่ให้ลูกน้องต้องออกจากงานเพราะเรา??

จริงๆ คำตอบก็น่าจะรู้กันดีอยู่แล้ว

– ใช้คนให้ถูกกับงาน
– มีความชัดเจนเวลาสั่งงาน
– ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับลูกน้อง
– สร้างโอกาสให้ลูกน้องได้เติบโต
– เอ่ยปากชมเวลาลูกน้องทำงานดี
– ไม่ว่าลูกน้องต่อหน้าคนเยอะๆ
– คอยถามไถ่ว่าลูกน้องมี feedback อะไรบ้าง
– เมื่อลูกน้องให้ feedback ก็ตั้งใจฟัง และนำไปปรับปรุง เพราะหัวหน้าบางคนชอบ “ดูเบา”  (dismiss) ความเห็นของลูกน้อง หรือบางทีก็ “ชี้แจง” (ปกป้องตัวเอง) ว่าทำถูกแล้ว ถ้าลูกน้องพูดอะไรแล้วโดนหัวหน้าตีกลับหมดเลย คราวหน้าเขาก็จะไม่พูดแล้ว

จะว่าไปของพวกนี้เป็นเรื่องสามัญสำนึก แต่ที่หัวหน้าบางคนไม่ได้ทำอาจเป็นเพราะมุ่งกับงานเกินไปจนลืมสำรวจตัวเองและใส่ใจคนรอบข้าง

ซึ่งหากเราเจอหัวหน้าแบบนี้ ในฐานะลูกน้องที่ดี (และเพื่อนร่วมทุกข์ที่ดี) เราก็ต้องหาทางบอกให้เขารู้นะครับ ถ้าไม่กล้าพูดตรงๆ ก็อาจจะต้องให้ฟีดแบ็คผ่านคนที่หัวหน้าจะรับฟัง อาจจะเป็นพี่ในทีมที่อยู่กับหัวหน้ามานานหน่อยก็ได้

คงเป็นเรื่องน่าเศร้า หากองค์กรต้องเสียพนักงานดีๆ ไป (แถมพนักงานคนนั้นก็จำใจต้องสูญเสียงานดีๆ ไป) โดยที่หัวหน้าไม่ได้สำเหนียกแม้แต่น้อยเลยว่าตัวเองคือต้นเหตุ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

นิทานนักเรียนหมอ

20150717_MedicalStudent

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันอีกซักเรื่องนะครับ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในมหาลัยชื่อดังแห่งหนึ่งที่อเมริกา

ในวันปฐมนิเทศของคณะแพทย์ ขณะที่ชายหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเข้าคิวเพื่อที่จะลงทะเบียน ก็บังเอิญเหลือบไปเห็นว่าข้างหลังเขาไม่ใช่เด็กหนุ่ม แต่เป็นชายวัยชราผมสีดอกเลา จนเขาอดเอ่ยปากชวนคุยไม่ได้

ชายหนุ่ม: ลุงครับ ลุงมาลงเรียนคณะแพทย์เหมือนกันเหรอครับ

ชายชรา: ใช่แล้วพ่อหนุ่ม

ชายหนุ่ม: หวังว่าลุงจะไม่คิดว่าผมเสียมารยาทนะครับ เพียงแต่ว่าผมอยากรู้ว่าคุณลุงอายุเท่าไหร่แล้วเหรอครับ

ชายชรา: ปีนี้ก็ 74 แล้วล่ะ

ชายหนุ่ม: โห ผมนี่นับถือลุงจริงๆ เลยนะครับ อาุย 74 แล้วแต่ก็ยังมาเรียนแพทย์ กว่าลุงจะเรียนจบก็ขึ้นเลขแปดพอดีเลย

ชายชรายิ้มแล้วตอบว่า

“จะเรียนแพทย์หรือไม่เรียน อีก 6 ปีผมก็ต้องอายุ 80 ปีอยู่ดี สู้ทำในสิ่งที่ตัวเองรักไม่ดีกว่ารึพ่อหนุ่ม?”

—–

ขอบคุณเรื่องเล่าจาก Quora

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

รอแล้วแก่

20150624_WaitGetOlder

บางทีคนเราก็มักจะใช้คำว่า “รอ” แทนคำว่า “ผัดวันประกันพรุ่ง”

รอให้มีแรงบันดาลใจก่อน ถึงจะเขียนบล็อก
รอให้ได้ทำงานที่เราชอบก่อน ถึงจะขยัน
รอให้เศรษฐกิจฟื้นก่อน ถึงจะเริ่มลงทุน
รอให้มีไอเดียเจ๋งๆ ก่อน ถึงจะเริ่มทำธุรกิจ
รอให้ฐานะดีก่อน ถึงจะให้ทาน
รอให้มีเวลาก่อน ถึงจะออกกำลังกาย
รอให้เกษียณก่อน ถึงจะศึกษาธรรมะ

