เอ่ยปากชมคนอื่นให้มากขึ้น

20200107

นี่เป็นอีกหนึ่งนิสัยที่ผมอยากจะทำให้ได้ในปีใหม่นี้

เพราะคนไทยนั้นมักปากหนักเวลาชมเชย ผิดกับฝรั่งที่ใช้คำชมเสียจนชิน

“Wow, this cake is amazing!”

“The presentation was awesome!”

“You’re doing great!”

Amazing, Awesome, Great ฝรั่งใช้คำนี้กันทุกวัน จนบางทีเราก็รู้สึกว่าความหมายของมันก็ถูกลดทอนคุณค่าลงไป

ในขณะที่คนไทยจะตรงกันข้ามเลย ถ้าใครทำดีมากๆ เราก็อาจจะพูดแค่ว่า “โอเคเลยนะ” หรือ “ใช้ได้เลยนะ” หรือ “อันนี้ดี พี่ชอบ” แค่นี้คือถือว่าชมมากๆ แล้ว น้อยเสียยิ่งกว่าน้อยที่จะเห็นใครชมกันว่า “สุดยอดไปเลย” โดยเฉพาะในที่ทำงาน

แต่แม้กระทั่งการชมแบบที่กล่าวมาก็ยังถือว่าน้อยอยู่ เมื่อเทียบกับสิ่งที่ควรจะเป็น

การเอ่ยชมนั้นถือเป็นไม่กี่อย่างในชีวิตที่มีความเสี่ยงต่ำแต่ผลตอบแทนสูง

ความเสี่ยงต่ำเพราะไม่ต้องใช้เงินซักบาท ใช้เวลาเพียงแค่สองวินาที เผลอๆ คนพูดจำไม่ได้ด้วยซ้ำ

แต่คำชมที่ออกไปนั้น มันมีความหมายมากพอที่จะทำให้คนคนหนึ่งยิ้มได้ทั้งวันและจดจำได้ไปอีกหลายปี

ตัวผมเองตั้งใจว่าจะชมให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 เรื่อง จะโดยวาจา ทางแชท หรืออีเมลก็ได้

ก้าวข้ามความเขิน เอ่ยสิ่งที่เรารู้สึก แล้วถ้อยคำของเราจะกลายเป็นของขวัญชั้นดีครับ


“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

โรคเคี้ยวแล้วไม่กลืน

20200106b

ตอนนี้ “ใกล้รุ่ง” ลูกชายของผมอายุสองขวบกว่าแล้ว

ใกล้รุ่งก็เหมือนเด็กทั่วไปคือห่วงกิน เห็นอะไรก็อยากกินไปเสียหมด

แต่นิสัยอย่างหนึ่งที่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่คือพอเคี้ยวได้สักพัก เขาจะคายทิ้ง จากนั้นก็จะหยิบอาหารแบบเดิมนี่แหละมาเคี้ยวใหม่ ก่อนจะคายทิ้งอีกรอบ

ดูเค้าน่าจะสนุกกับการเคี้ยวและได้ลิ้มลองรสชาติ แต่ไม่รู้ทำไมถึงไม่ยอมกลืนมัน ผู้ใหญ่อย่างผมก็รู้สึกเสียของ ต้องคอยปรามว่าถ้าเคี้ยวเล่นๆ อย่างนี้จะไม่ให้กินแล้วนะ

ผมว่าผู้ใหญ่อย่างเราก็เป็นโรคเคี้ยวแล้วไม่กลืนกันเยอะนะครับ

เพราะนี่คือช่วงเวลาที่เรามีอะไรให้ลองให้เลือกมากกว่าที่เคยเป็นมา เน็ตฟลิกซ์ก็น่าดู IF ก็น่าลอง ดริปกาแฟก็อินเทรนด์ ไอโฟนใหม่ก็น่าซื้อ สิ่งล่อตาล่อใจมีมากมายเหลือคณานับ

แต่เมื่อเราอยากลองไปเสียทุกอย่าง เราจึงกลายเป็นผู้ใหญ่สมาธิสั้น เห็นอะไรน่าสนใจก็พุ่งเข้าหา แต่ไม่ทันจะได้ประโยชน์จากมันเราก็ผละไปลองสิ่งอื่นอีกแล้ว

