นิทานคนละชั้น

20190206_firstclass

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ระหว่างเที่ยวบินจากนิวยอร์คไปชิคาโก ผู้โดยสารหญิงวัยห้าสิบเศษพบว่าตัวเองได้ที่นั่งติดกับชายผิวดำ เธอจึงกดปุ่มเรียกแอร์โฮสเตส

“มีอะไรให้หนูช่วยคะคุณผู้หญิง”

“เธอไม่เห็นเหรอว่าที่นั่งชั้นติดกับคนดำ ชั้นรับไม่ได้หรอกนะที่จะต้องมานั่งติดกับคนสกปรกอย่างนี้ ช่วยหาที่นั่งใหม่ให้ชั้นด้วย”

“วันนี้เที่ยวบินค่อนข้างเต็มค่ะ แต่หนูขออนุญาตไปเช็คก่อนว่าพอจะมีที่นั่งว่างในชั้นธุรกิจหรือชั้นเฟิร์สคลาสมั้ยนะคะ”

ไม่กี่นาที น้องแอร์ก็เดินกลับมา

“ที่นั่งชั้นธุรกิจเต็มแล้ว แต่ว่าเรามีที่นั่งชั้นเฟิร์สคลาสเหลืออยู่หนึ่งที่ หนูปรึกษากัปตันแล้ว กัปตันเห็นว่าคงไม่ดีที่จะบังคับให้ใครมานั่งข้างคนน่ารังเกียจ”

มนุษย์ป้ายิ้มอย่างผู้ชนะและเตรียมจะลุกจากที่นั่ง ทันใดนั้นน้องแอร์ก็หันไปคุยกับชายผิวดำ

“ทางเราขอเชิญคุณไปนั่งในชั้นเฟิร์สคลาสที่เราจัดเตรียมไว้ให้ด้วยค่ะ”

ชายผิวดำกว้างยิ้มฟันขาว ผู้โดยสารรอบข้างต่างปรบมือ ส่วนมนุษย์ป้าก็นั่งหน้าแดงก่ำไปตามระเบียบ

—-

ขอบคุณนิทานจากเว็บ Kittdoo

เงาปีศาจ

20190206_shadow

บางทีก็โผล่มาตอนโดนรถปาดหน้า

บางทีก็โผล่มาตอนเล่นกันแรงๆ ในสนามฟุตบอล

บางทีก็โผล่มาตอนมีปากเสียงกับแฟน

บางทีก็โผล่มาตอนลูกไม่ยอมหยุดร้องไห้

บางทีก็โผล่มาตอนนั่งสมาธินานๆ แต่จิตใจฟุ้งซ่านคิดเรื่อยเปื่อย

ปีศาจตนนี้เราไม่คุ้นเคย เพราะถูกสอนมาแต่ไหนแต่ไรว่าต้องเป็นเด็กดี เราจึงเก็บและกดปีศาจตนนี้ไว้ในส่วนลึกของตัวเรา

แต่มันไม่เคยหายไปไหน และพร้อมจะโผล่ขึ้นมาทุกครั้งที่สถานการณ์เป็นใจ

การปฏิเสธการมีอยู่ของปีศาจไม่น่าจะช่วยให้อะไรดีขึ้น วิธีที่อาจจะดีกว่าคือการยอมรับว่ามันเป็นส่วนหนึ่งของเราและหัดทำความรู้จักมันเข้าไว้

เวลาที่มันโผล่มาครั้งถัดไปจะได้ไม่สร้างความเสียหายเกินควรครับ

เราทำตัวเองทั้งนั้น

20190205_youdoittoyourself

ชีวิตที่เรามีอยู่ ณ เวลานี้ คือผลลัพธ์รวบยอดของทุกการตัดสินใจตลอดชีวิตที่ผ่านมา

ดังนั้น ถ้าชีวิตเราย่ำแย่ เราจะโทษใครไม่ได้เลยนอกจากตัวเอง

เข้าใจครับว่าเป็นเรื่องยอมรับได้ยาก เพราะ “ตัวเรา” มักจะเป็นคนแรกที่เรายกย่องเวลาทุกอย่างไปได้สวย และเป็นคนสุดท้ายที่เราจะกล่าวโทษเวลาชีวิตมันห่วย

อาจจะเลือกคนผิด อาจจะรับข้อมูลผิด อาจจะตัดสินใจผิด แต่เราก็มีส่วนเกี่ยวข้องในทุกความผิดนั้น

ซึ่งเป็นเรื่องดี เพราะถ้าเราเป็นคนพาตัวเองเข้ามาอยู่สถานการณ์แย่ๆ ได้ เราก็ย่อมจะพาตัวเองออกจากสถานการณ์นี้ได้เช่นกัน

เราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เลือกใช้ชีวิตได้

เรากะเกณฑ์ผลลัพธ์ไม่ได้ แต่กะเกณฑ์การกระทำได้

เราทำนายอนาคตไม่ได้ แต่แก้ไขปัจจุบันได้เสมอครับ

มีใครอยากย้ายมาอยู่ออฟฟิศ Wongnai มั้ยครับ?

20190502_wongnaioffice

ตอนนี้ผมทำงานเป็น Head of People ที่ Wongnai ดูแลเรื่องสรรหาคน รักษาคน และพัฒนาคน

และส่วนหนึ่งของงานที่ผมต้องดูแลคือเรื่องการจัดสรรพื้นที่ออฟฟิศให้พนักงานทุกคนทำงานได้อย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพ

ตอนนี้ Wongnai มีพนักงานมากกว่า 300 คนแล้ว และปีนี้จะรับเพิ่มอีกประมาณ 100 คน ออฟฟิศที่เราใช้อยู่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อขยับขยาย เราจึงตัดสินใจจะย้ายออกตอนสิ้นเดือนมีนาคมนี้ โดยไปอยู่ co-working space ที่มีเฟอร์นิเจอร์ให้ครบถ้วนอยู่แล้ว

เราจึงมองหาคน/บริษัทที่จะมาเช่าออฟฟิศต่อจากเรา และจะเพอร์เฟ็กต์มากถ้าเหมาเฟอร์นิเจอร์ไปด้วยครับ

เรามีออฟฟิศทั้งหมด 6 ชั้นอยู่ที่อาคารปานจิตต์ ติดถนนทองหล่อ เยื้องกับ Tops : Google Maps Location

ถ้าใครสนใจรบกวนติดต่อมะเหมี่ยว (คนซ้ายในรูปด้านบน) เพื่อนัดเข้ามาดูสถานที่ได้เลยนะครับ

LINE ID: mameaw2u_t

Tel. 086-346-5686

ผมหรือยอด (CEO) จะพาเดินชมออฟฟิศด้วยตัวเองเลยครับ

ด้านล่างคือเนื้อหาจากเฟซบุ๊คโพสต์ของยอดครับ (ถอดรหัสการทำงานของยอด Wongnai)

Wongnai is moving!

เดือนเมษานี้ Wongnai กำลังจะย้ายออฟฟิศครับ (ที่ใหม่คือ WeWork ที่ตึก T-One ทองหล่อ) สาเหตุที่ย้าย เพราะออฟฟิศเก่าเป็นตึกไม่ใหญ่มากนัก ตอนนี้เรากระจายกันอยู่ 6 ชั้น และถ้าปีนี้ยังขยายอยู่ ตึกปัจจุบันค่อนข้างเต็มแล้ว

วันนี้อยากมาเล่าให้ฟังถึงตึกปัจจุบันที่เราอยู่มาเกือบหกปี

#12เรื่องน่ารู้กับออฟฟิศWongnaiที่ตึกปานจิตต์

1) ตึกชื่อตึกปานจิตต์ อยู่ทองหล่อ ตรงข้าม Tops Market Place และข้างๆ บ้านไอซ์ อีกข้างเป็น Exotica Club

2) อยู่ระหว่างซอยทองหล่อ 5 กับซอย 7 เดินประมาณ 700 เมตรจากสถานีทองหล่อ ถ้าไม่อยากเดิน นั่งมอไซค์มาได้ 10 บาท

