ทำด้วยใจทะยานหรือทำด้วยใจละมุน

อีกเพียง 6 สัปดาห์ก็จะถึงงาน Bangsaen21 งานฮาล์ฟมาราธอนที่ดีที่สุดรายการหนึ่งในประเทศไทย

ผมไปวิ่งรายการนี้มาสองครั้งแล้ว และตั้งใจว่าจะไปทุกปีหากยังมีแรงและมีแก๊งค์ไปวิ่งด้วย

อาจจะเพราะโควิด อาจจะเพราะความไม่แน่นอนว่าจะจัดรายการวิ่งได้จริงหรือเปล่า 10 เดือนที่ผ่านมาผมเลยไม่ได้ซ้อมวิ่งมากเท่าที่ควร ปีนี้เลยไม่ได้คาดหวังว่าจะทำเวลาได้ดีกว่าปีที่แล้ว ก็ซ้อมไปตามหน้าที่เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถวิ่งได้จนครบระยะ

ระหว่างที่ซ้อมวิ่ง สิ่งหนึ่งที่เริ่มสังเกตเห็น ก็คือใจของตัวเอง

บางทีผมก็วิ่งด้วยใจทะยาน และบางทีผมก็วิ่งด้วยใจละมุน

ใจทะยานหมายถึงใจที่อยากจะเอาชนะ อยากจะพุ่งไปข้างหน้า อยากจะทำเวลาให้ดีกว่านี้

ซึ่งอาจเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับคนที่อยากเก่งขึ้น อยากแข่งกับตัวเอง อยากจะ beat yesterday ให้ได้

แต่สำหรับผมที่อายุขึ้นเลข 4 แล้ว ชักเริ่มไม่แน่ใจว่าการวิ่งด้วยใจทะยานนั้นมันจะดีต่อสุขภาพจริงหรือไม่ หนึ่งคือมันทำให้หัวใจเราทำงานหนัก สองคือมันอาจทำให้เรามี “ความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับการวิ่ง” เพราะจิตใต้สำนึกอาจบันทึกไว้ว่าการซ้อมวิ่งเท่ากับความทุกข์ระทมและเฆี่ยนตีตนเอง running = suffering

อีกทางหนึ่งที่ผมเชื่อว่าน่าจะยั่งยืนกว่า คือการวิ่งด้วยใจละมุน

วิ่งด้วยใจสบาย วิ่งโดยไม่คิดว่าจะต้องไป beat yesterday

มีแรงก็เร่งความเร็วนิดหน่อย พอเริ่มเหนื่อยก็ชะลอตัวลงมา วิ่งแบบผ่อนหนักผ่อนเบาเพื่อประคองตัวให้วิ่งได้ครบระยะโดยไม่ได้เล็งผลเลิศ

แน่นอนว่าการวิ่งแบบนี้ กราฟการพัฒนาคงไม่ชันเท่ากับการวิ่งด้วยใจทะยาน แต่ถ้าเราให้ความสำคัญกับความสม่ำเสมอ ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ที่ดีกับการวิ่ง ให้ความสัมพันธ์กับการที่เรายังจะรักการวิ่งไปอีกหลายปี ก็อาจไมมีความจำเป็นต้องรีบร้อน

เก็บเส้นชัยเอาไว้ไกลๆ อาจจะดีกว่าก็ได้ เพราะการทำลายความฝันที่รุนแรงที่สุดคือการทำให้มันกลายเป็นจริง

