ใบหน้าที่คุณคู่ควร

20170509_face

“At 50, everyone has the face he deserves.”

“ตอนอายุ 50 ทุกคนจะมีใบหน้าที่เขาสมควรได้รับ”

—–

คนที่ไม่ได้เกิดมาหน้าตาดี น่าจะต้องเคยมีความรู้สึกว่าโลกนี้มันไม่แฟร์

เพราะคนที่หน้าตาสวยหล่อมักจะได้อะไรมาง่ายกว่าคนหน้าตาธรรมดาเสมอ

ตอนเป็นเด็กผู้ใหญ่ก็เอ็นดู พอเป็นวัยรุ่นก็มีแต่คนตามจีบ เรียนจบแล้วก็มีโอกาสหางานได้ง่ายกว่า เพราะยังไงคนเราก็ยังมักตัดสินคนจากหน้าตา

แต่ความได้เปรียบนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ ในวันที่อายุมากขึ้น

ถ้าคุณหน้าตาดีแต่ใช้ชีวิตอย่างประมาท กินเหล้า สูบบุหรี่ นอนดึก ทานแต่อาหารขยะ ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าเมื่อแก่ตัวไป คุณจะดูแย่ยิ่งกว่าเพื่อนหน้าตาธรรมดาที่ดูแลตัวเอง

ใบหน้าในวัยหนุ่มสาว คือใบหน้าที่เราได้มาจากพันธุกรรมของพ่อแม่

แต่ใบหน้าในวัยกลางคน คือใบหน้าที่เราได้มาจากพฤติกรรมของตัวเองครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 20 – อวสาน Sapiens

20170508_sapiens20

ในสมัยก่อน คนที่เชื่อมั่นในศาสนาที่นับถือพระเจ้าองค์เดียวจะเชื่อว่ามนุษย์และสรรพสัตว์ทั้งหลายถูกพระเจ้าสร้างขึ้นมา และเรียกกระบวนการนี้ว่า Intelligent Design หรือการออกแบบอย่างชาญฉลาด

แต่หลังจากการปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์ คนส่วนใหญ่หันมาเชื่อในทฤษฎีของ Charles Darwin ที่สันนิษฐานว่านับตั้งแต่สิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวได้ถือกำเนิดขึ้นในท้องทะเลของโลกเมื่อ 4 พันล้านปีที่แล้ว กระบวนการ Natural Selection หรือ “การคัดสรรโดยธรรมชาติ” คือแรงผลักดันให้สิ่งมีชีวิตตัวนั้นค่อยๆ พัฒนาและขยายเผ่าพันธุ์จนกลายมาเป็นพืชพรรณ สรรพสัตว์ และมนุษย์ที่มีองค์ประกอบซับซ้อนอย่างทุกวันนี้

คนที่เชื่อเรื่อง Natural Selection จะมองว่าการที่ยีราฟคอยาวไม่ใช่เพราะประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า แต่เป็นเพราะว่ายีราฟที่คอยาวจะกินอาหารได้มากกว่าและออกลูกได้มากกว่ายีราฟที่คอสั้น ดังนั้นยีราฟที่คอยาวจึงมีอัตราการรอดชีวิตที่สูงกว่าและสืบพันธุ์มาจนถึงทุกวันนี้

เป็นเวลาถึง 4 พันล้านปีที่สิ่งมีชีวิตทุกผู้ทุกนามตกอยู่ใต้กระบวนการ Natural Selection

แต่ในอีกไม่กี่ปีต่อจากนี้ กระบวนการ Intelligent Design จะกลับมาอินเทรนด์อีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่คราวนี้ “ผู้ออกแบบ” จะไม่ใช่พระเจ้าของศาสนาใด แต่เป็นชาว Homo Sapiens นี่เอง

—– กระต่ายเรืองแสง —–
ในปี 2000 ศิลปินชาวบราซิลเลียนนาม Eduardo Kac ได้ว่าจ้างนักวิทยาศาสตร์ในฝรั่งเศสให้ช่วยเอายีนในแมงกะพรุนเรืองแสงสีเขียวมาฉีดใส่ตัวอ่อนกระต่าย ซึ่งพอกระต่ายตัวนี้เกิดมามันก็กลายเป็นกระต่ายที่เรืองแสงสีเขียวในที่มืดได้ กระต่ายตัวนี้มีชื่อว่า Alba*

Alba ไม่ได้เกิดจาก Natural Selection แน่ๆ เพราะไม่เคยมีบรรพบุรุษกระต่ายตัวไหนที่เรืองแสงได้ มันจึงอาจเป็นสิ่งมีชีวิตตัวแรกที่เกิดจาก Intelligent Design และเป็นเหมือนหมุดหมายสำคัญที่เปิดศักราชใหม่แห่งวิวัฒนาการที่ไม่ได้ตกอยู่ใต้กฎ Natural Selection อีกต่อไป

ณ ปี 2014 ที่ผู้เขียนเขียนหนังสือเรื่อง Sapiens ขึ้นมานี้ Intelligent Design มีอยู่สามวิธี ได้แก่วิศวกรรมทางชีววิทยา (biological engineering) วิศวกรรมไซบอร์ก (cyborg engineering) และการสร้างสิ่งมีชีวิตอนินทรีย์ (inorganic life)

—– แมมมอธจะกลับมา —–
ในปี 1996 นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการปลูกกระดูกอ่อนของวัวลงบนหลังของหนู และหน้าตาของมันก็คล้ายหูมนุษย์เลย โดยนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความรู้นี้จะทำให้เราสามารถสร้างอวัยวะเทียมเพื่อนำมาใช้ในคนได้

นักวิทยาศาสตร์ยังสามารถตัดต่อพันธุกรรม (genetic engineering) ได้อีกด้วย แต่เนื่องจากเป็นประเด็นที่อ่อนไหว งานวิจัยด้านนี้จึงถูกจำกัดเฉพาะสิ่งมีชีวิตเล็กๆ อย่างไส้เดือนหรือหนูทดลองเท่านั้น โดยนักพันธุศาสตร์ได้ค้นพบวิธีการตัดต่อยีนที่ทำให้ไส้เดือนประเภทหนึ่งมีอายุยืนยาวขึ้น 6 เท่า ทำให้หนูบางตัวกลายเป็นหนูอัจริยะที่มีความจำเป็นเลิศ และทำให้หนูนาซึ่งปกติมีพฤติกรรมสำส่อนให้กลายเป็นสัตว์ผัวเดียวเมียเดียวได้

นอกจากนี้ นักพันธุกรรมยังกำลังทำสิ่งที่เราเคยเห็นในหนัง Jurassic Park อีกด้วย ไม่ใช่การคืนชีพให้ไดโนเสาร์นะครับ แต่เป็นการคืนชีพให้แมมมอธ เพราะมีการขุดพบศพของแมมมอธที่ถูกแช่แข็งไว้ในไซบีเรียและนักวิทยาศาสตร์ก็กำลังทำการถอดรหัส DNA ของแมมมอธ จากนั้นก็จะนำมันไปให้ช้างอุ้มท้อง ซึ่งถ้าทำสำเร็จเราก็จะมีแมมมอธตัวแรกในรอบ 5,000 ปี

ยังไม่พอ ศาสตราจารย์ George Church แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ยังบอกอีกว่า เราน่าจะชุบชีวิตให้มนุษย์นีแอนเดอร์ธาลได้ (Neanderthal) เพราะนักพันธุกรรมได้ถอดรหัส DNA ของนีแอนเดอธาลเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าใครพร้อมที่จะสนับสนุนเงินทุน 30 ล้านดอลลาร์ เขาก็พร้อมที่จะทำภารกิจนี้และเชื่อว่าน่าจะมีอาสาสมัครรับอุ้มบุญให้กับนีแอนเดอธาลคนแรกในรอบ 30,000 ปีด้วย

แต่ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ทำไมไม่ออกแบบมนุษย์ให้ดีกว่าเดิมด้วยซะเลย? เพราะการถอดรหัส DNA ของมนุษย์นั้นไม่ได้ยากไปกว่าการถอดรหัสหนูเท่าไหร่ (จำนวน DNA ของมนุษย์มีมากกว่าหนูแค่ 13%) ถ้าเราสามารถออกแบบหนูอัจฉริยะและหนูนาที่รักเดียวใจเดียวได้ ทำไมเราไม่ทำให้มนุษย์มีคุณสมบัติเหล่านั้นบ้าง?

แต่เนื่องจากวิศวพันธุกรรมกับมนุษย์นั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและถูกต่อต้านสูงมาก การศึกษาวิจัยในมนุษย์จึงเป็นไปอย่างช้าๆ แต่สุดท้ายแล้วจะมีใครหยุดมันได้จริงหรือ? สมมติว่ามีนักวิทยาศาสตร์คนหนึ่งคิดค้นวิธีรักษาโรคอัลไซเมอร์ได้ และวิธีการเดียวกันนี้ยังสามารถทำให้คนธรรมดามีความจำเป็นเลิศได้ จะมีเหตุผลอะไรที่จะห้ามไม่ให้นำความรู้นี้ไปประยุกต์ใช้กับคนธรรมดา?

