นิทานปีนผา

20171209_cliff

เมื่อวานวันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีพระอาจารย์ท่านหนึ่ง เมื่อย่างเข้าสู่วัยชรา จึงคิดจะหาผู้สืบทอดเป็นเจ้าอาวาสต่อไป

วันหนึ่งจึงพูดกับ “ฮุ่ยหมิง” และ “เฉิงเหยียน” ศิษย์สองคนซึ่งพระอาจารย์หมายตาไว้

“พวกเจ้าสองคนหากมีใครสามารถปีนจากหน้าผาของหลังวัดขึ้นไปถึงยอดเขาได้ คนนั้นจะได้เป็นเจ้าอาวาสคนต่อไป”

ศิษย์ทั้งสองจึงเดินไปที่หน้าผา หน้าผานั้นสูงชันและมีแง่งหินขรุขระตลอดทั้งหน้าผา ฮุ่ยหมิงซึ่งมีร่างกายที่แข็งแรงกว่า มีความมั่นใจในตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม แต่ปีนขึ้นไปได้ไม่นานก็ลื่นตกลงมา

เขาจึงเพิ่มความระมัดระวังในการปีนมากขึ้น แต่ที่สุดก็ลื่นไหลตกลงมาอีก แต่ไม่ว่าจะตกลงมากี่ครั้ง เขาก็ไม่ท้อแท้ ครั้งสุดท้ายเขารวบรวมพลังที่มีอยู่ปีนขึ้นไป แต่เมื่อปีนได้ครึ่งทางก็หมดแรง และบริเวณนั้นก็ไม่มีที่ที่จะให้หยุดพักได้ ที่สุดก็พลัดตกลงมาอีก ศีรษะกระแทกก้อนหินจนสลบแน่นิ่งไป

ฝ่ายเฉิงเหยียน ตอนเริ่มต้นก็เหมือนกับฮุ่ยหมิง พยายามใช้แรงอย่างมากมายในการปีน แต่แล้วก็ลื่นไหลลงมาหลายครั้ง ครั้งหนึ่งขณะที่ปีนถึงกลางหน้าผาแล้วมองลงไปข้างล่าง เฉิงเหยียนก็ตัดสินใจปีนลงมาจากหน้าผา ปัดเสื้อผ้าที่เลอะดินทรายออก เดินไปที่ลำธาร แล้วเดินทวนกระแสน้ำขึ้นไปจนไปถึงยอดเขา

เมื่อเขาเดินกลับมาหาพระอาจารย์ ศิษย์ทุกคนนึกว่าเฉิงเหยียนจะต้องถูกพระอาจารย์ต่อว่าอย่างแรงว่ารักตัวกลัวตาย ใจไม่กล้าแล้วยังอ่อนแอ จนน่าจะถูกขับไล่ออกจากสำนักไป

แต่พระอาจารย์กลับพูดว่าให้เฉิงเหยียนดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าอาวาสต่อไป

ทุกคนต่างมองหน้ากันไปมา ไม่เข้าใจว่าเพราะอะไร

เฉิงเหยียนเลยอธิบายให้ศิษย์ร่วมสำนักฟังว่า หน้าผาที่อยู่หลังวัดนั้นยากเกินกำลังมนุษย์จะปีนป่าย แต่เมื่อมองจากกลางหน้าผา ก็จะเห็นทางเล็กๆ ที่จะเดินขึ้นไปสู่ยอดได้

พระอาจารย์มักพูดบ่อยๆ ว่า “ผู้มีปัญญาจะสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตามสภาพแวดล้อม ผู้รู้จะเดินเกมไปตามเหตุ” นี่เป็นการสอนให้พวกเรารู้จักยืดหยุ่นและเปลี่ยนแปลงได้ไปตามเหตุการณ์เฉพาะหน้า

พระอาจารย์พยักหน้าด้วยความพอใจแล้วพูดว่า

“หากเป็นผู้อยากได้หน้าอยากได้ชื่อ ในจิตก็จะมีแต่ทางตันของหน้าผา ฟ้าไม่ได้วางกรงขังไว้ แต่จิตเราสร้างกรงขังไว้เอง ในกรงขังแห่งความอยากมีชื่อเสียง แย่งชิงกันอย่างลำบากยากเย็น อย่างเบาก็แค่เกิดความทุกข์กังวล อย่างหนักอาจจะต้องร่วงหล่นลงจนร่างเละ”

หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็มอบบาตรและจีวรแก่เฉิงเหยียน และพูดกับทุกคนว่า

