ใครๆ ก็มีแผนการที่ดีทั้งนั้น

20170613_goodplan

จนกระทั่งโดนซัดปากไปซักทีนึงนั่นแหละ

“Everybody has a plan until they get punched in the mouth.”
– Mike Tyson

อ่านประโยคนี้ของไมค์ ไทสัน แชมป์โลกเฮฟวี่เวท 3 สถาบันแล้วเห็นภาพชัดดีชะมัด

ภาพของคนที่เชียร์มวยอยู่ข้างเวที

เขาจะเอียงซ้ายทีขวาที ออกเสียง เอิ้ว เอิ้ว เอิ้ว หรือไม่ก็ตะโกนให้คำแนะนำว่า ออกขวาสิ คลุกวงในสิ ฯลฯ แล้วก็ทำหน้าไม่สบอารมณ์เมื่อนักชกชกไม่ได้ดั่งใจ

ครับ เวลาที่เราอยู่ข้างเวที เรารู้ดีไปหมดเสมอว่าคนบนเวทีควรทำอะไรบ้าง

แต่ต่อให้เชียร์เก่งแค่ไหนก็ไม่ได้เป็นแชมป์โลกนะครับ

ต้องขึ้นชกเองเท่านั้นถึงจะมีโอกาสได้รางวัลติดมือมาบ้าง

และต่อให้เตรียมตัวมาดีแค่ไหน พอขึ้นเวทีแล้วโดนซัดเข้าซักทีนึง ทุกๆ อย่างที่คุณเตรียมไว้อาจจะอันตรธานหายไปหมด

สิ่งที่จะกำหนดชีวิตเราจึงไม่ใช่สิ่งที่เรารู้ตอนอยู่ข้างสังเวียน แต่เป็นสิ่งที่เราทำตอนเราอยู่บนเวทีและเพิ่งโดนซัดไปกองกับพื้นต่างหาก

ผมได้ข้อคิดสองอย่างจากคำพูดของไมค์ ไทสัน

หนึ่ง ถ้าเราไม่ได้ขึ้นชก อย่าริอ่านไปตัดสินคนอื่น

สอง คืออบรมจิตใจให้ดี เวลาโดนชีวิตซัดเข้าหนักๆ จะได้ไม่สติแตกง่ายๆ ครับ

คนสำเร็จเขาต่างกับเราแค่สองเรื่อง

20160612_success

หนึ่งคือเขากล้าที่จะเริ่ม และสองคือเขาไม่ยอมแพ้

“The difference between people who make their dreams come true and those of us who don’t is just one thing: the courage to start and the discipline to keep going.”
– Mel Robbins

จริงๆ ชีวิตไม่ได้มีอะไรซับซ้อน

ที่มันซับซ้อนเพราะว่าเรามักง่ายต่างหาก

ความมักง่ายจะทำให้เราหาวิธีที่จะทำให้เราลงแรงน้อยๆ แต่สำเร็จไวๆ ได้เงินเยอะๆ

แต่ธรรมชาติไม่ได้ทำงานอย่างนั้น

มะม่วงลูกหนึ่งกว่าจะสุกได้ต้องใช้เวลา

แต่บางคนรอไม่ได้ เลยเอามะม่วงไปบ่มแก๊สจนสีเหลืองน่ากิน

แต่มะม่วงบ่มแก๊สจะอร่อยเท่ามะม่วงที่สุกเองได้อย่างไร?

เส้นทางแห่งความสำเร็จก็ไม่มีอะไรซับซ้อน และทุกๆ คนก็รู้กันดีอยู่แล้ว

แค่กล้าที่จะเริ่มทำ และมีความอดทนเพียงพอที่จะไม่ยอมแพ้อะไรง่ายๆ

ทำเหตุให้ถึงพร้อม แล้วปล่อยให้เวลาทำหน้าที่ของมัน

เราก็จะได้กินมะม่วงลูกนั้นอย่างแน่นอน


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เมื่อเราพยายามเป็นคนที่ดีขึ้น

20170611_better

ทุกอย่างรอบๆ ตัวเราก็จะดีขึ้นเช่นกัน

When we strive to become better than we are, everything around us becomes better, too.
– Paulo Coelho

