นิทานแม่บ้าน

20151106_Housemaid

สวัสดีครับ วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานสั้นๆ กันอีกซักเรื่องครับ

เด็กสาววัยสี่ขวบถามแม่

ทำไมแม่ต้องเก็บเครื่องประดับไว้ในล๊อกเกอร์ด้วยคะ ในเมื่อบ้านเรามีแม่บ้านอยู่เฝ้าตลอดทั้งวันอยู่แล้ว?

“เครื่องประดับของแม่ราคาแพงและมีค่ามาก แม่เลยไม่อยากทิ้งมันไว้ให้แม่บ้านดูจ๊ะลูก”

เด็กสาวได้ฟังแล้วก็หน้าสลด “ถ้างั้น ทำไมเวลาแม่ไปทำงาน แม่ถึงปล่อยให้หนูอยู่กับแม่บ้านล่ะคะ? หนูมีค่าน้อยกว่าเครื่องประดับเหรอ?”

——

ขอบคุณนิทานจาก Quora: Jitendra Gosavi’s answer to: Short Stories: What are some of the most heartwarming, touching stories?

ขอบคุณภาพจาก Flickr: Stefan Schubert

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีง่ายๆ ที่จะเป็นเจ้านายที่ดีขึ้น

20151105_BetterBoss

วันนี้ขอมาแชร์หนึ่งในเทคนิคการทำงานจากหนังสือเรื่อง What Got You Here Won’t Get You There ของ Marshall Goldsmith ครับ

หนังสือเล่มนี้ว่าด้วยคนที่เป็นดาวรุ่งในองค์กร ที่ทำงานเก่งและเติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วแต่แล้วก็เจอปัญหาที่ทำให้ “ไปต่อ” ไม่ได้เพราะนิสัยบางอย่าง

โกลด์สมิธ ผู้เขียนหนังสือพูดถึงอุปนิสัย (เสีย) 20 ข้อที่มักพบเจอในเหล่า high performers เหล่านี้

แต่วันนี้ผมจะขอไม่ลงรายละเอียด 20 ข้อนะครับ อยากจะแชร์แก่นของหนังสือเล่มนี้มากกว่า

เรามักคิดว่าการที่จะเติบโตยิ่งๆ ขึ้นไปในองค์กร เราต้องเรียนรู้มากขึ้น ขยันมากขึ้น พูดมากขึ้น และลงมือทำมากขึ้น

แต่หนังสือเล่มนี้สอนให้เราคิดย้อนศร

แทนที่จะทำอะไรมากขึ้น ก็แค่ทำสิ่งที่ตรงกันข้ามกันให้น้อยลงก็พอแล้ว

เช่นถ้าคุณบอกว่าคุณอยากจะเป็นเจ้านายที่นิสัยดีกว่าเดิม (I want to be nicer) นั่นย่อมหมายถึงคุณต้องทำอะไรหลายอย่าง เช่นพูดจาให้เพราะขึ้น ชมคนอื่นบ่อยขึ้น ช่วยเหลือคนอื่นมากขึ้น ฯลฯ

ซึ่งการเปลี่ยนอุปนิสัยหลายๆ อย่างในคราวเดียวกันนี้ เป็นเรื่องที่ทำได้ยากมากจนแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย เพราะมันอาจจะขัดกับจริตของคุณที่เป็นคนโผงผางตรงไปตรงมาและมุ่งเน้นผลลัพธ์ (results-oriented)

สิ่งที่โกลด์สมิธแนะนำนั้นง่ายกว่านั้นมากนั่นคือ แทนที่จะพยายามทำตัวดีขึ้น คุณแค่เลิกทำตัวแย่ๆ ก็พอแล้ว – Instead of trying to be nicer, just stop being a jerk

Jerk เป็นคำแสลงของฝรั่งที่เอาไว้ด่าคน ที่ผมเห็นส่วนใหญ่คือเอาไว้ด่าผู้ชาย เช่น He’s such a jerk แปลว่าผู้ชายคนนี้ถ่อยว่ะ หรือ คนๆ นี้สันดานเสียว่ะ หรืออะไรทำนองนั้น

แล้วในฐานะหัวหน้า เราจะหยุดการเป็น Jerk ได้ยังไงบ้าง?

ถ้าลูกน้องนำเสนอไอเดียที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่ แทนที่คุณจะวิพากษ์วิจารณ์ไอเดียนั้น คุณก็แค่รับฟังแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไร

ถ้ามีใครวิจารณ์การตัดสินของคุณ แทนที่คุณจะตอบโต้กลับหรือพูดจาปกป้องตัวเอง คุณก็แค่พิจารณาคำวิจารณ์นั้นอย่างเงียบๆ ก็พอ

ถ้ามีคนชี้แนะสิ่งที่มีประโยชน์ คุณก็ไม่จำเป็นต้องบอกเขาว่าคุณรู้อยู่แล้ว ก็แค่เอ่ยขอบคุณแล้วก็ไม่ต้องพูดอะไรต่อ

