นิทานถ้วยชาของอาจารย์

20170323_china

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ณ อารามเซนแห่งหนึ่ง ยังมีเณรน้อยที่ฉลาดปราดเปรื่องผู้หนึ่ง พำนักอยู่กับอาจารย์เซน

วันหนึ่งเณรน้อยพลาดพลั้งทำถ้วยชาล้ำค่าที่อาจารย์ของตนรักถนอมยิ่งตกแตกด้วยความไม่ตั้งใจ ในใจเกิดเป็นรสชาติสุดบรรยาย แต่ยังไม่ทันคิดอ่านอันใด พลันได้ยินเสียงฝีเท้าของอาจารย์เดินเข้าห้องมา จึงได้แต่นำเศษถ้วยชาแตกบิ่นแอบไว้ด้านหลังของตน

เมื่ออาจารย์เซนมาถึง เณรน้อยจึงรีบชิงเอ่ยปากถามว่า “ท่านอาจารย์ ทำไมคนเราต้องตายด้วยครับ?”

อาจารย์เซนตอบศิษย์อย่างไม่ทราบเรื่องราวว่า “เป็นเรื่องธรรมชาติ สรรพสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีเกิดและมีดับด้วยกันทั้งนั้น”

ยามนั้น เณรน้อยจึงค่อยได้ที ยื่นมือที่ถือถ้วยชาใบโปรดของอาจารย์ ซึ่งบัดนี้กลายเป็นเศษถ้วยแตกบิ่นออกมาให้อาจารย์ชมดู พลางกล่าวว่า “หากเป็นเช่นนั้น วันนี้ ถ้วยชาของท่านใบนี้ ก็ถึงอายุขัยของมันแล้วครับ!”


ขอบคุณนิทานจาก ASTV Manager นิทานเซน : สรรพสิ่งล้วนเกิดดับ

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ถ้าคุณฉลาดที่สุดในห้อง

20170413_smartest

งั้นคุณก็อยู่ผิดห้องแล้วล่ะ

“If you are the smartest person in the room, then you are in the wrong room.”
-Unknown

—–

ข้อดีอย่างหนึ่งของการทำงานบริษัท (ที่คนส่วนใหญ่ไม่ค่อยนึกถึง) คือโอกาสได้ทำงานกับคนเก่งๆ

ยิ่งช่วงที่จบมาใหม่ๆ มีแค่ใบปริญญาและความรู้จากห้องเรียน ก็ยิ่งเป็นเรื่องดีที่เราจะได้ทำงานกับคนที่มีประสบการณ์มากกว่า เพราะเขาสามารถสอนเราได้มากมาย ทั้งสอนแบบตรงๆ และสอนแบบครูพักลักจำ

ที่สำคัญ สิ่งที่เขาสอนไม่ใช่เฉพาะเรื่องงาน แต่ยังรวมไปถึงการวางตัว การใช้คำพูด และการดูอารมณ์ของคนอื่นก่อนที่จะทำอะไรลงไป ซึ่งสิ่งเหล่านี้ต่อให้เรียนถึงปริญญาเอกก็ไม่มีทางเข้าใจถ้าไม่ได้มาอยู่ในสถานการณ์จริง

การทำงานบริษัทจึงเหมือนการเรียนที่เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี เป็นโอกาสให้เราได้เติบโตในฐานะมืออาชีพและในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง

แต่เมื่อเราเติบโตมาได้ถึงจุดหนึ่ง ถ้าเริ่มรู้สึกว่างานไม่ท้าทายอีกต่อไปแล้ว ก็ควรคิดให้ดีๆ ว่าจะเอายังไงต่อ

อาจจะไปปรึกษาเจ้านายเพื่อของานที่ท้าทายกว่านี้ หรืออาจจะขอย้ายแผนกเพื่อไปลองอะไรที่ไม่เคยลอง

เพราะในโลกที่หมุนเร็วขึ้นทุกวัน วิธีการใช้ชีวิตที่เสี่ยงที่สุด คือการอยู่แต่ใน comfort zone ของตัวเอง

—–

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

หัวหน้าและความเข้าใจลูกน้อง 4 ระดับ

20170411_sympathy

เมื่อวานนี้ที่ Wongnai เพิ่งทำ Wongnai Manager Onboarding Program (WMOP) ให้กับหัวหน้าทีมราว 20 กว่าคนเสร็จ

ยอดที่เป็น CEO เป็นคนสอน WMOP เกือบทั้งหมด โดยมีผมและน้องอีกคนช่วยสอนอีกนิดหน่อย เนื้อหาส่วนใหญ่เราเอามาจากที่ Google ใช้สอนพนักงานของเขา

มีหัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจและอยากนำมาเล่าไว้ตรงนี้นั่นคือเรื่อง Emotional Intelligence หรือความฉลาดทางอารมณ์ และหนึ่งในตัวชี้วัดว่าเรามีความฉลาดทางอารมณ์หรือไม่ก็คือความเข้าอกเข้าใจคนอื่น

กูเกิ้ลบอกว่าการเข้าใจคนอื่นนั้นมี 3 ระดับ คือ Sympathy, Empathy, และ Compassion

ยอดถามผมในห้องว่าสามคำนี้แปลว่าอะไรบ้าง ผมบอกไปว่า Compassion คือความเมตตา, Empathy คือความเข้าอกเข้าใจ ส่วน Sympathy ไม่รู้จะแปลยังไงเพราะความหมายมันก็ใกล้เคียงกับ Empathy พอสมควร

ยอดเลยเปิดสไลด์อธิบายสามคำนี้ตามนิยามที่ใช้กันที่กูเกิ้ล

Sympathy คือความสามารถในการรับรู้ถึงความรู้สึกของคนอื่นและรู้ว่าเราสามารถช่วยให้เขารู้สึกดีขึ้นได้

Sympathy is the awareness of another’s feelings and experiences and understanding that one might help by easing those feelings.”

Empathy นั้นคือความสามารถในการเอาความรู้สึกของคนอื่นมาอยู่ในใจเราราวกับว่าเราเป็นคนที่กำลังประสบสภาวะนี้ด้วยตัวเอง

Empathy takes the feelings and experiences of others and internalizes them, a vicarious experience of another’s emotions and situation.”

ส่วน Compassion นั้นคือการไปไกลกว่าความเห็นอกเห็นใจ เป็นความปรารถนาที่จะทำอะไรซักอย่างเพื่อให้คนๆ นั้นทุกข์ใจน้อยลง

Compassion takes it a step further so that empathy then leads to a desire to take action to help alleviate the suffering of another person.”

พอเห็นอย่างผมนี้ก็เลยรู้แล้วว่า Compassion ไม่น่าจะแปลว่าความเมตตา แต่เป็นความกรุณาต่างหาก (เมตตา = อยากให้คนอื่นมีความสุข, กรุณา = อยากให้คนอื่นพ้นทุกข์)

ส่วน Empathy ก็คือความสามารถในการเอาใจเขามาใส่ใจเรา และ Sympathy คือความไวต่อความรู้สึกคนอื่น

ผมจึงคิดว่าเราอาจแบ่งความเห็นอกเห็นใจได้เป็น 4 ระดับ

ระดับที่ 1 คือไม่มี Sympathy เลย คือไม่สามารถ detect ได้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนไม่ดี แต่อาจเป็นเพราะธรรมชาติเขาเป็นคนอย่างนี้ และเมื่อไม่มี Sympathy ก็เลิกหวังว่าจะมี Empathy หรือ Compassion ไปได้เลยเพราะว่าเขาไม่ได้เห็นปัญหาตั้งแต่แรก

ระดับที่ 2 คือมี Sympathy อย่างเดียว คือรู้แหละว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร จึงอาจเลือกใช้คำพูดให้เหมาะสมกับสถานการณ์และอารมณ์ของคนที่เขากำลังคุยด้วย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าต้องทำอะไรไปมากกว่านี้

ระดับที่ 3 คือมีทั้ง Sympathy และ Empathy คือรับรู้ว่าลูกน้องรู้สึกอย่างไร และรู้สึกอินไปกับลูกน้องด้วย หัวหน้าที่เห็นอกเห็นใจเช่นนี้อาจป๊อปปูล่าร์เป็นพิเศษเพราะทุกคนก็อยากมีคนเข้าใจ อยากมีคนกอดคอร้องไห้ไปด้วยกัน (เพื่อนเจ็บฉันก็เจ็บเหมือนกัน)  แต่ก็มีความเสี่ยงสูงที่เจ้านายผู้แสนดีจะกลายเป็น emotional sponge หรือ “ฟองน้ำรองรับอารมณ์” ลบๆ ของลูกน้องที่นำมาโยนไว้ให้ ซึ่งถ้ามากไปก็อาจจะทำให้เครียดหรือ burnout ได้ และที่สำคัญแม้ว่าจะได้ระบาย แต่ปัญหาก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ดี

ระดับที่ 4 คือมีทั้ง Sympathy, Empathy และ Take Compassionate Action คือทั้งจับความรู้สึกได้ รับรู้ด้วยว่านายเจ็บยังไง แต่ไม่ต้องห่วงเพราะเราจะช่วยนายเอง หัวหน้าประเภทนี้แม้จะเข้าอกเข้าใจ แต่ก็สามารถถอยตัวเองออกมาจนเห็นภาพใหญ่และแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา ซึ่งนี่ต่างหากคือสิ่งที่ลูกน้องและองค์กรต้องการจริงๆ

อ้อ ตอนที่ยอดพูดเสร็จมีน้องอีกคนเสนอว่า บางทีเราสามารถข้ามสเต็ป Empathy ไปได้เลย คือรู้นะว่านายคิดอะไรอยู่ ถึงเราไม่อินไปกับนายแต่เราก็ช่วยนายได้เช่นกัน

ลองสำรวจดูนะครับว่าหัวหน้าเรามีความเข้าใจลูกน้องระดับไหน

และที่สำคัญกว่าคือสำรวจตัวเองว่าเราอยู่ระดับไหน

อนาคตจะได้มีโอกาสเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

วินัยคืออิสรภาพ

20170410_discipline

Discipline equals freedom
– Jocko Willink, retired Navy SEAL Commander

เวลาเรานึกถึงคำว่าวินัย เรามักจะนึกถึงทหารในกองบัญชาการหรือพระที่เคร่งครัดกับการปฏิบัติ

ต้องทำทุกอย่างตามระเบียบและมีตารางเวลาที่ชัดเจน อย่างนี้จะเรียกว่ามีอิสรภาพได้อย่างไร?

แต่สิ่งที่ Jocko พยายามจะบอกก็คือ การมีวินัยของเราในวันนี้จะทำให้เรามีอิสรภาพในระยะยาว

หากเรามีวินัยในการเรียนและอ่านหนังสือ เราก็จะสอบได้คะแนนสูงพอที่จะเลือกเข้าคณะอะไรก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการตื่นแต่เช้า เราก็จะถึงที่ทำงานโดยไม่ต้องเจอรถติด แล้วเราก็จะมีเวลามากพอที่จะเอางานอะไรขึ้นมาทำก่อนก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการใช้จ่ายและในการอดออม ถึงวันหนึ่งเราจะมีเงินเก็บมากพอที่จะออกจากงานเมื่อไหร่ก็ได้

ถ้าเรามีวินัยในการออกกำลังกายและทานอาหารที่มีประโยชน์ แม้วันที่เราแก่ตัวไป เราก็จะยังมีสุขภาพที่แข็งแรงพอที่จะทำอะไรที่คนรุ่นราวคราวเดียวกันทำไม่ไหวแล้ว

หัดใส่ข้อจำกัดให้ตัวเองตั้งแต่วันนี้ แล้ววันหนึ่งเราจะมีทางเลือกมากกว่าใครครับ


ติดตามเพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม

20170409_capitalism

นายอนันต์ตัดสินใจเปิดธนาคารแห่งใหม่

นายเอนกทำอาชีพรับเหมาก่อสร้าง เพิ่งได้เงินจากลูกค้ามาเป็นเงินสด 1 ล้านบาท จึงตัดสินใจเอาเงินมาเปิดบัญชีออมทรัพย์กับธนาคารของนายอนันต์