—– มนุษย์ไซบอร์ก —–
นิยามของไซบอร์กคือสิ่งมีชีวิตที่มีทั้งส่วนผสมของอินทรีย์และอนินทรีย์ (organic & inorganic parts) จริงๆ แล้วพวกเราตอนนี้ก็มีสิ่งที่เป็นอนินทรีย์อยู่บนร่างกายอยู่แล้ว เช่นแว่นตาหรือมือถือ แต่ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีกำลังจะทำให้มนุษย์กลายเป็นไซบอร์กเต็มรูปแบบเพราะเครื่องมือเหล่านี้จะถูกฝังอยู่เป็นเนื้อเดียวกับร่างกายเราเลย

ยกตัวอย่างบริษัท Retina Implant ในเยอรมันที่สามารถทำให้คนตาบอด “มองเห็น” ได้ด้วยการฝังชิปลงในตาของผู้พิการ เมื่อชิปได้รับภาพมันจะส่งสัญญาณไฟฟ้าไปกระตุ้นเซลล์ประสาทที่เชื่อมไปยังสมองอีกทีหนึ่ง โดยในปัจจุบันเทคโนโลยีตัวนี้ทำให้คนตาบอดสามารถหันหน้าถูกทิศ อ่านตัวหนังสือได้ และยังแยกแยะใบหน้าคนได้อีกด้วย

นาย Jesse Sullivan ที่สูญเสียแขนไปทั้งสองข้างจากอุบัติเหตุ ได้รับการผ่าตัดฝังแขน bionic (ชีวประดิษฐศาสตร์) ที่เขาสามารถควบคุมได้ด้วยความคิดไม่ต่างอะไรกับคนที่มีแขนปกติ และแม้แขนกลเหล่านี้จะยังไม่สามารถเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระเหมือนแขนมนุษย์ แต่ข้อดีก็คือมันสามารถถูกสร้างให้แข็งแรงกว่าแขนมนุษย์ได้หลายเท่า

นักวิจัยกำลังศึกษาการทำงานของสมองเพื่อช่วยผู้ป่วยโรค Locked-in syndrome ที่ไม่สามารถขยับอะไรได้เลยนอกจากการกะพริบตา โดยนักวิจัยได้ฝังเครื่องรับสัญญาณไว้ที่หัวสมองเพื่อพยายามจะเปลี่ยนสัญญาณเหล่านี้เป็นคำพูด ซึ่งถ้าทำได้สำเร็จก็จะทำให้คนป่วยด้วยโรคนี้สามารถพูอคุยกับโลกภายนอกได้ และเราอาจใช้เทคโนโลยีนี้ในการอ่านความคิดคนได้อีกด้วย

แต่โปรเจ็คที่น่าสนใจที่สุดคือการเชื่อมสมองเข้ากับคอมพิวเตอร์เพื่อให้มันพูดคุยกันได้โดยตรง จะเกิดอะไรขึ้นหากมนุษย์เชื่อมสมองเข้ากับอินเตอร์เน็ตหรือเชื่อมสมองของตนเองเข้ากับสมองของคนอื่นๆ? ถ้าเราสามารถเข้าถึงความคิดและความทรงจำของคนทั่วโลกได้ราวกับมันเป็นความคิดและความทรงจำของเราเอง จะเกิดอะไรขึ้นกับตัวตนและเพศสภาพของเรา? เราจะมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไร? ไซบอร์กที่อยู่ในสภาพนี้คงไม่สามารถเรียกว่ามนุษย์ได้อีกแล้ว แต่เป็นสิ่งมีชีวิตอีกรูปแบบหนึ่งที่แตกต่างจากเราโดยสิ้นเชิง

—– ชีวิตไร้ขอบเขต —–
อีกความเป็นไปได้หนึ่งในการออกแบบชีวิตคือชีวิตที่เป็นอนินทรีย์ล้วนๆ (completely inorganic life) จะเกิดอะไรขึ้นถ้าเราสามารถดาวน์โหลดทุกอย่างในหัวสมองมนุษย์ลงคอมพิวเตอร์ได้ และคอมพิวเตอร์เครื่องนั้นสามารถคิดและพูดได้เหมือนเราทุกอย่าง?

และจะเกิดอะไรขึ้นถ้านักวิทยาศาสตร์สามารถเขียนโค้ดที่ทำให้คอมพิวเตอร์มีความคิดเป็นของตัวเอง มีตัวมีตน และมีความทรงจำของตัวเองได้? The Human Brain Project คือโครงการที่ถูกตั้งขึ้นเมื่อปี 2005 โดยมีเป้าหมายที่จะสร้างคอมพิวเตอร์ที่ทำงานเหมือนสมองมนุษย์ ซึ่งถ้าโครงการนี้สำเร็จ “ชีวิต” ที่เคยถูกจำกัดอยู่แต่ในร่างอินทรีย์ (organic body) อยู่ 4 พันล้านปีจะถูกปลดปล่อยสู่โลก inorganic อันกว้างใหญ่และแปรสภาพไปอยู่ในรูปแบบที่ยากเกินจะหยั่งถึง

—- Singularity ครั้งใหม่ —–
การถอดรหัส DNA มนุษย์ครั้งแรกในประวัติศาสตร์นั้นต้องใช้เงินถึง 3 พันล้านดอลลาร์และใช้เวลาถึง 15 ปี แต่ตอนนี้เราสามารถถอดรหัส DNA ของเราเองด้วยการจ่ายเงินแค่ไม่กี่ร้อยดอลลาร์และใช้เวลาเพียง 2 สัปดาห์

จากนี้ไปการรักษาโรคจึงจะมีความจำเพาะเจาะจงกับตัวคนไข้มากขึ้นเรื่อยๆ คุณหมออาจจะอ่านรหัส DNA แล้วบอกได้เลยว่าคุณมีความเสี่ยงเป็นมะเร็งตับ แต่ไม่มีความเสี่ยงเรื่องโรคหัวใจ หรือยาตัวนี้อาจจะทำให้คนส่วนใหญ่ตายได้แต่มันเข้ากับร่างกายของคุณพอดี

แต่เราจะโดนบริษัทประกันขอให้เราส่ง DNA ให้เขาตรวจสอบก่อนคิดเบี้ยประกันรึเปล่า? และบริษัทที่เราสมัครงานจะขอดู DNA ของเราก่อนตัดสินใจรับเราเข้าทำงานหรือไม่?

ปัญหาเหล่านี้จะดูเล็กไปทันทีเมื่อเทียบกับโปรเจ็ค Gilgamesh ที่ต้องการนำความหนุ่มสาวนิรันดร์มาสู่มนุษย์ รวมถึงการสร้างยอดมนุษย์หรือ superhuman ที่ฉลาดกว่าและแข็งแรงกว่ามนุษย์ธรรมดาหลายเท่า

ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมามนุษย์เรียกร้องสังคมที่เท่าเทียมกันมาโดยตลอด ซึ่งดูเหมือนเราจะทำได้ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ตอนนี้เราอาจกำลังก้าวสู่สังคมที่เหลื่อมล้ำมากกว่ายุคใดๆ ที่ผ่านมา

สมัยก่อนคนรวยมักจะหลอกตัวเองว่าทายาทของตนนั้นเลอเลิศกว่าทายาทของคนจน ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วลูกของชาวนานั้นก็มีโอกาสที่จะฉลาดได้เท่ากับลูกของพระราชา แต่ในอนาตตอันใกล้นี้ คนรวยที่เข้าถึงเทคโนโลยีจะสามารถให้กำเนิดเด็กที่ฉลาดกว่า หน้าตาดีกว่า และแข็งแรงกว่าอย่างที่ลูกชาวนาไม่มีทางเทียบติด

นี่ไม่ใช่นิยายวิทยาศาสตร์ นิยายวิทยาศาสตร์ที่เราเคยอ่านจะเป็นภาพของมนุษย์ที่มีรูปร่าง หน้าตา ความคิดเหมือนเรานี่แหละ เพียงแต่มีเครื่องไม้เครื่องมือเท่ๆ เช่นยานอวกาศความเร็วแสงหรือปืนเลเซอร์

แต่โลกอนาคตที่เรากำลังมุ่งไปจริงๆ นั้นคือโลกที่เหล่า Homo Sapiens จะถูกดัดแปลงจนไม่อาจเรียกว่าเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป เพราะพวกเขาจะเป็นไซบอร์กที่ไม่แก่ ไม่มีเพศ ไม่ลืม ไม่โกรธและไม่เศร้า แต่จะมีอารมณ์และความรู้สึกที่มนุษย์อย่างเราๆ ไม่อาจจินตนาการถึงได้

นักฟิสิกส์เรียก Big Bang ที่เป็นจุดกำเนิดจักรวาลว่า Singularity หรือเอกภาวะ มันเป็นจุดที่กฎต่างๆ ในธรรมชาติยังไม่ปรากฎซึ่งรวมถึงเวลาด้วย การถามว่า “ก่อน” จะมี Big Bang นั้นมีอะไรจึงเป็นคำถามที่ไร้ความหมาย

มนุษยชาติอาจกำลังมุ่งสู่ Singularity ครั้งใหม่ ณ จุดที่สมองและตัวตนของมนุษย์ทุกคนเชื่อมต่อกันเป็นหนึ่งเดียว คอนเซ็ปต์ต่างๆ ที่เราใช้อธิบายสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น “ตัวผม” หรือ “ตัวคุณ” “ผู้หญิง” หรือ “ผู้ชาย” “รัก” หรือ “เกลียด” จะไม่มีความหมายอีกต่อไป

—– เมื่อมนุษย์กลายเป็นพระเจ้า —–
เมื่อ 70,000 ปีที่แล้ว Homo Sapiens เป็นเพียงเผ่าพันธุ์เล็กๆ เผ่าพันธุ์หนึ่งที่อยู่ไปวันๆ ในทวีปแอฟริกา

แต่หลังจากนั้นเพียงไม่นาน เผ่าพันธุ์นี้ก็ได้ก้าวขึ้นมาเป็นสิ่งมีชีวิตที่ครองโลก

เราสร้างเมือง สร้างอาณาจักรและทำการค้าขายไปทั่วโลก แต่เราได้ทำให้โลกใบนี้ดีขึ้นหรือเปล่า?