เราเลือกที่จะไม่ทำสิ่งที่ตัวเราเองก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีความสำคัญ โดยให้เหตุผลว่ายังไม่พร้อม หรือสถานการณ์ไม่เอื้ออำนวย

แต่ผมว่านั่นเป็นเพียงข้ออ้างทั้งนั้น

เหตุผลที่แท้จริงน่าจะเป็นหนึ่งในสองข้อนี้

– ไม่เห็นความสำคัญ
– กลัวล้มเหลว

มาเจาะดูทีละข้อดีกว่า

1. ไม่เห็นความสำคัญ
ที่เรายังไม่ออกกำลังกาย หรือยังไม่ศึกษะธรรมะ ก็เพราะว่าเรายังไม่เห็นว่าสิ่งเหล่านี้สำคัญ

หรือถ้าเห็นว่าสำคัญ ก็ยังสำคัญน้อยกว่าเรื่องอื่นๆ เราจึงไม่ค่อยมีหรือไม่เคยมีเวลาให้

เรื่องอย่างนี้อาจต้องรอให้เจ็บป่วย หรือเจอสถานการณ์ที่ทุกข์หนักๆ ก่อนถึงจะเริ่มเห็นคุณค่าของการออกกำลังกายหรือออกกำลังใจขึ้นมาบ้าง

แต่ถ้ารอจนถึงตอนนั้น อาจจะสายเกินแก้แล้วก็ได้

เรือล่มแล้วเพิ่งจะมาเรียนว่ายน้ำมันจะไปทันได้ยังไง

2. กลัวล้มเหลว
ในกรณีที่เราเห็นความสำคัญและอยากทำมันจริงๆ เพียงแต่กลัวทำออกมาแล้วจะเฟลหรือไม่ดีอย่างที่เราวาดภาพไว้ ก็เลยเผาเวลาไปเรื่อยๆ โดยหวัง (อย่างลมๆ แล้งๆ ว่า) วันหนึ่งเราจะมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำมันออกมาได้ดี

ว่าแต่ว่าความล้มเหลวคืออะไร?

ถ้าความล้มเหลวคือการทำไม่ได้ตามเป้า หรือทำแล้วพลาดพลั้งจนทำให้สภาพการเงินของเราสั่นคลอน วิธีรับมือกับความเสี่ยงเหล่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยจริงมั้ยครับ?

ถ้ากลัวว่าจะทำไม่ได้ตามเป้า ก็ตั้งเป้าต่ำๆ ไว้ก่อน แล้วค่อยๆ ขยับเป้า

ตอนที่ผมเริ่มตั้งใจจะเขียนบล็อกนี้อย่างจริงจังเมื่อวันที่ 2 มกราคมปีนี้ ผมก็ตั้งเป้ากับตัวเองว่าจะเขียนให้ได้ติดต่อกันสามวัน

พอเขียนครบสามวันก็ขยายเป้าให้เป็นหนึ่งสัปดาห์

แล้วพอครบหนึ่งสัปดาห์ ก็มั่นใจมากขึ้นเลยตั้งใจจะเขียนให้ได้ทุกวันติดต่อกันหนึ่งเดือน

ในแง่ความสำเร็จ ถ้าผมตั้งเป้าว่าต้องมีคนไลค์เพจของผม 100,000 คน ผมก็คงจะรู้สึกเฟลไปอีกหลายปี แต่เป้าของผมตอนนี้คือผมตั้งใจจะเขียนให้ดีขึ้นวันละ 1% ส่วนยอดคนไลค์ Facebook Page ที่เพิ่มจากห้าสิบกว่าคนเป็น 1200 ได้ในเวลาครึ่งปี ก็ดีใจมากๆ แล้วครับ (แต่ถ้าใครยังไม่ได้กดไลค์รบกวนด้วยนะฮะ!)

ส่วนถ้ากลัวว่าถ้าพลาดพลั้งจะกระทบเสถียรภาพทางการเงิน ก็ลองทำแบบค่อยเป็นค่อยไป เหมือนเวลาจะอาบออนเซ็นหรือน้ำพุร้อนก็ต้องเอาเท้าแหย่ๆ ลงไปก่อน เอามือวักน้ำมาประตามตัวก่อน พอรู้ว่าน่าจะไหว ก็ค่อยๆ เอาตัวจุ่มลงไป

ถ้าเราไม่รีบรวย โอกาสที่จะโดนน้ำร้อนลวก (เจ๊ง) นั้นแทบเป็นศูนย์ครับ

ผมเชื่อว่าถ้าเราให้เวลากับเรื่องที่มันสำคัญกับเรา และทำทุกอย่างด้วยความไม่โลภและไม่ประมาท ก็ไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ต้องรอเวลาอีกต่อไป

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

กฎ 10 วินาที

20150715_10secondrule

เช้านี้มีเรื่องน่าดีใจอยู่อย่างหนึ่ง

นั่นคือบทความเรื่อง “กฎสองนาที” ที่ผมเขียนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วมีคนแชร์เกินสองพันครั้งแล้ว

