คนที่ชอบบอกตัวเองว่าขอศึกษามากกว่านี้ก่อน

บางทีเขาอาจกำลังหลบซ่อนอยู่ก็ได้

กับหลายสิ่งหลายอย่าง เราสามารถลงมือทำและเรียนรู้ไปพร้อมๆ กัน ไม่จำเป็นต้องศึกษาให้ถี่ถ้วนก่อนแล้วค่อยลงมือ

เพราะถึงศึกษามาดีแค่ไหน ยังไงโลกแห่งความจริงมันก็ไม่เหมือนในในตำราอยู่ดี

จริงๆ แล้วถ้าอยากศึกษาให้ถ่องแท้ วิธีที่ดีที่สุดคือลงมือทำ เพราะมันจะเข้าใจและขึ้นใจกว่าการอ่านในหนังสือหรือในเว็บบอร์ดมากมายนัก

“We often avoid taking action because we think “I need to learn more,” but the best way to learn is often by taking action.”
-James Clear

อยากเป็นบล็อกเกอร์ก็แค่ลงมือเขียนบทความลงในเฟซตัวเอง

อยากเป็นนักลงทุนก็แค่เปิดพอร์ตแล้วลองซื้อหุ้นที่เรารู้จัก

อยากทำธุรกิจก็แค่ลองเสนอสิ่งที่เราถนัดให้กับเพื่อนฟรีๆ และดูผลตอบรับ

แทบทุกอย่างเราสามารถลงมือทำโดยจำกัดความเสี่ยงได้ทั้งนั้น

อาจจะยังไม่สำเร็จในเชิงตัวเลข แต่ที่แน่ๆ เราได้ออกมาเผชิญกับความกลัวของตัวเอง

และผลตอบแทนคือคำตอบที่ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นคำตอบที่เราอยากเห็นหรือไม่อยากเห็นก็ได้

แต่มันจะมีประโยชน์กว่าสิ่งที่เราเจอจากตำราแน่นอน

นิทานรถใหม่

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พอลเพิ่งได้รถหรูคันใหม่เป็นของขวัญคริสต์มาสจากพี่ชาย

ค่ำวันคริสต์มาสอีฟขณะที่พอกำลังเดินกลับมาที่รถ เขาเห็นเด็กชายตัวมอมแมมคนหนึ่งเดินวนรอบรถของพอลด้วยความชื่นชม

“นี่รถของคุณน้าเหรอครับ”

“ใช่ พี่ของน้าซื้อให้”

“โห ผมอยาก…”

พอลรู้ดีว่าเด็กหมายถึงอะไร เขาคงอยากมีพี่ชายอย่างนั้นบ้าง

แต่พอลคาดการณ์ผิด

“ผมอยากเป็นพี่ชายแบบนั้นบ้าง”

พอลมองเด็กผู้ชายคนนั้นด้วยความฉงนสนเท่ห์ ก่อนจะเอ่ยปากชวน

“อยากไปนั่งรถเล่นกับน้ามั้ยล่ะ”

“ผมนั่งรถน้าได้จริงๆ เหรอครับ!” เด็กถาม ตาลุกวาว

“ได้สิ ขึ้นไปนั่งข้างๆ น้าได้เลย”

เมื่อนั่งรถได้สักครู่ เด็กก็ถามพอลว่า

“น้าจะพอขับไปแถวบ้านผมได้มั้ยครับ”

“ไม่มีปัญหา” พอลคิดในใจ เด็กคงอยากจะอวดเพื่อนบ้านว่าได้นั่งรถหรู

แต่พอลคาดการณ์ผิดอีกแล้ว

“น้าช่วยจอดตรงบ้านข้างหน้าหน่อยครับ”

เด็กน้อยวิ่งเข้าไปในบ้าน ไม่กี่อึดใจก็เดินออกมาแบบทุลักทุเล เพราะบนหลังของเขามีเด็กชายตัวเล็กขาพิการด้วย

“นี่ไงไอ้ตัวเล็ก รถที่พี่พูดถึง พี่ชายของน้าเค้าซื้อให้ แล้ววันนึงพี่จะซื้อให้แกคันนึงบ้าง แกจะได้นั่งรถไปรอบๆ เมืองแล้วได้เห็นเหมือนกับพี่ว่าวันคริสต์มาสอีฟเค้าแต่งร้านกันสวยแค่ไหน”

พอลเดินเข้าไปอุ้มน้องชายมานั่งข้างคนขับ ส่วนเด็กชายก็กระโดดขึ้นไปนั่งเบาะหลังด้วยใบหน้ายิ้มแฉ่ง

ค่ำคืนนั้น สามหนุ่มนั่งรถชมเมืองด้วยความเบิกบาน


ขอบคุณนิทานจากหนังสือ Chicken Soup for the Soul

เมื่อทำสิ่งถูกมันจะแย่ที่สุดแค่ตอนแรก

ถ้าอาบน้ำเย็นในอากาศหนาวๆ แบบนี้ เราจะรู้สึกแย่ที่สุดแค่ 3 วินาทีแรกที่โดนน้ำ จากนั้นมันจะเริ่มแย่น้อยลง พออาบเสร็จก็หายหนาว แถมรู้สึกสดชื่นไปอีกหลายชั่วโมง

ถ้าซื้อของคุณภาพดีที่ราคาแพง เราจะรู้สึกแย่ที่สุดแค่ตอนที่เราจ่ายเงิน จากนั้นเราจะรู้สึกสบายใจเพราะใช้มันได้อย่างราบรื่น ยาวนาน และคุ้มค่า ไม่ต้องมานั่งซ่อมหรือซื้อใหม่บ่อยๆ

ถ้าต้องให้ฟีดแบ็คพนักงานว่าเขายังทำได้ไม่ดี มันจะรู้สึกแย่ที่สุดในตอนที่ต้องเอ่ยปากและเห็นสีหน้าที่ผิดหวังหรือเสียใจ จากนั้นมันจะค่อยๆ ดีขึ้นเพราะเขาจะปรับปรุงตัวเองหรืออย่างน้อยที่สุดก็จะระมัดระวังมากขึ้น

ในทางกลับกัน

อากาศเย็นๆ แบบนี้ ถ้าเราอาบน้ำอุ่นจัดๆ มันจะรู้สึกดีมากตอนที่อาบ จากนั้นผิวจะแห้งกร้านแถมยังอาจขึ้นผื่นให้คันไปทั้งวัน

ถ้าซื้อของราคาถูกคุณภาพต่ำ เราจะรู้สึกดีตอนจ่ายตังค์ แต่จากนั้นเราก็จะหัวเสียกับความก๊อกแก๊กของมัน

ถ้าพนักงานทำงานไม่ดีแล้วเราเลือกที่จะไม่บอก เราก็อาจสบายใจที่ไม่ต้องกระทบกระทั่ง แต่ก็ต้องทนอยู่กับผลงานที่ไม่ได้มาตรฐานอย่างนี้อยู่เรื่อยไป

เมื่อทำสิ่งถูกมันจะแย่ที่สุดแค่ตอนแรก

เมื่อทำสิ่งที่ผิดมันจะดีที่สุดแค่ตอนแรก

ก็คงต้องเลือกดีๆ ว่าจะเอาอย่างไหนครับ


ขอบคุณประกายความคิดจากเพจเขียนไว้ให้เธอ – มา “วิม ฮอฟ” กัน

จุดอ่อนของสภาวะ Flow

“Flow” คือสภาวะของการที่เราอินกับกิจกรรมตรงหน้าจนลืมเวลา

คนที่เสนอคอนเซ็ปต์ Flow มีนามว่า Mihaly Csikszentmihaly (อ่านว่า มีไฮ ชิกเซ็นมีไฮ) นักจิตวิทยาสัญชาติอเมริกัน-ฮังกาเรียน

ชิกเซ็นมีไฮบอกว่า Flow คือการมีสมาธิอยู่ในงาน ซึ่งงานนั้นจะต้องไม่ง่ายเกินไปและไม่ยากเกินไป

Flow จึงเปรียบเหมือนดินแดนมหัศจรรย์ที่หลายคนใฝ่ฝันจะได้ไปเยือน

แต่การเข้าสู่ Flow ก็อาจไม่ใช่เรื่องดีเสมอไป

เคยมีการทดลองให้นักเบสบอลซ้อมตีลูกกับเครื่องยิงลูกเบสบอล

การซ้อมแบบแรก เครื่องยิงถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงลูกตรงสลับกับลูกโค้งด้วยแพทเทิร์นที่สม่ำเสมอ เช่นตรงสามครั้ง โค้งหนึ่งครั้ง

การซ้อมแบบที่สอง เครื่องยิงลูกถูกตั้งโปรแกรมให้ยิงแบบสุ่ม ตรงบ้าง โค้งบ้าง

นักเบสบอลบอกว่าการซ้อมแบบแรกนั้นเขาสนุกมาก รู้สึกว่าตัวเองตีได้ดี ได้เข้าสู่ Flow state ที่ทำให้เขาสนุกกับการซ้อมและมีความมั่นใจมากขึ้น

ส่วนการซ้อมแบบที่สองนั้น นักเบสบอลบอกว่าหงุดหงิดมากเพราะตีพลาดไปเยอะ

แต่สุดท้ายแล้ว โค้ชประเมินว่าการซ้อมแบบที่สองต่างหากที่ทำให้นักเบสบอลเก่งขึ้นได้เร็วกว่า

เพราะการเรียนรู้จะเกิดขึ้นตอนที่นักเรียนรู้สึกว่าไม่เก่ง (Learning almost always involves incompetence)

ดังนั้นการพาตัวเองไปสู่จุดที่เราต้อง struggle จึงเป็นเรื่องที่จำเป็น เพราะมันคือหนทางที่จะพาเราเลื่อนชั้นไปสู่ next level ได้

ดังนั้น ถ้าอยากเก่งขึ้น การเข้าสู่ Flow อาจเป็นอุปสรรคมากกว่าหนทางครับ

—–

ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

บริษัทเรามีรีเซ็ปชั่นไว้ทำไม?

บริษัทใหญ่ๆ แทบทุกที่จะมี “พนักงานต้อนรับ” ที่นั่งหลังเคาท์เตอร์เพื่อคอยตอบคำถามผู้มาติดต่อและโทรแจ้งพนักงานให้ออกมารับแขก

แต่ในยุคที่มีโทรศัพท์มือถือ ใครมาถึงก็โทรหาคนที่อยากเจอได้ทันที เรายังจำเป็นต้องมีรีเซ็ปชั่นอยู่อีกหรือ?

แน่นอนว่าอาจจะมีแขกที่ walk-in และไม่รู้จักใครอยู่บ้าง แต่ก็น่าจะเป็นส่วนน้อย และหน้าที่ของรีเซ็ปชั่นก็แค่การเมคชัวร์ว่าคนเหล่านี้ไม่ทำอะไรแผลงๆ เช่นเดินเข้าประตูไปโดยไม่ได้รับอนุญาต

ถ้าทำแค่นั้น รีเซ็ปชั่นก็เป็นเพียง “รปภ.โลว์เทคที่แต่งตัวดี” (low-tech security guards in nice clothes) และงานของเขาหรือเธออาจจะหมดความหมายในอนาคตอันใกล้นี้

แต่ถ้ามองว่างานรีเซ็ปชั่นคือการสร้าง first impression ที่ดีให้กับคนที่มาติดต่อ มันคือการทำ company branding อย่างหนึ่ง พนักงานต้อนรับก็อาจจะแต่งตั้งตัวเองให้เป็น VP of Reception โดยไม่ต้องรอให้ใครบอก

  • เก็บข้อมูลมาว่าวันนี้ใครจะเยี่ยมออฟฟิศบ้าง แล้วทักทายแขกแบบคนที่ทำการบ้านมาอย่างดี “สวัสดีค่ะคุณธวัชชัย เมื่อเช้าไฟลท์จากเชียงใหม่โอเคดีมั้ยคะ?”
  • ของบซื้อลูกอมมาใส่ไว้ในโถให้แขกหยิบกินได้
  • ทำไมต้องรอให้แขกถามทุกครั้งว่าห้องน้ำไปทางไหน ติดป้ายให้ชัดเจนไปเลย
  • ระหว่างที่นั่งว่างๆ ทำไมไม่เสิร์ชหาข่าวล่าสุดของบริษัท ปริ๊นท์ออกมาใส่แฟ้มไว้ให้แขกนั่งพลิกอ่านระหว่างรอ
  • ถ้าบริเวณนั้นมีสมาร์ททีวี ก็เปิด Youtube รายการดีๆ ให้แขกนั่งดูเพลินๆ ได้

แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้มันไม่ได้อยู่ใน JD (Job Description) หรือ R&R (Roles & Responsibilities) ของพนักงานต้อนรับ แต่ถ้าทำได้ พนักงานต้อนรับคนนั้นก็จะสร้างคุณค่าให้กับบริษัทได้มากกว่าพนักงานต้อนรับคนใดในประวัติศาสตร์ แถมการทำงานก็จะมีความสนุกมากยิ่งขึ้นอีกด้วย

แม้ตัวอย่างจะเป็น Receptionist แต่จริงๆ แล้วเราควรจะถามคำถามเดียวกันนี้กับงานที่เราทำอยู่ ว่าโดยแท้จริงแล้วหน้าที่ของเราคืออะไร บทบาทอะไรที่กำลังจะไม่ relevant อีกต่อไปเพราะเทคโนโลยีทำแทนได้แล้ว และบทบาทอะไรที่เราสามารถจะทำเพิ่มขึ้นได้เพื่อให้งานของเราสร้างคุณค่าได้อย่างแท้จริงครับ


ขอบคุณเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือ The Practice by Seth Godin

เป็นหัวหน้าอย่า add value มากเกินไป

ปัญหาคลาสสิคของหัวหน้าที่ฉลาดคือการ add value มากเกินไป

เวลาลูกน้องมีไอเดียดีๆ อะไรมานำเสนอ หัวหน้ามักอดไม่ได้ที่จะออกความเห็น

“เป็นไอเดียที่ดีนะ แต่พี่ว่าทำแบบนี้น่าจะเวิร์คกว่า”

ฟังดูก็เมคเซนส์ดี เพราะเรามีประสบการณ์มากกว่า และน้องก็มาหาเราเพราะต้องการคำแนะนำ

แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องระลึกไว้ก็คือ คำแนะนำของเราอาจจะทำให้ไอเดียดีขึ้น 5% แต่ทำให้ commitment ของน้องน้อยลงไป 50%

เพราะเมื่อหัวหน้าออกความเห็นมากเกินไป ไอเดียนั้นมันจะกลายเป็นไอเดียของหัวหน้า ไม่ใช่ไอเดียของน้องแล้ว ความรู้สึกเป็นเจ้าของ หรือ ownership ย่อมน้อยลงไปเยอะ

งานจะออกมาดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ สองปัจจัย คือ

คุณภาพของไอเดีย x ความทุ่มเทในการเข็นไอเดียออกมาให้สำเร็จ

Quality of the idea x the commitment to make it work

ดังนั้น ในฐานะหัวหน้า เราต้องระวังที่จะไม่ add value มากเกินไป

เพราะบรรทัดสุดท้ายอาจจะได้ของที่แย่กว่าเดิมครับ


ขอบคุณเนื้อหาจาก Youtube: Marshall Goldsmith: Adding Too Much Value

หลุดแล้วอย่าหลุดยาว

ถ้าวันนี้ตั้งใจจะออกกำลังกายแล้วไม่ได้ออก ก็กลับมาออกพรุ่งนี้ อย่ากลับมาออกเดือนหน้า

ถ้าเมื่อคืนทะเลาะกัน ก็รีบขอโทษเสียแต่วันนี้ อย่าปล่อยให้หมางใจกันนานเป็นปี

ถ้าวันนี้เผลอทำสิ่งที่เคยตั้งใจไว้ว่าจะไม่ทำ พรุ่งนี้ก็อย่าทำอีก ไม่ใช่ทำซ้ำจนกลับไปสู่นิสัยแย่ๆ ตามเดิม

เมื่อเราหลุดอะไรแล้ว ให้รีบกลับมาแก้ไข ถ้าปล่อยให้เนิ่นช้าเกินไป จะกลับมาลำบาก

เจ็ดวันเว้นดีดซ้อม ดนตรี
อักขระห้าวันหนี เนิ่นช้า
สามวันจากนารี เป็นอื่น
วันหนึ่งเว้นล้างหน้า อับเศร้าศรีหมอง

คนเราไม่ได้เพอร์เฟ็คท์ มีผิด มีหลุด มีพลาดได้

พลาดแล้วรีบแก้แล้วจะง่าย

แต่ถ้าพลาดแล้วปล่อยไว้ New Year’s Resolutions จะพังทลาย ความฝันที่มีจะหนีหาย

และชีวิตดีๆ ที่ควรมีได้ก็จะห่างไกลเท่าเดิมครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1: On maturity, how to do exceptional work, and the connectedness of things

19 สัญญาณของความเป็นผู้ใหญ่

  1. ลงมือทำทั้งๆ ที่ยังไม่มีอารมณ์
  2. อดทนฟังทั้งๆ ที่คันปาก
  3. มองไกลกว่าหนึ่งช็อต
  4. ความสัมพันธ์มาก่อนการเป็นฝ่ายถูก
  5. ทำสิ่งที่ถูกแม้ไม่มีใครล่วงรู้
  6. รู้ว่าความจริงของเราไม่ใช่ความจริงทั้งหมด
  7. เห็นต่างด้วยความเคารพอีกฝ่าย
  8. อ่อนน้อมแม้แต่กับคนที่อ่อนกว่า
  9. สนใจเรื่องราวของคู่สนทนามากกว่าอยากเล่าเรื่องราวของตัวเอง
  10. ยินดีอย่างจริงใจในความสำเร็จของคนอื่น
  11. ให้เครดิตคนอื่นเสมอ
  12. ไม่ด่วนตัดสินคน ไม่ด่วนฟันธง
  13. เข้าใจว่าอะไรอะไรมันก็ไม่แน่
  14. หนักแน่นแต่อ่อนโยน
  15. เด็ดขาดแต่ใจเย็น
  16. ไม่แสวงหาการยอมรับ
  17. ทำเยอะเรียกร้องน้อย
  18. ความสามารถสูง ความต้องการต่ำ
  19. ข้างนอกอย่างไรข้างในอย่างนั้น

นิทาน Growth Mindset

เมล็ดสองเมล็ดฝังอยู่ในดินใกล้ๆ กัน

เมล็ดแรกบอกกับตัวเองว่า

“ฉันอยากโตเต็มแก่แล้ว! ฉันจะออกรากเพื่อดูดซึมสารอาหารต่างๆ ที่อยู่ใต้ดินนี้ แล้วฉันก็จะแตกหน่อทะลุดินขึ้นไป ฉันจะออกไปรับแสงสว่างจากดวงอาทิตย์ แล้วฉันก็จะออกดอกออกผลให้งดงามไปเลยล่ะ!”

แล้วเมล็ดแรกก็เติบโตไปตามครรลอง

เมล็ดที่สองบอกกับตัวเองว่า

“ฉันกลัว! ถ้าฉันออกรากไปที่ใต้ดินมืดๆ ก็ไม่รู้ว่าจะเจออะไรบ้าง ถ้าฉันพยายามทะลุดินขึ้นไปหน่อของฉันจะหักจะงอรึเปล่าก็ไม่รู้ แดดคงร้อนน่าดู แล้วถ้าฉันออกดอกแล้วมีเด็กมาเด็ดไปจะทำยังไง ฉันขอรอดูสถานการณ์ก่อนดีกว่า”

วันหนึ่งไก่เดินมาเขี่ยพื้นแถวนั้น เมล็ดที่สองเลยโดนไก่กิน


ดัดแปลงจากเนื้อหาในหนังสือ Chicken Soup for the Soul

จะเป็นเพื่อนกับอดีตหรือเป็นเพื่อนกับปัจจุบัน

อดีตนั้นใจแข็งเป็นหิน ต่อให้เราอยากกลับไปแก้ไขอย่างไรก็ทำไม่ได้แล้ว

อดีตไม่เคยให้โอกาสครั้งที่สองกับเรา ผิดกับปัจจุบันที่ให้โอกาสครั้งที่สอง ครั้งที่สาม-สี่-ห้ากับเราเสมอ

กับปัจจุบันนั้น เรามีโอกาสเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ก็เหลือแต่ว่าเราจะเลือกคบกับใครมากกว่ากัน

จะเป็นเพื่อนกับอดีตที่เราทำอะไรไม่ได้นอกจากระลึกถึงและเรียนรู้จากมัน

หรือจะเป็นเพื่อนกับปัจจุบันที่โคตรใจกว้าง และพร้อมอยู่เคียงข้างเราไปตลอดทางครับ