ถ้าจะกังวลก็จงกังวลใส่กระดาษ

เพราะถ้าเก็บมันไว้ในหัว ความคิดจะติดหลูปและขยายความกังวลนั้นให้ใหญ่เกินจริงเสมอ

เมื่อใดที่เราเขียนความกังวลลงกระดาษ กลั่นกรองออกมาเป็นภาษามนุษย์ เมื่อนั้นสิ่งที่เรากังวลจะจับต้องได้มากขึ้น และเราจะพบว่าสิ่งที่เรากังวลนั้นมันไม่ได้ยากเกินจะจัดการ เราจะสามารถคิดได้ว่า สิ่งที่ต้องทำต่อไปคืออะไร เราต้องใช้อะไรบ้าง และใครจะช่วยเราได้บ้าง

อีกหนึ่งข้อดีก็คือ เมื่อเราเขียนสิ่งที่ต้องทำด้วยดินสอและกระดาษ มันจะมอบพลังบางอย่างที่การเขียนในคอมพิวเตอร์หรือมือถือไม่อาจมอบให้ เรามีแนวโน้มที่จะลงมือมากขึ้น และมีโอกาสสำเร็จมากขึ้น

ลองนำไปปรับใช้ดูครับ

จงเป็นคนที่รอได้

เพราะนั่นคือจุดอ่อนของคนในยุคสมัยนี้

สมัยก่อนกว่าจะได้ดูละครเรื่องโปรดต้องรอให้ข่าวจบก่อน ดูได้แป๊บเดียวก็มีโฆษณาคั่น พอเข้าได้เข้าเข็มก็ดันตัดจบและต้องรอวันพรุ่งนี้หรือสัปดาห์ต่อไป

มาเดี๋ยวนี้เราสามารถดูละครเกือบทุกเรื่องบน Youtube ได้โดยไม่ต้องดูโฆษณา ตอนไหนน่าเบื่อก็กดข้ามไปได้เลย ซีรี่ส์ใหม่มาลงบน Netflix เขาก็ลงทีเดียวตั้งแต่ตอนแรกยันตอนอวสาน หลายคนก็เลยได้ดูรวดเดียวจนตาแฉะ

ในแง่หนึ่งก็ดีที่สามารถบันเทิงได้โดยไม่มีอะไรมาคั่น แต่อีกแง่หนึ่ง “กล้ามเนื้อแห่งการรอคอย” ของเราก็ฟีบลงทุกวัน

เราจึงกลายเป็นคนที่รอไม่เป็น ได้งานก็อยากได้เงินเดือนสูงเร็วๆ เปิดเพจก็อยากให้ยอดไลค์โตเร็วๆ มี Tiktok ก็อยากให้คนดูเยอะๆ ทันที เงินเก็บยังไม่ทันมีก็เอาไปซื้อของที่เกินตัว

มะม่วงยังไม่ทันสุกแต่เรารีบเอาไปบ่มแก๊ส ข้างนอกอาจจะดูสวยงามแต่พอทานแล้วกลับไม่อร่อยเหมือนมะม่วงที่สุกตามวันเวลา

ทุกอย่างมีจังหวะจะโคนของมัน จงเป็นคนที่รอได้ แล้วเราจะได้ของดีกว่าคนที่รอไม่เป็นครับ

จงเป็นคนที่รอได้

เพราะนั่นคือจุดอ่อนของคนในยุคสมัยนี้

สมัยก่อนกว่าจะได้ดูละครเรื่องโปรดต้องรอให้ข่าวจบก่อน ดูได้แป๊บเดียวก็มีโฆษณาคั่น พอเข้าด้ายเข้าเข็มก็ดันตัดจบและต้องรอวันพรุ่งนี้หรือสัปดาห์ต่อไป

มาเดี๋ยวนี้เราสามารถดูละครเกือบทุกเรื่องบน Youtube โดยไม่ต้องดูโฆษณา ตอนไหนน่าเบื่อก็กดข้ามไปได้เลย ซีรี่ส์ใหม่มาลงบน Netflix เขาก็ลงทีเดียวตั้งแต่ตอนแรกยันตอนอวสาน หลายคนก็เลยได้ดูรวดเดียวจนตาแฉะ

