ใกล้ห่าง

20151101_CloseButFar

ถาม: แล้วคิดว่าสังคมต่างจังหวัดเหมือนหรือต่างจากสังคมเมืองอย่างไร
ตอบ: อยู่ในกรุงเทพมันรู้สึกแห้งแล้งจิตใจมาก คนบีบแตรใส่กัน ขับรถแซงกัน ชีวิตคนกรุงเทพอยู่ใกล้กันมาก แต่ไม่ใกล้ชิดกันเลย อยู่คอนโดฯ ห้องติดกันแต่ไม่รู้จักกัน เรายังจำได้เลยว่าครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ เราเคยถามพ่อว่าทำไมเมืองนี้คนดีต้องอยู่ในกรง (หัวเราะ) คือหมายถึงรั้ว เหล็กดัด เพราะเราเติบโตที่อเมริกา เราไม่เคยเห็นกรงเยอะขนาดนี้ มันมีกรง แล้วมีกำแพง แถมยังมีเศษแก้วเศษกระจกติดอยู่บนกำแพงอีก พอมองไปรอบๆ มันเหมือนทุกคนอยู่ในกรงริมถนนเต็มไปหมด

– อารียา สิริโสดา
อดีตนางสาวไทยประจำปี 2537
a day BULLETIN 100 Interview The Influencer
หน้า 15: Pop of The Town
สัมภาษณ์โดยเวสารัช โทณผลิน

—–

คุณป๊อป อารียา เป็นนางสาวไทยคนล่าสุดที่ผมเห็นหน้าและบอกชื่อได้

ซึ่งจะว่าไปก็เป็นเรื่องเหลือเชื่อที่ตลอดยี่สิบปีที่ผ่านมาผมไม่เคยจำชื่อนางสาวไทยคนไหนได้อีกเลย

ผมได้อ่านบทสัมภาษณ์ของคุณป๊อป ใน a day BULLETIN แล้วพบหลายถ้อยคำที่ชวนให้คิด จนน่าจะเอาไปเขียนเป็นบล็อกได้หลายตอนเลยทีเดียว

นี่คือตอนแรกครับ

—–

“ชีวิตคนกรุงเทพอยู่ใกล้กันมาก แต่ไม่ใกล้ชิดกันเลย อยู่คอนโดฯ ห้องติดกันแต่ไม่รู้จักกัน”

แปลกไหมที่เรามีคำว่า “เพื่อนบ้าน” แต่ไม่มีคำว่า “เพื่อนห้อง”

ครอบครัวผมเคยอยู่คอนโดร่วม 12 ปี และก็เจอสถานการณ์แบบเดียวกับที่คุณป๊อปพูดถึง คือไม่ได้รู้จักห้องข้างๆ หรือห้องไหนบนชั้นตัวเองเลย

จะว่าบ้านเราไม่มีอัธยาศัยก็ไม่ใช่เพราะช่วงที่อยู่บ้านหรือทาวน์เฮาส์ก็มีเพื่อนบ้านมาโดยตลอด

เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ผมพาปรายฝนกลับมาบ้านเป็นวันแรก คุณป้าจรรยาที่อยู่บ้านข้างๆ ยังทำไก่ผัดขิงมาให้หม้อใหญ่ แฟนผมมีกินบำรุงไปได้อีกหลายมื้อ

เรื่องอย่างนี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นเลยถ้าผมยังอยู่คอนโด

หรือเพราะคอนโดมีพลังอะไรบางอย่าง ที่ทำให้สิ่งมีชีวิตในอาคารไม่มีอารมณ์อยากข้องแวะกัน?

“เรายังจำได้เลยว่าครั้งแรกที่มากรุงเทพฯ เราเคยถามพ่อว่าทำไมเมืองนี้คนดีต้องอยู่ในกรง (หัวเราะ) คือหมายถึงรั้ว เหล็กดัด เพราะเราเติบโตที่อเมริกา เราไม่เคยเห็นกรงเยอะขนาดนี้”

ในวันทำงาน ตอนพักเที่ยงผมกับพี่ๆ มักจะไปกินข้าวกันที่ร้านป้าหยวก ซึ่งถือเป็นร้านเก่าแก่ที่คนแถวนี้รู้จักกันดี

