กุ้งแป๊บเดียว

20170814_instantshrimp

วันนี้ที่บ้านผมทำสุกี้กินกันครับ

มีพ่อ ผม แฟน พี่ชายแฟน น้องชาย แฟนน้องชาย รวมเป็น 6 คนพอดี (แม่ไปต่างจังหวัด)

แฟนผมไปซื้อวัตถุดิบจากแมคโครฟู้ดตั้งแต่เช้า ทั้งไก่ กุ้ง ปลาหมึก ลูกชิ้น เห็ด วุ้นเส้น หมี่หยก รวมถึงผักอีกสารพัน แล้วให้ “ป้าเยา” พี่เลี้ยงของปรายฝน (ลูกสาววัยหนึ่งขวบเก้าเดือน) ช่วยเตรียมอาหาร

การทำสุกี้ก็ไม่มีอะไรซับซ้อน แค่เอาน้ำซุปใส่หม้อ วางบนเตาแม่เหล็กไฟฟ้า เร่งความร้อนให้สูงสุด จากนั้นก็โยนผักต่างๆ เห็ดต่าง และเนื้อต่างๆ ลงไปให้เพียงพอกับปริมาณคน ซักพักก็เอากระชอนมาตักกินกันได้ตามอัธยาศัย

ผ่านไปร่วมชั่วโมง เพื่อนร่วมโต๊ะ ค่อยๆ อิ่มกันไปทีละคนสองคน สุดท้ายก็เหลือเพียงชายฉกรรจ์ที่ยังกินไหวอยู่ คือผม น้องชาย และพี่ชายแฟน แต่อาหารที่ยังไม่ได้ลวกยังมีอยู่ไม่น้อย แฟนผมก็เลยอาสาเป็นมือลวกให้

ความแตกต่างในรอบนี้ก็คือ แทนที่จะโกยอาหารลงหม้อ เธอหยิบกุ้ง 3-4 ตัวขึ้นมาใส่กระชอน จุ่มน้ำร้อนแค่ประมาณหนึ่งนาที แล้วก็เอามาใส่ในถ้วยของผม

พอกุ้งเข้าปาก ผมพบว่ากุ้งทั้งนุ่ม ทั้งหวาน อร่อยกว่ากุ้งทุกๆ ตัวที่ผมได้กินในหนึ่งชั่วโมงก่อนหน้านี้ จนผมอดไม่ได้ที่จะคีบให้แฟนกินตัวนึงเพื่อให้เค้ารู้ว่ากุ้งที่เค้าทำนั้นอร่อยจริงจัง

เราตกลงปลงใจที่จะเรียกชื่อกุ้งนี้ว่า “กุ้งแป๊บเดียว” เพราะลวกน้ำแค่แป๊บเดียวแล้วเราก็กินเลย ต่างจากกุ้งชุดก่อนหน้านี้ที่โดนโกยลงหม้อต้มไว้เสียนาน กว่าจะมีใครมาตักเข้าปากเนื้อมันก็แข็งและเสียรสชาติไปเกือบหมดแล้ว

กุ้งแป๊บเดียวทำให้ผมนึกถึงตอนไปเที่ยวโตเกียวเมื่อ 5 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นเป็นเวลาพลบค่ำ ผมเดินเข้าไปในร้านยากิโทริ (ขายเนื้อไก่เสียบไม้ย่าง) ซึ่งเล็กนิดเดียวแต่ก็มีคนนั่งกันแน่นขนัด คนดูแลร้านเพียงคนเดียวทำหน้าที่ทุกอย่าง ทั้งรับออเดอร์ ปิ้งไก่ เสิร์ฟเบียร์ พูดคุยกับลูกค้า และเก็บเงิน

ผมใช้เวลานั่งรออยู่นานพอสมควรกว่าจะได้ไก่ย่างเสียบไม้มาทานกับเขาบ้าง ซึ่งพอชะเง้อมองไปหลังเคาท์เตอร์ก็เห็นว่าเขามีเตาถ่านแค่เตาเดียว น่าจะปิ้งไก่ได้ไม่เกินทีละ 5 ไม้ แล้วผมก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ในเมื่อร้านขายดีขนาดนี้ ทำไมเขาไม่ซื้อเตาให้ใหญ่กว่านี้ซักสามเท่า จะได้ปิ้งไก่ได้เร็วขึ้น ลูกค้าจะได้ไม่ต้องรอนาน

—–

เราอาจได้ยินคำว่า “มีประสิทธิภาพ” (efficient) และ “มีประสิทธิผล” (effective) มานาน แต่เราเคยหยุดคิดมั้ยครับว่า สองคำนี้แตกต่างกันอย่างไร?

Efficient คือการทำอะไรก็ตามให้เกิดการสิ้นเปลืองน้อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็นทรัพยากร พลังงาน หรือเวลา (achieving maximum productivity with minimum wasted effort or expense).

ส่วน Effective คือการสร้างผลลัพธ์ที่เราอยากจะเห็น (successful in producing a desired or intended result.)

ถ้าเปิด Google Ngram viewer เราจะเห็นว่า คำว่า efficiency นี่เพิ่งจะมาบูมช่วงหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมนี่เอง https://goo.gl/jzF93L ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะการผลิตในโรงงานนั้น ยิ่งมีประสิทธิภาพเท่าไหร่ ยิ่งต้นทุนต่ำ ยิ่งกำไรสูง ยิ่งตอบโจทย์ทุนนิยม

แต่กรอบความคิดของยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม ได้ทำให้พวกเราติดนิสัย “ประสิทธิภาพนิยม” นอกเวลางานด้วย

เราเลยมองหา “ประสิทธิภาพ” ในทุกภาคส่วนของชีวิต ทำอะไรต้องเร็วที่สุด เปลืองแรงน้อยที่สุด ได้ผลตอบแทนดีที่สุด

การโยนกุ้งลงหม้อสุกี้ทีละเยอะๆ นั่นก็เพื่อประสิทธิภาพ (ทำทีเดียว กินกันได้หลายคน ไม่เปลืองแรง)

หรือความคิดที่ว่าร้านยากิโทริควรจะซื้อเตาปิ้งที่ใหญ่กว่านี้ซักสามเท่า ก็เป็นความคิดเชิงประสิทธิิภาพนิยมเช่นกัน

แต่ประสิทธิภาพอาจไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

เพราะแม้จะ efficient แต่ก็อาจไม่ effective ก็ได้

เหมือนกุ้งหลายสิบตัวที่ถูกโยนลงหม้อต้ม รสชาติไม่อาจสู้ “กุ๊งแป๊บเดียว” ที่ลวกทีละกระชอน

หรือยากิโทริที่ย่างบนเตายักษ์ อาจจะอร่อยสู้ยากิโทริบนเตาเล็กๆ ไม่ได้

เราจึังต้องแยกแยะให้ออก ว่าเวลาไหนควร efficient เวลาไหนควร effective

โดยเฉพาะตอนที่ใช้เวลาส่วนตัวกับคนที่เรารัก บางทีอาจต้องละทิ้งคำว่า “ประสิทธิิภาพ” ไปเสียบ้าง

