เหตุผลที่เราควรงีบตอนบ่าย

20200726

ช่วงนี้กิจวัตรวันสุดสัปดาห์ที่ผมกับแฟนโปรดปรานเป็นพิเศษคือการนอนกลางวันพร้อมลูกๆ

(ณ ตอนที่ผมเขียนบทความนี้ ลูกๆ กับแฟนก็ยังนอนอยู่)

เราคงเคยได้ยินมาว่าหลายประเทศในยุโรปและอเมริกาใต้ วัฒนธรรมการนอนกลางวันยังแข็งแรงอยู่ การงีบตอนบ่ายนั้นมีชื่อเรียกที่เราคุ้นหูว่า siesta (ซีเอสต้า)

ในหนังสือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ผู้เขียนบอกว่า สมัยเด็กๆ ที่เขาไปเที่ยวประเทศกรีซนั้น ป้ายตามร้านรวงต่างๆ มักจะเขียนบอกว่าเปิดตอน 9 โมงถึงบ่ายโมง ปิดตอนบ่ายโมงถึงห้าโมงเย็น และเปิดอีกทีตอนห้าโมงถึงสามทุ่ม เพราะช่วงบ่ายเจ้าของร้านต้องงีบเอาแรงนั่นเอง

แต่ป้ายเหล่านี้ค่อยๆ หายไปเรื่อยๆ ตามแรงผลักดันของทุนนิยมที่เรียกร้องให้ร้านในกรีซเปิดให้บริการตลอดทั้งวัน จนทีมวิจัยของ Stanford ตัดสินใจศึกษาว่ามันส่งผลกระทบอย่างไรบ้างด้วยการติดตามกลุ่มตัวอย่าง 23,000 คนในกรีกเป็นเวลา 6 ปี โดยกลุ่มตัวอย่างนี้มีอายุตั้งแต่ยี่สิบกว่าๆ จนไปถึงแปดสิบกว่า

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ กลุ่มตัวอย่างที่เลิกนอนกลางวันไปนั้นมีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเพิ่มขึ้น 37% เมื่อเทียบกับคนที่ยังนอนกลางวันเป็นประจำ โดยความแตกต่างนี้ยิ่งชัดขึ้นไปอีกในกลุ่มผู้ชายใช้แรงงานที่มีโอกาสเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจเพิ่มขึ้นถึง 60%

แต่ในเมืองที่วัฒนธรรม siesta ยังคงเหนียวแน่นอย่างเกาะ Ikaria ผู้ชายในเมืองนี้มีโอกาสอายุถึง 90 ปีมากกว่าผู้ชายอเมริกันถึง 4 เท่า

การนอนกลางวันคงไม่ใช่แค่เพียงปัจจัยเดียวสำหรับอายุที่ยืนยาว แต่ส่วนตัวผมเองคิดว่าการนอนกลางวันเป็นหนึ่งในอุปนิสัยที่ดีที่เราควรมีติดตัวเอาไว้

และแน่นอนว่าการนอนกลางวันในที่ทำงานยังเป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ในองค์กรส่วนใหญ่ แต่อย่างน้อย Google, NASA และ Huffington Post ก็ช่วยกรุยทางด้วยการมี napping pod หรือเก้าอี้งีบให้กับพนักงานแล้ว

ระหว่างนี้เราก็คงต้องนอนกลางวันในช่วงวันหยุดไปพลางๆ ก่อนนะครับ

อย่าใจร้ายกับตัวเองเกินไป

20200724c

ความตั้งใจที่จะทำทุกๆ อย่างให้ออกมาดีนั้นเป็นเรื่องน่าชื่นชม

แต่ดีเกินดีคือไม่ดี นิสัยหรือ character บางอย่างถ้าเรามีมากเกินไปสุดท้ายมันจะกลับมาทำร้ายเราเอง

พระท่านถึงบอกว่า ไม่ต้องเป็นคนดีหรอก เพราะเป็นอะไรมันก็ทุกข์ทั้งนั้น

ไม่ต้องเป็นคนดี แค่ทำดีก็พอ

เมื่อทำดีแล้ว ทำเต็มที่แล้ว สุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรมันอยู่นอกเหนือความควบคุมของเรา ถ้ามันไม่ได้ออกมาดีอย่างที่หวัง ก็ขอให้เรียนรู้ในความผิดพลาดเพื่อจะหาทางแก้ไขในคราวต่อไป