วันหนึ่งหัวข้อที่คุยกันหลังจากกินข้าวเสร็จคือบ้านฝั่งตรงข้ามร้านป้าหยวกที่มีกำแพงสูงหลายเมตร บนรั้วยังมีเศษแก้วเศษกระจกเพื่อใครก็ตามที่คิดจะปีนเข้าบ้านโดยไม่ได้รับเชิญ

เดินไปอีกนิด ก็จะเจอบ้านที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ หลังใหญ่ไม่เท่าหลังแรก แต่กำแพงสูงพอกัน แถมยังไฮเทคกว่า เพราะแทนที่จะใช้เศษกระจกเขากลับใช้ลวดหนามและมีป้ายเตือนให้ระวังไฟฟ้าแรงสูง

เห็นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงคุกฝรั่งในหนังฮอลลีวู้ด

—–

เพื่อนในเฟซบุ๊คนั้นมีหลายระดับ

บางคนก็เป็นเพื่อนสนิท บางคนเป็นเพื่อนห่างๆ และบางคนก็ไม่รู้ว่ามาเป็นเพื่อนกับเราได้ยังไง

เรารับรู้ข่าวคราวของ “เพื่อน” เหล่านี้ผ่านทางนิวส์ฟีด รู้หมดว่ากินร้านอะไร ทำงานที่ไหน คบกับใคร ไปเที่ยวเมืองไหนในญี่ปุ่น หรือมีลูกคนแรกเมื่อไหร่ ทั้งๆ ที่บางคนเราไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวเสียด้วยซ้ำ

คนเหล่านี้อาจอยู่ห่างจากเราไปหลายร้อยหลายพันกิโลเมตร แต่เรารู้เรื่องเขาหมด

แต่คนบางคนที่นั่งห่างจากเราเพียงไม่กี่เมตร เรากลับไม่รู้อะไรเลย เพียงเพราะว่ามีกำแพงกั้นอยู่

กำแพงปูนจะหนาแค่ไหนคงไม่ใช่ประเด็น หากเราไม่ก่อกำแพงในใจเรา

คนกรุงขี้เหงา เพราะสร้างกำแพงใจจนชำนาญ

และการ add friends ในเฟซบุ๊คอีกซักห้าสิบหรือร้อยคนคงไม่ช่วยให้อาการทุเลา

บางทีวิธีคลายเหงาอาจเริ่มได้ที่ในครัว

ทำไก่ผัดขิงซักจาน เดินไปฝาก “คนข้างๆ”

อาจช่วยให้ชีวิตคนกรุงไม่เคว้งคว้างเกินไปนัก

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก a day BULLETIN 100 Interview The Influencer

ขอบคุณภาพจาก Wikimedia

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

จดหมายถึงปรายฝน

20151031_Pryfon

ถ.พัฒนาการ เขตประเวศ
กรุงเทพมหานคร

เสาร์ที่ 31 ตุลาคม 2558

สวัสดีปรายฝน

วันนี้ลูกอายุครบ 5 วันแล้วนะ

การมาของลูกเปลี่ยนชีวิตพ่อกับแม่ไปหลายอย่างเหลือเกิน

เวลาเจอเหตุการณ์เปลี่ยนชีวิต ย่อมหมายถึงการได้พานพบประสบการณ์แปลกใหม่ ได้เจออะไรที่ไม่เคยเจอ ได้ทำอะไรที่ไม่เคยทำ

พ่อจะเล่าให้ลูกฟังนะว่า พ่อได้ทำอะไรเป็นครั้งแรกบ้าง

นั่งเบาะหลังแล้วใส่เข็มขัดนิรภัยเป็นครั้งแรก ธรรมดาเวลาพ่อขับรถหรือนั่งข้างหน้าพ่อจะใส่เข็มขัดนิรภัยตลอดอยู่แล้ว แต่พอรู้ตัวว่าแม่ตั้งครรภ์ลูก พ่อก็เริ่มใส่เข็มขัดนิรภัยแม้จะนั่งเบาะหลัง นั่งแท๊กซี่ หรือนั่งรถตู้

ได้ใช้สรรพนาม “พ่อ” เป็นครั้งแรก หลังจากที่แทนตัวเองว่า “รุตม์” “ผม” “เรา” และ “พี่” มาตลอดชีวิต