พอเห็นกฎสองนาทีขายดีเป็นเทน้ำเทท่าอย่างนี้ก็ชักติดใจ เลยมาแชร์กฏอีกข้อนะครับ ถึงแม้ว่ามันอาจจะมีประโยชน์กับคนแค่บางกลุ่มเท่านั้น

กฎนี้เรียกว่ากฏ 10 วินาที ซึ่งใช้สำหรับการเขียนอีเมล์ในองค์กรครับ ใครที่ไม่ได้ใช้อีเมล์ในการทำงานอยู่ทุกวันก็ข้ามตอนนี้ไปได้เลย

สำหรับองค์กรเอกชน โดยเฉพาะองค์กรข้ามชาติแล้วล่ะก็ ทักษะการเขียนอีเมล์เป็นเรื่องที่สำคัญมาก เพราะเราต้องรับ-ส่งอีเมล์กันวันละเป็นร้อยฉบับ

“กฏ 10 วินาที” หรือ The 10-second rule ก็คือการเขียนเมล์ให้ผู้อ่านรู้ว่าคุณต้องการอะไรภายใน 10 วินาทีแรกที่เปิดเมล์นั้นขึ้นมา

หรือพูดง่ายๆ คือคุณต้องเข้าประเด็นให้เร็วที่สุด ก่อนที่ผู้รับเมล์จะหมดความอดทนและปิดเมล์คุณไปซะก่อน หรืออ่านจนจบแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าคุณต้องการให้เขาทำอะไร

วิธีการที่จะทำให้ผู้อ่านรู้ว่าต้องการอะไรในสิบวินาที มีสิ่งที่ต้องใส่ใจอยู่สองอย่างคือ Subject และประโยคแรกของเนื้อความ

คำที่ผมใช้บ่อยๆ ใน Subject มีดังนี้ (พร้อมตัวอย่างการใช้งาน)

Help Needed: ขอความช่วยเหลือ
Help Needed: Looking for a photographer for our party next Friday

Review Needed: ช่วยอ่านให้หน่อยนะครับว่าโอเครึเปล่า
Review Needed: Bangkok Newsletter – July 2015

Approval Needed: ขออนุมัติ
Approval Needed: Annual Party 2015 budget

Action Required: ให้ทำอะไรบางอย่าง
Action Required: Upgrade your MS Office by 31 July

Reminder: เคยส่งไปแล้ว ครั้งนี้เป็นการเตือนนะฮะ
Reminder: Upgrade your MS Office by 31 July

Final Call: บอกให้รู้ว่านี่เป็นการส่งเมล์เตือนครั้งสุดท้ายแล้วนะ
Final Call: Upgrade your MS Office by 5pm today

Sign up now: ให้ลงทะเบียน
Sign up now: Agile Workshop next Wednesday

20 seats only: บอกให้รู้ว่าที่มีจำกัด รีบมาลงทะเบียนซะล่ะ
20 seats only: Agile Workshop next Wednesday

Take a quiz and win a prize: เชิญชวนมาตอบคำถามเพื่อลุ้นรางวัล
Take this English quiz for a chance to win 2 movie tickets

เมื่อเราจั่วหัวไว้ชัดเจนขนาดนี้ คนส่วนใหญ่ก็จะพอรู้แล้วว่าต้องการให้เค้าทำอะไรโดยใช้เวลาอ่านไม่ถึง 5 วินาทีด้วยซ้ำ

—–

แต่แม้จะเขียน Subject ชัดเจนแล้ว เราก็ยังต้องเขียนประโยคแรกของเราให้ชัดเจนด้วย เพราะบางทีคนก็เปิดอ่านเมล์โดยไม่ทันอ่าน Subject

นี่คือตัวอย่างของคนที่ไม่ได้ใช้กฏ 10 วินาที

Hello John,

As the company’s mission for this year is to hit the revenue of 30 million baht, there is a need to come up with a plan on how to achieve this, and it will involve everyone from R&D, product development, marketing, and sales to work together to deliver the results and win together.

As a manager of R&D team, I was wondering if you will be available to have a meeting with us to discuss our goals, strategy, and concrete actions to take to accomplish our mission.

Please let me know what date and time suit you best so that I can arrange a meeting for us accordingly.

Regards,
Rut

จะเห็นได้ว่าเมล์ก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก แต่อาจจะยาวเกินความจำเป็น กว่าคุณจอห์นจะรู้ว่าเราต้องการอะไรจากเขาก็ต้องอ่านจนถึงบรรทัดสุดท้าย แถมดูท่าแล้วต้องเมล์กลับไปกลับมาอีกสองรอบกว่าจะนัดเวลากันได้

ลองปรับวิธีเขียนเป็นอย่างนี้ดูครับ

Hello John,

I’d like to invite you to a meeting to discuss how we can achieve our new revenue target of 30 million baht.

