อย่าตอบว่า “อาจจะ”

20170315_maybe

ถ้าใจจริงเราอยากตอบว่า “ไม่”

Don’t say maybe if you want to say no.
-Unknown

เพราะคนไทยขี้เกรงใจ

เราจึงปฏิเสธคนไม่ค่อยเป็น

เราจึงชอบแบ่งรับแบ่งสู้ ซึ่งบางทีก็เป็นการให้ความหวัง และทำให้คนเขารอคอยและเสียโอกาส

ถ้าเรารู้อยู่แก่ใจว่าไม่อยากทำสิ่งที่เขาเสนอมา ก็อย่าตอบแบบกั๊กๆ อยู่เลย

ปฏิเสธให้ชัดถ้อยชัดคำและด้วยความนุ่มนวล

แม้จะทำให้เขาเสียใจตอนนี้ แต่ก็ดีกว่าปล่อยให้เขาคอยแล้วยังทำให้เขาเสียใจอีกนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog

ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จงตามเสียงของหัวใจ

20170314_followyourheart

แต่อย่าลืมเอาสมองไปด้วย

“Follow your heart but take your brain with you.”
-Alfred Adler

วัยหนุ่มสาวคือวัยที่กำลังค้นหาว่าอะไรที่เหมาะกับตัวเอง อะไรคือสิ่งที่เป็น passion และทางไหนที่จะพาไปสู่จุดหมายที่ตัวเองฝันไว้

เปรียบได้กับการเดินขึ้นเขา บางคนเดินได้ครึ่งทางก็ชักไม่แน่ใจ เริ่มตั้งคำถามว่านี่คือภูเขาที่เราอยากปีนรึเปล่า หรือบนยอดเขาวิวจะสวยจริงรึเปล่า ซึ่งก็มีสองทางคือจะเดินลงเขานี้เพื่อไปขึ้นเขาอื่น หรือจะลองเดินขึ้นไปให้ถึงยอดเขาดูก่อนเพื่อจะได้รู้ว่าหมู่หรือจ่า

เสียงหนึ่งอาจบอกว่า ก็ต้องเดินขึ้นไปถึงยอดเขาก่อนสิ ไม่งั้นจะรู้ได้อย่างไรว่าใช่ไม่ใช่

แต่อีกเสียงหนึ่งก็อาจบอกว่า ทางที่กำลังเดินอยู่มันหลุมบ่องูเงี้ยวเขี้ยวขอเยอะเหลือเกิน จะมาทนอยู่ทำไม ไปลองปีนเข้าลูกอื่นที่มันใช่กว่านี้ดีกว่า

แต่ต้องไม่ลืมว่าวิธีการไปถึงเป้าหมายมีได้หลายทาง เหมือนคนจะขึ้นเขา จะขึ้นจากทิศเหนือก็ได้ ขึ้นจากทิศใต้ก็ได้ หรือค่อยๆ เดินวนขึ้นไปก็ได้

แทนที่จะตะบี้ตะบันเดินขึ้นเขา หรือถอดใจไปเดินเขาอื่น มันอาจจะมีอีกหลายๆ ทางบนเขาลูกเดิมที่พร้อมให้เราเดินขึ้น ขอเพียงเราไตร่ตรองและพิจารณาดูดีๆ

เพราะการตามเสียงของหัวใจมันก็ดีอยู่หรอก แต่ใจคนเรามันเรรวนปรวนแปรจะตายไม่ใช่เหรอ

แถมไอ้สิ่งที่เราเรียกว่าเสียงของหัวใจน่ะ

บางทีอาจเป็นเพียงกิเลสที่ปลอมตัวมาก็ได้


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คนเราควรกลัวบ่อยๆ

20170312_afraid

เพราะนั่นแสดงว่าเรากำลังทำอะไรที่ต้องใช้ความกล้าบ่อยๆ

It’s okay to be scared. Being scared means you’re about to do something really, really brave.
-Mandy Hale

และบางทีการใช้ความกล้า ก็ไม่ใช่กล้าแบบบ้าบิ่น แต่เป็นความกล้าที่จะทำเรื่องที่เราไม่สบายใจ

Tim Ferriss คนเขียนหนังสือ The 4 Hour Workweek บอกว่า ความสำเร็จของคนเราขึ้นอยู่กับความถี่ของบทสนทนาอันอึดอัดที่เราพร้อมจะมี

A person’s success in life can usually be measured by the number of uncomfortable conversations he or she is willing to have.

ยิ่งเรากลัวบ่อยแค่ไหน ก็แสดงว่าเราพาตัวเองออกจาก comfort zone บ่อยแค่นั้น

ถ้า “ติดสบาย” เราก็จะไม่เจอเรื่องที่ทำให้กลัวเลย แต่ผลก็คือ comfort zone ของเราก็จะเหลือเล็กนิดเดียว เพราะพื้นที่แห่งความสบายใจนี้มันยืดได้หดได้

การได้กลัวบ่อยๆ จึงเป็นสัญญาณที่ดี

เพราะมันแสดงว่าเรากำลังเติบโตนั่นเอง


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานชายผู้มีภรรยา 4 คน

20170312_fourwives

วันนี้วันอาทิตย์ แต่ผมขอส่งนิทานที่ติดค้างมาตั้งแต่วันศุกร์นะครับ

ในการแสดงธรรมครั้งหนึ่ง พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้เล่าถึงเรื่องราวหนึ่งไว้ว่า…

พ่อค้าวาณิชย์ฐานะร่ำรวยผู้หนึ่งมีภรรยาทั้งสิ้น 4 นาง

ภรรยาคนแรกฉลาดปราดเปรียวน่ารัก คอยติดตามใกล้ชิดเสามีตลอดเวลา ไม่เคยห่างแม้เพียงก้าวเดียว

ภรรยาคนต่อมา พ่อค้าได้มาจากการช่วงชิง บังคับ เนื่องเพราะนางมีรูปโฉมงดงามยิ่ง

ภรรยาคนที่สาม เป็นผู้คอยดูแลจัดการเรื่องราวความเป็นไปจุกจิกในชีวิตประจำวัน ทำให้สามีมีชีวิตที่สงบเรียบร้อย

ส่วนภรรยาคนสุดท้าย ขยันขันแข็ง มุมานะทำงานอย่างหนัก จนทำให้พ่อค้าผู้เป็นสามีหลงลืมการดำรงอยู่ของนางไป

ครั้งหนึ่ง พ่อค้าวาณิชย์จำเป็นต้องออกเดินทางไปไกลแสนไกล เขาจึงคิดที่จะให้ภรรยาคนใดคนหนึ่งติดตามไปดูแล เมื่อเขาเอ่ยปากต่อภรรยาทั้งสี่นาง

ภรรยาคนแรกก็ชิงกล่าวว่า “ท่านเดินทางไปเองเถิด เพราะข้าไม่ต้องการไปด้วย”

ภรรยาคนที่สองกล่าวว่า “เดิมทีข้าก็เป็นภรรยาท่านเพราะถูกช่วงชิง บังคับ มิได้เต็มใจแต่แรก ดังนั้นแน่นอนว่าข้าไม่ต้องการตามท่านไป”

ภรรยาคนที่สามกล่าวว่า “แม้ว่าข้าจะเป็นภรรยาของท่าน แต่ข้าก็ไม่อยากทุกข์ทรมาน เดินทางออกไปนอนกลางดินกินกลางทราย ดังนั้นอย่างมากที่สุด ข้าสามารถเดินทางไปส่งท่านยังชานเมือง”

ภรรยาคนสุดท้ายกล่าวว่า “ในเมื่อข้าเป็นภรรยาของท่าน ไม่ว่าท่านจะไปที่ใด ข้าล้วนต้องติดตามท่านไป”