วิ่งด้วยใจทะยาน หรือวิ่งด้วยใจละมุน

นี่ไม่ใช่แค่เรื่องการวิ่ง แต่เกี่ยวกับการทำทุกสิ่งในชีวิต

เมื่อใดที่เรารู้สึกว่าใจกำลังทะยานจนล้นอก ขอให้นึกถึงคำอิ๊กคิวซัง

จะรีบไปไหน จะรีบไปไหน พักเดี๋ยวนึงสิครับ 🙂

ไม่มีอนาคตเพราะไม่มีปัจจุบัน

ทุกเป้าหมายที่เรามี ไม่ใช่มีไว้เพื่อวันพรุ่งนี้ แต่มีไว้เพื่อวันนี้

วันนี้ที่เราจะทำอะไรต่างออกไปจากเดิม เพื่อเขียนอนาคตใหม่

คนที่มีอนาคตที่ดี คือคนที่ทำปัจจุบันได้ดี

ส่วนคนที่ไม่มีปัจจุบัน ก็ย่อมกลายเป็นคนที่ไม่มีอนาคต

คนที่ไม่มีปัจจุบันคืออะไร

ไม่ใส่ใจงานที่อยู่ตรงหน้า

ไม่ใส่ใจคนที่อยู่ตรงหน้า

เฝ้าแต่คิดถึงอนาคตที่ดีกว่านี้

โหยหาอดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว

ติดอยู่ในความคิดตลอดเวลา

ขาดความรู้เนื้อรู้ตัว

ท่านพุทธทาสกล่าวว่า ถ้าวันนี้ดี ก็ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้

ถ้าวันนี้ดี วันพรุ่งนี้จะดูแลตัวมันเอง

มาเป็นคนมีอนาคต ด้วยการเป็นคนมีปัจจุบันกันครับ

นโยบายไม่จำกัดวันลาของ Netflix

Netflix น่าจะเป็นบริษัทแรกๆ ที่ริเริ่มนโยบายไม่จำกัดวันลาของพนักงาน

เพราะเขาถือว่า ในยุค Information Age สิ่งที่สำคัญไม่ใช่ชั่วโมงการทำงาน สิ่งสำคัญคือคุณทำอะไรสำเร็จบ้างต่างหาก

Reed Hastings (รี้ด เฮสติ้ง) ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Netflix ก็บอกว่าตัวเขาเองไม่เคยสนใจเลยว่าใครทำงานเยอะหรือทำงานหนักแค่ไหน

“When it comes to how we judge performance at Netflix, hard work is irrelevant.”

แต่ถึงกระนั้น Netflix ก็เคยมีการกำหนดวันลาพักร้อนในแต่ละปี และแทร็คว่าพนักงานลาไปกี่วันแล้ว จนกระทั่งปี 2003 ก็มีพนักงานคนหนึ่งเสนอขึ้นมาว่า

“We are all working online some weekends, responding to emails at odd hours, taking off an afternoon for personal time. We don’t track hours worked per day or week. Why are we tracking days of vacation per year?”

เราทุกคนล้วนเคยทำงานวันเสาร์อาทิตย์ เคยตอบเมลตอนดึกๆ เคยลางานช่วงบ่ายเพื่อไปทำธุระส่วนตัว เราไม่เคยนับชั่วโมงการทำงานต่อวันหรือต่อสัปดาห์ ทำไมเราต้องมานั่งนับวันลาต่อปีด้วย?

ซึ่งรี้ดก็เห็นด้วย พนักงานอาจจะทำงานตั้งแต่ 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น = 8 ชั่วโมง หรือทำงานตั้งแต่ตี 5 ถึง 3 ทุ่ม = 16 ชั่วโมงก็ได้ ชั่วโมงการทำงานต่างกันถึง 100% แต่ก็ไม่เห็นจะมีใครมานั่งแทร็คเลย แล้วทำไมบริษัทต้องแคร์ด้วยว่าพนักงานคนไหนทำงาน 50 สัปดาห์ต่อปีหรือ 48 สัปดาห์ต่อปี เพราะมันต่างกันแค่ 4% เท่านั้นเอง

Patty McCord ที่เป็น Head of HR ในตอนนั้นเลยบอกรี้ดว่า งั้นเรามาตั้งนโยบายลาพักร้อนกันใหม่ดีกว่า

Our vacation policy is ‘Take Some!’ – นโยบายลาพักร้อนของเราก็คือจงลางานบ้างก็แล้วกัน!

