นิทานขอทาน

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เศรษฐีคนหนึ่งกำลังเตรียมตัวใส่บาตร ขอทานผอมโซคนหนึ่งรี่เข้ามาขอข้าวกินสักจาน

“ได้ๆ แต่รอฉันทำบุญก่อน แล้วจะทำทานให้เจ้า”

ขอทานจึงยืนรออยู่ตรงนั้น ครู่ใหญ่พระบิณฑบาตก็มาถึง เศรษฐีใส่บาตรเสร็จขอทานจึงขยับตัวจะตามเศรษฐีเข้าในบ้าน เศรษฐีรีบบอกว่า

“เดี๋ยวนะ เจ้ารออีกแป๊บเดียวให้ฉันกรวดน้ำอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลก่อน”

ขอทานจึงรออยู่ที่เดิม เศรษฐีตรงไปที่ศาลพระภูมิเริ่มอธิษฐานจิตขอโน่นขอนี่ ขอให้ร่ำรวย ขอให้มีเงินปลีกเงินปึก ขอให้มีตึกมีปราสาทใหญ่โตเท่านั้นเท่านี้ มีช้างม้าวัวควายไร่นาสาโท ตายไปให้ไปเกิดบนสวรรค์มีเทพบุตรนางฟ้าห้าร้อยหกร้อยเป็นบริวาร

เวลาผ่านไปนานแสนนาน เศรษฐีอธิษฐานไม่จบสักที ได้แต่ขอให้รวยๆๆ อยู่นั่นเอง

ขอทานจึงลุกขึ้น เศรษฐีเห็นเข้าจึงหยุดอธิษฐานหันมากล่าวกับขอทานว่า

“เดี๋ยวซิ จวนจบแล้ว เดี๋ยวข้าจะให้ทาน เจ้าจะรีบไปไหนเล่า”

ขอทานหันหลังกลับมาตอบว่า

“ข้าคงไม่ต้องรับทานจากท่านแล้ว ท่านจนกว่าข้าซะอีก เห็นท่านต้องการโน่นต้องการนี่มากมายจาระไนไม่หมด ส่วนข้าต้องการแค่ข้าวจานเดียว ไปขอที่ไหนก็ได้”


ขอบคุณนิทานจากเพจเซน: ใครคือขอทาน

มนุษย์วางแผนอย่างละเอียดลออ ส่วนเทวดาก็หัวร่อชอบใจ

“Man plans and God laughs”*

Yiddish proverb

ถ้าใครได้อ่านบทความ “Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม” ในบล็อกนี้ จะเข้าใจว่าทุนนิยมนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานของการเจริญเติบโต (growth)

ธนาคารจึงสามารถปล่อยกู้ได้ถึง 10 เท่าของเงินฝากที่ธนาคารฝากมีอยู่จริง เพราะเชื่อว่าเงินกู้เหล่านั้นจะไปสร้างความเจริญเติบโตและออกดอกออกผลให้กับทุกคนได้

เมื่อเราเชื่อว่าอนาคตจะดีกว่านี้ เราจึงลงมือทำ ออกเหงื่อออกแรง สร้างคุณค่า สร้างงานสร้างรายได้ ก็เลยเกิดความเจริญเติบโตขึ้นมาตามที่เชื่อไว้จริงๆ

แต่อนาคตเป็นสิ่งไม่แน่นอน อะไรก็เกิดขึ้นได้เสมอ หลายธุรกิจที่เคยสดใสเมื่อสองปีที่แล้วตอนนี้กลับเจ็บหนักและแทบเอาตัวไม่รอด

ถ้ามองในหน่วยย่อยลงมา หลายคนชอบมีแผนการในชีวิต ตั้งแต่การมี New Year’s Resolutions การวางแผนเกษียณ การทำ projection รายได้และเงินเก็บของเราล่วงหน้าไป 30 ปีลงในไฟล์เอ็กซ์เซล

แต่คนเรานั้นเปราะบาง หักรถผิดนิดเดียวชีวิตที่เคยหงายก็อาจกลายเป็นคว่ำได้ วางแผนไว้ 10 อย่างอาจจะมีแค่ 1 อย่างเท่านั้นที่เป็นไปตามแผน