ในแง่หนึ่งก็ดีที่สามารถบันเทิงได้โดยไม่มีอะไรมาคั่น แต่อีกแง่หนึ่ง “กล้ามเนื้อแห่งการรอคอย” ของเราก็ฟีบลงทุกวัน

เราจึงกลายเป็นคนที่รอไม่เป็น ได้งานก็อยากขึ้นเงินเดือนเร็วๆ เปิดเพจก็อยากให้ยอดไลค์โตเร็วๆ มี Tiktok ก็อยากให้คนดูเยอะๆ ทันที เงินเก็บยังไม่ทันมีก็เอาไปซื้อของที่เกินตัว

มะม่วงยังไม่ทันสุกเราก็เอาไปบ่มแก๊ส ข้างนอกอาจจะดูสวยงามแต่พอทานแล้วกลับไม่อร่อยเหมือนมะม่วงที่สุกตามวันเวลา เพราะทุกอย่างมีจังหวะจะโคนของมัน

จงเป็นคนที่รอได้ แล้วเราจะได้ของดีกว่าคนที่รอไม่เป็นครับ

พระราชดำรัสเมื่อ ๙ มิ.ย.๔๙

เมื่อวันศุกร์ที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ.๒๕๔๙ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรเสด็จออกมหาสมาคม ณ สีหบัญชร ระเบียงหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม เนื่องในโอกาสพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครอบ ๖๐ ปี

ในวันมหามงคลนั้น ในหลวงรัชกาลที่ ๙ มีพระราชดำรัส ใจความว่า

“ข้าพเจ้ามีความยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่ได้มาอยู่ในท่ามกลางมหาสมาคม พร้อมพรั่งด้วยบุคคลจากทุกสถาบันในชาติ ตลอดจนประชาชนชาวไทย ขอขอบใจในคำอำนวยพรและการเฉลิมฉลองยิ่งใหญ่ ที่ทุกคนตั้งใจจัดให้ข้าพเจ้าเป็นพิเศษ ทั้งรัฐบาลได้จัดงานครั้งนี้ได้เรียบร้อยและงดงาม

น้ำใจไมตรีของประชาชนชาวไทยที่ร่วมกันแสดงออกทั่วประเทศ รวมทั้งที่พร้อมเพรียงกันมาในวันนี้ น่าปลาบปลื้มใจมาก เพราะแต่ละคนได้แสดงออกและตั้งใจมาด้วยความหวังดีจากใจจริง จึงขอขอบใจทุก ๆ คน

จิตใจที่เปี่ยมไปด้วยความปรารถนาดี และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของทุกคน ทุกฝ่าย ทำให้ข้าพเจ้าเห็นแล้วมีกำลังใจมากขึ้น นึกถึงคุณธรรมซึ่งเป็นที่ตั้งของความรัก ความสามัคคี ที่ทำให้คนไทยเราสามารถร่วมมือร่วมใจกันรักษาและพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญรุ่งเรืองสืบต่อกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง

ประการแรก คือ การที่ทุกคนคิด พูด ทำ ด้วยความเมตตา มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน

ประการที่สอง คือ การที่แต่ละคนต่างช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ประสานงาน ประสานประโยชน์กัน ให้งานที่ทำสำเร็จผล ทั้งแก่ตน แก่ผู้อื่น และ แก่ประเทศชาติ

ประการที่สาม คือ การที่ทุกคนประพฤติปฏิบัติตนอยู่ในความสุจริต ในกฎกติกา และในระเบียบแบบแผน โดยเท่าเทียมเสมอกัน

ประการที่สี่ คือ การที่ต่างคนต่างพยายามทำความคิด ความเห็นของตนให้ถูกต้อง เที่ยงตรง และมั่นคงอยู่ในเหตุในผล

หากความคิด จิตใจ และการประพฤติปฏิบัติที่ลงรอยเดียวกันในทางที่ดี ที่เจริญนี้ ยังมีพร้อมมูลในกาย ในใจของคนไทย ก็มั่นใจได้ว่า ประเทศชาติไทยจะดำรงมั่นคงอยู่ตลอดไปได้

