มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อยากสรรหาคำอธิบายให้ทุกอย่าง

20200802

เราจึงมีคำถามที่เป็นต้นกำเนิดของศาสนาอย่าง “เรามาจากไหน ใครเป็นคนสร้างเรา”

หรือถามคำถามที่ปฏิวัติความเข้าใจในธรรมชาติอย่าง “ลูกแอปเปิ้ลมันตกลงมาได้อย่างไร”

หรือแม้กระทั่งคิดวกวนกับคำถามที่ไม่มีคำตอบอย่าง “ทำไมเขาเป็นคนแบบนี้”

บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ

คำถามอย่าง “เรามาจากไหน” หรือถ้าให้ลึกไปกว่านั้นคือจักรวาลและทุกสรรพสิ่งมาจากไหน พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นคำถามอจินไตย คิดไปก็เปล่าประโยชน์

ท่านบอกว่าชีวิตเราเหมือนคนที่เพิ่งถูกยิงด้วยลูกธนู แทนที่จะหาว่าใครเป็นคนยิงธนูใส่เรา เราควรจะเอาเวลาไปเร่งหาวิธีรักษาบาดแผลมากกว่า

ในขณะที่ศาสนาที่เชื่อในพระเจ้าองค์เดียวอย่างศาสนาคริสต์ ก็จะอธิบายว่าพระเจ้าเป็นผู้ให้กำเนิดเรา แต่คนที่ไม่นับถือพระเจ้าที่เรียกตัวเองว่า atheist ก็จะถามต่ออีกว่าแล้วใครกันที่สร้างพระเจ้า

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่อธิบายจักรวาลเกิดจาก Big Bang คนก็จะถามต่ออีกว่าแล้วก่อนมี Big Bang นั้นคืออะไร ต้นกำเนิดของ Big Bang มาจากไหน

อย่างที่บอกครับ บางคำถามก็นำไปสู่คำตอบที่เราพอใจ บางคำถามนำไปสู่คำตอบที่เราไม่พอใจ แล้วแต่ว่าเราเลือกจะพอใจกับคำตอบแบบไหน

แล้วถ้าคำถามนั้นมันสำคัญกับเรา เราจะทำอย่างไร

ทางเลือกก็มี 3 ทาง

หนึ่งคืออย่าหยุดค้นหาคำตอบ บางคนใช้เวลาหลายปี หลายสิบปี หรือแม้กระทั่งทั้งชีวิต เพื่อจะหาคำตอบที่ตัวเองพอใจ อย่างเช่นไอน์สไตน์ที่พยายามสร้าง Unified field theory จวบจนวาระสุดท้าย

สอง คือหัดพอใจกับคำตอบที่เราได้มา มันอาจจะไม่ถูกต้องที่สุด แต่เราพอใจที่สุดก็เพียงพอแล้ว

ส่วนทางที่สาม คือการบอกตัวเองว่าเราไม่จำเป็นต้องอธิบายทุกเรื่องก็ได้

หากเราละวางความต้องการของมนุษย์ที่จะอธิบายทุกเรื่องลงได้ เราก็จะลดคำถามลงจนเหลือแต่คำถามที่ควรค่าแก่การค้นหาคำตอบจริงๆ ครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

นิทานสองหนุ่มสองมุม

20200602

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในคืนอันหนาวเหน็บ ชายไร้บ้านสองคนที่ไม่รู้จักกันมาใช้ตึกร้างเป็นที่ค้างคืน

ชายคนแรกมาถึงก่อน และเดินไปจับจองมุมหนึ่งของตึก

ชายคนที่สองมาถึงทีหลัง จึงเดินไปนั่งอีกมุมที่อยู่ห่างๆ

ชายคนแรกตัวสั่นเทา เปิดเป้หยิบขนมปังมากิน

ชายคนที่สองหิวโซ เปิดเป้หยิบผ้าห่มมาคลุมตัว

ต่างฝ่ายต่างไว้ท่า แต่ก็คิดอยู่ในใจว่าถ้าอีกฝ่ายเดินมาหา ก็พร้อมจะคุยกับเขา

แต่ไม่มีใครเดินไปหาใคร สองคนต่างซุกอยู่ในมุมของตัวเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น มีคนมาพบศพของทั้งคู่

คนแรกตายเพราะความหนาว คนที่สองตายเพราะความหิว

—–

ดัดแปลงจากนิทานภาษาจีนที่ส่งมาทางไลน์

สนใจเรื่องชาวบ้านให้น้อยๆ

20200206b

สนใจเรื่องความคิดให้เยอะๆ

“Be less curious about people and more curious about ideas”.

-Marie Curie

การซุบซิบหรือ gossip นั้นเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่มีมาตั้งแต่โบราณกาลในการสร้างพรรคพวก มันคือการกระจายข่าวสารว่าคนไหนในเผ่าของเรามีพฤติกรรมอย่างไร ใครเชื่อถือได้ ใครเชื่อถือไม่ได้ ใครที่เราควรช่วยเหลือ ใครที่เราควรอยู่ห่างๆ

จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่คนเราจะชอบเรื่องซุบซิบนินทา ใต้เตียงดารา ข่าวอาชญากรรม เพราะมันเป็นเรื่องของชาวบ้านที่ยิ่งคุยยิ่งมัน

แต่มารี คูรีซึ่งเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รางวัลโนเบล และเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่ได้รางวัลโนเบลจากสองสาขา คือสาขาฟิสิกส์และสาขาเคมี บอกว่าเราควรสนใจเรื่องชาวบ้านให้น้อยลง และสนใจเรื่องความคิดหรือไอเดียให้มากขึ้น

เพราะการรู้เรื่องคนอื่นนั้นไม่ค่อยได้ประโยชน์อะไรนอกจากความสนุก ความคะนอง และความรู้สึกว่าเรา “เหนือกว่า” คนที่เรากำลังพูดถึง

แต่หากเราเอาเวลาตรงนั้นไปขบคิดไอเดีย มันมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเราไปในทิศทางที่ดีขึ้น ทั้งในแง่ความมุ่งหมายของชีวิต รูปแบบการดำเนินชีวิต และสิ่งที่เราจะให้ความสำคัญในแต่ละวัน

“Be less curious about people and more curious about ideas”.

ซุบซิบได้แต่อย่าให้เกินงาม และใช้เวลาที่เรามีจำกัดไปทำในสิ่งที่จะเกิดประโยชน์ต่อตนเองและคนที่เรารักกันนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

Routine ตอนเช้าและก่อนนอนของผม

20200205

วันก่อน “เจ” เพื่อนของผมที่ทำงานอยู่อังกฤษทักทางไลน์มาว่ามี routine หรือกิจวัตรอะไรบ้างที่ผมทำก่อนเข้านอนและตอนตื่นเช้า เผื่อเค้าจะลอกบ้าง

ที่เมืองนอกการศึกษาเรื่อง routine ของ high performers เป็นเทรนด์อย่างหนึ่ง อย่าง Tim Ferriss ที่เขียน The 4-Hour Workweek และทำพอดคาสท์ที่มีคนฟังเยอะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกก็สนใจเรื่องนี้เป็นพิเศษ

ผมบอกเจไปว่าผมไม่ได้มี routine อะไรที่น่าสนใจหรอก แต่เจก็ยังคะยั้นคะยอให้ผมแชร์ลงบล็อก ผมเห็นว่าไม่เสียหายอะไร และหากผู้อ่านคนไหนจะหยิบมันเอาไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ผมก็ยินดีครับ

—–

วันธรรมดาผมจะแบ่งชีวิตออกเป็นสามภาค เช้าเพื่อตัวเอง กลางวันเพื่องาน กลางคืนเพื่อครอบครัว

เช้า – เพื่อตัวเอง

5:00 ตื่นนอน เดินจงกรม ภาวนาแบบขยับมือของหลวงพ่อเทียน ถ้ามีเวลาก็จะอ่านหนังสือซัก 3-4 หน้า ช่วงที่ไม่มีฝุ่นก็จะลุกเร็วกว่านี้นิดหน่อย เพื่อออกไปวิ่งรอบหมู่บ้านประมาณ 30-45 นาที สามวันต่อสัปดาห์