เพราะโลกภายนอกเป็นเพียงภาพสะท้อนของโลกภายใน

ในยามที่เราเศร้าหมอง หดหู่ หัวใจเต็มไปด้วยประจุลบ เราย่อมส่งประจุลบนั้นให้คนรอบกาย และเป็นเรื่องธรรมดามากที่คนเหล่านั้นจะสะท้อนประจุลบกลับมา

คนที่ติดหล่มความทุกข์จึงมีความเสี่ยงที่จะทุกข์หนักกว่าเก่าเพราะเขาจะรู้สึกว่าใครๆ ก็ใจร้ายกับเขา ทั้งที่ๆ จริงๆ แล้วเขาใจร้ายกับตัวเองต่างหาก

แต่ถ้าคุณเป็นคนที่พกพาพลังบวกไว้เต็มกระเป๋า เจอใครก็ยิ้มแย้มแจ่มใส ขนาดเจอคนทำตัวไม่น่ารักคุณก็ยังใจกว้างพอที่จะพยายามเข้าใจ ก็มีแนวโน้มสูงมากว่าวันนี้คุณจะได้เจอแต่ “คนดีๆ” และ “เรื่องดีๆ” เกือบทั้งวัน

แต่ถ้าวันนี้เจอแต่เรื่องแย่ๆ ล่ะ?

ความจริงนั้นมีสองระดับ คือความจริงอย่างที่มันเป็น (objective) และความจริงอย่างที่เราคิด (subjective)

เราไม่อาจเปลี่ยนความจริง objective ได้ แต่เราเปลี่ยนความจริง subjective ได้

ถ้าวันนี้ฝนทำท่าจะตก เราไม่อาจเลือกให้ฝนหยุดตกได้ แต่เราเลือกได้ว่าฝนที่ตกนี้จะมีความหมายอย่างไรกับเรา

เราอาจเลือกที่จะหงุดหงิดก็ได้ที่ต้องเฉอะแฉะหรือเจอรถติด หรือเราเลือกจะมองในแง่บวกก็ได้ว่าฝนตกอย่างนี้อากาศก็เย็นสบายดี

ไม่ว่าเราจะอารมณ์เสียหรืออารมณ์ดี ก็ไม่สามารถทำให้ฝนหยุดตกได้อยู่แล้ว สู้เลือกที่จะมองอะไรที่จะสร้างประจุบวกใหักับจิตใจน่าจะดีกว่านะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

หยุดถามได้แล้วว่า Passion ของเราคืออะไร

20170611_stoppassion

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

ประโยคนี้ได้มาจากการได้คุยกับเพื่อนชื่อเหมียวเมื่อตอนต้นปี (อ่านรายละเอียดได้ในตอน “คำเล็กๆ ของคนบางคน“)

แม้จะยังไม่แน่ใจความหมายนัก แต่คำพูดนี้ก็ติดอยู่ในหัวผมมาหลายเดือนแล้ว

คำว่า Follow your passion เป็นประโยคฮิตมากในเมืองไทยในช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา มีสัมมนาและหนังสือ ด้าน passion ออกมาขายมากมายเต็มไปหมด

แต่ถึงกระนั้น ก็ยังไม่วายมีคนบ่นว่าไม่รู้ว่า passion ของตัวเองคืออะไร

ช่วงเดือนที่ผ่านมาผมมีโอกาสได้รับมุมมองเกี่ยวกับ passion ที่คิดว่าคนไทยน่าจะยังไม่ค่อยได้ยินได้ฟังกัน เลยอยากนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ครับ

—–ถ้าไม่รู้ว่า Passion คืออะไร ให้ Follow your curiosity แทน—–

เราชอบนึกภาพว่า passion มันต้องเป็นสิ่งที่ใช่ ต้องมีความร้อนแรง ต้องเป็นอะไรที่เราทำได้ทั้งวันทั้งคืน

เมื่อตั้งความคาดหวังกับ passion สูงซะขนาดนั้น ก็คงไม่แปลกที่บางคนจะหา passion ตัวเองไม่เจอ

แต่ Elizabeth Gilbert ผู้เขียนหนังสือ Eat Pray Love บอกว่า ถ้าเราเริ่มต้นจาก curiosity หรือความอยากรู้อยากเห็นล่ะ?

