นิทานแมงป่อง

20180606_scorpion

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ สระน้ำเล็กๆ มีแมงป่องตัวหนึ่งยืนอยู่ริมสระน้ำ มันอยากจะข้ามไปยังอีกฝั่งหนึ่งแต่ว่ายน้ำไม่เป็น เมื่อมันเห็นกบว่ายมาใกล้ๆ มันจึงถามกบว่า

“เธอช่วยพาฉันข้ามสระน้ำนี้หน่อยได้ไหม”

“ฉันก็อยากช่วยเธอหรอกนะ แต่ฉันกลัวตายเพราะโดนเธอต่อย” กบปฏิเสธ

“ฉันไม่ทำอย่างนั้นหรอกน่า ถ้าฉันต่อยเธอ ฉันก็จมน้ำตายด้วยจริงมั้ย” แมงป่องถามกลับ

เหตุผลของแมงป่องทำให้กบรู้สึกวางใจ ตกลงที่จะพาแมงป่องข้ามไปยังอีกฟากหนึ่งของสระน้ำ

แมงป่องดีใจมาก มันคลานขึ้นไปขี่หลังกบ แล้วกบน้อยก็ออกว่ายน้ำ

เมื่อกบว่ายน้ำไปได้ครึ่งทาง แมงป่องก็ต่อยกบ พิษกระจายไปทั่วรางกายของกบน้อยจนหมดเรี่ยวแรงที่จะพยุงตัว

ก่อนจะจมน้ำตาย กบถามแมงป่องด้วยน้ำเสียงเจ็บปวด

“ทำไม…เธอต่อยฉันทำไม ฉันกำลังจะตาย และเธอก็ต้องตายด้วย เธอต่อยฉันทำไม”

แมงป่องได้แต่ตอบว่า

“ฉันขอโทษ ฉันไม่ได้ตั้งใจ…ฉันไม่ได้คิดจะต่อยเธอเลย แต่มารู้สึกตัวอีกที ฉันก็ต่อยเธอไปแล้ว”

แล้วกบน้อยกับแมงป่องก็จมดิ่งสู่ก้นสระ

—–

ขอบคุณนิทานจาก นิตยสาร Secret เล่าเรื่องโดย พระภิกษุณีรัตนะ เรียบเรียงโดย อาสาสมัครหมู่บ้านพลัม

ขอบคุณภาพจาก PROPsJeremy on Flickr

เหตุผลที่เรากลัวการล้มเหลว

20180506_afraidtofail

เพราะเราถูกสอนอย่างนั้นมาตั้งแต่เด็ก

โรงเรียนไม่เคยให้รางวัลกับความผิดพลาดเลย

ข้อสอบปรนัย สอนให้เราเข้าใจว่าคำตอบที่ถูกมีเพียงข้อเดียว

ถ้าทำข้อสอบถูกเยอะๆ เราก็ได้รับผลตอบแทนเป็นเกรด 4

ถ้าทำข้อสอบผิดเยอะๆ เราก็จะได้รับบทลงโทษเป็นเกรด 1 หรือ เกรด 2

ยิ่งถ้าทำผิดมากๆ ได้เกรด 0 ขึ้นมา อาจโดนลงโทษด้วยการซ้ำชั้นเลยก็ได้

จึงไม่แปลกอะไรที่หลายคนจะโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่กล้าลองผิด-ลองถูก

และไม่แปลกอะไรที่ผู้ใหญ่บางคนจะคิดว่าคำตอบของตัวเองเป็นคำตอบที่ถูกต้องเพียงคำตอบเดียว

แต่เราไม่ควรเป็นนักโทษที่ถูกจองจำโดยประสบการณ์ในอดีต เมื่อเราเข้าใจแล้วว่าที่ไปที่มาเป็นอย่างไร เราก็ควรจะปลดปล่อยตัวเองจากมุมมองอย่างนั้นได้

ในชีวิตจริง คำตอบที่ถูกต้องไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว และเราสามารถผิดได้โดยที่บทลงโทษไม่ได้รุนแรงเหมือนการซ้ำชั้น

