โบสถ์ในบ้าน วิหารในใจ

20151029_ChurchInside

วันนี้มีเรื่องมาสารภาพครับ

เขียนบล็อกไม่ทันครับ

เลยต้องขอเอาบทความตอนหนึ่งที่เคยเขียนเอาไว้นานแล้ว มาลงแก้ขัด

พรุ่งนี้จะมาแก้ตัวครับ!

—–

เมื่อพูดถึงชื่อเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คนที่ยังเป็นวัยรุ่น อาจจะคุ้นๆ ว่านามสกุลนี้พ้องกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ดาราที่เป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี และพิธีกรขวัญใจวัยทีน

แต่สำหรับคนที่เกิดก่อนปี 2500 ย่อมจะรู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในฐานะผู้นำในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทยกว่า 5 แสนคนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร

จบจากเหตุการณ์นั้น คุณเสกสรรค์ต้องหนี “เข้าป่า” เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ต้องกลับออกมาในฐานะ “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อเอกที่ต่างประเทศและกลับมาสอนหนังสือทื่ธรรมศาสตร์

ในบรรดาหนังสือสิบกว่าเล่มของคุณเสกสรรค์ที่ผมมีไว้ครอบครองนั้น หนังสือ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” เป็นหนังสือที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะในแง่เนื้อหาหรือชั้นเชิงทางวรรณศิลป์

ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ คุณเสกสรรค์ได้พูดถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นวัดหรือโบสถ์ สถานที่เหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “ตัวช่วย” หรือ “สะพาน” ที่เชื่อมเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาตน แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดีนะครับว่า วัดวาอารามหลายแห่งในบ้านเมืองเราตอนนี้ อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว

“…เช่นนี้แล้ว สถานที่อันควรเป็นประตูเปิดสู่สะพานฟ้า ทำไปทำมาจึงกลับกลายเป็นแค่โรงเตี๊ยมที่มุ่งประกอบกิจการ และผู้ทรงศีลที่ควรช่วยผู้คนให้ข้ามสู่นิรันดร ก็กลายเป็นเพียงคนในเครื่องแบบนักบวชที่คอยเก็บค่าผ่านทาง…ธูปสามดอกแลกกับเลขสามตัว เทียนสองเล่มช่วยอวยชัยเรื่องหุ้นหวย ดอกไม้หนึ่งกำมีไว้ช่วยอธิษฐานเรื่องมรดกที่กำลังแย่งชิงกัน สิบนิ้วประนมก้มกราบขอให้พ้นโทษที่ไปโกงเขามา” 

แล้วหากโบสถ์วิหารเสื่อมแล้วซึ่งความ “ศักดิ์สิทธิ์” เราจะยังมีที่พึ่งอยู่รึเปล่า?

 “…อย่าลืม ศาสดาไม่ได้ตรัสรู้ในมหาอาคารวิจิตรตระการ หากตระหนักในความจริงของชีวิตที่โคนไม้ใหญ่ แล้วในวันนี้ใครเล่าจะกล้าเถียงว่า ลานรอบพญาโพธิ์ต้นนั้น ไม่ใช่วิหารแห่งสัจจะ?…เช่นนี้ ใช่หรือไม่ว่า สำหรับผู้ที่เดินตามรอยศาสดา โบสถ์อาจอยู่ในบ้าน และวิหารอาจอยู่ในใจ… อยู่ในเรือนเพ่งพินิจเงาไม้ในโอ่งน้ำ บางทีอาจมองเห็นความไร้แก่นสารของตัวตน เหม่อมองห้องหอ บางทีก็เห็นความคับแคบของคุกที่ถูกเรียกว่าบ้าน หรือบางทีแค่เห็นการจากไปของมดสักตัว พลันตื่นรู้ในความเปราะบางของชีวิต”

แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะคนเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สิ่งเดียวกันอาจถูกเห็นคนละอย่างก็ได้

“…คนบางคนมองพระจันทร์เป็นเพียงก้อนหินที่ลอยได้ แต่บางท่านกลับมองเห็นบุตรหลานของดวงตะวัน คนจำนวนหนึ่งรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อหามุมปลูกสร้างรีสอร์ตโรงแรม แต่อีกจำนวนหนึ่งรอรุ่งอรุณเพื่อสบตากับเอกภพ”

เมื่อทุกคนย่อมมีเส้นทางแสวงหาของตัวเอง คุณเสกสรรค์จึงได้ทิ้งท้ายไว้ว่า

“…ที่สำคัญคือการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ของตนเอง จงผนึกตัวเองเข้ากับห้วงยามแห่งสัจจะ…มิใช่เพียงเพื่อหลีกลี้จากความร้อนรุ่มของชีวิต หากยังเป็นการค้นหาความสงบที่แผ่คลุมมาจากใจกลางของจักรวาล และ ณ ที่นั้น อย่าได้อาศัยความเงียบห่อร่างคุ้มกันภัย หากจงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเย็นที่ปลอบประโลมทุกชีวิต…แล้วท่านจะพาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ติดตัวไปด้วยทุกหนแห่ง เนื่องเพราะตัวท่านเองคือสถานที่ดังกล่าว”

สำหรับคนกรุงเทพที่ชีวิตไม่ค่อยได้ไปวัด การค้นหา โบสถ์ในบ้าน และวิหารในใจของเราให้พบ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

One thought on “โบสถ์ในบ้าน วิหารในใจ

  1. Pingback: จดหมายถึงปรายฝน | Anontawong's Musings

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s