5:30 ถ้าไม่ได้วิ่งก็จะออกกำลังกาย 7 นาที หรือถ้าขี้เกียจก็จะวิดพื้น 40 ที อาบน้ำ แต่งตัว (ใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกง) คุยกับแฟนตอนแฟนแต่งตัว เอากระเป๋าถือและกระเป๋าใส่ “เสบียง” ของแฟนไปไว้ในรถ

6:00 จุ๊บแฟนก่อนออกจากบ้าน ขับรถคนละคันเพราะไปคนละทาง ระหว่างทางจะฟังอยู่สามอย่างคือ podcast ทาง Stitcher, audiobook ของ Storytel และ book summaries ของ Headway

Podcast ที่ฟังก็จะสลับกันไปแล้วแต่ว่าหัวข้อน่าสนใจมั้ย ดูรายชื่อพอดคาสท์ได้ในตอนท้าย

ผมไม่ค่อยได้ฟังพอดคาสท์ของคนไทย ไม่ใช่เพราะไม่อยากฟังแต่เพราะต้องการฝึกหูให้ยังเคยชินกับภาษาอังกฤษ ทุกวันนี้ทำงานไม่ค่อยได้ใช้ภาษาอังกฤษแล้ว การฟังพอดคาสท์จึงเป็นวิธีง่ายๆ วิธีเดียวที่จะยังได้ฟังภาษาอังกฤษทุกเช้า

ส่วนหนังสือเสียงของ Storytel ก็ดีกว่า Audible ของอเมซอน ตรงที่จ่ายเดือนละ $10 แล้วจะฟังเท่าไหร่ก็ได้ แม้ตัวเลือกจะไม่มากเท่าแต่ก็มากเกินพอ

Headway เป็น book summary ที่ดีกว่า Blinkist หรือ 12min แม้จะเป็นเสียง AI แต่การสรุปนั้นลงลึกกว่าและมีประโยชน์กว่า

ระหว่างขับไปออฟฟิศแฟนอาจโทรมาคุยเรื่องที่ทำงานและเรื่องลูกๆ เพราะเรากลับบ้านค่ำและนอนเร็วกันทั้งคู่ เวลาช่วงหัวค่ำเลยมักเทให้กับการคุยกับลูกๆ มากกว่าการคุยกันเอง

7:00 ถึงออฟฟิศ เขียน diary สั้นๆ ลง notepad ที่ไม่ใช้แอปหรือโปรแกรมอื่นเพราะ text file เก็บได้นาน อีก 20 ปีก็น่าจะยังเปิดได้

7:05 แชร์บล็อกที่เขียนเก็บเอาไว้ แล้วค่อยเริ่มเขียนบล็อกตอนใหม่ด้วยเว็บ writer.bighugelabs.com บทความพันกว่าตอนทั้งหมดของผมล้วนเขียนลงที่นี่ซึ่งมัน backup ให้อัตโนมัติ แชร์เสร็จแล้วก็กด log out จาก Facebook เพื่อจะได้ไม่ต้องเข้าไปชื่นชมผลงานตัวเองบ่อยเกินไป

8:00 ทานข้าว อ่านหนังสือ เข้าห้องน้ำ

ผมไม่ดื่มกาแฟเพราะอยากพึ่งพาสิ่งนอกตัวให้น้อยที่สุด ถ้าไม่ได้ดื่มกาแฟแล้วง่วง ก็แปลว่าเรายังนอนไม่พอ ดังนั้นต้องแก้ที่ต้นเหตุไม่ใช่ที่ปลายเหตุ

มือถือผมจะไม่เล่นจนกว่าจะเข้าแอปสองอันนี้ให้เรียบร้อยก่อน คือ Ankidroid เอาไว้ทบทวนหน้าและชื่อพนักงาน Wongnai และ Drops ที่เอาไว้เรียนภาษาจีนครั้งละ 5 นาที

—-

กลางวัน – เพื่องาน

8:45 วางแผนงานของวันนี้ เปิดดูงานที่จดไว้จาก todoist.com เขียนงาน 3 ชิ้นที่สำคัญที่สุด เขียนงานที่เหลือไว้ด้านล่างโดยแบ่งเป็นสองคอลัมน์คืองานที่ต้องทำที่โต๊ะกับงานที่ไม่ต้องทำที่โต๊ะ

พอทำงานชิ้นใหญ่เสร็จหนึ่งชิ้น ผมมักจะแทรกด้วยการเดินไปเติมน้ำ เข้าห้องน้ำ และทำงานที่ไม่ต้องทำที่โต๊ะเช่นคุยกับคนต่างทีม คุยกับหัวหน้า หรือคุยกับน้อง

12:30 ทานอาหารกลางวัน

18:30 เลิกงาน กลับบ้าน ระหว่างทางกลับบ้านจะฟังหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโชทาง Spotify ฟังไปก็รู้เนื้อรู้ตัวไป เป็น transition ที่ดีระหว่างโหมดคนทำงานกับโหมดคนอยู่บ้าน

—–

กลางคืน – เพื่อครอบครัว

19:30 ถึงบ้าน กินผลไม้หรือดื่มน้ำผลไม้ (บางวันถ้าหิวจัดๆ ก็จะแวะกินอะไรเข้ามาก่อน)

19:45 เสียบมือถือไว้ที่โต๊ะทำงาน เดินเข้าห้อง กอดลูกๆ ทั้งสองที่กำลังนั่งดูการ์ตูนกับพี่เลี้ยงผ่าน Youtube ทางทีวี จับลูกโยนสองสามที แล้วเดินไปหยิบเสื้อผ้าที่จะใช้วันพรุ่งนี้ไปแขวนในห้องน้ำและอาบน้ำ (อาบน้ำเสร็จแล้วพี่เลี้ยงจะได้ไปพักได้) แฟนก็จะกลับมาถึงบ้านช่วงเวลาประมาณนี้เหมือนกัน

20:00 เล่นกับลูกและแฟน วิ่งไล่จับ ทำสไลเดอร์ผ้าห่ม นางเงือกน้อย ซ่อนหา

20:30 นาฬิกาปลุกว่าถึงเวลานอน ปิดทีวี ปิดไฟในห้องนอนยกเว้นโคมไฟสลัวๆ แปรงฟันให้ลูกอีกรอบ

21:00 อ่านนิทานให้ลูกฟัง ถ้าอ่านแล้วเราง่วงแต่ลูกยังไม่ง่วง ก็ปิดไฟทั้งหมดแล้วเปลี่ยนเป็นเล่านิทานในความมืดแทน ถ้าเล่าจบแล้วลูกยังไม่หลับ ก็ตีก้นแล้วร้องเพลงกล่อม

21:30 ลูกควรจะหลับหมดแล้ว ถ้าเราง่วงก็นอนไปด้วยเลย ถ้ายังไม่ง่วงก็จะออกมาเช็คมือถือเป็นครั้งสุดท้ายเผื่อมีข้อความใน Slack ที่ต้องตอบ แล้วก็นั่งอ่านหนังสือจนกว่าจะง่วง

22:00 เข้านอน

แน่นอนว่าเวลาไม่ได้เป๊ะๆ อย่างนี้ทุกวัน แต่ก็จะแบ่งคร่าวๆ ได้ประมาณนี้

ถ้าจะมีจุดสำคัญที่ผมอยากจะเน้นก็คือเราต้องมีเวลาให้ตัวเอง จะมากบ้างน้อยบ้างไม่เป็นไร เมื่อเรารู้ตัวว่าเราได้ทำอะไรเพื่อตัวเองแล้ว เราจะทำอะไรเพื่อคนอื่นได้อย่างเต็มใจและยั่งยืน

