ทำไมรวยแล้วถึงยังหยุดไม่ได้

สมมติว่ามีชายสามคนมีอาชีพทำมาค้าขายเหมือนกัน

นาย A เดือนแรกได้กำไร 200,000 บาท เดือนถัดมาขาดทุน 40,000 บาท

นาย B เดือนแรกได้กำไร 150,000 บาท เดือนถัดมาเท่าทุน

นาย C เดือนแรกได้กำไร 70,000 บาท เดือนถัดมาได้กำไรอีก 70,000 บาท

คุณคิดว่าใครมีความสุขมากที่สุด?

คำตอบน่าจะเป็นนาย C แม้จะมีกำไรรวมน้อยที่สุด

ส่วนนาย A แม้จะได้กำไรรวม 160,000 บาท แต่ก็อาจจะเป็นคนที่มีความสุขน้อยที่สุดเพราะเพิ่งขาดทุนมาหมาดๆ

สมองคนเรานั้นถนัดกับการคิดแบบสัมพัทธ์ (relative) มากกว่าสัมบูรณ์ (absolute)

เราไม่เคยมานั่งหักลบกลบหนี้หรอกว่าตั้งแต่เราเรียนจบมาเรา “กำไร” มาแล้วเท่าไหร่ อารมณ์ความรู้สึกของเรานั้นขึ้นอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ สัปดาห์นี้ หรือเดือนนี้เป็นหลัก

ความรู้สึก “ชนะ” จึงไม่ได้เกิดจาก “กำไรสะสม” มากเท่ากับ “ผลลัพธ์ครั้งล่าสุด”

ดังนั้น แม้ว่าบางคนจะร่ำรวยและมี net worth สูงอยู่แล้ว มันก็ไม่ได้มีความหมายเท่ากับว่าเขาสามารถ “ชนะ” ได้อีกในครั้งถัดไปรึเปล่า (ส่วน “ชนะ” นั้นจะนิยามอย่างไรก็ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องตัวเงินเสมอไป)

เมื่อเข้าใจว่าสมองคนเราทำงานแบบสัมพัทธ์เป็นหลัก เราก็สามารถนำความรู้นี้มาใช้ให้เกิดประโยชน์

เพราะความสุขไม่ได้ไหลมาเทมามาในวันที่เราเก็บเงินได้ถึง 1 ล้านบาท แต่มันค่อยๆ รวยระรินในเวลาที่เราได้ทำอะไรบางอย่างเพื่อสร้างความก้าวหน้าให้กับตัวเองในวันนี้

ไม่มีความจำเป็นต้องรอถึงวันที่ฝันเป็นจริง

แค่รู้ตัวว่ากำลังเดินเข้าใกล้มันขึ้นอีกนิดก็ฟินได้แล้ว

สำหรับคนที่ชอบตัดพ้อว่าทำไมเรื่องนี้ต้องเกิดกับเรา

  1. ถามตัวเองก่อนว่า นี่เราอยากรู้จริงๆ หรือแค่อยากบ่นเฉยๆ
  2. ถ้าอยากรู้จริงๆ ก็ลองทบทวนให้ดี เกินกว่าครึ่งของสิ่งร้ายๆ นั้นเรามักมีส่วนร่วมด้วยเสมอ
  3. หาให้เจอว่าเราทำอะไรลงไปจึงไปเพิ่มโอกาสให้เรื่องร้ายๆ นี้เกิดกับเรา
  4. เพื่อที่ว่าในอนาคตเราจะได้ไม่ทำสิ่งนั้น และลดความเสี่ยงที่ประวัติศาสตร์จะซ้ำรอย
  5. แต่สำหรับคนที่อยากจะบ่นเฉยๆ ให้ระลึกไว้ด้วยว่าเรากำลังมี victim mindset อยู่
  6. victim mindset คือการมองตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ เป็นเรื่องของฟ้ากลั่นแกล้งกัน เป็นเรื่องที่มันไม่แฟร์
  7. เพราะเราจะอดคิดไม่ได้ว่า คนเลวกว่าเรามีตั้งเยอะ ทำไมถึงอยู่สุขสบายดี
  8. ถ้าปล่อยให้ความรู้สึกว่า “ทำไมเราถึงโดนอยู่คนเดียว” กัดกินใจไปเรื่อยๆ เราจะกลายเป็นคนที่แบกความคับแค้นไว้ในใจ ไม่ต่างอะไรกับการดื่มยาพิษแล้วหวังให้อีกฝ่ายตายไปเสีย
  9. แต่ความเป็นจริงแล้วชีวิตก็มีความ random ของมันอยู่ ไม่ว่าเราจะนับถือศาสนาใดก็ตาม
  10. ถ้ายอมรับได้ว่า “มันเป็นเช่นนั้นเอง” ตั้งสติ และมี mindset ที่เหมาะสม เราก็น่าจะเข้มแข็งและมีเรี่ยวแรงมากพอที่จะผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้อย่างสง่างามครับ