ดังนั้นพ่อค้าผู้ร่ำรวยจึงได้พาภรรยาคนที่สี่ออกเดินทางไปด้วยกัน

ในตอนท้าย พระศากยมุนีพุทธเจ้าได้เอ่ยกับเหล่าพระสาวกว่า “ทุกท่านทราบหรือไม่ว่า พ่อค้าวาณิชย์ผู้นี้คือใคร?”
จากนั้นจึงกล่าวว่า “ย่อมคือตัวของท่านเอง”

ภรรยาคนแรก หมายถึงร่างกายเลือดเนื้อ เมื่อคนเราตายไปร่างกายย่อมเน่าเปื่อยไม่อาจติดตามไปด้วย

ภรรยาคนที่สอง หมายถึงทรัพย์สมบัติเงินทอง ซึ่งแต่เดิมเกิดมาล้วนไม่ได้มาด้วย แม้จะอยากได้จนต้องแย่งชิงมาเป็นของตน แต่เมื่อตายไปก็ไม่อาจนำไปด้วย

ภรรยาคนที่สาม หมายถึงนางผู้เป็นภรรยาจริงๆ ยามมีชีวิต สามี-ภรรยาแม้ต่างพึ่งพาอาศัยกัน แต่เมื่อตายไปล้วนต้องพลัดพรากแยกย้ายไปตามเส้นทางของตน

ส่วนภรรยาคนสุดท้ายหมายถึงกรรมดี-กรรมชั่วที่ตนได้กระทำไว้ คนทั่วไปมักจะลืมเลือนถึงการมีอยู่ของบาปบุญ ทั้งๆ ที่สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่จะติดตามคนเราไปในทุกที่


ขอบคุณนิทานจากเว็บไซต์ผู้จัดการ: นิทานเซน ชายผู้มีภรรยาสี่คน

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

 

สรุปชีวิตในหนึ่งประโยค

20170309_lifeinasentence

“My entire life can be described in one sentence: It didn’t go as planned and that’s okay.”

“ฉันสามารถสรุปชีวิตของฉันออกมาได้เป็นหนึ่งประโยค คือมันไม่ได้เป็นไปตามแผน แต่มันก็โอเคนะ”

― Rachel Wolchin

โลกนี้อาจจะแบ่งคนออกมาเป็นสองจำพวก

พวกแรกคือใช้ชีวิตตามน้ำ ไหลไปเรื่อยๆ โดยไม่อนาทรว่าน้ำจะพาเราไปไหน

พวกที่สองคือพวกที่มีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการอะไร วางแผนอย่างรอบคอบและทำตามแผนนั้น

ชีวิตตามน้ำอาจจะสบายกว่า เครียดน้อยกว่า และเป็นธรรมชาติกว่า

ชีวิตทวนน้ำอาจะเหนื่อยกว่า เครียดกว่า แต่อาจพาเราไปสู่จุดที่เราต้องการได้ดีกว่า

คงชี้ไม่ได้ว่าแบบไหนถูก แบบไหนผิด เพราะแต่ละคนก็มีทางที่เหมาะกับจริตของตัวเอง และบางทีเราก็ตกอยู่ในกลุ่มแรก บางคราวเราก็ฮึดขึ้นมาอยู่ในกลุ่มหลัง

และต่อให้วางแผนมาดีเท่าไหร่ แผนมันอาจจะล่มก็ได้

หรือต่อให้ไม่ได้วางแผนเลย เราก็อาจได้มาสู่จุดที่ดีมากๆ ก็ได้

สุดท้าย สิ่งที่สำคัญที่สุด คือเรายังนั่งหายใจอยู่ตรงนี้ ยังกินอิ่มนอนอุ่น และยังได้ออกไปใช้ชีวิตอีกหนึ่งวัน

เหมือนที่พี่ตูนเคยว่าไว้

ไม่ว่าจะร้ายดี ชีวิตยังคงสวยงาม


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อานนท์ฯ อินสิงห์บุรีตอนที่ 2

20170307_singapore2

(อ่านความเดิมตอนที่แล้วได้ที่นี่)

ออฟฟิศของกูเกิ้ลนั้นอยู่นอกตัวเมืองออกไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ สถานีที่ผมต้องลงคือสถานี Labrador Park ก่อนจะเดินออกจากสถานีจึงเพิ่งสังเกตเห็นว่า จริงๆ แล้วสถานีรถไฟใต้ดิน MRT ของเมืองไทยนี่เหมือนของสิงคโปร์มาก มากจนคิดว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบ MRT ของเมืองไทยน่าจะมาศึกษาดูงานที่นี่อย่างละเอียด หรือไม่ก็จ้างที่ปรึกษาคนเดียวกับ MRT สิงคโปร์เลยทีเดียว เพราะที่ตื๊ดบัตรเหมือนกัน ห้องออกบัตรผู้โดยสารก็เหมือนกัน บันไดก็หน้าตาคล้ายกันอีก

ก่อนจะออกสถานีผมเลยคิดได้ว่า ห้องน้ำ MRT บ้านเราไม่เคยเปิดใช้บริการเลย ถ้าอยากจะรู้ว่าห้องน้ำ MRT ของบางกอกหน้าตาเป็นยังไง ก็ควรจะดูห้องน้ำ MRT ของสิงห์บุรีนี่แหละ พอเดินไปดูถึงได้รู้ว่าห้องน้ำไม่ใหญ่มาก มีแค่สองโถปัสสาวะและสองโถส้วม ได้ถ่ายรูปจนหายคันแล้วถึงมุ่งหน้าเดินออกจากสถานี

ผมใช้เวลาเดินอยู่ราวสิบกว่านาทีจึงถึงออฟฟิศของกูเกิ้ล แต่ผมได้เจออะไรที่กูเกิ้ลบ้างนั้นขอเก็บเอาไว้เล่าอีกตอนหนึ่งแล้วกันนะครับ

20170303_163232

บันไดคล้าย

20170303_163104

ห้องออกบัตรและที่ตื๊ดบัตรก็คล้าย

20170303_162940

ห้องน้ำ MRT กรุงเทพก็อาจจะหน้าตาคล้ายอย่างนี้ (แต่คงไม่มีส้วมแบบนั่งยองๆ)


ผมเสร็จธุระที่กูเกิ้ลตอนสองทุ่ม จึงเดินไปขึ้นรถไฟใต้ดินไปเจอเอกพงศ์ที่สถานี Clarke Quay (อ่านว่าคลาร์กคีย์) เอกมายืนรออยู่ก่อนแล้ว พาเดินขึ้นสะพานลอยไปอีกฟากเพื่อไปร้านบะกุ๊ตเต๋นามว่า Song Fa ซึ่งมีน้องหยก แฟน(ภรรยา)ของเอกรออยู่พร้อมอาหารเต็มโต๊ะ (ดูพิกัดและเซฟร้านนี้ได้ที่ Wongnai)

อาหารที่หยกสั่งมามีทั้งขาหมูพะโล้ , บ๊ะกุ้ดเต๋กระดูกหมู, ผัดผักอะไรซักอย่าง ร้านนี้เติมซุปได้ไม่อั้น มีชุดน้ำชาเป็นถ้วยเล็กๆ น่ารักไว้ให้ดื่มแก้เลี่ยน แต่ผมอยากได้อะไรเย็นๆ เพราะเดินมาทั้งวัน หยกก็เลยสั่งน้ำแห้วให้ (หยกพูดจีนได้ในระดับสั่งอาหารคล่องแคล่ว) กินแล้วรสชาติคล้ายๆ น้ำตาลสดบ้านเรา อร่อยดี

เราคุยกันเรื่องการทำงานที่นี่ เอกเป็น Implementation Project Manager ของธนาคารสัญชาติฝรั่งเศส งานไม่หนักมากแต่ก็ติดขัดในเรื่องการใช้ความคิดสร้างสรรค์เพราะเป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มี process ค่อนข้างเยอะ ส่วนหยกทำหน้าที่คล้ายๆ project manager เช่นกัน แต่อยู่บริษัทที่ผลิตพวก optical transmitter และต้องดีลกับโรงงานที่มาเลเซียค่อนข้างเยอะเพื่อให้ผลิตของได้ตามเวลาที่กำหนดไว้