แค่รู้สึกว่า เออ เรื่องนี้มันน่าสนใจดีนะ ลองทำดูซักหน่อยจะดีมั้ย? ก็ย่อมดีกว่าการนั่งอยู่เฉยๆ แล้ว

ถ้าทำแล้วมันไม่โดน ก็ค่อยไปลองอย่างอื่นที่เราเห็นว่าน่าสนใจต่อไป

การ follow your curiosity นั้นดีกว่าการ follow your passion ตรงที่มันไม่ได้มีความคาดหวัง ไม่ต้องยึดติด และไม่ใช่เรื่องที่จะมากำหนดชีวิตเรา มันคือการละเล่นกับความอยากรู้อยากเห็นที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว

—–Passion คือฉันทะ—–

คำนี้มาจากครูณัชร สยามวาลา ที่ให้สัมภาษณ์ไว้ใน Facebook live ของเพจ Trick of The Trade 

ผมชอบมาก เพราะว่ามันเป็นคำที่เรียบง่าย งดงาม และชาวพุทธอย่างเราๆ เข้าใจอยู่แล้ว

ผมขอตีความต่อว่า เมื่อเรามีฉันทะกับสิ่งใดเราก็จะมีวิริยะกับสิ่งนั้นไปโดยปริยาย เมื่อเราใช้เวลาอยู่กับมันนานๆ เราก็จะมีจิตตะหรือใจที่จดจ่อกับสิ่งที่ทำจนไม่รู้เวล่ำเวลา (ฝรั่งเรียกสภาวะนี้ว่า “In the zone”) และเมื่อเราอยากเก่งขึ้นเรื่อยๆ เราก็จะมีวิมังสาที่จะคอยสำรวจตัวเองว่ามีสิ่งใดที่ยังต้องปรับปรุงอยู่บ้าง

—–ดังนั้นจงเลิกคิดมากได้แล้ว—–

Mark Manson เขียนไว้ใน Screw finding your passion ว่าตอนคุณเป็นเด็ก คุณไม่เห็นจะต้องมานั่งคิดเลยว่าจะทำอะไรดี คุณสนใจสิ่งไหนก็ทำไป และถ้าทำแล้วมันไม่เวิร์คคุณก็แค่หันไปทำสิ่งอื่นโดยไม่ต้องรู้สึกผิดใดๆ ถ้าชอบก็ทำ ถ้าไม่ชอบก็ไม่ทำ

แต่เวลาคุณโตขึ้นมาคุณกลับบอกว่าหา passion ไม่เจอ

—–

“I call bullshit. You already found your passion, you’re just ignoring it. Seriously, you’re awake 16 hours a day, what the fuck do you do with your time? You’re doing something, obviously. You’re talking about something. There’s some topic or activity or idea that dominates a significant amount of your free time, your conversations, your web browsing, and it dominates them without you consciously pursuing it or looking for it.”

“อย่ามาปัญญาอ่อนไปหน่อยเลย คุณหา passion เจอตั้งนานแล้ว คุณแค่ทำเป็นมองข้ามกับมันต่างหาก เอาจริงๆ นะ คุณตื่นนอนตั้งวันละ 16 ชั่วโมง เอาเวลาไปทำอะไรหมด? คุณต้องทำอะไรซักอย่างแน่ๆ คุณต้องคุยเรื่องอะไรซักเรื่อง ต้องมีอะไรซักอย่างที่คุณใช้เวลาว่างส่วนใหญ่ไปกับมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่คุณคุยกับเพื่อน หรือเว็บที่คุณเข้าต่างๆ คุณใช้เวลาไปกับมันโดยที่คุณไม่รู้ตัวหรือไม่ต้อง “มองหา” ด้วยซ้ำ

“It’s right there in front of you, you’re just avoiding it. For whatever reason, you’re avoiding it. You’re telling yourself, “Oh well, yeah, I love comic books but that doesn’t count. You can’t make money with comic books.”

Fuck you, have you even tried?”

“มันจ้องหน้าคุณอยู่นี่แหละ คุณก็แค่ทำเป็นมองไม่เห็นเท่านั้นเอง จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่คุณไม่กล้าสบตากับมัน แล้วคุณก็จะบอกกับตัวเองว่า “จริงๆ แล้วผมก็ชอบการ์ตูนนะ แต่การ์ตูนคงไม่นับ เพราะการ์ตูนทำเงินไม่ได้หรอก

ไอ้ !?*# เอ๊ย  ได้ลองพยายามแล้วรึยังเหอะ?”

—–

(ขอโทษที่ภาษาอังกฤษอาจเต็มไปด้วย F word นะครับ แต่ผมว่าอ่านแล้วได้อารมณ์ดีนะ)

อย่าถามเลยว่า Passion ของเราคืออะไร

ถามว่าเรากลัวอะไรดีกว่า

กลัวว่าทำแล้วจะไม่ได้เงิน? กลัวว่าทำแล้วจะขาดทุน? กลัวว่าทำแล้วจะเสียเวลา? กลัวว่าทำแล้วจะไม่เท่? กลัวว่าทำแล้วจะเหนื่อย? กลัวว่าทำแล้วจะไม่ใช่?

เรารู้ passion ของตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องกล้าสบตากับตัวเองว่ากำลังกลัวอะไรอยู่ พอรู้แล้วว่ากลัวอะไร ก็ปรับดีกรีความจริงจังลงเพื่อจะได้ลดความเสี่ยง อย่าไปเอาเป็นเอาตายกับมันนัก คิดซะว่ามันคือการ follow your curiosity

หากเรามีฉันทะกับสิ่งนี้ ทำแล้วความสุขมันจะโชยมาเอง แล้วความเพียร ความไม่ย่อท้อและความก้าวหน้าย่อมจะตามมาอย่างแน่นอน

แต่เราจะไม่มีทางรู้เลยถ้าไม่ลองลงมือ

ดังนั้นหยุดถาม และเริ่มทำอะไรซักอย่างดีกว่า

ชีวิตจะได้เดินหน้าต่อได้ซักที

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วันที่ไร้แผน

20170610_noplans

Paulo Coelho (เปาโล คูเอโญ่) ผู้ประพันธ์นิยายเรื่อง The Alchemist และนักเขียนที่มี followers บน social media มากที่สุดในโลก ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในพอดคาสท์ On being ว่า ถ้าตื่นเช้ามาแล้วเขารู้ว่าเขาจะทำอะไรและจะตัดสินใจเรื่องใดบ้าง ชีวิตคงน่าเบื่อสุดๆ

เพราะสิ่งที่เราไม่รู้ต่างหากที่ทำให้ชีวิตน่าสนใจ

“If I knew in the first hours of the morning what I’m going to do, what is going to happen, what attitude or decision should I take — I think my life would be deadly boring because, well, what makes life interesting is the unknown. It is the risks that we take every single moment of a single day.”

วันนี้ผมตื่นเช้ามาโดยที่ไม่รู้ว่าจะทำอะไรบ้าง

รู้แค่ว่าในหมู่บ้านจะมีตัดไฟตอน 8.30-15.30 ก็เลยตัดสินใจว่าจะรอเขียนบล็อกตอนเย็นๆ ดีกว่า

กินข้าวเช้าเสร็จไฟก็ดับพอดี เลยขึ้นมานอนอ่านหนังสือ ลบ 100 ครั้งชนะ 100 ครั้งจนจบ จากนั้นก็ลงไปเล่นกับลูก ก่อนจะนอนอ่านหนังสือ Awareness ของ Osho ตรงชานบ้านจนลูกมานอนหลับคาอก ผมจึงพาเขาไปนอนในที่ที่ลมโกรก ก่อนจะมานอนอ่านหนังสือต่อกับแฟนที่โซฟา

