ตอนโกรธหน้าตาเราเป็นยังไง

20191004_angry

ในบาร์ฝรั่งบางร้านจะมีกระจกเงาติดไว้หลังบาร์เทนเดอร์หรือวางอยู่ตรงเคาท์เตอร์ เพื่อที่ว่า หากมีลูกค้าที่กำลังโกรธๆ เดินเข้ามา ถ้าได้เห็นหน้าตัวเองในกระจก จะช่วยให้มีสติขึ้นได้บ้าง

เพราะไม่มีใครชอบหน้าตัวเองเวลาโกรธ

หน้าตาที่บึ้งตึงนั้นลดความหล่อเหลาและความสะสวยไปอย่างน้อย 30%

ในเมื่อใครๆ ก็ชอบให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น เมื่อเห็นหน้าตัวเองไม่หล่อไม่สวย ความบึ้งตึงของใบหน้าและอารมณ์ก็ผ่อนคลายลงอัตโนมัติ

ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้มีกระจกเงาไว้ให้คอยเตือนสติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราอารมณ์เสียแล้วไม่ลืมที่จะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้หน้าตาเราเป็นยังไง แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองดู ก็น่าจะช่วยให้โทสะลดลงได้ในระดับนึงเลยนะครับ

เราไม่อาจเปลี่ยนอดีตได้

20190409_cantchangethepast

แต่เราเปลี่ยนความหมายที่เราให้กับอดีตได้

ถ้าเรากำลังไร้ความสุขกับปัจจุบัน ก็เป็นไปได้ว่าเรากำลังจมอยู่กับอดีตมากเกินไป

อดีตดีๆ ที่จบไปแล้ว เราก็ฟูมฟายอยากให้มันเกิดขึ้นอีก

ส่วนอดีตที่เลวร้าย ก็เป็นแพะให้เราโยนบาปให้ว่ามันทำให้ปัจจุบันของเราย่ำแย่

แต่จุดประสงค์ของอดีตที่เลวร้ายไม่ใช่เพื่อให้เราไม่มีความสุขในวันนี้

อดีตอันเจ็บปวดมีไว้เพื่อทำให้เราฉลาดขึ้น แข็งแรงขึ้น มีสติมากขึ้น – what doesn’t kill you makes you stronger.

เมื่อวานผ่านพ้นไปแล้ว วันนี้เรายังมีลมหายใจ และหัวใจที่โตขึ้นและดวงตาคู่ใหม่

เราไม่อาจเปลี่ยนอดีตได้ แต่เราเปลี่ยนความหมายที่เราให้กับอดีตได้เสมอ

อย่าปล่อยให้ปัจจุบันตกเป็นตัวประกันของอดีตอยู่เลย

เค้าไม่ได้จ้างเรามาเข้าประชุม

20190408_meeting

ไม่ได้จ้างเรามาตอบอีเมล

และไม่ได้จ้างเรามาทำรีพอร์ต

เขาจ้างเรามาทำงานให้เสร็จ

และงานนั้นมันควรจะสร้างมูลค่าเพิ่มบางอย่างให้ลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าเต็มใจที่จะจ่ายเงินเพื่อใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์จากบริษัทของเราต่อไป

บางทีเราก็หลงลืมประเด็นนี้ เราเลยยังต้องเข้าประชุมที่น่าเบื่อ ตอบเมลที่ไม่ควรต้องตอบ และทำรีพอร์ตที่ไม่มีใครอ่าน เพียงเพราะว่าเค้าทำกันอย่างนี้มานานแล้ว

ถ้ากำลังยุ่งอยู่กับงานที่เราไม่เห็นว่าสร้างคุณค่าเพิ่มให้ใคร ลองหยุดถามตัวเองและถามหัวหน้าว่าเรากำลังทำงานนี้ไปเพื่ออะไร

อาจจะเป็นเราเองที่มองไม่เห็นคุณค่านั้น ซึ่งหัวหน้าควรจะช่วยให้เราตาสว่างได้

แต่ถ้าแม้แต่หัวหน้าก็ตอบไม่ได้ว่างานนี้สร้างคุณค่ายังไง ก็อาจถึงเวลาแล้วที่จะหยุดทำรีพอร์ตฉบับนั้นหรือยกเลิกการประชุมอันนั้นได้แล้ว

