วิธีจัดลำดับความสำคัญตามสไตล์ Warren Buffett

20151027_Buffett

เทคนิคนี้ผมอ่านเจอในบล็อกของ jamesclear.com 

เจมส์บอกว่าเขาได้รับรู้เรื่องนี้มาจาก Scott Dinsmore ผู้ก่อตั้ง Live Your Legend ที่เพิ่งเสียชีวิตไปเมื่อไม่นานมานี้

สก๊อตเป็นคนเล่าให้เจมส์ฟังว่า เขาได้เรียนรู้เทคนิคนี้จาก Mike Flint ซึ่งเคยเป็นนักบินส่วนตัวของบัฟเฟตต์อีกทีหนึ่ง

และด้วยความที่มันเล่าต่อๆ กันมาหลายทอดนี่เอง ผมจึงขอออกตัวก่อนว่ามันอาจจะเรื่องเล่าที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงทั้งหมดก็ได้

แต่จะเป็นเทคนิคของบัฟเฟตต์หรือไม่นั้น อาจไม่สำคัญเท่ากับว่ามันมีประโยชน์กับเราจริงๆ รึเปล่า

มาเข้าเรื่องกันดีกว่า

ไมค์ ฟลินท์ เคยเป็นนักบินให้กับบัฟเฟตต์อยู่ถึงสิบปี แถมยังเคยขับเครื่องบินให้กับประธานาธิบดีถึง 4 คนอีกด้วย

ไมค์เคยปรึกษาเรื่องเป้าหมายชีวิตการทำงานของเขากับบัฟเฟตต์ บัฟเฟตต์เลยสอนไมค์เรื่องการจัดลำดับความสำคัญด้วยสามขั้นตอนต่อไปนี้

1. บัฟเฟตต์บอกให้ไมค์ลองเขียนเป้าหมายด้านหน้าที่การงานที่สำคัญที่สุดออกมา 25 ข้อ (แต่คุณก็สามารถประยุกต์ใช้กับเป้าหมายระยะสั้นกว่านี้ก็ได้ เช่นสิ่งสำคัญที่สุด 25 อย่างที่ตั้งใจจะทำให้เสร็จภายในปีนี้)

2. จากนั้นบัฟเฟตต์ก็ให้ไมค์ขีดวงกลมล้อมเป้าหมาย 5 ข้อที่สำคัญที่สุด

3. ตอนนี้ไมค์ก็มีรายการของเป้าหมายสองรายการ รายการแรกมีเป้าหมายที่สำคัญที่สุด 5 อย่าง และรายการที่สองคือเป้าหมายอีก 20 ข้อที่ไม่ได้วงกลมเอาไว้

“ผมจะเริ่มต้นลงมือทำเพื่อมุ่งหน้าสู่เป้าหมายทั้ง 5 ข้อตั้งแต่วันนี้เลยครับคุณบัฟเฟตต์” ไมค์กล่าว

“แล้วอีก 20 ข้อที่เหลือคุณจะทำยังไงกับมัน?” บัฟเฟตต์ถามกลับ

“อีก 20 ข้อที่เหลือก็สำคัญอยู่เหมือนกันครับ อาจจะไม่สำคัญเท่าห้าข้อแรก แต่ผมก็ตั้งใจว่าจะให้เวลากับมันตามที่โอกาสจะเอื้ออำนวย”

บัฟเฟตต์จึงตอบว่า “ผิดแล้วไมค์ 20 ข้อที่คุณไม่ได้เลือกคือ ‘เป้าหมายที่ต้องหลีกเลี่ยงโดยสิ้นเชิง’ ต่างหาก ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น คุณห้ามลงมือทำอะไรกับ 20 ข้อนี้จนกว่าคุณจะทำเป้าหมาย 5 ข้อแรกของคุณได้สำเร็จเสียก่อน”

—–

สิ่งที่บัฟเฟตต์สอนไมค์อาจเรียกได้ว่าเป็น Ruthless Prioritization หรือการ “จัดลำดับความสำคัญอย่างไร้ความปราณี”