จริงๆ แล้ว ตราบใดที่เรายังผิดอย่างมีสติ เราสามารถผิดได้เป็นสิบเป็นร้อยครั้งโดยที่ยังไม่กระทบกับคุณภาพชีวิต

และต่อให้ผิดมาร้อยครั้ง แต่ถ้าถูกจังๆ เพียงครั้งเดียวก็อาจจะเกินพอแล้วก็ได้

—–

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ฉันมันไม่ดีตรงไหน

20180605_howhaveiwrongedyou

เป็นคำถามที่ไม่สร้างสรรค์

แถมยังอาจไม่จริงใจอีกด้วย

“ฉันมันไม่ดีตรงไหน” เป็นคำถามที่มีนัยว่า ฝ่ายหนึ่งผิด ฝ่ายหนึ่งถูก

ดูเผินๆ เหมือนจะบอกว่า ฉันมันผิดเอง เธอเป็นฝ่ายถูก ดังนั้นช่วยบอกฉันทีสิว่า ฉันผิดตรงไหน ฉันมันไม่ดียังไง

แต่ถ้ามองลงไปอีกชั้นหนึ่ง ก็จะพบว่าคนที่พูดคำนี้ คือคนที่มั่นใจว่าตัวเองทำดีมาทุกอย่าง ทำถูกมาทุกอย่างแล้ว จึงไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงยังไม่รักฉันอีก ดังนั้น เธอนั่นแหละที่ตัดสินใจผิด

ซึ่งอาจจะไม่ใช่เลยก็ได้

เพราะเรื่องบางเรื่องมันไม่เกี่ยวกับดีหรือไม่ดี มีแค่เหมาะหรือไม่เหมาะ

แทนที่จะถามว่า ฉันมันไม่ดีตรงไหน คำถามที่อาจสร้างสรรค์กว่าก็คือ เราไม่เหมาะกันตรงไหน

เปลี่ยนจากฉันเป็นเรา เปลี่ยนจากดีเป็นเหมาะ

แล้วคราวนี้มันก็จะไม่ใช่เรื่องใครผิดใครถูก ไม่ใช่เรื่อง subjective แต่เป็นเรื่อง objective เช่นนิสัยบางอย่างหรือรสนิยมบางเรื่องที่ไม่ตรงกัน

เราไม่ได้ไปต่อด้วยกัน ไม่ใช่เพราะว่าเธอไม่ดี หรือฉันดีเกินไป แต่เพียงเพราะว่าเราไม่เหมาะกัน ก็เท่านั้นเอง

“เธอ” ในที่นี้อาจจะเป็นสาวงาม หนุ่มเซอร์ ลูกค้า หรือแม้กระทั่งบริษัทเราใฝ่ฝันอยากร่วมงานก็ได้

เพราะฉะนั้นเลิกถามได้แล้วว่าฉันมันไม่ดีตรงไหน หาให้เจอว่าเราไม่เหมาะกันยังไง ถ้าปรับได้ก็ปรับ แต่ถ้าปรับไม่ได้ก็วางมันลงแล้วดำเนินชีวิตของเราต่อไปเท่านั้นเอง

—–

หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

ไม่ comfortable

20180604_notcomfy

คำฝรั่งคำหนึ่งที่ผมเห็นคนไทยหลายคนใช้กันคือคำว่า “ไม่ comfortable”

เช่น “ไม่ comfortable ที่จะให้ฟีดแบ็คเพื่อนร่วมทีม”

หรือ “ไม่ comfortable ที่จะคุยเรื่องนื้กับหัวหน้า”

คำว่า comfortable ถ้าแปลตามปกติเราจะแปลว่า “สบายกาย”

แต่พอมาใช้ในบริบท “ไม่ comfortable” มันคือความไม่ “สบายใจ”