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ Beyond Order by Jordan Peterson

อันตรายของ Peer Pressure

สำหรับคนที่อายุเกิน 30 ปี น่าจะพอจำได้ว่าแต่ก่อนเวลาเรานั่งรถยนต์ เราไม่ต้องคาดเข็มขัดนิรภัย เพราะกฎหมาย “เพิ่ง” จะบังคับให้คนคาดเข็มขัดในปี 2538 และตอนนั้นก็บังคับแค่เพียงคนขับและคนที่นั่งแถวหน้าเท่านั้น กว่าจะบังคับให้คนแถวหลังคาดด้วยก็ปี 2560

ผมเองเคยไปเรียนชั้นมัธยมปลายที่นิวซีแลนด์ ซึ่งบังคับให้ทุกคนคาดเข็มขัดอย่างเคร่งครัด ดังนั้นเวลากลับมาเมืองไทยและเห็นเพื่อนๆ และคนรอบตัวนั่งรถโดยไม่คาดเข็มขัดก็เลยไม่ค่อยชินเท่าไหร่

แต่ถึงกระนั้นผมเองก็ไม่กล้าคาดเข็มขัดเช่นกันเพราะมันดูโอเว่อร์ไปหน่อย


ผมเคยได้ยินว่ามีบริษัทหนึ่งที่หัวหน้าใหญ่บ้างานมาก ทำงานค่ำมืดดึกดื่นตลอด และคาดหวังให้คนอื่นทำงานดึกเหมือนพี่เขาเหมือนกัน บริษัทนี้คนก็เลยทำงานค่ำกันหมด และเวลาทุ่มกว่าๆ พี่คนนี้ยังลุกขึ้นมามองไปรอบๆ และถ่ายรูปเก็บเอาไว้ด้วยว่าใครยังอยู่และใครกลับบ้านไปแล้ว


ช่วงครึ่งหลังของปีที่แล้ว (2563) ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ควบคุมโรคโควิด-19 ได้ดีที่สุด ผู้ติดเชื้อในประเทศแทบไม่มี แต่คนไทยก็ยังใส่หน้ากากในที่สาธารณะโดยเฉพาะบนขนส่งมวลชนและในห้างสรรพสินค้า แต่พอเข้าออฟฟิศทุกคนก็ถอดหน้ากากกันเกือบหมด แม้กระทั่งเวลาเข้าห้องประชุมที่ต้องคุยกันเยอะๆ ก็แทบไม่มีใครใส่หน้ากาก และถึงจะเข้าช่วงต้นปีที่คนติดเชื้อเริ่มกลับมาเป็นหลักร้อย เราก็ยังไม่ใส่หน้ากากในออฟฟิศอยู่ดี


ใครที่เคยอ่านหนังสือ Sapiens จะทราบว่า “เผ่า” ที่เราอยู่ด้วยนั้นมีความสำคัญแค่ไหน เพราะมนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอมาก ถ้าอยู่ตัวคนเดียวเราก็ไม่ต่างอะไรกับลิงตัวหนึ่ง เราจึงจำเป็นต้อง “เข้าเมืองตาหลิ่วต้องหลิ่วตาตาม” ต้องทำตัวให้สอดคล้องไปกับคนอื่นๆ ในเผ่า เพราะถ้าทำตัวติสท์แตกหรือเอาแต่ใจจนถูกขับออกจากเผ่า เปอร์เซ็นต์ที่จะเอาชีวิตรอดนั้นแทบเป็นศูนย์


นี่จึงเป็นเหตุผลที่ทำไม peer pressure ถึงมีน้ำหนักกับชีวิตของเรามากมายนัก

เราจะคาดหรือไม่คาดเข็มขัด ไม่ใช่เพราะกฎหมายบังคับ แต่เราจะดูว่าคนอื่นๆ ในรถคาดเข็มขัดรึเปล่า

เราจะกลับบ้านช้าหรือเร็ว ไม่ใช่เพราะว่างานเยอะหรือน้อย แต่เราจะดูว่าถ้ากลับบ้านก่อนเราจะกลายเป็นตัวประหลาดรึเปล่า

เราจะใส่หน้ากากในออฟฟิศหรือไม่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ติดเชื้อมากเท่ากับว่าหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานของเราใส่หน้ากากรึเปล่า

ดังนั้นแม้เราจะรู้ดีอยู่แก่ใจว่าอะไรควรทำ แต่เราก็ไม่ได้ทำเพราะโดน peer pressure นี้ห้ามเอาไว้

สัญชาติญาณที่วิวัฒนาการมาหลายแสนปีมันมันฝังแน่นจน overwrite ความคิดที่เป็นเหตุเป็นผลไปเสียหมด

ดังนั้น ให้ระวัง peer pressure ให้ดีๆ

เพราะถ้าปล่อยให้มันนำทางเราไปผิดๆ บางครั้งอาจอันตรายถึงชีวิตได้เลยนะครับ

คาถา Productive

เมื่อ 11 ปีที่แล้ว มีใครคนหนึ่งทวีตไว้ว่า

Productivity in 11 words: One thing at a time. Most important thing first. Start now.

ทำทีละอย่าง ทำสิ่งสำคัญที่สุดก่อน เริ่มเดี๋ยวนี้

ส่วนคาถา unproductive ก็น่าจะตรงข้าม

ประวิงเวลา ทำแต่เรื่องไม่สำคัญ ทำหลายๆ อย่างพร้อมกัน

วันนี้วันจันทร์ สิ่งที่เราทำวันนี้จะส่งผลไปตลอดทั้งสัปดาห์

จะใช้คาถาไหนก็เลือกให้ดีๆ นะครับ

กำลังใจจากผู้อ่านหนังสือ ช้างกูอยู่ไหน

สวัสดีค่า คุณรุตม์ เพิ่งได้มีโอกาสอ่านผลงานเขียนของคุณรุตม์ค่า เลยอยากแชร์ความรู้สึกและความประทับใจ หลังจากที่ได้อ่านหนังสือ ช้างกูอยู่ไหน ยาวหน่อยนะคะ

🙏🙏 ขอบคุณคุณรุตม์นะคะ ที่เขียนหนังสือ ช้างกูอยู่ไหน ออกมา

มันมาในจังหวะที่ตรงกับชีวิตในวัยย่างเข้า 40 ของตัวเองพอดี

ที่มีภาระหน้าที่ที่ต้องทำมากมาย ทั้งดูแลบ้าน และลูกสองคน

(น่าจะใกล้ๆเคียงกับคุณรุตม์เลยค่ะ คนโตผู้หญิงอายุ 3 ขวบ 10 เดือน คนเล็กผู้ชายอายุ 1 ขวบ 4 เดือน)

เป็นทั้งหมอตรวจคนไข้ อาจารย์สอนนิสิตแพทย์ ทำงานบริหาร รพ.

เขียนเพจเลี้ยงลูกโตไปด้วยกันกับหมออร เป็น influencer ครอบครัว/แม่และเด็ก และดูแลคอนโดปล่อยเช่า

https://facebook.com/hormoneforkids

แต่ก็ยังมีความคิดที่อยากหาอะไรทำเพิ่ม อยากเติบโตในหน้าที่การงานและสร้างความมั่งคั่งให้ได้มากกว่านี้ เหมือนที่ใครๆเค้าทำกัน

รู้สึกว่าถ้าไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม แปลว่าชีวิตไม่ก้าวหน้า อยู่นิ่งกับที่ อยากได้รับการยอมรับ ทั้งๆ ที่ก็ได้รับโอกาสเรื่องงานมากมาย

แต่ก็ไม่รู้จะเอาเวลาที่ไหน เพราะงานเต็มมือไปหมด

อีกอย่างนึงคือ รู้สึกว่าชีวิตเราก็ดีมากแล้วนะ แต่ทำไมถึงยังไม่มีความสุข

จนมาได้คำตอบจากหนังสือเล่มนี้แหละค่า ว่าบางทีความสุขไม่ได้เกิดจากการเติมเต็ม แต่มันอาจจะเกิดจากการตัดสิ่งที่ไม่ใช่ในชีวิตออกไปต่างหาก

อาจจะไม่หวือหวาหรือขาดสีสัน แต่ก็สบายดี ไม่ต้องดื้นรนออกไปหาความสุขข้างนอก เพราะที่บ้านมีครบแล้ว

อันนี้ก็เป็นเหมือนกัน คือ ตั้งแต่มีลูกสอง รู้สึกว่าการอยู่บ้านเป็นอะไรที่สบายที่สุดแล้ว เพราะอย่างที่รู้ ออกจากบ้านแต่ละที คือ วุ่นวายมาก

แต่บางครั้งก็มีแอบคิดว่า ชีวิตเราดูธรรมดาเกินไปมั้ย เราเป็นพ่อแม่ที่ขี้เกียจไปรึป่าวเนี่ย ไม่ได้พาลูกออกไปเรียนรู้โลกข้างนอก เหมือนพ่อแม่คนอื่นที่มาโพสต์โชว์ พาลูกไปเที่ยวที่นั้น ที่นี่ ดูดี ดูน่าอิจฉา จนบางทีเราก็ต้องมีไปบ้าง

อีกเรื่องหนึ่งที่ชอบ คือ เรื่องราวของชายผู้ถึงจุดสูงสุดในหน้าที่การงานที่คุณรุตม์พูดถึงว่า การก้าวขึ้นไปอีกขั้นในหน้าที่การงานนั้นมีราคาที่ต้องจ่าย ทั้งแรงกายและเวลา

ซึ่งนั่นหมายความว่าอาจจะเบียดเบียนเวลาของลูกและกระทบความสัมพันธ์กับคนในบ้าน ซึ่งไม่คุ้มกัน

เพราะถ้าเราพยายามจะทำทุกอย่าง จะเอาทุกอย่าง สุดท้ายเราอาจไม่เหลืออะไรเลยสักอย่าง

ก็เลยทำให้ได้หันกลับมาคุยกับตัวเองอีกครั้ง ว่ามันจำเป็นจริงๆ มั้ยที่เราต้องมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยแลกกับเวลาที่ได้อยู่กับลูกน้อยลง

และวัยเด็กของลูก ผ่านแล้วผ่านเลย ไม่สามารถย้อนกลับมาได้อีก

คำตอบคือ ในระยะสั้น รายได้เราอาจจะเพิ่มขึ้น แต่มันไม่คุ้มค่ากันเลยในระยะยาว ที่เราต้องตามแก้ปัญหาเรื่องลูก

อีกบทหนึ่งที่โดนใจมากๆ คือ การที่เราไม่ลาออกจากงานประจำ ไม่ได้แปลว่าเราไม่กล้าออกจาก comfort zone

เพราะนิทาน comfort zone ที่เราได้ยินมา มักจะผูกติดกับเรื่องงานเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่มันแทบไม่เคยพูดถึงความสัมพันธ์และเวลาให้ครอบครัว

มันไม่ง่ายเลยที่จะเลือกให้ความสำคัญกับครอบครัว ในขณะที่ทั้งโลกตะโกนบอกว่า เราต้องให้ความสำคัญกับการเติบโตในหน้าที่การงานและความมั่นคงทางการเงิน

สังคมยกย่องและให้คุณค่ากับคนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน กิจการใหญ่โต ยอดขายหลายล้านบาทต่อปี

แต่แทบไม่มีใครเลย ที่ออกมาปรบมือชื่นชม คนที่อ่านนิทานให้ลูกฟังก่อนนอนทุกคืน คนที่กลับถึงบ้านก่อนพระอาทิตย์ตกดิน หรือคนที่สามารถรับ-ส่งลูกไปโรงเรียนทุกวัน

ซึ่งจริงๆแล้ว ในมุมมองส่วนตัว การเลี้ยงลูกเนี่ยแหละ คือ การก้าวออกจาก comfort zone ครั้งที่ยิ่งใหญ่สุดในชีวิต ต้องเรียนรู้และรับมือกับพฤติกรรมของลูกที่นับวันจะเยอะขึ้นเรื่อยๆ

สำหรับตัวเองแล้ว ถึงแม้จะทำงานประจำ แต่ก็ยังสามารถออกจาก comfort zone ทุกวัน ได้ด้วยการ

กล้ารับงานที่ท้าทายมากขึ้น
ออกกำลังกายทั้งๆที่ขี้เกียจ
FB Live ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าคนจะสนใจมั้ย
เขียนเพจ ทั้งๆที่ไม่รู้ว่าจะมีคนอ่านรึป่าว
อ่านหนังสือในเรื่องที่ไม่ถนัดและไม่เคยอ่าน

ทั้งหมดนี้ ก็คือ การก้าวออกจาก comfort zone ด้วยกันทั้งนั้น

และเรื่องสุดท้ายที่ชอบ ก็คือ หา “ช้าง” ของตัวเองให้เจอ

สิ่งที่คนอื่นมี การใช้ชีวิตที่ดูน่าอิจฉาของเพื่อน อาจไม่ใช่ สิ่งสำคัญ สำหรับเรา การที่เราไม่มีเท่าคนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราขาด เพราะเราได้ค้นพบแล้วว่า สิ่งนั้นไม่ใช่ “ช้าง” ของเรานั่นเอง

เพื่อนอาจจะแซงหน้าเราในบางเรื่อง แต่ในด้านที่เขาไม่ได้เปิดเผย เขาอาจจะตามเราอยู่ก็ได้

ชีวิตคือการวิ่งมาราธอน จุดประสงค์จึงไม่ใช่เพื่อเอาชนะใคร แต่เป็นการประคับประคองตัวเองให้วิ่งได้จนจบการแข่งขัน

ถ้าเรามัวแต่กลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน และรีบเร่งฝีเท้า เราอาจจะเหนื่อยและหมดแรงก่อน

ทางที่ดีที่สุด คือ วิ่งในสปีดที่เหมาะกับตัวเองโดยไม่ต้องเปรียบเทียบกับใคร

ขอบคุณที่สละเวลาอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ

สารภาพตามตรงว่านี่เป็นหนังสือเล่มแรกในรอบหลายๆปีที่อ่านจบแบบรวดเดียว และอยากส่งข้อความมาหาผู้เขียน

หวังว่าจะมีโอกาสได้เจอตัวจริง แลกเปลี่ยนมุมมองในการใช้ชีวิต และร่วมงานกันนะคะ

หมออร
พญ.กัลย์สุดา อริยะวัตรกุล

นิทานถ้ำกับพระอาทิตย์

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

วันหนึ่ง ถ้ำกับพระอาทิตย์มีโอกาสได้พูดคุยกัน

“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าความมืดมิดนั้นหน้าตาเป็นยังไง” พระอาทิตย์กล่าว

“ข้าก็ไม่เคยรู้เลยว่าความสว่างไสวนั้นเป็นยังไง” ถ้ำกล่าว

พระอาทิตย์จึงชวนถ้ำไปเยี่ยมที่บ้าน

“อ้อ ความสว่างไสวมันเป็นอย่างนี้นี่เอง ช่างงดงามจริงๆ ขอบใจเจ้ามาก ถึงตาเจ้ามาเยี่ยมบ้านข้าบ้างแล้ว”

เมื่อพระอาทิตย์ไปถึงบ้านของถ้ำ พระอาทิตย์ก็มองไปรอบๆ แล้วกล่าวอย่างผิดหวังว่า

“ว้า ก็เหมือนเดิมนี่หน่า”


ขอบคุณนิทานจากเว็บ Solancha: Sufi Stories: 15 Ancient Wisdom Tales From Sufi Dervishes

สำคัญกว่าน้ำครึ่งแก้วคือมันเป็นน้ำอะไร

น้ำเปล่า

น้ำแร่

น้ำหวาน

น้ำประปา

น้ำเสีย

น้ำเน่า

“แก้ว” ในที่นี่คือหัวของเรา เป็นภาชนะที่ใส่อะไรไปมันก็เก็บไว้ได้

แล้วสมองของเราเก็บน้ำอะไรเอาไว้ มันมีประโยชน์ต่อเราจริงมั้ย

ถ้าไม่ ก็ถึงเวลาเทน้ำออกและเติมน้ำใหม่แล้วนะครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Compound Effect by Darren Hardy

คุณภาพชีวิตขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรายอมทน

ถ้าเราไม่ยอมทนกับห้องรกๆ เราจะลุกขึ้นมาจัดห้อง

ถ้าเราไม่ยอมทนกับการมีเงินไม่ค่อยพอใช้ เราจะเลิกซื้อของไร้สาระ

ถ้าเราไม่ยอมทนกับคนปลิ้นปล้อน เราจะเลิกคบกับคนคนนั้น

ถ้าเราไม่ยอมทนกับร่างกายแบบนี้ เราจะหักห้ามใจแม้เห็นของน่ากิน

หากมีแง่มุมใดในชีวิตที่เราไม่พอใจแต่มันก็ไม่เคยดีขึ้นซักที นั่นแสดงว่าเรายังทนมันได้อยู่

อาจจะเพราะว่าเราเหลือไม่มีแรงพอที่ลุกขึ้นมาทำอะไร หรือไม่เราก็คุ้นชินกับความทุกข์แบบนี้เสียแล้ว

“You get in life what you tolerate.”
-Darren Hardy

ก็คงต้องรอให้ความทุกข์นี้มันมากเกินเราจะรับไหว

หรือไม่อย่างนั้นก็จนกว่าเราจะตัดสินใจได้ว่า นี่ไม่ใช่สิ่งที่เราจะยอมรับและอดทนอีกต่อไปครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Compound Effect by Darren Hardy

อะไรที่ทำได้ง่ายๆ มักจะถูกละเลย

ดื่มน้ำเยอะๆ

ลุกขึ้นมายืดเส้นยืดสายตลอดวัน

พักสายตาจากการมองจอคอมหรือจอมือถือ

กลับมาอยู่กับลมหายใจ 10 วินาที

พูดจาดีๆ กับคนข้างๆ

“What’s simple to do is also simple not to do.”
-Jim Rohn

เรารู้อยู่แล้วว่าอะไรเป็นประโยชน์กับเรา และมักจะเป็นสิ่งที่เราทำได้เลยด้วยซ้ำ

แต่เราก็มักจะละเลยเพราะเห็นว่ามันเป็นเรื่องง่ายๆ จะทำเมื่อไหร่ก็ได้นี่แหละ

ดังนั้น อะไรที่ทำได้ง่ายและมีประโยชน์ ก็จงใช้กฎ 2 นาทีและทำมันไปเลย

อย่าทำให้ชีวิตยากเพราะว่าเราพลาดในเรื่องง่ายๆ เลยนะครับ

ไม่มีใครตั้งใจจะเป็นคนอ้วน

ไม่มีใครมุ่งมั่นจะสร้างหนี้จนตัวเองจ่ายไม่ไหว

ไม่มีใครวางแผนจะทำงานให้แย่เสียจนตัวเองถูกไล่ออก

แต่เราก็ยังเห็นคนอ้วน คนที่ใช้เงินเดือนชนเดือน และคนโดนเชิญออกอยู่เรื่อยๆ

หลายครั้ง เราจึงเดินทางไปถึงจุดหมายที่เราไม่ได้ปรารถนา

แต่กว่าจะมาถึงจุดๆ นี้ได้ ก็ใช้เวลาหลายเดือนหรือหลายปี

ไม่มีโดนัทชิ้นไหนที่ทำให้เราอ้วนชั่วข้ามคืน ไม่มีของชิ้นไหนที่ซื้อแล้วล้มละลายทันที ไม่มีงานชิ้นไหนที่ทำพลาดครั้งเดียวแล้วจะโดนไล่ออก

ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างช้าๆ จากการตัดสินใจเล็กๆ ที่ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำอีก

ดังนั้น การตัดสินใจเล็กๆ ในแต่ละวันนี่แหละที่สำคัญ

เพราะมันจะสั่งสม ทบต้น และส่งผลลัพธ์ที่เราคาดไม่ถึงอยู่เสมอครับ