จงสุขกับเรื่องเล็กน้อย

20170111_littlethings

เพราะวันหนึ่งพอเรามองย้อนกลับมา เราจะรู้ว่ามันคือเรื่องใหญ่

“Enjoy the little things in life because one day you’ll look back and realize they were the big things.”

Kurt Vonnegut


เมื่อเกือบๆ สองปีที่แล้วผมเขียนบทความ “เด็กเค้ามีภูมิคุ้มกัน

พูดถึงพี่เบิร์ดธงไชย แมคอินไตย์ที่ให้สัมภาษณ์ลง a day เล่าถึงชีวิตวัยเยาว์อันแสนสุข

“…(ป๋ากับแม่) เขาไม่เคยแสดงให้เห็นว่าเราจนเลย บ้านเราไม่มีทีวี ป๋ากับแม่จูงเราไปที่อื่น ทางโน้นมีดนตรี มีลิเกลำตัด บ้านเรามีกีต้าร์เก่าๆ มาเล่นดนตรีร้องเพลงกัน ป๋ากับแม่เล่าเรื่องราวให้ฟังว่าตอนเขารักกันเป็นยังไง ตอนสงครามเป็นยังไง เราก็นั่งฟังกัน ช่วงนั้นเป็นช่วงที่เรารวยที่สุดเลยนะ เราไม่เห็นคุณค่าของเงินเลย รวยมาก”


สุดสัปดาห์ที่แล้ว ผมบังเอิญไปเจอเพลงที่ร้องอัดเสียงไว้กับเพื่อนชื่อเล็กและกิตสมัยอยู่ปี 4 เลยส่งไปในไลน์ให้ได้ฟังกัน

ฟังเสร็จแล้วกิตก็บอกว่าทำให้คิดถึงชีวิตตอนอยู่หอ

เวลาพูดถึงหอ สิ่งแรกๆ ที่ผมคิดถึงคือระเบียงหอพักที่พวกเราใช้เป็นจุดนัดพบ ไม่ว่าจะเป็นการสูบบุหรี่ จิบเบียร์ เล่นกีตาร์ร้องเพลง รวมถึงโบกมือทักทายเหล่าสาวๆ ที่มานั่งเมาธ์มอยอยู่ในหอฝั่งตรงข้าม

อีกสิ่งหนึ่งที่ผมคิดถึงคือคาแรคเตอร์ของห้องเพื่อนแต่ละห้อง บางห้องเปิดแอร์เย็นฉ่ำทั้งวันทั้งคืน บางห้องเปิดไปกี่ที่ก็เห็นเพื่อนนั่งทำการบ้าน บางห้องมีหมอนเต็มเตียงจนแทบไม่มีที่ให้นอน และบางห้องก็เต็มไปด้วยกลิ่นเหล้าและกองเสื้อผ้าที่ไม่ได้ซัก

ผมยังคิดถึงห้องดูทีวีที่อยู่ชั้นหนึ่งของหอหญิง เป็นห้องที่ผมกับกิตกระโดดกอดกันในวินาทีที่โซชาร์ยิงประตูทดเวลาบาดเจ็บพาแมนยูฯ คว้าสามแชมป์ในปี 1999 และเป็นที่ที่นักเรียนเกือบทั้งหอมารวมตัวกันดูภาพเครื่องบินพุ่งชนตึกเวิร์ลเทรดในวันที่ 11 กันยา 2001


เวลาเราระลึกถึงความหลัง เราสามารถนึกถึงเรื่องราวได้สองแบบ

แบบแรกคือความหลังที่เป็น “เหตุการณ์สำคัญ”  เช่นเที่ยวเมืองนอก ออกเดต แมนยูได้สามแชมป์ หรือ 9/11

แบบที่สองคือความหลังที่เป็น “ช่วงเวลาดีๆ” ที่อาจจะกินเวลานานหลายเดือนหรือแม้กระทั่งหลายปี เช่นดูลิเกลำตัด นอนดูหนังห้องเพื่อนที่เปิดแอร์เย็นฉ่ำ หรือเล่นกีต้าร์ตรงระเบียงหอ