ส่วนวันหยุดผมไม่ได้มี routine อะไรเป็นพิเศษ ถ้าอากาศดีก็จะออกไปวิ่งอย่างน้อยซัก 10 กิโลเมตร ที่เหลือของวันก็ขึ้นอยู่กับลูกและภรรยาครับ

ใครมี routine อะไรที่อยากแชร์มาคุยกันได้เลยนะครับ


“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

Podcast ที่ฟัง บน Stitcher
Akimbo by Seth Godin
Big Questions by Cal Fussman
Brave New Work by The Ready
The Tim Ferriss Show
The James Altucher Show
The Joe Rogan Experience

อ่านหนังสือคือการอัพเดตซอฟต์แวร์ในสมอง

20200204

“Reading is like a software update for your brain.”
-James Clear

การอ่านหนังสือการอัพเกรดสมองของเราให้มี features มากขึ้นและมี bugs น้อยลง

มันจะช่วยเพิ่มเลนส์ในการมองชีวิตที่ผ่านมา ซึ่งจำเป็นมากเพราะเราเปลี่ยนประสบการณ์ที่ผ่านไปแล้วไม่ได้ แต่เราเปลี่ยนวิธีการตีความมันได้

ถ้าไม่อ่านอะไรใหม่ๆ ไม่เสพของที่มีคุณภาพ สมองของเราก็จะมีแต่วิธีการมองแบบเดิมและความรู้แบบเก่า

ซึ่งความรู้เก่ามีอันตรายอย่างน้อยสามประการ

หนึ่ง ความรู้เก่านี้มันไม่จริง เราเข้าใจผิดมาโดยตลอด

สอง ความรู้เก่านี้เคยจริง แต่ตอนนี้มันไม่ได้เป็นความจริงอีกต่อไป

สาม ความรู้เก่าที่เรายึดติดจะปิดกั้นไม่ให้เรารับรู้หรือพิจารณาความรู้ใหม่ที่ถูกต้องกว่า

ในโลกที่หมุนเร็ว ทักษะที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการ learn ก็คือการ unlearn หรือการไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งที่เรารู้

เพราะอันตรายไม่ได้เกิดจากความไม่รู้ แต่เกิดจากความมั่นใจว่าเรารู้อยู่แล้ว

บางคนอาจถามว่าจำเป็นต้องอ่านหนังสือด้วยเหรอ อ่านบล็อกดีๆ จากในเฟซก็น่าจะเพียงพอแล้วรึเปล่า

หนังสือหนาเป็นร้อยหน้าเป็นสื่อที่อินเตอร์เน็ตและฟีดบนโซเชียลไม่อาจทดแทน เพราะหนังสือมี “ธีม” ซึ่งเป็นภาพใหญ่ของเล่ม มีการจัดวางโครงสร้างมาอย่างดีเพื่อให้คนอ่านค่อยๆ ซึบซับสิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้บทความบนเว็บไม่อาจมอบให้ได้

มาอ่านหนังสือเพื่อมองเห็นภาพใหญ่ เพื่อ unlearn ความรู้ที่ไม่จริงอีกต่อไป และเพื่ออัพเกรดสมองของเรากันนะครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

กฎ 70% สำหรับคนเป็นหัวหน้า

20200203

คนที่เพิ่งขึ้นมาเป็นหัวหน้าใหม่ๆ มักจะมีอาการ “ช็อคน้ำ”

หนึ่ง คือจากที่เคยเป็นเพื่อนร่วมงานกัน ก็ต้องมาเป็นหัวหน้าของเขา

สอง คืองานของเพื่อนที่เราไม่ค่อยรู้ ก็ต้องเรียนรู้ให้มากพอที่จะให้คำปรึกษาได้

สาม คือเรามักจะพบว่าเรายังขาด soft skills บางอย่างที่จะช่วยให้ทีมทำงานออกมาได้อย่างที่ควรจะเป็น

สี่ คือเราไม่กล้ามอบหมายงานให้ลูกน้อง หนึ่งเพราะน้องยุ่งอยู่แล้ว สองการสอนนั้นต้องใช้เวลา สามถึงสอนไปงานก็มักออกมาไม่ได้ดั่งใจ เราจึงเลือกที่จะทำเสียเอง

พองานเก่าก็ยังทำ งานใหม่ก็ต้องดู จากคนที่เคยทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างดี ก็กลายเป็นหัวหน้าที่ทำได้ไม่ดีสักอย่าง

หัวหน้าใหม่ รวมถึงหัวหน้าเก่าบางคน จึงน่าจะได้ประโยชน์จากกฎ 70% นี้ครับ

กฎ 70% บัญญัติไว้ว่า ถ้าลูกน้องสามารถทำงานชิ้นนี้ได้ดีประมาณ 70% ของที่เราทำได้ ก็จงมอบหมายให้ลูกน้องทำงานนั้นเสียเถิด เพื่อที่เราจะได้มีเวลาสำหรับงานที่มีแต่เราเท่านั้นที่ทำได้

แม้กฎ 70% จะเข้าใจง่าย แต่ทำได้ยากมาก เหตุผลหนึ่งที่เรามักจะไม่ยอมปล่อยงานให้คนอื่น เพราะเรายังอยาก “รู้สึกดีกับตัวเอง” ด้วยการทำงานที่เราถนัด เพราะงานอื่นๆ ที่มากับหน้าที่หัวหน้านั้นเราไม่เก่งเอาเสียเลย การได้ทำงานที่ตัวเองเก่งอยู่แล้วคือ comfort zone ที่เราโหยหา

แต่การพยายามทำอะไรด้วยตัวคนเดียวนั้นไม่มีทางยั่งยืน เราอาจจะกัดฟันทำได้สักสองสามเดือนหรือแม้กระทั่งเป็นปี แต่สุดท้ายร่างกายคนเรามีลิมิต เวลาของเราก็มีจำกัด แต่งานนั้นเป็นอนันต์ การพยายาม “อมงาน” เอาไว้กับตัวนั้นไม่ได้สร้างผลดีกับใครทั้งสิ้น

ถ้าเราเป็นหนึ่งในคนที่รู้สึกว่าเรายังทำหน้าที่หัวหน้าได้ไม่ค่อยดี ลองเอากฎ 70% ไปลองใช้ดูนะครับ อาจจะเริ่มจากคนที่เราไว้ใจมากๆ ก่อนก็ได้

ช่วงแรกนั้นยากแน่นอน แต่ในระยะยาว ผมเชื่อว่ามันจะทำให้ชีวิตของเราดีขึ้น ทำให้ชีวิตของลูกน้องดีขึ้น และทำให้ทีมดีขึ้นได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก Quora: Hector Quintanella’s answer to What’s the biggest challenge you expect to face in 2020?

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ทางสู่ความสุขเต็มไปด้วยความทุกข์

20200202

กว่าจะเดินไปถึงปลายทางที่ดีงามได้ เราต้องผ่านอุปสรรคนานัปการ

ต้องดิ้นรน ต้องต่อสู้กับความลำบาก ต้องสบตากับความจริง เพื่อที่จะทำงานให้สำเร็จ เพื่อที่จะก้าวข้ามความเคยชิน เพื่อเอาชนะมารในใจ

การมีความสุขจึงไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความทุกข์ แต่คือการเลือกว่าเราจะยอมทุกข์แบบไหน

ในทางกลับกัน ทางสู่ความทุกข์เต็มก็ไปด้วยความสุข

สุขแบบโลกๆ ที่เรียกว่า pleasures

อะไรก็ตามที่ทำให้เกิดสุขเวทนาคือ pleasures

สูบบุหรี่ก็สุข ได้ซื้อของตอนลดราคาก็สุข คนไลก์เยอะๆ ก็สุข แค่ได้ยินเสียง noti ว่ามี new message ก็ยังสุข

ทุกสุขที่เกิดขึ้นล้วนทำให้ dopamine หลั่ง บ่อยเข้าเราก็เสพติดโดพามีน

ยิ่งเราวิ่งตามความสุขแบบนี้มากเท่าไหร่ ปลายทางเรายิ่งต้องเผชิญกับความทุกข์มากเท่านั้น

ทุกข์จากถุงลมโป่งพอง ทุกข์จากของไม่มีที่เก็บ ทุกข์กับจิตที่แส่ส่ายไม่อาจอยู่เฉยๆ

ทางสู่ความสุขเต็มไปด้วยความทุกข์

ทางสู่ความทุกข์เต็มก็ไปด้วยความสุข

นี่คือความย้อนแย้งของชีวิตที่ต้องคอยเตือนตัวเองไม่ให้จำสลับกันครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกไปจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

นิทานตุ๊กตาโครเชต์

20200117

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีภรรยาวัยชราคู่หนึ่งอยู่กินกันมา 60 ปี เขาและเธอพูดคุยกันทุกเรื่องจึงไม่เคยมีความลับต่อกัน

ยกเว้นเพียงเรื่องเดียว

ในตู้เสื้อผ้าของคุณย่ามีกล่องรองเท้าอยู่ใบหนึ่ง เธอเคยขอคุณปู่ตอนแต่งงานใหม่ๆ ว่าอย่าเปิดกล่องนี้ ซึ่งคุณปู่ก็รักษาคำสัญญาเป็นอย่างดีจนเกือบลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีกล่องรองเท้าใบนี้อยู่

แต่แล้ววันหนึ่งคุณย่าก็ป่วยหนัก หมอบอกว่าคุณย่าจะอยู่ได้อีกไม่นาน ในระหว่างที่สะสางและจัดแจงเรื่องราวต่างๆ คุณปู่ก็ไปเจอกล่องใบนี้อีกครั้ง จึงนำกล่องใบนั้นไปหาคุณย่าที่นอนอยู่บนเตียง

ถึงเวลาที่เขาควรจะได้รู้ความลับของกล่องใบนี้แล้ว

“ที่รัก…จะบอกผมได้รึยังว่าในกล่องนี้มีอะไร?”

“คืนก่อนวันแต่งงาน คุณยายฉันสอนว่า หากอยากมีชีวิตคู่ที่ดี จงอย่าทะเลาะกับสามี เมื่อไหร่ก็ตามที่ฉันโกรธคุณ คุณยายแนะนำให้ถักตุ๊กตาโครเชต์”

พูดจบเธอก็เปิดกล่องใบนั้นขึ้นมา ภายในกล่องเป็นตุ๊กตาและเงินจำนวนหนึ่ง

“ในกล่องมีตุ๊กตาโครเชต์แค่ 2 ตัวเท่านั้นเอง…” คุณปู่น้ำตารื้นและระลึกถึงเรื่องแย่ๆ ที่เขาทำตลอด 60 ปีที่ผ่านมา

คุณย่ายิ้มน้อยๆ

“แล้วเงินปึกนี้คืออะไรเหรอ น่าจะหลายหมื่นอยู่” คุณปู่อดถามต่อไม่ได้

“เงินที่ได้จากการขายตุ๊กตาน่ะจ้ะ”

—–

แปลและดัดแปลงมาจากนิทานภาษาจีนที่ส่งมาทางไลน์

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

เดือนกันยาจะมาเร็วกว่าที่คิด

20200115c

แป๊บๆ ก็จะสิ้นเดือนแรกของปี 2563

นี่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ว่าความมุ่งหวัง เป้าหมาย และปณิธานใหม่ๆ ที่เรามีเมื่อวันที่ 1 มกราคมมันยังสว่างสดใสหรือถูกเมฆหมอกแห่งความเคยชินปกคลุมไปหมดแล้ว

ยังไม่สายที่จะรีเซ็ตตัวเองอีกครั้ง อะไรที่เคยทำได้ 7 วันแล้วหยุดไป นี่คือโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ ความสำเร็จไม่ได้เกิดจากคนที่ทำงานหนักแค่ชั่วคราว ความสำเร็จเกิดจากคนที่ทำไปเรื่อยๆ โดยไม่ถอนตัว

เพราะถ้าเราปล่อยให้ชีวิตกลับไปอยู่กับวิถีเดิมๆ วันและเดือนจะผ่านไปอย่างรวดเร็ว รู้ตัวอีกทีก็เกือบสิ้นปี

อย่าให้ซ้ำรอยกับที่ผ่านมา เพราะเดือนกันยาจะมาเร็วกว่าที่คิดครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ออกจากชีวิต มีวางขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ bit.ly/eitrreportingengineer

ความลับของฟ้า จากธนา เธียรอัจฉริยะ

20200129

ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare เดือนละสองครั้งเพื่อเชิญคนเจ๋งๆ จากหลากหลายวงการมาเปิดโลกทัศน์ให้กับพนักงานของเรา

วันศุกร์ที่ผ่านมา เราได้ “พี่โจ้” ธนา เธียรอัจริยะ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มงานการตลาด ธนาคารไทยพาณิชย์ มาเล่าประสบการณ์ให้เราฟัง

สนุกมาก ได้ประโยชน์มาก ขอคัดสรรบางส่วนมาไว้ตรงนี้เพื่อส่วนรวมครับ

—–

ความลับของฟ้า

ปีนี้พี่โจ้อายุ 51 แล้ว ผ่านอะไรมาเยอะ เลยอยากทำหน้าที่คล้ายๆ Wongnai ว่าที่ไปกินมา ร้านไหนอร่อย ร้านไหนไม่อร่อย แล้วมาเล่าให้ฟัง จะได้ไม่ต้องเลี้ยวผิด ไม่ต้องไปเจออาหารที่ไม่อร่อย

พี่โจ้เรียกสิ่งที่เขาจะบอกเราว่าเป็น “ความลับของฟ้า”

—–

ยิ่งออกกำลัง ยิ่งได้กลับ

ตอนอายุ 37 ปี สมัยอยู่ DTAC  พี่โจ้เคยน้ำหนักเกือบ 100 กิโล กินอาหารแบบ “อชีวจิต” ผักไม่กิน กินบุฟเฟ่ต์ฟัวกราส์คราวละ 30-40 ชิ้น

เย็นวันหนึ่งระหว่างกินบุฟเฟ่ต์ฟัวกราส์ พี่โจ้รู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดปกติ ต้องขับรถไปโรงพยาบาล นอน CCU ไป 1 คืน

เป็นคืนที่แย่ที่สุดในชีวิต และเป็นคืนที่ดีที่สุดในชีวิตด้วย เพราะวิกฤติมาสะกิดเตือนเราเบาๆ ว่าถึงเวลาต้องเปลี่ยนพฤติกรรมแล้ว

หลังจากนั้นพี่โจ้จึงเริ่มกินผัก และเริ่มวิ่งเป็นประจำ วันแรกๆ วิ่งได้แค่ 400 เมตร ตอนนี้สามารถวิ่งได้ 10 กิโลเมตรสบายๆ พี่โจ้แคปหน้าจอแอปวิ่งให้เห็นว่า พี่โจ้วิ่งครบ 10,000 กิโลเมตรไปเรียบร้อยแล้ว

พี่โจ้รู้สึกขอบคุณที่ได้เข้า CCU ตั้งแต่ตอนอายุ 37 เพราะถ้าตอนนั้นยังไม่เปลี่ยน แล้วมาป่วยตอนอายุ 51 ปีน่าจะรอดยาก

นอกจากวิ่งแล้ว พี่โจ้ยังเข้าโรงยิม ได้คุยกับ “พี่ปัญจะ” ที่อายุ 75 ปีแล้วแต่ยกเวทได้มากกว่าพี่โจ้อีก พี่ปัญจะยังดูสมาร์ท ยังดูแข็งแรงมาก

ยิ่งทำอะไรที่เราได้ต้านแรงโน้มถ่วง เราจะยิ่งได้กำลังกลับไปมากขึ้นเท่านั้น

—–

ยิ่งไม่รู้ ยิ่งรู้

SCB เปลี่ยนไปเยอะมากในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา

การจะเปลี่ยนองค์กรที่อยู่มา 110 ปี พนักงาน 26,000 คน ไม่ใช่เรื่องง่าย

ความรู้สำคัญที่สุดของ SCB คืออะไร?

เมื่อพี่โจ้ได้เข้ามาทำงานที่ SCB และตั้งกองทุน fintech แรกของเมืองไทย จึงเข้าไปขอคำปรึกษาผู้ใหญ่ท่านหนึ่งซึ่งคร่ำหวอดในวงการมาช้านาน

แล้วผู้ใหญ่ท่านนั้นก็ได้กล่าวประโยคหนึ่งที่ทำให้พี่โจ้ตระหนักว่า SCB จะเปลี่ยนไปตลอดกาล

ประโยคนั้นคือ “ผมไม่รู้”

ขนาดคนที่เก่งที่สุดยังยอมรับว่าตัวเองไม่รู้

เมื่อยอมรับว่าตัวเองไม่รู้ ความรู้จึงไหลเข้ามา SCB จึงเปลี่ยนไปอย่างที่เห็น

เพราะคนที่คิดว่าตัวเองรู้เยอะแล้วมักเรียนรู้เพิ่มไม่ได้

และคนที่จะเก่งได้ในยุคนี้ คือคนที่มี ability to learn คนที่เป็นน้ำไม่เต็มแก้วอยู่เสมอ

—–

ยิ่งไม่รู้ ยิ่งไม่กลัว

David & Goliath เป็นตำนานการต่อสู้ที่อยู่ในพระคัมภีร์ของศาสนายิว

สมัยนั้นเวลาจะรบกัน กองทัพสองฝั่งจะส่งทหารที่เก่งที่สุดออกมา หากใครชนะก็ถือว่าฝ่ายนั้นชนะไปเลย จะได้ไม่ต้องสู้รบกันให้เสียไพร่พล

ฝั่งของ Philistine ส่งนักรบที่ชื่อว่า Goliath ออกมา โกไลแอทตัวสูงใหญ่ราวสองเมตร น่าเกรงขามมาก

อีกฝั่งซึ่งเป็นกองทัพของชาวยิวไม่มีใครกล้าออกมาสู้ สุดท้ายมีเด็กเลี้ยงแกะชื่อ David เสนอตัว

ถ้าจะให้นิยามด้วยศัพท์สมัยนี้ เดวิดคือ “เด็กแว้น” ที่ไม่ได้สำเหนียกถึงความน่ากลัวของโกไลแอท

แถมเดวิดยังไม่รู้ด้วยว่าธรรมเนียมการสู้แบบส่งตัวแทนออกมานั้น คือการสู้แบบประชิดตัว

เพราะเดวิดไม่รู้ธรรมเนียมข้อนี้ จึงใช้ห่วงเชือก (sling) ยิงก้อนหินไปที่หัวของโกไลแอท

ฝ่ายโกไลแอทเองก็นึกไม่ถึงว่าเดวิดจะใช้ไม้นี้ เลยไม่ทันระวังตัว โดนก้อนหินเข้าที่หัวอย่างจังจนสลบและล้มลง เดวิดจึงรีบเข้าไปตัดคอทันที

เด็กแว้นเดวิดจึงได้กลายเป็นวีรบุรุษ และขึ้นเป็นกษัตริย์ของชาวยิว

—–

อีกหนึ่งตัวอย่างคือเรื่องของ Cliff Young ชายวัยเกษียณที่ลงแข่ง Ultra Marathon

งานนี้โหดสุดๆ เพราะต้องวิ่งจาก Sydney ไป Melbourne รวมระยะทาง 875 กิโลเมตร

Young ไม่เคยลงแข่งงาน Ultramarathon มาก่อน เคยแต่วิ่งต้อนแกะที่ฟาร์มมาเป็นสิบปี วันที่เขาลงแข่ง Young มีอายุ 61 ปี ทีมหมอและพยาบาลต่างจับตาดู กลัวลุง Young จะหัวใจวายระหว่างแข่ง

วันแรกๆ Young วิ่งรั้งท้าย มีรถพยาบาลคอยวิ่งตาม แต่ยิ่งคืนวันผ่านไปอันดับของเขากลับดีขึ้นเรื่อยๆ

แล้วก็เกิดเรื่องเหลือเชื่อ เมื่อ Young เข้าเส้นชัยเป็นอันดับหนึ่งด้วยเวลา 5 วัน 15 ชั่วโมง ทำลายสถิติเก่าลงอย่างราบคาบ คนที่ได้ที่สองช้ากว่าหนึ่งวันเต็มๆ

เรื่องมาถึงบางอ้อเมื่อ Young ให้สัมภาษณ์ ว่าเขาไม่รู้ว่ารายการนี้อนุญาตให้นอนพักได้ ก็เลยใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการวิ่ง ทุกวันจะแอบงีบแค่ 2-3 ชั่วโมงก่อนจะลุกขึ้นมาวิ่งต่อ

ปีถัดมา Cliff Young ก็ลงแข่งอีก แต่ไม่ชนะแล้ว เพราะ Young รู้เสียแล้วว่านอนได้

——

ยิ่งไม่มีประสบการณ์ ยิ่งแตกต่าง

หนังของ Marvel ยุคแรกๆ แพ้หนังของค่าย DC อย่างไม่เห็นฝุ่น ทำหนังห่วยๆ อย่าง Dare Devil ที่ได้เรตติ้งเพียง 5 เต็ม 10 ในเว็บ IMDB.com

แต่มายุคหลัง หนังของ Marvel กลับดีขึ้นอย่างผิดหูผิดตา

เคล็ดลับคือ Marvel เอาผู้กำกับหนังที่ไม่เคยทำหนัง Action มาก่อนมากำกับ

เอาผู้กำกับหนังผี หนังโรแมนติก มาทำหนังของ Marvel

หนังสุดดราม่าอย่าง Joker ก็ใช้บริการ ของ Todd Philiips ที่ทำหนังตลกโปกฮาอย่าง The Hangover มาหลายภาค

—–

เด็กผู้ชายทุกคนที่อายุเกิน 30 ย่อมรู้จักการ์ตูนเรื่องซึบาสะ เจ้าหนูสิงห์นักเตะ

นักเตะดังๆ อย่าง Ronaldo Messi Iguain ล้วนมีซึบาสะเป็นแรงบันดาลใจ

ในซึบาสะมีท่าพิสดารมากมาย เช่นท่ายิงประตูพร้อมกันสองคนจนลูกพุ่งแบบส่ายไปส่ายมาเข้าประตูตาข่ายขาด

แต่รู้มั้ยครับว่าอาจารย์โยอิจิ ทะกะฮะชิ ผู้เขียนซึบาสะนั้นเตะบอลไม่เป็น!

ถ้าเตะบอลเป็นคงไม่กล้าคิดท่าประหลาดๆ อย่างลูกชู้ตที่ใช้สองคนยิงพร้อมกัน เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

เมื่อไม่มีประสบการณ์ จึงไม่มีข้อจำกัด จึงไม่รู้ว่าอะไรเป็นไปไม่ได้ จึงเป็นไปได้

—–

ยิ่งไม่มี ยิ่งสร้างสรรค์

ยิ่งเงินน้อย ยิ่งเวลาน้อย ยิ่งโคตรสร้างสรรค์

เมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว AIS และ Orange กำลังรุกตลาดโทรศัพท์แบบเติมเงินในต่างจังหวัด ทั้งสองค่ายงบเยอะมาก ส่วน DTAC งบน้อยกว่ากันเยอะ

ตอนแรกดีแทคก็คิดแบบคนรวย เรียกเอเจนซี่มาคุย เอเจนซี่เสนอให้จัดคอนเสิร์ต เพราะแบรนด์ใหญ่ๆ เค้าทำกันทั้งนั้น ในคอนเสิร์ตจะมีป้ายโลโก้เล็กๆ ของเราแปะอยู่ แล้วก็ให้ศิลปินกล่าวขอบคุณบนเวที

ถามว่าจัดคอนเสิร์ตหนึ่งครั้งใช้เงินเท่าไหร่ เอเจนซี่บอกว่า 500,000 ถึง 1,000,000 บาท

ถ้าดีแทคมีเงินก็คงทำไปแล้วเหมือนกัน แต่บังเอิญไม่มีเลยต้องหาทางอื่น

พี่โจ้กลับมาถามตัวเองว่าถ้าอยากให้คนต่างจังหวัดรู้จักแบรนด์ของเราต้องทำยังไง มีกิจกรรมอะไรบ้างที่คนต่างจังหวัดมักจะไปรวมตัวกัน

งิ้วหรือลิเกคงไม่เวิร์คแน่ๆ เพราะมีแต่ป้าแก่ๆ กับหมา

แล้วก็ได้ไอเดียว่าหนังกลางแปลงไง คนมากันเยอะ แต่จะเริ่มยังไงดี

พี่โจ้เลยโทรหาพ่อ (พี่โจ้บอกว่า ถ้าเราคิดอะไรไม่ออก ให้โทรหาพ่อ) พ่อขายอะไหล่ แต่มีเพื่อนเป็นสายหนัง พอติดต่อกับสายหนัง เขาก็รู้จักคนทำหนังกลางแปลง เก็บค่าตั๋ว 20 บาท สถานที่ฟรีหมด คนดูหลายพันคน น้อยกว่าคอนเสิร์ตครึ่งนึง

ดีแทคก็เลยตัดสินใจพาแบรนด์ Happy ของ DTAC ไปฉายหนังกลางแปลงทั่วประเทศ ข้อดีคือไม่ต้องจ่ายค่าเช่าสถานที่ ฉายหนังโฆษณาตอนต้นเรื่องก็ได้ ฉายหนังไปครึ่งเรื่องฉายโฆษณาอีกทีก็ยังได้เพราะคนดูไม่ว่าอะไรอยู่แล้ว

จัดคอนเสิร์ตต้องจ่ายครั้งละ 1,000,000 บาท จัดหนังกลางแปลงจ่ายแค่ครั้งละ 40,000 บาท

ภายในหนึ่งปีดีแทคจัดหนังกลางแปลงไป 700 ครั้ง เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ทะลุทะลวงกว่าการจัดคอนเสิร์ตมากมายนัก

—-

ยิ่งล้มเหลว ยิ่งสำเร็จ

“ทุกๆ คนที่ทำอาชีพนี้จะต้องเรียนรู้
ที่จะเล่าอะไรแล้วแป้กก่อน
เพราะมันจะเป็นวัคซีนคุ้มกัน
ควรจะหาเวลาไปแป้กบ่อยๆ”
-อุดม แต้พานิช

ก่อนพี่โน้ตจะขึ้นเวทีเดี่ยวไมโครโฟนแต่ละครั้ง เขาจะตระเวนไปตามโรงเรียนก่อน

ไม่ใช่เพื่อสร้างกระแส แต่เพื่อทดลองมุกใหม่ๆ ของเขา

ลองกับกลุ่มคนเล็กๆ ความเสี่ยงต่ำ มุกไหนแป้กก็ทิ้งไป มุกไหนเวิร์คก็เก็บไว้ใช้ในเดี่ยวฯ

ยิ่งแป้กบ่อยแค่ไหน มุกยิ่งตรงเป้ามากขึ้นเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลที่ทำให้โน้ตอุดมยืนระยะมาได้ยาวนานขนาดนี้

—–

ปี 2008 สมจิต จงจอหอ เป็นวีรบุรษเหรียญทองโอลิมปิกในวัย 32 ปี ซึ่งเป็นวัยที่แก่ที่สุดที่จะต่อยมวยบนเวทีระดับนี้ได้

สมจิตให้สัมภาษณ์ว่าเขามีจุดเปลี่ยนในชีวิต 3 ครั้ง

สมจิตเคยเป็นนักมวยไทยที่เก่งมาก แต่มีไฟท์นึงที่โดนชกจนกรามหัก นักมวยส่วนใหญ่จะเลิก เพราะถ้าชกไปก็จะเป็นนักมวยคางเปราะโดนน็อคได้โดยง่าย

แต่สมจิตไม่เลิก เขาจึงต้องหาวิธีที่จะชกโดยไม่โดนต่อยกราม เลยต้องฝึกสายตาให้เฉียบคม หลบหมัดได้ว่องไว

จุดเปลี่ยนที่สองคือคือสมจิตชกแล้วไหล่หลุด ธรรมดาคนอื่นจะเลิก เพราะจากนี้ไปจะน็อคคนอื่นได้ยากแล้ว

แต่สมจิตไม่เลิก เปลี่ยนจากชกมวยไทยมาชกมวยสากล เปลี่ยนจากชกแบบ fighter ที่มุ่งน็อคคู่ต่อสู้มาชกแบบ boxer เพื่อประคองตัวและเก็บคะแนน

จุดเปลี่ยนที่สามคือตอนอายุ 28 ได้ไปโอลิมปิค นี่คือช่วงพีคสุดของอาชีพนักมวย สมจิตมั่นใจ สื่อต่างๆ ก็มั่นใจว่าสมจิตน่าจะได้เหรียญกลับมา แต่ปรากฏว่าเขาแพ้ตั้งแต่รอบกลางๆ

สมจิตกลับมาเมืองไทยได้ไปออกทีวีนั่งแถวหลังเป็นตัวประกอบ (แถวหน้าคือคนได้เหรียญ) มีแต่คนบอกว่าแขวนนวมเถอะ เพราะกว่าจะถึงโอลิมปิกหน้าก็แก่เกินไปแล้ว

แต่สมจิตไม่เลิก ก่อนไปโอลิมปิกในปี 2008 ไม่มีใครมาสัมภาษณ์ ไม่มีใครคาดหวัง มีแต่คนดูถูก สมจิตจึงมีสมาธิในการซ้อมหนักโดยไม่มีอะไรกวนใจ

ด้วยสายตาที่ไว หมัดที่เร็ว และวิธีการชกแบบชาญฉลาดก็ทำให้สมจิตได้กลายเป็นวีรบุรุษเหรียญทองในที่สุด

พี่โจ้บอกว่า ปัญหามีสองแบบ คือปัญหาที่แก้ได้กับปัญหาที่แก้ไม่ได้

คนที่มี Fixed Mindset จะคุยแต่ปัญหาที่แก้ไม่ได้ ฝุ่นเยอะ ทำไมรัฐบาลเป็นแบบนี้ ไวรัสจีนมาอีกแล้ว

แต่คนที่มี Growth Mindset คือคนที่โฟกัสไปกับปัญหาที่แก้ได้ เหมือนพี่โน้ตที่ซ้อมแป้ก เหมือนสมจิตที่เอาความล้มเหลวทั้งสามมาสร้างทางเลือกใหม่

—–

ยิ่งวิกฤติ ยิ่งมีโอกาส

ที่พี่โจ้รุ่งขึ้นมาได้เพราะ DTAC มีวิกฤติ ผู้บริหารโดนปลด พี่โจ้ซึ่งตอนนั้นยังเด็กอยู่เลยมีโอกาสได้ทำงานใหญ่

พี่โจ้เล่าให้ฟังเรื่องคุณอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของ Land & House และ Terminal 21

ก่อนจะเปิด Terminal 21 ทางห้างพยายามเชิญแบรนด์ใหญ่ๆ อย่าง Zara, H&M มาเปิดร้าน แต่ไม่มีใครยอมมา เพราะห้างอื่นๆ โดยรอบมีสาขาของแบรนด์เหล่านี้อยู่ก่อนแล้ว ไม่อยากเปิดเพิ่มมาแย่งลูกค้ากัน

คุณอนันต์เลยนั่งรถไฟฟ้าตระเวนดูห้างต่างๆ และพบว่าห้างที่ปล่อยเช่าได้ราคาดีที่สุดคือมาบุญครอง จับตลาด C+ และนักท่องเที่ยวชาวจีน

เมื่อไม่ได้มีแบรนด์ดังๆ ก็เลยต้องหาตัวดึงดูดอื่นๆ จึงตัดสินใจสร้างศูนย์อาหาร ตั้งราคาจานละ 50 บาท แล้วก็ถามลูกน้องที่เงินเดือนไม่ถึงสองหมื่น (ตลาด C+) ว่าถ้าราคานี้จะมากินบ่อยแค่ไหน

น้องๆ ตอบว่าคงกินได้แค่เดือนละครั้งหรือสองครั้งเท่านั้น ถ้าจะให้มากินทุกวันขอไม่เกินจานละ 30 บาท

คุณอนันต์สั่งให้คนที่ดูแลศูนย์อาหารไปทำ business plan มาใหม่เพื่อให้ข้าวหนึ่งจานราคาถูกกว่านี้ แต่ทำมากี่ครั้งราคาก็ยังลงมาไม่ถึง 30 บาทซักที คุณอนันต์เลยยื่นคำขาดว่า

“ถ้าคุณทำศูนย์อาหารนี้ให้ขาดทุนไม่ได้ คุณไม่ได้โบนัส”

ปรากฎว่าได้อาหารราคา 30 บาทสมหวัง และ Terminal 21 ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นห้างที่อาหารอร่อยและราคาย่อมเยา ลูกค้าหนาแน่นจนเป็นตัวดึง traffic ให้ห้างนี้คึกคักตลอด

ศูนย์อาหารของ T21 ขาดทุนทุกเดือน ต้อง subsidize เดือนละ 1 ล้านบาทหรือปีละ 12 ล้านบาท

แต่ 12 ล้านบาทซื้อบิลบอร์ดครั้งเดียวก็หมดแล้ว ถ้ามองว่ามันคือค่า Marketing ก็ต้องเรียกว่าคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม

—–

ยิ่งหัวว่าง ยิ่งสร้างสรรค์

(พ้องกับชื่อหนังสือ “เมื่อหัวว่าง จึงสร้างสรรค์” ของคุณต้อง กวีวุฒิ เต็มภูวภัทรที่มาขอให้พี่โจ้ช่วยตั้งชื่อหนังสือให้)

พี่โจ้บอกว่า ไอเดียดีๆ จะไม่เกิดในห้องประชุม ต้องไม่คิดถึงจะคิดได้ มันคือ zen-like creativity

ไอน์สไตน์คิดออกตอนสีไวโอลิน

นิวตันคิดออกตอนแอปเปิ้ลตกใส่หัว

พี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ co-founder ของ Workpoint มักได้ไอเดียดีๆ ที่ร้านสุกี้ระหว่างคุยไปกินไป

แล้วพี่โจ้ก็แชร์เรื่อง QR Code แม่มณี

เรารู้ว่าเมืองจีนใช้ QR Code กันจนแทบไม่ใช้เงินสดกันแล้ว ขนาดขอทานยังรับเงินเป็น QR Code เมืองไทยก็น่าจะมุ่งไปในทิศทางนี้

ตอนแรก SCB ไปขอให้แม่ค้าวาง QR Code ตรงเคาท์เตอร์ หลายธนาคารก็ขอเอาไปวางด้วย สุดท้ายแม่ค้าก็เก็บเข้าลิ้นชัก ไม่ได้ใช้งาน

ทีมงาน SCB ไม่เข้าใจ เลยไปลองใช้ชีวิตแบบแม่ค้าดู ลงไปคลุกคลีว่าแต่ละวันเขาคิดอะไร เขาทำอะไรบ้าง

แล้วทีมงานก็ได้ค้นพบว่า

1. แม่ค้าคิดเรื่องสิ่งศักดิ์สิทธิ์ตลอด ลูกค้าที่มาคนแรกต้องขายให้ได้ ถ้าขายไม่ได้จะซวยไปทั้งวัน ถ้าขายได้ก็จะเอาเงินสดมาสะบัดใส่ของให้เป็นมงคล

2. นางกวักที่แม่ค้ามีมักไม่สวย

พี่โจ้และทีมงานจึงตัดสินใจว่า งั้นเราทำนางกวักพ่วงไปกับ QR Code เลยแล้วกัน

คนที่เป็นแบงค์เกอร์ก็สงสัยว่าพี่โจ้บ้ารึเปล่า แต่พี่โจ้คือผู้กำกับหนังมาร์เวล ไม่เคยกำกับหนังเรื่องนี้ ไม่ได้คิดเหมือนคนที่ทำงานสายธนาคารมายาวนาน

ส่วนชื่อ “แม่มณี” ก็มีที่มา

ลูกสาวพี่โจ้ชื่อ “เมนิ” เพื่อนชอบล้อว่า “มณี” พี่โจ้อยากแก้ปมนี้ให้ลูกสาว เลยตั้งชื่อนางกวักว่าแม่มณี

ลูกน้องถามพี่โจ้ว่า ผู้ใหญ่จะโอเคเหรอถ้าเอาชื่อลูกมาตั้งเป็นชื่อผลิตภัณฑ์

พี่โจ้เลยให้บอกผู้ใหญ่ไปว่า “มณี” มาจากคำว่า “money” ไง ชื่อเป็นมงคล!

ตอนเอาแม่มณีไปให้ร้านค้า SCB จงใจไม่บอกว่าเป็นนางกวัก แต่ร้านค้าเห็นแล้วก็นำไปตั้งคู่กับนางกวักที่มีอยู่แล้วอยู่ดี

แล้วก็เริ่มมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างว่าวางแม่มณีแล้วขายดี พี่โจ้สันนิษฐานว่าอาจเพราะพอมีแม่มณีวางอยู่บนเคาท์เตอร์แล้วมันทำให้เกิดบทสนทนา ก็เลยเกิดการซื้อขายได้ง่ายขึ้นนั่นเอง

แถมแม่มณีก็มี “หลายปาง” ด้วย เพราะฝ่าย procurement ใช้โรงงานหลายเจ้า ผลิตแม่มณีออกมาหน้าตาไม่เหมือนกัน เลยกลายเป็นว่ามีบางร้านพยายามเก็บสะสมแม่มณีให้ครบทุกเวอร์ชัน มีโพสต์ลงโซเชียลอวดกัน มีแอบซื้อขายกันบนเว็บ

นานวันเข้า แม่มณีจึงมีสถานะเข้าใกล้สิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นทุกที เจ้าของร้านไหว้นางกวักเสร็จแล้ว เห็นแม่มณีตั้งอยู่ข้างๆ ก็ขอไหว้แม่มณีด้วยเลยแล้วกัน บางร้านมีถวายไก่ต้มและน้ำแดงให้แม่มณีอีกด้วย

เมื่อมาถึงจุดๆ นี้ แม่ค้าก็ไม่กล้าเก็บ QR Code ของ SCB เข้าลิ้นชักอีกต่อไป

ส่วนน้องเมนิลูกสาวพี่โจ้ก็ภูมิใจกับชื่อแม่มณีมาก แฮปปี้กันทุกฝ่าย

—–

ยิ่งเข้าใจเขา เรายิ่งได้

Creativity ไม่ได้อยู่ที่ technology แต่อยู่ที่ pain

เราเข้าใจ pain ได้ดีแค่ไหนเราก็ยิ่งสร้างสรรค์สิ่งที่จะมาลดความเจ็บปวดเหล่านี้ได้ดีขึ้นเท่านั้น

ถ้าใครเคยไปโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศซึ่งสร้างโดย Workpoint อาจจะสังเกตว่าห้องน้ำผู้หญิงจะใหญ่กว่าห้องน้ำผู้ชาย

เพราะพี่ประภาสเล็งเห็นว่าโรงละครส่วนใหญ่มักมีห้องน้ำชายกับหญิงเท่ากัน แต่เวลาผู้ชายเข้าห้องน้ำ “transaction” จะสั้นกว่าผู้หญิงมาก คิวของผู้หญิงจึงมักจะยาวเหยียดกว่าคิวห้องน้ำชายเสมอ

ดังนั้นโรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศจึงถูกออกแบบให้มีห้องน้ำหญิงมากพอที่ถ้าผู้ชายกับผู้หญิงจำนวนเท่ากันก็จะใช้เวลาในการเข้าห้องน้ำพอๆ กัน

อีกหนึ่งเรื่องคือเครื่องแสกน MRI ที่เข้าถึงหัวใจเด็ก ที่เปลี่ยนประสบการณ์การเข้าไปนอนนิ่งๆ ในเครื่อง MRI อันโดดเดี่ยวและน่ากลัวให้กลายเป็นการผจญภัยอันแสนสนุกจนเด็กอยากมาสแกนอีกหลายๆ รอบ

ผมเคยเขียนเรื่องนี้โดยละเอียดลงในคอลัมน์มุมละไมของ All Magazine อ่านได้ที่นี่ครับ

อีกหนึ่งเรื่องที่ผมชอบมาก คือเรื่องของหมอคนหนึ่งที่เปิดคลีนิกตรวจมะเร็งปากมดลูกที่จังหวัดกำแพงเพชร

ปรากฎว่าไม่มีคนไข้ยอมมาตรวจเลย

ก็แน่ล่ะ ใครจะอยากนอนถ่างขาให้คนแปลกหน้าดู

อาจเป็นเพราะช่วงนั้นรายการ The Mask Singer กำลังดัง หมอก็เลยปิ๊งไอเดียว่าให้ทุกคนใส่หน้ากากดีกว่า ทั้งคนไข้ เจ้าหน้าที่ รวมถึงหมอด้วย

เมื่อใส่หน้ากาก ก็ไม่รู้จักฉันไม่รู้จักเธอ ตรวจเสร็จก็แยกย้าย หัวกระไดคลีนิกจึงไม่แห้งตั้งแต่นั้น

—-

ยิ่งให้ ยิ่งได้

โลกนี้มีคนอยู่สามประเภท คือ Giver Taker และ Transact

Giver คือพี่นี้มีแต่ให้

Taker คือคนที่คิดเอาแต่ได้

ส่วน Transact คือพวกหมูไปไก่มา

โลกนี้เป็นกราฟระฆังคว่ำ พวกล้มเหลวสุดๆ อยู่ฝั่งซ้าย กับพวกสำเร็จสุดๆ อยู่ฝั่งขวา

ที่น่าสนใจคือ Giver จะอยู่ตรงปลายของทั้งสองฝั่ง ถ้าไม่ล้มเหลวสุดๆ ก็สำเร็จสุดๆ ไปเลย

เพราะถ้า Giver หลงไปอยู่ในดง Taker ก็จะล้มเหลว

แต่ถ้า Giver อยู่กับ Giver ด้วยกันก็จะรุ่งโรจน์

ที่ดินของตึก Terminal 21 ตรงแยกอโศกนั้น คุณอนันต์ อัศวโภคินซื้อมาในราคา 500 ล้านบาท ทั้งที่จริงแล้วมูลค่าหลายพันล้าน

เหตุผลเพราะว่าคุณอนันต์เคยปลูกต้นไม้เล็กๆ เอาไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นคุณอนันต์ซื้อที่แถวสีลมจากเศรษฐีคนหนึ่งเพื่อสร้างตึก โดยคาดว่าจะสร้างตึกได้สูงประมาณ 4:1 ตกลงราคาจ่ายเงินเรียบร้อย

แต่พอออกแบบและสร้างจริง ปรากฎว่าตึกมันสร้างได้สูงถึง 6:1 คุณอนันต์เลยเอาเงินไปจ่ายให้เศรษฐีคนนั้นเพิ่ม

ผ่านไป 20 ปี พอเศรษฐีคิดจะขายที่ดินตรงแยกอโศก แทนที่จะเปิดประมูลเพื่อให้ได้ราคาที่ดีที่สุด เขาถามคุณอนันต์ก่อนเลยว่าสนใจมั้ย คุณอนันต์จึงซื้อที่ตรงนี้ได้โดยไม่ต้องประมูลแข่งกับใครเลย

ต้นไม้ที่ปลูกเอาไว้ แม้ใช้เวลายาวนานแต่ก็จะสร้างร่มเงาให้แน่นอน

—-

ยิ่งพอ ยิ่งสุข

พี่โจ้เคยถามพี่ประภาสว่า

“เป้าหมายในชีวิตพี่จิกคืออะไร”

คำตอบของพี่ประภาสคือ

“เป้าหมายในชีวิตพี่คือการลดเป้าหมาย เราจะได้เจอมันง่ายขึ้น”

—–

ยิ่งออกกำลัง ยิ่งได้กลับ
ยิ่งไม่รู้ ยิ่งรู้
ยิ่งไม่รู้ ยิ่งไม่กลัว
ยิ่งไม่มีประสบการณ์ ยิ่งแตกต่าง
ยิ่งไม่มี ยิ่งสร้างสรรค์
ยิ่งล้มเหลว ยิ่งสำเร็จ
ยิ่งวิกฤติ ยิ่งมีโอกาส
ยิ่งหัวว่าง ยิ่งสร้างสรรค์
ยิ่งเข้าใจเขา เรายิ่งได้
ยิ่งให้ ยิ่งได้
ยิ่งพอ ยิ่งสุข

เหล่านี้คือความลับของฟ้า

—–

Mindset In the Brave New world

ความสำเร็จมาจากการตัดสินใจที่ถูก
การตัดสินใจที่ถูกมาจากประสบการณ์
ประสบการณ์มาจากการตัดสินใจที่ผิด
การตัดสินใจที่ผิดมาจากความกล้า
-ประภาส ชลศรานนท์

โลกสมัยก่อน สองบรรทัดเดิมมันใช้ได้

แต่สองบรรทัดหลัง น้องๆ มีโอกาส เพราะทุกคนเท่ากันหมดในยุคสมัยนี้

ผมขอปิดท้ายด้วย 3 ประโยคทองของพี่โจ้

“ถ้าเบอร์ 1 คิดแบบ underdog ได้ จะไร้เทียมทาน”

“น้องๆ ควรจะมีความฝันระดับโอลิมปิก อย่าฝันแค่ซีเกมส์ เพราะเราจะได้ซ้อมไปโอลิมปิก แล้วเราจะเก่งกว่าซีเกมส์”

“ยิ่งอยากเปลี่ยนคนอื่นยิ่งไม่เวิร์ค ยิ่งอยากเปลี่ยนคนอื่นยิ่งต้องเปลี่ยนตัวเอง แล้วเราจะมีเครดิตพอให้เปลี่ยนคนอื่นได้”

—–

ที่ผมเล่ามาเป็นเพียง 50% จากสิ่งที่ได้รับจากพี่โจ้ในวันนั้น เป็น WeShare หนึ่งชั่วโมงครึ่งที่อัดแน่นไปด้วยสาระและบันเทิง

ผมหวังว่าความลับของฟ้าครั้งนี้จะเป็นเพียงภาคแรก เพราะทาง Wongnai คงจะขอเชิญพี่โจ้มาแบ่งปันประสบการณ์อีกครั้งในอนาคตอันใกล้

ขอบคุณพี่โจ้ ธนา เธียรอัจฉริยะ มากๆ ครับ

—–

ป.ล. ขอบคุณเมศร์ พรหมเมศร์ ศิริสุขวัฒนานนท์ – Editor in Chief ของ BrandInside.asia ที่เชิญพี่โจ้มา WeShare ครับ ดูวีดีโอที่เมศร์สัมภาษณ์พี่โจ้ได้ในตอน มืออาชีพต้องคิดถึงจุดจบ

ใครอยากอ่านความคิดของพี่โจ้อีก ลองตามเพจของพี่โจ้ที่ชื่อ เขียนไว้ให้เธอ ครับ