3) เราอยู่มาตั้งแต่ปี 2013 เริ่มต้นที่ครึ่งชั้น ปัจจุบันมี 6 ชั้น 5, 8, 9, 10, 14, 15 (ตึกไม่มีชั้น 13)

4) เป็นตึกที่ราคาถูกที่สุดในย่านทองหล่ออย่างแน่นอน ชั้นนึงมีประมาณ 250 ตารางเมตร ราคาเช่า 85-90k ต่อชั้น ตกตารางเมตรละสามร้อยกว่าบาท ไม่รวมค่าน้ำและค่าไฟ

5) ที่ราคาถูกกว่าตึกอื่น เพราะเป็นตึกเก่า สภาพตึกด้านหน้าต้องบอกว่าไม่ attractive นัก แต่ด้านในเราก็ตกแต่งไว้โอเค (ตึกให้ตกแต่งได้ตามสบาย)

6) ชั้นนึงอยู่ได้ประมาณ 40 คน เราแบ่งเป็นชั้น content food, content beauty, blognone+brandinside, dev team, operations, HQ (mgmt + BD + Accounting) และ marketing โดยเราทำห้องน้ำ ห้องประชุม และ pantry ไว้ทุกชั้น

7) ส่วนกลางจะอยู่ที่ชั้น 14 เราให้ครึ่งชั้นเป็นลักษณะของคาเฟ่ ไว้ทานข้าวกลางวัน (เลี้ยงข้าว จันทร์ พุธ และศุกร์เว้นศุกร์) หรือไว้นั่งทำงานก็ได้ นั่งคุยกันก็ได้

8) จากหกชั้น
ห้องประชุมมีทั้งหมด 11 ห้อง (2 ใหญ่ 6 กลาง 3 เล็ก)
studio ปิด 2 studio + ครัวเปิด 2 ครัว + อ่างอาบน้ำไว้ถ่ายทำ 1 อ่าง
ห้องส่วนตัว 1 ห้อง คือห้องผมเอง

9) ห้องประชุมทุกห้องรวมทั้งห้องผมเป็นกระจกทั้งหมด และเราไม่มีระบบจองห้องประชุม! หลักการคือ
– ไม่อยากให้เน้นประชุมมากนัก ถ้าจะคุยงานกัน คุยที่ไหนก็ได้
– ใช้ระบบ first come first serve
– แต่ guest first (เวลามีแขก จะให้แขกใช้ห้องประชุม เพราะอาจจะคุยงานที่เป็น confidential)

10) ห้องน้ำเรา renovate จากเดิมมี 1 ห้องน้ำหญิง 1 ห้องน้ำชายต่อชั้น เป็น 2 ห้องน้ำหญิง + 2 ห้องน้ำชาย + 2 โถฉี่ ต่อชั้น ในเกือบทุกชั้นที่เราอยู่ เพราะเราผู้หญิงเยอะ คนเยอะ ต้องเพิ่มห้องน้ำ

11) เฟอร์นิเจอร์ส่วนมากเป็นลอยตัว มีส่วนที่เป็น cafe กับที่นั่งสนุกสนาน ที่ทำเป็น built-in
เฟอร์นิเจอร์เราใช้ของ Flo เป็นหลัก (สวยและคุณภาพดีมาก) และมีของ Ikea และบุญถาวรบ้างเป็นบางชิ้น

12) ที่จอดรถ ที่ตึกมีที่จอดรถให้ฟรีประมาณชั้นละ 2-3 คัน ซึ่งที่จอดก็จะเบียดๆนิดนึง (บางส่วนต้องจอดแบบ stack) แต่ก็พอไหว ถ้าอยากได้ที่จอดเพิ่ม ก็จะสามารถเช่าที่ Somerset ข้างๆได้ เดือนละ 3,000 บาท (บริษัทช่วยออกให้ครึ่งนึง) ถ้าคนที่เข้าออฟฟิศไม่บ่อย บางทีก็จะจอดที่ Tops ฝั่งตรงข้าม