แต่อย่าเอาผลลัพธ์ที่ไม่ได้ดั่งใจนั้นมาเฆี่ยนตีตนเอง เพราะการทำอย่างนั้นไม่ได้มีประโยชน์กับใครเลย

จริงจังกับการกระทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ครับ

ปล่อยวางก่อนเปลี่ยนแปลง

20200724b

เพราะบางทีการไปบอกให้คนๆ หนึ่งปล่อยวางตอนที่สูญเสียไปแล้วนั้นมันอาจจะช้าเกินไป

เหมือนเพื่อนเพิ่งอกหักใหม่ๆ การบอกให้เขาปล่อยวางนั้นแทบไม่ช่วยอะไรเลย เพราะมันยึดไปแล้ว เสียใจไปแล้ว ปล่อยวางจึงเป็นเพียงคำพูดที่ฟังแล้วเข้าใจแต่ทำตามไม่ได้

สิ่งที่ควรจะทำมากกว่าคือปล่อยวางตั้งแต่ตอนที่มันยังดีๆ อยู่

มองให้เห็นว่าของที่เรามี คนที่เราอยู่ด้วย และหัวโขนที่เราสวมใส่อยู่นั้นมันจะไม่ได้อยู่กับเราไปตลอด เราอาจสูญเสียมันไปได้ทุกเมื่อ

ฝึกซ้อมปล่อยวางบ่อยๆ แล้วจะได้ประโยชน์อย่างน้อยสองข้อ

หนึ่ง คือเรามีแนวโน้มที่จะปล่อยวางได้ง่ายขึ้นในวันที่การเปลี่ยนแปลงมาถึง

สอง คือเราจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามี และจะได้ทะนุถนอมมันอย่างดีที่สุดครับ

นิทานแต่งงาน

20200724

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กหนุ่มคนหนึ่งตกหลุมรักอย่างหัวปักหัวปำ เลยไปเล่าให้พ่อฟังว่าเขาอยากแต่งงานกับผู้หญิงคนนี้

พ่อตบหน้าลูกอย่างแรง

“พ่อตบผมทำไมครับ”

“ขอโทษพ่อก่อน”

“ขอโทษเรื่องอะ-”

พ่อตบหน้าลูกอีกครั้ง แรงพอๆ กับครั้งแรก

ลูกชายน้ำตารื้น พ่อไม่เคยลงไม้ลงมือกับเขามาก่อนเลย

“ขอโทษพ่อเดี๋ยวนี้”

“แต่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมทำอะไรผิ-”

พ่อตบหน้าลูกเป็นครั้งที่สาม

“ขอโทษเดี๋ยวนี้”

“โอเคครับพ่อ…ผมขอโทษครับ”

พ่อดูผ่อนคลายลง เดินเข้าไปโอบไหล่ลูกชาย

“พ่อขอโทษที่ตบลูกนะ แค่อยากให้ลูกรู้ว่าชีวิตคู่มันก็จะฟีลประมาณนี้แหละ บางทีเราก็ต้องลืมเรื่องเหตุผลและเรื่องศักดิ์ศรี แล้วก็แค่เอ่ยปากขอโทษ แม้ว่าเราจะเป็นฝ่ายถูก แม้ว่าเราจะไม่เข้าใจ แม้จะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเราผิดตรงไหน”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora:
Geoffrey Verity Schofield’s answer to What’s the most disturbing truth about marriage?

ทำไมคนรวยบางคนไม่อวดรวย

20200722

เมื่อเรามองไปยังคนที่รวยมากๆ เราจะเห็นคนรวยอยู่สองกลุ่ม

กลุ่มแรกคือกลุ่มที่ซื้อสินค้าที่บอกให้โลกรู้ว่าฉันรวยนะ กลุ่มนี้มักจะเป็นศิลปินหรือนักกีฬา

ไมเคิล แจ็กสันซื้อคฤหาสน์ Neverland ในราคา $19.5 ล้านในปี 1987 ซึ่งเทียบเท่ากับ $44.5 ล้าน หรือ 1400 ล้านบาทในปัจจุบัน