จึงขอให้ท่านทั้งหลายในมหาสมาคมนี้ ทั้งประชาชนชาวไทยทุกหมู่เหล่า ได้รักษาจิตใจและคุณธรรมนี้ไว้ให้เหนียวแน่น และถ่ายทอดความคิด จิตใจนี้กันต่อไปอย่าให้ขาดสาย เพื่อให้ประเทศชาติของเราดำรงยืนยงอยู่ด้วยความร่มเย็นเป็นสุข ทั้งในปัจจุบันและในภายหน้า

ขออำนาจคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากล จงคุ้มครองรักษาประเทศชาติไทย ให้ปลอดพ้นจากภัยอันตรายทุกสิ่ง และอำนวยความสุข ความเจริญ สวัสดี ให้เกิดมีแก่ประชาชนชาวไทยทั่วกัน”

ทำ 3 เรื่องแรกของแต่ละวันให้ดี

มีใครบางคนเคยให้สัมภาษณ์ไว้ว่า ถ้าคุณตื่นนอนตอนเช้าแล้วจับมือถือก่อนจับตัวเองหรือคนที่นอนข้างๆ แสดงว่าชีวิตคุณน่าจะไม่ค่อยโอเคแล้ว

เราทุกคนน่าจะเคยมีวันที่เจอเหตุการณ์วุ่นวายแต่เช้า และเหตุการณ์นั้นเหตุการณ์เดียวทำให้ตารางของเรารวนไปทั้งวัน

เหมือนการกลัดกระดุมเสื้อ ถ้ากลัดเม็ดแรกผิด เม็ดอื่นๆ ก็จะผิดตามไปด้วย

หากอยากเพิ่มโอกาสที่จะมีวันที่ดี เราควรทำ 3 เรื่องแรกของวันให้ดีเสียก่อน

หลายคนจึงแนะนำให้เราเก็บเตียงตอนเช้า เพราะมันเป็น small win ที่สร้างความมั่นใจให้เราตั้งแต่หัววัน

แทนที่จะโอ้เอ้จนออกจากบ้านสาย ลองออกให้เช้าขึ้นเพื่อไม่ต้องเสียเวลากับรถติดและคิวยาว

มาถึงออฟฟิศแทนที่จะเช็คอีเมล ลองหยิบกระดาษออกมาแล้วเขียนลงกระดาษก่อนว่าวันนี้จะทำอะไรให้สำเร็จบ้าง

ก่อนจะเช็คโซเชียล ลองทำงานเล็กๆ ให้เสร็จซักหนึ่งอย่าง

มันคือการรบกับกิเลส รบกับความเคยชิน รบกับกบตัวเล็กๆ เพื่อสร้างโมเม็นตั้มสำหรับการเผชิญกับกบตัวใหญ่

ทำ 3 เรื่องแรกของแต่ละวันให้ดี กลัดกระดุมเม็ดแรกให้ถูก แล้วที่เหลือของวันน่าจะโอเคครับ

จงขโมยเวลามาจากความเคยชิน

เมื่อเราเห็นใครสร้างสรรค์ผลงานที่เจ๋งๆ เราจะรู้สึกว่า จริงๆ เราก็น่าจะทำได้นี่หน่า

แล้วเราก็จะโกหกคำโตกับตัวเองว่า รอให้เรามีเวลาก่อน

จริงๆ แล้วเราทุกคนมีเวลาวันละ 24 ชั่วโมงเท่ากัน พอ 24 ชั่วโมงนี้หมดไป พรุ่งนี้ทุกคนก็จะได้เวลามาเพิ่มอีกวันละ 24 ชั่วโมง

สิ่งที่ไม่เท่ากันคือการเลือกว่าจะเอาเวลาที่เราได้มานั้นไปทำอะไรต่างหาก

ที่เราบอกว่าไม่มีเวลา เพราะเรามีสิ่งที่เราทำอยู่แล้วมายาวนาน ทำเสียจนเป็นความเคยชิน ทำจนเป็นนิสัย ทำจนมันเป็นเรื่องง่ายดาย – มันคือ comfort zone ของเรา