พอลูกตื่น ก็เริ่มหิวพอดี ออกไปหาอะไรกินดีกว่า ตอนแรกว่าจะไปพาราไดซ์ปาร์คตามความเคยชิน แต่วันนี้ผมกลับเอ่ยปากชวนแฟนว่าไปเซ็นทรัลบางนากันมั้ย (แฟนไม่เคยไปเดินเซ็นทรัลบางนาเลย) ก็เลยตัดสินใจไปโดยที่ไม่ได้คิดล่วงหน้าว่าจะไปทำอะไรบ้าง

จอดรถเสร็จ เดินเข้าห้าง ก็เจอร้าน Sukishi ประจันหน้า พลันนึกได้ว่าเมื่อตอนต้นสัปดาห์แฟนบ่นๆ ว่าอยากกินปิ้งย่าง ก็เลยตรงปรี่เข้าไปที่ร้านนั้นโดยไม่ต้องคิดมาก

กินเสร็จก็มาเดินชมห้าง (ผมเองมาเดินครั้งล่าสุดน่าจะสี่ห้าปีที่แล้ว) ตื่นตาตื่นใจกับร้านซีเอ็ดที่กว้างขวางและมีถึงสองชั้น ส่วนร้าน Asia Books ก็ใหญ่กว่าสาขาที่พาราไดซ์เสียอีกจนได้หนังสือติดมือมาหนึ่งเล่ม

ดูเวลา เลย 15.30 แล้ว ไฟที่หมู่บ้านน่าจะกลับมาแล้ว เลยจะกลับบ้านกัน แต่ระหว่างทางเดินไปที่ลานจอดรถก็เห็นป้ายของร้านไอติม Cold Stone โฆษณาว่าถ้าใช้ Galaxy Gift จะได้กินไอติมราคาพิเศษ เลยนั่งกินไอติมกันต่อโดยมีลูกสาวคอยผสมโรงด้วย

กลับถึงบ้านไม่เท่าไหร่ ก็มีลูกพี่ลูกน้องและคุณลุงที่ไม่ได้เจอกันเป็นปีมาเยี่ยมที่บ้านโดยไม่ได้นัดกันก่อน (พอดีเป็นวันเกิดของคุณลุงพอดี ลูกๆ ของคุณลุงเลยพามาเยี่ยมลูกของน้องชายผมที่เพิ่งเกิดเมื่อวันจันทร์ เลยแวะมาหาปรายฝนลูกสาวของผมด้วยซะเลย)

เป็นวันที่ไม่ได้วางแผน แต่ทุกอย่างกลับแสนลงตัว

บางทีชีวิตก็ดีได้โดยไม่ต้องตั้งใจนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานสวรรค์จำแลง

20170523_heaven

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

คราหนึ่งอาจารย์เซนรับศิษย์หลายราย ทว่าเมื่อพิจารณาดูแล้ว ยังไม่มีผู้ใดที่มีคุณสมบัติเหมาะสมที่จะศึกษาปรัชญาเซน เนื่องเพราะผู้มาใหม่เหล่านี้ ล้วนยังติดกับความสุขสบายภายนอก มีทั้งผู้ที่ตะกละ เกียจคร้าน เลี่ยงงาน ดังนั้นอาจารย์เซนจึงได้เล่านิทานเรื่องหนึ่งให้เหล่าลูกศิษย์ฟัง เรื่องมีอยู่ว่า…

ยังมีคนผู้หนึ่ง เมื่อตายไปแล้ว วิญญาณก็ได้ออกจากร่างล่องลอยไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ขณะถึงประตูทางเข้านายทวารได้เอ่ยถามขึ้นว่า

“เจ้าชอบกินอาหารใช่ไหม?…ที่นี่มีอาหารเลิศรสมากมายให้เจ้ากิน
เจ้าชอบนอนหลับด้วยใช่ไหม?…ที่นี่เจ้าจะนอนนานเท่าไหร่ก็ไม่มีใครรบกวน
และเจ้ารักความสนุกสนานใช่ไหม?…ที่นี่มีกิจกรรมสนุกๆ มากมายให้เจ้าเลือกทำ
อีกทั้งเจ้ายังรังเกียจการทำงานใช่หรือไม่?…พอดีที่นี้รับประกันได้ว่า เจ้าจะไม่ต้องทำอะไรเลย ไม่มีใครวุ่นวายกับเจ้าแน่นอน”