ไม่ได้จะบอกว่าคนเราไม่ควรวางแผนและใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย แผนการนั้นควรมี แต่ต้องมี margin of safety เอาไว้บ้าง อย่าไปหวังว่าทุกอย่างจะเป็นดั่งใจ

ยิ่งถ้าเราผ่านความสำเร็จมามากเท่าไหร่ เรายิ่งมีแนวโน้มที่จะทะนงตนมากขึ้นเท่านั้นซึ่งนั่นจะยิ่งทำให้เราประมาทกว่าเดิม ทำอะไรที่เสี่ยงกว่าเดิม และมีโอกาสจะล้มดังกว่าเดิม

ในขณะที่เรากำลังวางแผนอย่างละเอียดลออ เทวดาก็กำลังเฝ้าดูและหัวร่อชอบใจ พร้อมกับพูดเปรยๆ ว่า “มันบ่แน่ดอกนาย”

วางแผนได้ไม่ว่ากัน แต่อย่าลืมแผนการสำคัญที่เรามักละเลย

นั่นคือแผนการที่บอกว่าเราควรทำอย่างไรในวันที่แผนไม่เป็นไปตามแผนครับ


* “Der mentsh trakht und Gott lakht”

ขอบคุณประกายความคิดจากหนังสือ The Psychology of Money by Morgan Housel

เด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้

นี่เป็นคำพูดของพี่โจน จันใด

ซึ่งผมคิดว่ามีความจริงอยู่ไม่น้อย

ในวัยเด็กเราก็อยากได้ของเล่นเป็นรถบังคับหรือตุ๊กตา

โตขึ้นมาเป็นวัยรุ่น เราเปลี่ยนของเล่นเป็นรถแต่งหรือตุ๊กตาหน้ารถ

พอทำงานเป็นผู้ใหญ่ของเล่นเราก็ชิ้นใหญ่ขึ้น อาจเป็นธุรกิจหรือคริปโต

พอแก่ชรา บางคนก็ถูกคัดออกจากเกม บางคนก็ยังอยู่ในเกมและเล่นกับประเทศชาติและประชาชนแทน

ตั้งแต่นอนเปลจนถึงนอนเตียงโรงพยาบาล เราโหยหาของเล่นมาโดยตลอด อะไรที่เราเรียกว่าหน้าที่หรือการงานนั้น อาจจะเป็นแค่เพียงของเล่นที่ปลอมตัวมาอย่างดีเท่านั้น

เมื่อเป็นเด็กแก่ที่ขาดของเล่นไม่ได้ เราจึงอยู่ไม่สุข จนบางทีก็ทำของเล่นพังคามือ

และบางทีเราก็พังคามือของเล่นครับ

เร็วได้แบบไม่รีบ

อ่านเจอใน Newsletter ของ James Clear ชอบมาก เลยเอามาแปลไว้ตรงนี้นะครับ

“เราสามารถทำอะไรเร็วๆ อย่างระมัดระวังได้

แต่ถ้าเรารีบเมื่อไหร่ ความระมัดระวังจะหายไปทันที

ในทางกลับกัน ถ้าเราระมัดระวังจนชักช้า นั่นแสดงว่าเราคิดเยอะเกินไป เป็นการผัดวันประกันพรุ่งอีกรูปแบบหนึ่ง

จงอย่ารีบ แต่ก็จงอย่ารอเช่นกัน”

หัวหน้า 4 ประเภท

1.หัวหน้าที่แคร์แต่ไม่ตรง

เป็นหัวหน้าที่ “ใจดีเกินไป” เห็นใจลูกน้องและไม่อยากทำให้ใครไม่สบายใจ ผลลัพธ์คือเวลาลูกน้องทำผิดหรือประพฤติไม่เหมาะสมก็ไม่กล้าฟีดแบ็คลูกน้องตรงๆ คนที่ผลงานไม่ดีจึงอยู่ต่อไปได้ คนที่ผลงานดีก็เสียกำลังใจเพราะรู้สึกว่าโดนเพื่อนร่วมงานกินแรงอยู่แต่หัวหน้าไม่ทำอะไรสักอย่าง

2. หัวหน้าที่ตรงแต่ไม่แคร์

เป็นหัวหน้า “ปากเสีย” คือแม้จะพูดในสิ่งที่คิด แต่ไม่ได้สนใจความรู้สึกของคนฟังเลย แถมยังสร้างความชอบธรรมด้วยการบอกว่าตัวเองเป็นคนตรงๆ อีกด้วย แม้ว่าฟีดแบ็คจะสอดคล้องกับความจริง น้องก็ไม่ได้เต็มใจเอาไปปรับปรุงเพราะรู้สึกว่าเป็นการด่าเพื่อความสะใจมากกว่า

3. หัวหน้าที่ไม่แคร์และไม่ตรง

เป็นหัวหน้า “ปากหวานก้นเปรี้ยว” ต่อหน้าพูดจากับน้องดี แต่เอาลูกน้องไปบ่นให้คนอื่นฟัง จึงเป็นหัวหน้าที่ขาดความจริงใจและหวังเพียงจะใช้ประโยชน์จากลูกน้องเพื่อสร้างผลงานให้ตัวเอง

4. หัวหน้าที่ตรงและแคร์

เป็นหัวหน้าประเภท “tough love” คือรักนะ แต่เมื่อผิดก็ต้องลงโทษ เมื่อทำอะไรไม่ถูกก็ต้องบอกให้ชัดเจน แม้น้องจะเจ็บที่โดนดุ แต่น้องก็รู้ว่ามันคือการติเพื่อก่อเพราะเบื้องหลังของคำที่ไม่อยากฟังนั้นมีแต่ความปรารถนาดี

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่อยากมีหัวหน้าแบบที่ 4 เพราะนั่นคือหัวหน้าที่จะทำให้เราเติบโตไปในทางที่ถูกต้อง

สำหรับคนที่เป็นหัวหน้า เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราจะเป็นคนตรงไปตรงมา แต่ก่อนจะพูดอะไรตรงๆ กับน้องอย่าลืมดูด้วยว่าน้องเค้ารู้รึยังว่าเราแคร์ เพราะถ้าเขารู้สึกว่าเราไม่ได้แคร์เขา การพูดอะไรตรงๆ ออกไปก็อาจจะไม่ได้ส่งผลอย่างที่ควรจะเป็นครับ


ขอบคุณต้นทางไอเดียจากหนังสือ Radical Candor by Kim Scott

ในวันที่เราบ่นเรื่องลูกเรียนออนไลน์

สำหรับคนเป็นพ่อแม่ หนึ่งในปัญหาหนักอกในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา คือการที่ลูกต้องเรียนออนไลน์

งานก็ต้องทำ ลูกก็ต้องดู เรียนก็ไม่ค่อยได้เรื่องได้ราวเท่าไหร่ แถมค่าเทอมยังแทบไม่ลดอีกต่างหาก

ผมกับพ่ออยู่บ้านคนละหลัง แต่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน เมื่อวันก่อนผมวิ่งรอบหมู่บ้านเสร็จก็เจอพ่อกำลังเดินออกกำลังกายอยู่พอดี พ่อเลยชวนเดินไปคุยไป

พ่อเล่าให้ฟังว่าเพิ่งได้มีโอกาสพูดคุยกับข้าราชการท่านหนึ่งในกระทรวงมหาดไทย เขาเล่าให้ฟังว่าผู้ใหญ่ในบ้านเมืองท่านหนึ่งได้ปรารภไว้ว่าเป็นห่วงเกี่ยวเด็กในต่างจังหวัดอยู่สองเรื่องและฝากฝังให้เขาช่วยคิดแก้ไข

หนึ่งคือการฉีดวัคซีนยังไปไม่ทั่วถึง หลายครอบครัวยังไม่ได้ฉีดแม้แต่เข็มแรกด้วยซ้ำ

สองคือเด็กเหล่านี้ไม่มีโอกาสเรียนออนไลน์เลย พ่อแม่ต้องออกไปทำมาหากิน แถมที่บ้านก็ไม่มีคอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ต ถ้าสถานการณ์เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆ เด็กกลุ่มนี้จะเสียเปรียบมาก

ผมฟังไปก็สะท้อนใจว่าปัญหาลูกเรียนออนไลน์ของเรานี่มันจิ๊บจ๊อยเหมือนกัน เป็นปัญหาที่เกิดจากการที่เรามีโอกาสดีกว่าคนอื่นตั้งมากมาย

ด้วยหน้าที่ในงาน ทำให้ผมติดตามสถานการณ์เรื่องโควิดค่อนข้างใกล้ชิด นับตั้งแต่ต้นเดือนกันยายนจนถึงบัดนี้ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดในกรุงเทพลดลง 3 เท่าจากวันละ 3700 คนเหลือประมาณ 1200 คน และผู้เสียชีวิตลดลง 6 เท่าจาก 120 เหลือ 20 คน

ถ้าไม่มีอะไรเซอร์ไพรส์ เดือนพฤศจิกายนสถานการณ์ในกรุงเทพน่าจะดีขึ้นพอที่จะทำให้พ่อแม่ชาวกรุงส่วนหนึ่งกล้าส่งลูกกลับไปเรียนที่โรงเรียน

แต่ประเทศไทยไม่ใช่กรุงเทพ ยังมีอีกหลายจังหวัดที่ไม่อาจเข้าถึงทรัพยากรได้เท่าเรา

เมื่อเราตระหนักว่าเรายังโชคดีกว่าผู้คนอีกมาก เราก็จะมีกำลังใจที่จะรับมือกับปัญหาที่เราเผชิญอยู่ครับ

นิทานอวยพร

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีมหาเศรษฐีผู้หนึ่งนิมนต์พระอาจารย์เซนเซียนหยามาที่บ้าน ทั้งยังขอให้เขียนคำอวยพรเพื่อเป็นสิริมงคลส่งให้คนในวงศ์ตระกูลร่ำรวยเงินทอง เจริญรุ่งเรืองจากรุ่นสู่รุ่น ไม่มีวันอับจน

อาจารย์เซนเซียนหยารับปาก พลางกางแผ่นกระดาษออก จรดพู่กันเขียนลงไปเพียง 3 คำว่า “บิดาตาย บุตรตาย หลานตาย”

เมื่อมหาเศรษฐีอ่านข้อความทั้งหมด ก็บันดาลโทสะเป็นอันมาก กล่าวตำหนิอาจารย์เซนว่า “ข้าเพียงให้ท่านมาเขียนคำอวยพรเพื่อให้เป็นสิริมงคลกับครอบครัวของข้า เหตุใดท่านจึงต้องล้อเล่นรุนแรงเช่นนี้ด้วย?”

“มิได้ล้อเล่น” อาจารย์เซียนหยากล่าวชี้แจง พลางอธิบายว่า “ความตายเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องพบเจอ สมมติว่าลูกชายของท่านสิ้นชีวิตก่อนหน้าท่าน ท่านย่อมต้องทุกข์ทรมานยิ่งนัก และถ้าหากหลานชายของท่านเสียชีวิตก่อนบิดาของเขา ทั้งท่านและบุตรชายของท่านย่อมต้องยิ่งทุกข์ทรมานมากขึ้นอีกเท่าทวี แต่หากว่าครอบครัวของท่านล้วนสิ้นอายุขัยไปตามธรรมชาติ จากรุ่นสู่รุ่นตามลำดับตามที่ข้าได้เขียนเอาไว้ ในความคิดของข้าจึงค่อยถือเป็นความสุขความเจริญ เป็นสิริมงคลต่อครอบครัว”


ขอบคุณนิทานจากเพจนิทานเซน: คำอวยพรที่ดีที่สุด

เป้าหมายคือมีเรื่องเสียดายให้น้อยที่สุด

“When I’m eighty, I want to have minimized the number of regrets that I have in my life.”
-Jeff Bezos, founder of Amazon

คำที่เราได้ยินกันมานาน คือเราจะเสียใจกับเรื่องที่ไม่ได้ทำ มากกว่าเสียใจกับเรื่องที่ได้ทำลงไป

ตอนวัยรุ่นเรามีความฝันมากมาย แต่พอโตขึ้นเราก็ค่อยๆ โยนความฝันทิ้งไปตามทาง หรือไม่อย่างนั้นก็เก็บเอาไว้ในส่วนลึกสุดของลิ้นชักความทรงจำ

ด้วยภาระหน้าที่ที่เพิ่มขึ้น ด้วย distractions ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดึงเวลาเราไป สิ่งที่เราเคยฝันไว้เลยยิ่งแทบไม่มีโอกาสโงหัว

ยิ่งถ้าเราเป็นคนขี้กลัว เราก็จะคิดหาเหตุผลต่างๆ นานาว่าทำไมเราทำอันนี้ไม่ได้ ทำอันนั้นไม่ได้ ต้องรอให้พร้อมกว่านี้ มีเวลามากกว่านี้

แต่ที่จริงแล้วสิ่งต่างๆ ที่เราเห็นอยู่รอบตัวล้วนเกิดจากน้ำมือของคนที่ “ไม่พร้อม” ทั้งนั้น

ไม่พร้อมทั้งด้านเวลา เงินทุน ความรู้ พร้อมแค่อย่างเดียวคือใจที่จะลงมือและเรียนรู้

ชีวิตเกิดมาแค่หนเดียว หรืออย่างน้อยเราก็เกิดเป็นเราคนนี้แค่ครั้งเดียว จบจากก็เอาอะไรไปไม่ได้ และชื่อของเราก็จะลบหายไปอยู่ดี

เป้าหมายที่เราควรมีจึงอาจไม่ใช่การบรรลุหรือเอาชนะอะไร

เป้าหมายคือการได้ลองทำในสิ่งที่อยากทำในวันที่ยังมีกำลังและเวลา

เพื่อที่วันหนึ่งเมื่อเรามองย้อนกลับมา จะได้ไม่มีอะไรให้เสียดายครับ

วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปี

“To prioritize the day, think about the decade:
If I want to be on track to achieve X in 10 years, what do I need to do today?”

-James Clear

ก่อนที่มนุษย์เราจะเริ่มทำไร่ไถนาเมื่อประมาณ 12,000 ปีก่อน เราใช้ชีวิตอยู่หลายแสนปีกับการหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผล

วิถีของ hunter-gatherer นั้นไม่ต่างจากสัตว์พันธุ์อื่นๆ บนพื้นพิภพ คือใช้ชีวิตแบบวันต่อวัน เช้าตื่นมาก็ต้องวิ่งให้เร็วกว่าเหยื่อ และต้องวิ่งให้เร็วกว่าสัตว์อื่นที่จะมาล่าเราด้วย เมื่อได้อาหารมาก็กิน พลบค่ำก็นอน ตื่นมาพรุ่งนี้ก็วนหลูปใหม่ เป็นอย่างนี้ตั้งแต่เกิดจนตาย

เราจึงคุ้นชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมานานแสนนาน

จนกระทั่งเมื่อ 12,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคปฏิวัติเกษตรกรรม (Agricultural Revolution) เราจึงเริ่มทำไร่ไถนา เริ่มทำปศุสัตว์ เริ่มมีการลงหลักปักฐาน เริ่มมี “สมบัติ” ที่ต้องดูแลซึ่งก็คือผลิตผลและปศุสัตว์ที่ลงทุนลงแรงเอาไว้ เมื่อมีความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ จึงเริ่มคิดถึงอนาคตมากขึ้น เริ่มวางแผนล่วงหน้า

แม้ว่าเราจะรู้จักการวางแผนล่วงหน้ามาเป็นหมื่นปีแล้ว แต่ DNA ลึกๆ ในตัวเราก็ยังเคยชินกับการใช้ชีวิตแบบวันต่อวันมากกว่า

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่กิจกรรมที่เราเลือกทำแต่ละวันนั้นเราไม่ได้คิดถึงอนาคตอะไรมากนัก เอาแค่ทำงานของวันนี้หรือสัปดาห์นี้ให้เสร็จก็เต็มกลืนแล้ว เมื่อมีเวลาเหลือก็นำไปใช้สำหรับการพักผ่อนหย่อนใจหลังจากต้องเผชิญกับสิ่งที่ดูดพลังชีวิตมาทั้งวัน

ที่เจมส์ เคลียร์แนะนำว่าให้คิดล่วงหน้าไป 10 ปีว่าเราอยากจะไปถึงจุดไหน เราอยากจะมีสุขภาพทางร่างกาย จิตใจ และการเงินเป็นอย่างไร แล้วนำตรงนั้นมาเป็นเกณฑ์การตัดสินใจว่าวันนี้เราจะเลือกทำอะไรบ้าง จึงเป็นเรื่องที่ขัดกับตัวตนของมนุษย์ และชีวิตคนบางคนก็ไม่อาจเลือกได้ขนาดนั้น

แต่อย่างน้อยที่สุด-อย่างน้อยที่สุด ใน 17 ชั่วโมงที่เราตื่นนอน ถ้าเราสามารถกันเวลาไว้สัก 1 ชั่วโมงเพื่อทำสิ่งที่จะพาเราไปสู่ภาพที่เราวาดไว้ใน 10 ปีข้างหน้า มันก็น่าจะยังอยู่ในวิสัยที่เราพอจะทำได้

วันละ 1 ชั่วโมง เดือนหนึ่งเราจะมีเวลาถึง 30 ชั่วโมงที่จะทำในสิ่งที่มีคุณค่าระยะยาวกับเรา ซึ่งมากเกินพอที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดี

สำคัญคือเราต้องไม่ใจร้อน อย่าไปเล็งผลเลิศว่าจะต้องเห็นผลภายในเมื่อนั้นเมื่อนี้ เราทำได้เพียงสร้างเหตุ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรนั้นขึ้นอยู่กับหลากหลายปัจจัย

วันนี้จะทำอะไร ให้คิดไปอีกสิบปีครับ

ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง

วันก่อนผมไปเจอโพสต์ที่เป็นแก๊กตลกสามเฟรม

ภาพแรกเป็นภาพเครื่องบินรันเวย์พร้อมคำโปรยว่า “My email is well written, reviewed, and ready to be sent”

ภาพที่สองเป็นภาพเครื่องบินกำลังทะยานอยู่บนฟากฟ้าพร้อมประโยค “My email is sent”

และภาพสุดท้ายคือภาพบันไดเหล็กที่เอาไว้ลำเลียงผู้โดยสารเข้าตัวเครื่องบิน บนบันไดเต็มไปด้วยผู้โดยสาร พร้อมคำว่า “Attached file”

สำหรับคนทำงานออฟฟิศ หนึ่งในโมเมนต์ที่เราต้องเจอสักครั้งในชีวิตก็คือการส่งเมลโดยลืมแนบไฟล์ไปด้วย ต้อง reply all เมลเดิมและ attach ไฟล์ไปให้แบบเขินๆ

เมื่อต้องเจอปัญหานี้หลายครั้ง หลังๆ เวลาผมเขียนเมลผมเลยมักจะเรียงลำดับแบบนี้

  1. Subject
  2. Attachment
  3. Content
  4. Recipients

เพราะสิ่งที่เรามักหลงลืมคือการเขียน Subject (ทำให้บางทีก็ส่งเมล subject เปล่า) หรือไม่ก็ลืมแนบไฟล์ (หรือแนบไฟล์ผิด) ดังนั้นควรจะเอาขึ้นมาทำก่อนเป็นสองข้อแรก

ส่วนข้อ 3 & 4 นั้น ยังไงเราก็ไม่ลืมอยู่แล้ว เราจึงควรเขียนเนื้อหาก่อน แล้วเก็บรายชื่อคนที่เราจะส่งไว้เป็นเรื่องสุดท้าย

เหตุผลที่เราควรเก็บรายชื่อผู้รับไว้เป็นอย่างสุดท้าย เพื่อป้องกันการ “มือลั่น” ไปกดโดนปุ่มส่งโดยไม่ตั้งใจ (เช่นจะใช้ shortcut ทำอะไรบางอย่างแล้วเผลอกดส่งเฉยเลย) เราจึงไม่ควรจะพิมพ์รายชื่อใดๆ จนกว่าเราจะตรวจทานจนมั่นใจแล้วว่าเรามีข้อ 1-3 ครบแล้วครับ

ลองนำไปปรับใช้ดูนะครับ


ป.ล.แม้ผมจะจั่วหัวว่า “ลำดับการเขียนอีเมลที่ถูกต้อง” แต่จริงๆ แล้วคำตอบที่ถูกไม่ได้มีเพียงคำตอบเดียว นี่เป็นเพียงหนึ่งในวิธีที่อาจช่วยลดความผิดพลาดในการส่งอีเมลเท่านั้นเอง

ป.ล.2 ในความเป็นจริง เราอาจต้องเขียนเนื้อหาก่อนประมาณหนึ่งถึงจะนึกได้ว่าต้อง attach ไฟล์อะไรบ้าง ดังนั้น 2 & 3 จึงทำไปพร้อมๆ กัน แต่ผมก็ยังยืนยันว่าเราควรใส่ชื่อ recipients เป็นลำดับสุดท้ายเสมอครับ