เมื่อลูกทนไม่ไหว

20181202_canttakeit

วันก่อน “อาเข้ม” ซึ่งเป็นน้องชายแท้ๆ ของพ่อผมนำข้อความนี้มาโพสต์ลงในห้อง LINE ของตระกูลฝั่งพ่อ

“เมื่อคืนก่อนนอน ขุนน้ำ (10ขวบ) แอบเขียนโน้ตไว้บนโต๊ะทำงาน เพิ่งมาเห็นตอนเช้านี้ครับ”

ขุนน้ำคือชื่อลูกคนเล็กของอาเข้ม ข้อความที่ขุนน้ำเขียนให้อาเขมนั้นสั้นๆ แต่สร้างแรงสั่นสะเทือนไม่น้อย

“วันที่ 29 พฤศจิกายน 2561 เป็นวันที่แม่พ่อเล่นโทรศัพท์ ไม่สนใจน้อง เลยทำให้น้องไม่ทนแล้ว ….”

ผมตั้งใจจะเขียนบล็อกเรื่องตั้งแต่ตอนกลางวัน แต่พอเปิดคอมขึ้นมาถึงเพิ่งฉุกคิดได้ว่า “ปรายฝน” ลูกสาวของผมเองก็กำลังนั่งเล่นตัวต่ออยู่ข้างๆ และรบเร้าให้ผมเล่นกับเธอด้วย ถ้าผมเอาแต่เขียนบล็อก ผมก็จะกลายเป็นพ่อไม่สนใจลูกไปด้วยอีกคน เลยตัดสินใจปิดคอมและเล่นกับปรายฝนแทน จนเพิ่งมาได้ฤกษ์เขียนเอาตอนดึกดื่นป่านนี้

ลูกคือสมบัติที่มีค่ามากที่สุดของคนเป็นพ่อเป็นแม่ อย่าให้เขารู้สึกว่าเรารักมือถือหรือรักงานมากกว่าที่รักเขาเลยนะครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

เราทุกคนเป็นนักวิ่งผลัด

20181201_relay

ใครที่ใช้ทางด่วนศรีรัชอยู่เป็นประจำ คงจะพอจะทราบว่าการทางพิเศษแห่งประเทศไทยกำลังมีโครงการลดค่าทางด่วน 5 บาท สำหรับผู้ใช้ Easy Pass ที่ด่านอโศก 4 (ด่าน 50 บาท) ช่วงชั่วโมงเร่งด่วน โดยเริ่มต้นวันที่ 1 พ.ย. ไปจนถึง 28 ธ.ค. 2561

วันนี้แคมเปญดำเนินมาได้ครึ่งทางพอดี ผมจึงสอบถามไปยังการทางพิเศษ และได้ข้อมูลมาดังนี้

ก่อนเริ่มแคมเปญ มีคนใช้ Easy Pass ด่านอโศกชั่วโมงเร่งด่วน เฉลี่ย 7907 คัน คิดเป็น 51.4% (จ่ายเงินสด 7475 คัน)

ในเดือนที่ผ่านมา มีคนใช้ Easy Pass เฉลี่ย 8128 คัน คิดเป็น 52.15% (จ่ายเงินสด 7458 คัน)

โดยเป้าหมายของการทางพิเศษคืออยากให้คนหันมาใช้ Easy Pass ถึง 60% หรือต้องมีรถที่จ่ายเงินสดหันมาใช้ Easy Pass อีกประมาณ 1500 คัน

ใครยังไม่ได้ใช้ Easy Pass ขอเชียร์ให้ลองออกไปซื้อกันนะครับ วันนี้วันหยุด รถไม่เยอะ วิ่งผ่านด่านแล้วชิดซ้ายจอดรถลงไปซื้อได้เลย หรือใครไม่อยากเสียค่าทางด่วนก็ไปจอดรถที่ลานจอดรถด่านอโศก 4 แล้วเดินขึ้นบันไดไปซื้อบัตรได้เช่นกันครับ https://goo.gl/rLVAy1

—–

หนึ่งเดือนที่แล้ว ก่อนที่แคมเปญนี้จะเริ่ม ผมได้รับเชิญให้ไปร่วมงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการด้วย

ตอนที่นักข่าวถามความเห็นผมว่า รู้สึกอย่างไรที่ได้มีส่วนจุดประกายให้เกิดโครงการนี้ขึ้นมา ผมตอบว่าผมรู้สึกเหมือนพวกเราเป็นนักวิ่ง 4×100