ไม่ใช่เรื่องยากที่เราจะตัดสิ่งที่ไม่สำคัญออกจากชีวิต

แต่เรื่องที่ท้าทายยิ่งนัก คือการตัด “สิ่งที่สำคัญ” ออกไปจากชีวิต จนกว่าเราจะทำ “สิ่งที่สำคัญที่สุด” ให้สำเร็จเสียก่อน

เป้าหมาย 20 ข้อที่ไมค์ไม่ได้วงกลมเอาไว้นั้นอาจจะสำคัญก็จริง แต่ยังไงมันก็สำคัญน้อยกว่าอีก 5 ข้อที่ไมค์ได้เลือกขึ้นมา

ในบริบทนี้ เป้าหมาย 20 ข้อนั้นจึงกลับกลายเป็นเพียง “สิ่งล่อตาล่อใจ” (distractions) ที่ทำให้เราละสายตาจากเป้าหมายที่สำคัญที่สุด เพราะเป็นการง่ายที่จะ “สร้างความชอบธรรมให้กับตัวเอง” ในการใช้เวลาไปกับเป้าหมายที่สำคัญรองลงมาเหล่านี้

และหากเรา “ใจอ่อน” ให้กับเป้าหมายที่ไม่ได้สำคัญที่สุด

สุดท้าย เราจะทำเป้าหมายทั้ง 25 ข้อเสร็จเพียงครึ่งๆ กลางๆ แทนที่จะบรรลุเป้าหมาย 5 ข้อที่จะส่งผลกับชีวิตของเรามากที่สุดครับ

—–

ส่วนตัวผมเองยังไม่ได้ลองใช้เทคนิคนี้อย่างจริงๆ จังๆ

และสำหรับชีวิตคนบางคน อาจจะไม่สามารถเลือกทำแค่บางอย่าง และทิ้งที่เหลือได้

อย่างไรก็ตาม ผมว่าวิธีคิดของบัฟเฟตต์ก็ยังมีประโยชน์ที่ช่วยพลิกมุมมองให้เราเห็นว่า เป้าหมายทุกข้อใช่ว่าจะเป็นคุณเสมอไป

เพราะเวลาและพลังงานของคนเรามีจำกัด แต่ความต้องการของคนเรานั้นมีไม่จำกัด

ถ้าคิดที่จะเอาทุกอย่าง ก็อาจจะพลาดทุกอย่างได้เช่นกัน

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก

JamesClear.com: Warren Buffett’s “2 List” Strategy: How to Maximize Your Focus and Master Your Priorities

LiveYourLegend.net: Warren Buffett’s 5-Step Process for Prioritizing True Success (and Why Most People Never Do It)

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Fortune Live Media 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วาทศิลป์

20151026_Conversation

“The real art of conversation is not only to say the right thing in the right place, but to leave unsaid the wrong thing at the tempting moment”

“ศิลปะแห่งการสนทนาไม่ใช่เรื่องของการพูดให้เข้าหูอย่างถูกที่ถูกเวลาเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการไม่พูดสิ่งที่ไม่เหมาะสมในจังหวะที่คันปากอีกด้วย”

-Dorothy Nevill

—–

คนจำนวนไม่น้อยสร้างเนื้อสร้างตัวจากการมีวาทศิลป์ที่ดี

ไม่ว่าจะเป็นโน๊ต อุดม น้าเน็ค โอปอลล์ รวมถึงนักการเมืองอีกหลายๆ คน

แต่สำหรับคนธรรมดาอย่างเราๆ ที่ไม่ต้องใช้วาทศิลป์ในการทำมาหากิน การฝึกพูดให้เก่งๆ อาจไม่สำคัญเท่ากับการฝึกที่จะ “เงียบในจังหวะที่ควรเงียบ”

เพราะส่วนใหญ่เรามักจะมาเสียตรงที่พูดจาที่ไม่ถูกกาละเทศะนี่แหละ

ผมนี่ตัวดีเลย

แต่ไหนแต่ไรมาผมเป็นสิงห์คะนองปาก แซวคนนั้นทีคนนี้ที หรือพูดจาประชดประชันโดยไม่ได้คิดอะไร แต่คนที่ได้ยินกลับเก็บเอาไปคิดน้อยใจกันเป็นสัปดาห์

ที่ผมทะเลาะกับแฟนก็มักจะเกิดจากการที่ผมพูดผิดที่ผิดเวลา ซึ่งนำไปสู่การผิดหูและผิดใจในที่สุด กว่าจะกลับมาดีกันได้ก็ต้องเสียพลังและเวลาไปไม่ใช่น้อย

“The real art of conversation is not only to say the right thing in the right place, but to leave unsaid the wrong thing at the tempting moment”

การพูดจาฉะฉานน่าฟังน่าติดตามนี่ จะว่าง่ายก็ง่าย จะว่ายากก็ยาก

ง่ายเพราะมันไม่มีอะไรซับซ้อน ยากเพราะว่ามันต้องอาศัยการฝึกฝน

แต่การ “ไม่พูด” ในสิ่งที่ไม่เหมาะสมในจังหวะอยากจะโต้ตอบเสียเหลือเกินนี่สิ จะซ้อมกันยังไง?

เพราะนี่มันไม่ใช่เรื่องของ “ทักษะ” แล้ว แต่เป็นเรื่องของ “สติ” ซะมากกว่า

ตราบใดที่เรายังพูดโดยไม่ยั้งคิด เราก็ยังมีสิทธิ์ “ก่อกรรมทางวาจา” อยู่เรื่อยๆ

และการก่อกรรมทางวาจานี่แหละที่ทำให้เสียผู้เสียคน

ไม่อาจเป็นสาลิกาลิ้นทองได้ อาจไม่เสียหายเท่าไหร่

แต่เป็นปลาหมอตายเพราะปากนี่สิ มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก!

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไมเราถึงถ่ายรูปไม่ขึ้น?

20150925_Photogenic

ทำไมเราถึงถ่ายรูปไม่ขึ้น?

ผมล่ะหนึ่งคน ที่รู้สึกว่าตัวเองถ่ายรูปไม่ขึ้น

มีประสบการณ์ครั้งหนึ่งที่คาใจผมมาจนถึงวันนี้

ช่วงปี 2005 บริษัทส่งผมและเพื่อนๆ อีกราว 10 คนไปทำงานที่ปารีส

วันเสาร์-อาทิตย์เราจึงไม่พลาดที่จะไปท่องเที่ยวตามสถานที่สำคัญต่างๆ

มีค่ำวันหนึ่งพวกเราไปเที่ยวที่ Trocadero  ซึ่งอยู่แนวเดียวกับหอคอยไอเฟล

เพื่อนผมชื่อเล็ก (ผู้หญิง) ใช้กล้องดิจิตัลถ่ายรูปผมออกมา แล้วบอกว่า เป็นไงรูปนี้หล่อเชียว

แต่ผมกลับรู้สึกว่ารูปตัวเองขี้เหร่มาก พูดกับเล็กไปว่าหล่อตรงไหนเนี่ย แล้วผมก็ไม่กล้าดูรูปนี้อีกเลย

ผู้อ่านบางคนก็อาจจะเจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน คือพอเราชมว่ารูปของใครคนใดคนหนึ่งดูดี เจ้าตัวมักจะไม่เห็นด้วย

ราวกับว่าคนส่วนใหญ่ที่หน้าตาธรรมดาๆ มักคิดว่าตัวเองเป็นพวก “ถ่ายรูปไม่ขึ้น”

—–

วันก่อนไปอ่านเจอคำถามหนึ่ง ใน Quora.com ที่ทำให้ผมเข้าใจเหตุการณ์ที่ Trocadero เมื่อ 10 ปีที่แล้ว จนต้องร้องออกมาว่า “ปริศนาทั้งหมดไขกระจ่างแล้ว!”

