ความสำเร็จในที่ลับมาก่อนความสำเร็จในที่แจ้ง

20190421_privatevictories

“Private victories precede public victories.”
-Stephen Covey

เวลาเรามองคนที่ประสบความสำเร็จ เรามักจะเห็นแค่ผลลัพธ์

ไม่ว่าจะเป็นยอดวิว ยอดขาย รายได้ ชื่อเสียง

เหล่านี้ล้วนเป็นความสำเร็จที่เราก็อยากได้มาครอบครอง

จนบางทีเราก็ลืมคิดไปว่ากว่าพวกเขาจะมาถึงจุดนี้ได้ เขาต้องแลกกับอะไรมาบ้าง

ต้องทำงานสัปดาห์ละ 60 ชั่วโมง

ต้องแบกรับความเสี่ยงและสายตาของคนใกล้ชิด

ต้องเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อตื่นแต่เช้ามาฝึกซ้อม

ถ้าความสำเร็จในที่ลับเรายังทำให้เกิดไม่ได้ ก็อย่าหวังว่าจะมีความสำเร็จในที่แจ้ง

จะนอนต่อหรือจะลุกขึ้น จะเล่นเฟซหรือจะเขียนบทความ จะรักษาหน้าหรือจะยอมรับว่าตัวเองไม่รู้/ไม่เก่งแล้วเอ่ยปากถาม

แต่ละวันคือโอกาสในการสะสมแต้ม private victories

และถ้าโชคดีพอ เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เราอาจจะมี public victories ไว้ให้เชยชมอย่างใครเขาบ้างก็ได้

นิทานวัวหาย

20190419_lostcow

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง พระพุทธองค์ประทับอยู่ในป่ากับเหล่าภิกษุ

หลังจากฉันเพลในความเงียบ ขณะที่กำลังจะเริ่มปาฐกถาธรรมนั้น ก็มีชาวนาผู้หนึ่งหน้าตาเศร้าหมอง เอ่ยถามว่า

“ภิกษุ ท่านเห็นวัวของฉันผ่านมาทางนี้บ้างไหม”

พระพุทธองค์ตรัสตอบว่า “พวกเราไม่เห็นวัวสักตัวผ่านมาทางนี้เลย”

ชาวนาพูดต่อ “ภิกษุ ฉันเป็นคนที่โชคร้ายและไม่มีความสุขเลย ฉันมีวัวอยู่เพียง 12 ตัว แต่ไม่รู้ว่าด้วยเหตุใด เมื่อเช้านี้วัวทุกตัวของฉันหนีหายไปหมด ไม่เพียงเท่านั้น งาที่ฉันปลูกไว้ 20ไร่ ยังถูกแมลงแทะกินเสียจนเกลี้ยง ฉันคงต้องตายเป็นแน่แท้ ฉันจะอยู่รอดได้อย่างไรเล่าหากปราศจากวัวและเมล็ดงาของฉัน”

พระพุทธเจ้าทรงทอดพระเนตรไปที่ชายผู้นั้นด้วยสายตาแห่งความกรุณา แล้วตรัสว่า

“เสียใจด้วยเพื่อนเอ๋ย เราไม่เห็นวัวสักตัวผ่านมาทางนี้เลยจริงๆ ท่านคงต้องลองไปหาดูที่อื่น”

เมื่อชาวนาจากไปแล้ว พระพุทธองค์ทรงหันมายังเหล่าภิกษุ ทรงมองอย่างลึกซึ้ง แย้มสรวลแล้วตรัสว่า

“เพื่อนรักทั้งหลาย เธอรู้หรือไม่ว่าเธอเป็นคนโชคดีมาก เธอไม่มีวัวสักตัวให้สูญหาย”