ผมเริ่มจุดประเด็นนี้ขึ้นมาเมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ด้วยการเขียนบล็อกเชียร์ให้คนหันมาใช้ Easy Pass เพิ่มขึ้น 3,000 คัน เพื่อบรรเทาปัญหารถติดบนทางด่วนพระราม 9

จากนั้นในเดือนกุมภาพันธ์ปีนี้ คุณโหน่ง วิศรุต เคหะสุวรรณ แห่งเพจคิดด้วยภาพ The Back of the Napkin Thailand ก็นำเรื่องราวมาเล่าเป็นภาพจนมีคนแชร์ไปสามพันกว่าครั้ง

และในเดือนมิถุนายน คุณหนุ่ย พงศ์สุข แห่งแบไต๋ ไฮเทคก็นำเนื้อหาไปต่อยอดเป็นวีดีโอที่มีคนดูถึงสี่แสนคน

พอปลายเดือนตุลาคม การทางพิเศษแห่งประเทศไทยก็คลอดแคมเปญนี้ออกมา

ผมเป็นไม้หนึ่ง คุณโหน่งเป็นไม้สอง คุณหนุ่ยเป็นไม้สาม และการทางฯ เป็นไม้สี่

และผมว่าประชาชนที่อยู่ละแวกเดียวกับผม จะช่วยกันเป็นไม้ห้า ไม้หก และไม้ต่อๆ ไป

การที่แต่ละคนซึ่งไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาวิ่งผลัดในทีมเดียวกันได้ ต่างฝ่ายต่างก็ใช้ความถนัดและความสามารถที่ตัวเองมีเพื่อทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ต่อคนหมู่มาก ผมว่ามันเป็นสิ่งสวยงามนะครับ

ยิ่งตอนนี้โลกของเราเชื่อมโยงกันด้วยอินเตอร์เน็ต เราทุกคนจึงเป็นนักวิ่งผลัดไปโดยปริยาย

ไม้วิ่งผลัดที่เราส่งต่อกันอาจเป็นข่าวลวง เสียงก่นด่า หรือเรื่องราวที่ไม่สร้างการผลิตก็ได้

หรือมันอาจจะเป็นความรู้ เสียงหัวเราะ หรือแรงบันดาลใจให้คนอื่นๆ ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างก็ได้

ในเมื่อเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นนักวิ่งผลัดได้แล้ว ผมก็ได้แต่หวังว่าเราจะเลือกส่งต่อสิ่งดีๆ ให้แก่กันและกัน

เพราะสุดท้าย คนเราน่าจะเกิดมาเพื่อทำให้ชีวิตของคนอื่นและชีวิตของตนเองดีขึ้นไม่ใช่หรือ?

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานเศษกระดาษ

20181130_paper

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายชราคนหนึ่งปล่อยข่าวว่าเพื่อนบ้านเป็นขโมย จนทำให้ชายหนุ่มถูกจับ

หลายวันต่อมา เมื่อได้พิสูจน์ว่าตัวเองบริสุทธิ์ ชายหนุ่มจึงได้รับการปล่อยตัวและตัดสินใจฟ้องร้องชายชราที่กล่าวหาเขาผิดๆ

ในศาล ชายชราขอความเห็นใจผู้พิพากษา

“มันเป็นแค่ความเห็น ผมไม่ได้ไปทำร้ายใคร”

ผู้พิพากษาจึงสั่งชายชรา

“เขียนคำพูดทั้งหมดที่เจ้าพูดเกี่ยวกับเขาลงในกระดาษ ตัดเป็นชิ้นเล็ก ๆ โปรยออกจากหน้าต่างรถระหว่างทางกลับบ้าน แล้วกลับมาฟังคำตัดสินพรุ่งนี้”

วันรุ่งขึ้น ผู้พิพากษากล่าวกับชายชราว่า

“เจ้าจงไปเก็บเศษกระดาษที่โปรยไว้เมื่อวานกลับมาก่อน แล้วจึงค่อยฟังคำตัดสิน”

“ศาลที่เคารพ ผมจะทำได้อย่างไร ป่านนี้ลมคงพัดเศษกระดาษกระจายไปทั่ว ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันปลิวไปไหนบ้าง” ชายชราประท้วง

ผู้พิพากษาจึงตอบว่า

“ในทำนองเดียวกัน คำพูดหรือความเห็นธรรมดา สามารถทำลายชื่อเสียงของคนคนหนึ่งถึงขั้นที่คนคนนั้นไม่สามารถกู้คืนได้ ถ้าพูดดีเกี่ยวกับคนอื่นไม่ได้ ก็จงอย่าพูดอะไรเลย”

ผู้พิพากษาหยุดชั่วครู่ ก่อนกล่าวต่อ

“การซุบซิบเลวร้ายกว่าการขโมย เพราะมันขโมยศักดิ์ศรี ชื่อเสียง และความน่าเชื่อถือของคนอื่นซึ่งเขาไม่อาจกู้กลับคืนมาได้ เมื่อเท้าเจ้าก้าวพลาด ยังกลับมาทรงตัวได้ใหม่ แต่เมื่อลิ้นเจ้าพลาด พูดจาพล่อยๆ ออกไป เจ้าไม่มีวันเอาคำพูดของเจ้าคืนมาได้เลย”

—–

ขอบคุณนิทานที่แม่ส่งมาให้ทางไลน์

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

อย่าเป็นคนอ่อนหัด

20181128_ornhud

เมื่อสี่ปีที่แล้ว คุณชัชชาติ สิทธิพันธุ์ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมขณะนั้น กำลังดังในโลกโซเชี่ยลด้วยฉายา “รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในปฐพี” และเกิดประโยคฮิตที่ว่า

อ่อนหัด มีความตั้งใจแต่ยังอ่อนหัด

ถ้าแปลตามความรู้สึก คำว่าอ่อนหัดน่าจะมีความหมายประมาณว่า “กระจอก” หรือ “ไม่เก่ง”

แต่ถ้าแปลทีละคำตามตัวอักษร จะได้ความหมายว่า “ยังฝึกฝนมาไม่พอ”

คำว่า อ่อนหัด จึงไม่ได้เป็นการตัดสินตัวบุคคล แต่เป็นการวิพากษ์การกระทำของคนๆ นั้น

ซึ่งก็นับว่าเป็นเรื่องดี เพราะตัวตนเราเปลี่ยนกันยาก แต่การกระทำเราเปลี่ยนกันได้ทันที

ถ้าไม่อยากเป็นคนอ่อนหัด ก็แค่ต้องฝึกฝนให้มากขึ้นเท่านั้นเอง

ก่อนจะลงสนามแข่ง ต้องซ้อมแล้วซ้อมอีก

ก่อนจะเข้าห้องสอบ ต้องอ่านหนังสือและทำแบบฝึกหัดมาเยอะๆ

ก่อนจะขึ้นเวทีพรีเซ้นต์ ต้องเตรียมเล่าเรื่องมาเป็นอย่างดี และซ้อมเล่าเรื่องเป็นสิบๆ รอบ

ไม่ใช่ความผิดของเรา หากเกิดมาแล้วไม่ได้มีพรสวรรค์

แต่ถ้าเราอ่อนหัด นั่นเป็นความผิดของเราเต็มๆ ครับ

—–

ขอบคุณภาพจากคุณ Prachya Singhto

มนุษย์มาม่าหมูสับ

20181128_mama

ย่ำค่ำวันจันทร์ที่ออฟฟิศ ผมได้กลิ่นหอมที่คุ้นเคย จนต้องเอ่ยขึ้นมาว่า มีคนกินมาม่าหมูสับแน่ๆ พอเดินข้ามไปอีกฟากของออฟฟิศ ก็เห็นน้องคนนึงกำลังกินมาม่าหมูสับอยู่จริงๆ

มาม่าหมูสับนี่มีความคลาสสิคมากๆ นะครับ ได้กลิ่นนิดเดียวก็รู้ทันทีว่าคืออะไร แถมมันยังทำให้เรารู้สึกดีอย่างไม่มีสาเหตุ คงเป็นเพราะเราผูกพักกับกลิ่นนี้มาตั้งแต่เด็กๆ หิวยังไง มีเงินน้อยแค่ไหน มาม่าหมูสับก็ยังเป็นที่พึ่งได้เสมอ

ผมว่าคนเราเองก็ควรพยายามทำตัวให้ใกล้เคียงกับมาม่าหมูสับด้วยเช่นกัน

หากเราใช้ชีวิตตามแนวทางที่ถูกที่ควร ทำงานหนัก และสร้างประโยชน์ให้กับคนได้มากพอ วันหนึ่งเมื่อใครได้ยินชื่อหรือได้เห็นหน้าของเรา เขาก็จะรู้สึกดีได้โดยไม่ต้องมีสาเหตุ เพราะเราเคยเป็นที่พึ่งทางใจให้กับเขาในหลายๆ จังหวะของชีวิต