สิ่งหนึ่งที่ทั้งหยกและเอกพูดเหมือนกันคือ nature ของคนสิงคโปร์นั้นค่อนข้างจะเกี่ยงงาน งานไหนที่เขาเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่ของเขา เขาก็จะปัดทันที ซึ่งบ่อยครั้งก็ทำให้เรื่องราวล่าช้าไปมากเพราะไม่มีใคร take ownership

20170303_204123

บะกุ๊ตเต๋ชิ้นมหึมา

20170303_204120

หมูพะโล้

20170303_204117

ผัดผักอะไรซักอย่าง

20170303_204127

Enter a caption

20170303_204147

เอกพงศ์และผู้เขียน

กินบ๊ะกุ้ดเต๋จนอิ่มท้องแล้ว เอกกับหยกก็พาผมไปที่ “ร้านที่เอาไว้รับแขกบ้านแขกเมือง” ชื่อร้าน Level 33  ในตึก Marina Bay Financial Centre Tower ร้านนี้เป็น mircrobrewery ที่ทำเบียร์เอง ข้อดีก็คือเบียร์สดแน่ๆ แต่ข้อเสียก็คือรสชาติไม่ค่อยนิ่งเท่าไหร่

แต่ไฮไลท์ของร้านนี้คือวิวที่สวยมาก มองออกไปจะเจออาคารที่สำคัญๆ ของสิงคโปร์ทั้งหมด เหมาะแก่การพาสาวมาดินเนอร์ แต่ถ้าอยากได้โต๊ะตรงระเบียงจะต้องกินอย่างน้อย $80 พวกเรากะจะมาแค่จิบเบียร์เบาๆ จึงเลือกนั่งตรงเคาท์เตอร์ด้านในแทน

หยกอยู่สิงคโปร์มานานกว่าเอก ผมเลยถามว่าประทับใจอะไรในสิงคโปร์บ้าง หยกบอกว่าเรื่องแรกเลยคือความปลอดภัย ต่อให้เดินออกมาข้างนอกตอนเที่ยงคืนก็ไม่รู้สึกอันตราย ผมถามเขาว่ามีข่าวอาชญากรรมบ้างรึเปล่า หยกบอกว่าน้อยมากจนแทบไม่เคยได้ยิน ไม่รู้ว่าทางการปิดข่าวรึเปล่า รู้แค่ว่าแค่รถชนกันก็ขึ้นข่าวหน้าหนึ่งแล้ว!

อีกเรื่องหนึ่งที่หยกชอบคือการศึกษาที่ค่อนข้างมีคุณภาพและสาธารณูปโภคที่อังกฤษวางไว้ดี คนที่จะขับรถที่นี่ได้ต้องมีใบอนุญาติซื้อรถ ราคา 1 ล้านบาทซึ่งมีจำนวนจำกัด การเดินทางไปไหนมาไหนในสิงคโปร์จึงสะดวกและกะเวลาได้ง่ายมาก

ถามว่าแล้วเรื่องที่ไม่ชอบคืออะไร หยกคิดออกเรื่องเดียวคือค่าเช่าห้องแพง ห้องที่หยกกับเอกอยู่มีขนาด 75 ตรม.ค่าเช้าห้องเดือนละห้าหมื่นกว่าบาท (เอกใช้เวลาเดินทาง 30 นาทีถึงจะถึง Raffles Place ที่เอกทำงานอยู่) ส่วนเอกก็เสริมอีกเรื่องว่าเบียร์ที่นี่แพงเพราะเขาเก็บภาษีสูงมาก

20170303_220822

เบียร์ 0.3 litres

715626

เรานั่งกันจนถึงประมาณเที่ยงคืนจึงตัดสินใจกลับบ้าน โดยเอกเรียก Uber มารับ (คนที่นี่ขับ Grab / Uber น่าจะรุ่งเพราะเมืองเล็กนิดเดียว รถก็ไม่ติด) ระหว่างทางหยกก็เล่าให้ฟังอีกว่าที่นี่รัฐบาลเป็นเจ้าของเกือบทุกอย่าง ห้องที่หยกกับเอกพักอยู่ก็เป็นอาคารของรัฐบาลชื่อว่า HDB (Housing & Development Board) ถ้าจะซื้อห้องก็ต้องมีเงินประมาณ $500,000 หรือ 12 ล้านบาท แต่ถ้าจะซื้อบ้านแบบติดดินก็ต้องมีอย่างน้อยสองล้านเหรียญหรือ 50 ล้านบาท แถมนี่ไม่ใช่การซื้อขาดด้วยแต่เป็นการถือกรรมสิทธิ์เป็นระยะเวลา 99 ปี (พอพ้นจาก 99 ปีแล้วจะเป็นยังไงต่อยังไม่มีใครทราบเพราะสิงคโปร์อายุแค่ห้าสิบปีเอง)

สิงคโปร์แม้จะมีพื้นที่น้อยแต่เขาก็วางผังเมืองไว้ดีและพยายามจะจัดพื้นที่สีเขียวไว้ให้ตลอด หยกบอกว่าที่นี่ต้นไม้ใหญ่เต็มไปหมด เพราะสิงคโปร์นำเข้ามาจากประเทศไทยเมื่อห้าสิบปีที่แล้ว!

ห้องพักที่เอกเช่าอยู่ขนาดโอเคเลย มีห้องนั่งเล่น มีสองห้องนอน (จริงๆ สามห้องนอนแต่เขาทำทะลุสองห้องให้เป็นห้องใหญ่) สองห้องน้ำ มีครัวให้ มีตู้เย็นใหญ่เป้กและทีวีจอแบนขนาดไม่น่าต่ำกว่า 50 นิ้ว เอกบอกว่าผมเป็นแขกคนแรกที่มาพักที่นี่ (จริงๆ มีห้องที่เตรียมไว้รับแขกแต่ไม่เคยมีใครมาพักเลยจนตอนนี้กลายเป็นห้องเก็บของไปแล้ว)

ผมอาบน้ำเสร็จก็เตรียมมานั่งเขียนนิทานวันศุกร์ตอนตีหนึ่งกว่าๆ ส่วนเอกก็ยังไม่นอน เดินไปหยิบเบียร์ออกจากตู้เย็นมานั่งกินอีกขวด (ไหนว่าเบียร์แพง?)  เราคุยกันเรื่องวิ่งฮาล์ฟมาราธอน คอนเสิร์ต Guns & Roses ที่เพิ่งผ่านไป และทริปไอซ์แลนด์ที่เอกกับหยกจะไปสิ้นเดือนนี้ (เอกมีวันลาหยุด 25 วัน ส่วนหยกมีวันลา”แค่” 16 วัน)

ประมาณตีสองกว่าๆ เราจึงเข้านอน


ผมไม่ได้ตั้งนาฬิกาปลุก รู้สึกตัวอีกทีก็เกือบ 11 โมงแล้ว รีบอาบน้ำอาบท่า เก็บกระเป๋าให้เรียบร้อย ส่วนเอกกับหยกก็พร้อมพอดี เอกเรียก Grab ให้มารับที่หน้าตึกอีกเช่นเคย

ปรากฎว่าวันนี้รถติดมาก เอกบอกว่าไม่เคยเจอรถติดในสิงคโปร์ขนาดนี้ คนขับบอกว่ามีอุบัติเหตุเลยเลี่ยงไปอีกเส้นทางหนึ่ง ใช้เวลากว่า 45 นาทีจึงไปถึงห้าง Paragon เอกบอกว่าโชคดีที่เรียก Grab เพราะค่ารถจะคงที่ แต่ถ้าเรียก Uber หรือแท๊กซี่ธรรมดาค่ารถจะขึ้นตามระยะทางและเวลา

พวกเราไปเจอโบ๊ทกับปลา (ภรรยาของโบ๊ท) ที่ร้าน Ps.Cafe โบ๊ทมาพร้อมกับ “น้องเธมส์” ลูกชายวัย 7 เดือนในกระเป๋าจิงโจ้ (สังเกตว่าชื่อของทั้งสามคนในครอบครัวนี้จะเกี่ยวกับน้ำหมดเลย)

พวกเราสั่งอาหารมาคนละจาน ซึ่งพวกเราส่วนใหญ่สั่งเบอร์เกอร์ยกเว้นปลาที่กินสลัด (ไม่แน่ใจว่าเพื่อน้องเธมส์รึเปล่า) ปลาโฆษณาด้วยว่าเฟรนช์ฟรายร้านนี้อร่อยมาก โชคดีที่แต่ละเซ็ตมีเฟรนช์ฟรายมาเยอะก็เลยได้กินกันถ้วนทั่ว ซึ่งมันก็อร่อยกรอบดีจริงๆ

20170304_125708

ไวน์ในร้านให้เลือกสรร

715997

เอก รุตม์ โบ๊ท ปลา หยก

20170304_131147

เบอร์เกอร์หลุดโฟกัส

20170304_130956

สลัดของปลา

20170304_131156

เฟรนช์ฟรายอร่อยเด็ด

20170304_124651

โบ๊ทกับปลาเป็นรุ่นพี่รุ่นน้องที่ม.เกษตร ไปเป็นแฟนกันตอนอยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์เมืองไทย ก่อนจะย้ายไปอยู่ทอมสันรอยเตอร์ที่อังกฤษ และตอนนี้ทั้งคู่ก็อยู่ทอมสันรอยเตอร์สิงคโปร์ (รักองค์กรเหนียวแน่น!)

ผมถามเขาว่าเวลาทั้งคู่ไปทำงานแล้วเธมส์อยู่กับใคร ก็ได้ความว่าเอาไปฝากไว้ที่เนอสเซอรี่ (รัฐบาลเขาวางไว้เลยว่า HDB ในแต่ละเขตจะต้องมีเนอสเซอรี่) แต่ช่วงแรกๆ ฝากแค่สองสามชั่วโมงก็ต้องมารับแล้วเพราะเจ้าหน้าที่ไม่อยากให้ลูกอยู่ห่างแม่นานเกินไปในช่วงแรก โชคดีที่เจ้านายของปลาเข้าใจและให้ทำงานจากที่บ้านได้

ผมถามปลาว่าระหว่างสิงคโปร์กับไทยชอบที่ไหนมากกว่ากัน ปลาตอบว่าชอบสิงคโปร์มากกว่าเพราะไม่ต้องเหนื่อยกับการเดินทาง แต่ก็คิดถึงบ้านเหมือนกันเลยต้องกลับเมืองไทยบ่อยๆ เพื่อพาหลานกลับไปเยี่ยมญาติๆ ด้วย

กว่าจะกินข้าวเที่ยงอิ่มก็บ่ายสองครึ่ง ถึงเวลาที่ผมต้องไปแล้วเพราะเครื่องออกห้าโมงกว่า ปลาเดินนำกลุ่มมาส่งผมที่จุดรอแท๊กซี่ ซึ่งเป็นมานั่งสองแถวให้คนนั่งรอกันอย่างเป็นระเบียบ พอถึงคิวผมก็ได้รถแท๊กซี่เป็นเบนซ์รุ่น E220 ผมแอบลังเลนิดหนึ่งว่าจะแพงกว่าปกติรึเปล่าแต่ก็คิดว่าไม่หรอกมั้ง เพียง 30 นาทีแท๊กซี่ก็มาส่งผมลงที่ Terminal 2 ด้วยราคา $25 หรือ 625 บาท

สนามบินสิงคโปร์ขาออกดูมีชีวิตชีวากว่าขาเข้า มีที่ให้เด็กเล่นเป็นล่ำเป็นสันและมีทีวีจอยักษ์ให้นั่งดูบอล ก็ต้องขอชื่นชมที่เขาออกแบบสนามบินให้คนดินทางมีช่วงเวลาที่รื่นรมย์ตลอดระยะเวลาที่อยู่ที่นี่ ติดอยู่อย่างเดียวคือผมต่อวายฟายสนามบินไม่ได้ซักที!

ผมเดินหาซื้อของเล่นให้ลูกและขนมสำหรับครอบครัวและเพื่อนที่ทำงานเสร็จแล้วก็ไปถึง Gate เป็นคนท้ายๆ เครื่อง Take Off ตอน 17.30 รวมเวลาที่อยู่สิงคโปร์ 29 ชั่วโมงพอดี (ผมมาสิงคโปร์ครั้งแรกก็ 29 ปีที่แล้ว หรือผมควรจะซื้อหวย?)

ขอบคุณเอก หยก โบ๊ท ปลา ที่ดูแลต้อนรับขับสู้เป็นอย่างดี หวังว่าจะได้เจอกันอีกในเร็วๆ นี้

ขอจบการบันทึกการเยี่ยมเยียนเมืองสิงห์บุรีแต่เพียงเท่านี้ครับ!


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อานนท์ฯ อินสิงห์บุรีตอนที่ 1

20170307_singapore1

“สิงคโปร์ก็คือสิงห์บุรี”

ประโยคนี้ของอาจารย์เกศกานดาในวิชา Perspectives on Language ที่นิด้า ยังคงก้องอยู่ในโสตประสาทผมอยู่เสมอๆ

อาจเป็นเพราะว่าเป็นความเซอร์ไพรส์เล็กๆ ที่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิงคโปร์หรือ “สิงหปุระ” นั้นแปลว่าเมืองแห่งสิงโต ซึ่งมีความหมายเดียวกับชื่อจังหวัดสิงห์บุรีของไทยเรานี่เอง ยิ่งพอนึกถึงรูปปั้นสิงห์โตพ่นน้ำหรือ Merlion ก็ยิ่งเข้าเค้า

ผมมีความหลังกับประเทศนี้ เพราะสิงคโปร์คือจุดหมายของการเดินทางต่างประเทศครั้งแรกในชีวิตเมื่อ 29 ปีที่แล้ว

ตอนนั้นโรงเรียนสมโภชกรุงอนุสรณ์ 200 ปีได้รับ “รางวัลตาวิเศษ” ซึ่งมอบให้กับโรงเรียนที่สะอาดที่สุดในกรุงเทพฯ สามโรงเรียน ผมเลยจับพลัดจับผลูได้เป็นต้วแทนของโรงเรียนไป “ดูงาน” ที่สิงคโปร์เพราะเขาขึ้นชื่อว่าเป็นประเทศที่สะอาดสุดๆ มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว

สมัยนั้นผมยังพูดภาษาอังกฤษไม่เป็น พ่อเลยสอนสองประโยคที่ผมท่องจนขึ้นใจ

1. My name is Warut*
2. I can not speak English

เวลาเจอคนสิงคโปร์มาคุยด้วยผมก็พูดสองประโยคนี้ เสร็จแล้วก็วิ่งหนี


ผมได้กลับไปเยือนสิงคโปร์เป็นครั้งที่สองเมื่อวันที่ 3-4 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเหตุผลหลักคือการไปพบคนที่อยู่ที่ออฟฟิศกูเกิลสิงคโปร์ซึ่งผมจะนำมาเล่าในเร็ววันนี้ แต่ในบทความตอนนี้และตอนหน้า ผมจะขอเล่าประสบการณ์ที่ได้รับระหว่างทางก่อนนะครับ

ก่อนออกเดินทางประมาณหนึ่งสัปดาห์ ผมส่งเมสเสจหา “เอก” “อู๊ดด้า” และ “โบ๊ท” ซึ่งเป็นเพื่อนและน้องที่รู้จักที่ทอมสันรอยเตอร์ ตอนนี้ทั้งสามคนทำงานอยู่สิงคโปร์ คุยไปคุยมาเอกจึงใจดีให้ไปนอนที่ห้อง โบ๊ทจะมาเจอวันเสาร์ ส่วนคุณอู๊ดด้าดันกลับประเทศไทยพอดีเลยสวนทางกัน

ผมใช้บริการสายการบิน Tiger Air ค่าตั๋วไปกลับประมาณห้าพันกว่าบาท ออกจากสุวรรณภูมิตอน 9 โมงเช้า ถึงสิงคโปร์ตอนเที่ยงครึ่ง (ใช้เวลาบิน 2 ชั่วโมงครึ่ง – สิงคโปร์เวลาเร็วกว่าไทยหนึ่งชั่วโมง)

สิ่งแรกที่สังเกตเห็นตอนถึงสนามบินสิงคโปร์ก็คือสนามบินเงียบมาก แม้จะเป็นเวลากลางวันแต่ความหนาแน่นก็น้อยกว่าสุวรรณภูมิหลายเท่า

20170303_114426

บ่ายโมงตรงแต่คนยังโล่งมาก

 

20170303_125056

ยังมีตู้โทรศัพท์สาธารณะด้วย!

 

ผมเดินไปหารถไฟเข้าเมือง ซื้อบัตรแบบเติมเงินได้ราคา $12 (ประมาณ 300 บาทไทย) แต่มูลค่าบัตรจริงๆ แค่ $7 ซึ่งก็เพียงพอสำหรับการพาผมไปถึงจุดหมายคือออฟฟิศของกูเกิ้ล (โบ๊ทแนะนำให้ใช้เว็บ gothere.sg ซึ่งจะบอกเส้นทางอย่างละเอียดและคำนวณค่าเดินทางให้เสร็จสรรพ)

ลงไปรอได้แป๊บเดียว รถไฟใต้ดินสาย East-West ก็มาจอดเทียบท่า รถไฟขบวนยาวมาก น่าจะยาวเกือบๆ 3 เท่าของ MRT บ้านเรา ภายในตัวขบวนก็กว้างกว่า MRT และน่าจะกว้างกว่า BTS ของเราด้วย

ภาษาที่อยู่ตรงประตูรถมีถึงสี่ภาษา คือมาเลย์ จีน ทมิฬ และอังกฤษ (สิงคโปร์เคยเป็นส่วนหนึ่งของประเทศมาเลเซีย ก่อนจะถูก “ขับออก” เมื่อ 52 ปีที่แล้ว)

อีกสิ่งหนึ่งที่ค่อนข้างแปลกใจคือไม่มีคนอ่านหนังสือในขบวนรถเลย ส่วนใหญ่ก็เล่นมือถือคล้ายๆ คนไทย ตอนแรกนึกว่าจะอารมณ์เหมือนคนญี่ปุ่นมากกว่านี้ซะอีก

20170303_125133

บัตรเติมเงิน $12

 

20170303_125729

ขบวนรถไฟยาวมาก

 

20170303_131024

คำอธิบาย 4 ภาษา อังกฤษ จีน มาเลย์ ทมิฬ

20170303_162848

แผนผังรถใต้ดิน ถ่ายเก็บไว้ในกล้องจะมีประโยชน์มาก

 

ผมลงที่สถานี City Hall เพื่อจะเดินดูในตัวเมืองเขาซะหน่อย แต่ก็ไม่มีอะไรให้ดูมากนัก เมืองดูเงียบๆ เหงาๆ อาคารแม้จะสะอาดสะอ้านแต่ก็ดูหน้าตาเหมือนกันหมด ผมเดินเข้าตึกนั้นออกตึกนี้ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าเสียส่วนใหญ่ แล้วก็พาตัวเองไปนั่งกินข้าวหมูกรอบ-เป็ดย่างในฟู้ดคอร์ทชื่อ Food Republic

เวลาซื้อเขาจะให้จานบินเล็กๆ มาหนึ่งอัน พออาหารพร้อมจานบินนี้จะสั่น หมุน และกระพริบไฟเพื่อให้เรากลับไปรับออเดอร์ที่สั่งเอาไว้ พร้อมรูดบัตรจ่ายค่าอาหาร $6.8 เหรือประมาณ 170 บาท

20170303_135915

ร้านข้าวหมูแดงหมูกรอบเป็ดย่าง

20170303_134417

จานบินยามสงบ

20170303_134422

จานบินยามอาหารพร้อม

20170303_134624

170 บาทจ้า

จากนั้นผมก็ค่อยๆ คลำทางเดินเข้าเมืองมาที่ Raffles Place ซึ่งคงเทียบได้กับสีลม-สาทรบ้านเรา เพราะเป็นศูนย์รวมของธนาคารระดับบิ๊กเบิ้มมากมาย แต่ก่อนจะถึงแรฟเฟิลส์เพลส ก็ต้องผ่านทะเลสาบและสัญญลักษณ์ประจำสิงคโปร์อย่าง Merlion ซึ่งเป็นจุดที่ดูมีชีวิตชีวาที่สุดแล้วนับตั้งแต่อยู่สิงคโปร์มาสองชั่วโมงเพราะมีนักท่องเที่ยวมาถ่ายรูปเต็มไปหมด

เดินถึง Raffles Place ประมาณบ่ายสาม เน็ตผมก็ใช้ได้พอดี (เปิด data roaming ของ AIS 24 ชั่วโมง 350 บาท) เลยเมสเสจหาเอกซึ่งทำงานอยู่แถวนั้น เอกเลยแวะลงมาเจอและพาผมไปหาอะไรดื่มและคุยกันนิดหน่อย

เอกเป็นเพื่อนทีมเดียวกับผมสมัยทำงานเป็น support consultant อยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์ เป็นคนเดียวกับที่คิดค้นโปรเจ็ค I’m Farang ที่ทำให้คนในทีมคุยกันเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่ขัดเขิน (ใครสนใจเชิญอ่านบล็อกตอนนี้ได้)

เอกมาทำงานเป็น “หนุ่มแบงค์” ที่สิงคโปร์ได้ปีกว่าๆ แล้ว ภรรยาของเอกก็ทำงานอยู่ที่นี่เช่นกันแต่อยู่คนละบริษัท ตอนนี้กำลังคิดว่าจะขอ Permanent Resident ที่นี่เผื่อว่าถ้ามีลูกค่าเล่าเรียนก็จะถูกและสวัสดิการบางอย่างก็จะดีขึ้นแม้จะได้ไม่เทียบเท่าคนสิงคโปร์ก็ตาม

20170303_143951

เหมือนเรือล่องเจ้าพระยา? (ด้านหลังที่เป็นตึกสามตึกมีเรือพาดผ่านเรียกว่า Marina Bay Sands)

20170303_143815

Merlion และชายหาว

20170303_145235

Raffles Place แหล่งออฟฟิศของคนเมือง

20170303_145826

บันไดเลื่อนเล็กๆ ชิคๆ

เอกยังเล่าให้ฟังอีกว่า เท่าที่คุยกับเพื่อนๆ คนสิงคโปร์ เขาไม่ค่อยสนใจทำ start-up หรือธุรกิจส่วนตัวเท่าไหร่ โดยเพื่อนเขาให้เหตุผลว่า คนที่ทำธุรกิจของตัวเองเพราะเป็นมนุษย์เงินเดือนแล้วเงินมันน้อย เลยออกมาลองทำอะไรเองดีกว่า แต่ที่คนสิงคโปร์ได้เงินเดือนดีอยู่แล้ว (เด็กจบใหม่เงินเดือนสตาร์ทประมาณ $4000 หรือหนึ่งแสนบาท) ส่วนอีกเหตุผลหนึ่งก็คือประเทศสิงคโปร์มีช่องทางให้เปิดธุรกิจใหม่ๆ ไม่มากนัก ด้วยตัวระบบและกฎหมายเองไม่ได้เอื้อให้เปิดบริษัทประเภท SME ได้ง่ายขนาดนั้น

เอกถามผมว่าเย็นนี้อยากกินอะไร ผมก็บอกว่าอะไรก็ได้ทั้งนั้นที่ไม่ใช่ข้าวหมูกรอบเพราะเพิ่งกินมา เอกเลยบอกว่าจะพาไปกิน “บะกุ๊ตเต๋” ฟังแล้วผมก็นึกไม่ออกหรอกว่ามันคืออะไร แต่คุ้นๆ ชื่ออยู่เลยตกลงไปตามนั้น

เราคุยกันได้ซัก 20 นาทีก็แยกย้าย เอกไปทำงานต่อ ส่วนผมมุ่งหน้าไปกูเกิ้ล แล้วคืนนี้เราค่อยไปกินบะกุ๊ตเต๋กัน

ตอนหน้าผมขอเล่าเรื่องสิงคโปร์อีกซักตอนนะครับ


* สมัยก่อนผมชื่อวรุตม์

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Sapiens ตอนที่ 12 – ศาสนไร้พระเจ้า

20170305_sapiens12

ตอนที่แล้วเราพูดถึงศาสนาที่มีพระเจ้าไปแล้ว วันนี้เราจะมาคุยถึงศาสนาที่ไม่ได้มีพระเจ้าเป็นจุดศูนย์กลางนะครับ

ศาสนาที่อ้างอิงกฎธรรมชาติ
ในช่วงคริสตศตวรรษแรก ศาสนากลุ่มใหม่ที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับพระเจ้าเริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นเชนและพุทธในอินเดีย เต๋าและขงจื้อในจีน และสโตอิคในแถบทะเลเมดิเตอเรเนียน

ศาสนากลุ่มนี้เชื่อว่ากฎระเบียบที่อยู่เหนือมนุษย์ขึ้นไปนั้น (superhuman order) ไม่ได้เกิดจากความต้องการของเทพเจ้า แต่ถูกกำหนดโดยกฎของธรรมชาติ บางศาสนาเชื่อว่าเทพนั้นมีอยู่ แต่เทพเหล่านี้ก็ตกอยู่ใต้กฎธรรมชาติไม่ต่างกับมนุษย์หรือสัตว์อื่นๆ

ศาสนาที่สำคัญที่สุดในกลุ่มนี้คือศาสนาพุทธ

ตัวเอกของศาสนานี้ไม่ใช่เทพเจ้า แต่เป็นมนุษย์คนหนึ่งนามสิทธัตถะ โคตมะ ซึ่งเป็นเจ้าชายของแคว้นเล็กๆ แคว้นหนึ่งในแถบเทือกเขาหิมาลัย ในช่วง 500 ปีก่อนคริสตกาล

สิทธัตถะเห็นว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนาม ไม่ว่าจะชายหรือหญิง เด็กหรือชรา ล้วนแล้วแต่ต้องเจอความทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น ต่อให้เขามีเงิน อำนาจ มีความรู้ มีลูก มีบ้าน หรือมีวัง พวกเขาก็ยังไม่เคยพอใจอยู่ดี คนจนอยากรวย คนมีเงินล้านอยากมีสองล้าน คนมีสองล้านอยากมีสิบล้าน ทุกๆ คนต่างก็โดนความกังวลตามหลอกหลอนจนถึงวันสุดท้าย ชีวิตนี้เป็นเหมือนการถีบจักรที่ไร้ความหมาย แต่เราจะออกจากวงจรนี้ได้อย่างไร?

หลังจากเรียนกับกูรูและลองผิดลองถูกอยู่นานถึง 6 ปี สิทธัตถะก็เข้าใจว่าความทุกข์ไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ร้ายๆ ความอยุติธรรม หรือการลงโทษจากเทพเจ้า แต่เกิดจากความเคยชินในการทำงานของจิตต่างหาก (behaviour patterns of one’s own mind)

สิ่งที่สิทธัตถะค้นพบก็คือไม่ว่าจิตใจจะประสบกับอะไรก็ตาม มันก็มักจะมีปฏิกิริยาเป็นความอยาก (craving) ถ้าจิตรู้สึกไม่ดี มันก็อยากจะให้ความรู้สึกนั้นจบไปไวๆ ถ้าจิตได้ประสบกับความรู้สึกดีๆ มันก็จะอยากให้ความรู้สึกนั้นอยู่ไปนานๆ

แม้ว่าเทพเจ้าจะส่งฝนมาให้ได้ และโชคชะตาอาจนำพาชื่อเสียงเงินทองมาให้ได้ แต่ไม่มีใครมาเปลี่ยนวิธีการทำงานของจิตของเราได้ ดังนั้นแม้แต่จักรพรรดิที่ยิ่งใหญ่ก็ยังมีชีวิตที่คลอเคลียกับความทุกข์และความกังวลและเฝ้าแต่ตามหาความสุขอยู่ร่ำไป

สิทธัตถะพบว่า คนเราสามารถออกจากวงจรนี้ได้ นั่นคือ เมื่อใดก็ตามที่จิตใจประสบกับอะไร แต่ถ้าเราสามารถมองสิ่งนั้นอย่างที่มันเป็น ความทุกข์ก็จะไม่เกิด ถ้าเรากำลังเจอความเศร้าแต่เราไม่ได้ปรารถนาให้ความเศร้านั้นหมดไปเราก็จะไม่ทุกข์ หรือถ้าเรากำลังรู้สึกมีความสุขแต่เราไม่ได้ปรารถนาให้ความสุขอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เราก็จะสามารถดื่มด่ำกับความสุขได้โดยไม่สูญเสียความสงบในจิตใจ

แล้วเราจะฝึกซ้อมจิตใจให้ยอมรับทุกอย่างอย่างที่มันเป็นได้อย่างไร? สิทธัตถะได้พัฒนาเทคนิคการทำสมาธิที่จะฝึกให้จิตใจตั้งมั่นอยู่กับคำถามที่ว่า “ตอนนี้เรากำลังประสบกับสภาวะอะไรอยู่?” แทนที่จะสนว่า “ตอนนี้เราอยากประสบกับสภาวะใด?” (‘What am I experiencing now?’ rather than ‘What would I rather be experiencing?’)

ผู้ที่ฝึกฝนจะต้องประพฤติตนให้อยู่ในศีล 5 เพื่อให้การดับไฟแห่งความปรารถนาหรือกิเลสนี้ง่ายขึ้น เมื่อไฟราคะถูกดับมันก็จะถูกแทนที่ด้วยสภาวะแห่งความพอใจอันสมบูรณ์ที่มีชื่อว่านิพพาน คนที่ถึงนิพพานจะรับรู้สภาวะต่างๆ อย่างชัดเจนโดยปราศจากจินตนาการหรือการปรุงแต่ง และแม้ว่าเขาจะเจอสถานการณ์เลวร้ายหรือคววามเจ็บปวดใดๆ เขาก็จะไม่ทุกข์ใจอีก เพราะคนที่ไร้ซึ่งความต้องการย่อมไม่สามารถเป็นทุกข์ได้อีกแล้ว

กฎของสิทธัตถะสามารถสรุปสั้นๆ ได้ว่า ความทุกข์เกิดจากความอยาก วิธีเดียวที่จะหยุดความทุกข์ได้ก็คือต้องหยุดอยาก และวิธีเดียวที่จะหลุดพ้นจากความอยากได้ก็คือการฝึกฝนจิตใจให้เห็นสภาวะต่างๆ อย่างที่มันเป็น

ในศาสนาที่นับถือพระเจ้า คำถามสำคัญคือ “พระเจ้านั้นมีอยู่ ท่านต้องการอะไรจากเรา?”

ส่วนในศาสนาพุทธ คำถามสำคัญคือ “ความทุกข์นั้นมีอยู่ เราจะพ้นทุกข์ได้อย่างไร?”

คอมมิวนิสต์ก็เป็นศาสนา?
ในช่วงสองร้อยปีที่ผ่านมาเราได้เห็นการเติบใหญ่ของศาสนาใหม่ๆ ที่อ้างอิงถึงกฎทางธรรมชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเสรีนิยม สังคมนิยม คอมมิวนิสต์ ชาตินิยม ทุนนิยม หรือนาซี

หลายคนอาจจะบอกว่านี่ไม่ใช่ศาสนาซักหน่อย น่าจะเรียกว่า Ideologies หรือคตินิยมมากกว่า แต่ถ้าเรานิยามศาสนาว่ามันคือที่กำหนดบรรทัดฐานทางศีลธรรมโดยตั้งอยู่บนความเชื่อในเรื่องระเบียบเหนือมนุษย์ (a system of human norms and values that is founded on belief in a superhuman order) ระบอบคอมมิวนิสต์ในสหภาพโซเวียตก็มีความเป็นศาสนาพอๆ กับอิสลาม

คอมมิวนิสต์เชื่อในกฎสากลที่เป็นกำหนดความเป็นไปในโลกนี้คล้ายกับชาวพุทธ ชาวพุทธเชื่อว่าเจ้าชายสิทธัตถะเป็นค้นพบกฎนั้น ขณะที่ชาวคอมมิวนิสต์เชื่อว่ากฎของพวกเขาถูกค้นพบโดยคาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดริช เองเกลส์ และวลาดิเมียร์ เลนิน

ชาวมุสลิมมีอัลกุรอ่าน ชาวคอมมิวนิสต์ก็มี Das Kapital ที่เขียนโดยคาร์ล มาร์กซ์ ชาวพุทธมีวันหยุดทางศาสนา ชาวคอมมิวนิสต์ก็มีวันแรงงาน และวันรำลึกการปฏิวัติสังคมนิยมใหญ่เดือนตุลาคม (October Revolution) คนที่เคร่งคอมมิวนิสต์ไม่สามารถนับถือศาสนาอื่นได้ และถูกคาดหวังให้เผยแพร่คำสอนของมาร์กซ์และเลนินแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต

ผู้เขียนบอกว่าถ้าไม่สบายใจที่จะเรียกคอมมิวนิสต์ว่าศาสนา จะเรียกมันว่าคตินิยมก็ไม่เป็นไร แต่สุดท้ายมันก็เป็นเพียงแค่การเล่นคำ โดยเนื้อแท้แล้วมันก็ยังทำหน้าที่เหมือนศาสนาอยู่ดี

ศาสนามนุษยนิยม
ศาสนาที่เราคุ้นเคยนั้นจะเน้นไปที่การบูชาพระเจ้า แต่ก็มีศาสนาอีกกลุ่มหนึ่งที่บูชาความเป็น Homo Sapiens โดยมองว่ามนุษย์นั้นมีธรรมชาติที่เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากสัตว์อื่นๆ ในโลกนี้

ผู้เขียนพูดถึงมนุษยนิยมสามจำพวก (จริงๆ มีมากกว่านั้น)

กลุ่มแรกคือ liberal humanism (เสรีนิยม) ที่เชื่อว่ามโนธรรมและศีลธรรมถูกกำหนดโดยเสียงที่อยู่ในใจของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว และมนุษย์แต่ละคนมีสิทธิ์ที่ใครก็ไม่อาจจะมาล่วงเกินได้ สิทธิ์ที่ว่านี้ก็คือสิ่งที่เราเรียกกันว่า สิทธิมนุษยชน หรือ human rights นั่นเอง

ส่วนกลุ่มที่สองไม่ได้เชื่อว่าความดีสูงสุดคือการปกป้องสิทธิส่วนบุคคล แต่เป็นการดูแลประโยชน์สุขของ Homo Sapiens ทั้งผอง กลุ่มนี้มีชื่อเรียกว่า socialist humanism หรือสังคมนิยม ในขณะที่กลุ่มเสรีนิยมเรียกร้องสิทธิเสรีภาพของแต่ละบุคคล กลุ่มสังคมนิยมกลับเรียกร้องความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกผู้ทุกนาม

ทั้ง liberal และ socialist ต่างก็มีพื้นฐานความเชื่ออยู่บนศาสนาคริสต์ที่มองว่าพระเจ้านั้นมองทุกดวงวิญญาณเท่าเทียมกันหมด แต่ก็มีมนุษยนิยมอีกจำพวกหนึ่งที่ไม่ได้มองอย่างนั้น นั่นคือกลุ่มนาซี

กระบวนทัศน์ของนาซีตั้งอยู่บนความคิดเชิงวิวัฒนาการของดาร์วิน ที่ไม่ได้มองว่ามนุษยชาติเป็นสิ่งที่เป็นสากลและเป็นนิรันดร์ แต่เป็นเผ่าพันธุ์ที่กลายพันธุ์ได้ วิวัฒนาการได้ และเสื่อมลงได้

มนุษย์บางสายพันธุ์จึงอาจจะพัฒนาจนกลายเป็น superhuman ขณะที่มนุษย์บางสายพันธุ์จะเสื่อมโทรมลงไปเป็น subhuman หรือสิ่งมีชีวิตที่ต่ำกว่ามนุษย์

นาซีมองว่าชาวอารยันนั้นเป็นเผ่าพันธุ์ที่มีวิวัฒนาการสูงสุดและจำเป็นต้องได้รับการปกป้อง ในขณะที่ชาวยิว ชาวโรม เกย์ และคนที่ป่วยทางจิตนั้นจะต้องถูกกักขังหรือแม้กระทั่งโดนกวาดล้าง

Homo Sapiens ทำให้ Neanderthals สูญพันธุ์ฉันใด ชาวอารยันก็เหมือน Sapiens ส่วนชาวยิวก็เป็นเหมือน Neanderthals ฉันนั้น มันเป็น survial of the fittest – คนอ่อนแอก็ต้องแพ้ไปเท่านั้นเอง

ชาวนาซีไม่ได้เกลียดมนุษยชาติ พวกเขาสู้กับพวกเสรีนิยมและคอมมิวนิสต์เพราะเชื่อว่ามนุษย์มีศักยภาพมากมาย แต่เมื่อมองผ่านเลนส์ของวิวัฒนาการแบบดาร์วินแล้ว นาซีเชื่อว่าการคัดเลือกโดยธรรมชาติ (natural selection) ควรได้ทำหน้าที่ของมันเพื่อกำจัดคนอ่อนแอทิ้งและเหลือไว้แต่คนที่แข็งแกร่งเพื่อสืบทอดพันธุกรรม การที่คอมมิวนิสต์และพวกเสรีนิยมช่วยเหลือหรือปกป้องคนอ่อนแอเท่ากับเป็นการแทรกแซงกระบวนการ natural selection นี้ ทำให้คนอ่อนแอได้อยู่ต่อและสืบพันธุ์ไปเรื่อยๆ จนคนที่แข็งแกร่งเหลือสัดส่วนน้อยลง และสุดท้ายมนุษยชาติก็จะเสื่อมลงและสูญพันธุ์ในที่สุด

ในช่วงหลายสิบปีหลังฮิตเลอร์พ่ายแพ้สงคราม การเชื่อมโยงมนุษยนิยมกับวิวัฒนาการได้กลายเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ตอนนี้มันกำลังกลับมาอินเทรนด์อีกครั้ง แม้ไม่มีใครคิดจะสังหารเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอกว่าอีกแล้ว แต่หลายคนเริ่มฝันหวานกับการนำเทคโนโลยีมา “อัพเกรด” มนุษย์ให้กลายเป็น superhumans ในอนาคตอันใกล้นี้

โปรดติดตามตอนต่อไป


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม
Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา
Sapiens ตอนที่ 10 – จักรวรรดิ
Sapiens ตอนที่ 11 – บทบาทของศาสนา

ใครจะเป็นแชมป์

20170304_champion

I hated every minute of training, but I said, ‘Don’t quit. Suffer now and live the rest of your life as a champion.’