เหมือนเด็กที่เคี้ยวอาหารแต่ไม่ยอมกลืน ได้ความอร่อยแต่ไม่ได้รับสารอาหารใดๆ

ใช่ ชีวิตคือการทดลอง ใช่ ชีวิตควรกล้าทำสิ่งใหม่ๆ แต่ชีวิตก็ควรเรียนรู้ที่จะช้าลงและใช้เวลากับสิ่งที่มีคุณค่าและเก็บเกี่ยวจากมันให้เต็มที่ด้วย

เคี้ยวแล้วกลืนถึงจะเติบโตได้ดีครับ

—–

IF = Intermittent Fasting อดอาหารเพื่อให้หัวสมองโล่ง เป็นเทรนด์ Silicon Valley ในปีที่ผ่านมา

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

จงมีวันดีๆ ให้ได้ก่อน 12:00

20200106

“Look, the goal is to have a great day by noon.”
-Gary Keller

Gary Keller คือผู้เขียน The One Thing ซึ่งเป็นหนังสือด้าน Productivity ที่ผมชอบมากที่สุดเล่มหนึ่ง

แกรี่ได้ให้สัมภาษณ์ในพ็อดคาสท์ของ Tim Ferriss ไว้ว่าคนเราควรจะมีวันดีๆ ให้ได้ก่อนเที่ยง

เพราะช่วงเช้าคือช่วงที่เราพลังงานเยอะสุด มี willpower สูงที่สุด มีชั่วโมงที่เราได้อยู่กับตัวเอง สามารถทำงานได้โดยไม่มีใครขัดจังหวะ

ดังนั้น ถ้ามีเรื่องสำคัญอะไร จงทำให้เสร็จเสียเรียบร้อย แล้วปล่อยให้อะไรก็ตามที่เข้ามาใหม่ในช่วงเช้าเป็นตัวกำหนดสิ่งที่เราจะทำในช่วงบ่าย

พูดง่ายๆ ก็คือช่วงเช้าจงทำเพื่อตัวเอง ช่วงบ่ายค่อยทำเพื่อคนอื่น

หนึ่งในสาเหุตที่เรารู้สึกแย่กับงาน เพราะวันๆ เราเอาแต่วิ่งเป็นหนูถีบจักรเพื่องานที่สำคัญสำหรับคนอื่น แผนที่เราวางไว้มักไม่ค่อยได้ทำ เพราะพอมีอะไรใหม่ๆ เข้ามาเราก็มักจะกระโดดไปหามันก่อนเสมอ

จากนี้ไปลองเปลี่ยนใหม่ ตั้งเป้าว่าจะมี a great day ก่อนพักเที่ยงด้วยการทำสิ่งที่ตัวเองวางไว้ ส่วนอะไรที่เข้ามาใหม่ๆ ค่อยเก็บไปทำตอนบ่ายก็ยังไม่สาย

แล้วลองดูว่าความรู้สึกที่เรามีต่อวันจันทร์จะเปลี่ยนไปอย่างไรนะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

รีวิวหนังสือ ความสุขปัจจุบันสุทธิ

20200105b

เมื่อวานนี้อาจารย์นภดล ร่มโพธิ์เพิ่งรีวิวหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ลงในพอดคาสท์ Nopadol’s Story และระบุว่าช้างกูอยู่ไหนเป็นหนังสือเล่มสุดท้ายที่อ่านจบในปี 2019

วันนี้ผมก็เลยอยากจะมาบอกว่า หนังสือเล่มแรกที่ผมอ่านจบในปี 2020 คือ “ความสุขปัจจุบันสุทธิ” ของอาจารย์นภดลนี่แหละครับ อ่านจบวันปีใหม่พอดีเลย

ผมได้รู้จักอาจารย์นภดลในงานที่ PMAT จัดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ซึ่งทั้งอาจารย์และผมได้พูดใน session เดียวกันว่าด้วยเรื่อง OKR

ก่อนถึงวันงานผมก็เลยค้นประวัติของอาจารย์ดู แล้วก็ amazing มากเพราะอาจารย์นภดลได้เป็นศาสตราจารย์ตั้งแต่อายุสี่สิบกว่าๆ ซึ่งหลายคนน่าจะรู้ว่าการได้ตำแหน่งศาสตราจารย์ในเมืองไทยเป็นเรื่องที่ยากมาก ยากกว่าการเป็น Professor ในเมืองนอกเสียอีก

ชื่อหนังสือ “ความสุขปัจจุบันสุทธิ” เป็นชื่อที่ชวนให้ค้นหาว่ามันคืออะไร ดังนั้นตอนที่ผมเปิดหนังสือขึ้นมา ผมก็รีบตรงไปที่หน้าสารบัญแล้วพลิกไปดูเรื่องนี้เป็นบทแรกเลย