ความหลังแบบที่สองนี่แหละที่เป็น Little Things ที่กลายมาเป็น Big Things ในภายหลัง

“เรื่องธรรมดา” ที่เกิดขึ้นในแต่ละวัน เช่นเล่นกับลูก กินข้าวกับแม่ ช่วยแฟนทำอาหาร ล้วนแต่เป็นช่วงเวลาดีๆ ที่เราควรใส่ใจและให้เวลากับมัน

เพราะเรื่องแสนธรรมดาในวันนี้ จะกลายเป็นความทรงจำอันแสนวิเศษในวันข้างหน้าครับ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เลือกกล้า

20170110_courage

“Today, when I had the opportunity, did I choose courage over comfort?”

“ในวันนี้ เมื่อฉันมีโอกาส ฉันได้เลือกความกล้ามากกว่าความสบายรึเปล่า?”

– Susan Cain

บางที คนที่ประสบความสำเร็จในหน้าที่การงาน อาจเป็นเพียงเพราะเขามีความกล้ากว่าคนอื่นเพียงนิดเดียวเท่านั้นเอง

กล้าที่จะโทรศัพท์ไปหาลูกค้า

กล้าที่จะโดนลูกค้าปฏิเสธ

กล้าที่จะเอ่ยปากขอความช่วยเหลือ

กล้าที่จะรับงานที่ตัวเองยังไม่แน่ใจว่าจะทำได้รึเปล่า

กล้าที่จะแสดงความเห็นในที่ประชุม

กล้าที่จะเอ่ยปากเมื่อมีใครทำอะไรไม่ถูก

กล้าที่จะทำให้มากกว่าที่หัวหน้าขอมา

กล้าที่จะรับผิดชอบเมื่องานผิดพลาดหรือล้มเหลว

ความกล้าเหล่านี้ จะว่าไปก็ไม่ใช่เรื่องสุดวิสัยของใครเลย เพราะมันไม่ใช่ความกล้าระดับออกไปเสี่ยงตาย แต่เป็นเพียงความกล้าที่จะออกจากคอมฟอร์ทโซนของตัวเอง

เพียงเรากล้าขึ้นอีกซักนิด เราก็จะกลายเป็นคนส่วนน้อยที่โดดเด่นและหายากขึ้นมาทันทีครับ

และอะไรที่หายาก มักจะมีคุณค่ากว่าเสมอ


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

เมื่อวานก็พูดแบบนี้

20170109_yesterdaytomorrow

Yesterday you said tomorrow.

เมื่อวานคุณก็บอกว่า “ไว้วันพรุ่งนี้”

– Nike

ผมเชื่อว่าเราทุกคนมีงานบางชิ้นหรือเรื่องบางเรื่องที่เราคอยผัดผ่อนเสมอมา

เรื่องบางเรื่องมันก็น่าหนักใจจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนจริงๆ

แต่ก็ยังมีอีกหลายเรื่องที่ใช้แรงและสมองไม่เยอะมาก แต่เราเองก็ไม่ยอมทำซักที เพราะกลัวอะไรก็ไม่รู้

เราจึงบอกตัวเอง (หรือคนอื่นๆ) ว่า “ไว้วันพรุ่งนี้” เรื่อยมา

เรื่องบางเรื่อง คนบางคน หรือโอกาสบางโอกาสมันไม่ได้อยู่รอเราจนถึงพรุ่งนี้นะครับ

อะไรที่ทำได้วันนี้ก็ทำลงมือทำเสียเถอะ

อย่ามัวแต่เล่นซ่อนหากับความจริงอยู่เลย


facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่

20170108_sapiens4

Sapiens ตอนที่ 1 กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล



การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์

ตอนนี้เรามาถึงยุคสมัยของ Agricultural Revolution หรือการที่มนุษย์เริ่มปลูกพืชผักแทนการเก็บอาหารป่า และนำสัตว์มาเลี้ยงเพื่อเป็นอาหารแทนการออกล่า

ยุคแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรมนี้เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 12,000 ปีที่แล้ว โดยพื้นที่ที่มีการทำเกษตรกรรมครั้งแรกเกิดขึ้นใน Hilly Flanks*  ซึ่งอยู่บริเวณริมแม่น้ำไทกริสระหว่างประเทศตุรกีและอิหร่านในปัจจุบัน พืชชนิดแรกๆ ที่มนุษย์นำมาเพาะปลูกคือข้าวสาลี (wheat)

การเริ่มทำไร่ไถนาและเลี้ยงสัตว์นี้ทำให้มนุษย์เราสามารถผลิตอาหารได้มากกว่าเดิมหลายเท่า

ในตอนแรกที่เหล่า Sapiens เริ่มค้นพบวิธีการทำไร่ พวกเขาคงคิดว่าอีกหน่อยชีวิตคงสบายแล้ว เพราะจะมีอาหารกินตลอดปี ไม่ต้องมาคอยลุ้นวันต่อวันว่าจะล่าสัตว์ได้มั้ยหรือจะเป็นผู้ถูกล่าเองหรือเปล่า

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือ การหันมาทำไร่ไถนาทำให้คนยุคนี้มีความเป็นอยู่แย่กว่าคนยุคล่าสัตว์เสียอีก!

1. ชีวิตของคนยุคชาวนาต้องทำงานหนักกว่าคนยุคล่าสัตว์ สมัยที่ต้องล่าสัตว์นั้น แค่ออกไปล่าซักสี่ห้าชั่วโมงก็ได้กลับมาที่เผ่าแล้ว แต่คนยุคชาวนาต้องตากแดดตากลมพรวนดินรดน้ำ ไหนจะต้องคอยระวังวัชพืชและสัตว์อื่นๆ มาทำลายพืชผล

2. เมื่อมีไร่นาที่ต้องประคบประหงม จึงเกิด “ความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ” ขึ้นมา เริ่มมีการสร้างรั้วล้อมสวน เริ่มมีการทำแนวกั้นรอบหมู่บ้าน เริ่มมีการตั้งการ์ดเพื่อคอยปกป้องไม่ให้คนเผ่าอื่นมาลักลอบอาหารไป การรบกันระหว่างเผ่าเพื่อแย่งชิง “ทรัพยากร” ของเหล่า Sapiens จึงเริ่มมีขึ้นในสมัยนี้

3. คนยุคชาวนาจะสุขภาพไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ เพราะได้กินแต่แป้งตลอดทั้งปี ขณะที่คนยุคล่าสัตว์นั้นได้กินอาหารที่หลากหลายกว่ามาก ไม่ว่าจะเป็นโปรตีนจากสัตว์ที่ล่ามาได้หรือวิตามินที่ได้จากการเก็บผักและผลไม้ในป่า

4. แหล่งอาหารของชาวนานั้นเปราะบางมาก ถ้าปีไหนสภาพอากาศไม่เป็นใจจนทำให้พืชผักที่ปลูกไว้นั้นไม่ออกดอกออกผล นั่นหมายถึงหายนะและการอดตายของคนทั้งหมู่บ้าน

5. มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดโรคระบาด เพราะชุมชนชาวนานั้นมีสัตว์เลี้ยง (ซึ่งเป็นพาหะนำโรค) และการลงหลักปักฐานทำให้หมู่บ้านนั้นๆ เป็นแหล่งเพาะพันธุ์เชื้อโรคชั้นดี

ครับ สิ่งที่เรียกว่า “ความเจริญ” ของสังคมมนุษย์ กลับทำให้คุณภาพชีวิตแต่ละคนย่ำแย่ลง

ผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ จึงเรียกการปฏิวัติเกษตรกรรมนี้ว่าเป็นการหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ (History’s Biggest Fraud)

จริงๆ แล้ว “การหลอกลวง” ในลักษณะอย่างนี้ก็มีให้เห็นมาทุกยุคทุกสมัยนะครับ

เมื่อซักสี่สิบปีที่แล้ว ที่เราเริ่มมีคอมพิวเตอร์และหุ่นยนต์ เราก็จินตนาการกันว่าอีกหน่อยมนุษย์เราคงไม่ต้องทำงานกันแล้วเพราะคอมพิวเตอร์จะทำแทนให้หมด แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจริงก็คือเราทำงานมากกว่าเดิมเสียอีกเพราะมันตามติดเราไปทุกที่

หรือความเชื่อที่ว่า ให้ตั้งใจเรียน เพื่อจะได้เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ออกมาจะได้ไปอยู่บริษัทใหญ่โต จงขยันทำงานเก็บเงิน จะได้เออร์ลี่รีไทร์แล้วได้ทำอะไรที่อยากทำ แต่พอเอาเข้าจริงๆ พอเรามีเงินมากขึ้น ความต้องการของเราก็มากขึ้น เริ่มแบกรับภาระหนักขึ้น ไหนจะต้องส่งลูกเข้าโรงเรียนอินเตอร์ ไหนจะต้องผ่อนบ้านหลังใหญ่ รถสองคัน ฯลฯ ความฝันที่จะได้เออร์ลี่รีไทร์เลยกระเถิบออกไปเรื่อยๆ

“การหลอกลวง” ที่ว่านี้ก็ไม่ได้เกิดจากใครหรอกนะครับ เพียงแต่มนุษย์ไม่สามารถจะมองเห็นอนาคตได้อย่างครบถ้วนว่าการเปลี่ยนแปลงในวันนี้จะส่งผลกระทบอะไรบ้าง

ตอนที่คนยุคชาวนาเริ่มหันมาทำไร่ เขาก็คงเชื่อจริงๆ ว่ามันจะทำให้ชีวิตของเขาสบายขึ้น แต่เขาคงลืมคิดไปว่า เมื่อมีอาหารที่อุดมสมบูรณ์ขึ้น จะมีผลกระทบอะไรตามมาบ้าง

สมัยที่เรายังอยู่ในยุคล่าสัตว์ การมีลูกเล็กในขณะที่ต้องย้ายถิ่นฐานไปเรื่อยๆ นั้นเป็นเรื่องยากลำบาก ผู้หญิงจึงมักจะรอให้ลูกตัวเองโตระดับหนึ่งก่อนจึงจะยอมปล่อยให้มีลูกคนถัดไป

แต่เมื่อถึงยุคชาวนาที่ลงหลักปักฐานแล้ว การมีลูกหัวปีท้ายปีเป็นสิ่งที่ทำได้ จำนวนคนในเผ่าจึงเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ทำให้ต้องผลิตอาหารมากขึ้น ต้องทำงานกันหนักขึ้น ต้องใช้กำลังคนมากขึ้น ขนาดของหมู่บ้านจึงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นเมืองและอาณาจักรไปในที่สุด

อีกคำถามหนึ่งก็คือ ในเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของคนยุคชาวนานั้นแย่กว่าเดิม ทำไมพวกเขาถึงไม่กลับไปใช้วิถีชีวิตแบบเก่า

คำตอบก็คือเขาทำไม่ได้ เพราะการเปลี่ยนแปลงจากสังคมล่าสัตว์ไปสู่สังคมเกษตรกรรมนี้ไม่ได้เกิดขึ้นชั่วข้ามคืน แต่เกิดขึ้นผ่านคนนับร้อยเจนเนอเรชั่น พอมาถึงรุ่นที่ร้อยเขาก็ไม่มีทางรู้แล้วว่ารุ่นที่หนึ่งนี่เคยอยู่กันอย่างไร และถึงจะรู้ก็ไม่มีทักษะที่จะกลับไปอยู่อย่างนั้นอีกต่อไปแล้ว

โดยธรรมชาติของวิวัฒนาการหรือ Evolution นั้น มันไม่แคร์หรอกว่าในระดับปัจเจกจะมีความทุกข์ทนหรือความลำบากแค่ไหน สิ่งเดียวที่มันแคร์ก็คือการส่งต่อยีนที่แข็งแรงที่สุดและการเพิ่มจำนวนของเผ่าพันธุ์ให้ได้มากที่สุด เพราะถ้ามันทำไม่ได้ สัตว์ชนิดนั้นก็จะสูญพันธุ์และวิวัฒนาการของเผ่าพันธุ์นี้ก็จะถือเป็น “ความล้มเหลว”

ดังนั้นแม้ว่าแต่ละคนจะอยู่อย่างลำบากมากยิ่งขึ้นในยุคแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรม แต่สิ่งหนึ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือมันได้ทำให้จำนวนประชากรของ Sapiens เพิ่มขึ้นหลายเท่าทวีคูณ ซึ่งเป็น “ความสำเร็จ” ในเชิงวิวัฒนาการ



เหยื่อของความสำเร็จ

อย่าลืมว่านอกจากเราจะหันมาทำไร่ทำนาแล้ว ยุคแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรมคือยุคที่เราเริ่มนำสัตว์มาเลี้ยงเพื่อใช้งานหรือเป็นอาหารด้วย และเมื่อจำนวนคนมากขึ้น จำนวนสัตว์เหล่านี้ก็มากขึ้นเป็นเงาตามตัว

เมื่อหนึ่งหมื่นปีที่แล้ว มีแกะ หมู วัว และไก่อยู่แค่ไม่กี่ล้านตัว

แต่ในตอนนี้ โลกมีแกะหนึ่งพันล้านตัว หมูหนึ่งพันล้านตัว วัวมากกว่าหนึ่งพันล้านตัว และไก่สองหมื่นห้าพันล้านตัว

ถ้ามองในแง่จำนวนประชากรแล้ว สัตว์สี่อย่างนี้ถือเป็นสัตว์ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการแพร่กระจายเผ่าพันธุ์ไปทั่วโลก

แต่แม้จะมีจำนวนประชากรมหาศาล แต่ความเป็นอยู่ของมันกลับน่าสงสารเป็นอย่างยิ่ง

คนในประเทศนิวกินี (New Guinea)่ จะถือว่าการมีหมูในครอบครองคือความมั่งคั่ง เพื่อกันไม่ให้หมูหนีไปไหน เจ้าของหมูจึงมักจะเฉือนจมูกหมูของตัวเองเพื่อที่หมูมันจะได้ดมกลิ่นหาทางไม่ได้ ส่วนบางเผ่าก็ใช้วิธีควักลูกตาออกมาเพื่อให้หมูต้องพึ่งพาเจ้านายของมันไปตลอดชีวิต

อุตสาหกรรมนมวัวก็ทำให้ชีวิตแม่วัวมีชะตากรรมที่รันทดพอกัน แม่วัวจะมีนมก็ต่อเมื่อมันมีลูกเท่านั้น มันจึงถูกฉีดยาเพื่อทำให้ท้อง พอมันคลอดลูกแล้วมันก็จะถูกพรากลูกไปทันที แล้วพวกเราก็จะรีดนมจากแม่วัวจนเกลี้ยง จากนั้นแม่วัวก็จะถูกทำให้ท้องอีกภายในเวลา 60-120 วัน แล้ววงจรนี้ก็จะวนไปเรื่อยๆ จนเมื่ออายุครบห้าปีแล้วแม่วัวก็จะถูกฆ่าทิ้ง

มาดูชีวิตลูกวัวกันบ้าง – ลูกวัวตัวเมียนั้นจะถูกเลี้ยงให้เป็นโคนม ส่วนลูกวัวที่เป็นตัวผู้จะถูกเลี้ยงเพื่อให้เป็นสเต๊กจานเด็ด โดยตอนที่ลูกวัวตัวผู้เกิดมา มันจะถูกจับไปอยู่ในคอกที่มีขนาดเท่ากับตัวมันพอดี ตลอดช่วงเวลาที่มันอยู่ในคอกมันจะไม่ได้เดินไปไหนหรือเล่นกับลูกวัวตัวอื่นเลย เพราะถ้าปล่อยให้มันได้ออกกำลัง กล้ามเนื้อของมันจะแข็งแรงและทำให้เนื้อเหนียวกินไม่อร่อย โอกาสเดียวที่มันจะได้เดินและได้เล่นกับวัวตัวอื่นก็คือตอนที่มันถูกต้อนขึ้นรถไปโรงฆ่าสัตว์ตอนที่มันอายุครบสี่เดือน

แม้วัวจะเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์ที่ประสบความสำเร็จที่สุดในเชิงปริมาณ แต่ถ้ามองในเชิงคุณภาพชีวิตแล้วถือว่ามันเป็นเผ่าพันธุ์ที่ซวยที่สุดเผ่าพันธุ์หนึ่งเลยทีเดียว

นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า การมองความสำเร็จเชิงปริมาณอย่างเดียวนั้นให้ภาพที่ไม่ครบถ้วน เราต้องดูด้วยว่าสุดท้ายแล้วความสำเร็จนั้นมันได้สร้างผลกระทบอะไรให้กับชีวิตของแต่ละคน (หรือแต่ละตัว) บ้าง

ในบทต่อไปเราจะเห็นภาพที่ชัดขึ้นว่า “การพัฒนา” ของสังคมมนุษย์ในยุคต่อๆ มาได้นำพามาซึ่งความเจ็บปวดในระดับปัจเจกอย่างไรอีกบ้าง


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives
Download eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล

ก่อนจะคิดเอาเอง

20170107_assume

ลองถามเขาดูซักคำดีมั้ย

Before you assume, try this crazy method called asking.
-Unknown


จะว่าไปเราหลายๆ คน (รวมถึงตัวผม) มีความสามารถพอจะเป็นนักเขียนนิยายได้เลยนะ

เพราะแต่ละวันเราเขียนนิยายในหัวกันไม่รู้กี่เรื่อง

พอเจอเรื่องบางอย่างที่เราไม่พอใจหรือไม่เข้าใจ วิญญาณนักเขียนของเราก็จะเริ่มทำงานทันที แต่งเติมเรื่องราวโดยใช้ตรรกะและจินตนาการว่าเขาต้องคิดอย่างนั้น เขาต้องเป็นอย่างนี้แน่ๆ

คิดวนไปๆ ถ้าเป็นเรื่องดีเราก็จะฟุ้ง ถ้าเป็นเรื่องไม่ดีเราก็จะดิ่งลงเรื่อยๆ

ที่เราชอบแต่งนิยายในหัวเพราะว่ามันไม่ต้องใช้ความกล้าใดๆ ในการเอ่ยปากถาม แค่คิดเองเออเองก็พอแล้ว

เสียก็แต่ว่าความคิดของเรามักจะผิด หรือไม่ครบถ้วนเสมอ

เพราะเขาไม่ใช่เรา และเราไม่ใช่เขา เราจึงไม่อาจเอาประสบการณ์และมาตรฐานของเราไปอธิบายการกระทำของเขาได้จริงๆ หรอก

แค่ใช้ความกล้าซะหน่อย คุยกันให้มากขึ้น

แล้วปัญหาบางอย่างอาจง่ายดายกว่าที่เคยครับ


ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Download eBook – เกิดใหม่

นิทานลาลังเล

20170104_donkey

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานที่เหมาะกับคนหนุ่มสาวที่เลือกไม่ถูกว่าจะทำอะไรกับชีวิตดีนะครับ

ลาตัวหนึ่งยืนกำลังยืนหันรีหันขวาง

ด้านซ้ายเป็นกองฟาง ฟางเป็นของโปรดของมัน และตอนนี้มันก็กำลังหิวมาก

ด้านขวาเป็นบ่อน้ำ และตอนนี้มันก็หิวน้ำมากเช่นกัน

ลาเลือกไม่ถูกว่าจะกินฟางหรือกินน้ำดี มันจึงก้าวไปทางซ้ายทีหนึ่ง แล้วก้าวไปทางขวาทีหนึ่งกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้

ผ่านไปสามวัน เจ้าลาลังเลก็ยังไม่ได้กินทั้งฟางหรือน้ำ มันจึงล้มลงและขาดใจตายอยู่ตรงนั้น

เจ้าลาเขลาเอ๋ย ทำไมเจ้าถึงคิดไม่ได้ว่า เจ้าสามารถเดินไปกินฟางให้อิ่มก่อน แล้วค่อยเดินไปกินน้ำดับกระหายก็ได้ หรือเจ้าจะเดินไปกินน้ำดับกระหายก่อนแล้วค่อยเดินไปกินฟางให้อิ่มท้องก็ได้

คนหนุ่มสาวเราก็เช่นกัน เมื่อทางเลือกมีมากมาย เราก็อยากทำมันไปเสียทุกอย่าง สุดท้ายก็ทำได้ไม่ดีซักอย่างเดียว แต่ถ้าเรามองการณ์ไกลอีกซักหน่อย เราก็จะคิดได้ว่า เรามีเวลาเพียงพอที่จะทำสิ่งหนึ่งให้ดีก่อน แล้วค่อยไปทำอีกอย่างหนึ่งก็ได้

อย่าเป็นลาลังเลอยู่เลย


ขอบคุณนิทานจาก Derek Sivers : Don’t be a Donkey จากหนังสือ Tools of Titans by Tim Ferriss

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Download eBook – เกิดใหม่

เราจะเกลียดเขาไม่ลง

20170105_canthate

ถ้าได้รู้ว่าเขาเจออะไรมาบ้าง

“There isn’t anyone you couldn’t love once you’ve heard their story.”

― Mary Lou Kownacki

ที่เด็กบางคนเกเร อาจเป็นเพราะพ่อแม่ทะเลาะกันทุกวัน

ที่ผู้หญิงคนนี้เย็นชา อาจเป็นเพราะเธอเคยรักใครบางคนสุดหัวใจแต่โดนหักหลัง

ที่ผู้ชายคนนี้เจ้าชู้ อาจเป็นเพราะตอนเด็กๆ เขาไม่เคยได้รับความรักจากแม่

ที่เจ้าหน้าที่ไม่ยิ้มแย้ม อาจเป็นเพราะเธอเพิ่งเฝ้าพ่อที่โรงพยาบาลมาทั้งคืน

ที่หัวหน้าจู้จี้กับลูกน้อง อาจเป็นเพราะเขาเคยลองวิธีอื่นแล้วงานไม่เดิน

ที่เศรษฐีบางคนขี้เหนียว อาจเป็นเพราะตอนที่เขาเคยลำบากสุดๆ นั้นเขาไม่ได้รับน้ำใจจากใครเลย

ทุกนิสัย ทุกการกระทำ มีที่มาที่ไปเสมอ

ถ้าเขามีนิสัยร้ายๆ ก็มีโอกาสสูงทีเดียวที่เขาเคยเจอเรื่องร้ายๆ มา

หากเราเผื่อใจไว้อย่างนี้ ความชิงชังที่เรามีอาจค่อยๆ คลี่คลายเป็นความเห็นใจและความเข้าใจ

ว่าสุดท้ายแล้วเราต่างก็เป็นนกหลงทางที่ยังหาบ้านไม่เจอเท่านั้นเอง


ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Download eBook – เกิดใหม่

อย่ากลัวที่จะส่องแสง

20170104_shine

Don’t ever be afraid to shine. Remember: the sun doesn’t give a fuck if it blinds you.

อย่ากลัวที่จะส่องแสง จำไว้ว่าดวงอาทิตย์มันไม่สนหรอกนะว่ามันทำให้ใครตาบอดรึเปล่า

– Nav K

ภาษาอังกฤษไม่มีคำว่า “หมั่นไส้”

และผมยังไม่เคยได้ยินคำพังเพยฝรั่งที่มีความหมายคล้ายคลึงกับคำพังเพยไทยที่ว่า “จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน”

คนไทยเราจึงถูกปลูกฝังให้ไม่กล้าแสดงออกมาตั้งแต่เล็กจนโต

ซึ่งเป็นเรื่องน่าเสียดายถ้าลองจินตนาการดูว่า ความสามารถที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำของภูเขาน้ำแข็งคนไทยนั้นไม่ได้ถูกเอาออกมาใช้มากมายแค่ไหน