ความเป็นอยู่ของมนุษย์อาจดีกว่าแต่ก่อนก็จริง เพราะการอดตายและสงครามลดลง และโรคภัยหลายหลากก็มีหนทางรักษา แต่สัตว์จำนวนมหาศาลยังถูกเบียดเบียนและถูกทารุณอย่างที่บรรพบุรุษของมันไม่เคยเจอมาก่อน

ที่สำคัญ แม้ว่าเราจะมีความสามารถมากกว่าเดิมหลายเท่า แต่เราก็ไม่แน่ใจว่าเราต้องการอะไรกันแน่

เรามีพลังและอำนาจมากกว่ายุคใดแต่เราก็ไม่รู้ว่าจะเอาพลังนั้นไปทำอะไร

เราได้สถาปนาตัวเองเป็นพระเจ้าที่ไม่ต้องเกรงใจใครหรือเคารพอะไรเลย

เราจึงเบียดเบียนสรรพสัตว์เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งความสำราญและความสะดวกสบายแต่เราก็ไม่เคยพอใจจริงๆ เสียที

จะมีสิ่งใดที่อันตรายไปกว่าพระเจ้าขี้หงุดหงิดที่ไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร?

<<<<< จบบริบูรณ์ >>>>>


ขอบคุณที่ติดตามซีรี่ส์ Sapiens มาโดยตลอดนะครับ

คิดว่าคุณผู้อ่านน่าจะอยากอ่านสรุปหนังสือเล่มถัดไปจากผู้เขียนคนเดียวกัน – Homo Deus ซึ่งว่าด้วยอนาคตต่อจากนี้ แต่ผมคงต้องขอเวลาอีกซักอย่างน้อยหนึ่งเดือนเพื่ออ่านให้จบและพักผ่อนร่างกายหลังจากใช้พลังและเวลามากมายไปกับการเขียนสรุป Sapiens 20 ตอนครับ

ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน
Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย
Sapiens ตอนที่ 19 – สุขสมบ่มิสม

ฟังเพศแม่ให้มากขึ้น

20170506_norespect

[ถาม] เพศชายเป็นสิ่งมีชีวิตที่อันตรายขนาดนั้นเลยเหรอ
[ตอบ] แน่นอน ไม่มีอะไรในโลกนี้ที่จะอันตรายไปกว่าผู้ชายที่ไม่มีอะไรจะเสีย ผู้ชายที่มีแต่ความบ้าคลั่ง ไร้มนุษยธรรม ไร้หลักการ ไม่มีสิ่งไหนจะเป็นภัยต่อมนุษย์เท่ากับสิ่งนี้แล้ว แม้แต่เสือ กระทิง แรด ก็สู้ไม่ได้ โดยเฉพาะในวัย 17-30 ปี คือช่วงเวลาที่โหดร้ายที่สุดสำหรับผู้ชาย เป็นช่วงวัยที่เราสามารถทำอะไรก็ได้ เผาป่า ระเบิดภูเขา ฆ่าคนได้นับล้าน

[ถาม] คุณมีช่วงเวลาที่อันตรายแบบนั้นด้วยเหรอ
[ตอบ] ก็ต้องมี แต่โชคดีที่ผมมีแม่ซึ่งเป็นคนที่ส่งอิทธิพลสูงสุดในชีวิต แล้วในวัยเด็กของผมเต็มไปด้วยผู้หญิงที่ทรงพลัง น่าเคารพนับถือ ผมเติบโตมาในโลกที่มีผู้หญิงเยอะกว่า ดังนั้น ผมอาจจะบางเบาลง ไม่ได้โหดเหี้ยมเท่ากับคนที่ถูกเลี้ยงดูมาแบบทิ้งๆ ขว้างๆ ผมฝึกหัดที่จะนำความโหดร้ายและอารมณ์ร้อนๆ ที่อยากจะแสดงออกเข้าไปใส่ไว้ในดนตรี ไปแสดงออกในผลงานเพลง ถือว่าเป็นการทำงาน เป็นแหล่งระบายพลังบางอย่าง ความตื่นเต้นความกระตือรือร้น ความดี ความเลว และทุกอย่างที่ผสมๆ กันอยู่ออกไปสู่ภายนอก ผมก็มีศัตรูให้ต่อต้าน มีเป้าหมาย และเป้าต่างๆ ที่ผมอยากจะไปเล่นงานมัน แต่ผมทำได้โดยไม่ใช้ความรุนแรง อย่างว่าแหละ การถูกเลี้ยงด้วยผู้หญิงเป็นหลัก ผมจึงไม่สามารถใช้ชีวิตกับผู้หญิงแบบทิ้งๆ ขว้างๆ อย่างที่เห็นกันทั่วไปในสังคมทุกวันนี้ได้ ทั้งๆ ที่ชีวิตในสังคมวงการบันเทิงมันเอื้ออำนวยโอกาสที่คุณจะทำอะไรตามอำเภอใจตัวเอง โดยเฉพาะในเมืองไทยเรา เรื่องพวกนั้นยังถือว่ามีอยู่ตลอด แต่ผมรู้สึกว่าเราทำไม่ได้ เพราะเรามีอะไรจะสูญเสีย

[ถาม] ผู้หญิงมีความสำคัญต่อชีวิตของผู้ชายอย่างไร
[ตอบ] คือสิ่งสำคัญที่สุดเลยครับ เพราะว่าถ้าไม่มีผู้หญิง ผมคิดว่ามาตรฐานในชีวิตของตัวเราเองจะลดต่ำลงมาก มาตรฐานที่มีให้กับตัวเอง ความพอใจในตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีผู้ชายด้วยกันมาพิพากษาว่า ‘เฮ้ย เล็ก มึงเป็นคนไม่ดี’ ผมโคตรไม่แคร์เลยว่ะ (หัวเราะ) มึงไม่มีความหมายเลยนะ แต่ลองให้แม่ หรือแฟน หรือ น้องสาว พี่สาว มาบอกว่าผิดหวังในตัวผม อันนี้สิเราจะรู้สึกลึกไปถึงข้างใน อันนี้แค่ความรู้สึกของตัวผมนะ ผมไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นเหมือนกันหรือเปล่า ผมจะเอามาตรฐานว่าเราควรทำตัวยังไง พฤติกรรมของเราดีหรือไม่ดี โดยวัดจากสายตาของเพศตรงข้าม ถ้าไม่มีตรงนั้นตัวเราก็ไม่มีมาตรฐาน ทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ คิดว่าไม่มีอะไรผิด เพราะตามธรรมชาติของผู้ชายเราๆ นี่มันต้องแข่งกันโหด แข่งกันเจ๋ง แข่งกันเหี้ยม แข่งกันทำเป็นไม่สน แสดงความเลือดเย็น ความนิ่ง ความโหด ต้องเป็นนักเลงสิเว้ย นี่เป็นสิ่งที่ได้รับการเชิดชูในสังคมผู้ชาย ความไม่กลัว ความแข็ง ความดื้อ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ชายด้วยกันจะชื่นชม เฮ้ยเพื่อน มึงแม่งแน่ว่ะ แต่ว่าผู้หญิงเขาไม่ได้เคารพเรื่องพวกนี้

[ถาม] แต่มันก็มีนะ มีผู้หญิงที่หลงใหลในผู้ชายอำมหิต
[ตอบ] ก็มี แต่ว่าโดยส่วนใหญ่แล้วผู้ชายเราเป็นเองมากกว่า เราจะไม่ทักท้วงกันเลย ถ้าคุณกำลังทำตัวล้มเหลว คุณกำลังเล่นยา คุณกำลังกินเหล้าจนอ้วก คุณกำลังขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อก ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาห้ามคุณหรอก สมมติถ้าคุณเมาแล้วขับ ไม่มีเพื่อนผู้ชายคนไหนบอกคุณว่า ‘มึงแน่ใจเหรอ จะดีเหรอ’ แต่ลองเป็นผู้หญิงสิ เขาจะช่วยเข้ามาห้ามปราม เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา ถึงเขาไม่พูด เราก็จะรู้สึกว่าเขาไม่พอใจ หรือไม่เห็นด้วย

– ฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์
a day BULLETIN issue 469 | 24 February 2017
เรื่อง: ปริญญา ก้อนรัมย์, ทรรศน หาญเรืองเกียรติ, มิ่งขวัญ รัตนเดช
ภาพ: มณีนุช บุญเรือง
สไตลิสต์: Hotcake


ในเมืองไทยจะมีผู้ชายอยู่สามคนที่ผม “หลงใหล”

หลงใหลในแง่ที่ว่า ถ้าเห็นเขาให้สัมภาษณ์นิตยสารฉบับไหน ผมไม่พลาดที่จะอ่านทุกตัวอักษร

สามคนที่ว่า คือพี่ต้อม เป็นเอก รัตนเรือง, พี่ตุล อพาร์ทเมนต์คุณป้า และคุณฮิวโก้ จุลจักร จักรพงษ์