ซึ่งรี้ดก็เป็นห่วงว่าจะเกิดปัญหาได้สองแบบ

  1. จะมีคนลางานสุรุ่ยสุร่ายจนทำให้งานเสีย
  2. จะไม่มีใครกล้าลางานเลย

แต่รี้ดอยากให้พนักงานได้ลาพักร้อนเพราะเขารู้ว่ามันดีต่อบริษัทแน่นอน พนักงานคนหนึ่งชื่อ Neil Hunt มักจะได้ไอเดียดีๆ เสมอหลังจากได้หยุดยาว มีครั้งหนึ่งนีลเคยลางานไปเดินในเทือกเขา Siera Nevada และนอนในกระท่อมน้ำแข็ง (igloo) อยู่หลายคืน ระหว่างที่หัวว่างๆ จากการทำงาน นีลก็เกิดไอเดียสำหรับการทำ algorithm ใหม่สำหรับการเลือกหนังมาแนะนำให้ผู้ใช้งานของเน็ตฟลิกซ์ ซึ่งได้ผลตอบรับที่ดีมาก

การได้หยุดพักจากงานจะช่วยสร้างพื้นที่ว่างในสมอง เปิดโอกาสให้พนักงานได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์และมองเห็นงานจากมุมใหม่ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากเราทำงานตลอดเวลา

รี้ดจึงตัดสินใจเรียกประชุมผู้บริหารว่าจะทดลองนโยบายไม่จำกัดวันลานี้ดู เพราะน่าจะตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่เกลียดการลงเวลา แถมยังลดงาน admin ที่ต้องมานั่งแทร็ควันลากันด้วย

แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่บริษัทไม่จำกัดวันลา มันคือการส่งสัญญาณบอกพนักงานว่าบริษัทไว้ใจว่าเขาจะทำในสิ่งที่ถูกต้อง และในทางกลับกันพนักงานก็จะประพฤติตนอย่างเหมาะสมให้คู่ควรกับความไว้ใจนั้นเช่นกัน

แต่เมื่อไม่มีการจำกัดวันลาแล้ว พนักงานจะลางานเยอะแค่ไหนและลางานเมื่อไหร่ ขึ้นอยู่กับสองปัจจัย

ปัจจัยแรกคือหัวหน้าลาพักร้อนเยอะแค่ไหน ถ้าตัวหัวหน้าเองไม่ค่อยลาพักร้อน ลูกน้องก็คงไม่กล้าลาพักร้อนมากกว่าหัวหน้า สิ่งที่รี้ดทำก็คือขอให้ผู้บริหารระดับสูงทุกคนทำให้ดูเป็นตัวอย่าง โดยรี้ดเองก็ลางานอย่างน้อยปีละ 6 สัปดาห์

ปัจจัยที่สองคือการมี “กฎ กติกา มารยาท” ที่ตกลงกันภายในทีม เช่นทีมบัญชีห้ามลาช่วงปิดงบ หรือถ้าหากจะลางานยาวหนึ่งสัปดาห์ต้องแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน ซึ่งถ้าหัวหน้าทีมสื่อสารกับลูกน้องได้ดี พนักงานส่วนใหญ่ก็จะไม่ลางานในรูปแบบที่จะทำให้คนอื่นๆ เดือดร้อน

ด้วยตัวอย่างที่ดีและข้อตกลงที่ชัดเจนของคนในทีม ความยืดหยุ่นจึงเกิดขึ้น พนักงานบางคนทำงานสัปดาห์ละ 80 ชั่วโมงติดต่อกันหลายเดือน เพื่อที่จะได้ลางานหลายสัปดาห์ไปเที่ยวป่าอเมซอน

หลังจาก Netflix เลิกแทร็ควันลาพนักงาน บริษัทอื่นๆ ก็เริ่มทำตามบ้าง เช่น LinkedIn, Glassdoor, HubSpot, EventBrite หรือแม้กระทั่ง Virgin

ที่เมืองไทยเอง ก็มีบริษัทอย่าง Wongnai ที่ไม่จำกัดวันลาพนักงานมาหลายปีแล้ว (เฉพาะพนักงาน Permanent) พอ LINE MAN รวมกับ Wongnai ก็เลยนำนโยบายนี้มาใช้ด้วยเช่นกัน ซึ่งผมเองในฐานะ Head of People ที่ LINE MAN Wongai ก็มองว่าเป็นนโยบายที่ดีและบ่งบอกตัวตนขององค์กรว่าเราปฏิบัติกับคนของเราแบบไหนครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก No Rules Rules: Netflix and the Culture of Reinvention by Reed Hastings & Erin Meyer

แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลง

ชายคนหนึ่งแข่งหมากรุกกับเพื่อนสาวที่เล่นหมากรุกเก่งกว่าเขามาก

รอบแรกเขาแพ้เละเทะ แต่เขาก็ไม่ท้อ ขอประลองใหม่ แล้วก็จบด้วยความพ่ายแพ้อีกเช่นเคย

เขากลับไปศึกษาเกมส์หมากรุกให้ถ่องแท้ยิ่งขึ้น หัดเล่นกับคอมเพื่อฝึกฝนตัวเอง และนัดเล่นหมากรุกกับเพื่อนคนนี้เรื่อยๆ

ต้องแข่งกันหลายสิบครั้งกว่าเขาจะเอาชนะเพื่อนตัวเองได้

จากนั้นเขาก็ชนะเพื่อนอีกหลายรอบ นานไปก็เริ่มชะล่าใจ สุดท้ายเขาก็กลับมาแพ้อีกจนได้

แล้วเขาก็ได้บทเรียนว่า ช่วงที่เขาแพ้นั้น เขาเก่งขึ้นทุกวัน แต่พอเขาได้พบชัยชนะแล้ว เขากลับหย่อนยานและย่ำอยู่กับที่

จะนับเป็นกฎข้อหนึ่งเลยก็ได้ ว่าเมื่อใดที่เราแพ้ เมื่อใดที่เราพลาด เราจะได้เรียนรู้อะไรมากมาย แต่พอเราชนะ เรามักจะนึกว่าตัวเองอยู่บนยอดเขา เราจะประมาท และเราจะหยุดพัฒนา

แพ้คือทางขึ้น ชนะคือทางลงครับ

ก่อนจะตั้งเป้าหมายใหม่ อย่าลืมถามว่าเราพร้อมจะทิ้งอะไรบ้าง

เพราะทุกวันนี้ทุกคนก็บ่นว่า “ไม่มีเวลา” อยู่แล้ว

ถ้าอยากจะตั้งเป้าหมายใหม่ เราก็ต้องไม่หลอกตัวเองว่าเราจะสามารถทำอะไรเพิ่มขึ้นมาได้โดยที่เราจะยังคงทำทุกอย่างที่เราเคยทำได้เหมือนเดิม

ตอนผมเรียนปริญญาโท มีน้องบ่นว่าช่วงนี้เขานอนไม่พอ กว่าจะดูละครจบก็สี่ทุ่มแล้ว พอต้องอ่านหนังสือและทำการบ้านก็เลยสะโหลสะเหลไปทำงานแทบทุกวัน

ผมเลยตอกไปเบาๆ ว่าเรียนโทแล้วยังคิดจะดูละครอีกเหรอ? น้องเขาก็ได้แต่ยิ้มเขินๆ

การแยกแยะระหว่างเรื่องสำคัญกับเรื่องไม่สำคัญนั้นไม่ยาก ใครๆ ก็ทำได้

แต่ที่พวกเราส่วนใหญ่ struggle ก็คือการแยกแยะระหว่างเรื่องสำคัญกับเรื่องสำคัญที่สุด

ยิ่งทางเลือกเรามีมากมายก่ายกองกว่าที่เคยเป็นมา เรายิ่งต้องพัฒนากล้ามเนื้อประเมินประโยชน์ให้แข็งแรง และพร้อมที่จะตัดสินใจ ซึ่งชื่อก็บอกอยู่แล้วว่ามันคือการ “ตัด” ทางเลือกที่เหลือ อย่างน้อยก็ช่วงเวลาหนึ่งเพื่อให้เรามีแรงและเวลาไปทำสิ่งที่สำคัญที่สุดของเราได้

ปีใหม่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ใครเคยตั้ง New Year’s Resolutions เอาไว้แล้วทำไม่สำเร็จ ความน่าจะเป็นก็คือเราน่าจะพยายามจะเพิ่มอะไรเข้ามาในชีวิตมากเกินไปโดยไม่ยอมตัดอะไรเลย ยังเล่นมือถือเยอะเหมือนเดิม ยังใช้จ่ายเหมือนเดิม ยังกินเยอะเหมือนเดิม