นักฟุตบอลชื่อดังในพรีเมียร์ลีกนั้นซื้อรถหรูกันเป็นว่าเล่น ใครไม่มีสปอร์ตคาร์จะถูกหาว่าเชย ตอนที่คาร์ลอส เตเบสย้ายมาอยู่แมนยูใหม่ๆ เตเบสขับรถ Audi แล้วโดนเพื่อนร่วมทีมล้อ เวย์น รูนีย์เลยให้เตเบสยืมรถลัมโบกินีไปขับพลางๆ ระหว่างที่เตเบสเก็บตังค์เพื่อซื้อรถสปอร์ตของตัวเองได้

ส่วนนักกีฬาที่น่าจะอวดรวยที่สุดในยุคนี้น่าจะเป็น Floyd May Weather Junior นักมวยที่ห้อยสร้อยคอทองคำหนัก 11 กิโล ซื้อเคสไอพอดราคา $50,000 รถราคา $4.7 ล้านเหรียญ นาฬิกาเรือนละ $18 ล้าน และเครื่องบินส่วนตัวราคา $60 ล้าน

กลุ่มที่สองคือกลุ่มที่ไม่ได้อวดรวยแบบกลุ่มแรก กลุ่มนี้มักจะเป็นผู้ประกอบการ

ลองมาดูรถของนักธุรกิจที่รวยที่สุดในโลกกัน

Larry Page ขับ Toyota Prius

Mark Zuckerberg ขับ Acura TSX ราคา $30,000

Jeff Bezos ขับ Honda Accord

Jack Ma ขับ Roewe RX5 SUV ราคา $15,000

ทำไมนักธุรกิจที่ร่ำรวยกว่านักกีฬาตั้งหลายเท่าถึงมัธยัส์กว่า?

หนึ่งในคำอธิบายก็คือ “ความร่ำรวย” ของนักธุรกิจนั้นอยู่ในรูปแบบ “หุ้นในบริษัท” ที่เขาเป็นเจ้าของอยู่ ในขณะที่ความร่ำรวยของนักกีฬานั้นมักจะมาในรูปแบบเงินสดจากค่าตัวและค่าสปอนเซอร์ ดังนั้นนักธุรกิจจึงไม่ได้มีกระแสเงินสดเข้าบัญชีส่วนตัวมากเท่าศิลปินหรือนักกีฬา

แต่อีกหนึ่งคำอธิบายที่ผมชอบมากก็คือ นักธุรกิจเหล่านี้ร่ำรวยขึ้นมาได้เพราะเขาใช้สมองและใช้เงินอย่างชาญฉลาด ดังนั้นเขาจะไม่ใช้เงินไปอย่างสิ้นเปลือง (และดูไม่ฉลาด) เพราะมันจะขัดกับตัวตนของเขา – they got rich by being smart so they won’t spend money in a stupid way.

แต่ไม่ใช่ว่าพวกเขาเหล่านี้จะไม่ใช้ของแพงๆ เลยนะครับ เสื้อสีเทาที่ Mark Zuckerberg ใส่เป็นประจำนั้นราคาตัวละ $300-$400 และเขาเองก็ซื้อบ้านพักตากอากาศไว้หลายหลัง (ซึ่งถ้าขายไปก็คงจะได้กำไรไม่น้อย)

ผมเชื่อว่าคนรวยเหล่านี้พร้อมจ่ายเงินเพื่อให้ได้ของที่คุ้มค่า โดยไม่จำเป็นต้องอวดความร่ำรวย เพราะเขาคงไม่ได้ต้องการให้ผู้คนยอมรับในความรวยของพวกเขา แต่อยากคนให้ยอมรับในผลงานและมันสมองของพวกเขามากกว่าครับ

—–

ขอบคุณรูปจาก Flickr: Mark Zuckerberg by JD Lasica 

ขอบคุณข้อมูลจาก:

Daily Star: Wayne Rooney lent Carlos Tevez his Lamborghini after Man Utd squad laughed at his Audi

Business Insider:
The 11 most extravagant things Floyd Mayweather has spent his millions on
You can now buy a replica of Mark Zuckerberg’s crazy expensive plain grey t-shirt for $46