I have checked your calendar and you seem to be available on Friday at 2pm-3pm. I will send out an invitation shortly. Let me know if you’d prefer another date & time though.

See the agenda & more info attached.

Thanks!

Regards,
Rut

อาจจะไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีที่สุด แต่น่าจะพอเห็นภาพว่าเราควรจะทำยังไงก็ได้ให้เมล์กระชับที่สุดและมีการโต้ตอบเท่าที่จำเป็นจริงๆ เท่านั้น ไม่มีความจำเป็นต้องอารัมภบทเพราะจอห์นเขารู้ดีอยู่แล้ว

แน่นอนว่าถ้าเราจะเมล์หาใครสักคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน เราก็ควรจะแนะนำตัวซักนิด แต่แค่ประโยคเดียวก็พอ และเมื่อขึ้นประโยคที่สองก็บอกไปเลยว่าต้องการให้เขาทำอะไร ยกตัวอย่างเช่น

Hello Jack,

My name is Rut, the sales manager in the Bangkok office.  I am working on an action plan to achieve our new revenue target, and John Cousins recommended that I send this plan to you for your comments

Could you please take a look at our plan attached and let me know by tomorrow if you have any suggestions?

Thank you very much for your help.

Regards,

Rut

อ้อ! แล้วอย่าลืมนะครับว่าบางทีการส่งเมล์ก็ไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุดเสมอไป ลองยกหูโทรศัพท์หรือเดินไปคุยกับเขาที่โต๊ะก็อาจจะทำให้งานของเราราบรื่นกว่า ถือเป็นการได้ยืดเส้นยืดสายและพักสายตาไปด้วยในตัวครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง

20150714_NoExpectations

ทุกสิ่งนั้นดีเสมอถ้าหากว่าเราไม่ได้คาดหวังอะไร

และชีวิตก็เป็นอนันต์ แต่ความอดทนของเราช่างเล็กจ้อย

– จวงจื่อ

—–

“ลองใช้ชีวิตแบบมุ่งหวังแต่ไม่คาดหวังดูสิ” คือประโยคที่ผมเคยพูดกับเจ ผ่านโปรแกรมแชต MSN

เจคือเพื่อนผู้หญิงคนเดียวในรุ่นที่เรียนวิศวะด้วยกันที่เอเชี่ยนยู

ตอนที่เราคุยกันเรื่องนี้ น่าจะผ่านมาร่วมสิบปีแล้ว ตั้งแต่สมัยที่เจยังเรียนโทอยู่ที่อังกฤษ จนตอนนี้เธอเรียนจบเอกมาได้สองปีแล้ว

ผมจำไม่ได้แล้วว่าเราคุยกันเรื่องอะไร จำได้แค่ว่า “มุ่งหวังแต่ไม่คาดหวัง” เป็นประโยคที่พูดแล้วฟังดูเท่ชะมัด แม้ว่าตัวเองยังทำไม่ได้ก็เถอะ

มุ่งหวังกับคาดหวังต่างกันยังไง?

ผมเองก็ไม่เคยคิดถึงมันจริงจังซะที จนเมื่อตัดสินใจว่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องนี้เลยต้องมานั่งคิดให้ละเอียดขึ้น

พอเราพูดคำว่า “คาด” อาจจะทำให้เรานึกถึงคำว่า “คาดเข็มขัด” ซึ่งก็คือเอาเข็มขัดมา “ผูก” ไว้กับเอวเรา

การคาดหวัง จึงมีความ “ตายตัว” เป็นจุดที่เราเอาความหวังไปผูกไว้กับผลลัพธ์อย่างใดอย่างหนึ่ง

ถ้าเราทำได้ตามที่คาดหวังไว้เราก็จะ “สมหวัง”

แต่ถ้าผลลัพธ์มันไม่ใช่จุดที่เรา “คาด” ไว้ เราก็จะ “ผิดหวัง” ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วผลลัพธ์มันก็ไม่ได้แย่อะไรหรอก

ขณะที่คำว่า “มุ่ง” ไม่ได้พูดถึงจุดใดจุดหนึ่ง แต่เป็น “ทิศทาง” ที่เรากำลังจะไป

คนที่มุ่งหวัง ก็คือคนที่หันหน้าและเดินทางไปยังจุดที่เขาเชื่อแล้วว่าดี แต่เพราะไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องไปให้ถึงจุดนั้นจุดนี้ภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ ความผิดหวังก็เลยไม่เกิด

ขอเพียงได้รู้ว่ากำลังเดินมาถูกทางก็แฮปปี้แล้ว

—–

มีนิทานเรื่องหนึ่งที่ผมเคยฟังจาก Podcast ของฝรั่ง*

ชายคนหนึ่งต้องการจะบรรลุธรรม จึงออกแสวงหาและได้ฝากเนื้อฝากตัวเป็นลูกศิษย์กับปรมาจารย์ตั๊กม้อ

