สู้ตาย

20151022_NeverLose

“ผมเคยอ่านประวัติของพวกนักริเริ่ม นักบุกเบิกต่างๆ เริ่มต้นเขาจะคล้ายๆ แบบนี้ คือไม่สนใจหน้าอินทร์หน้าพรหมที่ไหน ไม่แคร์ใครยุบยับไปหมด…สิ่งสำคัญคือเขาต้องการทำในสิ่งที่มุ่งมาดปรารถนาที่แท้จริง แล้วก็ทุ่มเททุกอย่างทั้งชีวิตและจิตวิญญาณเพื่อทำมันออกมา ซึ่งไอ้แบบนี้แหละมันจะ success คนที่หลงใหลคลั่งไคล้อะไรสักอย่างมากๆ มี passion ที่มหาศาลเนี่ย มันมีสิทธิ์ที่จะชนะสูง คนเราพอสู้ตายซะแล้ว มันไม่แพ้หรอก เชื่อผม อย่างเลวที่สุดก็เสมอ”

– วงศ์ทนง ชัยณรงค์สิงห์
หนึ่งในผู้ก่อตั้งคนสำคัญของนิตยสาร a day
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 132: a day The Legend Begins
สัมภาษณ์โดยวิไลรัตน์ เอมเอี่ยม

—–

ผมเคยเจอพี่โหน่ง วงศ์ทนง สองครั้ง

ครั้งแรกเป็นงานเปิดตัวหนังสือแปลของโรเบิร์ต ฟูลกัม จำไม่ได้แล้วว่าเรื่องไหน ระหว่าง “ธรรมดาที่ไม่ธรรมดา” “จากต้นสู่ปลาย” และ “รักแท้” 

พี่โหน่งไปร่วมพูดคุยถึงหนังสือเล่มนี้ พอจบแล้วผมก็เข้าไปขอทำความรู้จัก และบอกว่า ผมซื้อ a day ฉบับปฐมฤกษ์ของพี่มาแล้วนะครับ

ครั้งที่สอง ผมไปเจอพี่โหน่งที่ออฟฟิศของ a day ย่านเอกมัย จำไม่ได้แล้วว่าไปเรื่องอะไร แต่พอผมเปรยกับพี่เขาว่าหาซื้อ a day ฉบับนูโวไม่ได้ เขาก็ไปหยิบมาให้ผมเล่มหนึ่ง (ตอนนั้น a day ปก “ต้อม นูโว” ขายดีมาก เพราะเป็นการกลับมารวมตัวกันครั้งแรกหลังจากที่ห่างหายกันไปนาน)

—–

ผมมีความผูกพันกับ a day เป็นพิเศษ

อาจเป็นเพราะได้รับรู้เรื่องราวความพยายามก่อนจะเกิดนิตยสารเล่มนี้ เพราะพี่โหน่งและทีมผู้ก่อตั้งไม่ได้มีทุนรอนอะไรมากนัก พี่โหน่งจึงหาทุนด้วยการเขียนจดหมายหาผู้อ่านหลายพันคนเพื่อเชิญชวนให้มาเป็นผู้ถือหุ้น a day

นอกจากเนื้อหาจะแตกต่างจากนิตยสารเล่มอื่นๆ แล้วอีกเหตุผลหนึ่งที่ผมชอบ a day ฉบับแรกๆ มาก ก็คือมันเบาดี ถืออ่านนานๆ แล้วไม่เมื่อย

สมัยนั้น a day ยังเข้าเล่มแบบเย็บมุมหลังคาอยู่เลย ที่เล่มบางขนาดนั้นได้ก็เพราะว่ามันยังไม่มีโฆณา

สัมภาษณ์ของพี่โหน่งใน a day BULLETTIN นั้นมีพูดถึงความเจ็บช้ำจากอุปสรรคในการหาสปอนเซอร์ในช่วงตั้งไข่ด้วย