“การปีนหน้าผา เป็นการทดสอบสภาพจิตของพวกเจ้า ไม่ให้หลงวนเข้าไปอยู่ในตาข่ายแห่งชื่อเสียงเกียรติยศ ในจิตที่ไม่กังวลสิ่งใด สามารถเดินไปตามครรลองที่เป็นไปได้ นั่นคือคนที่ข้าปรารถนา”

—–

ขอบคุณนิทานจาก What Am I.net รวมหลายเรื่องจากเวบไซต์ อกาลิโก

ผู้จัดการจักรวาล

20171207_generalmanager

“For peace of mind, we need to resign as general manager of the universe.”
-Larry Eisenberg

มนุษย์นั้นสงสัยใคร่รู้และรักความถูกต้องมาแต่กำเนิด

เมื่อสงสัยใคร่รู้ ก็เลยชอบฟังชอบดู ทั้งเรื่องตัวเองและเรื่องคนอื่น

และเมื่อรู้แล้วเห็นว่ามันไม่ถูกต้อง ก็กระฟัดกระเฟียด อยากให้มันเป็นอย่างนั้น-เป็นอย่างนี้

ซึ่งการรู้ไปเสียทุกอย่าง-ตัดสินไปเสียทุกอย่างนั้นอาจไม่ใช่ทางเลือกในการใช้ชีวิตที่ดีนัก

หนึ่งคือสิ่งที่เราเห็นว่าไม่ถูกต้อง จริงๆ แล้วมันแค่ไม่ถูกใจเราเฉยๆ

หลวงพ่อชาเคยสอนไว้ว่า “ทุกอย่างในโลกนี้มันถูกอยู่แล้ว มีแต่ความเห็นของเราเท่านั้นที่ผิด”

สองคือถึงจะไม่ถูกใจเราแค่ไหน แต่ 99% ของสิ่งที่เราไม่ถูกใจนั้นเราก็ทำอะไรกับมันไม่ได้

นักการเมืองจะโกง นายกจะพูดจาไม่เพราะ ประชาชนจะเหยียบเท้าพี่ตูน เราไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย

1% เท่านั้นที่เราพอจะคุมได้คือตัวเราเอง – ไม่ยัดเงินตำรวจเวลาขับรถผิดกฎจราจร ไม่ตวาดคนใกล้ตัว คอยตบมืออยู่ห่างๆ เวลาพี่ตูนวิ่งผ่าน เป็นต้น

สามคือเวลาของเรามีจำกัด ถ้าไปหัวฟัดหัวเหวี่ยงกับเรื่องที่เราทำอะไรไม่ได้ เราก็จะยิ่งเหลือเวลาให้กับสิ่งที่เราทำได้น้อยลง

For peace of mind, we need to resign as general manager of the universe.

ใครที่รู้ตัวว่ากำลังดำรงตำแหน่ง “ผู้จัดการแห่งจักรวาล” อยู่ ถ้าเหนื่อยนักก็ลาออกได้นะครับ

รู้แล้วเรียนไม่ได้

20171205_cantlearn

“It is impossible for a man to learn what he thinks he already knows.”
-Epictetus

สิ่งหนึ่งที่คนวัยหนุ่มสาวพกติดตัวก็คือความคิดว่าตัวเองรู้แล้ว

ยิ่งถ้าใครติดตามข่าวสารบ้านเมือง อ่านบทวิเคราะห์ ถกเถียงกับเพื่อนบ่อยๆ ก็จะยิ่งมั่นใจว่าสิ่งที่ตัวเองรู้ สิ่งที่ตัวเองคิด สิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นถูกต้องแน่นอน

ที่กล้าพูดอย่างนี้เพราะผมก็เคยเป็นอย่างนั้นมาก่อน

แต่พอได้อยู่ไปเรื่อยๆ ได้เห็นว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยคิดว่ามันใช่ สุดท้ายกลับไม่ใช่ ความมั่นใจในตัวเองก็จะค่อยลดลงเรื่อยๆ ลดลงเรื่อยๆ

จากที่เคยคิดว่ารู้เยอะ ก็เริ่มรู้สึกว่ารู้น้อย

และจากที่คิดว่ารู้น้อย ก็พบว่าเราไม่รู้อะไรเลย

และวันนั้นแหละ ถึงจะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งใหม่

เมื่อเห็นตามจริง ก็ยอมรับได้ในความไม่รู้ของตัวเอง

เมื่อรู้ว่าไม่รู้ ใจก็จะเปิดมากขึ้น

เมื่อใจเปิดมากขึ้น ก็จะฟังมากขึ้น

เมื่อฟังมากขึ้น วันนี้เราอาจฉลาดขึ้นอีกนิดก็ได้


Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 4 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