ผมเกลียดทุกนาทีของการฝึกซ้อมแต่ก็บอกกับตัวเองว่า “ห้ามยอมแพ้นะ ทนทุกข์เสียตอนนี้เพื่อจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างแชมเปี้ยน

– Muhammad Ali

ผมเพิ่งกลับมาจากการเดินทางไปประเทศเพื่อนบ้านครับ มีเรื่องอยากเล่าหลายเรื่องเลย แต่ตอนนี้ยังไม่มีแรงพอมานั่งเขียนบทความยาวๆ

เอาจริงๆ คืนนี้ผมไม่อยากมานั่งที่โต๊ะด้วยซ้ำเพราะง่วงนอนเหลือเกิน แต่ศักดิ์ศรีของบล็อกเกอร์ที่ประกาศไว้ว่าจะเขียนบล็อกทุกวันมันค้ำคออยู่

พออาบน้ำเสร็จแทนที่จะไปนอนก็เลยมาเปิดคอมหาข้อความเป็นเชื้อไฟ

ไปเจอคำพูดของอาลีซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์มาก

‘Don’t quit. Suffer now and live the rest of your life as a champion.’

บางคนอาจจะมองว่า คำพูดนี้ไม่ได้เกี่ยวกับเรา เพราะเราไม่ใช่นักมวย ไม่ได้หวังจะไปชิงแชมป์กับใคร

แต่จริงๆ แล้วการท้าชิงเกิดขึ้นทุกวัน ระหว่างแชม์ที่ชื่อ “ข้อแก้ตัว” และผู้ท้าชิงที่ชื่อ “ความตั้งใจ”

ซึ่งก็ผลัดกันแพ้-ชนะ

ถ้าปล่อยให้ข้อแก้ตัวชนะบ่อยๆ ความนับถือตัวเองก็จะง่อยลงไปเรื่อยๆ สุดท้ายก็กลายเป็น loser

แต่ถ้าความตั้งใจของเราชนะบ่อยๆ เราก็จะกลายเป็น champion หรือผู้ที่ชนะใจตนเองได้

จะมีเข็มขัดแชมป์เข็มขัดไหนที่ทรงคุณค่าไปกว่านี้?


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานปุ่มเร่งเวลา

20170304_timer

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ชายหนุ่มคนหนึ่ง เป็นผู้ที่มีนิสัยใจเร็วด่วนได้ ไม่ว่าจะกระทำสิ่งใดล้วนไม่สามารถสงบจิตสงบใจ เพราะต้องการเร่งรัดให้ทุกสิ่งเป็นไปดั่งใจตน

ครั้งหนึ่งเขานัดพบคนรักที่ใต้ต้นไม้ แต่ทว่ามาก่อนเวลานัดมากเกินไป ด้วยนิสัยใจร้อนไม่ชอบรอจึงเดินวนไปวนมาอย่างกระสับกระส่ายอยู่ใต้ต้นไม้แห่งนั้น

ยามนั้นเอง ปรากฏอาจารย์เซนซึ่งแท้จริงแล้วเป็นเซียนวิเศษผู้หนึ่ง เดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าชายหนุ่มผู้นั้น พร้อมทั้งยื่นวัตถุทรงกลมชิ้นหนึ่งให้ พลางกล่าวว่า

“นี่เป็นของวิเศษ หากเจ้าไม่ชอบการรอคอย ก็จงหมุนปุ่มนี้ไปทางขวาหนึ่งรอบ เจ้าก็สามารถที่จะย่นระยะเวลาจากความเป็นจริงให้เร็วขึ้นไปตามที่เจ้าต้องการ”

เมื่อชายหนุ่มได้ฟังดังนั้น ยังคงเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่เมื่อเขาลองหมุนปุ่มไปตามคำบอก พลันคนรักของเขาก็ปรากฏกายขึ้น ทั้งยังส่งสายตาหวานซึ้งให้กับเขา ในใจชายหนุ่มบังเกิดความอยากครอบครองจึงคิดว่าหากเร่งเวลาไปจนทั้งสองแต่งงานกันได้คงดียิ่ง จากนั้นหมุนปุ่มไปอีกรอบหนึ่ง ก็พลันพบว่าตนเองกลายเป็นเจ้าบ่าวอยู่ในงานแต่งงานอันเลิศหรูอลังการ ส่วนคนรักของเขาอยู่ในชุดเจ้าสาวงดงามรายรอบไปด้วยแขกเหรื่อมากมาย จากนั้นชายหนุ่มจึงคิดอยากใช้เวลาอยู่กับเจ้าสาวของเขาในห้องหอตามลำพังจึงได้หมุนปุ่มวนไปด้านขวาอีกครั้ง

หลังจากนั้น ชายหนุ่มก็ยังคงหมุนปุ่มวิเศษไปเรื่อยๆ ไปถึงตอนที่เขามีบุตรชาย กระทั่งมีหลานชาย ทั้งยังมิใช่เพียงคนเดียวแต่มีบุตรหลานเต็มบ้าน กระทั่งบุตรหลานสร้างเนื้อสร้างตัวกลายเป็นขุนนางใหญ่ไปปกครองทั่วทุกสารทิศ ผู้คนต่างพากันเคารพนับถือ…ถึงตอนนี้ ในใจชายหนุ่มเต็มไปด้วยความปีติยินดี

จากนั้นเมื่อหมุนปุ่มอีกรอบ ชายหนุ่มกลับกลายเป็นเฒ่าชรา โรคร้ายรุมเร้านอนรอความตายอยู่บนเตียง บรรดาบุตรหลานอกตัญญูบางส่วนพากันมาขนทรัพย์สินภายในบ้านออกไปจนเกลี้ยง ทั้งยังใจดำอำมหิตนำเฒ่าชราไปทิ้งยังชายป่า ชายที่ตอนนี้ทั้งชราทั้งป่วยไข้อดอยากหิวโหย ค่อยๆ อ่อนแรงลง ลมหายใจขาดช่วง ก้าวเข้าสู่ความตายทีละน้อย…ถึงตอนนี้ ชายหนุ่มแตกตื่นตกใจจนขนหัวลุก หยาดเหงื่อไหลโทรมกาย

“เป็นอย่างไรบ้าง?” เสียงอาจารย์เซนดังขึ้น “พ่อหนุ่ม ท่านยังอยากให้เวลาหมุนไปอย่างรวดเร็วอยู่หรือไม่?”

“ข้าจวนจะจบชีวิตแล้ว ยังจะต้องการให้เวลาหมุนไปเร็วอันใดอีกเล่า” ชายหนุ่มตอบอย่างทอดอาลัย

อาจารย์เซนจึงรับของวิเศษจากมือของชายหนุ่มกลับคืนมา พลันทุกสิ่งล้วนกลับคืนสู่สภาพเดิม พาชายหนุ่มย้อนกลับไปตอนที่เขายังคงยืนรอคนรักอยู่ที่ใต้ต้นไม้ ในยามนั้น ชายหนุ่มจึงค่อยสัมผัสถึงความอบอุ่นของแสงแดดที่สาดส่องลงมา สดับเสียงร้องอันไพเราะของนกน้อย มองเห็นผีเสื้อโผบินเหนือมวลดอกไม้

เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มรู้สึกว่า การรอคอยอะไรบางอย่างนั้น ถือเป็นความสุขที่หอมหวานประการหนึ่ง


ขอบคุณนิทานจากซุโดกุ.ไทย: ปุ่มเร่งเวลา

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com