ก่อนจะตั้งเป้าหมายใหม่อย่าลืมถามว่าเราพร้อมจะทิ้งอะไรบ้าง

เพราะมันจะช่วยเพิ่มโอกาสให้เราบรรลุเป้าหมายได้ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

นิทานเมียไม่ทำงาน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีมาพบนักจิตวิทยาเพราะเขาไม่พอใจภรรยา รู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมที่เขาต้องหาเลี้ยงครอบครัวอยู่คนเดียว

ตอนนี้คุณทำงานอะไร?
เป็นผู้ตรวจสอบบัญชีครับ

แล้วภรรยาของคุณล่ะ?
เธอไม่ได้ทำงานครับ

ใครทำอาหารเช้าให้ที่บ้านกิน?
ภรรยาของผม

ภรรยาของคุณตื่นกี่โมง?
ประมาณ ตี 5 เพราะเธอต้องทำความสะอาดบ้านก่อนทำอาหารเช้า

แล้วใครไปส่งลูกๆ ที่โรงเรียน?
ภรรยาของผมเป็นคนพาลูกๆ ไปโรงเรียน เพราะเธอไม่ต้องไปทำงาน

หลังจากพาเด็กๆไปโรงเรียน เธอก็ไม่ได้ทำอะไรแล้วใช่มั้ย?
ก็มีไปจ่ายตลาด แล้วก็กลับบ้านเพื่อทำอาหารและทำความสะอาดบ้าน ซักผ้า รีดผ้า

ตอนเย็นพอกลับถึงบ้าน คุณทำอะไรบ้าง ?
ดูทีวีครับ เพราะว่าผมเหนื่อยกับงานมาตลอดทั้งวันแล้ว

แล้วภรรยาของคุณล่ะ?
เตรียมอาหารให้ผมและลูกๆ ล้างจาน ล้างครัว ทำความสะอาดบ้าน พาเด็กๆ อาบน้ำ พาลูกๆ เข้านอน เธอเล่านิทานจนลูกๆ หลับ เสร็จแล้วเธอก็ไปเตรียมเสื้อผ้าให้ผมและลูกๆ มาแขวนเตรียมไว้สำหรับวันพรุ่งนี้

เธอเข้านอนกี่โมง?
ไม่แน่ใจ ส่วนใหญ่ผมหลับก่อน

แล้วคุณยังคิดว่าเธอไม่ทำงานอีกเหรอ?

คนตัวใหญ่ล้วนเคยเป็นคนตัวเล็ก

ลองเลือก idol ที่เราชื่นชมมาสักคนหนึ่ง ต่อให้เขายิ่งใหญ่หรือเก่งกาจแค่ไหน ถ้าย้อนเวลากลับไปเขาก็เคยเป็นคนธรรมดามาก่อนเกือบทั้งนั้น

คนธรรมดาเหมือนกับที่เราเป็นอยู่ตอนนี้

แต่ด้วยความเพียรพยายาม ด้วยอุปนิสัยที่ดี และด้วยโชคชะตาที่เป็นใจ เขาก็ค่อยๆ ก้าวจาก nobody มาเป็น somebody ได้

และถ้าใครเคยได้เข้าใกล้คนตัวใหญ่ เราจะรู้สึกได้เลยว่าเขาก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง พูดเหมือนกับเรา กินเหมือนกับเรา หัวเราะเรื่องเดียวกันกับเรา

เรียนรู้จากคนตัวใหญ่ ชื่นชมได้แต่คงไม่ถึงกับต้องบูชา ไม่งั้นเราจะเผลอคิดว่าเขาพิเศษเกินกว่าที่เราจะเป็นแบบเขา จนทำให้เราเสียโอกาสที่จะบรรลุศักยภาพที่แท้จริงของตัวเองครับ

19 ข้อคิดจากรวิศ หาญอุตสาหะ

เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ทาง LINE MAN Wongnai ได้รับเกียรติจาก “พี่แท็ป” รวิศ หาญอุตสาหะ CEO ของศรีจันทร์และเจ้าของเพจ Mission to The Moon มาเป็นวิทยากร

นี่คือส่วนหนึ่งจากการบรรยายของพี่แท็ปครับ

  1. นอกจาก hard skills และ soft skills แล้ว เรายังต้องพัฒนา meta skills อย่าง growth mindset, comfort with change และ self-direction ด้วย
  2. เรามักจะนึกว่า AI จะมาทำงานแทนคนแก่ แต่จริงๆ แล้ว 40% ของงานที่จะถูก AI และ Automation มาทดแทนนั้นเป็นงานของคนวัย 18-34 ปี
  3. ภายในปี 2025 AI อาจจจะทำงานมากกว่าคนในหลาย industry และเรตการนำ AI มาใช้จะเร็วแค่ไหนขึ้นอยู่กับกฎหมายของแต่ละประเทศ เพราะเมื่อรัฐ reskill คนไม่ทัน ทางเลือกสุดท้ายก็คือการบล็อคด้วยกฎหมาย
  4. งานของเราจะถูก disrupt หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าเราทำงานเป็นหุ่นยนต์รึเปล่า ถ้านายสั่งมาแค่ไหนก็ทำแค่นั้น แสดงว่าเราก็อาจจะถูกแย่งงานได้
  5. ในปีที่ผ่านมา Top 10 courses ที่มีคนลงเรียนมากที่สุดใน Coursera มีวิชา Mindfulness ติดอยู่ในอันดับ 4
  6. แต่ก่อนคนเก่งแบบตัว I คือรู้อะไรให้กระจ่างแต่อย่างเดียวก็พอแล้ว ยุคถัดมาคนต้องเก่งแบบตัว T คือรู้ลึกในหนึ่งเรื่อง และรู้กว้างอีกหลายๆ เรื่อง แต่ยุคนี้เราต้องรู้แบบตัว Y คือเอาความรู้ของศาสตร์อย่างน้อย 2 เรื่องแบบลึกซึ้ง และนำมาบูรณาการ ซึ่งถ้าทำได้ คนอื่นจะสู้เราไม่ได้เลย
  7. ความรู้แบบ Y นั้น ขาหนึ่งควรจะเป็น solid science ส่วนอีกขาหนึ่งเป็น art ยกตัวอย่างเช่น Robert Lang นักฟิสิกส์ที่โปรดปรานการพับกระดาษแบบ Origami มาก สุดท้ายเขานำ 2 ศาสตร์มารวมกันจนพบวิธีการพับ airbag ในรถตยนต์ที่พุ่งออกมาจากด้านข้างได้ รวมถึงคิดวิธีการพับแผงโซล่าร์เซลล์ขนาดเท่าสนามฟุตบอลให้นาซ่า โดยเลียนแบบการพับแผงคอของกิ้งก่า
  8. ความผิดพลาดนั้นที่ทำงานนั้นเป็น Spectrum คล้ายๆ สีรุ้ง ไล่จาก ประมาท ละเมิดกฎ ไม่ละเอียด ระบบไม่ดี งานซับซ้อน ทดสอบไอเดีย ทดสอบธุรกิจใหม่ๆ ถ้าผิดพลาดเพราะเหตุอย่างแรกๆ บริษัทต้องลงโทษ แต่ถ้าผิดพลาดเพราะเหตุผลอย่างหลังๆ คือการทดสอบไอเดียหรือธุรกิจใหม่ๆ บริษัทต้องชื่นชม
  9. ถ้าคุณมี Critical Thinking คุณจะไม่ทำให้นายโมโห เพราะคุณจะคิดได้ก่อนว่าอะไรคือสิ่งที่เขาต้องการ
  10. ยุโรปมีชีสหลายชนิดหลายยี่ห้อให้เลือกกันไม่หวาดไม่ไหว ถ้าเราเป็นบริษัทชีสเล็กๆ เจ้าหนึ่งเราจะทำยังไงให้ชีสของเราเป็นที่จดจำได้ ลองเข้า Youtube แล้วเสิร์ชคำว่า Panda Cheese ดู https://bit.ly/3eqC5W8
  11. คนไม่ใช่ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดของบริษัท คนที่ใช่ต่างหากที่เป็น – People are not your most important asset, the right people are. -Jim Collins
  12. การคิดแบบ First-Principle Thinking ทำให้ Elon Musk สามารถผลิตแบตเตอรี่รถยนต์ที่เคยมีต้นทุน $600 ให้เหลือเพียง $70 ได้
  13. โปรดระวัง spill-over effect – คนไม่ดีจะส่งต่อพลังลบไปยังคนอื่นได้ ถ้าคนๆ นั้นมีความขี้โกง 100 คะแนน จะทำให้คนอื่นๆ ในทีมมีโอกาสขี้โกงไปด้วย 59 คะแนน
  14. ถ้ายืนคนละฝั่ง คนหนึ่งจะเห็นเลข 6 และอีกคนจะเห็นเลข 9 ซึ่งก็ถูกทั้งคู่
  15. Learning Pyramid การนั่งฟัง lecture จะได้ผลน้อยสุด การสอนคนอื่นจะได้ผลสูงสุด ถ้าอ่านหนังสืออะไรมาแล้วเราอยากเข้าใจให้มากขึ้น ให้เขียนสรุปออกมาแล้วเราจะได้ประโยชน์มากที่สุด
  16. ถ้าอยากมีอิสรภาพ คุณต้องมีวินัย วินัยทางการเงินจะทำให้คุณมีอิสรภาพทางการเงิน ถ้าอยากมีอิสรภาพในการเคลื่อนไหวร่างกายตอนแก่ คุณต้องมีวินัยในการออกกำลังกายเสียแต่วันนี้
  17. การเก็บเงินนั้น จำนวนเงินที่เก็บไม่สำคัญเท่ากับความสม่ำเสมอในการเก็บ ดังนั้นเริ่มต้นจากน้อยๆ แต่สม่ำเสมอคือดีที่สุด
  18. Scott Turow มีงานประจำแถมยังมีลูกเลก็ จึงแทบไม่มีเวลาว่าง เขาจึงเขียนหนังสือช่วงเดินทางไปทำงานทุกวัน ขาไป 15 นาที ขากลับ 15 นาที จนได้หนังสือชื่อ Presumed Innocent ที่ขายได้กว่า 10 ล้านเล่ม
  19. พอดคาสท์ที่พี่แท็ปฟังประจำคือ Business war, How I built this, and TED Daily