ความกลัวกับความเสียดายเป็นเพื่อนซี้กัน

20171205_fearregrets

เมื่อกลัว ก็ไม่ได้ทำ เมื่อไม่ได้ทำ ก็มานั่งเสียดายภายหลัง

กลัวที่จะเข้าไปขอเบอร์สาว สุดท้ายคนอื่นเอาไปกิน

กลัวที่จะเริ่มต้น ผ่านไปอีก 1 ปี เห็นคนอื่นที่ได้เริ่มเขาไปถึงไหนแล้ว

กลัวที่จะพยายามมากกว่านี้ สุดท้ายได้ที่สองจนทำได้แค่เขกหัวตัวเอง

แต่คนส่วนใหญ่เลือกที่จะกลัว เพราะตอนตกอยู่ใต้สถานการณ์ที่ต้องเลือกนั้น ความกลัวมีขนาดใหญ่กว่าความเสียดายมาก

แม้ตัวจะใหญ่กว่า แต่ความกลัวกับมี “น้ำหนัก” น้อยกว่าความเสียดาย

เพราะความกลัวเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป แต่ความเสียดายกลับจะค่อยๆ หนักขึ้นตามเวลาที่ผ่านไป

อีกหนึ่งข้อแตกต่างก็คือ ความกลัวนั้นแก้ไขได้ เพราะเรากลัวสิ่งที่ยังไม่ได้เกิด

แต่ความเสียดายเป็นสิ่งที่แก้ไขไม่ได้แล้ว ต่อให้เสียดายแค่ไหนก็กลับไปทำอะไรกับอดีตไม่ได้อีกแล้ว

จะเดินหนีความกลัวในวันนี้ เพื่อเผชิญหน้ากับความเสียดายในภายหลัง

หรือจะเผชิญหน้ากับความกลัวในวันนี้ เพื่อจะได้ไม่ต้องมีความเสียดายในภายหลัง

เลือกให้ดีนะครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจาก หนังสือ คิดต้องทำ คันต้องเกา (Stop Talking, Start Doing) by Shaa Wasmund & Richard Newton ก็ไปเจอภาพที่เตะตาจนต้องอ่านต่อ

Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 6 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

การตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา

20171205_changelife

ไม่ใช่การตัดสินใจว่าจะเรียนคณะอะไร

หรือจะสมัครงานที่ไหน

หรือจะซื้อบ้านโครงการใด

มันอาจเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ก็จริง และมันก็อาจมีผลกระทบกับชีวิตได้มากมาย

แต่ผมเชื่อว่าการตัดสินใจที่จะเปลี่ยนชีวิตเราจริงๆ คือการตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวัน

จะอ่านหนังสือหรือจะเล่นมือถือ

จะจดจ่อกับงานหรือจะเสพกระทู้ดราม่า

จะคุยเรื่องสร้างสรรค์หรือจะจับกลุ่มนินทา

จะกินน้ำเปล่าหรือจะกินน้ำอัดลม

จะพูดจาไพเราะหรือจะพูดจาหยาบคาย

จะออกกำลังกายหรือจะนอนไถเฟซ

การตัดสินใจเล็กๆ น้อยๆ ที่เราทำอยู่ทุกวันมันก็เหมือนดอกเบี้ยทบต้น หนึ่งสัปดาห์อาจไม่มีผลอะไร หนึ่งเดือนก็ยังไม่มีผลอะไร แต่หนึ่งปีย่อมเห็นความแตกต่าง และ 10 ปีความแตกต่างจะราวฟ้ากับเหว

การตัดสินใจครั้งใหญ่อาจสำคัญก็จริง แต่เทียบไม่ได้เลยกับการตัดสินใจครั้งเล็กๆ ใน 24 ชั่วโมงต่อจากนี้ครับ


Writing Workshop เสาร์ที่ 16 ธ.ค. 9:30-12:30 ยังมีที่ว่างอีก 6 ที่ครับ ใครสนใจอ่านรายละเอียดได้ที่นี่ครับ bit.ly/anontawongwriting

จดหมายถึงใกล้รุ่ง

20171204_neardawn

ถ.อ่อนนุช เขตประเวศ

กรุงเทพมหานคร

5 นาฬิกา จันทร์ที่ 4 ธันวาคม 2560

สวัสดีใกล้รุ่ง

ถ้าลูกยังไม่เกิด วันนี้จะเป็นวันที่ลูกอยู่ในท้องแม่ครบ 40 สัปดาห์พอดี

แต่เนื่องจากลูกเกิดตั้งแต่วันที่ 23 พฤศจิกายน 2560 วันนี้ลูกจึงมีอายุครบ 11 วัน

เกือบสองสัปดาห์ที่เรารู้จักกันมา ใกล้รุ่งเป็นเด็กเลี้ยงง่าย กินนมเก่ง โชคดีที่ใกล้รุ่งไม่งอแง การเลี้ยงลูกคราวนี้จึงเหนื่อยน้อยกว่าคราวก่อนมาก