ได้ตั้งชื่อคนเป็นครั้งแรก ก่อนที่จะรู้ว่าลูกเพศอะไร พ่อกับแม่เรียกลูกที่ยังอยู่ในท้องว่า “ลูฟี่” ชื่อของพระเอก One Piece การ์ตูนที่พ่อชอบที่่สุด แต่พอรู้ว่าลูกเป็นเด็กผู้หญิง และปู่กับย่าก็อยากให้ลูกมีชื่อเล่นเป็นภาษาไทย พ่อกับแม่เลยต้องมานั่งคิดกันใหม่ ต้องขอบคุณน้าส้ม ซึ่งเป็นน้องที่เคยทำงานอยู่ที่เดียวกับพ่อ เล่นดนตรีด้วยกันและช่วยงานพ่อมาตลอด ที่ทักว่าลูกจะเกิดช่วงปลายฝนต้นหนาวพอดี เลยเป็นการจุดประกายให้ตั้งชื่อลูกว่า “ปรายฝน” ที่นอกจากจะเรียบง่ายและไพเราะแล้วยังดูน่าค้นหาอีกด้วย

ส่วน “วลีรัตน์” ชื่อจริงของลูกนั้น พ่อกับแม่ขอให้ผู้ใหญ่ที่ครอบครัวของเราเคารพนับถือช่วยตั้งให้ โดยท่านได้อวยพรไว้ว่า วาจาใดที่ลูกพูดออกมา จะเป็นวาจาที่ถนอมทุกอย่าง เป็นวาจาที่ช่วยผู้ช่วยคน ฉะนั้น ‘วลีรัตน์’ จะเป็นเด็กที่จะดำเนินชีวิตแห่งธรรมะและช่วยเหลือผู้อื่นนะลูกนะ

ได้น้ำตาอาบแก้มจากการเห็นลูกเป็นครั้้งแรก ก่อนที่ลูกจะเกิด พ่อกับแม่ก็มีความกังวลนะว่า การผ่าตัดจะปลอดภัยรึเปล่า ลูกออกมาจะแข็งแรงรึเปล่า แต่วินาทีที่พ่อได้เห็นหน้าลูกครั้งแรกที่หน้าห้องผ่าตัด พ่อก็โล่งใจและดีใจจนน้ำตาไหลเลยล่ะ

ได้อาบน้ำเช็ดตัวให้คนอื่นเป็นครั้งแรก หลังจากผ่าคลอดปรายฝน แม่ของลูกต้องนอนโรงพยาบาลอยู่สามคืน แผลที่ท้องของแม่ต้องเย็บถึงห้าชั้น แม่บอกว่านี่เป็นการเจ็บที่สุดในชีวิตแล้ว

พ่อได้มีโอกาสดูแลแม่ด้วยการเปลี่ยนเสื้อผ้าและเช็ดตัวให้แม่ เช็ดตัวไปก็คิดไปว่านี่ก็เป็นวัฏจักรอย่างหนึ่ง วันนี้พ่อเช็ดตัวให้แม่ กลับบ้านก็ต้องเช็ดตัวให้ลูก ในอนาคตก็ต้องเช็ดตัวให้ปู่กับย่า และวันหนึ่งลูกก็อาจต้องมาเช็ดตัวให้พ่อกับแม่เหมือนกัน

เขียนบล็อกไม่ทันเป็นครั้งแรก ออกจากโรงพยาบาลวันพฤหัสฯ พ่อกับแม่ถึงได้รู้ซึ้งว่าการเลี้ยงเด็กต้องใช้พลังงานแค่ไหน ตั้งแต่กลับถึงบ้าน พ่อกับแม่และญาติๆ อีกหลายคนต้องแท็กทีมกันรับมือกับลูกที่ยังไม่คุ้นชินกับสถานที่ใหม่ รู้ตัวอีกทีก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว เลยต้องเอาบทความเก่าเรื่องโบสถ์ในบ้านวิหารในใจ ที่พ่อเคยเขียนลงนิตยสารมาลงในบล็อกเพื่อแก้ขัด

ได้นอนตื่นทุกสามชั่วโมงเป็นครั้งแรก ช่วงแรกพ่อกับแม่ต้องปลุกลูกขึ้นมากินนมอยู่เรื่อยๆ แถมแม่ก็ยังน้ำนมไม่ค่อยเยอะ ลูกกินแล้วเหมือนยังไม่สาแก่ใจจนต้องใช้นมผงเข้าช่วย แต่แม่กับพ่อตั้งใจจะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นหลักนะ หวังเหลือเกินว่าลูกจะไม่ติดนมผงเสียก่อน