—–

ขอบคุณนิทานจากเพจ Thai Plum Village 

ขอบคุณความไม่แน่นอน

20190418_uncertainty

วันนี้สุขภาพดี พรุ่งนี้อาจป่วยก็ได้

วันนี้รักกันอยู่ดีๆ พรุ่งนี้อาจเลิกกันก็ได้

วันนี้เห็นหน้ากันอยู่ดีๆ พรุ่งนี้อาจไม่ได้เจอกันแล้วก็ได้

เวลาเราคิดถึงความไม่แน่นอน เรามักจะคิดถึงมันในแง่ร้ายก่อน

แต่ความไม่แน่นอนก็มีแง่บวกด้วยเช่นกัน

ปีนี้เงินเดือน 20,000 ปีหน้าอาจเงินเดือน 30,000 ก็ได้

ขายขนมโตเกียวอยู่ดีๆ อาจมีเว็บเอาไปเขียนถึงจนโด่งดังก็ได้

อยู่เป็นโสดมานานจนถอดใจ วันนี้อาจได้เจอคนที่ใช่ก็ได้

ถ้าโลกนี้มีแต่ความแน่นอน ชีวิตย่อมไม่แย่ลง แต่ก็ไม่มีโอกาสดีขึ้นเช่นกัน

เราจึงควรขอบคุณความไม่แน่นอน

หนึ่ง เพราะมันทำให้เราไม่ประมาท

และสอง เพราะมันทำให้เรามีความหวังครับ

เขียนกฎเพื่อควบคุมคนส่วนน้อย

20190417_rules

เป็นการกระทำที่ไม่คุ้มกันอย่างยิ่ง

ใครที่อยู่องค์กรใหญ่ๆ ที่ก่อตั้งมานาน อาจรู้สึกหงุดหงิดที่มีกฎระเบียบยุ่บยั่บเต็มไปหมด

แค่จะขอซื้อของราคาไม่กี่พันยังต้อง approve กันสามสี่คน

หรือแค่จะเบิกถุงมือยังต้องใช้เวลาเป็นสิบนาที

หรือมาสายนิดหน่อยก็โดนหักเงิน

กฎกติกาเหล่านี้อาจไม่ได้มีมาตั้งแต่แรก

แต่พอมีคนทำผิดทีนึง ทีมผู้บริหารก็รีบออกกฎออกมาเพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องนี้เกิดขึ้นอีก

เช่นเคยอาจมีพนักงานคนนึงเบิกถุงมือเยอะเกินเหตุ เลยต้องออกกระบวนการในการเบิกถุงมือให้เจ้านายเซ็นรับทราบและต้องแทร็คว่าพนักงานแต่ละคนเบิกไปคนละกี่คู่แล้ว

ซึ่งเวลาที่สูญเสียไปกับการแทร็คเรื่องพวกนี้อาจมีมูลค่าสูงกว่าถุงมือเสียอีก

ไหนจะต้องทำไฟล์เก็บข้อมูล ไหนจะต้องหาคนมาดูแลเรื่องการเบิกถุงมือ ไหนจะเสียเวลาทำการทำงานของคนในโรงงาน ฯลฯ

นี่ยังไม่รวมถึง “ต้นทุนความเชื่อมั่น” ที่กฎนี้กำลังบอกกับพนักงานว่า “เราไม่เชื่อใจพวกคุณ” อีก

ในเมื่อองค์กรยังไม่เชื่อใจพนักงาน แล้วจะคาดหวังให้พนักงานเชื่อใจองค์กรได้อย่างไร

ความอันตรายคือตอนออกกฎเราอาจจะคิดว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย แค่เพิ่มขั้นตอนหน่อยเดียวเอง

แต่ถ้าออกกฎใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ โดยไม่ยับยั้งชั่งใจ ผ่านไปห้าปีเราจะมีกฎที่ไม่ make sense อยู่เต็มไปหมด

ถ้าเราอยู่ในตำแหน่งผู้บริหารขององค์กรที่มีสิทธิ์ในการออกกฎกติกาได้ ฝากคิดเผื่อด้วยนะครับว่า กฎใหม่ที่เรากำลังจะออกมานั้นมันควบคุมคนส่วนน้อยและทำให้คนส่วนใหญ่เดือดร้อนรึเปล่า สิ่งที่ได้กลับมาจะคุ้มกับสิ่งที่เสียไปจริงรึเปล่า

สร้างกฎให้น้อยลง เชื่อใจคนในองค์กรให้มากขึ้น จะได้เอาเวลาไปทำเรื่องที่มีประโยชน์กว่านี้กันครับ

เมื่อคำว่าต้องมันเยอะเกินไป

20190415_toomuchmust

เราก็ไม่ต่างอะไรกับทาส

แน่นอนว่าคนเรามีหน้าที่ โดยเฉพาะการทำงานหาเงินมาเลี้ยงดูตัวเองและคนที่เรารัก

แต่นอกเหนือจากหน้าที่แล้ว บางทีทุนนิยมก็ผลักไสให้เราใส่สิ่งที่ต้องทำเข้ามาอีกมากมายในชีวิต