CNBC: 9 billionaires who drive cheap Hondas, Toyotas and Chevrolets

การทำงานคือการทรมานกิเลส

20200721b

ขึ้นชื่อว่าการทำงานนั้นมันมีทั้งเรื่องที่เราอยากทำและเรื่องที่เราไม่อยากทำ

แต่ถ้าเรามองงานที่เราไม่อยากทำให้เป็นแบบฝึกหัด เราก็จะทุกข์ใจกับมันน้อยลง

อยากนอนก็นอนไม่ได้ เพราะต้องตื่นไปทำงาน

อยากเข้าเว็บทั้งวันก็ไม่ได้ เพราะมีงานต้องส่ง

อยากไปเที่ยวเล่นจนดึกดื่นก็ไม่ได้ เพราะยังไม่ใช่วันศุกร์

เมื่อกิเลสสั่งให้เราทำอะไรแล้วเราไม่ทำตาม นั่นคือการทรมานกิเลส ทำให้กิเลสอ่อนแรงลง

พระพุทธเจ้าบอกว่ามนุษย์มีความทุกข์เพราะมนุษย์นั้นมีตัณหา

หากเราอยากมีความสุขจริงๆ การปรนเปรอกิเลสมีแต่จะพาเราออกห่างจากเป้าหมาย วิธีที่จะได้ผลคือการลดทอนกิเลสต่างหาก

ดังนั้น การทำงานที่เราไม่ชอบ นอกจากได้เงิน ได้ทักษะ และได้ความอดทนแล้ว เรายังจะได้ความสุขมากขึ้นเพราะกิเลสที่โดนขัดเกลาครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ไอน์สไตน์กล่าวไว้ไม่ผิด

20200721

มนุษย์ทุกคนล้วนต้องการความสุข

สิ่งที่เราทำอยู่ทุกๆ วันนี้ก็เพราะว่าเราต้องการความสุข

เรียนจบแล้วจะมีความสุข มีแฟนสวยแล้วเราจะมีความสุข มีงานดีแล้วจะมีความสุข มีรถขับแล้วจะมีความสุข

แอปทั้งหลายแหล่ ธุรกิจต่างๆ ล้วนถูกสร้างมาเพื่อให้มนุษย์มีชีวิตที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยหวังว่าเมื่อชีวิตดีขึ้นแล้ว สะดวกสบายขึ้นแล้ว เราจะมีความสุขมากขึ้น

แต่ไม่ว่าเราจะได้อะไรมา ไม่ว่าเราจะมีแอปกี่ตัว ความสุขของเราก็จะกลับมาอยู่ที่ 7/10 อยู่ดี

แล้วเราก็ยังหวังอีกว่า ถ้าเราได้ …. (เติมคำในช่องว่าง) เราจะมีความสุขระดับ 9 หรือ 10 เต็ม 10 แน่นอน

ไอน์สไตน์จึงกล่าวไว้ไม่ผิด* ว่ามีแต่คนบ้าเท่านั้นที่จะทำอะไรเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าแล้วหวังว่าผลลัพธ์จะต่างจากที่เคย

Insanity is doing the same thing over and over again and expecting a different result.

ตั้งสติให้ดี ดูว่ามีสิ่งใดที่เรายังไม่เคยทำบ้าง แล้วลองทำสิ่งนั้นดู

เผื่อว่ามันจะนำความสุขมาให้เราได้จริงๆ เสียทีครับ

—–

* ผมก็เพิ่งรู้วันนี้ว่าจริงๆ แล้วไอน์สไตน์ไม่เคยกล่าวประโยคนี้เลย จึงขอใช้รูปไอน์สไตน์ตัวปลอม อ่านรายละเอียดได้ที่ Quote Investigator ครับ

ถ้ารู้ตัวว่ากำลังอู้งาน

20200720

ลองเปลี่ยนที่นั่งทำงานดู

เพราะคนเราเป็นผลผลิตแห่งความเคยชิน

สภาพแวดล้อมจะเป็นเหมือนผู้กำกับที่คอยให้คิวการแสดงกับเรา

ทั้งสิ่งที่เราเห็น เสียงที่เราได้ยิน กลิ่นที่เราสัมผัส

เมื่อผู้กำกับยังเป็นคนเดิม เราจึงแสดงได้แต่บทเดิมๆ

แต่เมื่อใดก็ตามที่เราเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเสียใหม่ เราจะได้ผู้กำกับคนใหม่ที่พร้อมจะฟังนักแสดงมากขึ้น