“คืนวันนั้นก็โทร.นัดเอเจนซีแห่งหนึ่ง นัดกันไว้บ่ายโมง ไปถึงเขาก็ให้เรานั่งรอที่ล็อบบี้ ไม่ได้ให้ขึ้นไปออฟฟิศ ให้รออยู่ตรงนั้นชั่วโมงนึง เสร็จแล้วหนึ่งชั่วโมงผ่านไป Media Planner เขาก็ให้คนลงมาบอกกับเราห้วนๆ ว่า วันนี้ไม่ว่างพบ ขอเลื่อนนัดไปวันหลัง ตอนนั้นเกิดความรู้สึกปะปนกันบอกไม่ถูกเลย ทั้งเสียใจ เจ็บ บอบช้ำ คือผมรู้สึกว่าเจ็บจริงๆ ว่ะ รู้สึกด้อยค่ามากเลย เพราะก่อนหน้าที่เราจะทำ a day นี่ เราก็พอมีชื่อในวงการนะ ผมก็เป็น บ.ก. Trendy Man เป็น บ.ก. IMAGE ปีใหม่ทีก็มีคนเอากระเช้าของขวัญมาให้ (หัวเราะ) ซึ่งมันก็อาจจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเคลิ้มๆ ว่าเราเป็น somebody ก็ได้ แต่วันที่เราไปขายโฆษณาหนังสือหน้าใหม่ที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ a day ผมแม่งก็แค่ nobody คนหนึ่ง”

จากวันนั้นถึงวันนี้ a day เดินทางมาไกลมาก

a day ฉบับที่ 1 (กันยายน 2000) หนา 72 หน้า ไม่มีโฆษณาเลย
a day ฉบับที่ 180 (สิงหาคม 2015) หนา 208 หน้า แค่ Uniqlo เจ้าเดียวก็ลงโฆษณา 9 หน้าแล้ว

จากนิตยสารอินดี้ที่รู้จักกันเฉพาะในกลุ่มเด็กแนว กลายเป็นนิตยสารที่คนรู้จักทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ได้ ทีมงาน a day คงต้องผ่านพบอุปสรรคมากมาย

และถ้าไม่รักงานทำหนังสืออย่างจริงจัง คงไม่สามารถยืนหยัดจนมีวันนี้ได้

—–

“คนเราพอสู้ตายซะแล้ว มันไม่แพ้หรอก เชื่อผม อย่างเลวที่สุดก็เสมอ”

อ่านประโยคนี้แล้วผมนึกถึงโดราเอมอนตอนสุดท้าย ที่โนบิตะตัดสินใจสู้กับไจแอนท์โดยไม่ขอความช่วยเหลือจากโดราเอมอน ต่อให้โดนต่อยกระเด็นไปกี่ครั้งก็ลุกขึ้นมาสู้ต่อ จนสุดท้ายไจแอนท์ยอมแพ้ 

บางคนอาจไม่เห็นด้วย เพราะบางทีสู้ตายก็แล้วยังแพ้เละเทะอยู่ดี

แต่เรื่องบางเรื่อง ต้องดูกันยาวๆ

แข่งฟุตบอลแพ้หนึ่งเกม แต่ถ้าชนะเกมที่เหลือก็เป็นแชมป์ลีกได้

ในการประยุทธ์ เราอาจแพ้ศึกบางศึก แต่ยังชนะสงครามได้

บางคนทำธุรกิจเจ๊งหลายตัว กว่าจะเจอธุรกิจที่ทำให้กลับมาผงาดได้

ที่สำคัญ “ชัยชนะ” อาจไม่ได้วัดกันแค่ที่ยอดขายหรือถ้วยรางวัล

แต่ควรจะวัดกันที่ “ความสุขระหว่างทาง” ที่เราได้ทำมันด้วย

ถ้าทำแล้วมีความสุข และไม่ประมาทจนสิ้นเนื้อประดาตัว ผมว่าอย่างน้อยต้องถือว่าเกมนี้ “เสมอ”

เพราะเราก็มาตัวเปล่าไปตัวเปล่าอยู่แล้ว

แต่ถ้าไม่ได้ทำสิ่งที่ตัวเองรัก แต่ละวันผ่านไปโดยปราศจากความชื่นใจหรือความภาคภูมิใจ

ต่อให้ได้เงินมามากมาย ผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเรียกว่า “ชนะ” ได้เต็มปากเต็มคำรึเปล่า

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก godaypoets 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

สองเสียงในหัวเรา

20151021_TwoVoices

ตอนเด็กๆ เวลาดูการ์ตูน เรามักจะเห็นว่าเวลาตัวละครกำลังครุ่นคิดตัดสินใจเรื่องอะไรอยู่ มักจะมี “ตัวจิ๋ว” สองตัวโผล่มาตรงหัวไหล่

จิ๋วตัวแรกเป็นนางฟ้า (Angel) ที่คอยเตือนใจว่าให้เลือกทางสว่าง ยอมเสียสละเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

จิ๋วตัวที่สองเป็นนางมารร้าย (Devil) ที่บอกให้ทำตามใจไปเลย ไม่ต้องไปสนใจว่าใครจะเดือดร้อน

ผมว่าเสียงกระซิบของเจ้าจิ๋วสองตัวนี้สามารถแทนที่ได้ด้วย “เสียงจากร่างกาย” และ “เสียงจากกิเลส”

เวลาเราเจอสถานการณ์ใดๆ ที่ทำให้เราต้องตัดสินใจ ถ้าลองส่องความคิดของเราดีๆ จะเห็นว่า “ร่างกาย” กับ “กิเลส” มักจะพูดสิ่งที่ตรงข้ามกัน

เช่นเวลาเรานั่งทำงานอยู่ เกิดอาการปวดปัสสาวะขึ้นมา ร่างกายส่งสัญญาณบอกเราแล้วว่าควรจะไปเข้าห้องน้ำนะ แต่เรากำลังติดพันงานอยู่ กิเลสที่ชื่อว่าโลภะก็จะบอกว่าเดี๋ยวก่อนๆ ทำงานให้เสร็จก่อน

จึงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจที่ผู้หญิงทำงานออฟฟิศเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบกันเยอะแยะ

เวลาเราเจอใครด่า หน้าเราจะรู้สึกร้อนขึ้น ใจเต้นเร็วขึ้น กล้ามเนื้อเริ่มตึงเครียด เพื่อบอกให้เรารับรู้ว่า ตอนนี้ร่างกายและใจทำงานผิดปกติแล้วนะ ควรเดินออกจากสถานการณ์นี้ให้พ้นๆ แต่โทสะจะบอกเราว่า จะยอมได้ไง ต้องด่ากลับ

ตอนดึกๆ เรานั่งเล่น Facebook จนเพลิน พอเล่นนานๆ เข้า ตาเริ่มจะปวด หัวเริ่มตื้อๆ พลังงานก็ตกแล้ว ร่างกายบอกให้เราปิดคอม/วางมือถือและไปนอนได้แล้ว แต่โมหะก็จะบอกเราว่า “ดูต่ออีกหน่อยเหอะ”

ดังนั้นถ้าเราเจอสถานการณ์ที่ร่างกายกับกิเลสขัดแย้งกัน วิธีที่ง่ายที่สุดคือ “ฟังร่างกายแต่อย่าฟังกิเลส” เพราะการเชื่อร่างกายของเรานั้นย่อมให้ผลดีกว่าการทำตามกิเลสแน่ๆ

กระนั้นก็ตาม มีบางครั้งที่ร่างกายกับกิเลสอาจจะพูดตรงกัน

เช่นเราอยากให้บ้านของเราสะอาด แต่บางทีกลับมาจากทำงานตอนค่ำ เห็นจานที่ยังไม่ได้ล้างกองอยู่ในซิงค์สามสี่ใบ ร่างกายเราเพลียอยู่แล้ว และกิเลสก็จะยิ่งเสริมเข้าไปอีกว่า “กลับจากทำงานมาเหนื่อยจะแย่แล้ว พักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยล้าง”

หรือเราตั้งใจจะนั่งสมาธิทุกวัน แต่พอถึงเวลาดันง่วงนอน กิเลสก็จะบอกเราอีกว่า “นี่ไง ง่วงแล้ว ร่างกายต้องการพักผ่อน ไปนอนเหอะ หยุดนั่งซักวันไม่เป็นไรหรอก”

ในสถานการณ์อย่างนี้ ย่อมยากนิดหนึ่งที่จะฝืนทั้งเสียงของร่างกายและเสียงของกิเลส

วิธีแก้ที่ผมพอจะแนะนำได้ก็คือใช้กฎสองนาทีให้เป็นประโยชน์ คือถ้าจานมีอยู่แค่ไม่กี่ใบ ล้างสองนาทีก็เสร็จแล้ว ก็ล้างไปเลยอย่ามัวแต่ร่ำไร

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยได้คือหลักการ No More Zero Days นั่นคือถ้าเราตั้งใจแล้วว่าจะทำอะไรบางอย่างเช่นการนั่งสมาธิทุกวัน เราก็จะทำทุกวันโดยไม่มีข้อแม้ใดๆ ทั้งนั้น เพราะเราจะไม่ยอมให้วันไหนผ่านไปโดยสูญเปล่าอีกแล้ว ถ้าเพลียเกินกว่าจะนั่งได้ 15 นาที อย่างน้อยนั่งซัก 1 นาทีก็ยังดี

ถึงเราจะเหนื่อยจากที่ทำงานหรือง่วงนอนก็ตามที ร่างกายของเราก็ยังมีแรงพอที่จะยังล้างจานหรือนั่งสมาธิได้อยู่แล้ว แต่เพราะกิเลสของเราต่างหากที่ไป “ขยาย” ความอ่อนล้าหรือความง่วงซะจนเว่อร์ เพื่อสร้างข้ออ้างไม่ให้เราทำสิ่งที่ควรทำ

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะแยกแยะระหว่างเสียงนางฟ้ากับเสียงนางมารร้าย แต่ถ้าเราลองฝึกฟังเสียงในหัวเราบ่อยๆ ผมเชื่อว่าเราจะเริ่มแยกแยะเก่งขึ้นเรื่อยๆ ว่าอันไหนเป็นเสียงของร่างกาย อันไหนเป็นเสียงของกิเลส

และวันหนึ่งเราก็จะ “เฉลียว” พอที่จะไม่โดนกิเลสหลอกซ้ำซากเหมือนอย่างที่แล้วมาครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เก่งภาษาอังกฤษแถมยังได้บุญด้วย freerice.com

20151020_FreeRice

สวัสดีครับ

วันนี้มีเว็บไซต์ที่เจ๋งมากๆ มาป่าวประกาศครับ

เว็บนี้ชื่อว่า Free Rice ครับ – คลิ้กเลย! (แล้วค่อยกลับมาอ่านต่อ)

Free Rice เป็นเว็บที่สร้างมาด้วยจุดประสงค์สองข้อที่น่าชื่นชม:

1. ขจัดความหิวโหยให้หมดไปจากโลกใบนี้
2. ช่วยให้คนรู้ศัพท์ภาษาอังกฤษมากยิ่งขึ้น

กฎกติกาก็ง่ายๆ ครับ แค่คุณทายคำศัพท์ถูกหนึ่งคำ ทาง Free Rice ก็จะบริจาคข้าว 10 เม็ดผ่านโครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ (UN World Food Programme)

วิธีการหาเงินของ freerice ก็เรียบง่ายมากๆ คือทุกๆ คำถามใหม่ จะมีแบนเนอร์ของสปอนเซอร์ขึ้นมาโชว์ และรายได้จากสปอนเซอร์นี่แหละครับที่ใช้ซื้อข้าวให้กับ World Food Programme  (ถ้าใครมี ad blocker อยู่ก็ต้อง disable นะครับ ไม่อย่างนั้นถึงเล่นไปเว็บไซต์ก็จะไม่ได้เงินจากสปอนเซอร์)

นี่คือการยิงปืนนัดเดียวได้นก 3 ตัว

  • ประชาชนอย่างเราๆ เก่งภาษาอังกฤษมากขึ้น (โดยไม่ต้องจ่ายตังค์)
  • โครงการอาหารโลกของสหประชาชาติ มีข้าวเพื่อนำไปแจกจ่ายเพื่อนร่วมโลกที่หิวโหย (ตอนนี้เขากำลังโฟกัสที่ชาวซีเรียที่อพยพเข้ายุโรปครับ)
  • สปอนเซอร์ได้โฆษณาสินค้าและบริการของตัวเอง (และอาจะได้เสริมสร้างภาพลักษณ์ที่มาสนับสนุนโครงการนี้ด้วย)

คนที่สร้างเว็บนี้ชื่อ John Breen  ครับ เขาทำ freerice.com ขึ้นมาเมื่อปี 2007 และพอปี 2009 ก็ตัดสินใจบริจาคเว็บนี้ให้กับ UN ครับ – หล่อมากอ่ะ

—–

สัปดาห์ที่แล้วผมเชิญชวนคนในบริษัทมาเล่นเกมนี้ด้วยกัน

เมื่อเช้านี้พอเช็คยอดก็พบว่าพนักงานช่วยกันหาข้าวมาได้กว่าเราได้ข้าวสารกว่า 500,000 เม็ดแล้ว

โดยคนที่ทำคะแนนได้สูงสุดหาข้าวมาได้กว่าหนึ่งแสนเม็ด (แสดงว่าต้องตอบคำถามถึง 10,000 ข้อได้ถูกต้อง!)

ผมเองได้เล่นไปไม่เยอะ เพิ่งได้ 1,210 เม็ดเอง (ดู My Totals ในรูปด้านบนได้) แต่ตั้งใจไว้แล้วว่าจะเล่นไปเรื่อยๆ จนกว่าจะได้ข้าวซัก 50,000 เม็ดครับ

ความสนุกอีกอย่างของเกมนี้คือคำศัพท์มันจะยากขึ้นเรื่อยๆ นะครับ มี 60 Level ผมเล่นถึง Level 17 ก็เริ่มตอบผิดๆ ถูกๆ บ้างแล้ว แต่ถ้าคำไหนเราตอบผิด ซักพักมันจะกลับมาถามเราอีกครั้งเพื่อให้เราจำศัพท์ใหม่นั้นได้

—–

เราสามารถสร้าง Group กันเองได้ด้วยนะครับ ผมลองค้นหากรุ๊ป Thailand ก็เจออยู่หลายกรุ๊ปอยู่ แต่ดูเงียบไปซักพักแล้ว ก็เลยสร้างกรุ๊ปใหม่ขึ้นมาซะเลย

ชื่อกรุ๊ปว่า Stronger Thailand 2015 ครับ

ตอนนี้มีสมาชิก 1 คนถ้วน!

ถ้าสนใจจะมาร่วมสนุก (และทำบุญร่วมกัน) ก็ขอเชิญสมัครเป็น user แล้วก็คลิ้กไปที่กรุ๊ป Stronger Thailand 2015 แล้วก็คลิ้ก Join นะครับ จากนั้นยอดเม็ดข้าวที่เราระดมมาได้ทั้งหมดก็จะมาโชว์อยู่ในกรุ๊ปนี้ด้วยครับ

(แุล้วเวลา login เข้ามาใหม่ หน้าแรกที่จะเห็นคือหน้า profile ของเรา มองไปข้างล่างจะมี group ที่เราเป็นสมาชิกอยู่  จากนั้นก็เลือกปุ่ม Play ครับ)

อ้อ แล้วถ้าลองเล่นแล้วเห็นว่าดี ก็อย่าลืมชวนพ่อแม่พี่น้องปู่ย่าน้าอามาเล่นด้วยกันนะครับ

รวมถึงชวนอาจารย์ นักเรียน และนักศึกษามาเล่นด้วย ให้สมศักดิ์ศรีผู้ส่งออกข้าวเบอร์หนึ่งของโลกซะหน่อย!

—–
ข้อมูลดิบจาก WFP

  • ทั่วโลกมีคนที่มีปัญหา “กินไม่อิ่มท้อง” ถึง 795 ล้านคน หรือ 12 เท่าของจำนวนประชากรประเทศไทย 
  • ความหิวโหยและโรคขาดสารอาหารเป็นภัยด้านสุขภาพที่ร้ายแรงที่สุด ยิ่งกว่าโรคเอดส์  มาเลเรีย และวัณโรค รวมกันเสียอีก
  • ข่าวดีคือปัญหาความหิวโหยนั้นเราสามารถขจัดได้ เพราะจริงๆ แล้วเรามีอาหารมากเพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกใบนี้ เพียงแต่ต้องออกแรงกันหน่อย (และคุณก็มีส่วนช่วยได้)

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Freerice.com, World Food Programme 

ขอบคุณภาพจาก Freerice.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เพิ่มพลังการทำงานด้วยเทคนิค Pomodoro

20151019_pomodoro

วันนี้ขอมานำเสนอเทคนิคที่อาจจะช่วยให้คุณทำงานได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นครับ

เทคนิคนี้เรียกว่า Pomodoro (พอมโมโดโร่)

คนที่คิดค้นเทคนิคนี้เป็นชาวอิตาเลียนนาม Francesco Cirillo

Pomodoro เป็นภาษาอิตาเลียนที่แปลว่ามะเขือเทศ ซึ่งหมายถึง นาฬิกาจับเวลารูปมะเขือเทศที่คุณฟรานเซสโกใช้เป็นประจำ (ฝรั่งมักจะมี kitchen timer หน้าตาเป็นรูปผักผลไม้ เอาไว้ร้องเตือนว่า อย่าลืมเอาของออกจากเตาอบนะ)

หลักการของ Pomodoro นั้นก็ง่ายมาก

1. เลือกงานที่จะทำขึ้นมาหนึ่งชิ้น
2. ตั้งเวลาบนนาฬิกา Pomodoro (ค่าที่เขานิยมใช้กันคือ 25 นาที)
3. ทำงานไปจนกว่านาฬิกาจะร้องเตือน
4. พักเบรค 5 นาที
5. หลังจากทำงานไปได้ครบ 4 pomodoro แล้ว ให้เบรคยาวหนึ่งครั้ง (15-30 นาที)

กฎสำคัญอย่างหนึ่งของเทคนิคพอมโมโดโร่ก็คือ ถ้าระหว่างที่นาฬิกายังไม่หมดเวลา เราจะไม่ยอมให้งานอื่นๆ แทรกเข้ามา ถ้ามีงานแทรกที่จำเป็นต้องทำวันนี้จริงๆ ก็อาจจะจดลงกระดาษเพื่อเอาไว้ทำใน “มะเขือเทศลูกถัดไป”

และแน่นอน ถ้ายังไม่หมดเวลาเราจะไม่โดดไปเล่น Facebook โดยเด็ดขาด!

เวลา 25 นาทีเป็นเวลาที่ไม่สั้นไม่นานเกินไป เราจึงมีแนวโน้มที่จะ focus กับงานตรงหน้าได้มากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ พอหมด 25 นาที เรายังมีโอกาสได้พักเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ หรือยืดเส้นยืดสาย ซึ่งช่วยให้เราหลีกเลี่ยง office syndrome ได้เป็นอย่างดี

แล้วพอหมดสองชั่วโมง เราก็จะได้พักยาวขึ้นด้วย อาจจะเดินไปซื้อขนมหรือไปจ๊ะจ๋ากับคนโน้นคนนี้ เป็นการเติมไฟก่อนจะกลับมาสู้งานกันต่อไป

แน่นอน สภาพแวดล้อมการทำงานบางแห่งอาจจะไม่เหมาะกับเทคนิคนี้ (เช่นคนทำงานอยู่ call center ที่จะต้องคอยรับสายลูกค้าตลอด)

แต่สำหรับคนทำงานอีกไม่น้อย น่าจะเอาเทคนิคไปใช้ให้เกิดประโยชน์ได้ครับ

ที่เว็บไซต์ pomodoro.com เขามีขายนาฬิกามะเขือเทศด้วยนะครับ เสียดายราคาสูงไปนิดนึง ผมเลยลองหาแอพ pomodoro บนมือถือแล้วก็เจอตัวที่น่าสนใจหลายตัวเลยทีเดียว เลยลองโหลดมาใช้และเริ่ม pomodoro timer ก่อนจะลงมือเขียนบล็อกนี้ ตอนนี้ใช้เวลาไปเกือบ 15 นาทีแล้ว เหลือ 10 นาทีเท่านั้น!

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Pomodoro Technique,  Wikipedia

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

แฟนพันธุ์แท้

20151018_biggestfan

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

– ธนชัย อุชชิน (ป๊อด โมเดิร์นด๊อก)
a day bulletin 100 Interview The Influencer
—–

ผมเคยเจอพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อกตัวเป็นๆ ที่ร้าน Asia Books สาขาสยามพารากอน

จะเข้าไปขอถ่ายรูปกับพี่เขาก็ไม่กล้า ทำได้แค่กรี๊ดในใจ

ผมเคยได้เป็นสักขีพยานความมหัศจรรย์ของผู้ชายตัวเล็กๆ คนนี้ ในคอนเสิร์ต 10 ปีเบเกอรี่ที่อินดอร์สเตเดี้ยมหัวหมาก

เพลงเบเกอรี่ส่วนใหญ่จะออกแนวหวานๆ ซึ้งๆ โยกๆ ผมเลยไม่ค่อยได้ลุกขึ้นยืนเท่าไหร่

แต่พอพี่ป๊อดออกมาเท่านั้นแหละ ผู้คนร่วมหมื่นเหมือนถูกปลุกให้ตื่นจากภวังค์

ฉากที่ยังติดตาผมจนถึงทุกวันนี้ คือภาพที่พี่ป๊อดเดินจากเวทีใหญ่สู่เวทีแคทวอล์คที่วิ่งทะลุคนดู และไปหยุดตรงปลายเวทีเพื่อให้ลิฟท์ไฮโดรลิคค่อยๆ ยกตัวขึ้นมา จากนั้นพี่ป๊อดก็ชูสองมือโยกซ้าย-ขวา และชวนให้คนดูทั่วทั้งอัฒจรรย์ชูมือตามไปด้วย

พลังงานมหาศาลจริงๆ

——

สิ่งที่พี่ป๊อดกล่าวในบทสัมภาษณ์ a day bulletin นี้ เป็นเคล็ดลับที่ผมไม่เคยอ่านเจอใน How To เล่มไหน

“ปกติเราจะเป็นคนที่รอฟังเพลงตัวเอง รอว่าตัวเองจะเขียนอะไรออกมา เราคือคนที่รอฟัง เราเป็นแฟนคนแรกของตัวเอง”

การเป็น “แฟนตัวยง” ของตัวเอง และ “รอลุ้น” ว่าตัวเองจะสร้างอะไรออกมานี่ผมว่ามันเป็นการเพิ่มพลังที่ดีไม่ใช่ย่อยเลยนะคร้บ

เพราะโดยส่วนตัว ผมเองก็เคยภูมิใจ ระคน “แปลกใจ” กับงานบางงานที่ตัวเองทำออกมาเหมือนกัน

ตอนทำก็ไม่ได้คิดอะไรหรอก แค่จะทำให้เสร็จได้ก็แทบแย่แล้ว

แต่พองานมันออกมา แล้วคนชอบแล้วแชร์ต่อ หรือเอาเพลงของเราไปร้องต่อ หรือเดินมาบอกว่าชอบผลงานของเรา

แล้วพอกลับมานั่งดูผลงานตัวเอง ก็อดคิดไม่ได้ว่า “เฮ้ย นายนี่มันก็เจ๋งใช้ได้เลยนี่หว่า”

เป็นการชมแบบไม่ได้หลงตัวเองด้วยนะครับ ชมด้วยใจจริงเหมือนเวลาเราเห็นผลงานคนอื่นแล้วรู้สึกว่ามันเจ๋งนั่นแหละ

ถ้าเราทำงานออกมาดี แทนที่มัวแต่จะถ่อมตัว ก็ควรจะชื่นชมตัวเองซะหน่อย (แต่ไม่จำเป็นต้องให้ใครได้ยิน)

ชมตัวเอง ไม่ใช่เพื่อให้เหลิง แต่เพราะมันเป็นพลังบวกที่สำคัญต่อการสร้างผลงานชิ้นดีๆ ต่อไปอีกในอนาคต

พรุ่งนี้วันจันทร์ เป็นวันเริ่มต้นแห่งสัปดาห์ คงจะมีอะไรให้เรา “สะสาง” และ “สรรค์สร้าง” อีกเยอะ

จะดีแค่ไหนถ้าเราจะทำงานด้วยทัศนคติเดียวกับพี่ป๊อด

รอลุ้นว่าตัวเองจะเขียน/คิด/โค้ด/วาด/พูด/ดีไซน์ อะไรออกมา และจะทำได้ดีแค่ไหน

เมื่อเราปวารณาตัวเป็นแฟนพันธุ์แท้ของตัวเอง

เราก็คงไม่อยากทำให้แฟนคนนี้ผิดหวัง จริงมั้ย?

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณข้อมูลจาก a day bulletin 100 Interview The Influencer

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่