#ช่วงขายของ #กราบฝากแชร์
หากใครกำลังมองหาออฟฟิศอยู่ และชอบสุขุมวิท/ทองหล่อ อยากให้มาลองดูที่ตึกนี้ เซ้งชั้นต่อจาก Wongnai ได้เลย คิดราคาแค่ 50% จากของที่ซื้อมาเท่านั้น แทบไม่ต้องตกแต่งเพิ่ม จะเช่าบางชั้นก็ได้ ไม่ต้องเอาทั้งหมดครับ 

สนใจติดต่อน้องมะเหมี่ยว 0863465686 Office Manager ของเรา
mameaw@wongnai.com

50981274_10218346824281904_7495346147796451328_o
ทีม Management ถ่ายในสตูดิโอครัวชั้น 5
50843486_10218346810521560_4036439668126908416_o

Studio ทำอาหาร ชั้น 5

51672147_10218346810401557_2833547129564168192_o

นายฮ้อยดริปกาแฟชั้น 5

51071828_10218346824761916_2009519703495540736_n

อ่างอาบน้ำสำหรับถ่ายทำงานของ Wongnai Beauty ชั้น 8

51530659_10218346824001897_6798047637376335872_n

ห้องประชุมเล็กชั้น  8

 

50857102_10218346816201702_7262392503255433216_o
ห้องประชุมและเก้าอี้สนุกสนานชั้น 9

 

51075885_10218346821361831_1221285078877863936_o
ทีม Software Development ชั้น 10
Wongnai-Careers-15
ทีม Software Development ชั้น 10
51146984_10218346821681839_4644162362096484352_o

มุมออกกำลังกายชั้น 10

50748120_10218346824601912_5710553847785586688_o

Pantry ชั้น 14

50860319_10218346816521710_806410208954810368_o
เด็กฝึกงานในโซนคาเฟ่ชั้น 14
51427882_10218346821961846_5483501170481692672_o

ชั้น 14

51053044_10218346822481859_6398393693463642112_o

ชั้น 15
Wongnai-Careers-35

เบาะใหญ่เป้ง โต๊ะปิงปอง และห้องประชุมชั้น 15

 

(ย้ำอีกครั้ง) ถ้าใครสนใจ รบกวนติดต่อมะเหมี่ยวเพื่อนัดเข้ามาดูสถานที่ได้เลยครับ

LINE ID: mameaw2u_t

Tel. 086-346-5686

ผมหรือยอด (CEO) จะพาเดินชมออฟฟิศด้วยตัวเองเลยครับ

ถ้าอยากเปลี่ยนผลลัพธ์

20190205_changeresults

ก็ต้องเปลี่ยนการกระทำ

ถ้าอยากเปลี่ยนการกระทำ ก็ต้องเปลี่ยนทัศนคติ

ทัศนคติ -> การกระทำ -> ผลลัพธ์

ถ้าทัศนคติเหมือนเดิม การกระทำเหมือนเดิม ผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม

ถ้าทัศนคติเปลี่ยนไป การกระทำเปลี่ยนไป ผลลัพธ์ก็ย่อมเปลี่ยนไป

แล้วเราจะเปลี่ยนทัศนคติได้อย่างไร?

อันนี้เป็นคำถามที่ยาก แต่ถ้าให้ตอบแบบขวานผ่าซากคือเราต้อง “ระลึกให้ได้”

ในความเชื่อของศาสนาพุทธ เราเคยมีชีวิตมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน แม้เราจะระลึกชาติไม่ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่เราได้ติดตัวมาแต่กำเนิดก็คือความรู้สึกผิดชอบชั่วดี

ในหนังสือ “สนทนากับพระเจ้า” คำว่า “ระลึกได้” ว่าเราเป็นใคร ก็คือคำว่า Remember หรือ re-member ที่มีความหมายแฝงว่าการกลับไปเป็นสมาชิกหรือเป็นส่วนหนึ่งของพระเจ้าอีกครั้ง