ใครอยากอ่านเพิ่มเติม สามารถตามไปอ่าน WeShare ของพี่แท็ปกับ Wongnai เมื่อสามปีที่แล้วที่ 10 เรื่องที่ได้เรียนรู้จากคุณรวิศ Srichand ครับ

อะไรที่จะมีประโยชน์ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ทำมันซะเดี๋ยวนี้

ถ้าเราอยากแข็งแรงในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็ออกไปวิ่งเสียแต่วันนี้

ถ้าเราอยากเป็น Manager หรือ Director ในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จงทำงานที่ยากที่สุดและเกิด impact มากที่สุดเสียแต่วันนี้

ถ้าเราอยากมีเงินเก็บ 10 ล้านในอีก 10 ปีข้างหน้า ก็จงเริ่มลงทุนเสียแต่วันนี้

“Be radically proactive about any behavior that pays off in 10 years.”
-James Clear

ลองสำรวจ to do list ของเราในปัจจุบัน แล้วเราจะพบว่า tasks ส่วนใหญ่ที่เราทำนั้นเป็นแค่การทำงานเพียงเพื่อให้รอดไปอีกวันนึงหรือสัปดาห์นึง

แต่ถ้าเรากลั่นกรอง to do list ให้เหลือเพียง success list – งานหรือกิจกรรมที่ทำแล้วจะเกิดประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนและยาวนาน มันจะเหลือสิ่งที่ต้องทำแค่ไม่กี่อย่าง และถ้าทำมันได้สำเร็จกราฟชีวิตเราจะชันขึ้นทันที

อะไรที่จะมีประโยชน์ในอีก 10 ปีข้างหน้าก็ทำมันซะเดี๋ยวนี้

เมื่อเรามองไกลพอ และมีความมุ่งมั่นมากพอ ทุกสิ่งที่เราทำในวันนี้จะเป็นการเตรียมของขวัญสุดพิเศษให้ตัวเราเองในอีก 10 ปีข้างหน้าครับ