จะได้เอาแรงและเวลาอันจำกัดไปทำอย่างอื่นกันครับ

วิธีที่เรามองปัญหานั่นแหละคือปัญหา

201904074_howweseetheproblem

“The way we see the problem is the problem.”
-Stephen Covey

เราไม่เคยมองโลกอย่างที่มันเป็น

เรามองโลกอย่างที่เราเป็นเสมอ

ปัญหาหนึ่งอย่าง มีทางแก้ได้หลายวิธี

แต่ถ้าเรารู้จักทางแก้แค่วิธีเดียว เราก็มักจะใช้วิธีนั้นกับทุกปัญหา เหมือนในมือที่มีแต่ค้อน อะไรๆ ก็ดูเหมือนตะปูไปเสียหมด

ถ้าเราคุ้นเคยแต่การใช้อารมณ์ในการแก้ปัญหา เราก็จะทำแต่แบบนั้น

ถ้าเราคุ้นเคยแต่การใช้เหตุผลและตรรกะในการแก้ปัญหา เราก็จะทำแต่แบบนั้น

ถ้าเราคุ้นเคยแต่การวิ่งหนีปัญหา เราก็จะเอาแต่วิ่งหนีปัญหาอยู่อย่างนั้น

ทั้งๆ ที่ปัญหาแต่ละอย่างต้องการวิธีรับมือไม่เหมือนกัน

บางปัญหาต้องใช้เหตุผล บางปัญหาต้องละเอียดอ่อนต่ออารมณ์ บางปัญหายังทำอะไรไม่ได้

และบางปัญหาก็ไม่ใช่ปัญหา แต่เราดันไปเป็นเดือดเป็นร้อนกับมันเอง

“The way we see the problem is the problem.”

ถอยออกมาหนึ่งก้าว มองปัญหาด้วยใจที่เป็นกลาง อย่าเพิ่งกระโจนเข้าไปด้วยความคุ้นเคย

จะได้รับมือกับมันได้โดยไม่ทำให้ปัญหามันแย่ลงไปกว่าเดิมครับ

ข้อแนะนำสำหรับคนที่ปฏิเสธใครไม่เป็น

20190406_cantsayno

คนไทยขี้เกรงใจ ไม่กล้าพูดตรงๆ เพราะกลัวทำร้ายคนอื่นหรือกลัวตัวเองจะดูไม่ดี

เวลาใครมาขอให้เราช่วยหรือทำอะไร เราจึงมักจะตอบรับเอาไว้ก่อน

ซึ่งการตอบรับทั้งๆ ที่ไม่เต็มใจนี้มักจะนำไปสู่ผลลัพธ์ได้สองแบบ

หนึ่งคือรับปากแต่ไม่ทำ แล้วก็ผิดคำพูดไปเรื่อยๆ จนอีกฝ่ายอิดหนาระอาใจ

สองคือรับปากแล้วทำ แต่ทำด้วยความอึดอัดและขุ่นข้องหมองใจ

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นหนึ่งหรือสองก็ไม่ค่อยดีทั้งคู่

อะไรที่เราไม่เต็มใจทำหรือไม่อยากทำ สู้เราบอกออกไปตั้งแต่ต้นดีกว่าว่าไม่สะดวกเขาจะได้ไปหาคนอื่นที่เต็มใจมากกว่า

แต่การปฏิเสธคนมันยากจริงๆ ยิ่งถ้าเราเป็นคนที่ไม่กล้าปฏิเสธใครมาทั้งชีวิตด้วยแล้วยิ่งยากเข้าไปใหญ่

ความคิดหนึ่งที่อาจจะพอช่วยได้บ้างคืออันนี้ครับ:

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเซย์เยสกับสิ่งหนึ่ง เราก็กำลังเซย์โนกับอีกสิ่งหนึ่งเสมอ