ใกล้รุ่งเป็นลูกคนที่สองของแม่ผึ้งกับพ่อรุตม์ และเป็นลูกชายคนแรกของบ้านหลังนี้

เมื่อ 2 ปีที่แล้ว ฟ้าส่งพี่สาวของลูกมาให้ช่วงปลายหน้าฝนพอดี พ่อกับแม่เลยตั้งชื่อให้เขาว่า “ปรายฝน” (พ่อมีเขียนจดหมายถึงพี่ปรายฝนด้วยนะ)

มีแต่คนบอกว่า งั้นคนต่อไปก็ต้องชื่อต้นหนาวสิ

พ่อก็ได้แต่คิดในใจว่าคงไม่ใช่ เพราะถ้าเกิดได้ลูกชายขึ้นมา เวลาพูดว่า “ต้นหนาวๆๆ” มันจะฟังดูเป็นผู้ชายอ่อนแอไปหน่อย

แล้วชื่อใกล้รุ่งมาได้ยังไง พ่อจะเล่าให้ฟัง

ตอนที่พ่อรู้ตัวว่าแม่ผึ้งตั้งครรภ์ และเมื่อนับวันแล้วจะครบ 40 สัปดาห์ในวันที่ 4 ธันวาคม มันก็ทำให้เรานึกถึงคนๆ หนึ่ง

ในช่วงเวลาที่พ่อกับแม่โตมา วันที่ 5 ธันวาคมเป็นวันที่มีความหมายกับคนไทย เพราะเป็นวันพระราชสมภพของในหลวงรัชกาลที่ 9 อันเป็นที่รักยิ่งของคนทั้งประเทศ (ลูกคงงงว่า คนๆ หนึ่งจะเป็นที่รักของคน 70 ล้านคนได้อย่างไร ไว้ลูกโตอีกหน่อยพ่อจะเล่าให้ฟังนะ)

เมื่อรู้ว่าวันเกิดของลูกจะใกล้กับวันเกิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 พ่อกับแม่ก็คิดว่า ถ้าชื่อของลูกมีความเชื่อมโยงกับพระองค์ท่านบ้างก็น่าจะดี

ทุกครั้งที่เรียกชื่อลูก พ่อกับแม่จะได้ระลึกถึงพระองค์ท่านด้วย

ช่วงนั้นแม่เขากำลังหัดเล่นเปียโนเพลง “ยามเย็น”  เวอร์ชั่นที่วี วิโอเล็ตร้องในหนัง “พรจากฟ้า” แต่พ่อคิดว่าถ้าตั้งชื่อลูกว่ายามเย็น ต้องโดนเพื่อนตัวแสบเรียกสั้นๆ ว่า “ยาม” แน่ๆ

โชคดีที่ยังมีเพลงพระราชนิพนธ์อีกเพลงที่ใกล้เคียงกับยามเย็น นั่นก็คือ ใกล้รุ่ง

ซึ่งก็สอดคล้องกับ ปรายฝน คือมีสองพยางค์ ใช้คำไทยแท้ และมีความเชื่อมโยงกับ “เวลา” ทั้งคู่

(พ่อเป็นคนให้ความสำคัญกับเวลามาก เพราะสิ่งที่เราเรียกว่า “ชีวิต” นั้น จริงๆ แล้วก็คือ “เวลา” ที่เราได้มาอาศัยอยู่บนโลกใบนี้)

แม่ถามพ่อว่า ถ้าชื่อใกล้รุ่ง จะไม่โดนเพื่อนล้อเหรอว่า “ใกล้รุ่งๆ แล้วเมื่อไหร่จะรุ่งล่ะ?”