การให้และรับฟีดแบ็คด้วยสูตร 4A ของ Netflix

Netflix เป็นหนึ่งในบริษัทที่มีคนอยากร่วมงานด้วยมากที่สุดเนื่องจากให้เงินเดือนดีมากและธุรกิจก็เติบโตอย่างรวดเร็ว

แต่อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นจุดเด่นของ Netflix ก็คือวัฒนธรรมที่คนคุยกันแบบตรงไปตรงมา ไม่มีการนินทาลับหลัง

Netflix จะสอนพนักงานทุกคนให้พูดในสิ่งที่ตัวเองคิด หากในที่ประชุมเรารู้สึกไม่เห็นด้วยกับใครก็ตาม แม้ว่าคนนั้นจะเป็นหัวหน้าหรือเป็น CEO มันเป็นหน้าที่ของเราที่จะแสดงความไม่เห็นด้วยนั้นออกมา หากเราคิดต่างแต่เก็บเงียบไว้คนเดียว บริษัทจะถือว่าเราเป็นพนักงานที่ทรยศ (disloyal) ต่อบริษัทเลยทีเดียว

โดยหลักการในการให้ฟีดแบ็คที่ Netflix นั้นเรียกว่า 4A

A สองตัวแรกสำหรับคนให้ฟีดแบ็ค

A – Aim to Assist คือเป็นการติเพื่อก่อ เป็นการติด้วยความมุ่งหวังที่จะช่วยจริงๆ ไม่ใช่ต่อว่าเพื่อความสะใจหรือเอามันส์ เช่นฟีดแบ็คว่า “เวลานั่งประชุม คุณ-ชอบนั่งกระดิกขา ซึ่งน่ารำคาญมาก” อันนี้ถือว่าไม่ได้ติเพื่อก่อแต่ติเพื่อตำหนิ ควรจะเปลี่ยนเป็น “เวลาอยู่ในห้องประชุม คุณนั่งกระดิกขาและมันก็ค่อนข้าง distract คนอื่น ลองระวังตรงนี้ให้มากขึ้นอีกนิดน่าจะช่วยให้บุคลิกของคุณดีขึ้นนะ” อันนี้ถึงจะเรียกว่า aim to assist ได้

A – Actionable คำติชมนั้นผู้รับต้องเอาไปทำอะไรต่อได้จริงๆ ไม่ใช่แค่ฟังดูดีในหลักการแต่ทำอะไรกับมันไม่ได้ เช่นเวลาบอกว่า “อยากให้ทำงานเสร็จเร็วกว่านี้” นั้นกว้างเกินไป action ลำบาก แต่ถ้าบอกว่า “อยากให้ส่งรีพอร์ตก่อนบ่ายสองทุกวันจันทร์เพื่อให้คนอื่นมีเวลาพอที่จะเอาไปใช้ทำสไลด์ต่อ” อันนี้ถึงจะเรียกว่า actionable

A สองตัวที่เหลือเป็นฝั่งคนรับฟีดแบ็ค

Appreciate – จงเห็นคุณค่าและแสดงความขอบคุณคนที่ให้ฟีดแบ็คเรา เพราะคนนั้นต้องมีความกล้าและตั้งใจจะช่วยเหลือเราจริงๆ นี่คือของขวัญที่เขามอบให้เรามา

Accept or Discard – เมื่อพิจารณาแล้วเห็นว่าเป็นฟีดแบ็คที่สอดคล้องกับความจริงและช่วยให้เราดีขึ้นได้ เราก็รับมันไว้เพื่อปรับปรุงให้เราเก่งและดียิ่งขึ้น แต่ถ้ามันเป็นฟีดแบ็คที่เราคิดว่าไม่ได้ช่วยอะไร ก็สามารถวางมันไว้ตรงนั้น ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรือเครียดกับมันจนเกินเหตุ

และนี่คือการให้ฟีดแบ็คสไตล์ Netflix – Aim to assist, Actionable, Appreciate และ Accept or Discard

ลองเอาไปปรับใช้ที่ทีมของเราดูนะครับ


ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ No Rules Rules by Reed Hastings & Erin Myer