ลูกศิษย์ถามอาจารย์ว่า “ท่านครับ ผมต้องใช้เวลาเท่าไหร่ถึงจะบรรลุครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ยี่สิบปี”

“โหยอาจารย์ ไม่มีวิธีที่เร็วกว่านี้เหรอ ผมสัญญานะครับว่าผมจะตั้งใจฝึกให้หนักกว่าใครๆ จะนอนแค่วันละ 4 ชั่วโมง เสาร์อาทิตย์ก็จะตั้งใจปฏิบัติไม่มีหยุด ถ้าผมทำอย่างนี้ได้ จะต้องใช้เวลานานแค่ไหนครับ”

อาจารย์ตอบว่า “ถ้าเจ้าจะทำอย่างนั้นก็คงใช้ต้องเวลาสี่สิบปีเลยล่ะ”

ครับ กับเรื่องบางเรื่อง ยิ่งรีบก็ยิ่งไม่ถึง ยิ่งตั้งใจก็ยิ่งพลาดเป้า

—–

ผมว่า “คาดหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันตก

ในโลกธุรกิจเราจึงมี “เป้าหมาย” เพื่อเอาไว้พุ่งชน

ตั้งเป้าให้ชัด จับต้องได้ มีเดดไลน์ที่ชัดเจน ถ้าทำได้ตามเป้าก็ได้โบนัส ถ้าทำไม่ได้ก็อาจโดนเพ่งเล็ง

วิธีคิดแบบ results-oriented ได้สร้างความก้าวหน้าทางโลกมานักต่อนักแล้ว

แต่ผมไม่มั่นใจว่ามันทำให้เรามีความสุขขึ้นรึเปล่า

ขณะที่ “มุ่งหวัง” เป็นวิธีคิดแบบตะวันออก

พระท่านบอกว่าหน้าที่ของชาวพุทธคือการ “มุ่ง”สู่นิพพาน แต่ท่านไม่เคยพูดว่า “จงไปคว้านิพพานมาให้ได้ภายในปี 2558”

สิ่งที่ท่านแนะนำ คือให้เจริญศีล สมาธิ ปัญญา ซึ่งก็รวมเป็นมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง

“มรรค” แปลว่า “ทาง” ดังนั้นการเจริญมรรคก็คือการออกเดินบนเส้นทางที่พาเราไปสู่จุดหมาย

มุ่งหวัง คือ action-oriented คือลงมือทำไปเถอะ ทำเหตุให้ตรง ส่วนผลลัพธ์จะเป็นยังไงก็ยอมรับมัน เพราะโลกไม่ได้เป็นไปตามใจเรา แต่เป็นไปตามเหตุปัจจัย

—–

ถ้าวันนี้คุณรู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยมีความสุข ก็อาจเป็นไปได้ว่าคุณกำลังคาดหวังมากเกินไป

ความหวังมีได้ครับ แต่อย่าไป “คาด” มันไว้จนตายตัว กระดุกกระดิกไม่ได้เลย

ขอเพียงแค่เรารู้ว่าเรากำลัง “มุ่ง” ไปถูกทาง

แล้วทุกๆ ก้าวที่เราเดิน จะทำให้เราสมหวังครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณ Quote จากหนังสือคุรุวิพากษ์คุรุ หน้า 92 โดย OSHO

—–

* EDIT 15 JULY: ตอนแรกผมบอกว่าคนที่เล่าเรื่องนี้คือ David Allen แต่คิดไปคิดมา ชักไม่แน่ใจว่าเคยฟัง podcast ของ David Allen รึเปล่าเลยขอละชื่อคนเล่าไว้แทนดีกว่าครับ

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

สำนึกสาธารณะ

20150713_SocialResponsibility

สมัยผมยังทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ต เราจะมีประชุมกันบ่อยๆ

เกือบทุกห้องประชุมจะมีไวท์บอร์ด เพื่อให้เราวาดรูปหรือระดมความคิดกันได้

ตรงด้านล่างของไวท์บอร์ดจะมีช่องไว้วางปากกาไวท์บอร์ดกับแปรงลบกระดาน

ปากกามักจะมีอยู่สองสามด้าม แต่บ่อยครั้งที่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนแล้วพบว่าหมึกมันหมดไปแล้ว

สิ่งที่เรามักจะทำกัน ก็คือวางปากกาที่ไม่มีหมึกนั้นกลับที่เดิม แล้วหยิบอีกด้ามหนึ่งขึ้นมาเขียนแทน

สิ่งที่ผมจะบอกเพื่อนในทีมเสมอก็คือ ถ้าปากกาด้ามไหนหมึกหมดแล้วให้โยนทิ้งถังขยะไปเลย คนอื่นที่มาใช้ห้องต่อจากเราจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาลองผิดลองถูกอีก

—–

ตั้งแต่ใช้จักรยานปันปั่นมากว่า 1 ปี ผมน่าจะโทร.ไปที่ call center ของเขาไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง เพื่อแจ้งปัญหาอย่างเช่นระบบของสถานีขัดข้อง หรือจักรยานยางแบน

ในจำนวนยี่สิบครั้งนั้น น่าจะมีแค่ครั้งเดียวที่โทร.ไปแล้วเจ้าหน้าที่บอกว่ารู้ปัญหาแล้ว

ซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า คนอื่นๆ ที่เจอปัญหามาก่อนผม ไม่ได้โทร.ไปแจ้งเจ้าหน้าที่เลย ทัั้งๆ ที่เบอร์ call center ก็มีเขียนเอาไว้ชัดเจนทุกสถานี

—–

เพื่อนสนิทผมบางคนเป็นคนขี้ร้อน

เวลาเราไปพักโรงแรมกัน ก่อนออกไปไหน เพื่อนจึงมักจะเปิดแอร์ทิ้งไว้ กลับมาถึงห้องจะได้เย็นฉ่ำ

ผมก็คิดว่าเข้าใจแนวคิดของเขานะ ว่าในเมื่อจ่ายค่าโรงแรมไปแล้ว ก็เป็น “สิทธิ์ของเขา” ที่จะใช้แอร์ให้เต็มที่ ให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดีที่เราจะเปิดแอร์หรือเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่มีใครอยู่ในห้อง

และการมองความคุ้มค่าในมิติทางการเงินอย่างเดียว (หรือความเย็นสบายเวลากลับถึงห้อง) ผมรู้สึกว่ามันเอาแต่ได้เกินไปหน่อย

—–

หลายคนชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะอากาศดี อาหารอร่อย บ้านเมืองมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ญี่ปุ่นเป็นระเบียบได้ขนาดนี้ ก็เพราะว่าคนของเขามีจิตสำนึกสาธารณะ

ถ้าเขาป่วย เขาจะใส่หน้ากากทันที เพื่อจะได้ไม่ไปแพร่เชื้อใส่ใคร

หรือเวลาขึ้นรถไฟใต้ดิน ก็จะไม่มีใครคุยโทรศัพท์เสียงดังรบกวนคนอื่น

ห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ ก็สะอาดน่าใช้ ไม่มีใครทำเลอะเทอะ

จะว่าไป สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนชาติไหนก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนญี่ปุ่นซะหน่อย

แล้วทำไมคนไทยเราถึงไม่ค่อยทำกัน?

—–

การที่เราทิ้งปากกาที่หมึกหมดแล้วไว้ในราง หรือไม่โทร.แจ้งเจ้าหน้าที่จักรยานปันปั่นเวลาเจอปัญหา หรือเปิดแอร์ทิ้งไว้ ล้วนมาจากสาเหตุเดียวกัน

คือเราคิดถึงคนอื่นน้อยเกินไป

แน่นอน เรื่องพวกนี้จะว่าไปมันก็เรื่องเล็กๆ

แต่ปัญหาใหญ่ๆ ในประเทศเรา ก็เกิดมาจากวิธีการคิดแบบนี้ไม่ใช่หรือ?

ผมเชื่อว่าทุกคนที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ มีสติปัญญาพอที่จะรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ

แต่ที่เรายังไม่ทำ อาจเป็นเพราะว่าลืมคิดถึง หรือขี้เกียจ หรือเห็นว่าธุระไม่ใช่ หรือเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่

ถ้าเรายังคิดกันแบบนี้ ต่อให้รัฐธรรมนูญจะเขียนออกมาดีแค่ไหน ผมก็ไม่เห็นวี่แววว่าเราจะปฏิรูปประเทศได้สำเร็จเลย

ไม่ดีกว่าหรือที่จะลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจจะลำบากขึ้นอีกนิด หรือสบายน้อยลงอีกหน่อย แต่สุดท้ายแล้วมันจะส่งผลดีต่อคนที่มาทีหลัง ซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมบริษัท เพื่อนร่วมทาง หรือเพื่อนร่วมโลกของเราทั้งสิ้น

มาทำสิ่งที่ถูกต้องกันเถอะครับ ไม่ใช่เพราะโดนบังคับ หรือเพราะว่าจำเป็น

เราทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าเราทำได้ครับ

Let’s do the right thing, not because we have to, but because we can.

—–

ป.ล. ประโยคที่ว่า “….not because we have to, but because we can.” ผมคิดว่าน่าจะได้มาจาก Seth Godin เรื่อง The Icarus Deception แต่เนื่องจากยังหาแหล่งที่มาที่ชัดเจนไม่ได้ เลยขออนุญาตยังไม่ใส่เครดิตก่อนนะครับ กลัวจะเป็น misattribution ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณ Quote พี่ก้อง จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ถุงเท้าร่ำไห้

20150712_CryingSocks

จำได้ว่าเมื่อตอนต้นปี ผมได้เล่าให้ฟังว่ากำลังจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ด้วยการซื้อบ้านใหม่

ตอนนี้เป็นหนี้เรียบร้อยแล้วครับ อยู่ในช่วงรอเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาที่จะมาเติมครัวไทยและส่วนอื่นๆ ภายในบ้าน และหวังว่าพวกเราจะได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้

โจทย์ใหญ่ที่ผมกับแฟนคุยกันมาตลอด ก็คือจะทำอย่างไรให้บ้านหลังใหม่ไม่รก

ต้องขอสารภาพตามตรงว่าบ้านที่อยู่ปัจจุบันรกได้ที่ทีเดียว

สาเหตุหนึ่งเพราะทุกคนในบ้านมีภารกิจทุกวัน และเราก็ไม่มีแม่บ้านมาดูแลทำความสะอาดด้วย ภาระหนักจึงมักตกอยู่กับแม่ของผมในวันที่ไม่ได้ออกไปไหน

เอาเข้าจริง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจะย้ายบ้านมากี่ครั้ง หรือจะมีคนช่วยทำความสะอาดหรือไม่ บ้านผมก็ยังไม่เคยเรียบร้อยเหมือนบ้านคนอื่นเขา

เผอิญใน Quora มีคนพูดถึงหนังสือเรื่อง The Life-Changing Magic of Tidying ที่เขียนโดย Marie Kondo (มาริเอะ คนโด) หญิงสาวชาวญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้ขายไปแล้วถึง 1.5 ล้านเล่ม ผมเลยลองไปซื้อมาอ่าน ตอนนี้อ่านได้เกือบครึ่งเล่มแล้ว

ตอนแรกกะว่า ไว้ผมอ่านจบทั้งเล่ม และได้ลองกับที่บ้านเมื่อไหร่ ก็ว่าจะเอามาเล่าให้ฟัง

แต่เผอิญวันนี้ผมอ่านเจอตอนหนึ่งที่มันโดนใจผมมาก เพราะคุณมาริเอะชี้ให้ผมเห็นถึงมุมมองที่ไม่เคยคิดมาก่อน เลยอยากเอามาเล่าให้ฟังก่อนเป็นน้ำจิ้ม

เป็นเรื่องการเก็บถุงเท้าครับ

คุณเก็บถุงเท้าด้วยวิธีไหน?

ผมเคยเห็นมาสี่วิธี

1. เอาถุงเท้าสองข้างมาซ้อนกัน ม้วนขึ้นไป แล้วปลิ้นเอาปลายเปิดมาหุ้มถุงเท้าไว้ทั้งหมดจนกลายเป็นลูกบอล

2. เหมือนวิธีข้างบน แต่แทนที่จะใช้ถุงเท้าหุ้ม ก็ใช้หนังยางรัดแทน

3. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แต่ไม่ม้วน แค่ปลิ้นปลายมาหุ้มปลายอีกข้าง (อันนี้แม่บ้านของผมที่นิวซีแลนด์ชอบใช้)

4. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แล้วผูกเงื่อนเหมือนผูกเชือก

พอทำตามข้อใดในสี่ข้อนี้แล้ว เราก็จะเก็บเข้าลิ้นชัก

สิ่งที่แมริเอะบอกก็คือ ห้ามม้วนถุงเท้าเป็นลูกบอลหรือเอาถุงเท้ามาผูกกันเด็ดขาด

เรารู้กันดีว่าวิธีที่หนึ่งนั้นจะมีผลเสียทำให้ยางยืดในถุงเท้าเสื่อมเร็ว

แต่มาริเอะไปไกลยิ่งกว่านั้น

เธอบอกว่าวิธีการเก็บแบบนั้นจะทำให้ถุงเท้าไม่ได้พัก

ถุงเท้าไม่ได้พัก??!!

ใช่ครับ เธอบอกว่า ลองคิดดูสิ เวลาถุงเท้ามันรับใช้เรา มันต้องรับภาระหนักแค่ไหน ต้องทนให้เราเหยียบทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งชื้น ทั้งเหม็น เพื่อปกป้องเท้าที่เรารักไม่ให้โดนรองเท้ากัด

ช่วงเวลาหลังจากถูกซักและมาอยู่ในลิ้นชักของเรานี่แหละ คือช่วงเวลาเดียวที่มันจะได้พักผ่อน หลังจากต้องตรากตรำงานหนัก

แต่แทนที่มันจะได้พักผ่อน เรากลับจับมันมาทำเป็นลูกบอล แล้วก็โยนกองๆ กันไว้ เวลาเราเปิดลิ้นชักที มันก็ต้องกระเด็นกระดอนทุกครั้ง

แล้วถ้ามีถุงเท้าคู่ไหนโชคร้ายดันไปตกอยู่ด้านในสุดของลิ้นชัก กว่าเราจะเจอแล้วหยิบมันมาใส่ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่ายางยืดหมดแล้ว รอเพียงเวลาโดนทิ้งลงถังขยะเท่านั้น

ถ้าถุงเท้ามันพูดได้ มันก็คงตัดพ้อว่า “ทำไมนายทำกับเราแบบนี้?”

ผมงี้อึ้งไปเลย…

ฝรั่งคิดแบบนี้ไม่ได้แน่

แล้วมาริเอะก็สอนวิธีการพับถุงเท้าที่ถูกต้องครับ อธิบายเป็นคำพูดจะงงเสียเปล่าๆ ดูวีดีโอเอาง่ายกว่า


(คนในวีดีโอนี้ไม่ใช่มาริเอะนะครับ ถ้าอยากเห็นหน้าให้ดูวีดีโอนี้แทน)

บ่ายนี้พอดีมีเวลาว่างเลยขอลองซักหน่อย

ผมกับแฟนแชร์ลิ้นชักที่ใส่ถุงเท้าด้วยกัน โดยแฟนเค้าจะซื้อกล่องสีดำจาก Ikea มาเอาไว้ใส่ของอีกที

พอเอากล่องออกมาดูก็อดละอายใจไม่ได้ที่ถุงเท้าของผมไปกินพื้นที่กล่องถุงเท้าของแฟนเกือบหมดเลย

20150712_152914กล่องถุงเท้าผม

20150712_155018กล่องถุงเท้าแฟนที่โดนถุงเท้าผมรุกราน

ว่าแล้วก็ลองพับถุงเท้าด้วยวิธี KonMari (มาจากชื่อผู้เขียนหนังสือ ลองหาคำนี้ใน Youtube ดูครับ ฝรั่งกำลังเห่อวิธีนี้มาก)

ระหว่างที่ทำก็จะเห็นเลยว่า วิธีเก็บถุงเท้าแบบเดิมนั้นทำให้ถุงเท้ามัน “เครียด” และ “ทรมาน” แค่ไหน

20150712_155300

ถุงเท้าบางคู่ ก็ยางยืดและมอมเหลือเกินแล้ว และผมก็ใช้เทคนิค KonMari อีกครั้ง ด้วยการหยิบถุงเท้าขึ้นมาแล้วถามตัวเองว่า “Does it spark joy?” –  เวลาเราสัมผัสและมองถุงเท้าคู่นี้แล้ว มันทำให้เรามีความสุขรึเปล่า?

มาริเอะบอกว่า ถ้าไม่มีความสุขหลงเหลืออยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บมันไว้ ให้ขอบคุณถุงเท้าคู่นั้นที่ได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว และเก็บลงถุงซะ (ส่วนจะเอาไปบริจาคหรือไปทิ้งนั้นก็เป็นเรื่องของเรา)

20150712_163454ถุงเท้าที่ลาจากกันด้วยดี

หลังจากใช้เวลาเกือบชั่วโมง ก็ได้ผลลัพธ์แบบนี้ครับ

20150712_162417กล่องถุงเท้าผม

20150712_162406กล่องถุงเท้าแฟน (แถวบนมีถุงเท้าผมแทรกอยู่ด้วย)

20150712_162425

สองกล่องวางคู่กัน

ก็น่าสนใจว่า จะเรียบร้อยอย่างนี้ไปได้ซักกี่น้ำ (ไว้จะมารายงานผล) เพราะใช่ว่าเราจะมีเวลามานั่งทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ

แต่ระหว่างนั่งพับถุงเท้า ผมกลับรู้สึกว่ากิจกรรมนี้สร้างสรรค์กว่าเล่นมือถือเยอะเลย เหมือนเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง แถมเป็นการได้คุยกับตัวเองด้วย

เลยคิดว่าวันธรรมดาเวลากลับถึงบ้าน ก่อนจะเล่นมือถือ ถ้านั่งพับถุงเท้าซักสองสามคู่ก็น่าจะทำได้นี่นะ

อีกสิ่งหนึ่งที่ “ผุด” ขึ้นมาก็คือ รอยยับในถุงเท้า (หรือความรกในบ้านเรา) สุดท้ายแล้วมันก็จะสะท้อนมาเป็นรอยยับในใจเรานี่แหละ เลยยิ่งมีแรงจูงใจที่จะเก็บบ้านให้สะอาดมากขึ้นไปอีก

ผมเอากล่องที่ใส่ถุงเท้า เก็บเข้าลิ้นชัก ส่วนถุงเท้าฟุตบอลคู่ใหญ่ๆ ก็พับครึ่งและม้วนเป็นซูชิโรลวางไว้ด้านนอกกล่อง

ไม่รู้ว่าคุณผู้อ่านรู้สึกเหมือนผมรึเปล่า…

ผมว่าถุงเท้ากำลังยิ้มให้ผมอยู่

20150712_163117