ดังนั้น เพียงเรา remember – ระลึกให้ได้ว่าเราเป็นใคร อะไรคือถูก อะไรคือผิด อะไรที่เราต้องการ และอะไรที่ทำแล้วจะมีประโยชน์กับตัวเราและคนรอบข้างอย่างแท้จริง

ทัศนคติของเราก็จะเปลี่ยนไป การกระทำก็จะเปลี่ยนไป

และผลลัพธ์ย่อมเปลี่ยนไปเช่นกัน

กฎข้อแรกของการเป็นผู้นำ

20190204_leader

“First rule of leadership: everything is your fault”
-Hopper, from A Bugs Life

ถ้าทีมเราทำได้ดี เราควรให้เครดิตกับลูกน้อง

ถ้าทีมเราทำพลาด เราควรจะแบกรับความผิดไว้เองทั้งหมด

เป็นกฎที่ทำตามได้ยากมาก เพราะอีโก้นั้นรักตัวเองยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด

กี่ครั้งแล้วที่เราเสียศรัทธาในหัวหน้าบางคนที่โยนความผิดให้ลูกน้องเวลาเกิดความผิดพลาด

และที่หนักพอกันคือหัวหน้าที่เอาความดีใส่ตัวทั้งๆ ที่ตัวเองแทบไม่ได้ทำอะไร

คนแบบนี้ไม่เท่ และไม่ควรเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

จะให้รับผิดชอบทุกความผิดพลาดเลยอาจจะยังทำไม่ได้ แต่เราสามารถเริ่มจากง่ายไปยากได้

1. ขั้นแรก เริ่มให้เครดิตคนในทีมให้บ่อยขึ้น ชมเขาในที่สาธารณะ

2. ขั้นที่สอง เมื่อเกิดความผิดพลาด ก็ใช้สติรั้งตัวเองไว้ ไม่เผลอด่าลูกน้องในที่สาธารณะ แค่เรียกมาคุยส่วนตัวก็พอ

3. ขั้นสุดท้าย คือเมื่อเกิดความผิดพลาดใดๆ เรายืดอกรับผิดทั้งหมด ซึ่งยากมาก แต่เท่มาก

และจะได้ใจลูกน้อง(ที่ใช่)ไปเต็มๆ ครับ

เรายังติดค้างอะไรอยู่บ้าง?

20190203_manofmyword

เมื่อวานอากาศดีขึ้น ได้ออกไปวิ่งรอบหมู่บ้าน แล้วก็พลันนึกถึงเรื่องที่ทำให้ผมไม่ค่อยสบายใจ

นั่นคือเรื่องที่ผมรับปากคนอื่นเอาไว้แต่ยังไม่ได้ทำ เช่น

– อัดรูปครอบครัวแล้วส่งให้แม่บ้านที่เคยดูแลเราที่นิวซีแลนด์ได้ดู

– เอาผ้าปูที่นอนและผ้านวมชุดสำรองไปให้คนที่เช่าห้องคอนโด

– นัดโค้ชชิ่งกับน้องที่มาขอให้เราโค้ชให้

– อ่านและรีวิวหนังสือเล่มใหม่ของสำนักพิมพ์อะไรเอ่ย (ที่พิมพ์หนังสือของผม)

และอื่นๆ อีกหลายเรื่อง รวมๆ กันแล้วนับสิบเรื่อง

เรื่องที่เรามักติดค้างคนอื่น มักจะมีคุณลักษณะดังต่อไปนี้

1. เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการงานหรือหน้าที่ของเราโดยตรง เพราะถ้าเกี่ยวกับงาน มันมักจะมีเดดไลน์ และเราเบี้ยวไม่ได้อยู่แล้ว

2. มักมีผลตอบแทนต่ำต่อเราเอง นั่นคือทำไปแล้วก็ไม่ได้อะไรมาก หรือถึงไม่ทำก็ไม่เสียอะไรเท่าไหร่