ถ้าเราอยากจะสร้างสรรค์อะไรที่มีคุณค่า เราจำเป็นต้องให้เวลากับมันอย่างยาวนานและสม่ำเสมอ และการที่จะมีเวลาเพื่อทำสิ่งนี้ได้ เราก็ต้องขโมยมันมาจากกิจกรรมที่เราเคยชิน

“It takes many hours to make what you want to make. The hours don’t suddenly appear. You have to steal them from comfort.”
-Derek Sivers

สิ่งที่ยิ่งใหญ่นั้นไม่อาจได้มาโดยง่าย ไม่อาจได้มาด้วยความสะดวกสบาย จริงๆ แล้วมันจะโคตร uncomfortable เลยด้วยซ้ำ

แต่ถ้าไม่เริ่มวันนี้ จะเริ่มวันไหน ถ้าไม่ใช่เราแล้วจะเป็นใคร

จงขโมยเวลาจากความเคยชิน เพื่อสร้างสิ่งใหม่และชีวิตที่ต่างออกไปจากเดิมครับ

3 ส่วนผสมที่ลงตัวของ High Performer

มีสมองของผู้ประกอบการ
มีจิตวิญญาณของศิลปิน
มีร่างกายของนักกีฬา

เมื่อเราคิดแบบผู้ประกอบการ เราจะไม่กลัวที่จะริเริ่ม ไม่กลัวความล้มเหลว ไม่ยึดติดกับกรอบความคิดแบบเดิมๆ

เมื่อเรามีจิตวิญญาณของศิลปิน เราจะไม่เอาตัวเลขเป็นใหญ่ แต่เอาความสนุก เอาความงาม เอาความจริงเป็นเป็นตัวตั้ง สิ่งที่เราพูดและทำจะนำพาให้คนรอบข้างมีชีวิตที่ดีขึ้น

และเมื่อเราพักผ่อนให้เพียงพอ กินของที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เราก็จะมีร่างกายที่พร้อมทำงานหนักเพื่อรับใช้ผู้อื่นได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน

Entrepreneur’s mind.
Athlete’s body.
Artist’s soul.
-James Clear

ลองสำรวจตัวเองว่าควรเพิ่มเติมส่วนใดและลดทอนส่วนไหนเพื่อให้ส่วนผสมทั้งสามอย่างนี้มันกลมกล่อมนะครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจโดย Anontawong’s Music: bit.ly/pasajaiyt

นิทานคุณตาอารมณ์ดี

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในรายการทอล์คโชว์รายการหนึ่ง คุณตาผมขาวโพลนถือไม้เท้าเดินกะโผลกกะเผลกขึ้นเวทีก่อนจะค่อยๆ ย่อตัวนั่งลงบนเก้าอี้อย่างทุลักทุเล

“คุณตาไปหาหมอบ่อยมั้ยครับ” พิธีกรยิงคำถามแรก

“บ่อยสิ”

“ทำไมล่ะครับ”

“คนไข้ก็ต้องหมั่นไปเยี่ยมหมอบ่อยๆ สิ ไม่อย่างนั้นหมอก็ตกงานพอดี!”

“แล้วคุณตาต้องปรึกษาเภสัชกรมั้ยว่าต้องทานยายังไง”

“แหงอยู่แล้ว ไม่งั้นเภสัชกรก็ตกงานเหมือนกัน”

“แล้วคุณตากินยาตามที่หมอสั่งมั้ย?”

“ส่วนใหญ่ทิ้งลงถังขยะนะ ผมก็ยังอยากมีชีวิตอยู่นะ!”

“ขอบคุณที่ให้เกียรติมาร่วมรายการในวันนี้นะครับ”

“ด้วยความยินดี คุณจะได้ไม่ต้องตกงานเหมือนกัน”

“ในกรุ๊ปไลน์คุณตาชอบส่งรูปสวัสดีวันจันทร์มั้ยครับ”

“ส่งบ่อยเลยล่ะ ถ้าอยู่ในกลุ่มแล้วเอาแต่เงียบ เค้าอาจจะนึกว่าผมตายไปแล้วก็ได้”


ขอบคุณนิทานจาก LINE OA สัญชาติจีน แปลโดย Google Translate และดัดแปลงเนื้อหาให้เข้ากับคนไทยโดย Anontawong’s Musings