เมื่อเรากลับมาเน้นที่ประสิทธิผล เราจะมีชีวิตที่ “ช้าลง” แต่ “ลึกขึ้น”

แถมอาจได้กินกุ้งที่อร่อยกว่าเดิมด้วยครับ

—-

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือที่จะทำให้คุณรักวันจันทร์มากขึ้นวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

อ่านหนังสือยังไงไม่ให้ลืม

20170813_readretain

วันนี้ผมเพิ่งไปเดินงานหนังสือ Big Bad Wolf ที่อิมแพคเมืองทองธานีมาครับ

ใครที่ยังไม่รู้จักงานนี้ บอกเลยว่าถ้าคุณเป็นคอหนังสือฝรั่ง คุณห้ามพลาดงานนี้ เพราะมันคืองานที่มีหนังสือดีๆ ลดราคา 60%-80% โดยงานนี้จะจัดถึงวันอาทิตย์ที่ 27 สิงหาคม

งานเปิด 24 ชั่วโมง ผมไปถึงกับแฟนไปถึงตอนแปดโมงเช้า ได้หนังสือมาเต็มรถเข็น แต่ก็ยังอยากดูเพิ่ม จะลากรถเข็นไปด้วยก็เกะกะ เลยจอดเอาไว้ มีแชะรูปเอาไว้ด้วย (รูปที่เห็นในคัฟเวอร์นี่แหละครับ) ก่อนจะเดินไปดูหนังสือในละแวกที่ไม่ไกลกันนัก พอเลือกได้ซัก 2-3 เล่มก็จะเดินกลับมาใส่รถเข็นคันนั้น

จนถึงเวลา 11 โมงครึ่ง ก็คิดว่าพอได้แล้ว จึงเดินไปเอารถเข็นเพื่อจะไปจ่ายเงิน ปรากฎว่ารถเข็นหายครับ สอบถามเจ้าหน้าที่เขาบอกให้ไปติดต่อแผนก sorting แผนกนี้จะส่งคนไปคอยเก็บ “รถเข็นที่ไม่มีเจ้าของ” ในงาน แล้วเอาหนังสือในรถคันนั้นมาแยกแยะและจัดหมวดหมู่เพื่อขึ้นเชลฟ์อีกครั้ง

หนังสือที่ผมกับแฟนใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมงครึ่งเลือกสรรมาจึงอันตรธานไปหมดเลย ผมเลยติงเขาไปว่า ถ้าเขาจะมีคนมาคอยเก็บรถเข็นอย่างนี้ อย่างน้อยก็ควรจะเอาจอดไว้ตรงพื้นที่ “รถเข็นต้องสงสัย” ซัก 1 ชั่วโมงก็ยังดี ถ้าไม่มีใครมาเอาค่อยทลายหนังสือในรถเข็นก็ไม่ว่ากัน

ใจหนึ่งก็อยากเดินออกจากงานเป็นการประท้วง แต่ก็คิดได้ว่าอุตส่าห์ขับรถข้ามเมืองมาขนาดนี้ จะกลับบ้านมือเปล่าก็น่าเสียดาย ผมกับแฟนเลยตัดสินใจไปเดินหาหนังสืออีกรอบ แต่คราวนี้ไม่ปล่อยให้รถเข็นห่างมืออีกต่อไปแล้ว

เราได้หนังสือมาให้ตัวเองประมาณยี่สิบกว่าเล่ม และหนังสือให้ลูกอีกหลายสิบเล่มเช่นกัน (รอบแรกเลือกไว้เยอะกว่านี้อีก ดันเก็บไปเสียนี่)

คราวนี้โจทย์ของผมก็มีอยู่สองข้อ

1.จะได้อ่านมั้ย?
2.อ่านแล้วจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริงรึเปล่า?

สำหรับโจทย์ข้อแรก ผมตั้งเป้าว่าจะอ่านหนังสือให้ได้วันละ 5 หน้า (ผมชอบตั้งเป้าง่ายๆ ก่อน ถ้าบรรลุเป้าอย่างสม่ำเสมอแล้วค่อยปรับเป้าให้สูงขึ้น)

สำหรับโจทย์ข้อสอง ผมเพิ่งไปอ่านเจอบทความ How To Retain More From The Books You Read In 5 Simple Steps ของ Darius Foroux (ชื่อของเขาน่าจะอ่านว่า ดาริอุส โฟรู) เลยคิดว่าจะลองนำไปปรับใช้ดู และขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ด้วยครับ

วิธีอ่านให้ไม่ลืมใน 5 ขั้นตอน (ตัวอย่างบางส่วนผมคิดขึ้นเองนะครับ)

1.มีวัตถุประสงค์ชัดเจน (Have a purpose)
เราอ่านนิยายเพื่อความบันเทิง แต่หนังสือ non-fiction นั้นเราอ่านเพื่อจะนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ เราจึงควรตั้งคำถามว่าตอนนี้ชีวิตของเรากำลังต้องการอะไร อยากทำงานให้ดีกว่าเดิมรึเปล่า? หรือกำลังจีบสาว? หรือกำลังพยายามสร้างธุรกิจ? คุณ Foroux บอกว่าหนังสือที่เราเลือกอ่านควรจะตอบโจทย์สถานการณ์ชีวิตเราในตอนนี้

2.บอกตัวเองว่าเป็นอาจารย์ที่ต้องเอาความรู้นี้ไปสอนคนอื่น (See yourself as a teacher)
ถ้าเราคิดเสียว่าเราจะนำสิ่งที่อ่านเจอในหนังสือเล่มนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังด้วย เราก็จะอ่านอย่างใส่ใจมากขึ้น และไม่ปล่อยให้อะไรที่เราไม่เข้าใจผ่านตาไปเฉยๆ ตอนที่ผมตั้งใจจะสรุป Sapiens ลงบล็อก บางย่อหน้าต้องอ่านซ้ำหลายหนกว่าจะเข้าใจมันเพียงพอจนนำมาถ่ายทอดในบทความได้

3.ไฮไลท์และเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ (Highlight & make mental connections)
อย่าไปหวงว่าหนังสือจะรก เราควรจะใช้ปากกาไฮไลท์ให้เต็มที่ ไฮไลท์เสร็จแล้วเราควรจะเขียนกำกับด้วยว่าทำไมเราถึงเน้นตรงคำนี้หรือประโยคนี้ ไม่อย่างนั้นตอนที่เรากลับมาอ่านอาจจะจำเหตุผลไม่ได้แล้วก็ได้

อีกคำแนะนำหนึ่งก็คือ เราจะจำข้อมูลใหม่ๆ ได้ดีขึ้นหากเรานำมันไปผูกกับกับข้อมูลเก่าที่เรามีในหัวอยู่แล้ว เช่นช่วงนี้ “ปัญญาประดิษฐ์” หรือ Artificial Intelligence กำลังเป็นที่ถกเถียงว่ามันอันตรายต่อมนุษยชาติหรือไม่ ถ้าเราเชื่อว่าน่าจะอันตราย เราก็อาจจะเชื่อมโยง AI กับภาพของ Skynet จากหนัง Terminator 2  “คนเหล็ก 2029” (ใครเกิดไม่ทันก็ขออภัยด้วยนะครับ)

4.วาดภาพในหัวและใช้จินตนาการ (Visualize & Imagine)
หากอ่านหนังสือเรื่องการจูงใจคน ก็ลองนึกภาพตัวเองกำลังใช้ประโยคเด็ดในการจูงใจคนๆ หนึ่งดู การวาดภาพในหัวนี้จะทำให้ความรูู้ใหม่นั้นฝั่งแน่นอยู่ในสมองเรามากขึ้น

5.นำความรู้ใหม่ไปใช้ทันที (Immediately apply one piece of new knowledge)
เพราะความรู้ที่ไม่ได้นำไปถูกใช้งานนั้นไม่มีประโยชน์อันใด
ยกตัวอย่างเช่นพอผมอ่านบทความนี้ของคุณ Foroux จบแล้ว ผมก็นำมาเขียนเล่าในบล็อกทันที และเดี๋ยวจะลองใช้ขั้นตอนตั้งแต่ 1-4 ในการเลือกหนังสือและกำกับพฤติกรรมของตัวเองช่วงที่อ่านหนังสือเล่มนั้นครับ

มีเป้าหมายที่ชัดเจน อ่านอย่างอาจารย์ สร้างความเชื่อมโยง คิดตามจนเห็นภาพ และนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ทันที นี่คือบันได 5 ขั้นสู่การเป็นนักอ่านที่ดีขึ้นครับ

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ bit.ly/tgimannounce

20170812_122723

เราไม่เคยใช้ปากกาจนหมดด้าม

20170812_pen

เช้าวันนี้ผมไม่ได้เขียนบล็อกเพราะต้องนั่งเซ็นหนังสือ Thank God It’s Monday ให้คนที่สั่งออนไลน์มากับผมโดยตรง*

ปากกาที่ผมใช้เป็นปากการหมึกซึมสีดำ ด้ามสีขาวมีลายหัวใจหลายร้อยดวง ขัดกับบุคลิก Anontawong’s Musings สุดๆ

พอเซ็นหนังสือเสร็จ ผมก็นึกขอบคุณปากกาด้ามนี้เบาๆ พร้อมกับขอให้มันอยู่กับผมไปนานๆ จนกว่าจะหมึกจะหมดด้ามนั่นแหละ

—-

ผมคิดว่าคนส่วนใหญ่เป็นเหมือนผม ที่แทบไม่เคยใช้ปากกาจนหมึกหมดเลย

ผมเริ่มใช้ปากกาตั้งแต่ป.5 (อนุบาลถึงป.4 เขาให้ใช้ดินสอ)

ตลอด 27 ปีที่ผ่านมา น่าจะมีปากกาผ่านมือผมไม่ต่ำกว่า 500 ด้าม แต่ผมน่าจะใช้ปากกาจนหมึกหมดไม่เกิน 5 ด้าม ไม่รู้เหมือนกันว่าอีก 495 ด้ามมีชะตากรรมอย่างไร หลายเล่มคงถูกคนอื่นใช้ หลายเล่มอาจถูกทำหัก และอีกหลายเล่มอาจจะถูกวางไว้เฉยๆ จนหมึกแห้งไปเองและรอวันถูกทิ้ง

ปากกาหลายด้ามจึงถูกส่งไปสุสานทั้งๆ ที่หมึกยังไม่หมด จะนับว่าเป็นโศกนาฎกรรมอย่างหนึ่งก็ได้

แล้วผมก็ฉุกคิดขึ้นมาว่า จริงๆ แล้วชีวิตของเราก็ไม่ต่างกับปากการึเปล่า?

กว่า 14,000 วันที่ผมใช้ชีวิตอยู่บนโลกใบนี้ มีวันที่ผม “ใช้ชีวิตจนหมดด้าม” กี่วันกัน?

เคยทำงานแบบทุ่มสุดตัวก่ี่ครั้ง?

มีความสามารถบางอย่างที่ไม่เคยเอาออกมาใช้หรือเปล่า?

เคยรักคนๆ หนึ่งสุดหัวใจบางมั้ย?

เคยใส่ใจคนที่อยู่ต่อหน้าเราอย่างเต็มที่หน?

เคยเตะบอลแล้ววิ่งจนไม่เหลือแรงแม้แต่จะเดินบ้างรึเปล่า?

ปากกาชีวิตนั้นเป็นปากการีฟิล (refill) เราจึงไม่มีเหตุผลต้องไปกลัวที่จะใช้ชีวิตในแต่ละวันให้หมดด้าม

สิ่งที่น่ากลัว (และน่าเสียดาย) ก็คือการที่ปากกาของเราถูกส่งเข้าสุสานทั้งๆ ที่ยังมีหมึกค้างอยู่เต็มด้ามต่างหาก

—–

* ดูรายละเอียดได้ที่ bit.ly/tgimannounce – ถ้าซื้อหน้าร้านได้อยากให้ไปซื้อหน้าร้านมากกว่าครับ จะได้พลิกดูก่อนตัดสินใจ และจะเป็นการช่วยดันให้หนังสือติดอันดับด้วย แต่ถ้าไม่สะดวกจริงๆ ค่อยสั่งออนไลน์กับซีเอ็ดหรือสั่งกับผมครับ (สั่งกับผมจะช้าหน่อย แต่จะได้ลายเซ็น)

นิทานเรือชน

20170811_boat

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

พระเซ็นรูปหนึ่งตัดสินใจปลีกวิเวกด้วยการพายเรือออกไปกลางทะเลสาบ นั่งลงหลับตา แล้วเริ่มต้นการทำสมาธิ

หลังจากนั่งภาวนาอย่างสงบราวสองชั่วโมง ท่านก็รู้สึกถึงเรือลำหนึ่งที่แล่นมากระทบเรือที่ท่านนั่ง ท่านเริ่มมีอาการหงุดหงิดเล็กน้อยแต่ก็ยังนั่งหลับตาต่อไปเพราะคิดว่าเดี๋ยวเรือลำนั้นก็คงจากไป

ผ่านไปหลายนาที เรือลำนั้นก็ยังมากระทบเรือที่ท่านนั่งอยู่เรื่อยๆ พระเซ็นจึงหมดความอดทนและลืมตาขึ้นมาเพื่อจะตำหนิคนที่ช่างกล้าดีมารบกวนท่านถึงเพียงนี้

แต่เมื่อท่านลืมตา ท่านก็เห็นเพียงเรือเปล่าๆ ลำหนึ่ง ไม่มีใครนั่งอยู่ในเรือ เรือของท่านกับเรือเปล่าลำนั้นคงโดนลมเบาๆ พัดมาให้ชนกันเอง แล้วความโกรธของท่านก็หายไปในพริบตา

จากวันนั้นเป็นต้นมา หากพระเซ็นได้พบกับใครที่ทำให้ท่านโกรธหรือหงุดหงิด ท่านจะบอกตัวเองเสมอว่า “คนๆ นั้นเป็นเพียงเรือเปล่า แต่ความโกรธนั้นล้วนผุดออกมาจากใจเราทั้งสิ้น”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Raja Sharma’s answer to What’s the best way to react when someone is shouting at you in anger?

ถ้าคุณอยากต่อเรือซักลำ

20170810_buildaship

วิธีแรก คือตีฆ้องร้องป่าวให้คนไปหาท่อนซุง แบ่งหน้าที่ และคอยสั่งการ

วิธีที่สอง คือเล่าเรื่องราวแห่งท้องทะเลอันกว้างใหญ่ไพศาล จนพวกเขาถวิลหาการออกผจญภัย

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”
― Antoine de Saint-Exupéry

ว่ากันว่า ทักษะที่สำคัญที่สุดของการเป็นผู้นำ คือการเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี

บางทีเรื่องราวสั้นๆ แค่ไม่กี่ประโยค ก็สามารถเปลี่ยนโลกไปตลอดกาลได้

ใครที่อ่านบทความ Sapiens ที่ผมเคยสรุปเอาไว้ อาจจะพอจำได้สิ่งมีชีวิตแรกโลกนี้ถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 3,800 ล้านปีที่แล้ว ส่วนเผ่าพันธุ์ Homo Sapiens อย่างเราก็อยู่บนโลกใบนี้มาอย่างน้อยๆ 200,000 ปี

ในช่วงเวลาอันยาวนานนี้ เราอาจจะเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ ท่องทะเลหรือปีนป่ายภูเขา แต่เราก็ยังไม่เคยไปได้ไกลกว่าดาวเคราะห์ที่ชื่อว่าโลกดวงนี้

ในปี 1961 ประธานาธิบดี John F. Kennedy ได้กล่าวปราศรัยในสภาคองเกรสว่า

“I believe that this nation should commit itself to achieving the goal, before this decade is out, of landing a man on the moon and returning him safely to the earth.”

“ผมเชื่อว่าอเมริกาควรตั้งเป้าหมายที่จะส่งมนุษย์ไปดวงจันทร์และพาเขากลับมาอย่างปลอดภัยให้ได้ก่อนหมดทศวรรษนี้”

อีกเพียง 8 ปีต่อมา มนุษย์ก็ได้กลายมาเป็นสิ่งมีชีวิตแรกในรอบ 3,800 ล้านปีที่ออกจากอาณาเขตของโลก และได้ไปยืนอยู่บนดวงจันทร์จริงๆ

ลองนึกภาพถึงคนที่เราชื่นชม ก็อาจพบว่าเขาเป็นนักเล่าเรื่องที่ดีทั้งนั้น

Steve Jobs เล่าเรื่องของการ “คิดต่าง” (think different) จนสร้างอุปกรณ์ที่ดีที่สุด งดงามที่สุดแห่งยุคสมัยได้

Elon Musk ผู้ก่อตั้ง SpaceX เล่าเรื่องของความอยู่รอดของมนุษยชาติ ด้วยการสร้างยานอวกาศที่จะพามนุษย์ไปอาศัยอยู่บนดาวอังคารได้

หรือแม้กระทั่งพี่ตูน บอดี้สแลม ก็เป็นนักเล่าเรื่่องราวแห่งการไม่ละทิ้งความฝันและความเชื่อ

“If you want to build a ship, don’t drum up the men to gather wood, divide the work, and give orders. Instead, teach them to yearn for the vast and endless sea.”

กลับมามองที่ตัวเอง

การมีทักษะการจัดการที่ดี (ตีฆ้องร้องป่าว แบ่งหน้าที่ และออกคำสั่ง) อาจทำให้เราทำงานสำเร็จ แต่ไม่อาจซื้อใจลูกน้องเราได้

แต่ถ้าเราสามารถเล่าได้ว่าเราจะทำสิ่งนี้ไปเพื่ออะไร ทำแล้วเขาจะได้รับประสบการณ์แบบไหน แล้วมันจะมีประโยชน์อะไรกับโลกใบนี้ ผมเชื่อว่าเราจะเป็นผู้นำที่ทำงานสำเร็จแถมยังเป็นที่รักด้วยนะครับ

—–

Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies

ข้อคิดจากพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

201708909_torphenomena

ถ้าลองนึกถึงชื่อโฆษณาไทยที่คุณโปรดปรานซัก 3 เรื่อง มีโอกาสสูงมากที่อย่างน้อยหนึ่งในนั้นจะเป็นฝีมือการกำกับของพี่ต่อ ฟีโนมีน่า

เช่นหนังโฆษณาซึ้งๆ ของไทยประกันชีวิต (ปู่ชิว, แม่ต้อย, Que Sera Sera)

หรือโฆษณา จน เครียด กินเหล้า!  ของสสส.

หรือโฆษณาเงินติดล้อ – เราไม่อยากให้คุณกลับมาหาเราอีก

งานของพี่ต่อกวาด Cannes Lion ซึ่งเปรียบเสมือนรางวัลออสการ์ของคนทำโฆษณามาแล้วหลายสิบรางวัล จนนิตยสาร a day ต้องเชิญพี่ต่อมาขึ้นปกแล้วพาดหัวว่าคนคนนี้คือผู้กำกับโฆษณาอันดับ 1 ของโลก

ผมจึงดีใจมากที่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาพี่ต่อได้เข้ามาพูดให้พนักงานที่บริษัทวงในร้อยกว่าคนฟัง (ทุกๆ สองศุกร์ เราจะมีกิจกรรม Wongnai WeShare ที่เราจะเชิญคนเจ๋งๆ มาร่วมพูดคุย)

พี่ต่อมาพูดโดยไม่มีสคริปต์ เน้นตอบคำถามเป็นหลัก และการตอบแต่ละข้อพี่ต่อจะหยุดคิดก่อนพูดเสมอ (เป็นการพูดคุยที่มี “ความเงียบ” แซมอยู่ตลอดทางมากที่สุด)

นี่คือข้อคิดที่ผมได้จากการฟังพี่ต่อในวันนั้นครับ

1. ใช้ชีวิตให้ตรงประเด็น เราถามพี่ต่อไปว่า อะไรคือปัจจัยหลักที่ทำให้เขาประสบความสำเร็จ พี่ต่อตอบว่าเขาแค่เป็นคนจับประเด็นเก่ง และหลักการการทำงานของเขาก็คือเวลาทำงาน ก็ทำให้ดีที่สุด พองานเราดี จะแต่งตัวยังไงก็ไม่สำคัญ ขับรถอะไรก็ไม่เกี่ยว connection ก็ไม่จำเป็น เพราะงานเราดีซะอย่าง ยังไงเขาก็ต้องจ้างเรา พอเราใช้ชีวิตตรงประเด็น ชีวิตมันก็จะง่าย

2. ทำอะไรควรสร้างการผลิต สำหรับคนที่อยากรวย อยากมีอิสระทางการเงินเร็วๆ พี่ต่อแนะนำให้ลองสำรวจดูว่า กิจกรรมที่เราทำหรือเงินที่เราใช้ไปนั้นมันสร้างการผลิตรึเปล่า ถ้าไม่สร้างการผลิตก็พยายามอย่าไปทำ เช่นปลูกไม้ประดับไม่สร้างการผลิต ปลูกผักสวนครัวสร้างการผลิต นั่งคุยการเมืองไม่สร้างการผลิต ถ้าคุณเป็นห่วงบ้านเมืองก็ลุกขึ้นมาทำอะไรซักอย่างไปเลย

3. อ่านหนังสือให้เยอะๆ เราจะเข้าใจคนดู (ลูกค้า / Consumers) ได้ก็ต่อเมื่อเราเข้าใจว่าเขาเป็นใครมาจากไหน ธรรมชาติของเขาเป็นอย่างไร พี่ต่อจึงอ่านหนังสือประวัติศาสตร์ไทยเยอะมาก รวมถึงอ่านหนังสือขึ้นหิ้งอย่างสามก๊ก ซุนวู มูซาชิด้วย ถามว่าพี่ต่อจะแนะนำหนังสืออะไรให้พนักงานวงในอ่าน พี่ต่อพูดถึงหนังสือ Good Luck ของนานมีบุ๊คส์ เป็นหนังสือที่บอกว่าโชคไม่มีอยู่จริง ความสำเร็จเป็นสิ่งที่เราสร้างเอง (เย็นวันนั้นมีน้องวิ่งไปซื้อมา 4 เล่มเลยนะครับ ผมเองก็ไปสอยมาแล้วหนึ่งเล่มเช่นกัน ไว้จะเล่าให้ฟังในโอกาสต่อไป)

4. อย่าพยายามทำปลาแซลม่อนให้เป็นปลาช่อน เวลาเลือกคนมาแสดงโฆษณา และเลือกคนที่ทำสิ่งๆ นั้นเป็นอยู่แล้ว เช่นถ้าตัวละครต้องขี่มอเตอร์ไซค์ เขาก็จะไม่เอาคนขับรถยนต์มาแสดง เพราะแค่แอคติ้งง่ายๆ อย่างการปิดเบาะมอเตอร์ไซค์ลง คนขี่มอเตอร์ไซค์จะทำได้สมจริงกว่าคนขับรถยนต์แน่ๆ ถ้าเราอยากได้ปลาช่อนก็อย่าไปเอาปลาแซลม่อนมาทำใหเป็นปลาช่อน สู้เอาเวลาไปเฟ้นหาปลาช่อนดีกว่า

5. ปัญหาเป็นเรื่องดี เพราะมันบอกให้รู้ว่ายังมีอะไรที่ไม่ดี เริ่มจากคำถามที่ว่ามีโฆษณาตัวไหนที่พี่ต่อไม่ชอบมั้ย พี่ต่อตอบว่ามีหลายตัวมากที่พอกลับไปดูแล้วเจอจุดที่มันควรจะดีกว่านี้ได้ เช่นแอคติ้งมากเกินไป ซาวด์ไม่โอเค ฯลฯ แต่กว่าจะรู้ตัวคือต้องผ่านไปซัก 1 ปีแล้วกลับมาดูใหม่ เพราะพอทำงานไปเยอะๆ รสนิยมของเราจะดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเราจะมองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเองได้ดีขึ้น พอเจองานที่เขาไม่ชอบแล้ว พี่ต่อจะจำแนกออกมาเป็นข้อๆ เลยว่ามีอะไรบ้างไม่ชอบเพราะอะไร แล้วพี่ต่อก็จะไม่ทำมันอีก

พี่ต่อบอกว่าข้อผิดพลาดโคตรมีประโยชน์ เพราะถ้าเราเรียนรู้จากมันและไม่ทำมันผิดซ้ำ กราฟชีวิตของเราจะพุ่ง อันนี้เป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดในวันนั้นสำหรับผม เพราะผมรู้ตัวว่าไม่ค่อยกล้าสบตากับจุดอ่อนของตัวเองซักเท่าไหร่ เช่นไม่ค่อยกลับไปอ่านงานเขียนเก่าๆ และไม่กล้าอัดวีดีโอตัวเองตอนที่สอนหนังสือ แต่จากนี้ไปจะต้องลองดูซักหน่อยแล้วครับ

ขอบคุณพี่ต่ออีกครั้งที่สละเวลามาเล่าประสบการณ์และแนวทางการดำเนินชีวิตให้พวกเราฟัง และขอบคุณยุ้ย เพื่อน HR ที่เคยทำงานอยู่ฟีโนมีน่าและได้มารู้จักกันที่ทอมสันรอยเตอร์ ที่ช่วยประสานงานจนเชิญพี่ต่อสำเร็จนะครับ

—–

ป.ล. ปีแรกที่ผมเขียนบล็อก ผมมีเขียนถึงพี่ต่อในเรื่อง เงิน/ความสุข/คุณค่าด้วยนะครับ

ป.ล.2 “Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้ว หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ B2S และศูนย์หนังสือจุฬาครับ

TGIM_HardCopies

กฎ 5 คน (และเหตุผลที่คนดีกลายเป็นคนโกง)

20170808_fivepeople

ในหนังสือของฝรั่งที่เกี่ยวกับการสร้างความร่ำรวย มักจะมีข้อความนึงที่ถูกพูดถึงบ่อยๆ นั่นคือ

You are the average of the 5 people you spend most time with – คุณจะเป็นค่าเฉลี่ยของคน 5 คนที่คุณใช้เวลาด้วย

ประมาณว่า ถ้าเราใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับ 5 คนไหน รายได้ของเราก็จะเป็นค่าเฉลี่ยของ 5 คนนั้น

แต่มันยังมีมิติอื่นนอกจากเรื่องรายได้

ถ้าเพื่อนๆ 5 คนที่คุณไปเที่ยวด้วยเป็นคนอ้วน คุณก็มีแนวโน้มที่จะเป็นคนอ้วนมากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ คุณมีแต่คนสูบบุหรี่ คุณก็มีสิทธิ์ที่จะติดบุหรี่มากขึ้น

ถ้าเพื่อนๆ ของคุณชอบออกกำลังกาย คุณก็มีโอกาสมากขึ้นที่จะออกกำลังกายเช่นกัน

แต่มันยังมีอีกมุมที่ฝรั่งไม่ค่อยพูดถึง แต่ผมคิดว่ากฎ 5 คนสามารถอธิบายปรากฎการณ์นี้ได้

นั่นคือการโกงกินของข้าราชการและนักการเมือง

ไม่ว่าตอนเริ่มต้นสายอาชีพนี้เราจะตั้งใจดีแค่ไหน อยากทำเพื่อประเทศอย่างไร แต่ถ้าเราเข้าไปอยู่ในหมู่คนที่โกงกินแล้ว ก็ยากยิ่งนักที่จะยังรักษาความซื่อสัตย์เอาไว้ได้

นึกภาพว่าเราถูกจับโยนบ่อขยะ

30 วินาทีแรกที่เราอยู่ตรงนั้นเราจะรู้สึกเหม็นจบแทบจะอาเจียนออกมา แต่พออยู่ไปซักพัก เราก็จะเริ่มรู้สึกว่า ถึงจะยังเหม็นอยู่แต่ก็ไม่ทรมานเหมือนตอนแรก

เพราะร่างกายของเรามีการปรับตัวจนจมูกของเรา “desensitized” หรือชินกับกลิ่นเหม็นนั้นไปเรียบร้อย

ผมเชื่อว่าความคุ้นชินหรือ desensitized นี่ไม่ได้เป็นเฉพาะเรื่องทางกายเท่านั้น แต่ใจเราก็สามารถ desensitized ได้เช่นกัน

ผมจึงพอนึกภาพออกเลยว่าคนทำงานการเมืองหลายคนนั้นก็เริ่มต้นจากความตั้งใจที่จะทำอะไรดีๆ เพื่อบ้านเมือง และเกลียดคนโกงพอๆ กับผมหรือทุกท่านที่อ่านบล็อกนี้อยู่นั่นแหละ

แต่พอเขาต้องเข้าไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยการโกงกินจนกลายเป็นเรื่องธรรมดา (norm) ไปแล้วนั้น โอกาสที่เขาจะกลายเป็นคนโกงก็จะพุ่งสูงมาก

ตอนแรกๆ อาจจะไม่ยอมโกงเลย จากนั้นก็โกงนิดหน่อย และพอใจของเขา desensitized กับการโกงนิดหน่อยแล้ว เขาก็จะกล้าโกงมากกว่าเดิม

ผ่านไปซัก 5 ปี 10 ปี จิตใจของเขาก็อาจจะชาชินกับการโกงจนเขาไม่เห็นว่ามันเป็นเรื่องใหญ่อะไรแล้ว เปรียบได้กับคนที่อยู่ในกองขยะมานานจนจมูกของเขาไม่รู้สึกว่าขยะกองนั้นเหม็นอีกต่อไปแล้ว

ดังนั้น กฎ 5 คน น่าจะใช้ได้กับทุกสถานการณ์ เราจึงต้องเตือนตัวเองให้เลือกเพื่อนให้ดี

อีกนัยหนึ่ง เราก็ควรจะเสพเนื้อหาจากเพจที่สร้างสรรค์ เพราะนั่นคือ “คนที่เราจะใช้เวลาด้วย” (แม้จะมองไม่เห็นหน้ากัน) มากที่สุดครับ


“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ https://anontawong.com/2017/08/04/tgim/

TGIM_HardCopies

คนปารีสไม่ขึ้นหอไอเฟล

20170807_eiffel

หมู่บ้านจัดสรรแทบทุกหมู่บ้านจะมีศาลพระภูมิ

หมู่บ้านที่ผมอยู่ก็เช่นกัน แถมบ้านผมอยู่ติดกับศาลพระภูมิเลย มองจากเก้าอี้ที่ผมนั่งเขียนบล็อกตรงนี้ก็เห็น มองจากห้องนอนก็เห็น มองจากห้องนั่งเล่นชั้นล่างก็เห็น

เมื่อเช้าวันอาทิตย์ ตอนออกมาตากผ้าตรงระเบียงห้องนอน ผมเห็นผู้ชายใส่เสื้อสีขาวเอาธูปเทียนพวงมาลัยมาไหว้ศาลพระภูมินี้ด้วย แล้วผมก็อดตั้งคำถามกับตัวเองไม่ได้ว่า ผมไหว้ศาลพระภูมินี้ครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่

คำตอบคือ “จำไม่ได้แล้ว”

แสดงว่านานมาก

—–

สถานที่ท่องเที่ยวในฮ่องกงที่ผมชอบมากคือนองปิง ที่ต้องนั่งกระเช้าไป 20 นาที และเมื่อเดินไปสุดทางก็จะได้พบพระพุทธรูปองค์ใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่บนวัด ผมไปฮ่องกงทั้งสองครั้งก็แวะที่นี่ทั้งสองครั้ง

จิมมี่เป็นเพื่อนชาวฮ่องกงที่ผมรู้จักตอนเรียนม.ปลายที่นิวซีแลนด์ มันมาเมืองไทยบ่อยมาก น่าจะไม่ต่ำกว่า 10 ครั้งได้ ผมเคยถามจิมมี่ตอนมาเที่ยวเมืองไทยว่า ยูเคยไปเที่ยวนองปิงบ้างรึเปล่า ไอชอบนะ ไปมาสองรอบแล้ว

จิมมี่บอกว่ามันไม่เคยไป และมันไม่คิดจะไป เพราะนั่นมันสร้างเอาไว้สำหรับนักท่องเที่ยว

—–

ตอนที่ผมไปเที่ยวยุโรปเมื่อสองปีที่แล้ว ผมนัดเจอเพื่อนชาวฝรั่งเศสวัยสี่สิบปลายๆ นามว่า “ฟรองค์”

ฟรองค์บอกผมว่า ทั้งชีวิตนี้เขาเคยขึ้นหอไอเฟลแค่สองครั้งเท่านั้น และเพื่อนชาวฝรั่งเศสของเขาหลายคนไม่เคยขึ้นหอไอเฟลเลยด้วยซ้ำ

ต้องยอมรับว่าผมแปลกใจพอสมควร เพราะหอไอเฟลคือ Landmark ที่คนทั้งโลกล้วนแล้วแต่ใฝ่ฝันที่จะได้มาเยือน แต่คนในเมืองนี้กลับไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นไปกับมันเลย

—–

คนปารีสไม่ขึ้นหอคอยไอเฟล คนฮ่องกงไม่เที่ยวนองปิง ส่วนผมก็ไม่ไหว้ศาลพระภูมิ

หรือเป็นเพราะว่า ยิ่งใกล้ ยิ่งไม่เห็นคุณค่า?

ยิ่งใกล้ยิ่งรู้สึกว่า ธรรมดา

ยิ่งใกล้ยิ่งเชื่อว่า จะทำเมื่อไหร่ก็ได้

คอนเซ็ปต์นี้อาจใช้ได้ไกลเกินกว่าสถานที่ท่องเที่ยวด้วยนะครับ

มันอาจจะใช้กับคนบางคนก็ได้ อาจจะเป็นพ่อแม่ หรือสามี-ภรรยา

เพราะคนที่อยู่ใกล้กับเรามากๆ บางทีเราก็ take for granted ซึ่งถ้าแปลเป็นไทยแบบไม่เพราะนักก็คือเราเห็นเขาเป็นของตาย

ในมุมกลับกัน หากอยากทบทวนว่า ชีวิตเราตอนนี้เรากำลังละเลยอะไรอยู่ ที่แรกที่ควรมองก็คือห้องนอนของตัวเอง โต๊ะทำงานของตัวเอง และความต้องการของตัวเอง

เพราะของบางอย่างมันอยู่กับเรามานาน และอยู่ใกล้กับเรามากจริงๆ

มากเสียจนจนเราหยุดมองเห็นมันไปตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

 

—–

“Thank God It’s Monday ขอบคุณโลกนี้ที่มีงานประจำ” หนังสือเล่มแรกของผมวางแผงแล้วนะครับ หาซื้อได้ที่ซีเอ็ด นายอินทร์ และศูนย์หนังสือจุฬาครับ >> bit.ly/tgimannounce

TGIM_HardCopies

ความประทับใจจาก TEDx Bangkok 2017

20170806_tedx

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมได้ไปร่วมงาน TEDx Bangkok 2017 ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศมาครับ

งานเริ่ม 9 โมงเช้า แต่กว่าผมจะไปถึงก็ 10 โมงกว่าแล้ว เพราะคืนวันศุกร์มีงานเลี้ยงศิษย์เก่า Thomson Reuters เลยอยู่กันดึกดื่นจนนอนตื่นสาย

ไปถึงงานจึงเป็นช่วงเบรคพอดี พูดจบไปแล้ว 3 คน แต่ก็ยังเหลืออีกหลายคนให้ฟัง และหลายอย่างให้ดู

นี่คือสิ่งที่ผมประทับใจจากงานนี้ครับ

1. ความคุ้มค่า ตอนแรกเห็นบัตรราคา 1500 บาทผมก็รู้สึกว่ามันแอบแพงอยู่เหมือนกัน แต่ก็เข้าใจว่าถ้าได้ฟังไอเดียบรรเจิดจนเอามาต่อยอดอะไรได้มันก็คงคุ้มแหละ

การจองบัตร TEDx จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก ง่ายตรงที่คุณจะเป็นใครก็ลงชื่อได้ แต่ยากตรงที่ตอนสมัครนั้นต้องตอบคำถาม “อัตนัย” หลายข้อ แล้วทีมงานจะเป็นคัดเลือกอีกทีว่าคุณมีสิทธิ์ซื้อบัตรเพื่อมางานนี้รึเปล่า โชคดีที่เขาเลือกผมมาฟังด้วย

ตอนเดินเข้างานเพื่อไปลงทะเบียนและรับป้ายชื่อ ก็ต้องตกใจที่เขามี “ของชำร่วย” ให้เราเยอะขนาดนี้ ทั้งเสื้อยืด TEDX ถุงผ้า TEDx ขวดน้ำ TEDx สมุด TEDx ปากกา Krungsri (!!??) รวมมูลค่าสิ่งของเหล่านี้ (เอาแค่ราคาต้นทุน) ก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 300 บาทแล้ว

ในปกหลังด้านในของสมุด ยังมีการ์ด 3 ใบสำหรับอาหารว่าง 2 มื้อและอาหารกลางวันอีก 1 มื้อ ผมไปทันรับอาหารว่างช่วงเช้าพอดี ซึ่งมาในถุงกระดาษจากโรงแรม Marriott แต่สุดท้ายผมไม่ได้กิน เพราะว่าถ่ายรูปถุงเสร็จแล้วลืมหยิบถุงมา!

ส่วนเครื่องดื่มจาก Roots Coffee ก็รสชาติแปลกดี ดื่มเสร็จแล้วยังสามารถนำขวดเปล่า มาใส่ชั้นที่มีช่องนับร้อยช่อง ด้านหลังเขียนคำว่า TED Talks อีกด้วย ผมเลือกที่จะวางขวดเปล่าของผมไว้ตรงฐานของตัว T ตัวแรก เหตุผลเพราะอะไรลองไปทายดูเองนะครับ 🙂

ก็เลยคิดได้ว่า ค่าของชำร่วยบวกค่าอาหารก็น่าจะเกือบ 1000 บาทแล้ว (แม้จะได้สปอนเซอร์มาไม่น้อย) ดังนั้นบัตร 1500 ไม่แพงเลยเมื่อเทียบกับสิ่งที่เราจะได้มา

2. พลังงานบวกสูงมาก ผมมาโรงละครนี้ไม่ต่ำกว่า 5 ครั้งแล้ว แต่ครั้งนี้เป็นครั้งที่ผมสัมผัสกับมวลพลังงานบวกก้อนโตที่สุด

คนที่มาส่วนใหญ่จะเป็นคนในวัยยี่สิบกว่าๆ หรือสามสิบต้นๆ (ผมนี่ถือว่าเลยค่าเฉลี่ยไปแล้ว) แต่ก็มีคนผมสีดอกเลามาด้วยประปราย อาสาสมัคร ซึ่งส่วนใหญ่น่าจะเป็นนักศึกษาหรือเพิ่งจบใหม่ๆ ก็ทำงานอย่างขยันขันแข็ง ยืนชูป้ายบอกทาง ปากก็คอยเปล่งคำสุดเสียงเพื่ออธิบายให้แขกเข้าใจว่าแต่ละจุดมีอะไรให้ทำบ้าง ยิ่งมารู้ทีหลังว่าเขาไม่ได้เงินซักบาทเดียว (ถึงเรียกว่าอาสาสมัครไง!) ก็ยิ่งประทับใจ

(ไม่ต้องได้ตังค์ก็ยังทำงานเต็มที่ได้ แล้วทำไมบางคนยังใช้เรื่องค่าตอบแทนต่ำมาเป็นข้อแก้ตัวในการทำงานเหยาะๆ แหยะๆ อยู่อีก?)

3. Speaker ที่ประทับใจที่สุดคือคนแรกที่ผมได้ฟัง นั่นคือคุณ “ฉิ่ง” วินัย ฉัยรักษ์พงศ์ นักออกแบบสหสาขา (ผมก็เพิ่งเคยได้ยินอาชีพนี้เหมือนกันครับ) ที่มาเล่าให้พวกเราฟังว่ากระบวนการของความคิดสร้างสรรค์นั้นเหมือนกระบวนการที่พ่อแม่ใช้เพื่อให้กำเนิดเราขึ้นมา

คิดภาพเสปิร์มนับร้อยล้านตัววิ่งไปหาไข่ ตัวที่ว่ายเร็วที่สุด แข็งแรงที่สุดก็จะได้ผสมกับไข่และกลายเป็นตัวเราขึ้นมา

คุณฉิ่งบอกว่าความคิดสร้างสรรค์ก็เช่นกัน เราต้องสร้างไอเดียเยอะๆ แถมไอเดียส่วนใหญ่ควรเป็นไอเดียไร้สาระด้วย

แต่ไอเดียเยออย่างเดียวไม่พอ ต้องมี “ไข่” จากแม่ด้วย ซึ่ง “ไข่” ในที่นี้ก็คือ “ปัญหา” ที่เราต้องการจะแก้ หากไอเดียไร้สาระอันไหนมันดันบังเอิญไป “เจาะ” ปัญหานั้นได้ ลูกของมันก็จะออกมาเป็น “creativity” นั่นเอง

4. เพื่อนใหม่ ช่วงพักเที่ยงเขามีพื้นที่ให้เราได้ไปนั่งกินข้าวกับคนแปลกหน้า แม้กระทั่งตอนนั่งในโรงละครเขาก็มีกิจกรรมให้เรารู้จักคนที่อยู่ด้านซ้าย-ขวา-หน้า-หลัง ผมเลยได้รู้จักกับน้องฟรีแลนซ์ที่ทำธุรกิจ 3 ตัวพร้อมกัน ได้รู้จักกับพี่ที่ดูแลห้องสมุด TCDC ส่วนพี่อีกคนก็เคยทำงานอยู่ตึกอื้อจื่อเหลียงเหมือนผมร่วม 10 ปี (แต่ไม่เคยเจอหน้ากันเลย) น้องอีกคนผันตัวจากสถาปนิกมาเป็น AE และกำลังจะไปเที่ยวรัสเซีย ส่วนอีกคนเป็นเลขาของพี่โน๊ส อุดม!

5. คณะเดอะ ชราภาพ เค้าว่ากันวันเรามักจะจำ “เรื่องแรก” กับ “เรื่องสุดท้าย” ได้ดีเสมอ ผมประทับใจกระบวนการความคิดสร้างสรรค์จากคุณฉิ่งไปแล้ว และผมก็ได้ประทับใจกับการแสดงของคณะเดอะ ชราภาพ ซึ่งเป็นการแสดงปิดท้าย TEDx Bangkok 2017 ด้วย

วงเดอะชราภาพมีแต่คนอายุยี่สิบกว่าๆ แต่เพลงทุกเพลงที่น้องเขาทำขึ้นมาจะต้องมีคนชรามามีส่วนร่วมด้วยเสมอ (ไม่ว่าจะร้อง เล่นดนตรี หรือเต้นระบำ) ด้วยความเชื่อที่ว่า ในเมื่อมนุษย์ทุกคนต้องแก่อยู่แล้ว ทำไมเราไม่ทำความรู้จักกับความชราภาพให้ดี ดูว่าเขาคิดยังไง รู้สึกยังไง สนใจเรื่องอะไร ทำอะไรได้บ้าง ช่องว่างระหว่าง “เรา” กับ “คนแก่” จะได้น้อยลง

ภาพที่ผมประทับใจที่สุดคือตอนที่พวกเขาเล่นเพลงสุดท้าย ท่อนฮุคมีเนื้อหาประมาณว่า “เอลวิสยังอยู่” ซึ่งต้องการจะสื่อว่า ต่อให้ร่างกายภายนอกจะโรยราไปแค่ไหน แต่ข้างในจิตใจเขาก็ยังมีความเฮี้ยวมีความเฟี้ยวเหมือนเอลวิสวัยหนุ่มเหมือนเดิม คนที่ออกมาหน้าเวทีเป็นคุณอาวัยห้าสิบกว่าๆ แต่งตัวเป็นเอลวิสออกมาดิ้นได้มันสะแด่วแห้ว คนดูตบมือกันทั้งฮอล แต่จุดไคลแมกซ์สำหรับผมคือตอนที่คุณลุงวัย 60-70 ออกมาเต้นด้านข้างๆ เอลวิส กันสี่ห้าคน คนดูสนุกมาก แต่คุณลุงสนุกมากกว่า

จังหวะนั้นผมนี่น้ำตาคลอเบ้าเลยนะครับ เพราะถ้าผมเป็นคุณลุงที่ได้ไปยืนโยกย้ายอยู่ตรงนั้น ผมคงจะซาบซึ้งใจมากที่เด็กๆ วงเดอะชราภาพได้ทำให้ผมได้ขึ้นมาอยู่บนเวที TEDx ได้รับเสียงตบมือและเสียงเชียร์จากทุกคน (ยิ่งถ้าเทียบกับชีวิตเปลี่ยวเหงาที่รออยู่ที่บ้านด้วย) มันคงเป็นประสบการณ์ที่ผมจะจดจำไปตลอดเวลาที่เหลืออยู่ ขอบคุณน้องๆ จริงๆ ที่ได้มอบความรู้สึกดีๆ ให้กับคนที่มักจะถูกหลงลืมคนนี้

พอหอมปากหอมคอกับ TEDx Bangkok 2017 นะครับ หวังว่าปีหน้าจะได้ไปร่วมงานนี้อีกในอนาคต ไม่ว่าจะในฐานะคนฟังหรือคนพูดก็ตาม 😉

นิทานภิกษุกับหญิงสาว

20170804_bhikku

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

หลวงพ่อตันซัน เป็นพระเซ็นที่มีความแตกฉานมาก ท่านมีชีวิตอยู่เมื่อประมาณ 100 ปีมานี่เอง ท่านเป็นอาจารย์สอนวิชาปรัชญาในมหาวิทยาลัยอิมพีเรียลในโตเกียวด้วย

วันหนึ่ง ท่านได้ชวนท่านเอกิโด เพื่อนพระภิกษุซึ่งเคร่งครัดหยุมหยิมในระเบียบแบบแผนต่างๆ ออกเดินธุดงค์
ระหว่างทาง พอมาถึงที่ต่ำเป็นแอ่งมีโคลนเฉอะแฉะ จะเดินอ้อมก็ไม่ได้ ก็เห็นผู้หญิงคนหนึ่งแต่งตัวเสียสวยงาม กำลังเก้ๆ กังๆ พยายามจะเดินข้ามตรงที่แฉะ แต่ไม่กล้า เพราะกลัวเครื่องแต่งกายที่งดงามจะเปรอะเปื้อน

ก่อนที่ท่านเอกิโดจะแปลกใจที่มีหญิงสาวแต่งตัวเสียสวยงามมาเดินอยู่ในป่าคนเดียว ก็ต้องตกตะลึง
เพราะเห็นท่านตันซันก้าวเดินสวบๆ เข้าไปหาหญิงผู้นั้น แล้วช้อนร่างอุ้มเดินข้ามแอ่งโคลนไป พอพ้นก็วางลงเหมือนกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นทั้งสองเดินทางต่อไปโดยไม่ได้ปริปากพูดจากัน

จนกระทั่งถึงเวลาหยุดพักค่ำวันนั้น เมื่อจัดเตรียมที่พักแล้ว ท่านเอกิโดก็หลุดปากออกมาอย่างกลั้นใจจะไม่พูดไม่ไหว เป็นเชิงสั่งสอนท่านตันซัน ว่า

“พวกเราเป็นพระ น่าจะไม่เข้าใกล้ผู้หญิงจะดีกว่า ยิ่งแตะเนื้อต้องตัวด้วยแล้วยิ่งไม่ถูกต้อง ทำไมท่านถึงทำอย่างนั้น?”

“ผมวางเด็กสาวคนนั้นลงไปตั้งแต่ตอนเช้าแล้ว ท่านยังจะมาแบกเอาไว้จนถึงเดี๋ยวนี้อยู่อีกหรือ”


ขอบคุณนิทานจากกระทู้ Pantip โดยคุณอาโก หนองจอก