ปัญหาคือคำตอบ

“เราจะพบความจริงเมื่อเราวิเคราะห์ปัญหา เพราะปัญหาไม่เคยแยกขาดจากคำตอบ ปัญหาคือคำตอบ”
-บรู๊ซ ลี

เมื่อหลายปีที่แล้ว ผมเคยเขียนบล็อกเรื่อง “ใครเบื่อรถติดบนทางด่วนพระราม 9 โปรดอ่าน!

ในบทความนั้นผมต้องการจะสื่อสารว่า หากคนขับรถหันมาใช้ Easy Pass กันให้มากขึ้นเพียงแค่ 3,000 คัน ปัญหารถติดบนทางพิเศษศรีรัชจะคลี่คลายลงได้

แล้วผมก็ทิ้งท้ายไว้ว่า “คำถามคือคุณจะเลือกเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา หรือจะร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทางออก”

เพราะทุกปัญหานั้นมีคำตอบซ่อนอยู่ในนั้นเสมอ

ยกตัวอย่างสมการ 3 + X = 10

เราไม่สามารถหาค่า X ได้โดยไม่ดูองค์ประกอบอื่นๆ ในโจทย์

คงจะเป็นเรื่องประหลาดหากเราจะหาคำตอบของโจทย์นี้ด้วยการไปค้นตู้เย็น

แต่ก็เป็นเรื่องจริงเช่นกันที่เรามักจะทำอย่างนั้นอยู่เสมอ

เพราะทุกครั้งที่เรามีปัญหา เราจะมอง “ข้างนอก” ก่อน มองหัวหน้า มองเพื่อนร่วมงาน มองรัฐบาล มองสื่อ

น้อยครั้งที่เราจะมองดูตัวแปรที่สำคัญในสมการนี้ นั่นก็คือตัวเรา

แท้จริงแล้วสิ่งต่างๆ ในโลกล้วนเกิดขึ้นไปตามเหตุปัจจัย ไม่ได้มีอะไรเลยที่เป็น “ปัญหา” ในตัวของมันเอง

การที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเป็นปัญหาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ามีคนเข้าไปยึดไปถือว่ามันเป็นปัญหาหรือเปล่า

ดังนั้น หากเราเห็นว่ามันเป็นปัญหา เราก็ได้กลายเป็นตัวแปรเรียบร้อยแล้ว

บรู๊ซ ลี กล่าวไว้ ปัญหาคือคำตอบ

ถ้าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหา เราก็เป็นส่วนหนึ่งของคำตอบเช่นกันครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ จงเป็นเช่นน้ำ โดย แชนนอน ลี (ลูกสาวของบรู๊ซ ลี)

ความเป็นห่วงที่มีต่อลูก

วันก่อนผมไปทานข้าวกับคนในทีม มีน้องคนหนึ่งตั้งคำถามว่าเป็นห่วงลูกเรื่องอะไรบ้าง

ผมตอบไปว่าห่วงเรื่องสุขภาพ อยากให้เป็นเด็กที่แข็งแรง และห่วงเรื่องผู้ชายที่จะเข้ามาจีบ (จริงๆ ลูกสาวผมก็อายุแค่ 6 ขวบแต่ผมเตรียมไว้หนวดไปเรียบร้อยแล้ว)

จริงๆ มีอีกประเด็นหนึ่งที่ผมห่วงแต่ไม่ได้เล่าให้น้องฟังในคืนนั้น

ผมห่วงว่าลูกจะสบายเกินไป


ตระกูลแวนเดอร์บิลต์ (Vanderbilt)เคยเป็นตระกูลที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกา

คอร์เนเลียส แวนเดอร์บิลต์ ร่ำรวยจากการเป็นผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมทางรถไฟและการขนส่งทางเรือ

ในปี 1877 คอร์เนเลียสมีทรัพย์สินราว 100 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งมากกว่าทรัพย์สินของกระทรวงการคลังของสหรัฐในขณะนั้นเสียอีก

แต่ในเวลาเพียง 50 ปีหลังจากคอร์เนเลียสจากไป ก็ไม่มีใครในตระกูลแวนเดอร์บิลต์ที่ติดอยู่ในรายชื่อคนที่ร่ำรวยที่สุดในอเมริกาอีกต่อไป

ทายาทหลายคนเป็นเพลย์บอย ไม่ต้องทำงาน และหมดเงินไปกับการบริจาคและการสร้างคฤหาสน์หรูหราที่ไม่มีคนไปอยู่

ทายาทคนหนึ่งในตระกูลแวนเดอร์บิลต์เคยกล่าวไว้ว่า

“ทรัพย์สมบัติที่รับสืบทอดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความสุข…มันทำให้ฉันไม่มีอะไรให้คาดหวัง ไม่มีอะไรให้แสวงหาหรือมุ่งมั่นทำให้มันเกิดขึ้น”


เราเคยได้ยินมานานว่า ธุรกิจที่ยิ่งใหญ่อยู่ได้ไม่เกิน 3 รุ่น รุ่นแรกสร้าง รุ่นสองรักษา รุ่นสามทำเสียของ

ในมุมกลับกัน ชาติที่แพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 อย่างเยอรมันนีและญี่ปุ่น กลับกอบกู้ตัวเองและมุ่งมั่นพัฒนาประเทศจนมีขนาดเศรษฐกิจเป็นอันดับ 3 และ 4 ของโลก เป็นรองเพียงอเมริกาและจีนเท่านั้น


มีคำพูดประโยคหนึ่งที่ผมชอบและคิดว่าเป็นความจริงอย่างมาก

“Hard times create strong men. Strong men create good times. Good times create weak men. And, weak men create hard times.”

― G. Michael Hopf, Those Who Remain

ช่วงเวลาที่ยากลำบากจะสร้างคนที่เข้มแข็ง
คนที่เข้มแข็งจะสร้างช่วงเวลาที่รุ่งเรือง
ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองจะสร้างคนอ่อนแอ
คนอ่อนแอจะสร้างช่วงเวลาที่ยากลำบาก

ในฐานะพ่อแม่ยุคนี้ การจะมีลูกทั้งทีต้องคิดหนัก เพราะมันตามมาด้วยต้นทุนมหาศาล เมื่อตัดสินใจจะมีทั้งทีเราก็เลยอยากดูแลลูกให้ดี เขาอยากกินอะไรก็ได้กิน เขาอยากลองอะไรก็ได้ลอง

แต่บางทีผมก็กลัวว่าสายพิณจะหย่อนเกินไปได้เหมือนกัน

อยากให้เขาได้ลำบากบ้าง แต่ก็ไม่รู้ว่าผมกับแฟนจะใจแข็งพอหรือเปล่า แต่ถ้าเราไม่ใจแข็งตอนนี้ เราก็อาจจะทำให้ลูกอ่อนแอโดยไม่ได้ตั้งใจได้เช่นกันครับ

QR Code จะหมดโลกมั้ย?

ช่วงนี้เราสแกนจ่ายเงินด้วย QR Code กันเยอะมาก ทุกร้านแทบจะมี QR Code กันหมดแล้ว ซึ่งสะดวกและไม่ต้องกังวลเรื่องเชื้อโรคในเงินทอน

แต่หลายคนอาจสงสัยว่า ถ้าสร้าง QR Code กันเยอะๆ เราจะใช้โควต้า QR Code จนหมดหรือเปล่า

คำตอบคือไม่หมดนะครับ เพราะ QR Code จริงๆ แล้วก็คือวิธีการเข้ารหัสรูปแบบหนึ่ง ที่แปลงจากตัวอักษรไปอยู่ในรูปแบบของ QR Code

ดังนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าเนื้อหาที่เราอยากเขียนลงไปมีอะไรบ้าง จากนั้นก็แค่นำไปเข้ารหัส ถ้าเนื้อหามีเยอะ ความละเอียดของ QR Code ก็จะมากขึ้นเช่นกัน (และการ ถอดรหัสก็ต้องใช้กล้องที่มีความละเอียดมากขึ้น) รูปตัวอย่างในบทความนี้นี่เป็น QR Code ที่มีทั้งชื่อ บริษัท เบอร์โทรศัพท์บ้านและที่ทำงาน อีเมล ที่อยู่ และเว็บไซต์

อ้อ แล้วถ้าใครช่างสังเกตหน่อย อาจจะเห็นว่า QR Code จะมีจุดล้อมรอบตรงหัวมุมแค่ 3 จุด คือมุมซ้ายบน ขวาบน และซ้ายล่าง

คำถามคือทำไมต้อง 3 ทำไมไม่เป็น 4 จุด?

ก็เพื่อที่ว่า ไม่ว่าเราจะถ่ายจากมุมไหน กล้องก็จะรู้ได้ทันทีว่าอันไหนคือด้านบนหรือด้านล่างนั่นเองครับ

ผมขอยกคำตอบของ สมาชิกหมายเลข 2180521 ที่โพสต์ไว้ในกระทู้ “QR code มีหลักการยังไงครับ แล้วมันไม่ซ้ำกันบ้างเหรอ มีเป็นล้านๆโคด” ในพันทิป มาใส่ไว้ตรงนี้ด้วย:


  1. ระบบ จะ detect หา มุม 3 มุม ซ้ายบน ขวาบน ซ้ายล่าง เพื่อเริ่มจับทิศทาง ว่าจะจับภาพ QR Code อย่างไร
  2. ระบบ จะดูขนาด ของ 3 มุม ว่า ขนาดของ QR Code รูปนั้น ใช้ขนาดไหน 28×28 , 40×40 , 64×64 (หลายคนจะสงสัย ว่าแล้วจะมีขนาดเล็กๆ ไว้ทำไม ทำไมไม่ใช้ขนาดละเอียดไปเลย เพราะว่ายิ่งละเอียด ก็ต้องใช้ กล้องคุณภาพสูงในการจับครับ ถ้ากล้องสั่นหรือเบลอ อาจจะ detect ไม่ได้)
  3. ระบบ อ่านออกมาเป็นตัวเลข binary โดยจะคัดสีที่ตัดกัน เช่น สีขาว = 1 / สีดำ = 0 แล้วก็จะไล่อ่านทั้ง QR Code ก็จะออกมาเช่น

0100110101011100101010101010101000001010111111000001110101101000001111111 เป็นต้น

  1. จากนั้น ระบบ ก็จะแปลงเป็นภาษาที่เราอ่าน โดยมักแปลง binary to ascii ซึ่งจะใช้ binary หลายตัว แปลงเป็น ตัวอักษร 1 ตัว

เช่น

a = 01100001
A = 01000001
ก = 111000000001

ทำให้ QR Code ไม่สามารถเก็บข้อมูลได้มากมายเท่าไหร่ เราถึงมักจะเห็น QR Code ถูกใช้ เพื่อแค่เปิดหน้าเว็บไซต์ อะไรแบบนี้นั่นเอง

ปล. หลายๆ คนอาจจะ เคยเห็นว่า ทำไม QR Code ตรงกลางรูปถึงเป็น โลโก้ หรือเป็นรูปภาพได้ ? เพราะว่า QR Code กำหนดที่ตรงกลางไว้ เผื่อใส่รูปเล่นๆ นะครับ


ดังนั้น ถ้ากลับไปที่คำถามของบทความนี้ ว่า QR Code จะหมดโลกหรือไม่ คำตอบคือไม่ครับ เพราะมันไม่ได้มีโควต้าจำกัดในมุมนั้น ถ้าสิ่งที่เราเขียนไม่ซ้ำกัน QR Code ก็ย่อมไม่มีทางซ้ำกัน เพราะมันก็เหมือนกับเป็นภาษาอีกภาษาหนึ่งเท่านั้นเอง


ขอบคุณข้อมูลจาก

Pantip qr code มีหลักการยังไงครับ

Quora Stephen Mann’s answer to Will the QR code run out of patterns if billions of people use it at the same time?