นางอนงค์อยากจะเปิดร้านเบเกอรี่ จึงไปจ้างนายเอนกมาทำร้าน แต่นางอนงค์ไม่มีเงินทุน จึงไปกู้ธนาคารของนายอนันต์มา 1 ล้านบาท

เมื่อถึงเวลาต้องจ่ายเงิน นางอนงค์จึงเขียนเช็คสั่งจ่ายนายเอนก 1 ล้านบาท นายเอนกนำเช็คนั้นมาฝากที่ธนาคารของนายอนันต์อีกครั้ง

ตอนนี้ตัวเลขในบัญชีเงินฝากของนายเอนกมีเงิน 2 ล้านบาทแล้ว

แต่เงินสดที่อยู่ในธนาคารของนายอนันต์มีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

ยังไม่พอ เมื่อก่อสร้างร้านเบเกอรี่ไปซักพักงบก็บานปลาย นายเอนกบอกนางอนงค์ว่าต้องใช้งบเพิ่มอีก 1 ล้านบาท นางอนงค์จึงยอมกัดฟันกู้ธนาคารของนายอนันต์เพิ่มอีก 1 ล้านบาทมาจ่ายให้นายเอนก ซึ่งนายเอนกก็เอาไปเข้าบัญชีตามเคย

ตอนนี้นายเอนกมี “เงินในบัญชี” 3 ล้านบาท แต่ “เงินสด” ที่อยู่ในธนาคารของนายอนันต์ก็ยังคงมีเพียง 1 ล้านบาทเท่านั้น

เงิน 2 ล้านบาทงอกมาจากไหน? ร้านเบเกอรี่ของนางอนงค์ยังไม่เปิดเลยด้วยซ้ำ


นิยามทุนนิยม

ในโลกของทุนนิยม คำที่เป็นคีย์เวิร์ดคือ “การเจริญเติบโต” (growth)

ทุนนิยมเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะสร้างความเจริญเติบโตไปได้เรื่อยๆ

เงินส่วนต่าง 2 ล้านบาทนั้น แสดงถึงความเชื่อมั่นของธนาคารว่าเบเกอรี่ของนางอนงค์จะสามารถสร้างรายได้มากกว่า 2 ล้านบาทในอนาคต

การที่นางอนงค์ “นำเงินจากอนาคตมาใช้ในตอนนี้” ก็คือการขอสินเชื่อ (credit) จากธนาคารนั่นเอง

ในอเมริกา กฎหมายอนุญาตให้สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อได้เป็นมูลค่าเท่ากับ 10 เท่าของเงินสดที่ธนาคารถืออยู่

นั่นหมายความว่าถ้านายอนันต์เปิดธนาคารในอเมริกา นายอนันต์จะปล่อยกู้ได้ถึง 10 ล้านบาท ทั้งๆ ที่ตัวเองมีเงินสดอยู่ในเซฟแค่ 1 ล้านบาทเท่านั้น (นี่คือเหตุผลที่ทำไมธนาคารถึงกลัวนักกลัวหนาเวลาคนแห่ไปถอนเงินสด เพราะถ้าทุกคนถอนหมดบัญชีจริงๆ ธนาคารจะไม่มีทางมีเงินจ่ายพอแน่นอน)

จริงๆ สิ่งที่เรียกว่า “สินเชื่อ” นั้นมีมานานแล้ว ตั้งแต่สมัยชาวสุเมเรียนด้วยซ้ำ แต่สินเชื่อในสมัยก่อนนั้นมีมูลค่าเล็กน้อยมากและมีระยะเวลาให้ยืมเพียงสั้นๆ

เหตุผลหลักที่ไม่มีใครปล่อยสินเชื่อเยอะๆ หรือนานๆ ก็เพราะว่า ก่อนปี 1500 นั้นคนส่วนใหญ่เชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่โตไปกว่านี้แล้ว

พูดง่ายๆ ก็คือคนมองว่าเศรษฐกิจนี้เป็นพายแค่ชิ้นเดียวที่ต้องแบ่งกันทุกคน ถ้ามีคนได้ก็ต้องมีคนเสีย ถ้านางอนงค์เปิดร้านเบเกอรี่ขึ้นมาแล้วขายดี แสดงว่าร้านเบเกอรี่อีกร้านหนึ่งต้องสูญเสียรายได้หรือลูกค้า ทุกอย่างคือ zero-sum game

คนสมัยเก่าจึงไม่เชื่อเรื่องการเจริญเติบโต ถ้าชนชั้นสูงมีเงินเหลือกินเหลือใช้ เขาก็จะเอาไปบริจาคหรือไม่ก็จะใช้มันไปอย่างสุรุ่ยสุร่ายกับเสื้อผ้าสุดหรูหรือการจัดงานเลี้ยงเต้นรำ ไม่มีใครคิดจะเอาเงินไปลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยแต่อย่างใด

แต่ทัศนคติของมนุษย์ก็เปลี่ยนไปพร้อมกับการมาถึงของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์

การคิดค้นเครื่องมือใหม่ๆ อย่างเครื่องจักรไอน้ำ หรือการค้นพบดินแดนใหม่ๆ อย่างทวีปอเมริกา ทำให้ชาวยุโรปเริ่มเชื่อว่าพายชิ้นนี้สามารถใหญ่ขึ้นได้ (the pie is getting bigger) การที่ร้านเบเกอรี่ของนางอนงค์ขายดีไม่จำเป็นต้องทำให้ร้านเบเกอรี่อื่นๆ ยอดขายตก

ในปี 1776 นายอดัม สมิธ (Adam Smith) ได้เขียนหนังสือ The Wealth of Nations ที่กลายมาเป็นคัมภีร์ขึ้นหิ้งของนักเศรษฐศาสตร์