ถ้าเราเซย์เยสกับการให้เพื่อนคนนี้ยืมเงิน เราก็กำลังเซย์โนกับการเอาเงินส่วนนี้ไปทำอย่างอื่นให้มันงอกเงย

ถ้าเราเซย์เยสกับงานที่เจ้านายมาขอให้ทำกะทันหันจนต้องกลับดึก เราก็กำลังเซย์โนกับโอกาสที่จะได้อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอน

ถ้าเราเซย์เยสกับการไปร่วมงานเลี้ยงที่เราไม่ได้อยากไป เราก็กำลังเซย์โนกับการพักผ่อนชิลล์ๆ ในแบบที่ชอบกับคนที่ใช่

ตอนที่เราเซย์เยสด้วยความรู้สึกว่ามันง่ายกว่าการปฏิเสธ และเพราะเรามักหลงลืมต้นทุนที่เรียกว่า opportunity cost ตรงนี้ไป

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราระลึกได้ว่า การเซย์เยสมันจะทำให้เราสูญเสียอะไรไปบ้าง เราก็น่าจะกล้าเซย์โนมากขึ้นครับ

นิทานสูตรคูณ

20190403_timestable

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ครูโรงเรียนประถมเขียนสูตรคูณบนกระดานดำ

9×1=7
9×2=18
9×3=27
9×4=36
9×5=45
9×6=54
9×7=63
9×8=72
9×9=81
9×10=90

เมื่อครูเขียนเสร็จ เด็กๆ ต่างหัวเราะเยาะเธอที่เขียนสูตรบรรทัดแรกผิด

“ที่ครูเขียนผิด เพื่อให้นักเรียนเรียนรู้สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่โลกจะปฏิบัติกับพวกเธอ”

ทั้งห้องเงียบตั้งใจฟัง

“ครูเขียนสูตรถูกตั้ง 9 ครั้ง ไม่มีใครชื่นชมครูเลย แต่กลับหัวเราะเยาะและตัดสินครูที่เขียนผิดเพียงครั้งเดียว”

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlusQuotes

เมื่อความสุขกำลังจะจบลง

20190403_joyends

ให้ถือว่ามันได้ทำหน้าที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว

เรายังเป็นปุถุชน จึงปรารถนาความสุขและหลีกหนีความทุกข์

ความสุขจึงไม่เคยอยู่นานพอ และความทุกข์มักอยู่นานเกินไปเสมอ

เมื่อช่วงเวลาดีๆ กำลังจะจบลง หรือแม้กระทั่งจบลงไปแล้ว เราจึงอดไม่ได้ที่จะใจหาย หรือบางครั้งก็ถึงขั้นฟูมฟาย เคร่งเครียด สิ้นหวัง

เมื่อความรักดีๆ จบลงไป หรือธุรกิจที่กำลังบูมกลับตาลปัตร แทนที่จะจมอยู่กับความเสียใจหรือความเสียดาย ให้มองเสียว่าดีแค่ไหนแล้วที่ช่วงเวลาดีๆ นี้ได้เกิดขึ้นกับเรา

Don’t cry because it’s over. Smile because it happened.

ความสุขจากไป เพราะมันทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้วเท่านั้นเอง

อ่านหนังสือคืนก่อนสอบ

20190402_cramming

เชื่อว่าทุกคนเคยผ่านประสบการณ์อ่านหนังสือคืนก่อนสอบมาแล้วทั้งนั้น

บางวิชาเราเกือบไม่รู้เรื่องเลย อาจจะเพราะความยากของเนื้อหาหรือความขี้เกียจตลอดเทอมของเราเอง

เราจึงจำเป็นต้องงัดกระบวนท่าอ่านหนังสือคืนก่อนสอบเพื่อเอาตัวรอด

ดูโน๊ตของเพื่อน ทำข้อสอบเก่า ให้เพื่อนติวให้ และอะไรต่อมิอะไรที่จะยัดความรู้ลงสมองให้มากที่สุดเพื่อให้เราทำข้อสอบได้เยอะที่สุดในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้านี้