จริงๆ พ่ออยากให้ลูกรู้สึก “ใกล้รุ่ง” อยู่ตลอดเวลานะ เพราะมันจะทำให้ลูกมีความหวังและมีความเพียร เมื่อไหร่ก็ตามที่คิดว่าตัวเอง “รุ่งแล้ว” นั่นแสดงว่าลูกกำลังตกอยู่ในความประมาท

พ่อกับแม่เก็บชื่อ “ใกล้รุ่ง” ไว้เป็นความลับ ไม่บอกใครเลย ขนาดพี่ปรายฝนก็ยังไม่รู้ แต่เวลาคุยกับลูกตอนอยู่ในท้อง พ่อกับแม่จะเรียกลูกว่า “หนวดขาว”

หนวดขาวคือชื่อตัวละครใน One Piece การ์ตูนเรื่องโปรดของพ่อ เขาได้ชื่อว่าเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก

อีกเหตุผลที่พ่อเลือกหนวดขาวมาตั้งเป็นโค้ดเนมให้ลูก ก็เพราะว่าหนวดขาวสามารถควบคุมแผ่นดินได้ พูดง่ายๆ ก็คือเขามีพลังแผ่นดินนั่นเอง

ถ้าปรายฝนเป็นลูกฟ้า ใกล้รุ่งก็น่าจะเป็นลูกดิน

ก่อนที่ใกล้รุ่งจะคลอด พ่อกับแม่ก็กังวลเล็กน้อยว่า ปรายฝนจะรู้สึกว่ารึเปล่าว่าน้องมาแบ่งความรักจากพ่อและแม่ไป

แต่ความกังวลนี้ก็คลี่คลาย เพราะพอพี่ปรายฝนเห็นหน้าใกล้รุ่งครั้งแรก เขาก็เอามือลูบหัวลูกเบาๆ แถมยังค่อยๆ ก้มลงมาหอมแก้มใกล้รุ่งตั้งหลายครั้ง

ช่วงแรกพี่ปรายฝนเขาหวงใกล้รุ่งขนาดที่ว่า ถ้าคนอื่นจะอุ้มใกล้รุ่ง ปรายฝนจะทักท้วงทันทีว่า “ไม่อุ้มๆ” ยอมให้อุ้มได้คนเดียวเท่านั้นคือแม่ผึ้ง

พี่ปรายฝน มีชื่อจริงว่า “วลีรัตน์” ซึ่งผู้ใหญ่ที่บ้านพ่อเคารพนับถือตั้งให้

7 วันก่อนที่ใกล้รุ่งจะคลอด พ่อก็ขอให้ผู้ใหญ่ท่านเดิมตั้งชื่อให้เช่นกัน พอวันอาทิตย์ที่ 19 พ.ย.พ่อก็ได้รับคำอวยพรมาว่า

“ทายาทแห่งธรรมนามสอดคล้องผู้เป็นพี่ ด้วยวาจาอันซื่อสัตย์ แลเป็นวาจาอันทรงฤทธิ์ ด้วยบุญที่กำเนิดเกิดเป็นทายาทของลูก นามนั้นชื่อ สัจจรัตน์”

ขอให้ลูกเป็นคนมีสัจจะ

ขอให้ลูกเป็นคนติดดิน

ขอให้ลูกแข็งแรง

ขอให้ลูกมีจิตใจที่ดีงาม

ขอบคุณที่มาอยู่ด้วยกันในบ้านหลังนี้

พ่อขอให้สัจจะว่าจะดูแลใกล้รุ่งให้ดีที่สุดครับ

 

รักลูกเสมอ
แม่ผึ้ง-พ่อรุตม์-พี่ปรายฝน

Writing Workshop

20171203_writingworkshop

ไม่ว่าเทคโนโลยีจะก้าวไกลไปแค่ไหน แต่ “การเขียน” ก็ยังคงเป็นวิธีสื่อสารที่ไม่เคยล้าสมัย เพราะมันช่วยให้เราสื่อสารกับคนหมู่มากได้อย่างง่ายดายและไม่ต้องเสียเงินเลย แค่มีแล็ปท็อปและอินเตอร์เน็ตก็เพียงพอที่จะส่งไอเดียของเราเข้าไปอยู่ในหัวของคนนับร้อยนับพันได้แล้ว

ผมจึงอยากเปิดคอร์ส Writing Workshop เพื่อแบ่งปันสิ่งที่ผมได้เรียนรู้จากการทำงานด้าน Communication มา 7 ปี และเขียนบล็อกมา 3 ปีครับ

คอร์สนี้เหมาะกับ

  • คนที่อยากเขียนบล็อกหรือบทความ
  • คนที่อยากเปิดเพจ
  • คนที่อยากเขียนให้ดีขึ้น

คอร์สนี้ไม่ได้สอนวิธีการทำเงินจากการเขียน แต่จะมอบ “กล่องเครื่องมือ” ที่จะช่วยให้คุณเขียนได้เร็วขึ้น กระชับขึ้น มีชั้นเชิงมากขึ้น และสร้าง impact ได้มากกว่าเดิม เมื่อคุณฝึกฝนจนเก่งและไม่อายที่จะโชว์ผลงานให้โลกเห็น โอกาสจะวิ่งเข้ามาหาคุณเอง