มานั่งคิดดู ทั้งสามคนที่ผมหลงใหลนี้ผมได้เจอตัวเป็นๆ มาหมดแล้ว แต่ไม่เคยได้คุยกัน

ผมเคยเจอพี่ตุลตัวเป็นๆ ที่ผับเล็กๆ ที่เล่นดนตรีสดใน RCA เมื่อประมาณ 5 ปีที่แล้ว

เคยเห็นพี่ต้อม ตัวเป็นๆ บนเวทีงานครบรอบ 50 ปี Leo Burnett เมื่อมิถุนายนปีที่แล้ว

ส่วนคุณฮิวโก้นี่เพิ่งเจอเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมานี่เอง เวลาบ่ายโมงตรงตอนที่ผมกำลังรีบเข้าออฟฟิศที่ทองหล่อ จนไม่ได้หยุดรถให้ผู้ชายไว้เคราใส่แว่นตาดำที่กำลังเดินข้ามถนน


บทสัมภาษณ์ของคุณฮิวโก้ ใน a day BULLETIN เป็นอีกหนึ่งบทสัมภาษณ์ที่ดีที่สุดที่ผมได้อ่านในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา อยากแนะนำให้เข้าไปอ่านกันนะครับ

ในบทสัมภาษณ์มีประเด็นที่น่าสนใจมากมาย แต่เรื่องที่ผมอยากหยิบยกมาเขียนในบทความนี้เป็นเรื่องของค่านิยมบางอย่างของผู้ชายที่มันทำให้ผมคิดถึงเพื่อนหลายๆ คน

เพื่อนสนิทผมคนหนึ่งเป็นคนเงียบๆ นิสัยดี มีแต่คนรักใคร่ แต่ช่วงวัยรุ่นเพื่อนผมคนนี้คบผู้หญิงพร้อมกันถึง 4 คน แถมพูดจาทีเล่นทีจริงกับผมด้วยว่าอยากจะมีซัก 7 คน จะได้เจอกันคนละวันในหนึ่งสัปดาห์

เพื่อนสนิทผมอีกคนก็ชอบเป็นเจ้ามือแทงบอลและเล่นหุ้นแบบ day trading เวลาเจ็บตัวหนักๆ ก็เงินหายไปหลายแสน

ส่วนเพื่อนอีกคนเคยเรียนอาชีวะ ครั้งหนึ่งทียกพวกตีกัน มันยิงปืนใส่คู่อริบาดเจ็บสาหัสจนมันต้องหลบตัวไปอยู่ต่างจังหวัดหลายปีจนกว่าคดีจะเงียบ

ที่น่าสนใจก็คือ ผมไม่เคยห้ามปรามหรือตำหนิใครซักคนเลย

“ถ้าคุณกำลังทำตัวล้มเหลว คุณกำลังเล่นยา คุณกำลังกินเหล้าจนอ้วก คุณกำลังขี่มอเตอร์ไซค์แล้วไม่ใส่หมวกกันน็อก ไม่มีผู้ชายคนไหนเข้ามาห้ามคุณหรอก”

พี่น้องที่โตมาในบ้านเดียวกัน มีพ่อแม่คนเดียวกัน กลับมีค่านิยมที่แตกต่างกันเพียงเพราะว่าคนหนึ่งเป็นผู้ชาย อีกคนหนึ่งเป็นผู้หญิง

นิสัยเจ้าชู้ นิสัยชอบเสี่ยง ชอบความรุนแรง เป็นเหมือนคุณค่าที่เหล่าผู้ชายยึดถือกันโดยไม่ต้องมีใครสอน

แต่เราเคยตั้งคำถามมั้ยว่าค่านิยมเหล่านี้มันมาจากไหน?


ใครที่ตามอ่านบทความ Sapiens ของผม อาจจะพอจำได้ว่า 70,000 ปีที่แล้ว Sapiens ออกเดินทางจากแอฟริกาไปทั่วโลกและหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์และเก็บพืชผลจนกระทั่ง 12,000 ปีที่แล้วที่เกิดการปฏิวัติเกษตรกรรมที่ทำให้ Sapiens หันมาเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์แทน

เราจึงใช้ชีวิตแบบ Hunters-Gatherers อยู่ถึง 58,000 ปีเป็นอย่างน้อย

ในสังคมล่าสัตว์-เก็บพืชผลนี้ ผู้ชายกับผู้หญิงจะแบ่งหน้าที่กันชัดเจน นั่นคือผู้ชายจะออกล่าสัตว์ ส่วนผู้หญิงจะเก็บพืชผล

จึงพอจะจินตนาการได้ไม่ยากว่า ผู้ชายในสมัยนั้นจะมีคุณสมบัติอย่างไร

“ตามธรรมชาติของผู้ชายเราๆ นี่มันต้องแข่งกันโหด แข่งกันเจ๋ง แข่งกันเหี้ยม แข่งกันทำเป็นไม่สน แสดงความเลือดเย็น ความนิ่ง ความโหด ต้องเป็นนักเลงสิเว้ย นี่เป็นสิ่งที่ได้รับการเชิดชูในสังคมผู้ชาย ความไม่กลัว ความแข็ง ความดื้อ นี่เป็นสิ่งที่ผู้ชายด้วยกันจะชื่นชม เฮ้ยเพื่อน มึงแม่งแน่ว่ะ แต่ว่าผู้หญิงเขาไม่ได้เคารพเรื่องพวกนี้”

ผู้หญิงเขาไม่เคารพเรื่องพวกนี้เพราะว่าผู้หญิงมีหน้าที่เก็บพืชผล จึงไม่ต้องโหด ไม่ต้องเจ๋ง ก็สามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้

ปีนี้คือปี 2017 เราไม่ต้องเข้าป่า ไม่ต้องล่าสัตว์แล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องทำตัวให้ดูเก๋า แต่ผู้ชายอย่างเราๆ ก็ยังรักษาค่านิยมแบบนี้อยู่ โดยอาจไม่เคยหยุดคิดว่ามันยังมีประโยชน์อยู่รึเปล่า

ซึ่งก็น่าเห็นใจ เพราะเราใช้ชีวิตแบบนักล่าอยู่ร่วม 60,000 ปี ในขณะที่สังคมที่เราคุ้นเคยในปัจจุบันนี้เพิ่งจะมีอายุแค่ร้อยกว่าปีเท่านั้น

“ถ้าไม่มีผู้หญิง ผมคิดว่ามาตรฐานในชีวิตของตัวเราเองจะลดต่ำลงมาก”

“สมมติถ้าคุณเมาแล้วขับ ไม่มีเพื่อนผู้ชายคนไหนบอกคุณว่า ‘มึงแน่ใจเหรอ จะดีเหรอ’ แต่ลองเป็นผู้หญิงสิ เขาจะช่วยเข้ามาห้ามปราม เราก็จะรู้สึกตัวขึ้นมา ถึงเขาไม่พูด เราก็จะรู้สึกว่าเขาไม่พอใจ หรือไม่เห็นด้วย”

ส่วนตัวผมจึงเห็นด้วยกับคุณฮิวโก้ว่าเราควรจะฟังผู้หญิงให้มากขึ้น

ไม่ใช่เพราะว่าเขาฉลาดกว่าหรือเป็นคนดีกว่า แต่เป็นเพราะว่าทัศนคติของเพศแม่น่าจะสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันมากกว่าทัศนคติของ “นักล่า” ซึ่งหมดยุคไป 12,000 ปีแล้ว


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 469 | 24 February 2017

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

นิทานประตูสวรรค์

20170414_heavensgate

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ยังมีนายพลผู้หนึ่ง ขณะที่สนทนาธรรมกับอาจารย์เซน ก็เอ่ยถามขึ้นว่า “สวรรค์และนรกมีจริงหรือไม่?”

อาจารย์เซนมิได้ตอบอันใด แต่กลับถามนายพลผู้นั้นกลับไปว่า “ท่านเป็นใคร?”

นายพลตอบว่า “เราคือแม่ทัพใหญ่ผู้เกรียงไกร”

มิคาด อาจารย์เซนกลับหัวเราะฮาฮา พลางกล่าวอย่างไม่เกรงใจว่า “เป็นคนโง่คนใดที่ยกย่องให้ท่านเป็นแม่ทัพนายกองกันหนอ เพราะท่านดูอย่างไรก็คล้ายพวกคนฆ่าสัตว์มากกว่า”

ได้ยินดังนั้น แม่ทัพใหญ่บันดาลโทสะ ต้องการสังหารอาจารย์เซน จึงยกดาบขึ้นพลางกล่าวว่า “งั้นท่านจงเบิ่งตาดูเราฆ่าท่านเถิด!”

ขณะที่จะลงดาบ อาจารย์เซนจึงกล่าวขึ้นเรียบๆ ว่า “นี่ยังไงล่ะ ตอนนี้ประตูนรกที่ท่านถามถึงกำลังเปิดออกแล้ว”

แม่ทัพได้ยินดังนั้นจึงฉุกคิดได้ พร้อมทั้งลดดาบในมือลง จากนั้นเมื่อใจเย็นขึ้นแม่ทัพจึงเอ่ยกับอาจารย์เซนด้วยความสำนึกผิดว่า “ต้องขออภัยที่ล่วงเกิน ท่านอาจารย์โปรดให้อภัยข้าด้วย”

ยามนั้น อาจารย์เซนจึงเอ่ยว่า “หากกล่าวเช่นนี้ ประตูสวรรค์ ย่อมกำลังเปิดออกแล้วเช่นกัน”


ขอบคุณนิทานจาก Manager Online นิทานเซน : ประตูสวรรค์และนรก

อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

ทำงานหนักแค่ไหน

20170504_hardwork

ไม่สำคัญเท่ากับว่าเราเลือกทำงานอะไร

สัญญาณอย่างหนึ่งที่บ่งบอกได้ว่าองค์กรอาจกำลังไปได้ดี คือการที่คนส่วนใหญ่ทำงานไม่ทัน

เพราะนั่นแสดงว่างานที่เข้ามามีมากกว่าคนที่มีอยู่ ซึ่งยังไงก็ดีกว่าสถานการณ์ตรงกันข้ามที่มีงานน้อยกว่าคนทำงาน

เวลางานเยอะเกินคน ทางแก้หลักๆ ก็น่าจะมีสามทาง คือจ้างคนเพิ่ม ทำงานให้หนักขึ้น หรือหยุดทำงานบางงาน

วิธีจ้างคนเพิ่มอาจจะง่ายสุดและดีสุดก็ได้ ถ้าเราแน่ใจแล้วว่างานที่เยอะขึ้นนี้ไม่ใช่สถานการณ์ชั่วคราว

ส่วนการทำงานให้หนักขึ้นก็ทำได้เช่นกัน แต่ก็อาจไม่ยั่งยืนเพราะค่านิยมของคนสมัยนี้เริ่มให้ความสำคัญกับการมีชีวิตที่ดีมากกว่าการทุ่มเททุกอย่างให้องค์กร

ที่ผมชอบที่สุดคือทางเลือกที่สาม นั่นคือการมานั่งรีวิวงานทั้งหมด แล้วตั้งคำถามสองคำถามนี้

1.มีงานไหนที่เราหยุดทำได้รึเปล่า
2.มีงานอะไรบ้างที่เราทำแล้วจะทำให้งานอีกหลายๆ ชิ้นไม่จำเป็นต้องทำอีกต่อไป?

สองคำถามนี้ไม่ได้หาคำตอบกันได้ง่ายๆ ต้องใช้สมอง ต้องกล้าสบตากับความจริง รวมถึงต้องกล้านำเสนอให้เจ้านายเห็นดีเห็นงามด้วย

แต่ถ้าเราทำได้มันจะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อองค์กรและตัวเราทั้งในวันนี้และในวันหน้า

อาจจะเป็นเอกสารบางตัวที่ทำไปก็ไม่มีคนอ่าน หรือการประชุมบางอันที่ไม่จำเป็นต้องคุยกันบ่อยขนาดนั้นหรือใช้ช่องทางอื่นๆ แทนก็ได้

ในระดับตัวบุคคลก็เช่นกัน ถ้าเราอยากจะก้าวหน้า การทำงานหนักหรือทำงานเร็วอาจไม่ได้ส่งผลให้เราได้รับการโปรโมต สิ่งสำคัญคืองานที่เราทำออกมามันสร้าง impact หรือให้องค์กรมากแค่ไหนต่างหาก

ผมเคยได้ยินคำฝรั่งที่พูดประมาณว่า Nobody gets to be the CEO because she attends more meetings than everyone else – ไม่เคยมีใครได้เป็น CEO เพราะเข้าประชุมมากกว่าเพื่อนหรอกนะ

ทำงานเร็วดีแน่นอน ทำงานหนักดีแน่นอน (ตราบใดที่ไม่หนักจนไปทำให้สุขภาพกายและจิตรวน)

แต่ที่สำคัญไม่แพ้กัน คือเลือกทำงานอะไรครับ


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

เพราะมันไม่ง่ายไง

20170502_noteasy

เค้าถึงจ้างเรามาทำงานนี้

ธุรกิจทุกชนิดเกิดขึ้นมาเพื่อแก้ไขปัญหาอะไรบางอย่าง

และพนักงานแต่ละคนก็ถูกจ้างเพื่อเข้ามาร่วมแก้ปัญหานั้น

ไม่ว่าเราจะทำตำแหน่งอะไร เราจึงมีปัญหาให้แก้เสมอ โดยบริษัทย่อมคาดหวังว่าความรู้ความสามารถที่เรามีจะช่วยแก้ปัญหานั้นได้ และเมื่อปัญหาได้รับการคลี่คลาย ลูกค้าก็พอใจ และยินดีจ่ายเงินให้เราเป็นค่าตอบแทนสำหรับ “คุณค่า” ที่บริษัทได้ส่งมอบให้เขา

ดังนั้น ถ้าเจอปัญหาที่ยุ่งยาก เราจึงไม่ควรบ่น เพราะมันเป็นสิ่งที่เราควรจะคาดหวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

เพราะถ้ามีแต่ปัญหาง่ายๆ เขาจะจ้างเรามาทำไม จริงมั้ย?


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

อย่าปล่อยให้สิ่งที่เราทำไม่ได้

20170501_whatyoucando

มาขัดขวางสิ่งที่เราทำได้

“Don’t let what you cannot do interfere with what you can do. ”
― John Wooden

เวลาเจอปัญหาที่ยากเกินแก้ไข ก่อนจะสิ้นหวังหรือนอนขดตัวอยู่แต่ในห้อง อาจต้องลองสำรวจดูก่อนว่าเราได้ทำทุกอย่างที่เราทำได้แล้วหรือยัง?

ที่ปัญหามันดูหนักหนาสาหัส อาจเป็นเพราะว่ามันสั่งสมมานานนับเดือนหรือแม้กระทั่งนานนับปี ดังนั้นจึงไม่มียาวิเศษที่จะแก้ปัญหาได้ชั่วข้ามคืนอยู่แล้ว

เหมือนดินที่พอกหางหมู ถ้าตั้งโจทย์ว่าจะทำให้หางหมูสะอาดหมดจด ก็รังแต่จะทำให้เรากดดันจนทำอะไรไม่ถูก แต่ถ้าแตกโจทย์ให้เล็กลง เช่นจะหลอกล่อให้หมูเดินไปแช่น้ำยังไง เราก็น่าจะพอเห็นหนทางบ้าง

และถึงแม้เราไม่อาจทำให้หางหมูตัวนี้กลับมาสะอาดได้จริงๆ

อย่างน้อยที่สุด ก็ป้องกันไม่ให้หมูตัวอื่นเจอชะตากรรมเดียวกันก็ยังดี


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/

Sapiens ตอนที่ 19 – สุขสมบ่มิสม

20170430_sapiens19

500 ปีที่ผ่านมา การปฏิวัติทางวิทยาศาสตร์และการปฏิวัติอุตสาหกรรมได้สร้างความก้าวหน้าให้มนุษย์ในอัตราเร่งยิ่งกว่ายุคใดๆ

เรามีเครื่องไม้เครื่องมือมากมาย เรามีแหล่งพลังงานที่ไม่จำกัด (นิวเคลียร์และแสงอาทิตย์) และชีวิตของพวกเราก็เปลี่ยนไปจนแทบจำไม่ได้

แต่ความก้าวหน้าเหล่านั้นมันได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้นรึเปล่า?

นายนีล อาร์มสตรองที่ทิ้งรอยเท้าไว้บนดวงจันทร์ มีความสุขกว่าหญิงสาวนิรนามที่ทิ้งรอยฝ่ามือไว้ในถ้ำ Chauvet Cave เมื่อ 30,000 ปีที่แล้วหรือไม่?

หลายคนเชื่อว่า เมื่อมนุษย์เรามีความสามารถมากขึ้น เราก็มักจะความสามารถนั้นมาบรรเทาความทุกข์ร้อน ดังนั้นมนุษย์ควรจะมีความสุขมากขึ้นเรื่อยๆ

แต่แนวคิดนี้ก็ใช่ว่าจะถูกต้องเสมอไป เพราะแม้การพัฒนาจะทำให้สังคมขับเคลื่อนไปข้างหน้าแต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณภาพชีวิตในระดับปัจเจกจะดีขึ้น เหมือนอย่างที่เราเห็นไปแล้วว่าชีวิตของชาวนาหลังการปฏิวัติเกษตรกรรมนั้นต้องตรากตรำและเหน็ดเหนื่อยกว่าชีวิตของเหล่าบรรพบุรุษในยุคเข้าป่าเก็บพืชผลมากมายนัก

แต่ถ้าจะมองในช่วงไม่กี่ศตวรรษที่ผ่านมา ชีวิตของคนเราก็อาจจะดีขึ้นจริงๆ เพราะเรามีสงครามข้ามชาติน้อยลง ความรู้เรื่องการแพทย์ของเราก็พัฒนาไปมาก อัตราการตายของทารกก็ต่ำ และการล้มตายเพราะความหิวโหยนั้นเป็นเรื่องที่แทบจะไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว

แต่มุมมองอย่างนี้ก็มีช่องโหว่อยู่อย่างน้อยสามประการ

ประการแรกคือ ข้อดีที่กล่าวมานั้นเพิ่งเกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี่เอง มนุษย์เพิ่งได้รับประโยชน์จากความรู้ด้านยารักษาโรคจริงๆ เมื่อ 150 ปีที่แล้ว อัตราการตายของเด็กทารกเพิ่งลดลงในช่วง 100 ปีที่ผ่านมา ความอดอยากครั้งสุดท้ายก็เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เมื่อนโยบายก้าวกระโดด (Great Leap Forward) ของจีนทำให้คนล้มตายไปไปหลายสิบล้าน และสงครามระหว่างนานาประเทศเพิ่งจะยุติหลังการมาของอาวุธนิวเคลียร์เมื่อ 70 ปีที่แล้วเท่านั้นเอง เมื่อเทียบปรากฎการณ์เหล่านี้กับระยะเวลาร่วม 70,000 ปีนับตั้งแต่ Homo Sapiens เดินทางออกจากแอฟริกา จึงถือเป็นการสุ่มตัวอย่างที่เข้าข้างตัวเองไปหน่อย