ในบทที่ 8 สมิธ บอกว่า หากเจ้าของธุรกิจมีกำไรเหลือ เขาก็จะนำกำไรนั้นมาซื้อเครื่องจักรและจ้างคนเพิ่มเพื่อจะทำกำไรให้มากขึ้นอีก ซึ่งก็จะทำให้เขาสามารถซื้อเครื่องจักรและจ้างคนได้มากกว่าเดิม ดังนั้นความมั่งคั่งของคนหนึ่งคนจึงหมายถึงความมั่งคั่งและรุ่งเรืองของสังคม

ฟังดูเป็นประโยคที่ธรรมดามากสำหรับพวกเรา แต่ในสมัยนั้นี่ถือเป็นการปฏิวัติทางความคิดของมนุษย์เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นครั้งแรกที่มีคนออกมาบอกว่าการตอบสนองความโลภของคนๆ หนึ่งจะช่วยให้สังคมโดยรวมดีขึ้นได้ (เจ้าของธุรกิจมีเงินมากขึ้น แต่คนจำนวนมากก็จะมีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นกัน)


เบอร์หนึ่งในยุโรป

ในปี 1484 คริสโตเฟอร์ โคลัมบัส ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์ของโปรตุเกสและเสนอแผนว่าจะล่องเรือไปทางตะวันตกเพื่อค้นหาเส้นทางการค้าสายใหม่กับชาติเอเชีย โปรเจ็คนี้มีความเสี่ยงสูงมากเพราะต้องใช้เงินมหาศาลเพื่อซื้อเรือ จ้างคนและซื้อเสบียง และสุดท้ายอาจจะกลับมามือเปล่าก็ได้ กษัตริย์ของโปรตุเกสจึงตอบปฏิเสธไป

แต่โคลัมบัสก็ไม่ยอมแพ้ เที่ยว pitch งานของเขากับผู้มีเงินทุนในอิตาลี ฝรั่งเศส
อังกฤษ แต่ก็คว้าน้ำเหลว จนสุดท้ายเขาก็ขายโปรเจ็คนี้ให้กับกษัตริย์ Ferdinand และราชินี Isabella แห่งสเปนได้สำเร็จ (ตอนนั้นสเปนเพิ่งรวมประเทศ)

การค้นพบทวีปอเมริกาในคราวนั้นสร้างรายได้ให้กับสเปนมหาศาลจนสเปนกลายมาเป็นชาติมหาอำนาจของยุโรปในศตวรรษที่ 16

แต่ในศตวรรษที่ 17 สเปนก็เสียแชมป์ให้กับประเทศเล็กๆ อย่างฮอลแลนด์ โดยเหตุผลหลักคือฮอลแลนด์มีระบบการเงินที่มั่นคงกว่าและมีกระบวนการยุติธรรมที่แข็งแกร่งกว่าสเปน (ซึ่งทุกอย่างยังขึ้นอยู่กับกษัตริย์และราชวงศ์) เงินของนักลงทุนจึงไหลไปที่อัมสเตอร์ดัมและทำให้พ่อค้าชาวฮอลแลนด์สามารถส่งเรือไปขนสินค้าจากอเมริกาและเอเชียกลับมาขายได้มากมาย จะบอกว่าจักรวรรดิดัทช์นั้นถูกสร้างโดยพ่อค้าก็คงไม่ผิดนัก

ช่วงปลายศตวรรษที่ 17 การแพ้สงครามนอกประเทศของฮอลแลนด์หลายต่อหลายครั้งทำให้ฮอลแลนด์เสียบัลลังก์เบอร์ 1 ของยุโรปไป (ปี 1664 ฮอลแลนด์ต้องเสียเมืองที่ชื่อว่า New Amsterdam ริมฝั่งแม่น้ำฮัดสันให้กับอังกฤษ ชื่อของเมืองจึงถูกเปลี่ยนเป็น New York ตั้งแต่นั้นมา)

ในช่วงนั้นประเทศที่แข่งขึ้นมาเป็นเบอร์หนึ่งของยุโรปคือฝรั่งเศสกับอังกฤษ ฝรั่งเศสนั้นได้เปรียบอังกฤษในหลายๆ ด้านเพราะมีประชากรมากกว่าและมีกองทัพที่ใหญ่กว่า แต่แล้วฝรั่งเศสก็สะดุดขาตัวเองจากเหตุการณ์อื้อฉาวที่มีชื่อว่าฟองสบู่มิสซิสซิปปี (Mississippi Bubble)

ตอนนั้นบริษัทชื่อมิสซิสซิปปีซึ่งก่อตั้งในฝรั่งเศสและมีสายสัมพันธ์แนบแน่นกับชนชั้นสูงต้องการจะยึดครองดินแดนหนึ่งในรัฐมิสซิสซิปปีเพื่อตั้งเมืองใหม่ชื่อ New Orleans บริษัทจึงระดมทุนด้วยการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงปารีส

จริงๆ ที่ดินในนิวออร์ลีนส์แทบไม่มีอะไรเลยนอกจากหนองบึงและจระเข้ แต่ทางบริษัทก็ได้ปล่อยข่าวลือว่านี่คือดินแดนที่อุดมสมบูรณ์และเต็มไปด้วยโอกาสมากมาย ชนชั้นกลางและเหล่าเศรษฐีใหม่ต่างก็ตื่นเต้นกับข่าวนี้จึงเข้าไปซื้อหุ้นจนราคาพุ่งจาก 500 เป็น 10,000 เหรียญต่อหุ้นในเวลาเพียงแค่ไม่กี่เดือน แต่พอตลาดเริ่มรู้ตัวว่าราคาสูงเกินจริง คนก็เริ่มเทขาย ราคาจึงตกลงมาอย่างน่าใจหาย รัฐบาลพยายามเข้ามาช่วยอุ้มด้วยการเข้าไปช้อนหุ้นจนเงินหมดคลัง รัฐมนตรีคลังจึงสั่งให้พิมพ์ธนบัตรเพิ่มเพื่อมาซื้อหุ้นอีก การทำอย่างนี้ทำให้เศรษฐกิจทั้งหมดของฝรั่งเศสอยู่ในฟองสบู่ แถมยังไม่สามารถแก้วิกฤติได้ด้วยเพราะหุ้นของมิสซิสซิปปีตกจาก 10,000 มาเป็น 1,000 เหรียญก่อนที่จะไม่มูลค่าเหลือเลย รัฐบาลฝรั่งเศสจึงถังแตกและมีเพียงกระดาษหุ้นที่ไร้ค่า นี่คือวิกฤติเศรษฐกิจยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในศตวรรษนี้

ความผิดพลาดคราวนั้นทำให้ประเทศอื่นๆ ไม่กล้าให้ฝรั่งเศสยืมเงิน หรือถึงให้ยืมก็เก็บดอกเบี้ยสูงมาก ทุนส่วนใหญ่จึงไหลไปอยู่กับประเทศอังกฤษแทน อังกฤษใช้สถาบันการเงินที่แข็งแกร่งในการสนับสนุนการยึดครองดินแดนใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอเมริกาเหนือหรืออินเดีย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นการยึดครองโดยบริษัท หาใช่โดยรัฐบาล (บริษัทยักษ์ใหญ่ในสมัยนั้นจะขนทหารรับจ้างไปด้วยเวลาต้องการไปยึดเมืองในอเมริกาหรือเอเชีย)


ตลาดเสรี

คนที่สนับสนุนตลาดเสรีมักจะมองว่ารัฐบาลควรจะเข้ามาแทรกแซงตลาดทุนให้น้อยที่สุด เพราะรัฐบาลมักออกนโยบายที่ทำให้ตลาดไม่มีประสิทธิภาพ เช่นเก็บภาษีแพงๆ เพื่อนำมาเป็นสวัสดิการสำหรับคนตกงาน (ซึ่งทำให้ฐานเสียงของรัฐบาลดีขึ้นแต่คนกลุ่มหนึ่งก็จะรับเงินโดยที่ไม่ได้มีผลผลิตอะไร) สู้เอาเงินที่จะเก็บภาษีมาไว้กับนายทุนดีกว่า เพราะนายทุนจะเอาเงินนั้นไปเปิดโรงงานและจ้างคนเพิ่มซึ่งย่อมจะทำให้สังคมโดยรวมดีขึ้น

แต่การปล่อยให้ตลาดทำงานอย่างเสรีนั้นดีจริงหรือ? เพราะทรัพยากรที่สำคัญที่สุดสำหรับเศรษฐกิจคือ “ความเชื่อมั่น” ซึ่งความเชื่อมั่นอาจถูกสั่นคลอนได้ตลอดจากการต้มตุ๋นหลอกลวง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐที่จะปกป้องระบบเศรษฐกิจด้วยการออกกฎหมายและและตรวจสอบไม่ให้เสือสิงห์กระทิงแรดทั้งหลายเข้ามาเอารัดเอาเปรียบ เมื่อใดก็ตามที่รัฐทำหน้าที่นี้บกพร่อง ความเชื่อมั่นก็จะหดหายและเศรษฐกิจจะโกลาหลเหมือนอย่างตอนที่เกิดฟองสบู่มิสซิสซิปปี หรือวิกฤติ subprime ในอเมริกาในปี 2007

ยังมีอีกเหตุผลสำคัญที่เราไม่ควรรปล่อยให้ตลาดเสรีทำงานอย่างอิสระ

ก่อนการมาถึงของทุนนิยม “น้ำตาล” เป็นอาหารที่หายากมากในยุโรป มันจะถูกนำเข้าจากตะวันออกกลางในราคาที่แพงลิบลิ่วเพื่อนำมาใช้เป็น “วัตถุดิบลับ” ในการทำอาหารจานพิเศษสำหรับชนชั้นสูง

แต่หลังจากทวีปอเมริกาถูกค้นพบ หนึ่งในธุรกิจที่เฟื่องฟูที่สุดคือการทำไร่อ้อย คนยุโรปจึงเข้าถึงน้ำตาลได้ในราคาที่ถูกลงมาก ต้นศตวรรษที่ 17 ชาวอังกฤษไม่ได้บริโภคน้ำตาลเลย แต่ในศตวรรษที่ 19 ชาวอังกฤษบริโภคน้ำตาลถึงปีละ 8 กิโลกรัม

ปัญหาของการทำไร่อ้อยก็คือมันเป็นงานที่ไม่มีใครอยากทำ เพราะต้องตากแดดแถมยังมีโอกาสสูงที่จะเป็นโรคมาเลเรียอีกด้วย หากจะยอมจ่ายเงินจ้างใครมาย่อมจะทำให้ต้นทุนสูงเกินไป

พ่อค้าหัวใสก็เลยพบทางออกด้วยการใช้แรงงานทาส

ในช่วงศตวรรษที่ 16-19 ชาวแอฟริกาถึง 10 ล้านคนถูกขายไปเป็นแรงงานทาสในอเมริกา โดย 70% ของคนเหล่านั้นถูกส่งมาทำไร่อ้อย เรารู้กันดีอยู่แล้วว่าทาสเหล่านี้มีชีวิตที่แย่แค่ไหน ต้องถูกกดขี่ข่มเหงราวกับเขาไม่ใช่มนุษย์เพียงเพื่อให้คนยุโรปได้จิบชากาแฟที่ใส่น้ำตาล

การขายแรงงานทาสนี้ไม่ได้ถูกจัดระเบียบโดยรัฐบาลประเทศไหนเลย มันเป็นเรื่องทางการค้าล้วนๆ บริษัทค้าทาสมากมายขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ในกรุงลอนดอน ปารีส และอัมเสตอร์ดัม เพื่อนำเงินไปซื้อเรือ หาลูกเรือและทหาร จากนั้นจึงแล่นเรือไปซื้อทาสในแอฟริกา นำทาสไปขายให้กับเจ้าของสวนอ้อยในอเมริกา นำเงินนั้นไปซื้อน้ำตาล เมล็ดกาแฟ โกโก้ ยาสูบ แล้วนำกลับมาขายทำกำไรในยุโรปก่อนจะออกเรือใหม่อีกครั้ง ธุรกิจค้าทาสเป็นธุรกิจที่ทำกำไรดี และผู้ถือหุ้นบริษัทเหล่านี้จะได้ผลตอบแทนเฉลี่ยปีละ 6%

นาซีและสงครามครูเสดฆ่าคนไปมากมายเพราะความเกลียดชัง แต่ทุนนิยมนั้นฆ่าคนไปมากมายเพราะความโลภและความเมินเฉย การค้าทาสไม่ได้เกิดจากการเหยียดสีผิวหรือความรังเกียจคนแอฟริกา จริงๆ แล้วเจ้าของไร่อ้อยแทบไม่เคยเจอทาสเหล่านี้ด้วยซ้ำ (เจ้าของไร่อ้อยส่วนใหญ่ไม่ได้อาศัยอยู่ในไร่อ้อย) สิ่งเดียวที่เขาสนใจก็คือตัวเลขในบัญชีกำไรขาดทุน ส่วนผู้ถือหุ้นบริษัทค้าทาสก็เป็นชนชั้นกลางคล้ายๆ กับเราที่เป็นคนจิตใจดี ทำงานสุจริต ชอบฟังเพลง แถมยังใจบุญสุนทานอีกด้วย

นี่คือเหตุผลที่เราไม่ควรปล่อยให้ตลาดทำงานได้อย่างเสรีเกินไป เพราะตลาดไม่มีชีวิตจิตใจ สิ่งเดียวสำคัญสำหรับมันคือกำไรและ “การเติบโต” โดยไม่สนว่าระหว่างทางจะสร้างความเดือดร้อนให้ผู้คนมากมายขนาดไหน


แล้วจะเอายังไง?

แม้นระบอบทุนนิยมจะมีข้อเสียมากมาย แต่ผู้สนับสนุนทุนนิยมก็มักจะให้เหตุผลแก้ต่างสองข้อ

ข้อแรกคือ สำหรับสังคมยุคโมเดิร์นมันยังเป็นระบอบเดียวที่เวิร์ค มนุษย์เคยทดลองอีกระบอบหนึ่งคือคอมมิวนิสต์ แต่มันก็สร้างความเสียหายมากเสียจนไม่มีใครอยากกลับไปใช้ระบอบนั้นอีก เราจึงไม่เหลือทางเลือกอื่นใดนอกจากเรียนรู้ที่จะอยู่กับทุนนิยมให้เป็น

อีกข้อก็คือ ขอให้รออีกนิดนึง พายชิ้นนี้กำลังใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และแม้มันจะไม่สามารถทำให้ทุกคนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันได้ แต่คนก็เชื่อว่าวันหนึ่งพายชิ้นนี้จะใหญ่พอที่จะตอบโจทย์ขั้นพื้นฐานสำหรับมนุษย์ทุกคน

ซึ่งจะว่าไปคำชี้แจงนี้ก็พอฟังขึ้นอยู่ อย่างน้อยก็ในเชิงปริมาณ เพราะเมื่อเทียบกับ 100 ปีที่แล้ว อายุขัยเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้น อัตราการตายของเด็กก็ลดลง ปริมาณอาหารที่เราบริโภคต่อหัวก็เยอะขึ้นแม้ว่าประชากรโลกจะสูงขึ้นมาหลายเท่าตัวก็ตาม

แต่เศรษฐกิจของเราจะโตไปได้นานแค่ไหน? เพราะพายทุกชิ้นจำเป็นต้องใช้วัตถุดิบและพลังงาน มีผู้ทำนายว่าอีกไม่ช้ามนุษย์ก็จะใช้ทรัพยากรจนหมดโลก แล้วถึงวันนั้นเราจะอยู่กันอย่างไร?


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก

ไม่มีใครอยากทำเลว

20170408_doright

“สุดท้ายแล้วสามัญสำนึกของเราเป็นคนดีเสมอ ผมไม่เชื่อว่าคนที่ทำเลวเพราะเขาอยากทำเลว แต่เป็นเพราะเขาเชื่อว่าการทำเลวของเขามันถูกต้อง มันจะมีเหตุผลสนับสนุนในจิตใต้สำนึกของตัวเองเสมอ คนเราไม่ได้ตั้งต้นด้วยความเลว”

– กันต์ กันตถาวร

a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017
เรื่อง ปริญญา ก้อนรัมย์, กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


คำพูดของคุณกันต์ กันตถาวร พิธีกรรายการ The Mask Singer ทำให้ผมนึกถึงข้อเขียนของผู้บริหารคนหนึ่งของ Workpoint เจ้าของรายการที่ฮอตฮิตที่สุดในชั่วโมงนี้

ผู้บริหารคนนั้นคือพี่จิก ประภาส ชลศรานนท์ ที่เล่าพฤติกรรมการดูละครไทยของนักโทษในเรือนจำ

คนเหล่านี้ถูกสังคมหรือศาลตัดสินแล้วว่าเป็น “ผู้ร้าย” แต่เวลาดูละคร พวกเขาก็ยังเชียร์พระเอก-นางเอกอยู่ดี ไม่เห็นจะมีใครเชียร์ตัวโกงซักคน

นั่นแสดงว่า สำนึกผิดชอบชั่วดีของนักโทษเหล่านี้ยังทำงานปกติดีอยู่


Stephen Covey บอกว่า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีนั้น เป็นหนึ่งในต้นทุน 4 อย่างของมนุษย์ที่สัตว์ชนิดอื่นไม่มี

ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเปรียบเหมือนเข็มทิศที่ชี้ไปทางทิศเหนือเสมอ

การที่คนๆ หนึ่งจะลงมือทำเรื่องที่ผิด จึงอาจไม่ใช่เพราะเข็มทิศของเขาเสีย แต่เป็นเพราะว่าชีวิตของเขามี “แม่เหล็ก” ชิ้นอื่นๆ มารายล้อม

เราถึงได้ยินเรื่องเด็กที่ขโมยยาไปช่วยแม่ที่ป่วย

เราถึงได้ยินเรื่องของคุณยายที่ทุบเขื่อนทำลายทรัพย์สินทางราชการ

เราถึงได้ยินเรื่องท่อน้ำเลี้ยงในพรรคการเมืองเพราะมีคนในสังกัดต้องดูแลและมีภาษีสังคมที่ต้องจ่าย

การที่คนๆ หนึ่งจะทำผิดต่อส่วนรวมหรือทำผิดต่อใครบางคน จึงไม่ใช่เพราะว่าเขาอยากทำเลว แต่เพราะเขาเชื่อว่าเขากำลังทำสิ่งที่ถูกต้องยิ่งกว่าต่างหาก

ผมไม่ได้จะให้ท้ายคนทำผิดนะครับ แค่จะบอกว่า ถ้าเราตั้งต้นด้วยความเชื่อที่ว่าไม่มีใครอยากทำเลวอย่างที่คุณกันต์บอก เราก็ยังพอมีหวังอยู่บ้าง

มีหวังที่จะเข้าใจหรือยอมรับเรื่องราวต่างๆ อย่างที่มันเป็น มากกว่าด่วนตัดสินด้วยข้อมูลที่อาจหมดอายุหรือจากอคติที่ซ่อนอยู่ในใจ

และหลังจากที่เราเข้าใจหรือยอมรับได้แล้วเท่านั้น เราถึงจะพอมีโอกาสเปลี่ยนแปลงมันให้ดีขึ้นได้


ขอบคุณรูปภาพและข้อมูลจาก a day BULLETIN issue 478 | 27 March 2017

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

นิทานขอทานขนอิฐ

20170323_beggarbricks

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

มีขอทานพิการเหลือแขนเพียงข้างเดียวผู้หนึ่ง เดินทางเข้าไปยังวัดเซนที่พระเซนนามฟังจั้งพำนักอยู่ เพื่อขอรับทาน ทว่าเมื่อเอ่ยปาก พระฟังจั้งกลับชี้มือไปยังกองอิฐและบอกกับขอทานแขนเดียวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหลังวัดก่อนเถอะ”

ขอทานแขนเดียวได้ยินครั้งแรกก็ไม่พอใจ กล่าวว่า “ข้าเหลือแขนเพียงข้างเดียวจะย้ายอิฐได้อย่างไร ข้ามาขอทาน หากท่านไม่อยากให้ทานก็ไม่เป็นไร ไฉนต้องล้อเลียนผู้อื่นถึงเพียงนี้”

พระเซนไม่เอ่ยโต้ตอบ เพียงแต่เดินไปยกก้อนอิฐโดยใช้แขนเพียงข้างเดียว จากนั้นค่อยกล่าวเรียบๆ ว่า”งานประเภทนี้ แม้มีแขนข้างเดียวก็สามารถทำได้”

เมื่อเห็นดังนั้น ขอทานจึงได้แต่ทำตาม โดยค่อยๆ ย้ายก้อนอิฐไปยังหลังวัด ทีละก้อน ทีละก้อน ใช้เวลาพักใหญ่จึงย้ายก้อนหินได้หมดกอง จากนั้นพระเซนจึงมอบเงินค่าตอบแทนให้กับขอทานจำนวนหนึ่ง ขอทานเห็นดังนั้นก็ดีใจมากพลางกล่าวคำ “ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่าน” ไม่หยุด

พระฟังจั้งจึงตอบว่า “ไม่ต้องขอบคุณเรา เพราะเงินนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่านเอง”

ขอทานจึงเอ่ยด้วยความสำนึกว่า “ข้าจะจดจำวันนี้เอาไว้” จากนั้นจึงก้มตัวค้อมคำนับด้วยความตื้นตันก่อนเดินทางจากไป

ผ่านไปหลายวัน มีขอทานอีกผู้หนึ่งเดินทางมาขอทานที่วัดนี้ พระฟังจั้งพาขอทานผู้นี้เดินมาที่หลังวัดจากนั้นชี้ไปยังกองอิฐและกล่าวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหน้าวัดก่อนเถอะ” ทว่าขอทานผู้มีแขนขาครบผู้นี้กลับไม่สนใจคำกล่าวของพระเซน ได้แต่หันกายจากไปโดยพลัน

บรรดาสานุศิษย์ในวัดเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามพระฟังจั้งว่า “คราวก่อนท่านอาจารย์ให้ขอทานย้ายอิฐมายังหลังวัด ไฉนวันนี้กลับประสงค์ให้ขอทานอีกผู้หนึ่งย้ายอิฐกลับไปหน้าวัด ที่แท้แล้วท่านอาจารย์อยากให้นำก้อนอิฐไปไว้ที่ใดกันแน่?”

พระเซนฟังจั้งตอบศิษย์เพียงสั้นๆ ว่า “อิฐวางไว้หน้าวัดหรือหลังวัดล้วนไม่ต่างกัน ทว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายต่างหากที่สำคัญสำหรับขอทานเหล่านั้น”

วันเวลาผ่านไปหลายปี วันหนึ่งปรากฏคนผู้หนึ่งท่าทางภูมิฐานเดินทางมาที่วัด คนผู้นี้มีแขนเพียงข้างเดียว ที่แท้แล้วคือขอทานแขนเดียวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เขาพบพระฟังจั้งในครั้งนั้น เขาจึงค่อยได้รู้ถึงคุณค่าในตัวเอง จากนั้นจึงหาทางประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จนในที่สุดได้พบกับความสุข สำเร็จในชีวิต…ส่วนขอทานอีกผู้หนึ่งนั้น ยังคงเป็นขอทานอยู่เรื่อยมา


ขอบคุณนิทานจาก ASTV ผู้จัดการ นิทานเซน : พระเซนกับขอทาน

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้

20170304_inferior

นอกเสียจากเราจะเห็นชอบด้วย

“No one can make you feel inferior without your consent.”
― Eleanor Roosevelt

มนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบเปรียบเทียบ

เพราะการเปรียบเทียบอาจเป็นเครื่องมือเดียวที่เรามีในการตัดสินมูลค่าของอะไรบางอย่าง

ถามว่าบ้าน 60 ตารางวาควรจะราคาเท่าไหร่?

เราไม่มีทางตอบได้เลย จนกว่าจะรู้ว่าบ้าน 60 ตารางวาที่อยู่รอบๆ ราคาเท่าไหร่กันบ้าง

ถามว่าเราเรียนเก่งมั้ย? เราก็ตอบไม่ได้อีกจนกว่าเราจะทำข้อสอบและรู้ว่าเพื่อนๆ แต่ละคนสอบได้เท่าไหร่กันบ้าง

เราจึงถูกฝึกให้เปรียบเทียบมาตั้งแต่เด็กๆ

ถ้าเราต้องไปเปรียบเทียบกับคนที่ฐานะสูงดีกว่าเรา หรือหน้าตาดีกว่าเรา หรือแต่งตัวดีกว่าเรา หรือหุ่นดีกว่า หรือพูดจาฉะฉานกว่าเรา เราก็จะเริ่มรู้สึกไม่ปลอดภัย และเริ่มรู้สึกแย่กับตัวเอง

บางคนก็ใช้ความรู้สึกแย่นั้นเป็นแรงฮึดเพื่อที่จะปรับปรุงตัวเองขึ้นมา ซึ่งก็เป็นเรื่องดี แต่ก็อาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมดหากเรายังไม่ยอมหยุดที่จะเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น

เศรษฐีคนหนึ่งรวยขนาดมีเครื่องบินส่วนตัว เขาภูมิใจในเครื่องบินลำนี้มากจนถึงวันที่เขาได้รู้จักเศรษฐีอีกคนที่มีเครื่องบินส่วนตัวลำใหญ่กว่าและหรูกว่าถึงหลายเท่า จากวันนั้นมาเศรษฐีคนนั้นก็ไม่สบอารมณ์กับเครื่องบินของเขาอีกต่อไป

ถ้าเรายังเปรียบเทียบตัวเองกับคนที่เหนือกว่า เราจะไม่มีวันพบความสุขสงบในจิตใจได้เลย เพราะเราจะเล่นเกมที่ตัวเองเป็นผู้แพ้เรื่อยไป

บางคนอาจจะเถียงว่า ถ้าเอาแต่พอใจกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่แล้ว ก็ไม่ต้องพัฒนากันพอดี

แต่นี่แหละคือความสนุกของชีวิต

สนุกที่จะหาให้เจอว่า ตรงไหนคือพอดี ตรงไหนคือน้อยไป และตรงไหนคือพยายามมากไป

“No one can make you feel inferior without your consent.”

ถ้าเรารู้จักตัวเองดีพอ และรู้ว่าอะไรคือพอดี ก็จะไม่มีใครทำให้เรารู้สึกต่ำต้อยได้อีกต่อไป


Facebook Page: Anontawong’s Musings
Previous articles: Archive

ตรงข้ามกับรักไม่ใช่เกลียด

20170404_lovehate

แต่เป็นความเมินเฉย

ตรงข้ามกับศิลปะไม่ใช่ความอัปลักษณ์
แต่เป็นความเมินเฉย
ตรงข้ามกับศรัทธาไม่ใช่การนอกรีต
แต่เป็นความเมินเฉย
และตรงข้ามกับชีวิตไม่ใช่ความตาย
แต่เป็นความเมินเฉย

“The opposite of love is not hate, it’s indifference. The opposite of art is not ugliness, it’s indifference. The opposite of faith is not heresy, it’s indifference. And the opposite of life is not death, it’s indifference.”

― Elie Wiesel


พระพุทธเจ้าสอนว่าเราควรมีอุเบกขาหรือมีใจเป็นกลางกับสถานการณ์ต่างๆ ในชีวิต

แต่ถ้าเป็นกลางมากเสียจนกลายเป็นเมินเฉย มันจะดีจริงรึเปล่า?

สองคำนี้ฟังเผินๆ ดูจะคล้ายกัน แต่จริงๆ แล้วเป็นคนละเรื่องกัน

เราสามารถแคร์คนคนหนึ่งด้วยความเป็นกลางได้ แต่เราไม่สามารถแคร์เขาด้วยความเมินเฉยได้

แคร์ด้วยความเป็นกลาง คือเป็นห่วงเป็นใยและพร้อมจะช่วยเหลือ แต่ถ้าเขาไม่ตอบสนองหรือทำตัวไม่น่ารักเราก็ไม่ทุรนทุรายหรือน้อยอกน้อยใจจนเกินเหตุ

เราจึงควรทำทุกๆ อย่างด้วยใจที่เป็นกลาง แต่อย่าไปสับสนกับการเมินเฉยหรือเพิกเฉย

เพราะเป็นกลางคือเป็นกลางกับผลลัพธ์แต่เต็มที่กับการกระทำ

แต่เมินเฉยคือไม่ทำอะไรเลย

และคนที่ไม่ทำอะไรเลย ไม่แคร์อะไรเลย ก็ไม่ต่างจากคนที่ตายไปแล้วเลย


Facebook: Anontawong’s Musings
Archives

ถ้าไม่เจอทางออก

20170403_wayout

ก็จงออกที่ทางเข้า

ถ้าพยายามตื่นเช้าแล้วทำไม่ได้ซักที ลองนอนให้เร็วขึ้นดีมั้ย

ถ้าออกกำลังกายแล้วไม่ผอมซักที ลองกินให้น้อยลงดีมั้ย

ถ้าอ่านเมลไม่ทันซักที ลอง unsubcribe เมลดีมั้ย

ถ้าหญิงสาวคนนั้นไม่สนใจซักที ลองเปลี่ยนคนหรือเปลี่ยนเรื่องที่จะโฟกัสดีมั้ย

ถ้าทำงานไม่ทันซักที ลองหัด say no บ้างดูมั้ย

ถ้าทำยังไงก็ไม่มีความสุขเสียที ลองสำรวจความคาดหวังของตัวเองดูมั้ย (เพราะความสุขคือ reality – expectations)


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives