เรากำลัง “ซื้อ” อะไรอยู่บ้าง

20200622b

ช่วงค่ำตอนกลับบ้าน ผมจะเลี่ยงรถติดด้วยการขับรถลัดเลาะเข้าซอยไปออกแถวเอกมัย

ตอนที่ผมขับผ่านซอยเล็กและเปลี่ยวซอยหนึ่ง เห็นป้ายโฆษณาคอนโดเขียนไว้ว่า “A preferable life”

A preferable life เหรอ?

ซอยนั้นมีจุดดีอย่างเดียวคือใกล้สถานีรถไฟฟ้า แต่ก็ไม่ได้ใกล้ขนาดเดินไปถึงได้ ไฟตามทางมืดสลัว มืดพอที่ผมจะไม่กล้าเดินคนเดียว พื้นที่โดยรอบไม่มีสีเขียวใดๆ ถ้าลูกผมมาอยู่ที่นี่คงไม่มีที่ให้วิ่งเล่น

มันไม่ใช่ “ชีวิตที่ดีกว่า” สำหรับผมแน่ๆ แต่ก็อาจจะเป็นชีวิตที่คนอีกไม่น้อยยอมเป็นหนี้หลายล้านเพื่อให้ได้มาครอบครอง

สิ่งหนึ่งที่จะกำหนดทิศทางชีวิตเราได้มหาศาล คือสิ่งที่เราซื้อ

ซื้อในที่นี้ไม่ใช่ซื้อของ แต่เป็นการซื้อความเชื่อ

ก่อนจะมีคนซื้อได้ มันต้องมีคนขายก่อน

ขายความเชื่ออะไรบางอย่าง โดยเฉพาะความเชื่อเรื่องการมีชีวิตที่ดี

คุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อมีคอนโดอยู่ใกล้รถไฟฟ้า

ภรรยาคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้ขับรถคันนี้

ลูกคุณจะมีชีวิตที่ดีเมื่อได้เข้าโรงเรียนดัง

เมื่อเราซื้อความเชื่อซึ่งเป็นเรื่องนามธรรมแล้ว เราก็ต้องวิ่งหาเงินมาซื้อสิ่งเหล่านี้ในทางกายภาพ

ซึ่งสำหรับบางความเชื่อ อาจต้องใช้เวลาหลายเดือน หลายปี หรือกระทั่งทั้งชีวิตเพื่อให้ได้มา

ดังนั้น ก่อนจะ “ซื้อ” อะไร ลองคิดให้รอบคอบ ลองคิดแย้งกับตนเองบ้างว่ามันดีอย่างที่เขาว่าจริงๆ หรือเขาแค่พยายามจะขาย ‘a preferable life’ ให้เราซื้อเท่านั้นเอง

เพราะชีวิตที่น่าเขกหัว คือชีวิตที่เปล่าเปลืองไปกับของที่เขาว่าดีทั้งๆ ที่เราเองไม่ได้ต้องการจริงๆ ด้วยซ้ำไป

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น

20200622

เวลาเรามองคนที่เราชื่นชม และเห็นเขาทำอะไรได้ตั้งมากมายทั้งเพื่อตัวเองและเพื่อคนอื่น เราอดถามไม่ได้ว่า “ไม่เหนื่อยบ้างเหรอ”

แล้วเราก็คิดเอาว่า คนแบบนี้น่าจะต้องมีความสามารถพิเศษ หรือรู้อะไรบางอย่างที่เราไม่รู้

แต่พอได้เข้าใกล้ เราก็จะเข้าใจว่าจริงๆ แล้วเขาไม่ได้มีอะไรพิเศษกว่าคนธรรมดาเลย สิ่งที่เขาทำไม่ได้ราบรื่น ทุกอย่างล้วนเต็มไปด้วยความยากลำบากและข้อผิดพลาด

เพียงแต่เขาไม่ส่งพลังงานลบออกมาให้คนรอบข้างเท่านั้นเอง

ขึ้นชื่อว่าการทำงาน การใช้ชีวิต มันมีเรื่องให้ต้องคิด ต้องทำ ต้องฝ่าฟันกันทุกราย

ดังนั้นอย่าถามเลยว่าเหนื่อยมั้ย มันเหนื่อยอยู่แล้ว

แต่เหนื่อยแล้วจะบ่นหรือไม่มันขึ้นอยู่กับเรา

เหนื่อยก็หยุดพัก ถอยหลังออกมาให้เห็นชัดว่าเรากำลังพยายามทำอะไร เมื่อมีแรงแล้วก็กลับไปทำต่อ ไม่มีความจำเป็นต้องซ้ำเติมด้วยคำพูดที่บั่นทอน

เค้าไม่เหนื่อย หรือเค้าไม่บ่น*

มองให้ดี แล้วจะรู้ว่าเรามีทางเลือกเสมอครับ

—–

* ประโยคนี้ผมได้มาจากบทความ “ทำไมพ่อถึงเหนื่อยล่ะคะ” ของคุณบิว เจ้าของเพจวิศวกรรีพอร์ตที่ถ่ายทอดความรู้ด้านการใช้ Excel แบบไม่มีเม้ม แนะนำให้ติดตามกันครับ

กระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์มีไว้ทำอะไร?

20200620

กางเกงยีนส์หลายรุ่นจะมีกระเป๋าจิ๋วอยู่ในกระเป๋าหน้าของกางเกงยีนส์ดังภาพ

ผมเคยใช้เก็บเศษเหรียญ บางทีก็ใช้เก็บธนบัตรเพื่อเป็นเงินสำรอง บางทีไม่รู้จะทำอะไรก็เอานิ้วเสียบไว้เฉยๆ

แต่จริงๆ แล้วกระเป๋าจิ๋วนี้มีจุดประสงค์ที่ชัดเจนครับ

มันถูกสร้างเอาไว้เก็บ pocket watch หรือ “นาฬิกาพก” ที่เป็นเรือนนาฬิกาและมีโซ่ที่สามารถดึงออกมาดูได้

กางเกงยีนส์นั้นเริ่มบูมเมื่อ 200 ปีที่แล้ว และสมัยนั้นยังไม่มีนาฬิกาข้อมือ คนที่พกนาฬิกาก็จะพก pocket watch นี่แหละ กระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์จึงมีชื่อว่า watch pocket เพราะเอาไว้เก็บนาฬิกาพกโดยเฉพาะ

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1 ทหารรู้สึกว่า pocket watch ใช้งานลำบาก ต้องหยิบเข้าหยิบออก เลยประดิษฐ์ “trench watch” ซึ่งเป็นนาฬิกาหุ้มเกราะที่ใส่ข้อมือได้ สามารถดูเวลาได้อย่างรวดเร็วและทนทาน

เมื่อจบสงครามโลก trench watch ก็เริ่มเป็นที่นิยมแพร่หลายในหมู่คนธรรมดา เกราะที่เคยมีก็ค่อยๆ หายไปเพราะไม่จำเป็นต้องไปใส่รบที่ไหน และกลายร่างมาเป็นนาฬิกาข้อมือหรือ wrist watch อย่างที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้

ส่วนกระเป๋าจิ๋วในกางเกงยีนส์ก็ยังคงอยู่อย่างนั้นเรื่อยมา เป็นปริศนาสำหรับคนใส่กางเกงยีนส์ทุกคนที่ไม่เคยรู้ประวัติของ pocket watch ครับ

—–

ขอบคุณข้อมูล Quora:Jai Carter’s answer to What is something people never use correctly?และ Hodinkee:The Ironic Elegance Of Trench Watches

นิทานโหรผู้ช่ำชอง

20200619

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่สร้างจากเรื่องจริงกันนะครับ

พระเจ้าหลุยส์ที่ 11 (1423-1483) คือกษัตริย์แห่งฝรั่งเศสผู้ทรงพระปรีชาสามารถและเป็นผู้ “ชักใย” เหตุการณ์ในบ้านเมืองมากมายจนได้รับฉายาว่า the Spider King

พระเจ้าหลุยส์พระองค์นี้ทรงโปรดปรานวิชาโหราศาสตร์มาก และมีโหรคู่ใจคนหนึ่งที่พระองค์จะทรงปรึกษาอยู่เสมอ

อยู่มาวันหนึ่ง โหรคนนี้ทำนายว่าสตรีคนหนึ่งในราชสำนักจะเสียชีวิตภายใน 8 วัน

เมื่อคำทำนายเป็นจริง พระเจ้าหลุยส์ทรงวิตกกังวลมาก โหรอาจจะบงการฆ่าสตรีผู้นี้เพื่อให้ตรงตามคำทำนาย หรือไม่อย่างนั้นโหรคนนี้ก็แม่นยำเกินไปจนอาจเป็นภัยต่อพระราชบัลลังก์ได้ พระเจ้าหลุยส์จึงตัดสินใจแล้วว่าต้องฆ่าโหรคนนี้เสีย

