เจ็บปวดเพราะความจริง

20170213_hurtbytruth

ดีกว่าโดนปลอบใจด้วยคำโกหก

“But better to get hurt by the truth than comforted with a lie.”

― Khaled Hosseini

การยอมรับความจริงเป็นเรื่องที่เจ็บปวด

เราถึงหลีกเลี่ยงที่จะไม่เผชิญหน้ามันอยู่เสมอๆ

แต่ถ้าใจแข็งพอยอมจะสบตากับความจริง เราจะเจ็บแค่หนเดียว

แต่ถ้าเราซ่อนอยู่ในโลกแห่งการเข้าข้างตัวเอง เราจะเจ็บซ้ำแล้วซ้ำเล่า

พระท่านบอกว่า ที่คนเราเป็นทุกข์ เพราะเรายอมรับความจริงไม่ได้

เมื่อเราป่วย แต่เราไม่อยากให้ป่วย เราก็เลยทุกข์

เมื่อความรักจืดจาง เรายังอยากให้เขารักเราอยู่ เราจึงเป็นทุกข์

โลกมันทุกข์ด้วยตัวมันเองอยู่แล้ว ถ้าเราไม่ยอมรับความจริงอีกก็เท่ากับทำร้ายตัวเองซ้ำสอง

ดังนั้น ถ้าอยากหลุดออกจากความทุกข์เร็วๆ ก็ต้องเริ่มต้นจากการยอมรับความจริงก่อน

ยอมรับไม่ได้แปลว่ายอมจำนน เพราะยอมจำนนคือไม่สู้ แต่ยอมรับแล้วยังสู้ได้

ยิ่งยอมรับความจริงได้ดีแค่ไหน เราก็ยิ่งสู้ได้ดีขึ้นแค่นั้นครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ทำสิ่งที่เราพอทำได้

20170213_dowhatwecan

ด้วยสิ่งที่เรามี

ณ ที่ที่เราอยู่

“Do what you can, with what you have, where you are.”
― Theodore Roosevelt

เพราะถ้ามัวแต่รอฟ้าฝนให้เป็นใจ รอให้มีเวลา รอให้อะไรๆ ลงตัวกว่านี้ เราก็คงไม่ได้เริ่มซักที

เงินมีเท่านี้ก็ทำเท่านี้ ความรู้มีเท่านี้ก็ลองผิดลองถูกไป ระหว่างทางก็หาความรู้เพิ่มเติม แม้จะมีคนเห็นหรือมีลูกค้าไม่มากก็ยอมรับความจริงตรงนั้นแล้วเดินหน้าต่อไป

เพราะการเดินทางหมื่นลี้เริ่มต้นที่ก้าวแรกเสมอ

เริ่มเสียตอนนี้เท่าที่กำลังเราจะทำได้

ยังไงก็มีประโยชน์กว่าการนั่งรออยู่เฉยๆ แน่ๆ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

 

ชีวิตมันไม่ง่าย

20170213_lifeainteasy

และจะยากกว่านี้อีกถ้าเราไม่ฉลาด

“This life’s hard, but it’s harder if you’re stupid.”
-George V. Higgins, The Friends of Eddie Coyle

เรามาเกิดเพราะความไม่รู้ และเราเกิดมาด้วยความไม่รู้

ชีวิตจึงเป็นโรงเรียนให้เรามาเรียนรู้

เรียนรู้เรื่องโลก เพื่อจะได้ทำมาหากินและได้มาซึ่งปัจจัยในการดำรงชีวิตที่สุขสบายตามอัตภาพ

และเรียนรู้เรื่องตัวเอง เพื่อจะเป็นคนที่จิตใจสูงขึ้นและรับมือกับปัญหาได้อย่างชาญฉลาดมากขึ้น

ปัญหาส่วนใหญ่บนโลกใบนี้ ไม่ได้เกิดจากการไม่รู้จักโลก แต่เกิดจากการไม่รู้จักตัวเอง

ดังนั้น การเรียนรู้ทั้งสองอย่างจึงต้องไปด้วยกัน

เพราะถ้าไม่รู้เท่าทันตัวเอง ยิ่งรู้เรื่องโลกเท่าไหร่ จะยิ่งทุกข์มากขึ้นเท่านั้น


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทุกคนมีมารซ่อนอยู่

20170213_devilinus

ดังนั้น ขั้นตอนแรกที่จะรักใครซักคน คือมองให้เห็นมารตัวนั้นในตัวเราเอง เราจะได้ให้อภัยเขาได้

“There is evil in everyone. The first step toward loving someone else is to recognize that evil in yourself, so you can forgive them.”

– Allegiant Veronica Roth

หนึ่งในข่าวที่ดังที่สุดในสัปดาห์ที่ผ่านมาคือเรื่องวิศวกรยิงเด็กม.4

กระแสสังคมส่วนใหญ่เหมือนจะอยู่ #ทีมลุง เพราะถือเป็นการป้องกันตนเองและครอบครัวจากเด็กวัยรุ่นที่มากันเป็นกลุ่มใหญ่

หลายคอมเมนท์หนักไปถึงขั้นที่ว่ายิงนัดเดียวน้อยไปด้วยซ้ำกับเด็กที่ทำตัวแบบนี้

คำถามก็คือเด็กพวกนี้เขาแย่อย่างที่เราจินตนาการจริงหรือเปล่า?

ลองคิดภาพตัวเองอยู่ม.4 กับเพื่อนที่เคยคบกัน ถ้าผมและเพื่อนๆ อยู่ในสถานการณ์อย่างนั้นผมอาจจะมีพฤติกรรมไม่ต่างกันเลยก็ได้ เพราะฮอร์โมนกำลังพลุ่งพล่านและเพื่อนเราเฮไหนเราก็เฮนั่นด้วยอยู่แล้ว

เมื่อความโกรธเข้าครอบงำและสถานการณ์เป็นใจ มารในตัวเราอาจจะโผล่ขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้

คนทำผิดด้วยความคึกคะนองก็ควรโดนลงโทษและตักเตือนไปตามเนื้อผ้า แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ลืมกลับมาย้อนดูตัวเองด้วยว่า ตัวเราก็มีส่วนคล้ายกับคนที่เรากำลังประณามอยู่เช่นกัน

จะได้ไม่เพียงแต่ก่นด่า แต่กลับมาระวังและขลัดเกลาสติ

และจะได้ไม่ต้องตกเป็นเหยื่อของโศกนาฎกรรมเสียเองในภายภาคหน้าครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Sapiens ตอนที่ 9 – มนตราของเงินตรา

20170212_sapiens9

ก่อนจะมีเงิน

สมัยที่ Sapiens ยังล่าสัตว์และเก็บพืชผลนั้น ยังไม่มีสิ่งที่เรียกว่า “เงิน” เพราะสังคมมนุษย์มีขนาดไม่ใหญ่มาก อาจจะประมาณแค่หลายสิบถึงหลักร้อยต้นๆ ทุก คนในกลุ่มจึงรู้จักกันหมด และการที่เขาจะหยิบยื่นอะไรบางอย่างให้อีกคนจึงเป็นเรื่องของน้ำใจและบุญคุณ ถ้าวันนี้ผมมีแอปเปิ้ลเหลือให้คุณ ตามมารยาทวันหน้าถ้าคุณมีแอปเปิ้ลเหลือคุณก็ต้องแบ่งให้ผมด้วย

อีกประเด็นหนึ่งของสังคมขนาดเล็กก็คือ ยังไม่เกิดสิ่งที่เรียกว่า specialization หรือความชำนาญทางด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ เช่นแม้เผ่านี้จะเก็บแอปเปิ้ลเก่งเป็นพิเศษ แอปเปิ้ลที่เขาเก็บได้ก็ไม่ได้เยอะมากมายที่จะเอาไปแลกเปลี่ยนกับเผ่าอื่นได้ แถมเผ่าอื่นๆ ก็อยู่ไกลเกินกว่าจะมาแลกเปลี่ยนแอปเปิ้ลกันโดยง่าย

แต่การมาถึงของการปฏิวัตเกษตรกรรม ทำให้ขนาดสังคมใหญ่ขึ้นจนอาจจะมีหลักแสนหรือหลักหมื่น จนเราไม่อาจจะรู้จักทุกคนได้ ถ้าวันหนึ่งคุณมาขอแอปเปิ้ลกับผม ผมก็ไม่อาจแน่ใจได้เลยว่าผมจะมีโอกาสได้แอปเปิ้ลคืนจากคุณในวันหน้าหรือไม่ การ “ให้เปล่า” โดยน้ำใจและมารยาทจึงค่อยๆ กลายมาเป็นกลายแลกเปลี่ยนอย่างช่วยไม่ได้