มือถือที่ต้องมี ซีรี่ส์เน็ตฟลิกซ์ที่ต้องดู ข่าวดาราที่ต้องรู้

เราก็เลยไม่เคยมีเวลาพอ-ไม่เคยมีเงินพอเสียที

หากรู้สึกว่าชีวิตเริ่มเหนื่อยเกินไป เราควรกลับมาสำรวจบรรดาสิ่งที่เรา “ต้องทำ” ว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องทำจริงรึเปล่า มันเป็น needs หรือมันเป็น wants กันแน่

เมื่อตัดสิ่งพะรุงพะรังออกจากชีวิตส่วนตัวได้แล้ว ก็สมควรสำรวจสิ่งพะรุงพะรังในที่ทำงานด้วย

ประชุมที่ต้องเข้า รายงานที่ต้องเขียน ไฟล์ที่ต้องตรวจ ลองถามว่าถ้าลองหยุดทำ ลดความถี่ หรือมอบหมายให้คนอื่นช่วยจะได้มั้ย เพราะงานมีเป็นอนันต์ แต่ชีวิตคนมีจำกัด

อย่าปล่อยให้คำว่าต้องเข้ามาอยู่ในชีวิตมากเกินไปครับ

อย่าลืมว่าเราเริ่มใหม่ได้เสมอ

20190415_alwaysstart

ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงปีใหม่หรือวันเกิด

เมื่อได้นอนเต็มที่ เมื่อได้ใช้เวลากับคนที่เรารัก เมื่อได้ทำสิ่งที่เป็นน้ำหล่อเลี้ยงชีวิต เราก็จะตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกว่า “วันนี้เราจะทำอะไรก็ได้”

นี่คือเวลาที่เหมาะสมที่จะหยิบความฝันบางอย่างขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง

อาจเป็นการเริ่มทำธุรกิจ

หรือวิ่งมาราธอน

หรือวางแผนเดินทางต่างเมือง

หรือเดินทางภายใน

หลายเรื่องเราอาจเคยคิดหรือแม้กระทั่งลงมือทำ แต่สุดท้ายก็ทิ้งมันไว้กลางทางด้วยเหตุผลและข้อจำกัดนานัปการ

การบรรลุเป้าหมายนั้นต้องใช้เวลา อาจเป็นเดือน เป็นปี หรือกระทั่งทั้งชีวิต

แต่การเริ่มต้นไม่ต้องใช้เวลา ทำได้เดี๋ยวนี้ นาทีนี้เลย

ถ้าวันนี้มีความรู้สึกว่า “จะทำอะไรก็ได้” จะลองดูซักตั้งก็ไม่เสียหายนะครับ

วันที่ดีคือวันที่มีความมุ่งหมาย

20190414_intentional

“ความมุ่งหมาย” ไม่ใช่ “เป้าหมาย”

แม้จะดูคล้าย แต่ไม่เหมือนกัน

เป้าหมายคืออะไรที่ตั้งไว้แล้วต้องไปให้ถึง ถ้าไม่ถึงเราก็จะผิดหวัง

ส่วนความมุ่งหมายนั้นมีความปล่อยวางอยู่ในที อาจไม่ชัดเท่ากับเป้าหมาย แต่ก็เปิดกว้างในความเป็นไปได้

ถ้าเป้าหมายคือดอยสุเทพ ความมุ่งหมายก็เปรียบได้กับการขึ้นเหนือ

เป้าหมายคือปลายทาง ความมุ่งหมายเป็นทิศทาง

จะให้ตื่นมาแล้ววิ่งตามเป้าหมายทุกวันก็ดูจะเหน็ดเหนื่อยเกินไป โดยเฉพาะช่วงหยุดยาวแบบนี้

แต่เราสามารถใช้ชีวิตแต่ละวันโดยมีความมุ่งหมายได้

ไม่จำเป็นต้องทำอะไร “สำเร็จ” ซักอย่างเดียวก็ได้

แค่ได้ใช้ชีวิตอย่างมีทิศทาง ก็น่าจะเพียงพอแล้วที่จะทำให้วันนี้เป็นวันดีๆ ครับ

นิทานปลาทู

20190412_mackerel

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คืนหนึ่งแม่กลับบ้านมาด้วยความเหนื่อยล้า แต่ก็ยังทำอาหารเย็นให้เราตามปกติ