มีน้องคนนึงในทีมตั้งใจจะเขียนบล็อกลง Life@Wongnai ทำอยู่หลายสัปดาห์ก็เขียนไม่จบเพราะมีคนมาคอยขัดจังหวะตลอด ผมเลยบอกว่างั้นเช้านี้ให้เข้าไปนั่งเขียนในห้องประชุม ถ้าเขียนดราฟท์แรกไม่เสร็จห้ามออกมา

แล้วภายในเวลาแค่ชั่วโมงกว่าๆ เธอก็เขียนบทความจบจนได้ แถมยังเป็นบทความที่มีคนอ่านติด Top 10 ของ Life@Wongnai อีกด้วย

ถ้ารู้ตัวว่ากำลังอู้งาน ลองเปลี่ยนที่นั่งทำงานดูครับ

(แต่ถ้าเปลี่ยนแล้วอู้กว่าเดิม ก็แสดงว่าเลือกที่นั่งผิดนะครับ)

7 เคล็ดลับสำหรับยอดนักขาย

20200719

วันก่อนผมอ่านเจอคำแนะนำการเป็นนักขายที่ดีของ Colin Dowling ชอบมาก เลยอยากเอามาแชร์ให้ทุกคนครับ

1. การขายก็เหมือนกับการเล่นกอล์ฟ เราอาจทำให้มันยากเสียจนทำอะไรไม่ถูก หรือไม่ก็แค่เดินไปที่แท่นแล้วก็หวดลูกกอล์ฟ ผมดูแลทีมเซลส์มาเกือบ 20 ปีและคำแนะนำของผมก็คือจงเดินไปที่แท่นแล้วก็หวดลูกกอล์ฟซะ

2. การขายเป็นเรื่องของคนและเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับ solutions หรือเทคโนโลยี หรือการเขียนโค้ดเลย มันเป็นเรื่องของคนและเรื่องการแก้ปัญหาล้วนๆ

3. คนเราซื้อแค่ 4 อย่าง – ย้ำว่าแค่ 4 อย่างนี้เท่านั้น – เวลา เงิน เซ็กส์ และการถูกยอมรับ/ความสบายใจ ถ้าคุณพยายามจะขายอะไรนอกเหนือไปจากนี้คุณจะล้มเหลว

4. คนจะซื้อยาพาราเซตามอลเสมอ คนจะซื้อวิตามินแค่บางเวลาเท่านั้น แถมยังคาดเดาไม่ได้ด้วยว่าจะซื้อเมื่อไหร่ จงขายยาพารา

5. เวลาผมไปบรรยายผมจะพูดเสมอว่า “ถ้าทุกอย่างเท่ากัน (ราคา,คุณภาพ) คนจะซื้อจากเพื่อนตัวเอง” ดังนั้นจงทำให้ทุกอย่างทัดเทียมกับคู่แข่ง จากนั้นก็ออกไปสร้างเพื่อนให้เยอะๆ

6. สิ่งเดียวที่จำเป็นต่อการการขายคือเราต้องทำตัวให้มีประโยชน์ ใครติดอะไรก็จงช่วยเหลือเขา อ่านเจออะไรดีๆ ก็ส่งให้เขาอ่าน เขียนการ์ดวันเกิด อัดไอเดียการสร้างความเจริญเติบโตลงวีดีโอแล้วส่งให้เขาดู แนะนำคนให้ได้รู้จักกัน จากนั้นก็ถอยฉากออกมาโดยไม่ต้องไปคาดหวังอะไร ถ้าคุณทำอย่างนี้เป็นประจำและด้วยความจริงใจ ผมสัญญาว่าผู้คนจะหาทางเอาเงินมาให้คุณเอง

7. ไม่มีใครสนใจเรื่องเป้าของคุณ หรือเรื่องเงินเดือนของคุณ หรือเรื่องค่าใช้จ่ายของคุณ ฯลฯ ไม่มีใครสนเลย เขาสนแค่ว่าคุณจะแก้ปัญหาให้เขายังไงได้บ้าง