เนื้อหา

  • Start with Why – เขียนไปทำไม?
  • Theory & Principles – ทฤษฎีและหลักการ
  • Writing GPS – ตัวนำทางการเขียน
  • Tips & Tricks – เทคนิคต่างๆ
  • Exercise, Exercise, Exercise – เขียน เขียน เขียน
  • Homework – เรียนเสร็จแล้วมีการบ้านต่อ

วิทยากร: “รุตม์” อานนทวงศ์ มฤคพิทักษ์

  • ผู้เขียนหนังสือ Thank God It’s Monday – ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ
  • เจ้าของบล็อก Anontawong’s Musings ที่มีข้อเขียนกว่า 1000 บทความและมีคนอ่านเกิน 2.5 ล้านครั้ง
  • อดีต Communication Manager บริษัท Thomson Reuters

วัน/เวลา: เสาร์ที่ 16 ธันวาคม 2560 9:30-12:30 (3 ชั่วโมง)

รูปแบบการสอน: ฟัง 30 นาที, เขียน 90 นาที, พูดคุย 45 นาที, เบรค 15 นาที

สถานที่: Sook Station สุขุมวิท 101/2 (200 เมตรจาก BTS อุดมสุข)

ราคา: 1500 บาท

จำนวน: 10-15 คน

สมัครได้ที่https://goo.gl/eGFLwb

 

หากมีข้อสงสัย Inbox มาคุยกันได้ที่เพจ Anontawong’s Musings ครับ

ถ้าคุณคอหัก

20171202_brokenneck

หรือไม่มีอะไรกิน

หรือบ้านไฟไหม้

นั่นถึงจะเรียกว่าคุณมีปัญหา

อย่างอื่นเขาเรียกว่าความไม่สะดวก

If you break your neck, if you have nothing to eat, if your house is on fire, then you got a problem. Everything else is inconvenience.
-Robert Fulghum

—–

ใครที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับผม น่าจะคุ้นเคยและผูกพันกับ “เบเกอรี่มิวสิค” ค่ายเพลงที่ผลิตศิลปินเจ๋งๆ อย่างโมเดิร์นด๊อก, บอย โกสิยพงศ์, โจอี้ บอย, พอส และ P.O.P ออกมาในยุคดนตรีอินดี้เฟื่องฟู

แต่แล้วการมาถึงของ MP3 และก๊อปเพลงฟังฟรี ก็ทำให้ค่ายเพลงต่างๆ ไม่ว่าจะเล็กใหญ่ต้องประสบปัญหาขาดทุนอย่างหนัก

ผมเคยอ่านบทสัมภาษณ์ของคุณ “สุกี้” กมล สุโกศล แคลปป์ หนึ่งในผู้ก่อตั้งเบเกอรี่มิวสิค ที่บอกว่าช่วงนั้นเป็นช่วงที่ชีวิตเครียดมาก นอนไม่หลับ กลายเป็นคนแบกทุกข์ไปไหนต่อไหน

แต่คุณ “กมลา” แม่ของคุณสุกี้ และผู้ขับร้องเพลง Live & Learn ก็ถามคุณสุกี้ว่า

ยังมีข้าวกินอยู่รึเปล่า?

ถ้ายังกินอิ่ม นอนอุ่น ก็แสดงว่าชีวิตโอเคมากๆ แล้วนะ

เพียงคำพูดสั้นๆ นี้ ก็ทำให้คุณสุกี้กลับมาตั้งสติได้

แม้ว่าธุรกิจเขาจะเจอปัญหารุมเร้าแค่ไหน แต่เขาก็ไม่เคยต้องอดอยาก ไม่เคยต้องห่วงเลยว่าคืนนี้จะนอนไหน

—–

คนเรามี Needs ไม่มาก แต่มี Wants ไม่จำกัด

ยิ่ง Wants เยอะเท่าไหร่ ความทุกข์ก็เยอะขึ้นเท่านั้น

อยากประสบความสำเร็จ อยากให้ธุรกิจไปได้สวย อยากดูดีในสายตาคนอื่น

สำหรับคนที่กำลังรู้สึกเฟลกับชีวิต อาจต้องกลับมาถามตัวเองดูนะครับว่า

ยังกินอิ่ม นอนอุ่น อยู่รึเปล่า?

ถ้ากินอิ่ม นอนก็อุ่น แสดงว่าชีวิตคุณไม่ได้มีปัญหาจริงๆ หรอก ที่คุณเรียกว่าปัญหา มันเป็นเพียง “ความไม่สะดวก” เท่านั้น

แต่ที่คุณมองว่ามันเป็นปัญหาสาหัส ก็เพราะว่า Wants ของคุณทำให้สายตาพร่ามัวต่างหาก

—–

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ

นิทานหนทางแห่งความสำเร็จ

20171201_success

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่งอยากจะแสวงหาเส้นทางแห่งความสำเร็จ

เขาได้ยินมาว่ามีชายชราท่านหนึ่งซึ่งเป็นผู้มีปัญญามาก รู้ว่าอะไรคือหนทางแห่งความสำเร็จ หลายคนได้รับความสำเร็จเมื่อได้รับคำแนะนำจากผู้รู้ท่านนี้ ชายหนุ่มออกเดินทางเพื่อตามหาผู้รู้

หลังจากต้องแสวงหาด้วยความยากลำบากอยู่นาน ที่สุดก็ได้พบกับท่าน

“ท่านผู้รู้ครับ ผมต้องทำอย่างไรถึงจะอยู่บนหนทางแห่งความสำเร็จครับ”

ผู้รู้ไม่เอ่ยคำใด แค่พยักหน้าน้อยๆ แล้วเดินลิ่วๆ ไปที่ชายหาด ชายหนุ่มจึงรุดเดินตามไปติดๆ

ผู้รู้เดินถึงชายหาดแล้วก็ยังไม่หยุด ยังคงเดินลงไปในทะเล ส่วนชายหนุ่มก็ค่อยๆ เดินตามไปด้วยความไม่แน่ใจว่าผู้รู้จะทำอะไรกันแน่

จนถึงจุดที่ระดับน้ำสูงถึงอก ผู้รู้ก็จับหัวชายหนุ่มกดลงไปใต้น้ำ

ชายหนุ่มดิ้นรนสุดชีวิต แต่แรงของผู้รู้นั้นมากมายเหลือเกิน

วินาทีที่ชายหนุ่มกำลังจะหมดสติ ผู้รู้ก็ดึงหัวชายหนุ่มขึ้นมาเหนือน้ำ

ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าเต็มปอดอย่างเร็วและแรงอยู่สี่ห้าครั้งก่อนจะตะโกนว่า

“จะกดให้ข้าจมน้ำตายหรือไอ้แก่!?”

“หากปณิธานของเจ้าที่จะประสบความสำเร็จอยู่ในระดับเดียวกับความต้องการที่จะหายใจของเจ้าเมื่อสักครู่ เจ้าก็อยู่บนหนทางแห่งความสำเร็จแล้ว” ผู้รู้ตอบ

—–

ขอบคุณนิทานจากอาณาจักรธรรม ฟาอีฉงเต๋อ: หนทางแห่งความสำเร็จ

โลกต้องการคนนับหนึ่ง

20171130_countone

หลายคนคงเคยได้ยินนิทานพระราชากับชุดล่องหนมาแล้ว

พระราชาองค์หนึ่ง ทรงอยากมีฉลองพระองค์ชุดเก่งที่ไม่มีใครซ้ำแบบ จึงมีแก๊งต้มตุ๋นมาเสนอตัวว่าจะตัดฉลองพระองค์สุดเท่ถวายให้

เมื่อพระองค์ทรงอยากเห็นและลองเสื้อผ้านั้น ช่างตัดเสื้อจอมแสบก็ทำทีท่าเอาเสื้อผ้ามาสวมให้ลองดู โดยที่พระองค์ไม่ทรงเห็นมีอะไรเลย แต่ช่างเจ้าเล่ห์ก็บอกว่า นี่เป็นเสื้อผ้าล่าสุดจากสรวงสวรรค์ ซึ่งคนมีบุญเท่านั้นจึงมองเห็นเสื้อผ้าชุดนี้

พระราชากลัวว่าตนเองจะกลายเป็นคนไม่มีบุญ จึงต้องทำเป็นมองเห็นเสื้อผ้าชุดเก่งนั้นด้วย
ในที่สุด วันสำคัญก็มาถึง เมื่อช่างตัดเสื้อขอให้พระองค์ทรงสวมฉลองพระองค์ชุดเก่งนั้นแล้วขี่ม้าเสด็จไปตามท้องถนนเพื่อให้ประชาชนชื่นชมพระบารมี

ระหว่างที่เสด็จไปท่ามกลางประชาชนซึ่งแห่แหนคอยเฝ้าอยู่สองข้างทางด้วยเรือนร่างที่เปลือยเปล่าไม่สวมอาภรณ์ใดๆ เลยนั้น ประชาชนที่ไม่กล้าพูดความจริงต่างพากันแซ่ซ้องสรรเสริญถวายพระพรกันเซ็งแซ่
จนกระทั่งเด็กน้อยคนหนึ่งได้เห็นพระราชา ก็ร้องตะโกนขึ้นเสียงดังว่า “ทำไมพระราชาไม่สวมอะไรเลย?!”

—–

ที่บริษัททอมสันรอยเตอร์ที่ผมเคยทำงานอยู่สิบกว่าปี เรามีวงดนตรีชื่อ TRMG – Thomson Reuters Music Group ซึ่งงานใหญ่ที่สุดของ TRMG คือการขึ้นเล่นในงานเลี้ยงประจำปี

TRMG จะขึ้นเล่นสองช่วง คือช่วงเริ่มงานที่คนรับประทานอาหารเย็น ซึ่งเราจะเล่นเพลงฝรั่ง หรือเพลงเบาๆ ให้คนฟังไปกินไปอย่างเพลิดเพลิน

ส่วนช่วงที่สอง คือช่วงปิดท้ายงานตั้งแต่ 4 ทุ่มถึงเที่ยงคืน เป็นช่วงที่เราเข็นเพลงสนุกๆ ออกมาเล่น 2-3 เพลงแรกของช่วงที่สองถือเป็นช่วงชี้เป็นชี้ตาย เพราะถ้าบิ๊วด์คนดูไม่ขึ้น เขาก็อาจจะออกจากงานเลี้ยงไปต่อกันที่อื่น

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุด คือการมีเพื่อนพนักงานกลุ่มแรกมากระโดดเย้วๆ หน้าเวที

เมื่อมีกลุ่มหนึ่ง เราก็ใจชื้นแล้ว เพราะอีกไม่นานก็จะเริ่มมีกลุ่มสอง กลุ่มสามและอีกหลายๆ กลุ่มตามมา
เมื่อคนดูสนุก นักดนตรีก็มัน อารมณ์ส่งถึงกันได้เต็มที่ และทำให้คืนนั้นน่าจดจำ

—–

เคยมั้ยครับ เวลาที่เราเชิญวิทยากรมาพูดที่องค์กรของเรา ตอนท้ายพอเขาถามว่าใครมีคำถามอะไรมั้ย ทั้งห้องกลับตกอยู่ในความเงียบ…

เป็นความเงียบที่น่าอึดอัด แค่เพียงสิบกว่าวินาทีก็ดูยาวนาน จนวิทยากรทำท่าจะวางไมค์แล้ว
แต่ท่ามกลางความเงียบนั้น ในที่สุดก็มีคนยกมือขึ้นถามคำถามแรก

และวิทยากรก็ยิ้มออก

เมื่อตอบคำถามแรกเสร็จ คราวนี้คำถามที่สอง ที่สาม ที่สี่ก็เรียงรายกันเข้ามา จนบางทีก็มีเป็นสิบคำถาม
น่าคิดว่า ถ้าคนๆ นั้นไม่ได้ยกมือถามคำถามแรก เราจะมีโอกาสได้ยินอีก 9 คำถามที่เหลือรึเปล่า

—–

คนนับหนึ่งนั้นหายาก

แต่ก็เป็นคนที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อสังคม

เพราะถ้าไม่มีคนนับหนึ่ง วิทยากรก็ไร้คำถาม นักดนตรีก็เล่นไม่สนุก และพระราชาก็จะโดนต้มตุ๋น

คนนับหนึ่งนั้นหายาก แต่การเป็นคนนับหนึ่งไม่ได้ยากขนาดนั้น

ก็ํแค่ออกมาเปิดฟลอร์ ก็แค่ยกมือถามคำถาม ก็แค่พูดความจริง

ยังมีวิธีนับหนึ่งอีกมากมาย

นับหนึ่งที่จะขอโทษ นับหนึ่งที่จะลงมือ นับหนึ่งที่จะเสียสละ

เรามานับหนึ่งกันให้บ่อยขึ้นดีมั้ยครับ?

—–

ขอบคุณนิทานพระราชากับชุดล่องหนจาก Manager Online นิทานสำหรับเด็กโดย สุขสันต์ วิเวกเมธากร

หนังสือ Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ ฉบับพิมพ์ครั้งที่ 2 วางแผงแล้วนะครับ รอบนี้ไม่มีหน้าซ้ำครับ! หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S คิโนะคุนิยะ Asia Books และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไป หรือสั่งตรงกับสำนักพิมพ์ได้ที่ bit.ly/tgimorder2 ครับ