เบิร์ด ธงไชย, หม่ำ จ๊กมก, ตูน บอดี้สแลม คนเหล่านี้คือมาม่าหมูสับสำหรับผม

เราคงไม่ต้องยิ่งใหญ่หรือโด่งดังเท่าพี่เบิร์ด เราเป็นมาม่าหมูสับสำหรับบางคนก็พอ

แค่ได้กลิ่น ได้ยิน ได้เห็น ก็มีความสุขแล้ว

ก่อนจะเห็นโฆษณา ชีวิตก็โอเคดี

20181125

แต่พอได้เห็นโฆษณาเท่านั้นแหละ ชีวิตเหมือนจะขาดอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที

โฆษณาในที่นี้ไม่ใช่เฉพาะในทีวีนะครับ แต่หมายถึงในเว็บ ในไลน์ ในเฟซบุ๊ค ในไอจี รวมถึงในบทสนทนาของเพื่อนด้วย

โลกเราถูกขับเคลื่อนด้วยทุนนิยม และหัวใจของทุนนิยมคือการเจริญเติบโต และวิธีเดียวที่จะเติบโตได้คือการรณรงค์ให้ผู้บริโภคซื้อมากขึ้นเรื่อยๆ

“ของมันต้องมี” จึงกลายเป็นวาทกรรมแห่งยุค เมื่อคนอื่นเขามีกัน ฉันเลยต้องมีบ้าง ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้ฉันก็อยู่มาได้ตั้งนานโดยไม่ต้องมีมัน

“ความจำเป็น” (need) ของสินค้าต่างๆ ล้วนถูกปรุงแต่ง (fabricated) ขึ้นทั้งนั้น

ไม่ได้บอกว่าห้ามซื้อ แค่อยากเตือนให้รู้เท่าทันถึงกลไก

จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อให้เขาปั่นหัวเล่นได้ตามอำเภอใจครับ

สิ่งที่ถูกเมื่อวานอาจจะผิดในวันนี้

20181125b

และสิ่งที่ถูกในวันนี้ อาจจะผิดในวันพรุ่งนี้ก็ได้

เรากำลังอยู่ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงมาแรงและมาเร็วกว่ายุคใดๆ

คำตอบของเราอาจถูกต้องที่สุด แต่พรุ่งนี้โลกก็จะมีคำตอบที่ถูกต้องยิ่งกว่า

เผลอๆ พรุ่งนี้โลกอาจเลิกถามคำถามนี้ไปเลยด้วยซ้ำ

ดังนั้น เราจึงไม่ควรยึดมั่นถือมั่นในคำตอบที่เรามี และควรเผื่อใจไว้บ้าง

เพราะไม่ช้าก็เร็ว เราจะผิดอย่างแน่นอนครับ

น้ำขุ่นอย่ารีบตัก

20181125c

น้ำที่เต็มไปด้วยสารแขวนลอยที่เพิ่งถูกคนมาหยกๆ ย่อมไม่เหมาะจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไร ต้องปล่อยไว้เฉยๆ ให้ตกตะกอนก่อน ถึงจะตักน้ำไปใช้งานได้

ใจคนก็เช่นกัน ถ้ามันกำลังขุ่นมัวกับอะไรบางอย่าง ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้งาน ไม่ว่าจะเป็นการตัดสินใจหรือพูดสิ่งใดออกไป เพราะมีแนวโน้มสูงมากที่จะตัดสินใจผิด หรือสิ่งที่พูดออกไปจะเต็มไปด้วยสารแขวนลอยทางอารมณ์ที่ทำให้ผู้ฟังจิตใจขุ่นมัวไปด้วย

วิธีที่ดีที่สุด คือรอเวลา ให้น้ำนิ่งลงอีกหน่อย ให้สารแขวนลอยนั้นตกตะกอน เสียก่อน

เมื่อนั้น ใจถึงจะใสเพียงพอสำหรับการตัดสินใจและกลั่นกรองความคิดและการกระทำครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