ประการที่สอง “ความรุ่งเรือง” ในช่วง 50 ปีที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงการจุดระเบิดเวลา ลัทธิบริโภคนิยมได้ทำให้ธรรมชาติเสื่อมโทรมลงไปมากเสียจนธรรรมชาติอาจมีการปรับตัวครั้งใหญ่ในอนาคตอันใกล้นี้ก็ได้

ประการสุดท้าย หากจะวัดความสุข เราควรจะวัดความสุขของสัตว์อื่นๆ บนโลกใบนี้ด้วยรึเปล่า? แม้คุณภาพชีวิตของมนุษย์จะดีขึ้น แต่คุณภาพชีวิตของปศุสัตว์อย่างวัว ไก่ และหมู กลับตกต่ำอย่างน่าใจหาย ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมาปศุสัตว์นับหมื่นล้านตัวถูกทารุณกรรมในระดับที่บรรพบุรุษของมันไม่เคยพบเจอ สุดท้ายแล้วอุตสาหกรรมอาหารอาจเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ก็ได้

 

—– ดัชนีความสุข —–
เนื่องจากความสุขเป็นเรื่องที่รู้ได้เฉพาะตน นักวิจัยจึงวัดความสุขของคนด้วยการแจกแบบสอบถามที่มีคำถามอย่าง “ฉันพอใจกับชีวิตของฉันตอนนี้” หรือ “ฉันรู้สึกว่าอนาคตยังมีสิ่งดีๆ รออยู่” แล้วให้แต่ละคนช่วยให้คะแนนว่าเห็นด้วยกับประโยคเหล่านี้มากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่นักวิจัยค้นพบมีดังนี้

หนึ่ง คือเงินซื้อความสุขได้ แต่ก็ถึงแค่จุดหนึ่งเท่านั้น ถ้าสาวโรงงานลูกติดเงินเดือน 8000 บาทถูกล็อตเตอรี่ 5 ล้านบาทจนมีเงินชำระหนี้ ส่งค่าเทอมลูก และมีเงินทุนที่จะทำธุรกิจเองได้ ความสุขของเธอในระยะยาวย่อมเพิ่มขึ้นเช่นกัน

แต่สำหรับผู้บริหารระดับสูงที่เงินเดือน 300,000 บาทที่มีทุกอย่างพร้อมอยู่แล้ว แม้จะถูกหวย 10 ล้านบาท ความสุขของเขาจะเพิ่มขึ้นแค่ชั่วคราว อย่างมากก็แค่ขับรถราคาแพงขึ้นหรือย้ายไปอยู่บ้านหลังใหญ่ขึ้น แต่สุดท้ายเขาก็จะเคยชินกับมันอยู่ดี

สอง คือความเจ็บป่วยจะทำให้ความสุขลดลงเพียงชั่วคราว เว้นเสียแต่ว่าอาการเจ็บป่วยนั้นจะแย่ลงเรื่อยๆ หรือนำมาซึ่งความเจ็บปวดทางร่างกายอยู่ตลอดเวลา คนที่พบว่าตัวเองเป็นเบาหวาน (ซึ่งเป็นโรคเรื้อรัง) อาจจะรู้สึกหงุดหงิดในช่วงแรกที่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรม แต่ไม่นานเขาก็จะปรับตัวได้และมีความสุขพอๆ กับคนสุขภาพดี

สาม นักวิจัยพบว่าความสัมพันธ์กับคนในครอบครัวหรือในชุมชนมีความสำคัญต่อความสุขมากกว่าเงินหรือสุขภาพ คนพิการที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่นและดูแลเขาเป็นอย่างดีอาจมีความสุขกว่าเศรษฐีพันล้านผู้โดดเดี่ยว

นั่นอาจหมายความว่า ความสุขที่เพิ่มขึ้นจากการขยายตัวทางเศรษฐกิจในช่วงสองสามร้อยปีที่ผ่านมา อาจถูกคานด้วยความทุกข์อันเกิดจากสภาวะบ้านแตกสาแหรกขาดเมื่อความเหนียวแน่นในครอบครัวถูกทำลายด้วยแรงขับแห่งทุนนิยมที่ทำให้สมาชิกในครอบครัวไม่ได้อยู่ร่วมกัน นายสมศักดิ์ในวันนี้จึงอาจไม่ได้มีความสุขไปกว่าปู่ของปู่ของเขาที่มีชีวิตอยู่เมื่อ 200 ปีที่แล้ว

สี่ – ซึ่งเป็นข้อที่สำคัญที่สุด – คือจริงๆ แล้วความสุขนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับระดับความรวย ความแข็งแรง หรือแม้กระทั่งชุมชนที่เขาอาศัยอยู่ แต่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างสภาพความเป็นจริงกับความคาดหวังของคนๆ นั้น (correlation between objective conditions and subjective expectations)

หากผมความฝันของผมคือได้ขี่มอเตอร์ไซค์ซูซูกิแล้วผมได้มันมาขี่จริงๆ ผมก็มีความสุขแล้ว แต่ถ้าผมขับเบนซ์ผมอาจไม่มีความสุขก็ได้หากจริงๆ แล้วผมอยากขับเฟอรารี่มากกว่า

เมื่อการวัดความสุขไม่ใช่เรื่องภาวะวิสัย (objective) แต่เพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องอัตวิสัย (subject) ด้วย การเปรียบเทียบความสุขของคนสมัยนี้กับคนสมัยก่อนจึงยากขึ้นไปอีก เพราะแม้ชีวิตความเป็นอยูของเราจะดีกว่าแต่ก่อนมาก แต่ความคาดหวังของเราก็สูงขึ้นกว่าเดิมเช่นกัน

จะว่าไปแล้วคนเราสมัยนี้น่าจะมี “ภูมิต้านทานความยากลำบาก” น้อยกว่าคนรุ่นก่อนๆ มากมายนัก ดังนั้นคนรุ่นเราแค่เจอความไม่สะดวกนิดๆ หน่อยๆ ก็พร้อมจะทุกข์ได้แล้ว

ถ้าสมการความสุขนั้นมีความคาดหวังเป็นตัวแปรสำคัญ สองเสาหลักของโลกทุนนิยมอย่างสื่อสารมวลชนและโฆษณาก็อาจจะกำลังทำให้คนเรามีความสุขน้อยลงไปทุกที

ถ้าคุณเป็นเด็กหนุ่มนมแตกพานที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเมื่อ 5000 ปีที่แล้ว คุณอาจจะคิดว่าคุณเป็นคนหน้าตาดี เพราะคนอื่นๆ ในหมู่บ้านต่างก็หน้าตาธรรมดา หรือไม่ก็แก่ หรือไม่ก็เด็กเกินไป

แต่ถ้าคุณเป็นเด็กหนุ่มนมแตกพานในสมัยนี้ ต่อให้เพื่อนๆ ที่โรงเรียนจะหล่อสู้คุณไม่ได้ คุณก็อาจจะยังรู้สึกว่าตัวเองหน้าตาไม่หล่ออยู่ดี เพราะคุณเอาตัวเองไปเทียบกับดารานักร้องที่เห็นในทีวีและอินสตาแกรม

ความไม่พอใจของผู้คนในประเทศโลกที่ 3 จึงอาจไม่ได้เกิดจากความยากจนหรือการคอรัปชั่นแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการที่เขาเทียบคุณภาพชีวิตของตัวเองกับคุณภาพชีวิตของคนในประเทศโลกที่ 1 ด้วย คนชั้นกลางในประเทศอียิปต์ในปี 2011 มีชีวิตที่ดีกว่าแต่สมัยฟาโรห์หรือคลีโอพัตรามากแต่พวกเขาก็ยังลุกขึ้นโค่นอำนาจนาย Hosni Mubarak อยู่ดี เพราะว่าพวกเขาไม่ได้เปรียบเทียบตัวเองกับบรรพบุรุษ แต่เปรียบเทียบตัวเองกับชนชั้นกลางในอเมริกา

เมื่อคนเราช่างเปรียบเทียบเช่นนี้แล้ว แม้กระทั่งชีวิตที่อมตะก็อาจจะไม่ได้ทำให้โลกนี้มีความสุขมากขึ้นก็ได้

ตลอดประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะยากดีมีจนเท่าไหร่ อย่างน้อยทุกคนก็ยังรู้สึกว่าความตายนั้นเท่าเทียมเสมอ เพราะไม่ว่าคุณจะมีอำนาจหรือร่ำรวยมหาศาลเพียงใด สุดท้ายทุกคนก็ต้องตาย

แต่หากวันหนึ่งนักวิทยาศาสตร์คิดค้นวิธีการรักษาโรคได้ทุกชนิด และหาวิธีคงความหนุ่มสาวให้กับมนุษย์ได้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือความโกรธแค้นของคนชั้นล่างที่ไม่อาจเข้าถึงเทคโนโลยีเหล่านี้ได้ เพราะมันคงไม่แฟร์สุดๆ ที่มนุษย์บางคนจะได้อยู่ตลอดไปเพียงเพราะเขามีเงิน ส่วนคนจนนั้นถูกปล่อยให้ป่วยหรือแก่ตาย