เมื่อลองยุทธศาสตร์นี้แล้วเวิร์ค เราก็เลยติดมาใช้ตอนทำงานด้วย

ปั่นสไลด์คืนวันก่อนพรีเซนต์ เผางานก่อนวันส่งมอบ เร่งปิดยอดก่อนสิ้นเดือน

ซึ่งก็ช่วยให้เรารอดตัวมาได้หลายครั้งหลายคราเช่นกัน

สิ่งที่ต้องระวังก็คือเราต้องไม่เผลอใช้วิธีนี้กับสิ่งที่เราเร่งรัดไม่ได้

พรุ่งนี้อยากเก็บมะม่วง แต่เพิ่งมาปลูกมะม่วงเอาคืนนี้ ต่อให้เราใช้มะม่วงพันธุ์โตเร็วแค่ไหน ใช้ปุ๋ยสูตรพิเศษยังไง รดน้ำไปกี่แกลลอน บนบานกับสิ่งศักดิ์สิทธิ์กี่องค์ พรุ่งนี้ก็คงไม่มีต้นมะม่วงโผล่ขึ้นมาให้เห็น

ต้นมะม่วงที่ว่าอาจจะเป็นการคบหาดูใจคนที่จะกลายมาเป็นคู่ชีวิต การสร้างความน่าเชื่อถือให้ธุรกิจที่เราสร้างมากับมือ หรือการเตรียมความพร้อมลูกของเราสำหรับการเผชิญโลกกว้าง

การปลูกมะม่วงต้องทำตั้งแต่เนิ่นๆ ทำอย่างไม่เร่งรัด ทำอย่างระมัดระวัง

เราถึงจะมีมะม่วงอร่อยๆ ให้กินกันครับ


Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน มีคนสมัครเต็มแล้วนะครับ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่สนใจครับ จะเปิดคลาสอีกทีประมาณเดือนมิถุนายนหรือกรกฎาคมครับ

ออกกำลังกายวันละ 7 นาที

20190401_7minuteworkout

เดือนที่ผ่านมา นิสัยหนึ่งที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute workout

ผมได้ไอเดียนี้จากหนังสือ Make Time ของ Jake Knapp และ John Zeratsky ซึ่งเป็นอดีตพนักงานของ Google และเคยเขียนหนังสือชื่อ Sprint มาแล้ว

มีงานวิจัยหลายชิ้นที่พบว่าการออกกำลังกายแบบสั้นๆ และหนักหน่วงประมาณหนึ่งนั้น ให้ผลลัพธ์เกือบเทียบเท่าหรืออาจจะดีกว่าการออกกำลังกายแบบเรื่อยๆ แต่นานๆ เสียอีก

และหนึ่งในการออกกำลังกายที่ตกอยู่ในจำพวกนี้ก็คือ 7-minute workout นั่นเอง

หลักการคือออกกำลังกาย 12 ท่า ท่าละ 30 วินาที สลับกับพักเบรค 10 วินาที ดังต่อไปนี้

Jumping Jacks – กระโดดตบ
Wall sit –  นั่งยองๆ งอเข่า 90 องศา หลังชิดผนัง
Push-ups – วิดพื้น
Abdominal crunches – คล้ายๆ ซิตอัพแต่ยื่นแขนไปข้างหน้า
Chair step-ups – เดินขึ้น-ลงเก้าอี้
Squats – สคว้อท
Chair tricep dips – หันหลังวิดเก้าอี้
Plank – แพลงค์
High kness running in place – วิ่งอยู่กับที่ยกเข่าสูง
Lunges – ก้าวไปข้างหน้า แล้วงอเข่าหน้าย่อตัวลง
Push-ups with rotations – วิดพื้นหมุนตัว
Side plank – แพลงค์สีข้าง

เปิด Youtube นี้แล้วลองเล่นตามได้เลยครับ

สิ่งที่ทำให้ผมติดใจมีสามอย่าง

หนึ่งคือมันทำที่บ้านได้เลย แทบไม่ต้องใช้อุปกรณ์อะไร

สองคือมันใช้เวลาแค่เดี๋ยวเดียวเท่านั้น 12 ท่า x 30 วิ บวกเบรคแล้วคือ 7 นาที 50 วินาที