วิญญาณผู้มาใหม่ได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจเป็นอันมาก เข้าใจว่าตนเองมาถึงประตูสวรรค์แล้ว จึงตกลงใจอยู่ที่นี่ และผ่านวันเวลาไปด้วยการกิน นอน เล่น กิน นอน เล่น วนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างสำราญใจ

วันเวลาผ่านไป 3 เดือน วิญญาณเริ่มรู้สึกไร้รสชาติ อาหารและความสุขสบายที่ได้รับเริ่มกลายเป็นความจำเจ น่าเบื่อหน่าย จึงได้ตัดสินใจไปพบนายทวารพลางกล่าวว่า

“วันเวลาเช่นนี้ นานๆ เข้ากลับไม่มีอันใดดี เนื่องเพราะข้าเล่นมากเกินไป จนไม่เหลืออะไรที่น่าสนุกสำหรับข้าอีก กินอิ่มเกินไปจนอ้วนเอาอ้วนเอา นอนมากเกินไปจนสติปัญญาเชื่องช้าเลอะเลือน ไม่ทราบว่าท่านมีงานอะไรให้ข้าทำบ้างหรือไม่?”

นายทวารตอบว่า “ขออภัยด้วย ที่นี้ไม่มีงานอันใด”

เวลาผันผ่านไปอีกกว่า 3 เดือน วิญญาณนั้นทนต่อไปไม่ไหวแล้ว จึงไปพูดกับนายทวารอีกครั้งว่า

“ข้าทนอยู่ในสภาพนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว หากท่านยังไม่ยอมมอบงานอื่นใดให้ข้าทำ ข้ามิสู้ไปอยู่ในนรกยังจะดีเสียกว่า!”

นายทวารจึงย้อนถามกลับไปว่า “เจ้าคิดว่าที่นี่คือสวรรค์หรืออย่างไร? แท้จริงแล้วที่นี่คือนรก! เพราะที่นี่ทำให้เจ้าไม่ต้องคิด ไม่ต้องสร้างสรรค์ ไม่มีอนาคต ได้แต่เสื่อมสลายไปเรื่อยๆ การทรมานลักษณะนี้กลับทุกข์ระทมยิ่งกว่าการปีนภูเขาที่เต็มไปด้วยมีด หรือการลงไปอยู่ในกระทะทองแดงด้วยซ้ำ เนื่องเพราะมันกัดกร่อนไปถึงจิตวิญญาณของเจ้า!”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online: นิทานเซน สวรรค์หรือนรก

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ขอโทษก่อนไม่ได้แปลว่าผิด

 

20170608_saysorryfirst

มันแค่แปลว่าเราเห็นความสัมพันธ์สำคัญกว่าอีโก้เท่านั้นเอง

Apologizing doesn’t always mean you’re wrong and the other person is right. It means you value your relationship more than your ego.
-Unknown

—–

Edward de Bono ผู้ให้กำเนิด Lateral Thinking และ The Six Thinking Hats บอกว่าวิธีคิดของชาวตะวันตกในยุคนี้ ล้วนเป็นมรดกตกทอดจากปราชญ์ชาวกรีกเพียงสามคนคือโสเครตีส เพลโต และอริสโตเติล นั่นคือการใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อค้นหาความจริง (Use logic to find the truth)

de Bono เรียกชายแก่สามคนนี้ว่า The Gang of Three

และเนื่องจากยุคนี้เป็นยุคที่ตะวันตกครองโลก ประเทศแถบเอเชียของเราก็ถูกครอบงำด้วยวิธีคิดของ The Gang of Three เช่นกัน

จึงเป็นเรื่องมหัศจรรย์ (และน่าเศร้า) ที่วิธีคิดของคน 7 พันล้านคนถูกตีกรอบด้วยคนเพียงสามคนเท่านั้น

เมื่อเจอสถานการณ์อะไรก็แล้วแต่ สิ่งที่เรา (โดยเฉพาะผู้ชาย) จะทำโดยอัตโนมัติคือใช้ตรรกะและเหตุผลเพื่อสืบค้นว่าความจริงคืออะไร

แต่จุดอ่อนของเหตุผลก็คือมันไม่ได้นำพามาซึ่งอารมณ์ที่สร้างสรรค์ และคำตอบมักจะมีรูปแบบเดียวคือจะต้องมีฝ่ายหนึ่งถูก และอีกฝ่ายหนึ่งย่อมผิด

ผมเชื่อว่าจุดมุ่งหมายของความสัมพันธ์ไม่ใช่การค้นหาความจริง แต่เป็นการอยู่ร่วมกันด้วยความเอื้ออาทร

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยกล่าวไว้ว่า “โลกนี้คนมีเหตุผลทะเลาะกันมากที่สุด แต่คนมีหัวใจไม่ทะเลาะกัน”

อาจารย์ประเวศ วะสี ก็เคยอวยพรคู่บ่าวสาวในงานแต่งงานว่า “เวลาทะเลาะกันอย่าใช้เหตุผล แต่จงใช้ความรักให้มากๆ”

ความสัมพันธ์เป็นเรื่องของคนสองคน แต่เวลาทะเลาะกันทีไร The Gang of Three มักจะโผล่มาผสมโรงด้วยเสมอ

แต่การเป็น “คนถูก” บนซากปรักหักพักแห่งความสัมพันธ์จะมีประโยชน์อะไร?

ครั้งหน้าที่มีปัญหากับคนที่เรารัก ถ้าตาแก่สามคนนี้โผล่มาอีก อย่าลืมไล่ไปให้ไกลๆ ก่อนเลยนะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

 

 

นกน้อยไม่กลัวกิ่งหัก

20170607_BirdNofear

ไม่ใช่เพราะว่ามันมั่นใจในกิ่งไม้ แต่เพราะมันมั่นใจในปีกตนเอง

A bird sitting on a tree is never afraid of the branch breaking, because her trust is not on the branch but on its wings.
-Unknown

อาจารย์วรภัทร์ ภู่เจริญ เคยพูดไว้ว่า เมื่อเรามีเมตตาให้ผู้อื่นบ่อยๆ สิ่งหนึ่งที่จะหายไปคือความกลัว

คนขี้ขลาดจะโกงบ้านโกงเมืองเพราะเขากลัวว่าจะมีเงินไม่พอใช้ และคนขี้ขลาดจะแซงคิวเพราะกลัวว่าต้องรอนานหรือกลัวว่าจะไม่ได้ของ

เมื่อใดก็ตามที่เรามีเมตตา เราจึงเลิกกลัวคนอื่น และเลิกกลัวอนาคต

พระท่านว่าตนเป็นที่พึ่งแห่งตน เมื่อเราเชื่อใจว่าเราพึ่งพาตนเองได้ ก็ไม่มีเหตุให้ต้องกลัวอีกต่อไป

แม้ว่าบริษัทจะเลย์ออฟ เราก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ต้องหางานใหม่หรือหาช่องทางทำมาหากินได้

แม้ว่าคนๆ นั้นจะทิ้งเราไป เราก็รู้ว่านี่ไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือโอกาสในการเริ่มใหม่ให้ดียิ่งกว่าเดิม

และแม้ว่าเราจะล้มป่วยหรือประสบเหตุไม่คาดฝัน แต่ถ้ายังมีลมหายใจอยู่ เวลาก็จะเยียวยาได้แน่นอน

นกไม่กลัวกิ่งหัก เพราะมันเชื่อมั่นในปีกของตนเอง

ถ้าอยากเป็นมนุษย์ที่ไม่ขี้ขลาด ก็ต้องหา “ปีกของตัวเอง” ให้เจอไวๆ นะครับ

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด

20170601_watchyourwords

อยู่กับคนอื่นให้ระวังปาก

Take care of your thoughts when you are alone, and take care of your words when you are with people.
-Unknown

ถ้าทำสองอย่างนี้ได้ ผมว่าปัญหาชีวิตเราจะลดลงไปไม่น้อย

เพราะมนุษย์เรามีระบบทำลายตัวเองด้วยความคิด

ความคิดเป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์เจริญก้าวหน้ากว่าสิ่งมีชีวิตใดบนโลกใบนี้

แต่ความคิดก็เป็นสิ่งที่ทำให้มนุษย์ทำร้ายตัวเองได้มากกว่าสัตว์ชนิดใดบนโลกใบนี้เหมือนกัน

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราตกอยู่ในอารมณ์น้อยใจ/เสียใจ/ร้อนใจ ระบบทำลายตัวเองจะเริ่มทำงานทันที

การฝึกสติจึงมีประโยชน์มาก เพราะมันจะทำให้เรารู้เท่าทันความคิดที่ไม่สร้างสรรค์ และเพียงแค่รู้ทัน ความคิดอกุศลนั้นก็จะดับไปให้ดู

ถ้าสติช่วยให้เราระวังความคิด ศีลก็เป็นตัวช่วยให้เราระวังปากเวลาอยู่กับคนอื่น

ศีลข้อ 4 ที่ว่าด้วยการไม่โกหกนั้น จริงๆ แล้วยังหมายรวมไปถึงการไม่เบียดเบียนผู้อื่นทางวาจาอีกด้วย

การพูดจาเพ้อเจ้อ พูดคำหยาบ พูดจาส่อเสียด หรือพูดนินทาคนนั้นคนนี้ (ต่อให้สิ่งที่พูดเป็นความจริง) ก็ถือเป็นการเบียดเบียนคนอื่นทางวาจาทั้งนั้น

การฝึกสติกับการถือศีลจึงไม่ใช่เรื่องของคนคร่ำเคร่งศาสนา แต่เป็นเทคนิคสำคัญสำหรับคนที่อยากมีปัญหากับตัวเองและมีปัญหากับชาวโลกให้น้อยที่สุดครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อย่ารอให้มีเวลามากกว่านี้

20170605_moretime

เพราะเราไม่มีทางมีเวลามากไปกว่านี้แล้ว

หนึ่งในคำพูดติดปากของคนเราก็คือ “ไว้มีเวลาแล้วค่อยทำ” หรือ “ไว้รอมีเวลาก่อน”

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ๆ อย่างการเริ่มโปรเจ็คอะไรที่เราอยากทำมานาน หรือเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างนัดทานข้าวกับคนที่เรารัก

แต่วันที่เราจะมีเวลามากขึ้นนั้นไม่มีทางมาถึง

หนึ่ง เพราะยิ่งอายุมากขึ้น ความรับผิดชอบและภาระจะมีมากยิ่งขึ้น

สอง สิ่งเย้ายวนจิตใจมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ลองคิดภาพสมัย 20 ปีก่อนที่ไม่มีสมาร์ทโฟนและเฟซบุ๊ค เทียบกับสมัยนี้เราโดนเทคโนโลยีกินเวลาชีวิตไปเท่าไหร่ และในอนาคตก็มีโอกาสสูงมากที่เทคโนโลยีจะมอบอะไรที่คนจะติดงอมแงมยิ่งกว่ามือถือซะอีก

สาม นับจากวันที่เราเกิด ระเบิดเวลาก็ได้ถูกจุด เวลาของเราจึงเหลือน้อยลงทุกขณะ

พรุ่งนี้เราจึงจะมีเวลาน้อยกว่าวันนี้ 24 ชั่วโมง และมะรืนนี้เราจะมีเวลาเหลือน้อยกว่าวันนี้ 48 ชั่วโมง

ดังนั้น “ตอนนี้” คือห้วงขณะที่เรามีเวลามากกว่าวันใดๆ ในชีวิตของเราแล้ว

แทนที่จะ “รอเวลา” สู้เรามา “จัดเวลา” กันดีกว่า เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย

เพราะสำหรับสิ่งที่สำคัญกับเราจริงๆ นั้น ไม่มีเวลาใดจะเหมาะไปกว่าวันนี้แล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog

อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives

ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/