และสำหรับชนชั้นสูง ปัญหาก็ใช่ว่าจะจบ เพราะแม้จะไม่แก่และไม่เจ็บป่วย แต่คุณก็อาจจะยังตายจากอุบัติเหตุได้อยู่ดี คุณจะกลายเป็นคนที่ไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรเลยเพราะเดิมพันสูงเกินไป และหากมีคนในครอบครัวต้องตายไปจากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ความเจ็บปวดก็ยิ่งทบเท่าทวีคูณ

—– ความสุขจากสารเคมี —–
นักสังคมศาสตร์อาจวัดความสุขโดยดูจากปัจจัยทางเศรษฐกิจและความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้าง แต่นักชีววิทยาจะดูปัจจัยจากอีกมุมหนึ่ง นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นในร่างกายและสมอง

นักชีววิทยาจะบอกว่า อารมณ์ความรู้สึกของคนเรานั้นถูกกำกับด้วยชีวเคมีในร่างกายความสุขของคนเราจึงไม่ได้เกิดจากปัจจัยภายนอกนอกอย่างเงินเดือนหรือชื่อเสียง แต่เกิดจากกลไกการทำงานของนิวรอน (neurons) ช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาท (synapses) และสารชีวเคมีอย่างเซโรโทนิน โดพามีน และออกซิโทซิน (serotonin, dopamine, oxytocin) ต่างหาก

ในเชิงชีววิทยาแล้ว คนเราจึงไม่ได้มีความสุขจากการถูกล็อตเตอรี่หรือได้รับการเลื่อนขั้น ความสุขนั้นเกิดจากเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือความรู้สึกดีๆ ที่เกิดขึ้นในร่างกายเรา

เวลาที่คนเรากระโดดโลดเต้นเมื่อถูกหวย จริงๆ แล้วเราเพียงมีปฏิกิริยาตอบสนองการสูบฉีดของฮอร์โมนในร่างกายและพายุประจุไฟฟ้าในสมองต่างหาก แต่สภาวะเหล่านี้ก็เกิดขึ้นเพียงประเดี๋ยวประด๋าวเท่านั้น ไม่นานฮอร์โมนก็จะหยุดพลุ่งพล่านและประจุไฟฟ้าก็ย่อมสงบลง

นักวิจัยบางกลุ่มก็ตั้งสมมติฐานว่าระดับความสุขของคนเรานั้นถูกกำหนดมาโดยกำเนิด คนบางคนอาจเกิดมาพร้อมชีวเคมีที่ทำให้เขามีระดับความสุขอยู่ระหว่าง 6-10 คะแนนโดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 8 เต็ม 10 ขณะที่คนบางคนอาจมีระดับความสุขอยู่ระหว่าง 3-7 คะแนนและมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 5 เต็ม 10

ลองนึกภาพคนที่เรารู้จักก็ได้ คนบางคนหน้าบึ้งตึงตลอดเวลา ต่อให้คนๆ นี้ถูกหวยหรือได้เลื่อนขั้น เขาก็มีความสุขได้แค่ 7 เต็ม 10 เท่านั้น ขณะที่บางคนดูเหมือนจะหน้าเปื้อนยิ้มตลอดเวลา แม้ว่าขายหุ้นขาดทุนเขาก็ดูไม่ได้ทุกข์ร้อนอะไรมาก

เมื่อระดับความสุขของคนเราถูกกำหนดโดยชีวเคมี ต่อให้เราสมปรารถนาเพียงใด ได้ซื้อรถใหม่ ได้แต่งงาน ได้มีลูก ขีดความสุขอาจเพิ่มขึ้นเพียงแค่ชั่วคราว สุดท้ายระดับของความสุขจะกลับไปที่ค่าเฉลี่ยของเราอยู่ดี

แต่ก็ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่มีความหมายเสียทีเดียว เพราะถ้าตัวคุณมีระดับของความสุขอยู่ระหว่าง 3-7 คะแนน การมีคู่ครองที่ดีก็อาจทำให้คุณมีความสุขอยู่ที่ 6/10 ไปได้นานๆ แต่หากคุณได้คู่ครองที่ไม่เหมาะสม ระดับความสุขก็อาจจะอยู่ที่ 3/10 ไปอีกแสนนานเช่นกัน

ถ้าเรายึดทฤษฎีความสุขของนักชีววิทยา นั่นก็แสดงว่าการพัฒนาต่างๆ ที่ผ่านมาของนุษย์ไม่ได้ทำให้เรามีความสุขมากขึ้น เพราะแม้โลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร ก็แทบไม่มีผลกับระดับชีวเคมีในตัวของแต่ละคนเลย ถ้าคุณอยากมีความสุขขึ้นจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิรูปหรือกระตุ้นเศรษฐกินอะไร แค่ให้กินยากระตุ้นฮอร์โมนหรือกระตุ้นการหลั่งสารอย่าเซโรโทนินก็พอแล้วรึเปล่า

 

—– ความหมายของชีวิต —–
แต่ถ้าความสุขเกิดจากเพียง “ความรู้สึกดีๆ ในร่างกาย” แต่เพียงอย่างเดียว ทำไมพ่อแม่ถึงยังอยากจะมีลูก? เพราะการเลี้ยงลูกนั้นต้องเจอแต่ความรู้สึกไม่ดีมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการอดหลับอดนอน การเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เหม็นฉึ่ง การรับมือเวลาลูกงอแง แต่พอถามคนเป็นพ่อเป็นแม่ ก็มักจะตอบว่าลูกคือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขที่สุด

หรือจริงๆ แล้วความสุขไม่ใช่เพียงสมการง่ายๆ ที่เอาความการได้รู้สึกดีๆ ตั้งและลบด้วยความรู้สึกไม่ดี แต่เป็นการรู้สึกว่าสิ่งที่เราทำอยู่นี้มีคุณค่าและมีความหมาย

ความเชื่อและวิธีคิดจึงมีผลอย่างมากว่าเราจะมองการเลี้ยงลูกอย่างไร ระหว่างการ “เป็นทาสให้กับลูกจอมเผด็จการ” หรือ “การเลี้ยงดูชีวิตใหม่ด้วยความรัก”

เหมือนดังที่นิทเช่ นักปรัชญาชื่อดังได้กล่าวไว้ “ถ้าคุณเชื่อมั่นในเหตุผล คุณจะทนรับกับทุกสถานการณ์ได้” (if you have a why, you can bear almost any how) ชีวิตที่ลำบากแต่มีความหมายอาจนำพามาซึ่งความสุขได้ และชีวิตที่แสนสบายแต่ไร้คุณค่าก็อาจจะนำพาซึ่งความทุกข์ได้เช่นกัน

ดังนั้น แม้คนในยุคกลางไม่ได้มีสุขสบายเหมือนคนในสมัยนี้ แต่ถ้าเขาเชื่อในเรื่องความสุขนิรันดร์กาลในปรโลก คนๆ นั้นก็อาจจะมีความสุขกว่าคนยุคใหม่ที่ไม่ได้เชื่อว่าชีวิตมีแก่นสารอะไร แค่เกิดมาใช้ชีวิตเพื่อรอวันตายและรอวันถูกลืมเท่านั้น

เราอาจจะรู้สึกว่าคนในยุคกลางที่เชื่อในปรโลกกำลังหลอกตัวเองอยู่รึเปล่า? ซึ่งคำตอบก็คือใช่ และมันก็ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ตราบใดที่ความเชื่อนั้นทำให้ชีวิตเขามีความสุขและทำให้ชีวิตเขามีความหมาย

เพราะหากมองในเชิงชีววิทยาแล้ว สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นั้นไม่ได้มีความหมายพิเศษใดๆ เลย ถ้าพรุ่งนี้โลกจะแตกไป จักรวาลก็จะยังคงอยู่ต่อไปโดยไม่ทุกข์ร้อนใดๆ ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่คิดค้นยาใหม่ๆ หรือเป็นทหารที่ปกป้องแผ่นดินแม่ ต่างก็ต้องยึดมั่นกับความเชื่อหรือความหมายอะไรบางอย่างไม่ต่างอะไรกับคนยุคกลางที่เชื่อในเรื่องความสุขในปรโลก

ฟังแล้วก็เครียดเหมือนกัน สุดท้ายแล้วความสุขขึ้นอยู่กับการหลอกตัวเองว่าชีวิตมีความหมายอย่างนั้นหรือ?

—– รู้จักตัวเอง —–
ยุคนี้คือยุคที่ความคิดแนวเสรีนิยม (liberalism) กำลังเฟื่องฟู แนวคิดนี้บอกว่าเราเองเท่านั้นที่รู้ดีที่สุดว่าอะไรนำความสุขมาให้ เราจึงได้ยินเสียงพร่ำสอนว่าให้ทำไปเลย! (Just do it!) หรือจงตามเสียงของหัวใจ (Follow your passion)

แต่แนวคิดนี้ขัดแย้งกับศาสนาหลักๆ หลายศาสนา ที่บอกว่าจักรวาลก็มีกฎเกณฑ์ด้านศีลธรรมอยู่ ดังนั้นเราจึงไม่ควรเอาความรู้สึกของตัวเองเป็นไม้บรรทัด เพราะมนุษย์นั้นมีบาปติดตัวมาแต่กำเนิด จึงอาจตกเป็นทาสของซาตานเมื่อไหร่ก็ได้หากปล่อยตัวปล่อยใจทำตามทุกสิ่งที่ตัวเองต้องการ

แม้กระทั่งดาร์วินก็ยังพูดถึงทฤษฏี “ยีนเห็นแก่ตัว” (selfish gene) ที่มีสมมติฐานว่าดีเอนเอจะกำกับให้มนุษย์ทำอะไรก็แล้วแต่เพื่อเพิ่มโอกาสในการสืบสายพันธุ์แม้ว่ามันอาจเป็นโทษต่อตัวคนๆ นั้นหรือคนอื่นๆ ก็ตามที

หลายศาสนาจึงมีแนวทางตรงกันข้ามกับแนวคิดเสรีนิยม โดยเฉพาะศาสนาพุทธที่ศึกษาเรื่องความสุขมากกว่าศาสนาใดในโลกนี้

พระพุทธเจ้ามีความเห็นตรงกับนักชีววิทยาที่ว่า ความสุขนั้นเกิดจากความรู้สึกในร่างกาย แต่บทสรุปของพระองค์นั้นกลับต่างออกไป

ศาสนาพุทธสอนว่าคนทั่วไปจะมองว่าความรู้สึกดีๆ ในร่างกายคือความสุข ส่วนความรู้สึกที่ไม่ดีคือความทุกข์ ดังนั้นคนเราจึงโหยหาความรู้สึกดี และวิ่งหนีความรู้สึกที่ไม่ดี

แต่ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกใดก็แล้วแต่ ก็ล้วนเกิดขึ้นชั่วคราวและหมดไปทั้งนั้น การวิ่งตามหาความรู้สึกสุขจึงเป็นเรื่องไม่มีวันจบ เพราะแม้ว่าจะสมหวังแต่ความสุขนั้นก็จะหมดไปในไม่ช้า ทำให้เราต้องวิ่งตามหาความสุขอยู่ร่ำไป

คนเราจะหมดทุกข์ได้ไม่ใช่เพราะว่ามีความรู้สึกดีๆ ตลอดเวลา แต่จะหมดทุกข์ก็ต่อเมื่อเข้าใจถึงความไม่แน่นอนของความรู้สึกเหล่านี้ และการทำวิปัสสนาก็คือเทคนิคที่จะทำให้เข้าใจถึงความจริงข้อนี้ โดยผู้ปฏิบัติจะคอยสังเกตความรู้สึกต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามร่างกาย เพื่อให้เห็นถึงการเกิดขึ้นและดับไปถึงความรู้สึกนั้นๆ และเข้าใจว่าการตามหาความรู้สึกเหล่านั้นเป็นเรื่องไร้ความหมาย

เมื่อเราหยุดตามหา จิตใจก็จะหยุดดิ้นรน และผู้ปฏิบัติก็จะได้พบกับความสุขความสงบที่แท้จริง

ถ้าสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนนั้นถูกต้อง ความเข้าใจเรื่องความสุขของนักสังคมศาสตร์หรือนักชีววิทยาก็อาจจะคลาดเคลื่อน เพราะความสุขไม่ได้มาจากการได้ในสิ่งที่หวังหรือการได้มีความรู้สึกดีๆ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเข้าใจความจริงในตัวเรามากน้อยเพียงใดต่างหาก

ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้น เราก็แทบไม่มีหลักฐานอะไรมายืนยันเลยว่าคนเราในยุคนี้มีความสุขกว่ามนุษย์ยุคหินบ้างรึเปล่า

 


 

ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา
Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า
Sapiens ตอนที่ 13 – ยุคแห่งความไม่รู้
Sapiens ตอนที่ 14 – 500 ปีแห่งความก้าวหน้า
Sapiens ตอนที่ 15 – เมื่อยุโรปครองโลก
Sapiens ตอนที่ 16 – สวัสดีทุนนิยม
Sapiens ตอนที่ 17 – จานอลูมิเนียมของนโปเลียน
Sapiens ตอนที่ 18 – ครอบครัวล่มสลาย

นิทานฝนตกแดดออก

20170323_sunshine

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ในระหว่างที่อาจารย์เซนออกจาริกธรรม ได้รับนิมนต์ไปพำนักยังบ้านของหญิงชราผู้หนึ่ง ทว่าเมื่อไปถึงพบว่าหญิงชราหน้าตาอมทุกข์ ทั้งยังร้องไห้ไม่หยุด อาจารย์เซนจึงกล่าวกับนางว่า

“ท่านมีความทุกข์ใจอันใดจึงร้องไห้ติดต่อกันไม่หยุดเช่นนี้?”

หญิงชราตอบว่า “ข้ามีบุตรสาวอยู่สองคน คนโตแต่งออกไปให้กับพ่อค้าขายรองเท้าผ้า ส่วนคนเล็กแต่งให้กับพ่อค้าขายร่ม วันใดท้องฟ้าปลอดโปร่ง แดดจ้า ข้าก็เฝ้าแต่กังวลว่า ร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กต้องขายไม่ได้เป็นแน่ จึงอดไม่ได้ที่จะทุกข์เศร้าแทนนาง

แต่หากวันใดฟ้าครื้ม ฝนพรำ ข้าก็กังวลว่ากิจการร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตย่อมไม่ดีเป็นแน่ เพราะผู้คนไม่อยากใส่รองเท้าที่เปียกน้ำแฉะชื้น เมื่อทุกวันผ่านไปในลักษณะนี้ ข้าจึงได้แต่กังวลจนหลั่งน้ำตาออกมา”

เมื่ออาจารย์เซนได้ฟังจึงกล่าวว่า “ที่แท้เป็นเช่นนี้ ท่านคิดแบบนี้ย่อมไม่ถูกต้องแล้ว”

หญิงชราสงสัยจึงถามว่า “มารดาวิตกกังวลแทนบุตร มีอันใดไม่ถูกต้อง? ข้ารู้ว่ากังวลไปก็แก้ไขอะไรมิได้ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะคิดเป็นห่วงพวกนาง”

ยามนี้ อาจารย์เซนจึงกล่าวว่า “มารดาวิตกกังวลเพราะบุตรมิใช่เรื่องผิด แต่มารดาเบิกบานใจเพราะบุตรย่อมดีกว่า ท่านลองคิดดู เมื่อวันแดดจ้าฟ้าใส ร้านรองเท้าผ้าของบุตรสาวคนโตของท่านย่อมขายดิบขายดีเป็นพิเศษ และเมื่อถึงวันฝนตก กิจการร้านขายร่มของบุตรสาวคนเล็กก็ย่อมไปได้สวยเช่นกัน

หากคิดเช่นนี้ท่านก็สามารถเบิกบานใจไปกับบุตรสาวทั้งสองได้ในทุกๆ วัน ไม่ต้องทุกข์เศร้าแล้ว”

เมื่อหญิงชราได้ฟังคำแนะนำของอาจารย์เซน ก็กระจ่างแจ้ง จากนั้นเมื่อคิดได้จึงรู้สึกสบายใจ ทุกครั้งที่นึกถึงบุตรสาวทั้งสอง นางล้วนมีรอบยิ้มแห่งความสุขประดับบนใบหน้าเสมอ

ปัญญาเซน : ไม่มีปัจจัยใดที่ทำให้คนเรามีความทุกข์ได้เท่ากับตัวของตัวเอง สุข-ทุกข์อยู่ที่ใจ เมื่อเปลี่ยนมุมมองความคิดก็เปลี่ยนได้แม้เป็นเรื่องเดียวกัน เพราะอีกด้านของความทุกข์ก็คือความสุข ไม่ว่าเรื่องใด เมื่อมองให้ทุกข์ย่อมทุกข์ได้ มองให้สุขย่อมสุขได้ ดังนั้น จงหยุดสร้างทุกข์ให้กับตนเอง


ขอบคุณนิทานจาก ASTV Manager นิทานเซน : ความกังวลของหญิงชรา 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ตายทุกคืน

20170426_dieeverynight

เกิดใหม่ทุกเช้า

“Each night, when I go to sleep, I die. And the next morning, when I wake up, I am reborn.”
― Mahatma Gandhi

แต่ละปี คนเรามักจะมีหมุดหมายสำคัญในการเปลี่ยนแปลงตัวเองอยู่สองวัน

คือวันเกิด กับวันขึ้นปีใหม่

แต่ทำไมต้องรอให้ Happy New Year ถึงจะ Happy New You ได้?

ทำไมไม่ลองตัดสินใจเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างในตอนขึ้นเดือนใหม่ ตอนขึ้นสัปดาห์ใหม่ หรือแม้กระทั่งตอนขึ้นวันใหม่

วันที่ 1 มกราคม 2560 ห่างจาก 31 ธันวาคม 2559 แค่หนึ่งวัน

วันนี้ วันที่ 27 เมษายน ก็ห่างจากเมื่อวานแค่หนึ่งวันเช่นกัน

ในทางศาสนาพุทธเราเกิดใหม่ทุกๆ ขณะอยู่แล้ว หากอยากจะเปลี่ยนแปลงอะไร จึงไม่จำเป็นต้องรอฤกษ์งามยามดี

ถ้าตอนนี้ยังไม่มีแรงเปลี่ยน คืนนี้เข้านอนให้เร็วขึ้นซักหน่อย แล้วทิ้งเมื่อวานไปซะ

พรุ่งนี้ เราก็จะพร้อมเป็นคนที่เราอยากเป็นได้มากขึ้นอีกนิดแล้ว


อ่านบทความใหม่ทุกวันที่เพจ Anontawong’s Musings: facebook.com/anontawongblog
อ่านบทความทั้งหมด anontawong.com/archives
ดาวน์โหลดหนังสือ “เกิดใหม่” anontawong.com/subscribe/