สาม – และข้อนี้เจ๋งที่สุด – คือวันไหนที่ได้ทำ วันนั้นผมจะทำงานได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกหมดแรงตอนหมดวัน

ทั้งฟรี ทั้งเร็ว ทั้งเห็นผลลัพธ์ชัดเจน เลยอยากนำมาแชร์ให้คุณผู้อ่าน Anontawong’s Musings ไปลองเล่นดูครับ

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 6 ที่)

รีวิวเป้าหมาย 2019 หลังจากผ่านมา 3 เดือน

20190401_2019q1review

เมื่อตอนต้นปี ผมเขียนเป้าหมายปี 2019 ลงในบล็อก และบอกว่าอีกสามเดือนจะมารายงานผล

ตอนนี้ครบ 3 เดือนแล้ว จึงขอมารีวิวให้ฟังนะครับ

เป้าหมายปี 2019 ของผมมีดังนี้

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

เจริญสติ – ข้อนี้รู้สึกว่าพร่องที่สุด น่าจะเป็นเพราะสามเดือนที่ผ่านมาเป็นช่วงที่งานชิ้นใหญ่ๆ มากเป็นพิเศษจนแทบไม่มีเวลาให้หายใจหายคอ จนทำให้เรตการเจริญสติของผมน่าจะอยู่ที่ประมาณหนึ่งครั้งในห้าวันเท่านั้น

อ่านหนังสือ – ข้อนี้ค่อนข้างน่าพอใจ ผมอ่านหนังสือจบไป 10 เล่ม แต่สิ่งที่ยังไม่น่าพอใจคือการเขียนรีวิวหนังสือที่เขียนไปแค่ 5 เล่มเท่านั้น

ออกกำลังกาย – เดือนแรกได้วิ่งเกือบสลับกับวิดพื้นเกือบทุกวัน เดือนที่สองติดๆ ดับๆ แต่ในเดือนที่สามที่ผมลองทำแล้วเวิร์คมากคือ 7-minute work ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังพรุ่งนี้

วางแผนประจำวัน – อันนี้น่าจะทำน้อยที่สุดเป็นอันดับสอง เหตุผลคล้ายคลึงกัน คือพอมีงานชิ้นใหญ่ๆ เราก็รู้เลยว่าแต่ละวันต้องทำอะไรบางจนบางทีก็ขี้เกียจวางแผน ซึ่งไม่ค่อยดีเท่าไหร่เพราะจะทำให้เสียนิสัยได้

เขียนบล็อก – ได้เขียนไป 89 ตอน (จริงๆ ควรจะเขียน 31+28+31 = 90 ตอน) ยังขาดความต่อเนื่องอยู่บ้างและวันปราบเซียนคือวันเสาร์ที่ตารางเวลาค่อนข้างสะเปะสะปะและมักจะไม่มีจังหวะได้นั่งลงเขียนบทความจนผ่านช่วงหัวค่ำไปแล้ว หลายครั้งเลยต้องมาเขียนวันละสองตอนชดเชย

จะว่าไป นี่เป็นครั้งแรกที่ผมรีวิวเป้าหมายรายไตรมาส (คล้ายๆ OKR เลย) ซึ่งผมว่ามันก็ดีเหมือนกันนะครับ ดีกว่ารอไปจนจบปีแล้วค่อยมานั่งรีวิวซึ่งบางทีมันก็มักจะสายเกินไป

อีกสามเดือนผมจะมารีวิวอีกรอบครับ เขียนบล็อกเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวผมขอไปทำอีกสี่เรื่องที่เหลือก่อน (ตอนนี้เพิ่งจะตี 5 นิดๆ)

—–

เปิดรับสมัคร Writing Workshop รุ่นที่ 3 เรียนวันเสาร์ที่ 20 เมษายน 9:00-12:00 อ่านรายละเอียดได้ที่ https://anontawong.com/2017/12/03/writing-workshop (เหลือ 8 ที่)