ได้เช็ดก้นคนอื่นเป็นครั้งแรก เมื่อคืนนี้ลูกไม่ยอมนอน พ่อเลยจับลูกนอนท่า Kangaroo ซักพักลูกก็ตดดังปู๊ด แกะมัมมี่โป๊ะโกะก็พบทั้งของเหลวของข้นประเดประดังออกมาเป็นสายธาร เช็ดกันไม่หวาดไม่ไหว เช็ดไปก็คิดไปว่าเรื่องนี้ก็เป็นวัฏจักรอีกเหมือนกัน

ได้อาบน้ำให้ลูกเป็นครั้งแรก วันนี้เลย สดๆ ร้อนๆ ลูกร้องไห้จ้าถีบพ่อตลอดเวลา พ่อก็ไม่กล้าจับตัวลูกแรงเพราะกลัวลูกจะเจ็บ ที่สำคัญลูกยังฉี่ใส่พ่อจนพ่อรู้สึกอบอุ่นตลอดการอาบน้ำให้ลูกเลยนะ

ได้เห็นความแข็งแกร่งของแม่เป็นครั้งแรก แม่ของลูกเป็นลูกคนสุดท้องเลยออกแนวขี้แงนิดหน่อย แต่สองวันมานี้แม่อดทนมาก เพราะแม้ว่าจะยังเจ็บแผลผ่าตัดจนเดินกะโผลกกะเผลก แต่แม่ก็ยังตื่นนอนก่อนพ่อ และทำอะไรต่อมิอะไรไม่หยุด ซักผ้า ล้างถ้วย พับผ้า เปลี่ยนผ้าอ้อม ให้นม ปั๊มนม ฯลฯ พ่อก็เลยมีโอกาสได้เห็นการ “แปลงกาย” (transformation) จากผู้หญิงธรรมดาสู่ “มนุษย์แม่” อย่างใกล้ชิด และรู้สึกรักแม่ของลูกมากยิ่งกว่าเดิม และรักปู่กับย่ามากกว่าเดิมด้วย

ยังมี “ครั้งแรก” อีกหลายๆ อย่างที่พ่อยังไม่ได้เล่า หรือไม่อาจนำมาเล่าได้ เพราะพ่อรู้ว่าอาจมีคนอื่นผ่านมาเห็นจดหมายฉบับนี้

แต่พ่อรอคอยวันที่จะได้พบประสบการณ์ “ครั้้งแรก” อีกหลายๆ อย่างที่จะตามมา

ไม่ว่าจะเป็นวันที่ลูกเรียกพ่อครั้งแรก ลูกฉี่รดที่นอนครั้งแรก ลูกไปโรงเรียนครั้งแรก ลูกปั่นจักรยานสองล้อครั้งแรก ลูกแสดงบนเวทีครั้งแรก ลูกนั่งสมาธิครั้งแรก ลูกนอนโรงพยาบาลครั้งแรก ลูกมีแฟนครั้งแรก ลูกอกหักครั้งแรก

ไม่ว่าจะดีจะร้าย พ่อกับแม่จะอยู่เคียงข้างลูกเสมอ

ขอให้ปรายฝนมีสุขภาพที่แข็งแรง มีจิตใจที่ดีงาม มีชีวิตที่ครบรส และได้พบความสุขที่แท้จริงนะลูกนะ

รักลูกมาก
แม่-พ่อ

#adaythatchangedmylife

นิทานในครัว

20151030_KitchenTale

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันครับ

กาลครั้งหนึ่ง ลูกสาวบ่นกับพ่อว่าชีวิตของเธอนั้นย่ำแย่เหลือเกิน มีแต่ปัญหาถาโถม พระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกตลอดเวลา จนเธอไม่มั่นใจเลยว่าจะมีชีวิตที่ดีได้รึเปล่า

พ่อของเธอจึงพาลูกสาวเข้าไปในครัว หยิบหม้อสามใบมาเติมน้ำแล้วตั้งไว้บนเตาจนน้ำเดือด จากนั้นจึงหย่อนมันฝรั่่งลงไปในหม้อใบแรก หย่อนไข่ไก่ลงไปในหม้อใบที่สอง และเมล็ดกาแฟลงไปในหม้อใบสุดท้าย