คำถามใน Quora ก็คือ ทำไมเราถึงดูดีในกระจกแต่ดูแย่ในรูปถ่าย? – Why do I look good in the mirror but bad in photos?

คำตอบที่ได้อัพโหวตท่วมท้นมาจาก Kim Ayres ตากล้องมืออาชีพจากสก๊อตแลนด์

คิมบอกว่าสาเหตุที่เราไม่ชอบหน้าตัวเองในรูปถ่าย เพราะว่ามันกลับด้านครับ

จากประสบการณ์การถ่ายภาพบุคคล (portrait) คิมพบว่าเวลาถ่ายรูปหมู่ ลูกค้ามักจะคิดว่าตัวเองเป็นคนที่ถ่ายรูปไม่ขึ้นที่สุดในครอบครัว (the least photogenic person in the family)

แต่พอคิมลองเอารูปนั้นมากลับด้านซ้ายขวา ลูกค้าบอกว่ารูปที่ถูกกลับด้านนั้นดูดีกว่า

พวกเราส่วนใหญ่โตมากับการเห็นหน้าตัวเองในกระจก ดังนั้นพอเรามาเห็นรูปถ่ายของตัวเองก็เลยรู้สึกแปลกๆ

นั่นเป็นเพราะว่าคนเราไม่มีใครที่มีหน้าซีกซ้ายกับซีกขวาเหมือนกันเป๊ะๆ

คนบางคนหวีผมแสกซ้าย (แทนที่จะแสกตรงกลาง) คนบางคนมีไฝด้านซ้ายแต่ไม่มีไฝด้านขวา อีกคนหนึ่งคิ้วขวาขาด แต่คิ้วซ้ายเต็ม ฯลฯ

ดังนั้นถ้าใครบางคนจมูกเฉไปทางซ้ายแค่เพียง 2 มิลลิเมตร เวลามองดูรูปถ่ายก็จะรู้สึกแล้วว่าจมูกของเขาในรูปคลาดเคลื่อนจากที่ที่ “ควรจะเป็น” ถึง 4 มิลลิเมตร

เมื่อเราเห็นรูปถ่ายของตัวเอง จึงรู้สึกว่าหน้าตาของเรามันมีอะไรบางอย่างผิดเพี้ยนไป

ลองดูรูปโมนาลิซานี้ แล้วบอกมาซิว่า รูปแรกหรือรูปที่สองดูดีกว่ากัน?

MonaLisa

จากการทดลองของคิม ประมาณ 90% จะบอกว่ารูปแรกดูดีกว่า

รูปแรก ก็คือรูปเดียวกันกับต้นฉบับที่เราเห็นจนคุ้นตานั่นเอง

พอคิมเปลี่ยนไปใช้รูปคนที่ไม่มีใครรู้จักมาลองกลับด้านให้เป็นสองภาพดูบ้าง คราวนี้กลายเป็นว่า 50% เห็นรูปแรกสวยกว่า อีก 50% เห็นรูปที่สองสวยกว่า

นี่แสดงให้เห็นว่า เรามักจะ “เทใจ” ให้กับภาพที่เราคุ้นเคยมากกว่า

เวลาเราถ่ายรูปหมู่ เราจะรู้สึกว่าคนอื่นดูโอเคหมด เพราะนั่นเป็น “หน้าจริง” ที่เราเห็นมาตลอดอยู่แล้ว จะมีก็แต่เพียงหน้าเราในรูปเท่านั้นที่ดูแปลกๆ เพราะมันดันไม่เหมือนกับ “หน้าสะท้อน” ที่เราเห็นอยู่ในกระจกอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

ในทางกลับกัน คนอื่นๆ ในรูปก็คิดไม่ต่างกับเรา เพราะเขาเห็นว่าหน้าเราก็เป็นอย่างนี้ตั้งแต่ไหนอยู่แล้ว มีแต่เขาคนเดียวนี่แหละที่ถ่ายรูปไม่ขึ้น

คุณคิมยังชี้ชวนให้ทำการทดลองง่ายๆ ด้วยการเอารูปตัวเองที่เห็นว่าดูไม่ค่อยดีไปลองส่องในกระจกดู

ถ้าภาพที่สะท้อนในกระจกดูโอเค นั่นก็แสดงว่ารูปนี้ของเรา (ในสายตาคนอื่น) ก็ไม่แย่อะไรหรอกครับ เราต่างหากที่คิดมากไปเอง

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Kim Ayres’s answer to Why do I look good in the mirror but bad in photos?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

หากมีเวลาบ่น

20151024_Whine

“If you have time to whine and complain about something then you have the time to do something about it.”

“ถ้าคุณมีเวลามานั่งคร่ำครวญกับเรื่องอะไรก็ตาม แสดงว่าคุณก็มีเวลาจัดการเรื่องนั้น”

– Anthony J. D’Angelo

ในภาษาไทย “ขี้บ่น” เป็นคำวิเศษณ์ที่ใช้ได้กับทุกเพศทุกวัย

แม่ยายขี้บ่น คุณลุงขี้บ่น เมียขี้บ่น หัวหน้าขี้บ่น เพื่อนขี้บ่น ฯลฯ

แสดงว่าคนไทยนี่ต้องขี้บ่นระดับนึงเลยนะ

การบ่นนั้นคล้ายกับการกังวลตรงที่ไม่ได้ก่อเกิดอะไรที่เป็นประโยชน์

แต่คนขี้กังวลก็ยังน่ารักกว่าคนขี้บ่น เพราะคนขี้กังวลมักจะเก็บความกังวลไว้กับตัวเอง แต่คนขี้บ่นมักจะพาคนอื่นเสียเวลาไปด้วย

โอเคล่ะ บางทีคนเราก็ต้องบ่นเพื่อระบายกันบ้าง

เมื่อตอนเย็นผมก็บ่นกับแฟนที่ร้านอาหารว่า ทำไมข้าวเหนียวมะม่วงที่สั่งไว้มาช้าจัง

แต่พอบ่นเสร็จแล้วก็เดินไปที่ซุ้มข้าวเหนียวมะม่วงเพื่อบอกเขาว่ารออยู่นะ ซักแป๊บเขาก็เอามาส่งให้

บ่นได้ไม่เป็นไร แต่ควรทำอะไรซักอย่างกับมันด้วย

แน่นอน ส่วนใหญ่แล้วเรื่องที่เราบ่นมันไม่ได้แก้กันง่ายๆ เหมือนข้าวเหนียวมะม่วงมาช้า

แต่ยิ่งแก้ยากนี่แหละ ยิ่งไม่ควรจะบ่นเยอะ สู้เอาเวลาที่เรามีอยู่จำกัดไปคิดเรื่องการแก้ปัญหาจะดีกว่า

แม้จะแก้ไม่ได้ในวันนี้ อย่างน้อยก็ได้ทำอะไรที่เข้าใกล้ทางออกขึ้นอีกนิดก็ยังดี

ลงมือทำแล้ว ปัญหาอาจจะจบหรือไม่จบก็ได้

แต่ถ้าเอาแต่บ่น ปัญหามันไม่จบแน่ๆ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

นิทานผู้หญิงที่สวยที่สุดในโลก

20151023_MostBeautifulWoman

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

เด็กน้อยเห็นแม่ร้องไห้ จึงเอ่ยว่า

“แม่ครับ แม่เป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดเป็นอันดับสองของโลกเลยนะครับ”

“แล้วใครสวยที่สุดในโลกล่ะลูก?”

“ที่หนึ่งก็คือแม่เหมือนกันครับ แต่เป็นตอนที่แม่ยิ้มครับ”

—–

ขอบคุณนิทานจาก Quora: What is the most beautiful short story?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่