ใครที่พอจะเข้าใจเรื่องการเงินอยู่บ้าง ย่อมจะเคยได้ยินคำว่า NPV หรือ Net Present Value

เพราะเงิน 100 บาทในอนาคต ย่อมมีมูลค่าน้อยกว่าเงิน 100 บาทในตอนนี้ ดังนั้นวิชาการเงินจึงมีสูตรเพื่อคำนวณว่าเงิน 100 บาทใน 10 ปีข้างหน้านั้นจะมี “มูลค่าปัจจุบันสุทธิ” หรือ NPV เท่าไหร่นั่นเอง ซึ่งถ้าให้ผมกะๆ เอาก็น่าจะประมาณ 60-70 บาท

มันก็เลยเป็นที่มาของคอนเซ็ปต์ Net Present Happiness หรือ “ความสุขปัจจุบันสุทธิ” ของอาจารย์นภดล ที่บอกว่าความสุขในอนาคต ไม่เท่ากับความสุขในตอนนี้ เราจึงยังไม่ทำสิ่งที่เรารู้อยู่แก่ใจว่าดีกับตัวเราในระยะยาว และเลือกสิ่งที่จะทำให้เรามีความสุข “ที่นี่เดี๋ยวนี้” เลยมากกว่า

ยกตัวอย่างเช่น ฉันก็อยากหุ่นดีนะ แต่ความสุขที่จะได้หุ่นดีในอนาคตอาจจะมีมูลค่า 100 แต้ม พอคำนวณ NPH แล้วเหลือแค่ 70 แต้ม ขณะที่ถ้าฉันอยากกินชานมไข่มุกแล้วต้องอดใจไว้ คะแนนความสุขฉันจะลดฮวบทันที 100 แต้ม

70-100 = -30

พอค่าความสุขปัจจุบันสุทธิเป็นติดลบ ฉันเลยขอเลือกกินชานมไข่มุกดีกว่า

ดังนั้น ถ้าอยากจะให้ชีวิตเราดีขึ้น เราควรทำให้ค่า NPH ของเราเป็นบวกในทุกการตัดสินใจ อันจะนำมาซึ่งพฤติกรรมที่เป็นคุณกับเราในระยะยาว โดยอาจารย์นภดลก็ได้ให้คำแนะนำไว้ 3 ข้อ ส่วนจะมีวิธีใดบ้างลองไปหาอ่านดูนะครับ 🙂

—–

ผมขอยกตัวอย่างอีก 3 เรื่องที่ผมชอบเป็นพิเศษในหนังสือเล่มนี้

เรื่องแรกคือการผัดวันประกันพรุ่ง ซึ่งนับเป็นศัตรูของเรามาโดยตลอด เพราะมันทำให้เราไม่ได้เริ่มอะไรซักอย่าง

แต่เราสามารถใช้นิสัยนี้ให้เป็นคุณกับเราได้ ด้วยการ “ผัดผ่อนการทำไม่ดี” ออกไป

ยกตัวอย่างเช่น เราอยากจะกินข้าวให้เยอะกว่านี้ แต่ก็บอกตัวเองว่า พรุ่งนี้ค่อยกินดีกว่า จะกินให้เต็มที่เลย แล้วพอพรุ่งนี้มาถึงเราก็ผัดผ่อนการกินเยอะๆ ไปอีกรอบ กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็ผอมเสียแล้ว

หรือถ้าเวลาไปเดินห้างแล้วเห็นเสื้อที่อยากซื้อ ก็บอกตัวเองว่าเอาไว้ก่อน ไว้กลับถึงบ้านแล้วถ้ายังอยากซื้อค่อยมาซื้อใหม่ก็ยังไม่สาย ซึ่งมันจะทำให้เรารู้ว่าเราต้องการเสื้อตัวนั้นจริงๆ อยู่รึเปล่า

—–

เรื่องที่สองคือประโยคสั้นๆ แต่กินใจมาก

คำว่ารักสะกดว่า “เ-ว-ล-า”

เป็นคำแนะนำในการเลี้ยงลูกแต่จริงๆ มันก็ใช้ได้กับทุกความสัมพันธ์

พ่อแม่สมัยนี้ภารกิจมากมายเหลือเกิน ขนาดวันเสาร์อาทิตย์ก็ยังไม่ค่อยได้พัก (เช่นผมที่มานั่งเขียนบล็อกเป็นต้น!)

แต่ของขวัญที่มีค่าที่สุด และวิธีที่จะทำให้ลูกรับรู้ได้ดีที่สุดว่าเรารักเขาก็คือการให้เวลากับเขานั่นเอง

ส่วนจะไปจัดการยังไงก็ขึ้นอยู่กับข้อจำกัดของแต่ละคน ขอแค่ให้เราระลึกเสมอว่าลูกจะเป็นเด็กอยู่แค่แป๊บเดียวเท่านั้น เมื่อผ่านช่วงนี้ไป มันก็คือโอกาสที่ไม่อาจย้อนกลับ

—–

เรื่องสุดท้ายที่ผมจะนำมาฝากจากหนังสือเล่มนี้คือคำถามสำคัญ:-

“ถ้าตัวเราในอีก 5 ปี ข้างหน้ามาคุยกับตัวเราตอนนี้ คิดว่าเขาจะบอกอะไรเรา”

เขาจะขอบคุณหรือเขาจะโกรธเคือง เขาจะเตือนหรือเขาจะชมเชย

เป็นคำถามที่อาจต้องใช้เวลาคิดค่อนข้างนาน แต่ผมเชื่อว่าคำถามที่ดีที่มาถูกที่ถูกเวลามันมีพลังมากพอที่จะเปลี่ยนทิศทางของชีวิตคนคนหนึ่งได้เลย

—–

ยังมีอีกหลายข้อความที่ชวนให้คิดให้ค้นต่อในหนังสือเล่มนี้ เช่น

– บางทีเราก็ไม่ควรมีความอดทน
– เราไม่เคยยุ่งจนไม่ได้กินข้าวติดต่อกัน 3 วัน
– ที่มันยากเพราะมันยังไม่ใช่นิสัย ถ้าเป็นนิสัยมันก็ไม่ยาก

และอาจารย์นภดลได้แชร์เทคนิคที่ช่วยให้อาจารย์ทำงานวิจัยออกมาได้มากมาย ไขข้อสงสัยของผมว่าทำไมถึงได้ตำแหน่งศาสตราจารย์รวดเร็วเช่นนี้

โดยสรุป ความสุขปัจจุบันสุทธิจึงเป็นหนังสือที่ดี อ่านง่าย ควรแก่การซื้อเป็นของขวัญให้ตัวเองและคนรักในปีใหม่นี้ครับ


ป.ล. ถ้าเข้าเว็บของซีเอ็ด แล้วหาหนังสือความสุขปัจจุบันสุทธิ จะเห็นว่าคนที่ซื้อหนังสือเล่มนี้ มักจะซื้อหนังสือช้างกูอยู่ไหน และหนังสือ วิธีแก้ปัญหายากให้ง่ายฯ ไปอ่านด้วยกันครับ 😉

รออะไรก็ไม่รู้ กลัวอะไรก็ไม่รู้

20200104

รออะไรก็ไม่รู้ กลัวอะไรก็ไม่รู้

แต่เราก็รอมาเรื่อยๆ และกลัวมาเรื่อยๆ

เลยมีหลายเรื่องที่ยังไม่ได้สะสาง หลายอย่างที่เป็นเพียงฝันเลื่อนลอย

เราบอกไม่ได้ว่าเรากลัวสิ่งใด เราบอกไม่ได้ว่าเรากำลังรออะไร

เราเลยกลบความไม่ชัดเจนนี้ด้วยเหตุผลคลาสสิกว่าเราไม่มีเวลา แต่เรากลับมีเวลาเล่นมือถือได้วันละเป็นชั่วโมง

ซึ่งเรื่องที่ค้างคานี้อาจไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย เราก็เลยอยู่รอดมาได้โดยไม่ต้องทำอะไร

แต่ข้อเสียคือมันรกหูรกตารกใจ และกลับมาคอยย้ำเตือนว่าเรายังปล่อยปละละเลย ทำให้เราสูญเสียความนับถือในตัวเองไปอย่างช้าๆ

ถ้าสุดท้ายก็ต้องทำอยู่ดี สู้กัดฟันทำเสียตอนนี้ก็น่าจะคุ้มค่านะครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ชวนคุณมาตั้งคำถามว่า เมื่อชีวิตเดินทางมาถึงจุดนี้ อะไรกันแน่ที่ยังสำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

นิทานเม็ดทรายกับไข่มุก

20200102b

เด็กหนุ่มคนหนึ่งจบปริญญาตรีด้วยคะแนนดีเยี่ยม เขามั่นใจมากว่าจะต้องได้งานที่ตัวเองฝันไว้อย่างแน่นอน

แต่หลังจากได้ไปสัมภาษณ์กับหลายบริษัทที่ตัวเองหมายตาเอาไว้ เขากลับไม่ถูกเรียกให้เข้าไปเซ็นสัญญาเลยแม้แต่ที่เดียว

เด็กหนุ่มไม่เข้าใจว่าทำไมจึงเป็นเช่นนี้ จึงไปเดินเล่นที่หาดทรายเผื่อจะคิดอะไรออก

เขาได้พบกับชายชราผู้หนึ่งที่อัธยาศัยดีและคุยกันถูกคอ ชายหนุ่มจึงเล่าเรื่องราวของตัวเองให้ฟัง

ชายชราได้ยินดังนั้นจึงก้มลงหยิบทรายเม็ดหนึ่งขึ้นมาชู ก่อนที่จะปล่อยมันตกพื้น

“เอาล่ะพ่อหนุ่ม ช่วยเก็บทรายเม็ดเมื่อกี้ให้ลุงหน่อย”

“ผมจะไปหาเจอได้ไงล่ะครับลุง ทรายตรงนี้มีไม่รู้ตั้งกี่พันเม็ด แถมหน้าตาก็เหมือนกันหมดด้วย”

ชายชราไม่ว่าอะไร ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋ากางเกงแล้วหยิบวัตถุชิ้นหนึ่งขึ้นมา มันเป็นไข่มุกสีขาวนวลขนาดพอๆ กับลูกปัด แล้วเขาก็ปล่อยมันตกลงพื้น

“คราวนี้เธอเก็บไข่มุกให้ลุงได้มั้ย?”

“ก็แหงอยู่แล้วสิครับ ดูง่ายจะตายไป”

“ตอนนี้เธอคิดว่าตัวเองพิเศษกว่าใคร แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ต่างอะไรกับเม็ดทรายนับร้อยนับพันบนชายหาดนี้ จงฝึกฝนและกวดขันตัวเองจนกว่าจะเป็นไข่มุกเถอะ แล้วเมื่อถึงวันนั้นใครๆ ก็ย่อมต้องการตัวเธอและหาเธอเจอได้อย่างง่ายดาย”

—–

ขอบคุณนิทานภาษาจีนจากไลน์

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่นายอินทร์ ซีเอ็ด B2S และ Kinokuniya แล้วนะครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

ไม่มีมีดด้ามไหนที่ลับแล้วไม่คม

20200102

สมองของมนุษย์เรามีคุณสมบัติที่เรียกว่า neuroplasticity

neuro = เกี่ยวกับระบบประสาท

plasticity = ยืดหยุ่นปรับรูปโฉมได้เหมือนพลาสติก

หมายความว่าสมองของเราปรับเปลี่ยนได้ตลอดชีวิต

ถ้าคิดว่าเราแก่เกินไปที่จะหัดเขียนโปรแกรม ให้รู้ว่าคุณมาซาโกะ วากายิมะจากโตเกียวสร้างแอปไอโฟนตอนสิริอายุรวม 81 ปี

ถ้าคิดว่าเด็กเกินไปที่จะสร้าง impact ได้ ให้รู้ว่า Youtuber ที่รายได้มากที่สุดในปีนี้เป็นเด็กอายุ 8 ขวบชื่อ Ryan Kaji จากรัฐเท็กซัส

ถ้าคิดว่าเราอ้วนเกินไปที่จะออกกำลังกาย ให้รู้ว่านักวิ่งมาราธอนหลายคนเคยน้ำหนักเกินร้อยกิโลมาก่อน

ถึงอ้วนก็ออกกำลังกายได้ ถึงไม่เก่งก็ฝึกฝนได้ ถึงไม่รู้ก็ศึกษาได้

สมองคนเรานั้นมหัศจรรย์ ร่างกายคนเราก็มหัศจรรย์ และใจคนเราก็มหัศจรรย์ จงอย่าปล่อยให้ความมหัศจรรรย์นี้สูญเปล่า

ไม่มีมีดด้ามไหนที่ลับแล้วไม่คม

คำถามคือเราได้ลงมือลับมีดบ้างแล้วหรือเปล่า

หรือเรายังมัวแต่ถกเถียง วางแผน ซื้ออุปกรณ์ และทำอะไรต่อมิอะไรเต็มไปหมดยกเว้นการลับมีด

ปีใหม่ 2563 นี้ ขอให้ทุกคนเริ่มลับมีดของตน

และถ้าไม่เลิกล้ม มีดนี้จะคมกริบก่อนปี 2564 จะมาถึงแน่นอน

—–

ขอบคุณข้อความจากโรงเรียนโพหัก”วงศ์สมบูรณ์ราษฎร์อุปถัมภ์” จ.ราชบุรี

 

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

ปีใหม่นี้ขอให้มีความกล้าหาญ

20200101

ปีใหม่นี้ขอให้มีความกล้าหาญ

เย็นย่ำของวันแรกแห่งปี 2563 เชื่อว่าหลายท่านคงตั้งปณิธานปีใหม่หรือ New Year Resolutions ไปเรียบร้อยแล้ว

ส่วนตัวผมไม่ค่อยชอบตั้งเป้าหมายเท่าไหร่นัก แต่จะเลือก “ธีม” ประจำปีแทน

ธีมประจำตัวของผมในปีที่ผ่านมาคือ “ความต่อเนื่อง” หรือ Continuity/Consistency ทำอะไรก็จงทำให้ต่อเนื่อง ไม่ว่าจะซ้อมวิ่ง อ่านหนังสือ หรือเขียนบล็อก

เพราะถ้าหยุดไปนานๆ แล้วมันมักต้องกลับไปเริ่มใหม่เสมอ

ซึ่งธีมความต่อเนื่องก็ช่วยเหลือผมได้พอสมควร ได้ซ้อมวิ่งจนวิ่งจบมาราธอน อ่านหนังสือจบมากกว่าปีก่อนๆ และคลี่คลายกับการเขียนบล็อกกว่าที่เคย

ขึ้นปีใหม่ ผมเลยขอเลือก “ความกล้า” – courage มาเป็นธีมประจำปี 2563

เพราะสำรวจตัวเองแล้วคิดว่า หากเรากล้าขึ้นอีกนิด ชีวิตน่าจะเรียบง่ายขึ้นและเหนื่อยน้อยลงกว่าเดิม

กล้าที่จะเข้าไปคุย

กล้าที่จะปฏิเสธ

กล้าที่จะไม่ตามกระแส

กล้าที่จะบอกความรู้สึกที่แท้จริง

กล้าที่จะบอกว่าเราไม่โอเค

กล้าที่จะไม่เอาใจทุกคน

กล้าที่จะพูดจาหวานๆ กับคนใกล้ตัว

กล้าที่จะบอกว่าเราไม่รู้

กล้าที่จะขอความช่วยเหลือ

กล้าที่จะขอโทษ

กล้าที่จะตัดบางสิ่งบางอย่างออกไปจากชีวิต

ความกล้าเหล่านี้ไม่ได้ก้องคำราม ไม่ประกาศศักดา แต่มันจะช่วยให้เราตัดสินใจได้เที่ยงตรงมากขึ้นในห้วงขณะเล็กๆ (little moments) ที่เราต้องพบเจอตลอดทั้งวัน

หนึ่งวันเราอาจจะเจอโมเมนต์แบบนี้ 30 ครั้ง หนึ่งปีก็ 10,000 ครั้ง

ถ้าทั้ง 10,000 ครั้งนี้เราเลือกที่จะกล้ามากกว่าที่จะกลัว ผมเชื่อว่าชีวิตน่าจะแตกต่างไปจากเดิม

ปีใหม่นี้ขอให้มีความกล้าหาญครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

รีวิว 5 เป้าหมายปี 2019

20191231

เมื่อวันที่ 2 มกราคม 2019 ผมตั้งเป้าหมายประจำปีเอาไว้ 5 ข้อด้วยกัน

เจริญสติ 1 นาที
อ่านหนังสือ 1 นาที
ออกกำลังกาย 1 นาที
วางแผนประจำวัน 1 นาที
เขียนบล็อก 1 นาที

แล้วทำทุกวัน

ผมรีวิวเป้าหมายตอนครบ 3 เดือน แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รีวิวอีกเลย วันนี้วันสิ้นปีแล้วเลยต้องสบตากับความจริงแล้วนำมาเล่าให้ฟังเสียหน่อย

เจริญสติ 1 นาที
ถือว่าปีนี้มีโอกาสเจริญสติมากกว่าปี 2018 อาจเป็นเพราะลูกโตขึ้น เลยมีเวลาส่วนตัวมากกว่าเดิมนิดหน่อย

รูปแบบการเจริญสติเปลี่ยนไป นั่งสมาธิน้อยลงแต่เน้นการเดินจงกรมและการขยับมือตามแนวหลวงพ่อเทียน รู้สึกว่าสมาธิแบบเคลื่อนไหวนั้นเหมาะกับจริตตนเองมากกว่า

ปีนี้ได้อ่านหนังสือธรรมะที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งในชีวิตคือหนังสือดวงตาแห่งชีวิตของท่านเขมานันทะ และได้ฟังหลวงพ่อปราโมทย์ผ่าน Spotify ตอนขับรถกลับบ้านเกือบทุกวันทำงาน

อ่านหนังสือ 1 นาที
ไม่ได้เก็บหลักฐานเอาไว้แต่เชื่อว่าปี 2019 น่าจะอ่านหนังสือจบได้มากกว่าปี 2018 หลักการคือให้เอาหนังสือเข้าห้องน้ำ ส่วนมือถือให้เอาไว้ที่อื่น หนังสือที่ดีที่สุดที่ได้อ่านในปีนี้คือ Why We Sleep ของ Matthew Walker ส่วนเล่มรองชนะเลิศคือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

ผมเริ่มฟังหนังสือเสียงผ่าน Storytel ซึ่งถูกกว่า Audible ของ Amazaon เพราะจ่ายเหมาแค่เดือนละ 10 เหรียญแล้วจะฟังกี่เล่มก็ได้ แล้วก็ได้พบว่าการฟังหนังสือนี่ซึมซับอะไรไม่ค่อยได้มาก กลับไปรีวิวก็ไม่ได้ แต่ก็เหมาะกับหนังสือ Memoir เล่มหนาๆ ที่ถือไม่ไหวและอาจไม่มีกำลังใจอ่านจนจบ หนังสือสองเล่มหนาเตอะที่ผมฟังจบไปคือ Becoming ของ Michelle Obama และ Einstein ของ Walter Isaacson

ออกกำลังกาย 1 นาที
ช่วงครึ่งปีแรกสนุกสนานกับการออกกำลังกายวันละ 7 นาทีเกือบทุกเช้า ซึ่งเป็นไอเดียมากจากหนังสือ Make Time ของอดีตพนักงาน Google (แปลไทยชื่อหนังสือ “ยุ่งจริง! หรือแค่คิดไปเอง”) ส่วนครึ่งปีหลังใส่ใจการวิ่งมากขึ้นและจบมาราธอนแรกในชีวิตที่บางแสน

ได้ค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่สุดของการวิ่งของผมคือการ “สร้างความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง” กับการวิ่งเสียก่อน วิ่งไปเรื่อยๆ สบายๆ ไม่ต้องเร่งฝีเท้า ไม่ต้องเข้มงวดกับตารางซ้อม เมื่อเรามีความสัมพันธ์ที่ถูกต้อง มันจะอยากออกมาซ้อมวิ่งเองโดยธรรมชาติ เพราะการวิ่งจะเป็นเพื่อนเรา มิใช่ยอดเขาให้พิชิต

วางแผนประจำวัน 1 นาที
วันไหนวางแผน วันนั้นจะไม่สะเปะสะปะ เวลาจะถูกใช้ไปอย่างมีสัมปชัญญะ ไม่เลี้ยวเข้า social media บ่อยเสียจนเรารังเกียจตัวเอง อีกอันหนึ่งที่เริ่มทำคือการเขียนบันทึกประจำวันลง notepad แล้วนานๆ ทีก็ส่งเข้าเมลตัวเองเพื่อเป็นการแบ็คอัพ วิธีนี้น่าจะทำให้เราเขียนได้อย่างต่อเนื่องและเก็บไว้ได้หลายสิบปีเพราะ notepad และอีเมลคงไม่หายไปไหนง่ายๆ

เขียนบล็อก 1 นาที
ความรู้สึกว่าจะต้องเขียนบล็อกทุกวันนั้นคลี่คลายลง ตอนไปญี่ปุ่นผมก็ไม่ได้เขียนบล็อก วันไหนไม่สบายหรือเหนื่อยมาทั้งวันก็อาจไม่ได้เขียนบล็อกเพราะให้ความสำคัญกับการนอนมากกว่า มีบางคราวที่ไปเขียนชดเชยเอาวันหลัง สำหรับปีนี้ถ้านับรวมบทความนี้ก็เขียนได้ 350 บทความ ไม่เพอร์เฟกต์แต่ก็พอใจ

บทความบางตอนได้เข้ามาอยู่ในหนังสือช้างกูอยู่ไหนที่วางแผงไปตอนคริสต์มาส หนังสือเล่มนี้อ่านยากกว่า Thank God It’s Mondayฯ แต่ก็ชวนให้ผู้อ่านได้ถามคำถามที่ลึกซึ้งกว่าเดิม แอบลุ้นเหมือนกันว่าปีหน้าเราจะพาข้อเขียนและมุมมองไปได้ลึกกว่านี้มั้ย

ปี 2020 ผมคงจะไม่มีเป้าหมาย แต่น่าจะมี “ธีม” ประจำปี ซึ่งผมจะมาเล่าให้ฟังในวันพรุ่งนี้ครับ

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room

รอคอยเนิ่นนานเพื่อความสุขที่สั้นนิดเดียว

20191230

เมื่อครั้งที่ผมได้ไปเที่ยว เที่ยว Universal Studios Japan ที่ ที่โอซาก้า เครื่องเล่นหนึ่งที่คนต่อคิวยาวที่สุดคือ Flying Dinosaur

โชคดีผมถือบัตร Express Pass เลยได้เข้าคิวด่วนพิเศษ

เครื่องเล่นสนุกมาก หวาดเสียวมาก เวียนหัวมาก และใช้เวลาเล่นแค่ 2 นาทีเท่านั้น ถ้าเล่นยาวกว่านี้มีโอกาสอาเจียนได้ง่ายๆ

เดินลงมาจากเครื่องผมก็ยังเห็นคนต่อคิวยาวเป็นหางว่าว คนหลายร้อยต้องเข้าคิว 2 ชั่วโมงเพื่อความสนุกแค่ 2 นาที

อีกเครื่องเล่นหนึ่งที่คิวค่อนข้างยาวเหมือนกันคือ Jaws ที่พาเรานั่งเรือเผชิญปลาฉลาม ผมยกให้เป็นเครื่องเล่นที่น่าผิดหวังที่สุดของ USJ ขนาดผมไม่ต้องต่อคิวยังรู้สึกว่าเสียเวลา ไม่รู้ว่าคนที่รอคิวเป็นชั่วโมงจะรู้สึกอย่างไร

ผมว่าสิ่งที่เจอในสวนสนุกมันเป็นภาพสะท้อนที่ดีของชีวิตคนเรานะครับ

เราเรียนหลายสิบปีเพื่อจะได้ใบปริญญา

เราจีบหญิงเนิ่นนานเพื่อจะได้จับมือเธอครั้งแรก

เราทำงานจนผมหงอกกว่าเงินเดือนจะแตะหกหลัก

เรามียอดเขาที่เราอยากปีนขึ้นไปให้ถึง จินตนาการเอาไว้ว่าบนยอดต้องสวยน่าดู เราจึงบุกป่าฝ่าดงหกล้มเป็นแผล ใช้เวลาเดินทางข้ามวันข้ามคืนเพื่อจะได้ขึ้นไปชมวิว

บางครั้งวิวก็สวยจับตา แต่บางคราก็อดถามตัวเองไม่ได้ว่า “แค่นี้เองเหรอ”

ได้ชมวิวเพียงไม่นาน ก็ถึงเวลาต้องเดินลงเสียแล้ว

เมื่อการรอคอย+การเดินทางมันเนิ่นนาน ส่วนช่วงเวลาแห่งความยินดีปรีดานั้นแสนสั้น ผมจึงได้ข้อคิดสองอย่าง

หนึ่งคือเมคชัวร์ว่าเขาลูกนี้คือเขาที่เราอยากปีนจริงๆ เพราะเราไม่มีเวลามากพอที่จะปีนทุกเขา อย่าเฮโลขึ้นเขาลูกนี้เพียงเพราะคนขึ้นกันเยอะ

สองคือจงสนุกไปกับการเดินทาง จะดีหรือจะร้ายก็จงแนบแน่นและดื่มด่ำไปกับมัน

เพราะความสุขตอนพิชิตยอดเขานั้นสั้นเหลือเกิน

—–

“Elephant in the Room ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมเดินทางถึงนายอินทร์ ซีเอ็ด และ B2S แล้ว อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room