โลกใบนี้มีเงิน 100 ล้านล้านดอลลาร์หมุนเวียนอยู่ รอให้คุณเข้าไปดอมดม ขอให้คุณโชคดี

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก James Clear: 3-2-1: On learning from mistakes, complaining, and getting better at sales

วิธีทำลายความฝันให้หมดจด

20200718

พี่เมฆ เกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและ CEO บริษัท Index Creative Village เคยให้สัมภาษณ์ไว้กับ a day BULLETIN เมื่อปี 2555 ว่า

“เราไม่จำเป็นต้องได้ทุกอย่าง 100% เช่น เราเป็นคนชอบสะสมกีตาร์เบส เราเห็นกีตาร์ตัวหนึ่ง เราก็อยากได้ ไปตามหาหลายประเทศมาก ซึ่งในที่สุดก็ได้มา พอได้มามันก็จบ และมองหาตัวอื่นต่อเป็นตัวที่สาม คิดไปคิดมาก็บอกตัวเองว่าไม่มีเหตุผลที่จะต้องซื้อ มีสองตัวรุ่นเดียวกันก็เยอะพอแล้ว จะไปมีทำไมเป็นตัวที่สาม ในอีกแง่หนึ่งก็บอกตัวเองว่า นี่มันคืออีกสิ่งหนึ่งที่ตามหามาทั้งโลกเลยนะ สุดท้ายก็ติดสินใจว่าไม่เอาก็ได้ ความสุขมันอยู่ที่ตรงนี้มากกว่า ตรงที่เราเป็นคนเลือกที่จะเอาหรือไม่เอามันด้วยตัวเอง คือเรากลายเป็นคนเลือก เราไม่ได้เป็นทาสของมัน…การเอาชนะตัวเองด้วยการไม่ซื้อมันก็เป็นความสุขอย่างหนึ่ง ประมาณว่า เห็นไหม กูมีปัญญา แต่กูไม่ซื้อมึง มึงก็รอของมึงต่อไป จนทุกวันนี้ผมหยุดซื้อกีตาร์มาเป็นปีแล้ว เบื่อ เพราะบางครั้งซื้อมาก็ไม่ได้เล่น แต่ถึงยังไงผมก็ยังเหมือนเดิมตรงที่ไม่ว่าจะไปประเทศไหนก็ต้องไปร้านกีตาร์ ไปยืนดู ไปดมกลิ่น มีความสุข ซื้อไม่ซื้อก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง”

—–

เมื่อประมาณ 7 ปีที่แล้ว ผมได้ไปเที่ยวเกียวโตกับแฟน และได้ไปทานร้านซูชิสายพานชื่อ Musashi ที่อยู่ตรงสถานีรถไฟเกียวโต ร้านนี้เป็นร้านดังใน Tripadvisor ต้องต่อคิวราวครึ่งชั่วโมงถึงจะได้กิน ผมตื่นตาตื่นใจมากเพราะซูชิจานละสองคำราคาแค่ไม่กี่สิบบาทแถมยังคุณภาพดีกว่าซูชิที่เคยได้กินที่เมืองไทย วันนั้นผมน่าจะซัดไปไม่น้อยกว่า 40 คำ เป็นมื้ออาหารที่ฟินมากๆ และบอกตัวเองกับแฟนว่าถ้าได้กลับมาเกียวโตอีกจะต้องมาซ้ำร้านนี้ให้ได้

กลับมาได้ไม่นานเราก็แต่งงาน แล้วแฟนก็ตั้งท้อง แล้วเราก็มีลูกสองคน จึงไม่ได้เดินทางไปไหนไกลๆ เลย ผมก็ได้แต่ภาวนาว่าร้าน Musashi จะไม่ปิดไปเสียก่อน

เมื่อปีที่แล้ว เมื่อลูกเราโตพอที่จะฝากคนอื่นช่วยดูได้ เราจึงตัดสินใจไปเที่ยวญี่ปุ่นกันสองคน และคราวนี้เราใช้เกียวโตเป็นฐานที่มั่น จองโรงแรมใกล้สถานีเกียวโต 7 คืนรวด แน่นอนว่านอกจากเรื่องเดินทางสะดวกแล้ว ก็เพราะจะได้เดินมากินร้าน Musashi ตอนไหนก็ได้ แฟนบอกผมว่าอนุญาตให้กินเท่าไหร่ก็ได้ จะมาซ้ำสองสามรอบก็ได้ตามที่ต้องการ

วันที่เรากลับไปร้าน Musashi ตอนนั้นเวลาเพิ่ง 11 โมง คิวยังไม่ยาวมาก รอแค่ 10 นาทีก็ได้เข้าไปนั่งแล้ว บรรยากาศยังคึกคักเหมือนเดิม เราสองคนได้ไปนั่งเกือบสุดสายพาน สั่งซูชิมาหลายรูปแบบตามที่ใจอยาก

แต่ปรากฎว่าคราวนี้มันไม่ฟินเหมือนอย่างที่เคย

ตอนที่มากินมูซาชิครั้งแรก เมืองไทยยังมีแค่ร้านญี่ปุ่นแบบเชนอย่าง Zen และ ฟูจิ อยู่เลย ส่วนร้านแบบ stand alone ก็มักจะราคาแพงจนเอื้อมไม่ถึง พอได้กินที่ Musashi จึงรู้สึกว่าปลาคุณภาพดีกว่าที่เราเคยกิน แถมราคาก็ถูกกว่ามาก จึงได้ความประทับใจกลับไปเต็มกระเป๋า

แต่หลายปีที่ผ่านมา ร้านอาหารญี่ปุ่นเกิดใหม่เยอะมาก ราคาก็ถูกลง ผมเลยมีโอกาสได้กินอาหารญี่ปุ่นคุณภาพดีอยู่เรื่อยๆ พอได้มากินซูชิของ Musashi เป็นครั้งที่สอง มันก็เลยไม่ว้าวอีกต่อไปแล้ว จริงๆ ต้องบอกว่าหลายจานอร่อยสู้ที่เมืองไทยไม่ได้ด้วยซ้ำ

ความไม่ว้าวนี้เองที่ทำให้ผมไม่ได้กลับไปซ้ำ Musashi เป็นครั้งที่สาม แม้ว่าจะพักอยู่ใกล้ร้านแบบเดิน 10 นาทีถึงอยู่ถึง 1 สัปดาห์เต็ม

ความฝันที่ผมพกพามันไว้มาตลอด 7 ปีสิ้นสุดลงแค่ตรงนี้

—–

Mark Mansion ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือ Everything is F*cked, A Book About Hope ว่า

In this sense, success is in many ways far more precarious than failure. First, because the more you gain the more you have to lose, and second, because the more you have to lose, the harder it is to maintain hope. But more important, because by experiencing our hopes, we lose them. We see that our beautiful visions for a perfect future are not so perfect, that our dreams and aspirations are themselves riddled with unexpected flaws and unforeseen sacrifices.

Because the only thing that can ever truly destroy a dream is to have it come true.

วิธีทำลายความฝันให้หมดจด คือการทำให้มันเป็นจริงขึ้นมา…

Life coach หลายคนบอกว่า เราต้องมีเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ และมุ่งมั่นที่จะไปให้ถึง เราฟังแล้วเราก็กังวลว่าแล้วถ้าไปไม่ถึงล่ะมันจะไม่เหนื่อยเปล่าหรือ

แต่ในความเป็นจริง แม้จะไปถึงสิ่งที่เราตั้งไว้ มันก็ยังมีปัญหาอยู่ดี หนึ่งคือมันไม่ได้ฟินอย่างที่เราเคยคิด สองคือเมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วเราก็เหมือนสูญเสียเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของเราที่เป็นเหมือนดาวเหนือนำทางมาโดยตลอด สาม เราก็เลยต้องหาฝันที่ใหญ่และยากกว่าเดิมต่อไป กลายเป็นหนูถีบจักรที่เหนื่อยหนักกว่าเดิม

เมื่อรู้ดังนี้ บางทีเราจึงควรให้ความสำคัญกับการได้เดินสู่เป้าหมายมากกว่าการบรรลุเป้าหมายด้วยซ้ำไป

ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขกับการเดินทาง โดยไม่จำเป็นต้องดิ้นรนหรือร้อนรนเพื่อไปให้ถึงปลายทางครับ

—–

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/