ที่โต๊ะอาหารแม่วางจานที่มีปลาทูที่ไหม้เกรียมต่อหน้าพ่อและทุกๆ คน

พ่อไม่พูดอะไร ตั้งหน้าตั้งตากินปลาทูไหม้ตัวนั้น และหันมาถามผมว่าที่โรงเรียนเป็นอย่างไรบ้าง

แม่ขอโทษพ่อที่ทอดปลาทูไหม้ แต่พ่อกลับตอบแม่ว่า

“โอย…ผมชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จะตาย อร่อยมากนะแม่”

คืนนั้น ตอนพ่อส่งผมเข้านอน ผมอดถามพ่อไม่ได้

“พ่อครับ พ่อชอบปลาทูทอดเกรียมๆ จริงๆ เหรอครับ”

พ่อลูบหัวผม

“แม่ของลูกทำงานหนักมาทั้งวัน ปลาทูไหม้หนึ่งตัวไม่เคยทำร้ายใคร คำต่อว่าต่างหากที่จะทำร้ายกัน”

—–

ขอบคุณนิทานจาก GPlus Quotes

เราจะฉลาดขึ้นเร็วกว่านี้

20190411_smarterfaster

ถ้าเราไม่มัวแต่ปฏิเสธว่าเราไม่ผิด

“More people would learn from their mistakes if they weren’t so busy denying them”

― Harold J. Smith

เพราะเรารักตัวเองเหลือเกิน อะไรก็ตามที่ทำให้อีโก้สั่นสะเทือนเราจึงรีบปกป้องทันที

เวลาโปรเจ็คล่ม เวลาทีมแพ้ เวลาส่งงานไม่ทัน นิ้วของเราพร้อมจะชี้ไปที่คนอื่นก่อนเสมอ

แต่ยิ่งชี้คนอื่นมากเท่าไหร่ เรายิ่งเสียโอกาสในการเรียนรู้มากขึ้นเท่านั้น

แทนที่จะเอาแรงไปวิเคราะห์ปัญหาและปรับปรุงแก้ไข เรากลับเสียแรงไปกับการหาข้อแก้ต่างให้ตัวเองและอธิบายว่าทำไมความผิดนี้มีต้นเหตุมาจากคนอื่น

ลองเปลี่ยนโจทย์จาก “ทำยังไงถึงจะพิสูจน์ว่าเราไม่ผิด” เป็น “เราจะเรียนรู้อะไรจากเรื่องนี้ได้บ้าง”

เมื่อโจทย์เปลี่ยน เจตนาก็จะเปลี่ยน ความคิดเปลี่ยน การกระทำเปลี่ยน ทิศทางชีวิตก็จะเปลี่ยนไปได้ไม่น้อย

อีโก้เป็นเพียงภาพลวงตา เราจึงไม่ควรปกป้องมันจนเสียโอกาสที่จะฉลาดและเจริญขึ้นครับ

ตอนโกรธหน้าตาเราเป็นยังไง

20191004_angry

ในบาร์ฝรั่งบางร้านจะมีกระจกเงาติดไว้หลังบาร์เทนเดอร์หรือวางอยู่ตรงเคาท์เตอร์ เพื่อที่ว่า หากมีลูกค้าที่กำลังโกรธๆ เดินเข้ามา ถ้าได้เห็นหน้าตัวเองในกระจก จะช่วยให้มีสติขึ้นได้บ้าง

เพราะไม่มีใครชอบหน้าตัวเองเวลาโกรธ

หน้าตาที่บึ้งตึงนั้นลดความหล่อเหลาและความสะสวยไปอย่างน้อย 30%

ในเมื่อใครๆ ก็ชอบให้ตัวเองดูดีกันทั้งนั้น เมื่อเห็นหน้าตัวเองไม่หล่อไม่สวย ความบึ้งตึงของใบหน้าและอารมณ์ก็ผ่อนคลายลงอัตโนมัติ

ในชีวิตประจำวัน เราไม่ได้มีกระจกเงาไว้ให้คอยเตือนสติ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราอารมณ์เสียแล้วไม่ลืมที่จะถามตัวเองอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้หน้าตาเราเป็นยังไง แล้วหยิบมือถือขึ้นมาเซลฟี่ตัวเองดู ก็น่าจะช่วยให้โทสะลดลงได้ในระดับนึงเลยนะครับ