ส่วนตัวผมเชื่อว่าเราควร “ส่องแสง” ให้มากที่สุด ไม่ใช่เพื่อเอาหน้าหรือเอากล่อง แต่เพื่อที่เราจะสร้างประโยชน์และพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ใช้ความสามารถของเราให้เต็มที่ ทำแต่ละวันให้ดีที่สุด แต่อย่าปล่อยให้ความเก่งของเราทำให้เรากลายเป็นคนโอหังหรือดูถูกคนอื่น

ยังไงๆ คนหมั่นไส้นั้นมีอยู่แล้ว แต่คนดีๆ เขาไม่หมั่นไส้คนเก่งที่อ่อนน้อมถ่อมตนหรอกนะครับ


ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Download eBook – เกิดใหม่

รากลึกไม่กลัวลม

20170103_deeproots

When the roots are deep there is no reason to fear the wind.
– Unknown


ถ้าเราคือต้นไม้ ลมคือบททดสอบ รากที่เกาะดินคือปัจจัยสำคัญที่จะทำให้เราต้านล้ม (หรือลู่ลม) ได้โดยไม่โค่นไปเสียก่อน

ถ้าความรู้พื้นฐานของเราดี ต่อให้เจองานยากแค่ไหนก็ไม่หวั่น

ถ้าความสัมพันธ์ของเราแน่นแฟ้น ต่อให้เจอเรื่องร้ายแค่ไหนเราก็จะฝ่าฟันไปด้วยกัน

ถ้าการกระทำของเรายืนอยู่บนหลักการ ต่อให้มีคนไม่พอใจเราก็ไม่เสียศูนย์หรือเปลี่ยนจุดยืน

ถ้าเหตุผลของการดำรงอยู่ของเราแข็งแรงพอ ต่อให้เจออุปสรรคหนักหนาเพียงใดเราก็จะทำจนกว่าจะสำเร็จ

ปีใหม่ 2560 นี้ ขอให้เรามีรากที่หยั่งลึกกันทุกคนนะครับ


ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Download eBook – เกิดใหม่

ถ้าไม่อยากโดนวิจารณ์เลย

20170102_criticized

ก็อยู่บ้านเฉยๆ ไปแล้วกัน

To avoid criticism, do nothing, say nothing, be nothing.

– Elbert Hubbard


ไม่มีใครในโลกที่ไม่โดนนินทา ขนาดพระพุทธเจ้ายังเลี่ยงคำนินทาไม่พ้น

เมื่อเราทำงาน ย่อมมีผลงาน เมื่อมีผลงาน ย่อมมีคนเห็น เมื่อมีคนเห็น ย่อมมีทั้งคนถูกใจและไม่ถูกใจ

และบางที คนที่ไม่ถูกใจ อาจไม่ใช่เพราะว่างานเราไม่ดี แต่เพราะว่างานของเราไปทำให้เขารู้สึกว่าสถานภาพของตัวเองสั่นคลอน

คำวิจารณ์ที่มาจากกัลยาณมิตรคือของขวัญที่ต้องใช้ทั้งความเมตตาและความกล้า เราจึงควรเปิดใจรับมันมาเพื่อปรับปรุงตัวเอง

ส่วนคำวิจารณ์ที่มีเจตนาเป็นอย่างอื่น ก็จงมองให้ออก อย่าไปหัวเสียหรือรู้สึกเฟลกับมันนานนัก

ดั่งคำพูดของอ.เสกสรรค์ ประเสริฐกุลที่ว่า

โดยปกติแล้วไม่ว่าเราทำอะไร เพื่อนแท้ย่อมเข้าใจ คนทั่วไปไม่สังเกต ส่วนศัตรูนั้น ยังไง ๆ มันก็มองเราไม่ขึ้น

โดนวิจารณ์เพราะทำงาน ยังดีกว่าว่างจนมีเวลาไปวิจารณ์คนอื่นนะครับ



Download eBook – เกิดใหม่