พอไม่สบายใจ เราก็เลยมักจะหนี ไม่ทำมันซะดื้อๆ

แต่จริงๆ แล้วเรากำลังทิ้งขุมทรัพย์อยู่นะครับ

เพราะอะไรก็ตามที่ไม่ comfortable แสดงว่ามันยาก

ถ้ามันยาก แสดงว่ามันเกินความสามารถของเราอยู่นิดหน่อย

และการได้ทำอะไรก็ตามที่เกินความสามารถ ก็จะทำให้เราเก่งขึ้น

คนที่ประสบความสำเร็จ คือคนที่กล้าเผชิญความ “ไม่ comfortable” ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

อาจจจะเป็นการติลูกน้อง แม้จะกังวลว่าจะถูกเกลียด

อาจจะเป็นการพรีเซนต์ต่อหน้าคนนับร้อย แม้จะใจสั่นมือเย็น

อาจจะเป็นการเดินเข้าไปขายสินค้า แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าเขาอาจปฏิเสธ

ถ้าวันนี้ คนๆ หนึ่ง ได้ทำเรื่องที่ไม่ comfortable ซักสามครั้ง เขาก็จะโตขึ้นสามรอบ

กับอีกคนหนึ่งที่เจอเรื่องไม่ comfortable แล้วหลีกเลี่ยงทุกครั้ง เขาก็จะยังย่ำอยู่กับที่

ใน 1 ปี คนแรกจะโตขึ้นราวหนึ่งพันครั้ง ขณะที่คนที่สองไม่ต่างจากเดิมเลย

เมื่อผ่านไปหลายปีเข้า ความแข็งแกร่ง ความสามารถ และผลตอบแทนสำหรับสองคนนี้ย่อมแตกต่าง

ดังนั้น เราต้องหัดทำเรื่องที่ไม่ comfortable บ่อยๆ

ทั้งหมดทั้งมวล ก็เพื่อที่เราจะได้ “สบาย” ในระยะยาวครับ

เมื่อไหร่จะเข้าเกียร์สูง

20180603_highgear

เชื่อว่าในการทำงาน เราทุกคนต้องเคยเจอ “คนเกียร์ต่ำ” มาแล้ว

คนที่ทำอะไรก็เชื่องช้า ใช้ชีวิตแบบเช้าชามเย็นชาม งานจะเสร็จก็ช่าง ไม่เสร็จก็ช่าง

และบางทีคนๆ นั้นก็เป็นตัวเราเองซะด้วย

มีสองสามวิธีที่อาจจะช่วยได้

หนึ่ง คือลองถามตัวเองว่า ที่ผ่านมาชีวิตเราเคยเข้าเกียร์สูงบ้างมั้ย ช่วงที่เราใช้ชีวิตอย่างกระตือรือร้นและทำอะไรต่างๆ อย่างสุดความสามารถ ณ ช่วงเวลานั้น อะไรคือปัจจัยที่ทำให้เราเต็มเปี่ยมไปด้วยพลัง ถ้าเราหาปัจจัยเหล่านั้นเจอ ก็น่าจะพยายามสร้างปัจจัยเหล่านั้นในปัจจุบันด้วย

สอง คือลองเล่นเกมกับตัวเอง เพราะมนุษย์ชอบความสนุกและชอบความแข่งขัน เช่นถ้าต้องนั่งทำงานเอกสารที่น่าเบื่อที่ต้องใช้เวลา 30 นาที ก็ท้าทายตัวเองว่าจะสามารถทำให้เสร็จภายในเวลาแค่ 15 นาทีได้รึเปล่า

สาม คือพาตัวเองไปอยู่ใกล้ๆ คนมีพลังหรือคนที่เราชื่นชม แค่ออกไปกินข้าวหรือนั่งดื่มกาแฟกับเขาก็ได้ ความกระตือรือร้นนั้นเป็นโรคติดต่อ ลองอาศัยเชื้อของเขามาจุดไฟที่มอดแล้วของเราดู

ในความเป็นจริง ชีวิตต้องมีทั้งเกียร์ต่ำและเกียร์สูง แถมบางครั้งก็ตั้งเข้าเกียร์ว่างและเกียร์ถอยหลังด้วย สำคัญคือเราต้องใช้ให้เป็นทุกเกียร์เพื่อให้สอดรับกับสถานการณ์และเส้นทางที่เรากำลังมุ่งไปครับ

จะปั้นซูชิก็ไม่ควรกินมาม่า

20180603_sushi_mama

ที่ Wongnai เราจะมีกิจกรรมที่เรียกว่า WeShare ทุกวันศุกร์ที่ 2 และ ศุกร์ที่ 4 ของเดือน โดยเราจะเชิญคนเจ๋งๆ ในวงการมาเล่ามุมมองและประสบการณ์ให้พนักงานของเราฟัง

ล่าสุด เราได้รับเกียรติจากเชฟแรนดี้ เจ้าของร้าน Fillets (ฟิลเล) ซึ่งเป็นร้านแรกๆ ในเมืองไทยที่ทำอาหารญี่ปุ่นสไตล์โอมากาเสะ (Omakase)

ประเด็นหนึ่งที่เชฟแรนดี้พูดถึงก็คือ เขาจะสอนลูกน้องว่าอย่ากินมาม่า*

ในเมื่อคุณมีหน้าที่ทำอาหารดีๆ ให้ลูกค้ากิน ตัวคุณเองก็ควรได้กินของดีๆ ด้วยๆ

ถ้าคืนนี้คุณกินมาม่า พรุ่งนี้คุณจะอยากตื่นมาทำอะไรดีๆ ให้ลูกค้าคุณกินอย่างนั้นเหรอ

แว้บแรกอาจฟังดูเว่อร์ แต่ผมว่ามันเป็นความจริงไม่น้อยนะครับ

ฝรั่งมีสำนวนที่ว่า garbage in, garbage out – ถ้าขาเข้าเป็นขยะ ขาออกก็เป็นขยะ

ถ้าคุณยังทำอาหารให้ตัวเองกินแบบลวกๆ แล้วคุณจะทำอาหารแบบปราณีตให้คนอื่นกินได้อย่างไร

ถ้าผมอยากให้บทความในบล็อก Anontawong’s Musings เป็นบทความที่มีประโยชน์ แต่เอาแต่เสพข่าวดราม่าหรือเมาธ์ดารา ผมก็ไม่คงไม่มี “เชื้อเพลิง” ที่เหมาะสมสำหรับการเขียนบล็อกแน่ๆ

ดังนั้น ลองกลับไปคิดดูนะครับว่า ทุกวันนี้งานที่เราผลิตออกไปคืออะไร แล้วสิ่งที่เราเสพอยู่ทุกวันมันสอดคล้องกับสิ่งที่เราอยากมอบให้คนอื่นรึเปล่า

เพราะถ้าขาเข้าเป็นขยะ ขาออกคงไม่อาจเป็นทองได้ จริงมั้ยครับ

—–

*มาม่าในบริบทนี้ไม่ได้เจาะจงถึงมาม่าแต่หมายถึงบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อใดก็ได้

ขอบคุณภาพจาก Lou Stejskal on Flickr

ปัญหาไหนแก้ไม่ได้

20180602_unsolvableproblem

แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญหา

มีภาษาอังกฤษคำหนึ่งที่เรียกปัญหาเหล่านี้ว่า gravity issues – ปัญหาแรงโน้มถ่วง

คงตลกดี ถ้ามีใครมาบ่นให้เราฟังว่า “ทำยังไงดี เราไม่ชอบแรงโน้มถ่วงเลย”

ต่อให้เราไม่ชอบแรงโน้มถ่วงแค่ไหน เราก็ทำอะไรกับแรงโน้มถ่วงโลกไม่ได้ ตราบใดที่เรายังอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ดวงนี้

วิธีที่ฉลาดที่สุดสำหรับการจัดการปัญหาเหล่านี้ คือยอมรับมันและหาทางบรรเทาด้วยวิธีอื่นๆ

ตัวอย่างของ gravity issues
– อากาศร้อน
– น้ำมันราคาขึ้น
– ฝนตกรถติด

เรื่องพวกนี้ต่อให้เราบ่นแค่ไหนก็ไม่สามารถทำให้อากาศเย็นลงหรือทำให้ราคาน้ำมันถูกลงได้