Checklist 4 ข้อก่อนพูดอะไรออกจากปาก

ในสมัยพุทธกาล เคยมีคนถามพระพุทธเจ้าว่าท่านทำอย่างไรถ้อยคำที่ท่านตรัสออกมาจึงล้วนน่าฟัง

พระพุทธเจ้าตอบว่า ก่อนที่ท่านจะตรัสสิ่งใด ท่านจะถามคำถามสี่ข้อนี้ก่อน

หนึ่ง มันเป็นความจริงรึเปล่า ถ้าไม่จริง ก็ไม่ต้องพูด ถ้าจริงก็ให้ดูข้อต่อไป

สอง มันมีประโยชน์รึเปล่า ถ้าไม่มีประโยชน์ก็ไม่ต้องพูด ถ้ามีประโยชน์ก็ให้ดูข้อต่อไป

สาม คนที่ฟังจะชอบรึเปล่า ถ้าชอบก็พูดได้เลย ถ้าเค้าน่าจะไม่ชอบ ก็ให้ดูข้อต่อไป

สี่ ถูกกาละเทศะรึเปล่า ถ้าเป็นความจริง มีประโยชน์กับคนฟัง และถูกกาละเทศะ แม้คนฟังจะไม่ชอบใจ ก็ควรพูดเช่นกัน

ถ้าไม่ถูกกาละเทศะ ต่อให้จริงและเป็นประโยชน์ก็ไม่ควรพูด เช่นพูดเรื่องธรรมะกับคนที่ไม่สนใจหรือในบริบทที่ไม่เหมาะสม ก็จงเงียบเสียดีกว่า

เช็คลิสต์สี่ข้อนี้ผมว่าใช้ได้ตั้งแต่พุทธกาลจนถึงอนาคตกาล ลองเอาไปปรับใช้กันดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากธรรมบรรยายของพี่พศิน อินทรวงค์บน Youtube

ถ้าอยากได้ในสิ่งที่คนอื่นอยากได้ ก็ต้องทำในสิ่งที่คนอื่นไม่อยากทำ

พี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ เคยเล่าให้ฟังว่า เหตุผลที่พี่โจ้เติบโตขึ้นมาได้ที่ DTAC ก็เพราะว่าพี่โจ้ไปรับงานดูแลนักลงทุน ซึ่งเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องโดนดุ โดนถามคำถามยากๆ ทำให้พี่โจ้ต้องเตรียมตัวมากกว่าใครคนอื่นเสมอ พอทำไปนานๆ เข้าก็กลายเป็นคนที่ผู้ใหญ่ต้องพกพาไปด้วยเพราะมีข้อมูลแม่นกว่าใคร จึงกลายเป็นใบเบิกทางให้พี่โจ้ได้ขึ้นมารับตำแหน่งสำคัญๆ ในเวลาต่อมา

จริงๆ ความลับของความสำเร็จอาจจะมีแค่นี้

ถ้าเราอยากเติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ย เราต้องเป็นคนที่ “ทวนกระแส”

อะไรที่คนอื่นเขาไม่ยอมทำกันเพราะมันหนัก เพราะมันยาก เพราะมันลำบาก ก็ลองอาสาทำดู

ในทางกลับกัน อะไรที่คนอื่นๆ เขาทำกันเยอะๆ เราก็พยายามทำให้น้อยๆ เขาประชุมกันเยอะๆ เราก็ประชุมน้อยๆ เขาใช้เวลากับงานถึกๆ เยอะ เราก็หาทางลดงานตรงนี้ลง เขาเล่นโซเชียลเยอะ เราก็เล่นให้น้อยๆ ถ้าคนส่วนใหญ่ชอบเลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาหรือแวะข้างทาง เราก็แค่วิ่งตรงไป

ปลาเป็นนั้นเลือกได้ว่าจะว่ายตามน้ำหรือจะว่ายทวนน้ำ

ถ้าว่ายตามน้ำก็ลงต่ำ ถ้าว่ายทวนน้ำก็ขึ้นสูงครับ


ชวนฟังเพลงภาษาใจ by Anontawong’s Music: http://bit.ly/pasajaiyt