3. คนที่เรารับปากเอาไว้ไม่ได้อยู่ในสถานะที่จะ(กล้า)มาทวงถามอะไรกับเรา

พอไม่รีบ ไม่มีผลประโยชน์ และไม่มีใครตาม เราก็เลยมักจะหลงลืม

แต่เรื่องเหล่านี้แหละที่ทำให้ข้างในของเราไม่สงบสุข เพราะแม้จะ “ลืม” ไปแล้ว แต่ลึกๆ เราก็รู้อยู่แก่ใจว่ามีเรื่องที่เรารับปากไว้แต่ยังไม่ได้ทำ และมันมักจะผุดขึ้นมาตอนที่จิตใจเราไม่ได้วุ่นวาย เช่นตอนวิ่งออกกำลังกายเป็นต้น

เราจึงควรพยายามเคลียร์เรื่องเหล่านี้ซะ

อาจจะเริ่มจากเรื่องง่ายๆ ก่อนเช่นส่งนัดโค้ชชิ่งกับน้อง หรือเริ่มทำจากสิ่งง่ายๆ ก่อนเช่นนั่งเลือกรูปของครอบครัวซัก 10 รูป

ไม่ใช่เพื่อจะได้อะไรมา และไม่ใช่แม้กระทั่งเพื่อคนที่รอเราอยู่

แต่เพื่อรักษาความเป็นคนมีสัจจะของตัวเองครับ

เหตุผลที่เราไม่ควรเช็คเมลตอนเช้าตรู่

20190201_mail

หนึ่งในนิสัยที่ติดตัวคนทำงานคือการเช็คอีเมลเป็นอย่างแรกๆ หลังตื่นนอน

ไม่ว่าจะตอนเปิดมือถือขึ้นมาดู หรือตอนถึงโต๊ะแล้วเปิดคอมขึ้นมาดู อีเมลก็มักจะเป็นเรื่องแรกๆ ที่เราเปิดอ่านกัน

เหตุผลก็คืองานสำคัญๆ มักจะอยู่ในนั้น โดยเฉพาะเมลจากหัวหน้าหรือลูกค้า

อีกเหตุผลหนึ่งก็คือ สมองของเราได้ถูก “ฝึก” ให้สมองหลั่งโดพามีนหรือสารกระตุ้นความสุขทุกครั้งเวลาได้รับเมลใหม่ๆ ไม่ต่างอะไรจากเวลาที่เราเห็น notifications ในเฟซบุ๊ค

เมื่องานสำคัญก็อยู่ในนั้น แถมพอได้เมลใหม่ก็โดพามีนหลั่ง เราจึงมีอาการเสพติดการเช็คอีเมล

ผมเห็นด้วยว่าอีเมลป็นเรื่องสำคัญ และทักษะ Inbox Zero และการตอบอีเมลได้อย่างรวดเร็วนั้นเป็นสิ่งที่คนทำงานเก่งๆ ทุกคนเขามีกัน

แต่คำถามก็คือ ในเมลสำคัญๆ เหล่านั้น มันสำคัญกับใครกันแน่?

กล่องอีเมลหรือ Inbox มันคือแหล่งซ่องสุมของ “เรื่องสำคัญและเร่งด่วนของคนอื่นๆ” แต่มันอาจไม่ใช่เรื่องสำคัญของเราก็ได้

ถ้าเราเอาแต่ตอบสนองต่อเรื่องสำคัญของคนอื่น เราก็จะไม่มีเวลามาใส่ใจในเรื่องสำคัญของเราเลย

ผมจึงอยากเชียร์ให้ทุกคนหันมาใส่ใจเรื่องสำคัญของเราก่อน ซึ่งเรื่องเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใน Inbox หรอก

ไม่ต้องห่วงว่าถ้าไม่เช็คเมล เราจะพลาดเรื่องสำคัญและเร่งด่วนสุดๆ ไป เพราะถ้ามันเร่งด่วนขนาดนั้นป่านนี้เขาโทร.มาหาเราแล้ว

บางคนอาจจะเถียงว่า เรื่องสำคัญของคนอื่นก็เป็นเรื่องสำคัญของเราเช่นกัน เพราะเราทำงานบริษัทเดียวกัน อะไรที่บอสหรือลูกค้าเห็นว่าสำคัญกับเขาก็ย่อมสำคัญกับเราอยู่แล้ว

แต่ถ้าเราปล่อยให้คนอื่นๆ กำหนดว่าอะไรคือเรื่องสำคัญสำหรับเราตลอดเวลา เราก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีคอนโทรลอะไรในชีวิตเลยนะครับ

If you don’t set your own priorities, someone else will.

ถ้าคุณไม่กำหนดว่าอะไรสำคัญในชีวิตคุณ คนอื่นจะกำหนดให้คุณเอง

ก่อนจะเช็คอีเมล ให้เวลาตัวเองซัก 5 นาทีในการวางแผนและตัดสินใจว่าอะไรบ้างที่สำคัญกับเราจริงๆ งานอะไรบ้างที่ถ้าเราทำได้สำเร็จจะนำไปสู่การเจริญก้าวหน้าในหน้าที่การงานอย่างแท้จริง แล้วใช้ชั่วโมงแรกของวันในการทำงานชิ้นนั้น

เมื่อเราได้จัดการสิ่งที่สำคัญของเราเรียบร้อยแล้ว ค่อยเช็คอีเมลก็ยังไม่สายครับ

นิทานอะลาดิน 4.0

20190131_aladdin

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

อะลาดินหยิบตะเกียงวิเศษขึ้นมาถู แล้วยักษ์จินนี่ก็โผล่ออกมาจากตะเกียงในพริบตา

“มีอะไรให้ข้ารับใช้ล่ะนายท่าน แต่ข้าเป็นยักษ์ 4.0 นะ”

“ว่าไงนะ?”

“โลกนี้ไม่มีอะไรฟรี ข้ายังสามารถมอบพรให้ท่านได้ 3 ประการนั่นแหละ แต่ข้ามีข้อแม้”

“ข้อแม้อะไรล่ะจินนี่?”

“ท่านต้องให้อะไรตอบแทนข้าด้วยเช่นกัน”

“ก็เอาสิ!”

“งั้นท่านก็ขอพรได้เลย”

“ข้าอยากรวยมากๆ อยากมีเงินซักร้อยล้าน”

“ท่านได้พรนั้นเดี๋ยวนี้! แต่ก่อนที่ข้าจะเสกให้เงินเข้าบัญชีท่าน ท่านต้องมอบหูทั้งสองข้างกับข้าเป็นการตอบแทน”

“ใครจะบ้าทำอย่างนั้น! มีเงินร้อยล้านแต่ไร้หูเนี่ยนะ ข้าไม่เอาด้วยหรอก”

“(ยักษ์จินนี่หัวเราะหึๆ) งั้นข้าก็คงทำตามความปรารถนาของท่านไม่ได้”

“ด้ายยยย!! ข้ายอมเสียหูให้เจ้าก็ได้ แต่ไม่ใช่เพื่อเงินแค่ร้อยล้านหรอก ข้าต้องการเงินหนึ่งหมื่นล้านบาท!”

“ไม่ยากเลยเจ้านาย แต่ถ้าท่านต้องการเงินหมื่นล้าน ข้าก็ต้องการดวงตาทั้งสองดวงของท่านเป็นค่าตอบแทน”

“จะเอาดวงตาข้าเนี่ยนะ! ใครมันจะไปยอม! มีเงินหมื่นล้านแต่อดเห็นของสวยๆ งามๆ มันจะไปคุ้มกันได้ยังไง”

(ยักษ์จินนี่หัวเราะหึๆ แต่ไม่พูดอะไร)

“เอางั้นก็ได้!! ข้ายอมมอบดวงตาให้เจ้าก็ได้ แต่ข้าไม่อยากได้เงินแค่หมื่นล้านแล้ว ข้าอยากได้เงินทั้งหมดในโลกใบนี้เลย!”

“ได้เลยเจ้านาย แต่ก่อนที่ข้าจะเอาเงินทั้งหมดใส่ลงบัญชีของท่าน ข้าต้องขอให้ท่านมอบสติสัมปชัญญะให้ข้าเป็นการตอบแทน”

“จะบ้าเหรอจินนี่! จะมีประโยชน์อะไรที่ข้าจะมีเงินหมดทั้งโลก แต่ต้องกลายเป็นคนปัญญาอ่อนง่อยเปลี้ยเสียขา ข้าไม่เอาด้วยหรอก กลับไปเถอะ กลับไปสู่ตะเกียงของเจ้าซะ!”

ยักษ์จินนี่ค่อยๆ ลอยเข้าไปในตะเกียง หันมายิ้มให้แล้วเอ่ยว่า

“ขอโทษจริงๆ ที่ข้าไม่สามารถช่วยอะไรเจ้านายได้ แต่ดูเหมือนเจ้านายก็รวยอยู่แล้วนะ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Genius Turner’s answer to What did you learn too late in life?

ใช้อารมณ์ให้เป็นประโยชน์

20190131_emotion

เคยสังเกตตัวเองมั้ยครับว่าเราเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกคนอื่นมาก

เราอยู่ของเราดีๆ เห็นแฟนเดินเข้ามาหน้าตาบึ้งตึง อารมณ์ของเราก็รู้สึกดำดิ่งไปด้วยทันที

หรือเวลาเดินเข้าห้องประชุม เราจะรู้สึกได้ทันทีถึงบรรยากาศมาคุทั้งๆ ที่ยังไม่มีใครพูดอะไรออกมาซักคำ

เผ่าพันธุ์ Homo Sapiens นั้นก็เหมือนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมส่วนใหญ่ คืออยู่กันเป็นหมู่คณะ ทุกคนต่างต้องพึ่งพาอาศัยกันในการหาอาหาร ป้องกันตัว และเลี้ยงดูลูกตัวน้อย

เมื่อเราต้องพึ่งพิงคนอื่นมากขนาดนี้ ร่างกายและสัญชาติญาณของเราจึงผ่านกระบวนการวิวัฒนาการมานับครั้งไม่ถ้วนให้สามารถ “จับสัญญาณ” อารมณ์ของคนในเผ่าของเราได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ

เราจึงรู้ได้ทันทีว่าคนๆ นี้กำลังโกรธหรือกำลังแฮปปี้โดยที่เขาไม่ต้องพูดอะไรเลยซักคำ เพราะความสามารถในการจับอารมณ์นี้มีมาก่อนที่เราจะเริ่มมีความสามารถในการใช้ภาษาอยู่หลายแสนปี

เมื่อจับและรับรู้อารมณ์ได้ เราจึง “ติด” อารมณ์คนๆ นั้นมาด้วย

อารมณ์ของคนจึงส่งผ่านกันง่ายดังโรคติดต่อ ซึ่งเป็นทั้งข่าวร้ายและข่าวดี

ข่าวร้ายคือเราไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดั่งใจ เพราะมันอ่อนไหวและเปราะบางต่ออารมณ์ของทุกคนรอบตัว

แต่ข่าวดีก็คือ เราอาจสามารถพลิกสถานการณ์บางอย่างได้ เพียงใช้อารมณ์ที่เหมาะสมของเรานำทาง

เคยมั้ยที่ประชุมกันเครียดๆ แต่พอมีคนหยอดมุขแค่ทีเดียว คนก็หัวเราะกันทั้งห้องและบรรยากาศก็ผ่อนคลายทันตาเห็น

หรืออารมณ์ของคนในห้องกำลังเบื่อๆ แต่พอดาราหรือคนสำคัญเดินเข้ามาในห้อง พลังงานและพลวัตรก็เปลี่ยนไปทันที

เราไม่จำเป็นต้องเป็นถึงดารา ขอแค่เพียงมีทัศนคติที่ดี มีรอยยิ้มเปื้อนหน้า มีภาษากายที่เหมาะสม ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะส่งต่อพลังงานบวกและอารมณ์ที่ดีขึ้นให้กับคนรอบข้างได้ครับ

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากพอดคาสท์ The School of Greatness Robert Greene: How to master anything and achieve greatness