นิสัยของคนก็นับเป็น gravity issues
– เพื่อนร่วมงานพูดมาก
– เจ้านายอารมณ์เสียง่าย
– แม่ขี้บ่น

เปลี่ยนตัวเองยังยาก ดังนั้นอย่าหวังว่าเขาจะเปลี่ยน

เมื่อเป็นปัญหาที่ไม่มีทางแก้ เราจึงไม่ควรเลิกบ่นหรือหวังว่ามันจะดีขึ้น

ผมไม่ได้จะบอกว่าเห็นปัญหาแล้วให้ถอดใจ ไม่ทำอะไรนะครับ เพียงแต่เราต้องแยกแยะให้ออกว่าอะไรคือปัญหา

อากาศร้อนไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเราไม่ชอบอากาศร้อน

น้ำมันราคาขึ้นไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเราไม่อยากแบกรับค่าใช้จ่ายที่มากไปกว่านี้

ฝนตกไม่ใช่ปัญหา ปัญหาคือเราไม่ชอบเดินทางไม่สะดวกเวลารถติด

พูดง่ายๆ ก็คือปัญหาอยู่ที่เราไม่ชอบมันต่างหาก และวิธีแก้ที่ได้ผลที่สุดก็คือแก้ที่ตัวเอง จะเปิดแอร์ พกร่ม หรือขึ้นรถไฟฟ้าอะไรก็ว่ากันไป

แน่นอน บางคนอาจบอกว่าเราแก้ปัญหาได้ด้วยการเรียกร้องรัฐบาลหรือบริษัทน้ำมันให้ออกมารับผิดชอบ ถ้าจะทำก็ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมเผื่อใจว่าเขาอาจไม่ฟังเราหรือกว่าเขาจะปรับก็ใช้เวลานาน

ถ้าอยากจะเห็นผลทันตา แม้ว่ามันจะไม่เพอร์เฟ็กต์ ก็ต้องปรับที่ตัวเราเองครับ


หาซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 3 ได้ที่ Zombie Books RCAร้านหนังสือเดินทาง ถ.พระสุเมรุ, ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S ศูนย์หนังสือจุฬา คิโนะคุนิยะ เอเชียบุ๊คส์  และร้านหนังสือทั่วไปครับ

นิทานทรายในกำมือ

20180601_sandinhand

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หญิงสาวคนหนึ่งกำลังจะออกเรือน มารดาจึงพานางมาไหว้พระเสี่ยงเซียมซีที่วัด จากนั้นก็มากราบคารวะพระอาจารย์

“ลูกสาวของข้ากำลังจะแต่งงาน แต่งงานไปแล้ว นางจะมีความสุข ชีวิตรักหวานชื่น ราบรื่นดีหรือไม่?”

พระอาจารย์ยิ้มๆแล้วพูดกับหญิงที่เป็นแม่ว่า

“โยมลองกอบทรายสักกำมือหนึ่ง แล้วกำไว้ในมือ”

อาจารย์เซนหันไปถามหญิงสาวว่า

“โยมเห็นทรายในมือแม่ไหม ตอนนี้มันเป็นอย่างไร”

“มันพูนๆ เต็มฝ่ามือ ดูสมบูรณ์ดีเจ้าค่ะ” หญิงสาวตอบ

อาจารย์เซนหันไปบอกผู้เป็นแม่

“โยมลองบีบมือกำทรายให้แน่นๆ สิ”

ผู้เป็นแม่ทำตาม ออกแรงบีบทรายในมือจนแน่น ทรายหลุดร่วงออกมาจากร่องมือของนาง ครั้นคลายมือออกทรายที่เคยมีอยู่เต็มกำมือ ตอนนี้กลับเหลือเพียงนิดเดียวเท่านั้น