วันหนึ่งพระเจ้าหลุยส์จึงเรียกโหรให้มาเข้าเฝ้า โดยได้เตี๊ยมกับกลุ่มทหารรักษาพระองค์ว่า เมื่อพระองค์ทรงให้สัญญาณ ก็จงเข้าไปอุ้มโหรแล้วจับโยนออกไปนอกหน้าต่างซึ่งอยู่สูงจากพื้นนับร้อยเมตร

เมื่อโหรมาถึง หลังจากพูดคุยพอเป็นพิธีและเตรียมจะส่งสัญญาณ พระเจ้าหลุยส์ก็ตัดสินใจถามคำถามทิ้งท้าย

“ท่านบอกว่าท่านแตกฉานวิชาโหราศาสตร์ และสามารถทำนายโชคชะตาของผู้อื่นได้ งั้นบอกข้าหน่อยสิว่าโชคชะตาของท่านจะเป็นเช่นไร ท่านจะมีชีวิตอยู่ได้อีกนานแค่ไหน”

“ข้าพเจ้าจะอยู่ได้จนถึง 3 วันก่อนที่พระองค์จะเสด็จสวรรคตพะยะค่ะ”

จากนั้นมา โหราจารย์ก็ได้รับการดูแลเป็นอย่างดีแถมยังมีหมอมาตรวจสุขภาพเป็นประจำอีกด้วย

—–

ขอบคุณเรื่องจริงจากหนังสือ The 48 Laws of Power by Robert Greene

อย่างมงายกับตรรกะ

20200618

ขอสานต่อจากบทความเมื่อวาน ที่ผมบอกว่า OKR ไม่ใช่เป้าหมาย เป็นเพียงแค่เครื่องมือที่พาเราไปสู่เป้าหมายเท่านั้น

เงินก็ไม่ใช่เป้าหมาย เป็นเพียงเครื่องมือที่นำไปสู่เป้าหมายเท่านั้นเช่นกัน

ถ้าเราเผลอไปยึดถือเครื่องมือเป็นเป้าหมายเสียเอง เราจะหลงทาง

และถ้าเรายึดถือเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากเกินไป เราก็จะเจอทางตัน เพราะทุกเครื่องมือมีข้อจำกัดของมัน

คนที่จบวิศวะมา มักจะใช้ตรรกะและการคำนวณเป็นเครื่องมือ สิ่งที่ตามมาก็คืออาการ over-engineer หรือพยายามใส่อะไรเข้ามาเยอะเกินงามและเกินความจำเป็น

คนที่จบสายศิลป์มาอาจพึ่งพาความรู้สึกและอารมณ์มากเกินไป จนพาตัวเองไปเจอปัญหาที่ควรหลีกเลี่ยงได้

คนที่เพิ่งอินกับการปฏิบัติธรรม ก็อาจพยายามมากเสียจนจนกลายเป็นคนเฉื่อยเนือย ยกหนอย่างหนอจนทำอะไรไม่ทันการ

ไม่ได้บอกว่าธรรมะไม่ดี ไม่ได้บอกว่าเราไม่ควรใช้อารมณ์หรือตรรกะ แค่จะบอกว่าเราควรจะมีเครื่องมือหลายๆ อย่างติดมือเอาไว้

เพราะถ้าเรามีแค่ค้อนอยู่ในมือ เราจะมองทุกอย่างเป็นตะปูไปเสียหมด

“If all you have is a hammer, everything looks like a nail”
-English proverb

KPI หรือ OKR เป็นตัวชี้วัดที่มีประโยชน์ แต่ถ้าองค์กรใดใช้มันเป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวในการประเมินคุณค่าของพนักงาน องค์กรนั้นก็จะขาดความเป็นมนุษย์

ตรรกะเป็นกระบวนการคิดที่เป็นระบบ แต่อาจใช้กับคู่รักที่ทะเลาะกันไม่ได้ หลายครั้งที่ความสัมพันธ์มันพังทลายไม่ใช่เพราะว่าเราใช้อารมณ์มากเกินไป แต่เพราะเราใช้เหตุผลกันมากเกินไปต่างหาก

วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือที่ดี แต่เรื่องที่วิทยาศาสตร์ยังเข้าไม่ถึงนั้นมีอีกมาก คนที่ดูแคลนหรือดูเบาสิ่งใดเพียงเพราะวิทยาศาสตร์ยังพิสูจน์ไม่ได้ย่อมสูญเสียโอกาสไปไม่น้อย

อุปกรณ์อย่างทีวีหรือไอแพดเป็นเครื่องมือทุ่นแรงที่พ่อแม่หลายคนใช้กับลูกเล็ก เปิดอะไรให้ดูเค้าก็นั่งนิ่งอยู่กับที่ แต่ถ้าเรา outsource การเล่นกับลูกไปให้ไอแพดมากเกินไป วันหนึ่งพ่อแม่อย่างเราก็จะถูกลูก outsource เช่นกัน

ดังนั้น นอกจากมองให้ออกว่าสิ่งใดเป็นเป้าหมาย สิ่งใดเป็นเครื่องมือแล้ว เราต้องมีเครื่องมือหลายชิ้นติดตัวเอาไว้ด้วย อย่างมงายกับเครื่องมือใดเครื่องมือหนึ่งมากจนเกินไป

อย่างมงายกับตรรกะ อย่างมงายกับ OKR อย่างมงายกับเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์

เข้าใจข้อจำกัดของมันและใช้มันให้ถูกบริบท แล้วเราจะรับมือกับความท้าทายที่หลายหลากของชีวิตได้ครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือทั่วไปครับ นายอินทร์จะหาง่ายหน่อย ส่วนที่ซีเอ็ดจะหายากหน่อยครับ

OKR ไม่ใช่เป้าหมาย

20200617

OKR ย่อมาจาก Objectives and Key Results ที่บูมในเมืองไทยในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลายองค์กรพยายามเอา OKR มาใช้แทน KPI

สิ่งที่ต้องระวังคือการระลึกให้ได้ว่า OKR ไม่ใช่เป้าหมาย KPI ก็ไม่ใช่เป้าหมาย

OKR เป็นเพียงเครื่องมือ

เครื่องมือที่จะช่วยพาเราเดินไปสู่เป้าหมาย

หากเราจับจ้องที่เครื่องมือมากเกินไป เราจะเผลอนึกว่าเครื่องมือเป็นเป้าหมายเสียเอง

เหมือนเรามองนิ้วที่ชี้ไปที่พระจันทร์ ถ้าไม่ตั้งสติให้ดีเราอาจเผลอนึกว่านิ้วชี้คือพระจันทร์

ฝรั่งมีคำพูดที่ว่า the map is not the territory – แผนที่ไม่ใช่พื้นที่

แผนที่เป็นเพียงภาพจำลองของพื้นที่จริงเท่านั้น ถ้าเราเอาแต่ก้มหน้าก้มตาดูแผนที่ เราก็จะไม่ได้เงยหน้าขึ้นมาดูพื้นที่เลย

หลายอย่างในชีวิตเราจึงเป็นแค่เพียงเครื่องมือ เป็นแค่แผนที่ เป็นแค่นิ้วที่ชี้พระจันทร์

เงินก็เป็นหนึ่งในนั้น

เงินเป็นเพียงเครื่องมือ ไม่ใช่เป้าหมาย

แต่เมื่อเราทำอะไรเพื่อให้ได้เงินมานานๆ เข้า เราก็ม้กจะโฟกัสไปที่ตัวเงินจนหลงลืมเป้าหมายที่แท้จริง

เป้าหมายก็คือเป้าหมาย เครื่องมือก็คือเครื่องมือ เชื่อมโยงกันแต่ไม่อาจทดแทนกันได้

แยกแยะให้ออก ชีวิตจะได้ไม่ถลอกปอกเปิกจนเกินไปครับ

เวลาดูคนเก่งอย่าดูแค่สิ่งที่เขาทำ

20200616

ให้ดูสิ่งที่เขาไม่ทำด้วย

เมื่อวานนี้ผมเขียนบทความ “เหตุผลที่เราไม่ควร Work from home ทุกวัน” โดยอ้างอิงถึง Silent Knowledge หรือความรู้ที่ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้ ต้องอาศัยการซึมซับหรือครูพักลักจำเอา

แล้วผมก็คิดได้อีกเหตุผลหนึ่งที่เราควรมาทำงานที่ออฟฟิศ คือเราจะได้เรียนรู้ว่าคนเก่งๆ นั้นเขาไม่ทำอะไรกัน

เช่นเวลามีคนส่งเมลมาต่อว่าทีม แทนที่หัวหน้าเราจะส่งเมลโต้แย้ง เขาอาจจะเลือกเดินไปหาคนส่งเมลเพื่อคุยกันแบบตัวต่อตัว

สิ่งที่เขาทำคือการเดินไปคุย แต่สิ่งที่เขาไม่ทำคือเขาไม่อารมณ์เสีย ไม่บ่น ไม่ด่วนโต้ตอบ ซึ่งเราอาจจะไม่มีโอกาสมองเห็นสิ่งเหล่านี้ถ้าเราทำงานที่บ้าน

การรู้ว่าควรทำอะไรบ้างนั้นสำคัญก็จริง แต่การรู้ว่าไม่ควรทำอะไรนั้นอาจสำคัญยิ่งกว่า

Charlie Munger คู่หูของ Warren Buffet บอกว่า พวกเขาไม่ได้ทำอะไรที่ฉลาดล้ำลึก แค่พวกเขาหลีกเลี่ยงที่จะไม่ทำอะไรโง่ๆ เท่านั้นเอง

“It is remarkable how much long-term advantage people like us have gotten by trying to be consistently not stupid, instead of trying to be very intelligent.”

หนังสือการเป็นผู้นำอย่าง What got you here won’t get you there ก็บอกว่า ถ้าอยากเป็นผู้นำที่ดีคุณไม่ต้องทำดีอะไรหรอก แค่อย่าทำตัวแย่ๆ ก็พอ – don’t be a jerk.

คำสอนที่เรารู้จักกันดีอย่างศีลห้าหรือบัญญัติสิบประการก็ไม่ได้บอกให้เราทำอะไร แค่บอกว่าเราไม่ควรทำอะไร พอไม่ผิดเดี๋ยวมันก็ถูกเอง

คนที่เราชื่นชมเขาทำอะไรได้หลายอย่าง นั่นเป็นเพราะเขาเลือกที่จะไม่ทำบางอย่าง เขาจึงมีเวลาและมีแรงเหลือมาลงมือทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ได้

ที่เราเห็นคนเก่งๆ แล้วเราท้อถอย เพราะเราพยายามไปทำตามสิ่งที่เขาทำ

วิธีที่ยั่งยืนกว่า คือดูว่าเขาไม่ทำอะไร แล้วถ้าเรายังทำอยู่ก็เลิกซะ

มองให้เห็นในสิ่งที่คนเก่งไม่ทำ แค่นี้ชีวิตก็ดีขึ้นได้แล้วครับ

—–

หนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” ว่าด้วยการลดทอนสิ่งที่ไม่ใช่ ตามหาได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

เหตุผลที่เราไม่ควร Work From Home ทุกวัน

20200615

เมื่อประมาณเกือบสองปีที่แล้ว ทาง Wongnai ได้เชิญ “พี่ด้วง” ดวงฤทธิ์ บุนนาค มาถ่ายทอดประสบการณ์ให้พวกเราฟังในกิจกรรม Wongnai WeShare

หัวข้อหนึ่งที่น่าสนใจมากคือ silent knowledge

ความรู้ที่เราได้จากโรงเรียนหรือจากตำราเรียกว่า articulated knowledge

articulate แปลว่า พูดออกมาอย่างชัดเจน

articulated knowledge จึงเป็นความรู้ที่ถูกถ่ายทอดด้วยภาษา มีการบันทึกไว้เป็นหลักสูตร

articulated knowledge เป็นพื้นฐานของการศึกษาทั่วโลก และนี่คือเหตุผลที่วงการการศึกษากำลังแย่ มหาวิทยาลัยกำลังลำบาก เพราะ articulated knowledge หาได้ในอินเทอร์เน็ตหมดแล้ว

ลองถามตัวเองดูก็ได้ว่าสิ่งที่เราเรียนที่มหาลัย เราได้เอามาใช้กี่เปอร์เซ็นต์

สิ่งที่เราทำวันนี้ เราเรียนรู้ได้โดยที่ไม่ต้องมีใครสอน นี่คือเหตุผลที่การศึกษาในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์อีกต่อไป

แต่ silent knowledge คือการเรียนรู้ที่ไม่สามารถจะสอนได้ ไม่สามารถถ่ายทอดเป็นภาษาได้ เหมือนการเรียนกับช่างไม้ ที่ต้องไปฝากตัวอยู่กับครูนานๆ ถึงจะทำได้

เพราะเวลาเราเรียนรู้จากคนเก่งๆ หลายครั้งเขาไม่ได้เอ่ยปากสอนด้วยซ้ำ แต่เราเรียนรู้ได้เองจากการสังเกตสีหน้า ท่าทาง การคุมอารมณ์ ความตั้งใจ ความเข้มข้นในการทำงาน

ช่วงที่เราปิดโควิดกันไปสองเดือน ดูเหมือนว่าหลายคนกำลังติดใจการ work from home จนคิดว่าการมาเข้าออฟฟิศนั้นไม่จำเป็น

แต่การทำงานที่บ้านอย่างเดียวไม่ทำให้เกิด silent knowledge ครับ หรือถึงจะเกิดก็เกิดได้น้อยกว่าการทำงานที่ออฟฟิศมาก

แน่นอนว่าเรื่องโควิดเราก็ห้ามการ์ดตก เรายังต้องรักษาระยะห่างเอาไว้ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าเราควรทำงานจากที่บ้านห้าวันต่อสัปดาห์

เพราะเราไม่ได้มาทำงานเพื่อจะหาเลี้ยงชีพอย่างเดียว แต่เรากำลังหาอย่างอื่นด้วย

และบางอย่างจะหาเจอได้ก็ต่อเมื่อเราได้พบปะพูดคุยกับมนุษย์ตัวเป็นๆ เท่านั้นครับ

—–

ตามหาหนังสือ “ช้างกูอยู่ไหน” และ “Thank God It’s Monday” ได้ที่ whatisitpress.com และร้านหนังสือชั้นนำทั่วไปครับ

The Black Swan ตอนที่ 8 – ยุทธการ Barbell

20200614

ในหลายบทที่ผ่านมา เรารู้แล้วว่ามนุษย์นั้นชอบปะติดปะต่อเรื่องราว ชอบมองเห็นแพทเทิร์นในทุกๆ อย่าง และชอบตัดสินว่าสิ่งนั้นดี-สิ่งนี้ไม่ดี

เวลาเรามองต้นไม้เราไม่สามารถมองเห็นแค่ต้นไม้ได้ เราเห็น “ต้นไม้สวย” หรือ “ต้นไม้ที่ไม่สวย” เรามี bias กับแทบทุกเรื่องในชีวิต แล้วเราควรทำตัวอย่างไรดี?

คำตอบก็คือ “จงรักษาความเป็นมนุษย์เอาไว้!” จงยอมรับว่าเรามีความทะนงตนในความรู้ (epistemic arrogance) อย่าพยายามที่จะไม่ตัดสินหรือออกความเห็น เพราะการมีความเห็นนั้นเป็นธรรมชาติของมนุษย์

และแม้ว่าผู้เขียนจะเตือนเราว่าทำนายอนาคตได้แย่แค่ไหน เราก็ไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยงการทำนายอนาคตไปเสียทุกครั้ง การเป็นคนเขลา (fool) ไม่ใช่เรื่องผิดอะไร ขอแค่เป็นคนเขลาให้ถูกที่ถูกเวลาก็พอ

เราสามารถเป็นคนเขลาในเรื่องเล็กๆ ได้ แต่อย่าเป็นคนเขลาในเรื่องใหญ่ๆ อย่าไปฟังว่านักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์เศรษฐกิจชาติไว้อย่างไรบ้าง แต่ถ้าสุดสัปดาห์นี้จะไปปิคนิคก็เชิญคาดการณ์ได้ตามอัธยาศัย

และแม้ว่าเราไม่สามารถคาดการณ์อะไรได้ ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะใช้ประโยชน์จากอนาคตที่คาดการณ์ไม่ได้ – knowing that you cannot predict does not mean that you cannot benefit from unpredictability.

เหตุที่อเมริกายิ่งใหญ่

Nassim Taleb ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ เชื่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากความไม่แน่นอนได้ด้วยการ maximize serendipity หรือการเพิ่มโอกาสในการเกิดเรื่องบังเอิญให้มากที่สุด

วัฒนธรรมของอเมริกาสนับสนุนให้คนลองผิดลองถูก (trial and error) ทำให้มีนวัตกรรมเกิดขึ้นมาอย่างมากมาย ผิดกับในยุโรปหรือในญี่ปุ่นที่ความผิดพลาดนั้นนับเป็นเรื่องน่าละอาย ทั้งๆ ที่บางทีมันเป็นเรื่องของจังหวะและโชคมากกว่าจะเป็นความบกพร่องของตัวบุคคล

อย่าลืมว่า Black Swans นั้นมีทั้งเชิงบวกและเชิงลบ การที่เราพร้อมลองผิดลองถูก คือการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้พบกับหงส์ดำที่จะทำให้ชีวิตเราพุ่งทะยานได้ ดังนั้น หากมีโอกาสเข้ามา จงคว้ามันเอาไว้ ถ้ามีสำนักพิมพ์ติดต่อเข้ามา หรือมีผู้กำกับหนังมาทาบทามก็จงยกเลิกนัดที่มีอยู่แล้วทั้งหมดแล้วตอบรับนัดใหม่นี้ซะ เพราะโอกาสแบบนี้ไม่ได้ผ่านมาบ่อยๆ

หากเราอยากประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน การย้ายไปอยู่เมืองใหญ่ๆ จึงสำคัญ เพราะมันนำมาซึ่งโอกาสมากมาย การได้พบปะพูดคุยกับคนบางคนอาจนำมาซึ่งไอเดียหรือธุรกิจใหม่ๆ ซึ่งการสื่อสารทางไกลไม่สามารถทดแทนการเจอกันตัวเป็นๆ ได้

ยุทธการบาร์เบล

หากเรายอมรับได้ว่าการคาดการณ์หรือการทำนายนั้นมีข้อจำกัด และการ “ประเมินความเสี่ยง” นั้นไม่อาจเที่ยงตรงเพราะ Black Swan เกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ วิธีหนึ่งที่จะทำให้เราอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้คือการเป็นคนที่ hyperconservative และ hyperaggressive ในเวลาเดียวกัน

แทนที่จะลงทุนใน “หลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงปานกลาง” (ซึ่งเราไม่มีทางรู้ได้เลยว่าโบรกเกอร์และธนาคารเขาประเมินความเสี่ยงปานกลางออกมาได้ยังไง) เราควรจะแบ่งเงินลงทุน 85-90% ไปซื้อหลักทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสุดๆ อย่าง Treasury Bill [ตั๋วเงินคลัง – ตราสารหนี้ระยะสั้นอายุไม่เกิน 1 ปีที่รัฐบาลออกจําหน่ายเพื่อกู้ยืมเงินจากประชาชน]

ส่วนเงินที่เหลืออีก 10-15% นั้นเราควรนำไปลงทุนกับหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงมากๆ เช่นกองทุนแบบ venture capital ที่นำเงินไปลงทุนใน startup ยิ่งถ้าเราสามารถซื้อประกันเพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนได้ด้วยก็จะยิ่งเพอร์เฟ็ค

ด้วยวิธีการแบบ hyperconservative + hyperaggressive นี้ ต่อให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายแค่ไหน เราก็จะเสียเงินไม่เกิน 15% ของเงินลงทุนทั้งหมด แต่ถ้าเราแทงม้าถูก เจอ Black Swan เชิงบวก เงิน 15% ที่เราลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีความเสี่ยงสูงก็อาจให้ผลตอบแทนมากพอที่จะเปลี่ยนชีวิตเราได้เลยทีเดียว

นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนเรียกมันว่ายุทธการบาร์เบล คือไม่มีตรงกลาง มีแต่สุดโต่งทั้งสองด้านคือ low risk / low return และ high risk / high return เมื่อเอามาเฉลี่ยกันแล้วก็จะเป็น medium risk แต่วิธีการลงทุนแบบนี้จะเปิดโอกาสให้เราได้รับประโยชน์จากหงส์ดำเชิงบวกและป้องกันความสูญเสียจากหงส์ดำเชิงลบ

ธุรกิจ Black Swan

ธุรกิจที่มี Black Swan เชิงบวกก็เช่นธุรกิจภาพยนตร์ งานวิจัย หนังสือ เราเสียเงินประมาณหนึ่งในการพิมพ์หนังสือแต่ละปก แต่ถ้าปกใดปกหนึ่งติดตลาดก็อาจเลี้ยงสำนักพิมพ์ไปได้อีกนาน

ในทางกลับกัน ธุรกิจอย่างธนาคารนั้นมีแต่ Black Swan เชิงลบ คุณปล่อยกู้ให้กับลูกหนี้ และอย่างดีที่สุดเขาก็ใช้เงินให้คุณจนครบ และต่อให้เค้าธุรกิจเฟื่องฟูแค่ไหน เขาก็คงไม่จ่ายเงินคุณมากไปกว่านี้ แต่หากเกิดเหตุการณ์ Black Swan อย่างลูกหนี้พร้อมใจกันชักดาบ ธุรกิจธนาคารของคุณก็แทบจะล้มทั้งยืน

โฟกัสที่ผลลัพธ์

แม้เราจะไม่สามารถประเมินความเสี่ยงของเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่งได้ แต่เราประเมินผลลัพธ์ที่จะตามมาได้ เราไม่สามารถประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพ แต่เราประเมินได้ว่าผลกระทบที่จะตามมาจากแผ่นดินไหวในกรุงเทพมีอะไรบ้าง

ดังนั้น การจะตัดสินใจอะไรก็แล้วแต่ จงให้น้ำหนักกับผลลัพธ์ที่จะตามมามากกว่าโอกาสที่จะเกิดเหตุการณ์นั้น เพราะเราคำนวณผลลัพธ์ได้แต่เราคำนวณความเสี่ยงไม่ได้

จงพาตัวเองไปอยู่ในการลงทุน ธุรกิจ และสถานการณ์ที่เรามี exposure กับผลลัพธ์เชิงบวกมากกว่าผลลัพธ์เชิงลบ แล้วเราจะอยู่ในโลกที่ไม่แน่นอนนี้ได้อย่างอุ่นใจมากขึ้น

ติดตามตอนต่อไปสัปดาห์หน้า


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Black Swan – The Impact of the Highly Improbable โดย Nassim Nicolas Taleb

The Black Swan ตอนที่ 1 – โควิดเป็นหงส์ดำรึเปล่า
The Black Swan ตอนที่ 2 – ความเปราะบางของความรู้
The Black Swan ตอนที่ 3 – ไก่งวงหน้าโง่
The Black Swan ตอนที่ 4 – อันตรายของ “story”
The Black Swan ตอนที่ 5 – หลักฐานอันเงียบงัน
The Black Swan ตอนที่ 6 – โยนเหรียญเสี่ยงทาย
The Black Swan ตอนที่ 7 – บิลเลียดสุดขอบจักรวาล

สรุปหนังสือ Sapiens – A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harari (20 ตอน)

สรุปหนังสือ Brave New Work by Aaron Dignan (15 ตอน)

“ช้างกูอยู่ไหน” หนังสือเล่มใหม่ของผมที่ว่าด้วยการค้นหาสิ่งที่สำคัญกับเราอย่างแท้จริง มีขายที่ whatisitpress.com ครับ อ่านรายละเอียดได้ที่ bit.ly/eitrfacebook และอ่านรีวิวได้ที่นี่ครับ markpeak.net/elephant-in-the-room/

ถ้าเรากำลังหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อย

20200613

แสดงว่าเราเป็นคนโชคดี

ในขณะที่เราหงุดหงิดกับเน็ตช้า ดราม่าในที่ทำงาน หรือผมที่ตัดมาสั้นเกินไป ยังมีคนอีกมากมายที่ไม่มีเวลามาคิดเรื่องพวกนี้เพราะเขากำลังเผชิญกับปัญหาที่หนักหน่วงกว่า ไม่ว่าจะเรื่องหนี้สิน สุขภาพ และความเป็นอยู่เรื่องปากท้อง

ยิ่งชีวิตเราดีขึ้นแค่ไหน เราก็มีโอกาสที่จะหงุดหงิดกับเรื่องเล็กน้อยได้มากขึ้นเท่านั้น ราวกับความมั่งคั่งนั้นแปรผกผันกับภูมิคุ้มกันความทุกข์

เมื่อเราระลึกได้ว่าเรื่องที่เราหงุดหงิดนั้นไม่ได้มีแก่นสารอะไร และมีคนอีกมากที่อยากมาอยู่จุดที่เราอยู่ตรงนี้ เราก็อาจจะเห็นคุณค่าในสิ่งที่เรามีมากขึ้น และไม่ถือสาหาความกับความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิตครับ