ถ้าคิดว่าตัวเองแก่แล้ว

ให้ระลึกว่าตัวเราในอนาคตจะอิจฉาตัวเราตอนนี้

เมื่อผ่านพ้นวัย 35 ปี หลายคนจะเริ่มรับรู้ได้ถึงร่างกายที่ไม่เหมือนเดิม

กินดึกหน่อยอาหารก็ไม่ย่อย นอนน้อยก็ทำงานไม่ไหว นั่งนานๆ ก็ปวดหลังจนต้องไปนวด

เราจะเริ่มตัดพ้อว่า นี่เราแก่แล้วสินะ

แต่ถ้าตอนนี้เราอายุ 35 พอตอนเราอายุ 50 เราจะรู้สึกว่า 35 นี่ยังหนุ่ม-สาวกันอยู่

และตอนเราอายุ 65 เราจะรู้สึกว่าวัย 50 นั้นยังมีกำลังวังชาเหลืออีกมาก

และตัวเราในวัย 80 จะมองตัวเองในวัย 65 ด้วยความคิดถึง

ดังนั้นไม่ว่าเราจะอยู่ในวัยไหน ตอนนี้ก็เป็นช่วงเวลาที่ดีเสมอ เพราะไม่มีวันที่เราจะเด็กไปกว่านี้อีกแล้ว

มาใช้ “ความหนุ่มสาว” ของเราให้เต็มที่ตั้งแต่วันนี้กันครับ


ขอบคุณประกายความคิดจาก James Clear 3-2-1 newsletter

มนุษย์นั้นกลับมาได้เสมอ

ในปี 1945 หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 จบลง ผู้แพ้สงครามอย่างเยอรมันนีอยู่ในสภาพที่บ้านเมืองล่มสลาย โรงงาน ทางรถไฟ คลังสินค้าล้วนถูกฝ่ายสัมพันธมิตรทำลายจนราพณาสูร

GDP ของเยอรมันนีตกลงมาถึง 70% ยังไม่นับว่าต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามอีกหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นเวลาสามชั่วอายุคน

แต่ภายในเวลาเพียง 3 ปีครึ่ง GDP ของเยอรมันนีก็กลับมาเท่ากับก่อนเกิดสงครามอีกครั้ง


ในปี 2001 วันที่ 11 กันยายน ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนตึกเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ในมหานครนิวยอร์ค เป็นเหตุการณ์ช็อคโลกที่แม้จะผ่านไป 2 ทศวรรษแล้วเราก็ยังจดจำกันได้ราวกับมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้

ในงานวิจัยงานหนึ่งที่จัดทำในปลายปี 2002 พบว่า ความเสียหายจากเหตุการณ์ 9/11 มีมูลค่าประมาณ 33,000-36,000 ล้านดอลลาร์

แม้กระนั้น การรื้อถอนและทำความสะอาดบริเวณที่ตึกเวิลด์เทรดถล่มลงมานั้นก็เสร็จเร็วกว่ากำหนดหลายเดือน การจ้างงานกลับมาดีขึ้นภายในเวลาครึ่งปี เช่นเดียวกับตลาดอสังหาและความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจที่มีต่อมหานครแห่งนี้ก็กลับมาอยู่ในระดับเดิมภายในเวลาไม่กี่เดือนเช่นกัน

เราเห็นเทรนด์คล้ายคลึงกันนี้กับญี่ปุ่นที่แพ้สงครามโลกครั้งที่สอง และกับนิวออร์ลีนส์ที่โดนพายุเฮอริเคนแคทรีนาเมื่อปี 2005

ทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ เรามักจะจิตตกเมื่อตะหนักว่าฤดูหนาวนี้จะยาวนาน สำหรับบางคนอาจสิ้นหวังจนหมดกำลังใจ

แต่หลายครั้งหลายครา สังคมมนุษย์แสดงก็ได้แสดงให้เห็นว่าไม่ว่าเราจะเจออุปสรรคหนักหนาแค่ไหน เราก็จะผ่านมันมาได้และอาจแข็งแกร่งกว่าเดิมด้วยซ้ำ – What doesn’t kill you makes you stronger.

เพราะมนุษย์นั้นกลับมาได้เสมอครับ


ขอบคุณข้อมูลบางส่วนจาก Stock Club: The World According to Morgan Housel

และ the New York Fed: Measuring the Effects of the September 11 Attack on New York City by Jason Bram, James Orr, and Carol Rapaport

4 บทเรียนจากการเป็นอายุน้อยร้อยล้าน

ผมผ่านไปเจอกระทู้หนึ่งใน Quora ที่ถามว่า What does it feel like to be a self-made millionaire (USD) under the age of 25? – การได้เป็นเศรษฐีที่สร้างตัวขึ้นมาเองก่อนอายุ 25 นี่มันรู้สึกอย่างไรบ้าง

เจอคำตอบที่น่าสนใจจากคนที่ไม่ได้ระบุตัวตนเอาไว้ (จึงควรฟังหูไว้หู) เลยขอนำมาถอดความไว้ตรงนี้ครับ

ตอนอายุ 24 ผมขายบริษัทของผมไปในราคาสูงกว่า 100 ล้านเหรียญ (3,700 ล้านบาท)

1. ผลกระทบที่น่าสนใจที่สุดคือผมเริ่มคิดอย่างจริงจังเกี่ยวกับเป้าหมายของผม ก่อนหน้านั้นผมไม่เคยคิดถึงเป้าหมายในชีวิตมาก่อนเลย แต่ตอนนี้ผมเริ่มคิดว่าในเมื่อตอนนี้ผมจะสามารถทำอะไรก็ได้ แล้วจริงๆ แล้วผมอยากทำอะไรล่ะ?
ที่น่าประหลาดใจก็คือ เป้าหมายที่ผมคิดได้นั้นล้วนไม่ต้องใช้เงินมากนัก เช่นการหัดถ่ายรูปทิวทัศน์ให้เหมือนมือโปร อยากจะเต้นซัลซ่าให้เก่งๆ อยากเรียนภาษาอิตาลี และทำฝึกทำอาหารไทย

ตอนนี้ผมก็เลยพยายามบรรลุเป้าหมายเหล่านั้น ผมจ้างครูส่วนตัวมาสอนภาษาอิตาลี (ถ้าเป็นก่อนหน้านั้นผมคงไปลงเรียนตามคอร์สมากกว่า) แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมตระหนักได้ก็คือจริงๆ แล้วผมสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่มีเงิน แต่ผมก็ไม่ได้ทำเพราะผมคิดเอาเองมาตลอดว่าต้องทำงานหนักเพื่อหาเงินก่อน

2. ผมยังรู้สึกไม่สบายใจหากจะเสียเงินในเรื่องไม่ใช่เรื่อง ผมมาจากครอบครัวยากจน และพ่อแม่ก็สอนผมให้เป็นคนมัธยัสถ์ เรื่องประหลาดก็คือแม้ตอนนี้ผมสามารถใช้จ่ายมากขึ้นโดยไม่กระทบการเงินผมแม้แต่น้อย แต่มันก็ยังกระทบจิตใจผมอยู่ดี ผมเคยจองโรงแรมที่สวยมากๆ แห่งหนึ่ง (และราคาก็ค่อนข้างแพงด้วย) แต่ผมกลับไม่ยอมกินขนมในมินิบาร์เพราะราคามันสูงเกินเบอร์ไปมาก

3. คนบางคนทำตัวประหลาดขึ้นเมื่อเขารู้ว่าผมมีฐานะ อาจารย์สอนกีตาร์ของผมเริ่มจากการบ่นเล็กน้อยก่อนจะกลายเป็นการร่ายยาวว่าคนรวยนั้นเอาเปรียบคนจนอย่างไร อาจารย์มองผมราวกับมาจากดาวอีกดวงหนึ่งแม้ว่าผมจะแต่งตัวและทำตัวเหมือนคนอื่นๆ ก็ตาม สถานการณ์แย่ถึงขนาดที่ผมต้องหาอาจารย์ใหม่เลยทีเดียว

4. เขาบอกว่าเงินซื้อความสุขไม่ได้ ซึ่งผมว่ามันเป็นความจริงนะ ผมเคยลองใช้เงินซื้อความสะดวกสบาย และบทเรียนสำคัญก็คือความรู้สึกฟินแบบนั้นมันอยู่ได้เพียงไม่นาน ตอนได้นั่งเครื่องบินชั้น business class ครั้งแรกๆ มันก็เจ๋งจริงๆ แหละ แต่หลังจากนั้นก็ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรพิเศษอีกแล้ว แต่ถ้าผมต้องกลับไปนั่ง economy class อีกมันจะรู้สึกแย่มากๆ เลย (ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร)

ความสามารถในการปรับตัวของคนเรานี่มันอันตรายจริงๆ เพราะแม้ว่าเราจะตามใจตัวเองเต็มที่และใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย มันก็ไม่ได้ทำให้เรามีความพึงพอใจในระยะยาวอยู่ดี แต่มาตรฐานเรานั้นกลับค่อยๆ สูงขึ้นจนเข้ากับคนอื่นไม่ได้ ผมว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทำให้คนรวยบางคนนิสัยแย่ และถ้าคุณไม่อยากกลายเป็นคนแบบนั้นก็ควรหัดขึ้นรถบัสให้บ่อยๆ

ขอบคุณเนื้อหาจาก Quora: Answer to What does it feel like to be a self-made millionaire (USD) under the age of 25?