หญิงสาวมองดูทรายในมือแม่แล้วพยักหน้าเหมือนเข้าใจ

พระอาจารย์พูดอย่างเมตตา

“ใครๆก็อยากมีชีวิตรักที่หวานชื่นสมบูรณ์ หากปรารถนาเช่นนั้นจริง ก็ต้องเรียนรู้ศาสตร์และศิลป์ของระยะห่าง จงเห็นความรักเป็นเหมือนทรายในกำมือ ถ้าอยากเห็นทรายพูนมือสมบูรณ์ดี ก็อย่าไปบีบไปอัดมันแรงๆ ต้องถืออย่างถะนุถนอม รักษาระยะห่างให้พอดีๆ ไม่กำแน่นเกินไปจนทรายร่วงหล่นหายไปจากกำมือ”

—-

ขอบคุณนิทานจากเพจ นิทานเซน: ทรายในกำมือ

ถ้าไว้ใจ อะไรๆ ก็ง่าย

20180531_trust

ถ้าไม่ไว้ใจ อะไรๆ ก็ยาก

หลักการนี้ใช้ได้กับทุกบริบท ทั้งที่ออฟฟิศและที่บ้าน

ถ้าหัวหน้าไว้ใจเรา เขาก็จะไม่มาจู้จี้จุกจิก ไม่มากะเกณฑ์ เขาแค่จะบอกเราว่าต้องการอะไรแล้วเขาก็จะปล่อยให้เราทำในสิ่งที่เห็นว่าเหมาะสม

ถ้าลูกน้องไว้ใจเรา เขาก็จะเชื่อว่างานที่เราสั่งไปนั้นสมเหตุสมผลแล้ว เหมาะกับความสามารถกับเขาแล้ว ไม่มัวมาตั้งคำถามหรือหาวิธีหลีกเลี่ยงงานนั้น

ถ้าแฟนไว้ใจเรา ก็จะไม่ขอเช็คมือถือ ไม่โทร.หา/โทร.ตามให้ต้องรู้สึกหงุดหงิดทั้งสองฝ่าย

เมื่อต่างฝ่ายต่างไว้ใจกัน ชีวิตก็จะง่าย (simple) ไม่ต้องทำอะไรซับซ้อนให้สิ้นเปลืองพลังงาน

แต่ถ้าต่างฝ่ายต่างไม่ไว้ใจกัน เราจะสูญเสียเวลาไปกับกิจกรรมที่ไม่สร้างการผลิต ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายเพราะเวลาเป็นของหายากมากขึ้นทุกวัน

การสร้างความไว้ใจนั้นยาก แต่จะทำให้ชีวิตเราง่าย

การทำลายความไว้ใจนั้นง่าย แต่จะทำให้ชีวิตเรายาก(มาก)ครับ

สูตรมหัศจรรย์

20180530_magic

วันนี้มากับสมการง่ายๆ ที่ผมสังเกตมาแล้วว่าได้ผล

O+C+T = M

Ordinary actions + Consistency + Time = Magic

ธรรมดา+สม่ำเสมอ+เวลา=มหัศจรรย์

แค่ทำเรื่องธรรมดาด้วยความสม่ำเสมอ แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน ก็จะได้ความมหัศจรรย์เป็นผลลัพธ์

เหมือน Warren Buffett ที่ซื้อหุ้นดีๆ ถือเอาไว้ และเมื่อเวลาผ่านไปหุ้นก็เพิ่มมูลค่ามหาศาล

เหมือนพี่ตูนที่วิ่งคราวละ 10 กิโลเมตร วันละ 4 ครั้งเป็นเวลา 55 วันก็สามารถระดมทุนเกิน 1,000 ล้านบาท

เหมือนดาบวิชัย ที่ปลูกต้นไม้วันละ 300 ต้นมาตั้งแต่ปี 2531 มาวันนี้ดาบวิชัยปลูกต้นไม้ไปแล้วกว่า 3 ล้านต้น

เราจึงไม่จำเป็นต้องเป็นคนพิเศษที่ทำอะไรวิเศษ

แค่เป็นคนธรรมดาที่ทำเรื่องธรรมดาด้วยความสม่ำเสมอ

และถ้าเรารอได้ ผลลัพธ์จะทำให้แม้แต่เรายังแปลกใจครับ