100 เหตุผลที่ทำไม่ได้

20181124_100reasons

1 เหตุผลที่ทำได้

100 เหตุผลที่จะไม่ได้เขียนบล็อกวันนี้
– ตื่นสายกว่าปกติ (6.30am)
– เห็นแฟนยังง่วงๆ เลยอาสาขับรถไปส่งแฟนเล่นโยคะ
– ระหว่างรอก็อ่านหนังสือหาไอเดียเขียนบล็อก
– แฟนเล่นโยคะเสร็จก็กลับถึงบ้านทานข้าวเช้า
– ทานข้าวเสร็จรีบอาบน้ำแต่งตัว
– ขับรถไปพัทยา
– สอน Time Management ให้กับคนกลุ่มใหญ่
– สอนเสร็จรีบตีรถกลับกรุงเทพ
– แวะส่งแฟนแถวบ้าน
– ขับรถต่อไปงานแต่งงานรุ่นน้องแถวสาทร
– เพิ่งกลับถึงบ้านตอนสี่ทุ่มครึ่ง
– ง่วงนอนและเหนื่อย อยากอาบน้ำกระโดดขึ้นเตียงเต็มแก่
– หัวสมองตื้อๆ คิดไอเดียเขียนบล็อกไม่ค่อยออก
– คืนนี้ยังต้องดูลูกเล็กอีก
– เขียนไปตอนนี้ก็คงไม่ค่อยมีคนได้อ่าน
– ฯลฯ

1 เหตุผลที่ทำให้เขียนบล็อก
– ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเขียนบล็อกวันละตอน

100 เหตุผลที่ทำไม่ได้ 1 เหตุผลที่ทำได้

ถ้าเรื่องนั้นมันสำคัญกับเราจริงๆ ก็จงหา 1 เหตุผลนั้นให้เจอ แล้วเดินหน้าต่อ

เมื่อ 1 เหตุผลของเราแข็งแรงพอ อีก 100 เหตุผลที่เหลือก็จะกลายเป็นเพียงข้ออ้างที่เราพึงเมินเฉยครับ

—–

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt

นิทานสงครามไข่ไก่

20181123_eggwar

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อาแปะคนหนึ่งขายไข่ไก่ฟองละ 2 บาทมาเนิ่นนาน มีลูกค้าประจำมากมายเพราะละแวกนั้นมีแกขายอยู่คนเดียว

อาหมวยเห็นว่าอาแปะขายดี จึงตั้งแผงขายไข่ไก่ฝั่งตรงข้ามอาแปะ ตั้งราคาขายฟองละ 1 บาทเพื่อตัดราคา

ลูกค้าแผงอาแปะหลั่งไหลมาซื้อไข่ไก่แผงอาหมวยล้นหลาม อาแปะเริ่มรู้สึกว่า หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ต่อไปต้องแย่แน่ๆ จึงลดราคาเหลือ 1 บาทเท่าอาหมวย

ลูกค้าแผงอาหมวยเริ่มหันมาซื้อกับอาแปะมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะถึงแม้ราคาจะเท่ากัน แต่ลูกค้าเชื่อถือคุณภาพไข่ไก่ของอาแปะมากกว่า

อาหมวยเห็นดังนั้นจึงตัดสินใจลดราคาไข่ไก่ จาก 1 บาทเหลือ 25 สตางค์ ยอมเข้าเนื้อหน่อย แต่เพื่อกำจัดคู่แข่งก็ถือว่าคุ้ม

ลูกค้าจากแผงอาแปะและหลายๆ ที่แห่มาซื้อไข่ไก่อาหมวยกันหนาตา อาหมวยรู้สึกกระหยิ่มในใจยิ่งนัก ดูซิว่าอาแปะจะกล้าลดราคาลงมาสู้อีกไหม

เวลาผ่านไปเป็นเดือน อาแปะก็ยังคงขายไข่ไก่ฟองละ 1 บาท มีลูกค้ามาซื้อบ้างประปราย

ฝั่งแผงอาหมวยแม้จะมีลูกค้ามากมายแต่ก็เริ่มรู้สึกว่าทนไม่ไหวแล้ว ฟองละ 25 สตางค์ยิ่งขายยิ่งขาดทุน แต่อาหมวยก็ประหลาดใจยิ่งนักว่าทำไมอาแปะยังอยู่ได้

วันหนึ่งอาหมวยทนไม่ไหวจึงเดินข้ามฝั่งไปถามอาแปะ

อาหมวย: อาแปะ ขายฟองละ 1 บาท ลูกค้าก็แค่นี้ ลื้ออยู่ได้ยังไง

อาแปะ: อั๊วอยู่ได้สิ ก็อั๊วซื้อไข่ลื้อมาขายไง

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

บทความวันละตอนจาก Anontawong’s Musings:

LINE: bit.ly/tgimline

Facebook: bit.ly/tgimfb

Twitter: bit.ly/tgimtwt