11 ความฟินจากคอนเสิร์ตเพลงประภาส 2

20151012_Prapas

เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ผมมีโอกาสได้ไปดูคอนเสิร์ต “เพลงของประภาส 2” ที่โรงละครเคแบงค์ สยามพิฆเนศครับ

เป็นรอบบ่ายสองโมง ถือเป็นรอบที่ 3 จากทั้งหมด 4 รอบ (รอบสุดท้ายคือ 19.30 วันเดียวกันนั้น)

ในรอบสามปีมานี้ ผมได้ดูคอนเสิร์ตไปประมาณ 6 คอนเสิร์ต

คอนเสิร์ตประภาส 2 คือคอนเสิร์ตที่ผมร้องเพลงตามได้น้อยที่สุด

แต่มันก็เป็นคอนเสิร์ตที่ผมชอบมากที่สุดด้วย

จึงขอมาบันทึกเอาไว้ว่า อะไรที่ทำให้ผมชอบคอนเสิร์ตนี้ โดยเรียงตามลำดับเวลาที่เกิดขึ้นนะครับ

1. ความแน่นของซาวด์
ตอนเดินเข้ามาโรงละคร สิ่งแรกที่รู้สึกเลยว่าคอนเสิร์ตนี้แตกต่างกับคอนเสิร์ตอื่นที่เคยไปมา คือความ “ปึ๊ก” ของระบบเสียง นักดนตรี+นักร้องคอรัสจัดเต็มมาก มากันไม่ต่ำกว่า 30 ชีวิต (รวมถึงเครื่องสายอย่างไวโอลิน เชลโล และดับเบิลเบสด้วย) ทำเอาเวทีดูเล็กไปถนัดตา ต้องยกความดีความชอบให้กับทีม Sound Engineering และ Music Director ทั้งสองท่านคือ คุณหนึ่ง จักรวาร และ คุณจักรพัฒน์ เอี่ยมหนุน

2. ความรู้สึกใกล้ชิดกับคนดู
คอนเสิร์ตคราวนี้ มีคุณเจี๊ยบ วรรธนา มาเป็นผู้ดำเนินรายการ คอยปะติดปะต่อและเล่าเรื่องราวเบื้องหลังการฝึกซ้อมและที่มาของเพลงบางเพลงให้ฟังกันอย่างเพลิดเพลิน

แถมบังเอิญผมเพิ่งได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณเจี๊ยบ – The Memory of Love ใน a day bulletin 100 Interview The Influencer เมื่อ 24 ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ความรู้สึกจึงยังกรุ่นๆ อยู่ พอได้มาฟังคุณเจี๊ยบเลยยิ่งรู้สึกมักคุ้นขึ้นไปใหญ่

และด้วยความที่สถานที่เป็นโรงละคร ไม่ได้ใหญ่โตเหมือนสถานที่ที่ใช้จัดคอนเสิร์ตทั่วไป (ที่เห็นพี่ก้องนูโวตัวเท่าปลายนิ้วก้อย) ในฐานะคนดูเลยรู้สึกใกล้ชิดกับศิลปินเป็นพิเศษ

3. การประชันกันของ ชินกร ไกรลาศ กับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่
ผมรู้จักคุณอาชินกร ไกรลาศมาตั้งแต่ยังเด็ก เพราะหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับลุงผมมาก แถมทั้งสองยังเคยร่วมงานกันด้วย จำได้ว่าสมัยที่คุณย่าผมยังอยู่ คุณอาชินกรเคยมาไหว้ย่าที่บ้านที่นครปฐมด้วย

เพลงที่คุณอาชินกรเอามาร้องคือเพลง “ป่าประท้วง” ซึ่งผมไม่รู้จักหรอก แต่พอขึ้นท่อนฮุคเท่านั้นแหละ ความทรงจำวัยเด็กก็พร่างพรูออกมา เพราะผมเคยชอบร้องท่อนนี้มากๆ

“คนเป็นสัตว์ประเสริฐ ไอ้เรามันเดรัจฉาน แต่เราไม่เคยรุกราน บ้านของใครเราไม่ไปทำลาย”

เพิ่งรู้ว่าพี่จิก (ชื่อเล่นของพี่ประภาส) แต่งเพลงนี้ด้วย!

เพลงนี้ได้กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ และน้องผอมๆ อีกสองคนมาช่วยร้องท่อนแร็พ ซึ่งใช้วาจาได้แซ่บถึงใจมาก เป็นการเอาคนสองเจนเนอเรชั่นมาประชันกันได้อย่างกลมกล่อม

4. ความฮาของพี่จุ้ย+พี่เจี๊ยบ
ตอนแรกพี่เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยมออกมาร้องหนึ่งเพลงก่อน แค่แกคุยคนเดียวก็เพลินแล้วนะ แต่พอพี่จุ้ย ศุ บุญเลี้ยงขึ้นเวทีเท่านั้นแหละ หัวเราะกันจนท้องแข็งเลย เพราะรับส่งมุกกันแบบไม่มียั้ง เอาจริงๆ ผมขำกว่าตอนดูเดี่ยวไมโครโฟนอีก ช่วงท้ายมีแสตมป์มาแจมด้วย แต่แสตมป์ที่ว่าฮา มาเจอพี่จุ้ยพี่เจี๊ยบนี่กลายเป็นคนขรึมไปเลย

5. เสียงของแนน สาธิดา (นางเอกละครเวที โหมโรงเดอะมิวสิคัล)
ผมไม่เคยรู้จักผู้หญิงคนนี้มาก่อนเลย แต่พอได้ฟังเธอร้องเพลงนิทานหิ่งห้อย ผมก็ได้แต่ถามตัวเองว่า นี่เราไปอยู่ไหนมาวะเนี่ย เสียงของคุณแนนก้องกังวานมาก แถมตอนลากเสียงสูงก็โน๊ตตรงเป๊ะ ฟังแล้วระรื่นหูสุดๆ (ถ้าไปเดอะว้อยซ์โค้ชก็คงหันมาทั้งสี่คน) ยิ่งพอได้ฟังคุณแนนพูดเชิญชวนไปดูโหมโรงเดอะมิวสิคัลที่จะกำลังจะกลับมาอีกครั้ง (มีแอบหัวเราะเขิน “เฮ่เฮ่” ด้วย) ยิ่งรู้สึกอยากมาดูขึ้นไปอีก (แต่คงยากเพราะตอนนี้ภรรยาท้องเก้าเดือนแล้ว)

6. อิมเมจร้องเพลงฟั่นเฟือน
เพลงนี้เป็นเพลงเดียวในคอนเสิร์ตนี้ที่ผมฟังแล้วน้ำตาคลอ

อาจจะเพราะว่าตอนเด็กๆ ผมเคยชอบเพลงนี้เอามากๆ (และร้องได้เฉพาะท่อนฮุคเช่นเคย)

“ไม่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่อยากรู้ว่าเคยรักใคร ไม่อยากรู้ว่าเคย…เคยถูกใคร หลอกจนเสียคนอย่างนี้
ไม่อยากรู้ว่าตัวเองเป็นใคร ไม่อยากรู้ว่าเคยนอนร้องไห้ ไม่อยากรู้ว่าเคย…เคยให้ชีวิตใครไป”

อิมเมจก็ยังคงเป็นอิมเมจ สามารถร้องออกมาได้อย่างมีเอกลักษณ์ และพาเราด่ำดิ่งลงในห้วงอารมณ์ จนลืมไปเลยว่าน้องเค้าอายุแค่ 17 ปีเท่านั้น

7. “ปรบมือ” และ “ร้องเพลง” ไปกับน้องๆ
แสตมป์ร้องเพลง “เสียงในความเงียบ” ซึ่งมีน้องๆ อีกสี่คนจากโรงเรียนเศรษฐเสถียรมาเต้นด้วย

น้องเหล่านี้หูไม่ได้ยิน แสตมป์จึงสอน “ภาษามือ” ให้คนดูทุกคนมาร่วมร้องเพลงไปกับน้องๆ

เป็นอะไรที่ feel good มากๆ

8. ความเป็นธรรมชาติของจินตหรา พูนลาภ
อีกหนึ่งแขกเซอร์ไพรส์ของงาน กับเพลงเธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ เวอร์ชั่นหมอลำ ที่ต้องบอกตรงๆ ว่า ถ้าไม่มีซับไตเติ้ลผมคงฟังไม่รู้เรื่อง ยกเว้นท่อน “เจ้าสิหมุนรอบข้อย ข้อยสิหมุนรอบเจ้า”

แต่จุดประทับใจจริงๆ คือตอนที่พี่จุ้ยขึ้นมาคุยกับน้องจิน แซวกันไปมาจนน้ำตาเล็ดอีกแล้ว ก่อนที่ทั้งจะร้องเพลง “สาวลาวบ่าวไทย” ด้วยกัน ซึ่งก็ผิดคิวกันสุดๆ เพราะร้องไปขำไป มีท่อนนึงที่จินตหราร้องว่า “ถ้าอยากให้น้องนี้ไปซม อย่าซวนลมๆ ยกขบวนมาสู่ขอ” แล้วหมุนตัวจะหันไปหาพี่จุ้ย แต่หาไม่เจอเพราะพี่จุ้ยดันเดินอ้อมหลังจินตหรามาอีกฝั่งนึงแล้ว จินตหราร้องเสียงหลงว่า “เอ้า พี่จุ้ยหายไปไหนอ่ะ” แล้วเธอก็ขำหนักมากจนเข่าอ่อนลงไปทรุดกับเวที  #คนฟังก็หัวเราะหนักมากเช่นกัน

9. เรื่องเล่าของบี พีระพัฒน์
คุณบีบอกว่า เพราะเพลงที่พี่ประภาสแต่ง ถึงทำให้เขาโด่งดังไปทั่วประเทศ ได้ออกทีวีทุกช่องเป็นวาระแห่งชาติไปเลยทีเดียว

ไอ้ผมฟังแล้วก็งงว่าเพลงไหนหว่า

เพลง “วันพรุ่งนี้” ครับ

จำได้ไหม ตายายยังจำได้ไหม
ปู่ย่าจำได้ใช่ไหม สอนหนูอยู่แทบทุกปี
สอนให้เด็กต้องรักกัน มีคำขวัญให้สามัคคี
ให้ทำดี ให้อดออมพากเพียร
ฯลฯ

(ดูใน Youtube ได้ที่นี่ บี พีระพัฒน์เข้ามาตอนนาทีที่ 3:30)

ก่อนที่คสช.จะเอาเพลงนี้ไปใช้ เขาได้มาขออนุญาตกับทางเวิร์คพอยท์ด้วย และพี่คนหนึ่งที่เวิร์คพอยท์ชื่อพี่แก้วก็โทร.มาถามคุณบี

พี่แก้ว: บี คสช.เขาชอบเพลงวันพรุ่งนี้มากเลยนะ เขาอยากจะขอเอาไปใช้ บีขัดข้องอะไรมั้ย

บี: …เอ่อ คงไม่มีอะไรขัดข้องมั้งครับพี่!

ยังมีอีกเพลงหนึ่งที่พี่จิกแต่ง และบีได้ร้อง ที่โด่งดังมากจนได้เป็น “New Entry” ประจำเดือนสิงหาคม…ปั่นปั่นจักรยานไป ปั่นปั่นจักรยานกัน! 

10.เสียงของพี่ประภาส
ตอนแรกก็แอบลุ้นเหมือนกันว่าพี่จิกจะออกมาตอนไหน

ปรากฎว่าตอนที่พิธีกรเชิญพี่จิกขึ้นเวที ผมดันกำลังก้มพิมพ์อะไรบางอย่างบนมือถืออยู่ พี่จิกโผล่มาจากด้านซ้ายมือของผม เดินผ่านหน้าผมไปในระยะห่างกันแค่ที่นั่งแถวเดียวกั้นอยู่ กว่าผมจะเงยหน้าจากจอก็เห็นแต่แผ่นหลังพี่เค้ากำลังเดินขึ้นเวทีซะแล้ว เลยอดเชยชมไอดอลของผมเลย

(ผมติดตามอ่านคอลัมน์ของพี่จิกมาตั้งแต่สมัยมติชนวันอาทิตย์หน้า 14 รุ่งเรือง และเหตุผลที่ผมซื้อ a day ตั้งแต่เล่มแรกก็เพราะว่าพี่ประภาสเขียนถึง)

พี่จิกขึ้นเวทีแล้วก็กล่าวขอบคุณศิลปินเป็นรายตัว พร้อมพูดถึงความประทับใจต่างๆ เช่นเจอแสตมป์ครั้งแรกที่คณะสถาปัตย์จุฬา ตอนนั้นแสตมป์เล่นกีตาร์ร้องเพลงเปิดหมวก พี่จิกสนใจจนเข้าไปทำความรู้จักและชวนมาร่วมงานกัน

แล้วผมก็นึกขึ้นได้ว่า ผมรู้จักพี่จิกผ่านตัวหนังสือ บทเพลง และรายการทีวีมาตั้งนาน แต่เราไม่เคยได้ยินเสียงของพี่เค้าเลยนี่หน่า

เสียงของพี่จิกต่างจากที่ผมจินตนาการไว้พอสมควร

พอฟังพี่จิกแล้วผมอดนึกถึงครั้งแรกที่ผมฟังเดวิด เบ็คแฮมให้สัมภาษณ์ไม่ได้ เพราะผมเองก็จินตนาการว่าเบ็คแฮมน่าจะเสียงทุ้มกว่านี้ (ใครไม่เคยได้ยินเสียง Beckham ลองเปิด Youtube หา David Beckham interview ดูได้ครับ)

แต่ถึงยังไง ผมก็ยังดีใจและภูมิใจได้ยินเสียงพี่นะครับ!  (เพราะคนอีก 95% ที่ติดตามผลงานพี่น่าจะไม่เคยมีโอกาส)

11. พลังงานที่ได้จากคอนเสิร์ต
ข้อนี้น่าจะสำคัญที่สุด

คอนเสิร์ตคราวนี้ยาวถึงสี่ชั่วโมงครึ่ง (มีเบรค 15 นาที) แต่ไม่มีช่วงไหนที่น่าเบื่อเลย

ทั้งๆ ที่เพลงส่วนใหญ่ผมก็ไม่รู้จัก ศิลปินที่มาก็ไม่ใช่ศิลปินที่เราโปรดปรานมากมายนัก

แต่พอดูจบแล้วรู้สึกว่ามันอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก เหมือนได้ชาร์จพลังงานบวกจนเต็มหลอด

และผมก็มั่นใจว่าหลายคนที่อยู่ ณ ตรงนั้น ก็คงรู้สึกไม่ต่างกัน

การที่สิ่งมหัศจรรย์อย่างนี้จะเกิดขึ้นได้ ก็เพราะความเอาใจใส่ของพี่ประภาสและทีมงานทุกคนจริงๆ

—-

และถึงแม้ผมไม่ได้เอ่ยชื่อพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก พี่หนุ่มเสก พี่อุ้ย รวิวรรณ พี่ปั่น ไพบูลเกียรติ พี่เกี๊ยง เฉลียง ก็ไม่ได้แปลว่าผมไม่ได้ประทับใจนะครับ แต่ถ้าให้เขียนถึงทุกท่านก็อาจจะทำให้บล็อกนี้ยาวเกินไป ยังไงพวกพี่ก็เป็นดาวค้างฟ้าอยู่แล้ว ผมไม่เขียนถึงก็คงไม่น้อยใจกันเนอะ

ตอนจบคอนเสิร์ต มีแฟนเพลงบางคนเข้าไปขอถ่ายรูปกับพี่ประภาส

ผมเองก็ชวนแฟนว่าอยากจะลงไปถ่ายบ้าง แต่เผอิญเห็นทีมงานมาตามพี่ประภาสไปเตรียมตัวสำหรับคอนเสิร์ตรอบถัดไป  จึงไม่อยากรบกวนพี่เขา

(แฟนมาบอกทีหลังว่า พี่ประภาสหันมามองเธอด้วย สงสัยเพราะเห็นว่าเธอกำลังท้องแก่ รู้งี้น่าจะอาศัยสิทธิ์คนท้องเข้าไปขอถ่ายรูปซะเลย)

ขอบคุณพี่ประภาส เหล่าศิลปิน และทีมงานทุกคนอีกครั้งสำหรับคอนเสิร์ตดีๆ ในครั้งนี้ ที่ได้ส่งพลังงานให้พวกเรามากมาย

ผมตั้งใจแล้วว่า จะเอาพลังงานที่ได้มานั้นผ่องถ่ายไปยังงานสร้างสรรค์ ทั้งงานเขียนและงานดนตรี

ไม่แน่นะ ซักวันหนึ่ง พลังงานของผมจะส่งไปถึงพี่ประภาสบ้างก็ได้

—–

รายชื่อเพลงคอนเสิร์ตเพลงประภาส 2 รอบ 14.00 วันอาทิตย์ที่ 11 ต.ค. 2558
(ที่จดลงในมือถือจนพลาตช็อตพี่ประภาสเดินขึ้นเวที หากตกหล่นหรือเขียนชื่อเพลงไหนผิดไป ก็ต้องขออภัยด้วยนะครับ)

ช่วงตัวจี๊ด
เธอหมุนรอบฉัน ฉันหมุนรอบเธอ – แสตมป์ อภิวัชร์
สักครั้งจะไม่ลืมพระคุณ – ป๊อด โมเดิร์นด๊อก
นาฬิกา – บี พีระพัฒน์

ช่วงศิษย์เก่า
รักเธอแต่เธอไม่รู้ – หนุ่มเสก
รักเป็นดั่งต้นไม้ – หนุ่มเสก
รุ้งอ้วน – อุ้ย รวิรรณ จินดา
พี่ชายที่แสนดี อุ้ย

ช่วงลำตัดประชันแร็พ
ป่าประท้วง – ชินกร ไกรลาศ ประชันกับ กอล์ฟ ฟักกลิ้งฮีโร่ & co.

ช่วงเฉลียง
เร่ขายฝัน – เจี๊ยบ วัชระ ปานเอี่ยม
เที่ยวละไม – จุ้ย ศุ บุญเลี้ยง & เจี๊ยบ
เรื่องตลก (แปลงเนื้อ) – เจี๊ยบ จุ้ย แสตมป์

ช่วงนักร้องเสียงดี
ลมใต้ปีก – ปั่น ไพบูลเกียรติ เขียวแก้ว
นายไข่เจียว ปั่น
นิทานหิ่งห้อย – แนน สาธิดา
เสียงนั้นเสียงหนึ่ง แนน
ฟั่นเฟือน – อิมเมจ สุธิตา
สิ่งลึกลับซับซ้อนในจักรวาล – อิมเมจ & แสตมป์

ช่วงชวนคนดูร้องเพลงด้วยความเงียบ
เสียงในความเงียบ แสตมป์ + น้องๆ นักเรียน

ช่วงเฉลียง 2
โลกยังสวย [จัง-หวะ-จะ-เดิน] – เกี๊ยง เกียรติศักดิ์ เวทีวุฒาจารย์
ยังมี – เกี๊ยง

ช่วงลำซิ่ง
เธอหมุนรอบฉัน (หมอลำ) – จินตหรา พูนลาภ
สาวลาวบ่าวไทย – จินตรา + จุ้ย

ช่วงตัวจี๊ด 2
เจ้าหมอก – บี
เพราะอะไร – ป๊อด
ไม้ขีดไฟกับดอกทานตะวัน – ป๊อด

ช่วงปิดท้าย
เขียนให้เธอ เกี๊ยง + กอล์ฟ

—-

ป.ล. ขอบคุณพี่จัน พี่ที่ออฟฟิศที่ให้ตั๋วคอนเสิร์ตมาครับ

ภาพจากกล้องมือถือผู้เขียน

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archive/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ช้อยส์หลอก

20151011_Choice

เรื่องที่จะมาเล่าในวันนี้ เป็นสิ่งที่อ่านมาจากหนังสือเรื่อง Predictably Irrational ของ Dan Ariely ครับ

แต่เนื่องจากผมหาหนังสือเล่มนี้ไม่เจอแล้ว เลยต้องอ้างอิงข้อมูลจากบล็อกของ Dan Ariely และ The Economist แทนนะครับ

แดนเล่าให้ฟังว่า วันหนึ่งระหว่างที่เขากำลังเล่นเน็ตอยู่ ก็เหลือบไปเห็นโฆษณาชักชวนให้สมัครสมาชิกกับนิตยสาร The Economist ซึ่งมีทางเลือกให้สมัครอยู่สามแบบ

excerpt

1. $59 : อ่านบทความออนไลน์บน economist.com ได้หนึ่งปี
2. $125: รับนิตยสาร The Economist รูปเล่มเป็นเวลาหนึ่งปี
3. $125: รับนิตยสาร The Economist + อ่านบทความออนไลน์บน economist.com ได้หนึ่งปี

คุณผู้อ่านเห็นอย่างนี้แล้ว คิดว่าจะเลือกช้อยส์ไหนครับ?

ผมว่าผู้อ่านบางส่วนน่าจะเลือกช้อยส์แรก และผู้อ่านอีกบางส่วนคงจะเลือกช้อยส์ที่สาม

และคงไม่มีใครเลือกช้อยส์สอง เพราะเรื่องอะไรจะเลือกช้อยส์นี้ในเมื่อจ่ายเท่ากันก็สามารถอ่านออนไลน์ได้ด้วย

เผอิญแดนเป็นอาจารย์สอนหนังสือด้วย เลยเอาประกาศโฆษณานี้ไปให้เด็กในห้องเรียนเขาเลือกว่าจะเอาช้อยส์ไหน

ปรากฎว่า 84% เลือกช้อยส์ที่สาม ($125) และ 16% เลือกชอยส์แรก ($59) ส่วนช้อยส์สองไม่มีใครเลือกเลย ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจอะไร

แล้ว The Economist จะใส่ช้อยส์สองลงไปทำไม ในเมื่อน่าจะรู้ดีอยู่แก่ใจอยู่แล้วว่าไม่มีใครเลือกช้อยส์นี้ (หรือถึงมีก็คงน้อยมากๆ)

เขามีเหตุผลครับ และเป็นเหตุผลที่ลึกซึ้งซะด้วย

แดนทำการทดลองใหม่ ในเมื่อช้อยส์ที่สองไม่มีคนเลือกอยู่แล้ว อย่ากระนั้นเลย ตัดมันทิ้งเสียดีกว่า แล้วเอาไปให้นักเรียนเลือกอีกครั้ง (เดาว่าน่าจะเป็นนักเรียนอีกกลุ่มหนึ่ง)

ปรากฎว่ามีเพียง 32% ที่เลือกช้อยส์ $125 และ 68% เลือกช้อยส์ $59 กลับตาลปัตรกับครั้งแรกอย่างเห็นได้ชัด

สมมติว่าโฆษณาของ The Economist มีนักเรียนตัดสินใจสมัคร 100 คน

ซึ่งก็หมายความว่าหาก The Economist มีตัวเลือกแค่สองช้อยส์จะได้ค่าสมัคร 32 x $125+ 68 x $59= $8012

แต่หาก The Economist มีสามช้อยส์ นิตยสารจะได้เงินค่าสมัคร 84 x $125 + 16 x $59 = $11,444

รายได้ของ The Economist เพิ่มขึ้นถึง 42% จากการเพิ่มช้อยส์ที่ไม่มีใครเลือกลงไป!

เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น?

แดนอธิบายว่า เพราะมนุษย์เราไม่สามารถรู้ได้ว่า “มูลค่าที่แท้จริง” (absolute value) ของสิ่งของหรือบริการนั้นควรเป็นเท่าไหร่ แต่เรา “ให้มูลค่า” ด้วยการเทียบเคียงกับสิ่งของที่คล้ายคลึงกัน

เช่นเราไม่รู้หรอกว่าบ้านขนาด 60 ตรว. ควรจะราคาเท่าไหร่ แต่เรารู้ว่ามันควรจะถูกกว่าบ้านขนาด 100 ตรว.ในละแวกเดียวกัน

เราเห็นข้าวกะเพราไก่ไข่ดาวราคา 60 บาท เราบ่นว่าแพง

แต่ถ้าเราเห็นซูชิฟัวกราส์ราคาคำละ 150 บาท เราบอกว่าถูก

ทั้งนี้ เพราะเราไม่ได้ตีราคาจากปริมาณอาหารหรือการลงแรง แต่เราให้มูลค่ากับสิ่งๆ นั้นด้วยการเทียบเคียงกับทางเลือกอื่นๆ ที่เรามี

กะเพราไก่ไข่ดาว 60 บาทถือว่าแพง เพราะแถวบ้านเราขายแค่ 45 บาท
ซูชิฟัวกราส์ราคาคำละ 150 บาท เราถือว่าถูกเพราะร้านอื่นเขาขายคำละ 300 บาท

ดังนั้น เวลาเราเห็นค่าสมัครอ่านนิตยสาร The Economist ออนไลน์ราคา $59 เราก็ไม่แน่ใจหรอกว่ามันถูกหรือแพง

และเราก็ไม่แน่ใจอีกเช่นกันว่าค่าสมัครนิตยสารเป็นเล่มที่เขาตั้งไว้ $125 นั้นมันถูกหรือแพง

แต่เรารู้ว่า อ่านออนไลน์ + รับนิตยสาร ที่ราคา $125 นั้นมัน “คุ้ม” กว่าช้อยส์ที่จ่าย $125 แล้วได้รับแค่นิตยสารแน่ๆ

และนี่น่าจะเป็นเหตุผลที่นักเรียนของแดนถึง 84% เลือกช้อยส์นี้เพราะว่ามัน “คุ้มกว่าเห็นๆ” – It’s a no brainer!

นักการตลาดเข้าใจจุดนี้แหละครับ ถึงมักตั้งราคาให้คนรู้สึกว่า “ไม่ต้องคิดมาก” อยู่เป็นประจำ ยิ่งกลุ่มเป้าหมายพร้อมกดปุ่มซื้อโดยไม่ต้องใช้สมองมากเท่าไหร่ คนขายยิ่งชอบ

จากนี้ไป เวลาเว็บไซต์เขาชักชวนให้เราสมัครบริการอะไร ลองสังเกตดูนะครับว่าเขามี “ช้อยส์หลอก” เพื่อ “ผลัก” ให้เราไปสมัครช้อยส์ที่เขาอยากให้เราเลือกมากที่สุดรึเปล่า

ถ้าเจอช้อยส์หลอก ก็ลองตัดช้อยส์นั้นทิ้ง เพื่อที่เราจะได้ตัดสินใจโดยไม่โดนจูงจมูกมากเกินไปครับ

—–

อ้อ การเข้าใจพฤติกรรมมนุษย์ที่ชอบ “ให้คุณค่าด้วยการเทียบเคียง” นั้นยังมีประโยชน์มากกว่าเรื่องเงินๆ ทองๆ อีกด้วย

เช่นถ้าคุณจะออกไปเที่ยวกลางคืน แดนแนะนำให้คุณชวนเพื่อนที่หน้าตาแย่กว่าคุณออกไปเที่ยวด้วย เพราะถึงคุณจะหน้าตาไม่ได้หล่อขั้นเทพ แต่เวลาที่สาวๆ โต๊ะข้างๆ มองเห็นคุณกับเพื่อนของคุณอยู่ด้วยกันแล้วล่ะก็ คุณจะดูหน้าตาดีขึ้นมาทันที!

ถึงว่า…แต่ก่อนเพื่อนชวนผมไปเที่ยวบ่อยจัง

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Alberto G.

ขอบคุณเนื้อหาจาก  Dan ArielyThe Economist

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แค่ทำก็สำเร็จ

20151010_Try

“ผมว่าคนไปโฟกัสที่ความสำเร็จมากกว่าการกระทำ เหมือนคนบางคนชอบบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่ผมว่าไม่จริง เพราะว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของคนอื่นที่มาตัดสิน ฉะนั้นถ้าเราได้ทำแล้ว งานที่เราทำเสร็จมันสำคัญที่สุด ความสำเร็จที่คนอื่นยกมาให้มันก็ไม่ใช่เรื่องของเรา เราควบคุมไม่ได้เลยว่าคนอื่นจะชอบเพลงของเรารึเปล่า ชุดหน้าทำแล้วคนอาจจะไม่ชอบก็ได้ โลกมันก็เป็นแบบนี้ ความสำเร็จมันเป็นเรื่องที่อยู่เหนือการควบคุมของคน”

– ตุล อพาร์ตเมนต์คุณป้า
a day 100 idols ธันวาคม 2551
หน้า 74 The Poetic Rocker
เรื่องโดยดุสิตา อิ่มอารมณ์
—–

เค้าว่ากันว่า ความพยายามเป็นเรื่องของมนุษย์ ความสำเร็จเป็นเรื่องของฟ้าดิน

และเค้าก็ว่ากันอีกว่า ตั้งเป้าให้เร้าใจ มีเดดไลน์ที่ชัดเจน เขียนมันลงกระดาษ วางแผน ตั้งใจลงมือทำ และไม่ยอมแพ้ ยังไงก็ประสบความสำเร็จแน่ๆ

แล้วเราจะเชื่อ “เค้า” พวกแรก หรือ “เค้า” พวกหลังดี?

พี่ตุล นักร้องนำวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า ดูเหมือนจะอยู่ในเค้าพวกแรก

อ้อ ถ้าผู้อ่าน Anontawon’gs Musings คนไหนไม่รู้จักวงอพาร์ตเมนต์คุณป้า แสดงว่าคุณยังวัยรุ่นไม่พอนะครับ ขอแนะนำให้ลองไปฟังดูใน Youtube จะได้รู้ว่าผู้เขียนโตมากับเพลงแบบไหน

วงอพาร์ตเมนต์คุณป้าคือวงสุดโปรดของผม อาจไม่ถึงขนาดคลั่งไคล้ตามติดทุกฝีก้าว แต่ผมก็ซื้อแผ่นจริงเค้าครบทุกอัลบั้ม (อัลบััมล่าสุดอย่าง “สมรสและภาระ” ผมซื้อสองรอบด้วยเพราะทำแผ่นหาย) และผมกับแฟนก็ไปดูคอนเสิร์ตสุขสิบสามของพวกพี่ๆ เขาเมื่อปีที่แล้ว

ที่สำคัญ ผมเอาเนื้อเพลงของวงนี้มาใช้ในการทำ Independent Study จนจบปริญญาโทที่นิด้าอีกด้วย! (Independent Study ที่ภาษาไทยเรียกว่า “วิจัยอิสระ” อารมณ์คล้ายๆ วิทยานิพนธ์ฉบับมินิ ไว้วันหลังจะมาเล่าให้ฟัง)

แวะข้างทางซะนาน กลับมาที่ประเด็นของพี่ตุล

“ผมว่าคนไปโฟกัสที่ความสำเร็จมากกว่าการกระทำ เหมือนคนบางคนชอบบอกว่าความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น แต่ผมว่าไม่จริง เพราะว่าความสำเร็จเป็นเรื่องของคนอื่นที่มาตัดสิน ฉะนั้นถ้าเราได้ทำแล้ว งานที่เราทำเสร็จมันสำคัญที่สุด”

ความสำเร็จเป็นเรื่องที่ดีครับ แต่พี่ตุลก็พูดไว้อย่างน่าคิดว่า “ความสำเร็จ” ในนิยามของกระแสหลักมักจะหนีไม่พ้นที่จะต้องได้รับความยอมรับผู้อื่น โดยอาจสะท้อนมาเป็นยอดวิว ยอดไลค์ ยอดแชร์ ยอดขาย หรือการได้ไปออกรายการของสรยุทธ์

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ล้วนแต่ขึ้นกับคนอื่นทั้งนั้นเลย

ดังนั้นถ้าเราเอาความสำเร็จของเราไปแขวนไว้กับสิ่งเหล่านี้ ก็เหมือนกำลังเอาความสุขของเราไปแขวนไว้กับคนอื่นนั่นเอง

ผมเองก็ฝากความสุขของตัวเองไว้กับการตัดสินของคนอื่นเป็นประจำ เขียนบล็อกเสร็จแล้วต้องคอยมาดูว่ามีคนแชร์เท่าไหร่แล้ว ถ้าวันไหนได้เกิน 100 แชร์หัวใจจะพองโต ถ้าวันไหนต่ำกว่า 30 แชร์มันก็จะรู้สึกแฟ่บๆ พิกล

เคราะห์ดีที่ผมต้องเขียนตอนใหม่ทุกวัน จึงไม่มีเวลามานั่งภูมิใจกับ “ความสำเร็จ” หรือนั่งจิตตกกับ “ความล้มเหลว” ได้เกิน 24 ชั่วโมง

และที่สำคัญ บล็อกบางตอนที่ผมรู้สึกว่าเขียนออกมาได้ดีมากๆ อาจจะมีคนแชร์ไม่เท่ากับบล็อกตอนที่ผมไม่ได้รู้สึกว่าดีเด่อะไร

บทความที่คนแชร์เยอะ จึงไม่ได้แปลว่าเป็นบทความที่ดีเสมอไป

ดังนั้น ผมจึงต้องคอยเตือนตัวเองอยู่เสมอ ว่าวันไหนที่เขียนได้ดั่งใจและได้นำเสนอประเด็นที่มีประโยชน์ต่อผู้อ่าน วันนั้นผมควรจะพอใจได้แล้ว ไม่ต้องรอให้ได้ร้อยแชร์ก่อนซะหน่อย

และหากเรานิยามว่า “ความสำเร็จ” คือความพอใจในผลงานของตัวเอง

เราก็จะเป็นคนที่ประสบความสำเร็จได้ทุกวัน โดยที่ไม่ต้องรอให้ใครมาบอกครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Slowlylife.net (ที่บอกว่าเอามาจาก Facebook Page Apartment Khunpa อีกที)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานก้อนกรวด

20151009_pebble

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เป็นนิทานฝรั่งที่มีมานานแล้วแค่ google คำว่า ก้อนกรวด สีดำ สีขาว ลูกสาว ก็จะเจอนิทานเรื่องนี้ที่แปลเป็นภาษาไทยแชร์อยู่ในหลายเว็บไซต์

น่าแปลกที่เกือบทุกเว็บไซต์ไม่มีที่ไหนบอกแหล่งที่มาที่ชัดเจนเลย

แต่ผมคิดว่า ต้นฉบับของนิทานเวอร์ชั่นนี้น่าจะมาจากเว็บของคุณวินทร์ เลียววาริณ นักเขียนอีกที่ผมชื่นชมมากๆ  คุณวินทร์โพสต์เรื่องนี้ไว้ตั้งแต่เมื่อ 11 ปีที่แล้ว เก่าแก่กว่าใครเพื่อน

ถ้าเป็นไปได้ ผมอยากเห็นคนไทยที่ทำเว็บให้เครดิตกับ “คนต้นเรื่อง” มากกว่านี้

อ๊ะ เผลอบ่นเป็นคนแก่ไปเสียได้ มาฟังนิทานกันดีกว่านะครับ

—–

เศรษฐีคนหนึ่งชอบใจลูกสาวชาวนายากไร้ผู้หนึ่ง เขาเชิญชาวนากับลูกสาวไปที่สวนในคฤหาสน์ของเขา เป็นสวนกรวดกว้างใหญ่ที่มีแต่กรวดสีดำกับสีขาว

เศรษฐีบอกชาวนาว่า “ท่านเป็นหนี้สินข้าจำนวนหนึ่ง แต่หากท่านยกลูกสาวให้ข้า จะยกเลิกหนี้สินทั้งหมดให้”

ชาวนาไม่ตกลง

เศรษฐีบอกว่า “ถ้าเช่นนั้นเรามาพนันกันดีไหม ข้าจะหยิบกรวดสองก้อนขึ้นมาจากสวนกรวดใส่ในถุงผ้านี้ ก้อนหนึ่งสีดำ ก้อนหนึ่งสีขาว ให้ลูกสาวของท่านหยิบก้อนกรวดจากถุงนี้ หากนางหยิบได้ก้อนสีขาว ข้าจะยกหนี้สินให้ท่าน และนางไม่ต้องแต่งงานกับข้า แต่หากนางหยิบได้ก้อนสีดำ นางต้องแต่งงานกับข้า และแน่นอน ข้าจะยกหนี้ให้ท่านด้วย”

ชาวนาตกลง

เศรษฐีหยิบกรวดสองก้อนใส่ในถุงผ้า หญิงสาวเหลือบไปเห็นว่ากรวดทั้งสองก้อนนั้นเป็นสีดำ

เธอจะทำอย่างไร?

หากเธอไม่เปิดโปงความจริง ก็ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกง หากเธอเปิดโปงความจริง เศรษฐีย่อมเสียหน้า และยกเลิกเกมนี้ แต่บิดาของเธอก็ยังคงเป็นหนี้เศรษฐีต่อไปอีกนาน

—–

ลูกสาวชาวนาเอื้อมมือลงไปในถุงผ้า หยิบกรวดขึ้นมาหนึ่งก้อน พลันเธอปล่อยกรวดในมือร่วงลงสู่พื้น กลืนหายไปในสีดำและขาวของสวนกรวด

เธอมองหน้าเศรษฐี เอ่ยว่า “ขออภัยที่ข้าพลั้งเผลอปล่อยหินร่วงหล่น แต่ไม่เป็นไร ในเมื่อท่านใส่กรวดสีขาวกับสีดำอย่างละหนึ่งก้อนลงไปในถุงนี้ ดังนั้นเมื่อเราเปิดถุงออกดูสีกรวดก้อนที่เหลือ ก็ย่อมรู้ทันทีว่ากรวดที่ข้าหยิบไปเมื่อครู่เป็นสีอะไร”

ที่ก้นถุงเป็นกรวดสีดำ

“…ดังนั้นกรวดก้อนที่ข้าทำตกย่อมเป็นสีขาว”

ชาวนาพ้นสภาพลูกหนี้ และลูกสาวไม่ต้องแต่งงานกับเศรษฐีขี้โกงคนนั้น

—–

ขอบคุณนิทานจาก Winbookclub.com

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วางแผนการทำงานด้วย Weekly Focus

20151008_WeeklyFocus

สวัสดีครับคุณผู้ชม

นี่คือเรื่องที่จะเขียนตั้งแต่เมื่อคืนแต่เผอิญมีเรื่อง “วิธีคลายกังวล” มาแทรกเสียก่อน

ดั่งที่เคยเล่าให้ฟังว่าสมัยก่อนผมเคยทำงานเป็นหัวหน้าทีมซัพพอร์ตด้วย โดยทั้งทีมมีกันอยู่ทั้งหมด 8 คน และแต่ละคนก็จะมีไอเดียดีๆ มานำเสนอให้กับทีมอย่างเช่นโปรเจ็ค I’m Farang ที่ช่วยให้พวกเราคุยกันเป็นภาษาอังกฤษโดยไม่เก้อเขิน

สิ่งที่จะมาเขียนวันนี้ก็เป็นเรื่องที่คนในทีมเสนอมาอีกเช่นกัน ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นพี่เอ้ ซึ่งตอนนั้นเป็นผู้หญิงคนเดียวภายในทีม

งานหลักๆ ของซัพพอร์ตคือรับเคสจากลูกค้า ซึ่งทีมเรามีโปรดักท์ที่ต้องดูแลอยู่หลายตัว และแต่ละตัวก็จะมีอย่างน้อยสองคนที่มีความรู้โปรดักท์ตัวนั้นๆ (เพื่อที่ว่าหากใครคนใดคนหนึ่งลางาน ก็ยังมีอีกคนที่สามารถแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้)

ดังนั้นจึงมีความจำเป็นระดับหนึ่งที่คนในทีมควรจะรู้ว่า เพื่อนๆ แต่ละคนถือเคสอะไรอยู่บ้าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวหน้าทีมที่ต้องดูภาพรวมว่าเคสไหนต้องการความใส่ใจเป็นพิเศษ และลูกทีมคนไหนงานหนัก-งานเบา

จึงมีการนำเสนอสิ่งที่เรียกว่า Weekly Focus ขึ้นมาครับ

หลักการก็ง่ายๆ เพียงให้ทุกคนลิสต์งานที่ต้องทำ 5-6 อย่างภายในสัปดาห์นี้ แล้วส่งเมล์ให้ทุกคนในทีม คนอื่นๆ ก็ทำเช่นเดียวกันด้วยการ Reply All

นอกจากจะบอกว่าสัปดาห์นี้จะทำอะไรแล้ว ยังให้แปะลงไปด้วยว่า ที่ตั้งใจว่าจะทำเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ได้ทำเสร็จจริงรึเปล่า (อันไหนที่ทำเสร็จก็ย้อมฟอนท์ให้เป็นสีเทา อันไหนไม่เสร็จก็ย้อมฟอนท์ทำให้เป็นสีแดง)

จากอีเมล์ที่มีแต่ Text ธรรมดาก็ค่อยๆ วิวัฒนาการมาเรื่อยๆ จนกลายมาเป็น Template ใน Excel ที่ผมโชว์อยู่ที่ด้านล่างนี้ครับ

สามารถดาวน์โหลดไฟล์ได้ที่ https://goo.gl/d3Lutx แล้วไปที่ File-> Download as -> Microsoft Excel

WeeklyFocusFull

ชื่อคอลัมน์ก็มีความหมายดังนี้

Type = งานชิ้นนี้ตกอยู่ใต้ Objective ข้อไหน*
Task Name = ชื่อของงานชิ้นนั้น
Action = สิ่งที่จะทำในสัปดาห์นี้ (สังเกตว่าประโยคจะขึ้นต้นด้วย Verb)
Mon-Fri = จะทำงานชิ้นนี้วันไหน เช้าหรือบ่าย?

* พนักงานทุกคนจะต้องมี Objectives ประจำปีที่ชัดเจน ประมาณ 4-6 ข้อ ดังนั้นงานที่เราทำส่วนใหญ่ควรจะสอดคล้องกับ Objective ข้อใดข้อหนึ่ง โดย Mapping ของ Type/Objective Detail อยู่ในตารางด้านล่างสุดครับ

และแน่นอน ในเทมเพลตเราก็มีตารางสำหรับ Last Week’s Review เพื่อดูว่างานของสัปดาห์ที่แล้วสำเร็จไปมากน้อยแค่ไหน

เมื่อทุกคนในทีมแชร์ว่าตัวเองจะทำอะไรบ้าง (และทำอะไรไปแล้วบ้าง) ความโปร่งใสก็จะเกิดขึ้น หัวหน้าทีมก็จะรู้แล้วว่า สัปดาห์นี้ควรจะดูแลเรื่องไหนเป็นพิเศษ

และหากบางคนตกหล่นเรื่องอะไรไป (หรือเอาเวลาไปลงกับเรื่องที่เรายังไม่เห็นว่าจำเป็นต้องทำตอนนี้) เราก็สามารถไปบอกให้เขาปรับ Weekly Focus ได้

การใช้ Weekly Focus น่าจะเหมาะกับทีมที่คนส่วนใหญ่ยังค่อนข้างใหม่ (ทำงานมาไม่เกิน 5 ปี) ใจกว้างและซื่อสัตย์พอที่จะเปิดเผยงานที่สำเร็จและยังไม่สำเร็จให้เพื่อนๆ ได้รับทราบครับ

(ส่วนคนที่ทำงานมาเป็น 10 ปีแล้ว อาจจะไม่จำเป็น เพราะเก๋าแล้ว รู้ว่าเรื่องไหนควรทำตอนไหนและทำเยอะแค่ไหน)

ใครสนใจ เอาไปใช้ได้เลยนะครับ ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์!

—–

ป.ล. ตัวอย่างที่เอามาโชว์นั้นดัดแปลงมาจาก Weekly Focus สมัยที่ผมหันมาทำงานด้าน communication แล้ว เนื้อหาของงานจึงไม่มีอะไรเกี่ยวกับซัพพอร์ต

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่