จากนั้นพ่อก็นั่งรอโดยไม่พูดไม่จา ลูกสาวบ่นกระปอดกระแปดไม่เข้าใจว่าพ่อทำอะไร

ผ่านไป 20 นาที คุณพ่อปิดเตา ตักมันต้มออกมาใส่ชาม ตักไข่มาใส่อีกชามหนึ่ง และใช้จวักตักกาแฟออกมารินใส่แก้ว

“ลูกเห็นอะไรบ้าง”

“มันต้ม ไข่ต้ม แล้วก็กาแฟไงพ่อ ไม่เห็นต้องถาม”

“ลองดูให้ละเอียดขึ้นสิ ลองจับมันต้มดู”

ลูกสาวจึงลองจับมันต้มแล้วพบว่ามันนิ่มๆ จากนั้นก็เอาไข่ต้มมาปอกเปลือกและเห็นว่าไข่ขาวแข็งตัวแล้ว จากนั้นก็จิบกาแฟที่พ่อรินไว้ให้

“พ่อต้องการจะบอกอะไรหนูเหรอ?”

“ของทั้งสามอย่างนี้เจอน้ำร้อนเหมือนกันหมด แต่เห็นไหมว่าแต่ละอย่างตอบสนองไม่เหมือนกันเลย หัวมันที่ตอนแรกแข็งเป๊ก มาตอนนี้นุ่มและเปราะบาง ไข่ไก่ที่เคยเป็นของเหลวและแตกง่าย ตอนนี้กลายเป็นไข่สุกที่มีเนื้อแข็ง ส่วนเมล็ดกาแฟนี่พิเศษกว่าใครเพื่อน เพราะมันเปลี่ยนน้ำให้เป็นกาแฟ”

“แล้วลูกล่ะเป็นอะไร” คุณพ่อถาม “เมื่อเจอน้ำร้อนที่ชื่อว่าความลำบาก ลูกจะรับมือกับมันยังไง? ลูกจะเป็นมันฝรั่ง ไข่ไก่ หรือเมล็ดกาแฟ?”

ลูกสาวไม่พูดอะไร ได้แต่ส่งยิ้มให้พ่อ

——

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Aditya Basu’s answer to What are some inspirational short stories?

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

โบสถ์ในบ้าน วิหารในใจ

20151029_ChurchInside

วันนี้มีเรื่องมาสารภาพครับ

เขียนบล็อกไม่ทันครับ

เลยต้องขอเอาบทความตอนหนึ่งที่เคยเขียนเอาไว้นานแล้ว มาลงแก้ขัด

พรุ่งนี้จะมาแก้ตัวครับ!

—–

เมื่อพูดถึงชื่อเสกสรรค์ ประเสริฐกุล คนที่ยังเป็นวัยรุ่น อาจจะคุ้นๆ ว่านามสกุลนี้พ้องกับ วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล ดาราที่เป็นทั้งนักเขียน นักดนตรี และพิธีกรขวัญใจวัยทีน

แต่สำหรับคนที่เกิดก่อนปี 2500 ย่อมจะรู้จักเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ในฐานะผู้นำในเหตุการณ์ 14 ตุลา 2516 ซึ่งเป็นวันที่นักศึกษาและประชาชนในประเทศไทยกว่า 5 แสนคนรวมตัวกันเพื่อเรียกร้องรัฐธรรมนูญจากรัฐบาลของจอมพลถนอม กิตติขจร

จบจากเหตุการณ์นั้น คุณเสกสรรค์ต้องหนี “เข้าป่า” เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย แต่สุดท้ายก็ต้องกลับออกมาในฐานะ “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” ก่อนจะเดินทางไปเรียนต่อเอกที่ต่างประเทศและกลับมาสอนหนังสือทื่ธรรมศาสตร์

ในบรรดาหนังสือสิบกว่าเล่มของคุณเสกสรรค์ที่ผมมีไว้ครอบครองนั้น หนังสือ “ผ่านพบไม่ผูกพัน” เป็นหนังสือที่ผมประทับใจที่สุด ไม่ว่าจะในแง่เนื้อหาหรือชั้นเชิงทางวรรณศิลป์

ตอนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้ คุณเสกสรรค์ได้พูดถึงสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นวัดหรือโบสถ์ สถานที่เหล่านี้ ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็น “ตัวช่วย” หรือ “สะพาน” ที่เชื่อมเราไปสู่จุดมุ่งหมายสูงสุดของศาสนาตน แต่ก็อย่างที่เรารู้กันดีนะครับว่า วัดวาอารามหลายแห่งในบ้านเมืองเราตอนนี้ อาจจะไม่ได้ทำหน้าที่นั้นแล้ว

“…เช่นนี้แล้ว สถานที่อันควรเป็นประตูเปิดสู่สะพานฟ้า ทำไปทำมาจึงกลับกลายเป็นแค่โรงเตี๊ยมที่มุ่งประกอบกิจการ และผู้ทรงศีลที่ควรช่วยผู้คนให้ข้ามสู่นิรันดร ก็กลายเป็นเพียงคนในเครื่องแบบนักบวชที่คอยเก็บค่าผ่านทาง…ธูปสามดอกแลกกับเลขสามตัว เทียนสองเล่มช่วยอวยชัยเรื่องหุ้นหวย ดอกไม้หนึ่งกำมีไว้ช่วยอธิษฐานเรื่องมรดกที่กำลังแย่งชิงกัน สิบนิ้วประนมก้มกราบขอให้พ้นโทษที่ไปโกงเขามา” 

แล้วหากโบสถ์วิหารเสื่อมแล้วซึ่งความ “ศักดิ์สิทธิ์” เราจะยังมีที่พึ่งอยู่รึเปล่า?

 “…อย่าลืม ศาสดาไม่ได้ตรัสรู้ในมหาอาคารวิจิตรตระการ หากตระหนักในความจริงของชีวิตที่โคนไม้ใหญ่ แล้วในวันนี้ใครเล่าจะกล้าเถียงว่า ลานรอบพญาโพธิ์ต้นนั้น ไม่ใช่วิหารแห่งสัจจะ?…เช่นนี้ ใช่หรือไม่ว่า สำหรับผู้ที่เดินตามรอยศาสดา โบสถ์อาจอยู่ในบ้าน และวิหารอาจอยู่ในใจ… อยู่ในเรือนเพ่งพินิจเงาไม้ในโอ่งน้ำ บางทีอาจมองเห็นความไร้แก่นสารของตัวตน เหม่อมองห้องหอ บางทีก็เห็นความคับแคบของคุกที่ถูกเรียกว่าบ้าน หรือบางทีแค่เห็นการจากไปของมดสักตัว พลันตื่นรู้ในความเปราะบางของชีวิต”

แต่ก็อีกนั่นแหละ เพราะคนเรามีประสบการณ์ที่แตกต่างกัน สิ่งเดียวกันอาจถูกเห็นคนละอย่างก็ได้

“…คนบางคนมองพระจันทร์เป็นเพียงก้อนหินที่ลอยได้ แต่บางท่านกลับมองเห็นบุตรหลานของดวงตะวัน คนจำนวนหนึ่งรอคอยพระอาทิตย์ขึ้นเพื่อหามุมปลูกสร้างรีสอร์ตโรงแรม แต่อีกจำนวนหนึ่งรอรุ่งอรุณเพื่อสบตากับเอกภพ”

เมื่อทุกคนย่อมมีเส้นทางแสวงหาของตัวเอง คุณเสกสรรค์จึงได้ทิ้งท้ายไว้ว่า

“…ที่สำคัญคือการเป็นหนึ่งเดียวกับประสบการณ์ของตนเอง จงผนึกตัวเองเข้ากับห้วงยามแห่งสัจจะ…มิใช่เพียงเพื่อหลีกลี้จากความร้อนรุ่มของชีวิต หากยังเป็นการค้นหาความสงบที่แผ่คลุมมาจากใจกลางของจักรวาล และ ณ ที่นั้น อย่าได้อาศัยความเงียบห่อร่างคุ้มกันภัย หากจงกลายเป็นส่วนหนึ่งของความสงบเย็นที่ปลอบประโลมทุกชีวิต…แล้วท่านจะพาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ ติดตัวไปด้วยทุกหนแห่ง เนื่องเพราะตัวท่านเองคือสถานที่ดังกล่าว”

สำหรับคนกรุงเทพที่ชีวิตไม่ค่อยได้ไปวัด การค้นหา โบสถ์ในบ้าน และวิหารในใจของเราให้พบ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจนะครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

กินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

20151028_LastMeal

วันนี้มีเหตุให้ผมต้องกินข้าวเที่ยงคนเดียว

ผมสั่งเส้นใหญ่ผัดซีอิ๊วหมูแล้วก็มานั่งรอพลางอ่านบทความในมือถือ พอผัดซีอิ๊วมาถึง ผมก็ลงมือใส่เครื่องปรุง แล้วก็ตั้งท่าจะใช้มือซ้ายเล่นมือถือและใช้มือขวาเสียบเส้นใส่ปาก

แต่พอนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้ ก็เลยวางมือถือลง แล้วลองใส่ใจกับผัดซีอิ๊วที่วางอยู่ตรงหน้า

เส้นใหญ่เหนียวกำลังดี ส่วนหมูที่มีกลิ่นซีอิ๊วก็นุ่มๆ สากๆ ลิ้น ผมเคี้ยวไปได้หน่อยก็จะกลืนตามความเคยชิน แต่พอสังเกตได้ว่าหมูยังชิ้นใหญ่อยู่ก็เลยใช้เวลาเคี้ยวให้มากขึ้นอีกนิดนึง ผักคะน้าที่คละเคล้ามาด้วยก็แทบไม่มีรสขม ถูกจริตผมจริงๆ

ใช้เวลาประมาณ 10 นาที ผัดซีอิ๊วจานนี้ก็จบบริบูรณ์

—–

คุณผู้อ่านเคยถามตัวเองมั้ยครับว่ากินข้าวครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่?

กินข้าวในที่นี้หมายถึงการรับประทานอาหาร จึงหมายรวมถึงก๋วยเตี๋ยว สลัด ขนมหวาน หรืออาหารอะไรก็ได้

ผมรู้สึกว่า เราห่างเหินกับการ “กินข้าวจริงๆ” มากขึ้นทุกที

ถ้าไม่กินไปคุยไป ก็กินไปเล่นมือถือไป หรือไม่ก็กินไปดูทีวีไป

เรากินข้าวกันอย่างลืมเนื้อลืมตัว จนแทบไม่รู้ด้วยซ้ำว่ารสชาติอาหารเป็นยังไง เว้นแต่ว่ามันจะอร่อยหรือรสชาติแย่มากจริงๆ

ถามว่าการกินอาหารพร้อมกับทำกิจกรรมอื่นไปด้วยมันผิดตรงไหน?

ไม่ผิดหรอกครับ แต่บางทีมันก็น่าเสียดาย

เพราะการรับประทานอาหารน่าจะเป็นกิจกรรมที่สำคัญที่สุดต่อการดำรงอยู่ของชีวิตมนุษย์ เป็นรองก็แค่การหายใจเท่านั้น

แถมที่มาที่ไปของอาหารนั้นก็อัศจรรย์

กว่าจะมาเป็นผัดซีอิ๊วได้ ข้าวต้องถูกหว่าน หมูต้องถูกขุน และคะน้าต้องถูกเพาะ

พลังงานที่ทำให้ข้าวออกรวง หมูลงพุง และคะน้าผลิใบ ก็คือพลังงานที่ส่งตรงมาจากท้องฟ้าและมหาสมุทร

และเมื่อผัดซีอิ๊วเข้าสู่ท้อง พลังงานที่เคยไหลเวียนอยู่ในแดดและในน้ำก็กลายมาเป็นเลือดเนื้อของเรา

เพราะอาหารเป็นสิ่งที่จำเป็นต่อชีวิต และกระบวนการของมันก็อัศจรรย์ขนาดนี้ ผมเลยรู้สึกว่าบางทีเราก็ควรจะปฏิบัติต่ออาหารด้วยความเคารพ

และการกินอาหารอย่างรู้เนื้อรู้ตัวก็น่าจะเป็นวิธีที่ดีที่จะแสดงออกถึงความเคารพนั้น

ถ้าที่แล้วมา คุณทานอาหารควบกับการทำอย่างอื่นเสมอ

มื้อต่อไป ลองวางมือถือ ปิดทีวี แล้วลองกินข้าวอย่างเดียวดูนะครับ

มันอาจจะไม่ได้ทำให้ชีวิตขึ้นกว่าเดิม

แต่ข้าวจานนั้นอาจอร่อยกว่าเดิมครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Flickr : Fortune Live Media 

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่