และเมื่อสังคมใหญ่ขึ้น “ตลาด” ก็เติบโตเพียงพอที่จะทำให้บางคน specialize หรือทำแต่ในสิ่งที่ตัวเองถนัด เช่นถ้าผมเก่งทำรองเท้าผมก็สามารถทำรองเท้าเพียงอย่างเดียวแล้วเอารองเท้านั้นไปแลกกับอาหารและสิ่งจำเป็นอื่นๆ ได้

แต่การแลกเปลี่ยนสิ่งของแบบ barter นั้นมีปัญหาเสมอ สมมติผมเป็นคนทำสวนแอปเปิ้ลที่ขยันมากจนรองเท้าพัง ผมขนแอปเปิ้ลของผมไปเพื่อที่จะเอาไปเป็นค่าตอบแทนช่างทำรองเท้า ช่างทำรองเท้าจะรู้ได้อย่างไรว่าควรจะเอาแอปเปิ้ลจากผมกี่ลูก? เพราะแม้เขาจะเคยเก็บเป็นค่าแอปเปิ้ล 50 ลูกกับรองเท้าคู่หนึ่งแต่นั่นก็เป็นรองเท้าของผู้หญิงไม่ใช่รองเท้าบู๊ทผู้ชาย แถมแอปเปิ้ลคราวนั้นก็คนละพันธุ์ แล้วถ้าสมมติช่างทำรองเท้าไม่ได้อยากกินแอปเปิ้ลแต่อยากฟ้องหย่าจะทำยังไง? คนปลูกแอปเปิ้ลจะต้องไปตามหาทนายที่อยากกินแอปเปิ้ลเพื่อให้เขามาทำเรื่องหย่าให้ช่างทำรองเท้าอย่างนั้นหรือ?

การจะนำสิ่งของมาแลกเปลี่ยนกันได้ คนจำเป็นต้องรู้อัตราแลกเปลี่ยนของของสองสิ่งนั้น เช่นแอปเปิ้ล 40 ลูกเท่ากับรองเท้าผู้หญิง 1 คู่ รองเท้าผู้หญิง 10 คู่เท่ากับการฟ้องหย่าหนึ่งครั้ง การฟ้องหย่าหนึ่งครั้งเท่ากับแอปเปิ้ล 400 ลูก ฯลฯ

ถ้าสิ่งของที่แลกเปลี่ยนในสังคมนั้นมีทั้งหมด 100 ชิ้น คนจะต้องรู้อัตราแลกเปลี่ยนถึง 4950 อัตรา และถ้าสิ่งของมี 1000 ชิ้น จะต้องมีอัตราแลกเปลี่ยนถึง 499,500 อัตรา!* ดังนั้นการแลกเปลี่ยนสิ่งของแบบ barter ในสังคมใหญ่จึงแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย และนี่คือเหตุผลที่สังคมจะต้องมี “ตัวกลาง” อะไรซักอย่างเพื่อให้การแลกเปลี่ยนสิ่งของเกิดขึ้นได้จริง

เงินคืออะไร

เงินไม่ใช่เหรียญกษาปณ์หรือธนบัตร แต่เงินคืออะไรก็ตามที่คนตกลงร่วมใช้เพื่อเป็นการบอกมูลค่าของสิ่งๆ หนึ่งเพื่อให้เอื้อต่อการค้าขาย

เงินจึงไม่ใช่สิ่งของ แต่เป็นเพียง “เรื่องสมมติ” ที่ทุกคนยึดถือร่วมกันเท่านั้น

ก่อนหน้าที่จะมีการทำเหรียญกษาปณ์ มนุษย์ก็ได้เลือกของบางสิ่งขึ้นมาใช้เป็นเงินมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นหอยเบี้ย  วัว เกลือ ลูกปัด หรือผ้า

โดยยุคแรกๆ นั้น คนยังไม่กล้าใช้ของอย่างหอยเบี้ย เพราะโดยตัวมันเองไม่มีคุณค่าใดๆ กินก็ไม่ได้ เอาไปทำอาวุธก็ไม่ได้ ดังนั้นสิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นเงินในตอนแรกคือของที่มีคุณค่าในตัวมันเอง (inherent value) อย่างเช่นเมล็ดข้าวบาร์เลย์ที่เอาไปเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้จริงๆ โดยชาวสุเมเรียนเมื่อ 3000 ปีเริ่มใช้ข้าวบาร์เล่ย์เป็น “เงิน”

แต่ปัญหาของข้าวบาร์เลย์ก็คือคนที่ได้ต้องสร้างที่เก็บ แถมมันยังเสียหายได้ง่ายจากหนูหรือไฟไหม้ เวลาจะขนไปไหนมาไหนก็ลำบาก คนจึงเริ่มหันมาใช้วัตถุอย่างอื่นที่อาจจะกินไม่ได้ แต่สามารถจะเก็บและเคลื่อนย้ายได้ง่ายกว่ามาก

ถ้าใครได้อ่านตอนที่ 5  อาจจะจำได้ว่าในสมัยของกษัตริย์ฮัมมูราบี ที่ระบุว่าการทำผิดแต่ละอย่างจะโดนค่าปรับเป็น silver shikels โดยชีเกลในที่นี้ไม่ใช่เหรียญแต่เป็นนำหนักของ silver (ผมขอใช้คำว่าซิลเวอร์แทนคำว่าเงินเพื่อจะได้ไม่สับสนกับคำว่า money) โดยหนึ่งชีเกลเท่ากับ 8.33 กรัม

ถ้าผมเป็นชายชั้นสูงและฆ่าทาสผู้หญิงผมต้องจ่ายค่าปรับ 20 ชีเกลซึ่งก็เท่ากับซิลเวอร์ 166.6 กรัมนั่นเอง

แต่การใช้เงินแบบชีเกลก็มีข้อยุ่งยากอยู่สองข้อ คือทุกครั้งที่จะใช้ก็ต้องมานั่งชั่งน้ำหนัก แถมเราจะรู้ได้อย่างไรว่าซิลเอร์ที่นำมามันเป็นซิลเวอร์แท้ ไม่ใช่ตะกั่วที่เคลือบด้วยซิลเวอร์?

ปัญหานี้หมดไปเมื่อแคว้นลิเดียในนคร Anatolia คิดค้นเหรียญกษาปณ์ขึ้นมาเมื่อ 630 ปีก่อนคริสตกาล (ประมาณสิบกว่าปีก่อนพระพุทธเจ้าประสูติ – Anatolia คือตุรกีในปัจจุบัน) โดยด้านหนึ่งของเหรียญจะบ่งบอกมูลค่า และอีกด้านหนึ่งจะมีสัญลักษณ์ของกษัตริย์เพื่อเป็นการันตีว่าเหรียญนี้ทำจากเงินแท้เชื่อถือได้ และแม้เวลาจะล่วงเลยไปสองพันหกร้อยกว่าปีแล้ว แต่รูปแบบของเหรียญกษาปณ์ลิเดียนี้ก็ยังตกทอดมาถึงเหรียญกษาปณ์ที่เราใช้กันในปัจจุบัน (ด้านหนึ่งระบุมูลค่า อีกด้านหนึ่งระบุผู้มีอำนาจในการผลิตเหรียญ)

ชาวยุโรปและชาวตะวันออกกลางริเริ่มใช้เหรียญกษาปณ์นี้และเผยแพร่มันออกไปทั่วโลกไม่เว้นแม้กระทั่งตะวันออกไกลอย่างประเทศจีน เพียงไม่นานคนทั้งโลกก็หันมาให้คุณค่ากับ silver และ gold และสร้างระบบเศรษฐกิจโลกที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ถ้าปราศจากเงิน การค้าขายข้ามดินแดนจะเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย

อีเกร็ดความรู้หนึ่งอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในโลกปัจจุบันมีเงินไหลเวียนอยู่ถึง $60 trillion (60 ล้านล้านดอลล่าร์) แต่มูลค่าของเหรียญและธนบัตรทั่วโลกนั้นรวมกันแล้วแค่ $6 trillion หรือ 10% ของเงินเท่านั้น อีก 90% เป็นเพียงตัวเลขในคอมพิวเตอร์เท่านั้น

ไม่มีใครปฏิเสธเงิน เราต้องการเงินเพราะเราเชื่อว่าคนอื่นต้องการเงินนั้นเช่นกัน เงินจึงเป็นระบบความเชื่อใจกัน (mutual trust system) ที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่มนุษย์เคยสร้างมา การมีอยู่ของเงินทำให้คนแปลกหน้าสามารถทำงานร่วมกันได้ (enable strangers to cooperate)

แต่เพราะว่าเงินป็นเพียงไม่ได้มีตัวตนอย่างแท้จริง เป็นเพียง “สิ่งปลูกสร้างในจินตนาการมนุษย์” (psychological construct in our collective imagination) ที่ต้องอาศัยความเชื่อมั่นเป็นพื้นฐาน มูลค่าของเงินจึงผูกติดกับการเมืองอย่างแยกไม่ออก เมื่อใดก็ตามที่บ้านเมืองมีปัญหาจนความเชื่อมั่นสั่นคลอน มูลค่าของเงินก็จะถูกกระทบไปด้วยเช่นกัน (ดูอย่างเวเนซูเอล่าที่มีอัตราเงินเฟ้อถึง 800% ในปีที่ผ่านมา แค่คิดภาพว่ามาม่าราคาซองละ 50 บาทก็หนาวแล้ว)

เงินยังมีส่วนในการกัดกร่อน “คุณค่าความเป็นมนุษย์” อีกด้วย ในสังคมโบราณเราเชื่อกันว่ายังมีหลายสิ่งที่ไม่อาจซื้อขายกันได้ เช่นความรักของพ่อกับแม่ที่มีให้ลูก หรือความจงรักภักดีของอัศวินที่มีต่อเจ้านาย แต่แล้วพ่อแม่บางคนถึงกับยอมขายลูกไปเป็นทาสเพื่อจะได้มีเงินมาจุนเจือครอบครัว และอัศวินหลายคนก็พร้อมที่จะหันไปรับใช้เจ้านายที่ยินดีจะจ่ายเงินก้อนโตที่สุด

และแม้เงินจะช่วยให้เราสามารถทำงานร่วมกับคนแปลกหน้าได้ แต่จริงๆ แล้วเราไม่ได้เชื่อใจคนแปลกหน้า เราเชื่อใจเงินที่คนคนนั้นถือต่างหาก เมื่อใดที่คนนั้นไม่มีเงิน ความเชื่อใจเราก็หมดไปเช่นกัน

และนี่คือบทบาทของเงินต่อมนุษยชาติ

แต่นอกจาก “เงิน” และ “ทอง” แล้ว เหล็กกล้า (ที่มาทำเป็นอาวุธ) ก็มีบทบาทสำคัญไม่แพ้กัน

ในตอนหน้าเราจะมาดูกันครับว่าราชอาณาจักรและการก่อสงครามมีผลต่อการหลอมรวมโลกใบนี้อย่างไรบ้าง


* ของ 1000 ชิ้นเท่ากับ 499500 อัตราแลกเปลี่ยน  – ใครที่เคยเรียนเลขเรื่อง nCr จะเข้าใจว่ามันคือ 1000c2 หรือ 1000!/(998!2!)

ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari  (อ่านรีวิวได้ใน Amazon)

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ
Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม

คนละคน

20170211_samesame

‘ตัวฉันวันนี้’ ‘ตัวฉันเมื่อปีก่อน’ เป็นคนละคนกันนะ เพราะทุกครั้งที่เราคิดอะไร ทำอะไรลงไป เราก็จะเป็นสิ่งนั้นมากขึ้นเรื่อยๆ ลดละอะไร ก็เป็นอย่างนั้นน้อยลง แล้วจะยึด ‘ตัวฉัน’ คนไหน ใครจะนินทาก็นินทาไป นินทาฉันคนไหนล่ะ ‘ฉันพรุ่งนี้’ ก็มองฉันวันนี้เป็นคนในอดีตไปแล้ว (หัวเราะ)

– คุณหญิงจำนงศรี หาญเจนลักษณ์
ประธานกรรมการโรงพยาบาลจักษุรัตนิน
a day BULLETIN Issue 403, 11 – 17 April 2016

ไม่มีใครอยากโดนนินทา

ถ้าเรื่องนินทานั้นไม่จริง เราก็โกรธที่เขากุเรื่องขึ้นมา

และถ้าเรื่องที่เขานินทาเป็นเรื่องจริง เราก็ยังโกรธอยู่ดี เพราะมันทำให้เราเสียหาย

แต่ถ้าลองคิดดีๆ ว่า อะไรล่ะที่ถูกทำให้เสียหาย?

ก็จะได้คำตอบว่า สิ่งเดียวที่เสียหายคือ “ภาพของเราในหัวของคนอื่น”

เรารักตัวเรามาก ก็เลยมีภาพในหัวของเราว่าเราเป็นคนอย่างนั้นหรือเป็นคนอย่างนี้

เท่านั้นยังไม่พอ เรายังพยายามจะเอาภาพที่เราเพียรสร้างไว้นั้นไปใส่ไว้ในหัวของคนอื่นอีกด้วย

พอภาพของเราในหัวคนอื่นมันไม่ได้ดั่งใจ เราก็เป็นเดือดเป็นร้อนขึ้นมาทุกที

ทั้งๆ ที่จริงๆ มันไม่ใช่ธุระกงการอะไรของเราเลย การไปพยายามเปลี่ยนภาพในหัวคนอื่นออกจะเป็นความพยายามที่ไร้ประโยชน์ (futile) ด้วยซ้ำ

แต่ถ้ายังรู้สึกเดือดร้อนที่โดนนินทาอยู่ วิธีคิดแบบคุณหญิงจำนงศรี หรือ “ป้าศรี” ก็น่าจะพอช่วยได้

ใครจะนินทาก็นินทาไป นินทาฉันคนไหนล่ะ ‘ฉันพรุ่งนี้’ ก็มองฉันวันนี้เป็นคนในอดีตไปแล้ว

ใช่ ในเมื่อตัวเราเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา และสิ่งที่เขาเห็นก็เป็นเพียงแค่มุมเดียว ดังนั้น “ตัวเรา” ที่โดนเขานินทากับตัวเราในวันนี้ก็เป็นคนละคนกัน

ถ้าคิดได้อย่างนี้ ก็จะมีเรื่องให้ปวดหัวน้อยลงไปอีกเรื่อง

จะได้เอาเวลาไปทำอย่างอื่นครับ


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN Issue 403, 11 – 17 April 2016

นิทานสองหนุ่มพเนจร

20170209_wandering

ณ ประตูเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งมีชายชรานั่งเฝ้าอยู่

ชายหนุ่มขี่ม้าผ่านมาหยุดตรงหน้าชายชราแล้วถามว่า

“ลุง คนในเมืองนี้เป็นยังไงบ้าง”

“ทำไมเจ้าถึงถามเช่นนั้น”

“เมืองข้างๆ มีแต่คนเลวทรามต่ำช้า ข้าทนพวกมันไม่ได้เลยต้องย้ายหนีพวกมันมา ตอนนี้ข้ากำลังหาเมืองใหม่อยู่”

“งั้นเมืองนี้คงไม่เหมาะกับเจ้าหรอก เพราะที่นี่คนเลวยิ่งกว่าเมืองที่เจ้าเพิ่งจากมาเสียอีก”

ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มจึงขี่ม้าจากไป

สักครู่ก็มีชายหนุ่มอีกคนขี่วัวผ่านมา

“คุณลุงครับ คนในเมืองนี้เป็นยังไงบ้าง ผมมาจากเมืองข้างๆ มาหาที่อยู่ใหม่”

“แล้วคนเมืองที่เจ้าจากมานิสัยเป็นยังไงล่ะ”

“นิสัยดีมากเลยครับลุง ทุกๆ คนเป็นมิตรและเฮฮามาก ผมเองไม่ได้อยากจากพวกเขามาเลยแต่ผมหางานทำไม่ได้เลยต้องออกมาลองเสี่ยงโชคดู”

“ถ้างั้นเมืองนี้ก็เหมาะกับเจ้ามาก ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนที่เป็นมิตรและจิตใจเมตตายิ่งกว่าเมืองที่เจ้าจากมาเสียอีก”

แล้วคุณลุงจึงเปิดประตูเมืองให้ชายหนุ่มชี่วัวผ่านเข้าไป

ชายหนุ่มอีกคนที่นั่งอยู่ไม่ไกล ได้ยินการสนทนามาโดยตลอดจึงเดินเข้าไปถามคุณลุง

“ทำไมกับชายขี่ม้าคุณลุงถึงบอกว่าคนเมืองนี้เลว แต่กับชายขี่วัวคุณลุงถึงบอกว่าคนเมืองนี้ดีล่ะครับ”

“เขาเป็นคนยังไง คนอื่นก็เป็นคนอย่างนั้นแหละ”


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: People are just the way you are

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

มีแต่คนที่แคร์เราเท่านั้น

20170207_hearquiet

ที่จะได้ยินเราตอนเราเงียบ

Only those who care about you can hear you when you’re quiet
-Anonymous

“คิดอะไรอยู่?”

เป็นประโยคที่ผมกับแฟนจะพูดกันประจำเมื่อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป

ความเงียบนี้เกิดได้จากสองสถานการณ์ คือเงียบหลังจากที่เราคุยเรื่องสำคัญหรือเรื่องละเอียดอ่อน และเงียบเพราะใจกำลังลอยไปที่อื่น

จะว่าไป ก็มีแต่แฟนผมเท่านั้นที่ถามคำถามนี้กับผม

ซึ่งไม่ได้แปลว่าคนอื่นๆ จะไม่แคร์ผม เพียงแต่อาจจะไม่ค่อยมีโอกาสได้อยู่กันตามลำพังสองต่อสอง

ในวงสนทนาที่เฮฮา คนบางคนจะพูดเยอะที่สุด และคนบางคนอาจไม่พูดอะไรซักคำ ซึ่งนั่นก็อาจจะเป็นธรรมชาติของเขา

แต่ผมเชื่อว่า ถ้ามีคนถามเขาบ้างว่าคิดเห็นอย่างไร แม้เขาจะตอบสั้นๆ แค่คำสองคำ แต่เขาก็คงใจชื้นไม่น้อยที่ยังมีคนได้ยินความเงียบของเขานะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

กางร่มรอฝนตก

20170207_umbrella

Worrying is stupid. It’s like walking around with an umbrella waiting for it to rain.

การกังวลเป็นเรื่องงี่เง่าเหมือนกับการกางร่มเดินไปเดินมาเพื่อรอให้ฝนตก

-Wiz Khalifa

มนุษย์อาจเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงเผ่าพันธุ์เดียวที่รู้จักการกังวล

เพราะเราจินตนาการถึงอนาคตได้ แถมยังจินตนาการได้หลากหลายรูปแบบอีกด้วย

ยิ่งใช้เวลาคิดเยอะ ความเป็นไปได้ยิ่งมากมายไม่สิ้นสุด เราจึงกังวลได้ไม่สิ้นสุด

การเผื่อใจถึงอนาคตที่ไม่สวยหรูไม่ใช่เรื่องผิด ออกจะเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำเพราะนั่นแสดงว่าเราไม่ประมาท

ก่อนออกจากบ้าน ถ้าเห็นฟ้าครึ้มก็พกร่มไปหน่อย เผื่อฝนตกขึ้นมาจะได้เดินต่อได้

แต่ไม่มีความจำเป็นต้องกางร่มตั้แต่ตอนที่ฝนยังไม่ตกนะครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

จงทำในสิ่งที่เราเชื่อว่าดี

20170207_feelright

เพราะยังไงๆ ก็โดนวิจารณ์อยู่แล้ว

Do what you feel in your heart to be right for you’ll be criticized anyway.

-Eleanor Roosevelt

เราไม่สามารถเอาใจทุกคนได้

เพราะแต่ละคนมีพื้นเพไม่เหมือนกัน

และเรื่องที่คนๆ หนึ่งให้ความสำคัญ อาจเป็นเรื่องที่ไร้ความหมายสำหรับอีกคน

ดังนั้นคนเดียวที่เราจะเอาใจได้คือตัวเราเอง

การเอาใจตัวเองไม่ได้หมายความว่าตัดสินใจเพื่อให้ตัวเองได้ผลประโยชน์สูงสุดเพียงคนเดียว

แต่เป็นการตัดสินใจที่เราเชื่อว่าจะส่งผลออกมาดีที่สุด ไม่ว่าเราจะนิยามคำว่า “ดีที่สุด” ว่าอย่างไร

อาจจะดีที่สุดต่อส่วนรวม ดีที่สุดในระยะยาว หรือดีที่สุดต่อคนที่สำคัญที่สุดสำหรับเราก็ได้

ชีวิตจริงไม่ใช่เฟซบุ๊ค ยอดกดไลค์จึงไม่ควรเป็นเป้าหมายครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com