ระหว่างทำตัวให้ nice ขึ้น กับเลิกทำตัวเป็น jerk อันหลังทำง่ายกว่ากันเยอะ

คุณไม่จำเป็นต้องพูดจาให้เพราะขึ้น หรือยิ้มมากขึ้น หรืออะไรทั้งนั้น

แค่หยุดทำสิ่งที่ทำให้คุณเป็น jerk ในสายตาลูกน้องและเพื่อนร่วมงาน

แค่นี้คุณก็จะเป็นหัวหน้าที่ดีขึ้นอีกขั้นหนึ่งแล้วครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ฆาตกรในไลน์

20151104_killer

เมื่อค่ำนี้แฟนโชว์ข้อความหนึ่งที่มีคนแชร์ในไลน์มาให้ดู

องค์การอนามัยโลกรายงาน
โรคมะเร็งตอนนี้ไทยเป็นเบอร์ 1 ของเอเซียแล้ว
อัตรา 1 คนจาก 8 คน
สาเหตุเกิดจาก
1. กินเนื้อสัตว์ปิ้งย่าง
2. กินอาหารกะทิค้างคืน
3. กล้วยแขก ปาท่องโก๋และขนมครก
4. ผัดผักค้างคืนกินไม่หมด
5.ใช้กล่องโฟม สัมผัสสารก่อมะเร็ง

กรุณาส่งให้เพื่อน ๆ ญาติๆ คน เป็นธรรมทาน

อ่านข่าวนี้จบ ผมบอกแฟนให้ถามคนส่งกลับไปว่า WHO เค้ารู้จักขนมครกด้วยเหรอ?

ลองกูเกิ้ลดู ก็ไม่เคยเจอว่า WHO เคยจัดอันดับเรื่องพวกนี้ มีก็แต่ Cancer country profiles 2014  และอัตราการตายจากมะเร็งของ World Health Ranking  และ World Cancer Research Fund International ซึ่งอัตราของคนไทยนั้นต่ำกว่าประเทศอย่างเกาหลีเหนือและญี่ปุ่นด้วยซ้ำไป

ที่เป็นตลกร้ายคือตอนท้ายข้อความยังบอกให้ส่งต่อเป็นธรรมทานด้วย ทั้งๆ ที่มันไม่เห็นจะเกี่ยวกับธรรมะตรงไหน และจะเรียกว่าวิทยาทานก็ไม่ได้เพราะเนื้อหาแทบไม่มีความเป็นจริงเลย

แทนที่จะเป็นธรรมทาน ยิ่งส่งต่อยิ่งเป็นการทำบาปด้วยซ้ำ เพราะนอกจากจะทำให้เข้าใจอะไรผิดๆ แล้ว ยังเป็นการทำให้คนอื่นเสียเวลาที่มีจำกัดและมีค่ายิ่งอีกด้วย

ผมไม่รู้ว่าใครเป็นคนเขียนข้อความนี้ขึ้นมา และไม่รู้ว่ามีเจตนาอย่างไร แต่เดาว่าคงนึกว่ามันเป็นเรื่องน่าสนุกและน่าภูมิใจที่เห็นข่าวลวงที่ตัวเองแต่งได้รับการแชร์ไปเยอะๆ

แต่ผมต้องขอใช้คำว่า “ประณาม” กับคนที่สร้างข่าวลวงเหล่านี้

ขณะนี้มีคนไทยใช้ไลน์ 33 ล้านคน

ถ้าในแต่ละวันคนใช้ไลน์ต้องเสียเวลาไปกับข้อความขยะแค่คนละ 1 นาที นั่นหมายความว่าคนไทยจะสูญเสียเวลาร่วมกันไปถึงวันละ 33 ล้านนาที หรือ 62.7 ปี

ข้อความขยะหนึ่งข้อความ ทำให้เสียเวลาเกือบจะเท่ากับอายุขัยของคนหนึ่งคน

ดังนั้นคนที่แต่งข่าวลวงขึ้นมา ก็ไม่ต่างอะไรกับฆาตกร

ฟังดูแรงไปหน่อย แต่ผมรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

ดังนั้น ใครก็ตามที่กำลังสนุกกับการแต่งเรื่องขึ้นมา ผมขอให้หยุดเถอะครับ เพราะคุณกำลังสร้างบาปกรรมแบบทบเท่าทวีคูณเลย

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก
WHO: Cancer country profiles 2014
World Health Ranking: All Cancers by Countries
World Cancer Research Fund International Data for cancer frequency by country
Positioning Magazine: กางแผน “ไลน์” จากแชตแอป สู่ “ซิงเกิลแพลตฟอร์ม”

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

เปลืองคำ

20151103_WasteWords

Don’t waste words on people who deserve your silence.

อย่าเปลืองคำพูดกับคนที่คุณควรจะนิ่งเฉยด้วย

– Anonymous

—–

เคยเจอคนที่พูดไม่รู้เรื่อง หรือพวกชอบชวนทะเลาะมั้ยครับ?

กับคนเหล่านี้ ต่อให้เรามีเหตุผลหรือทำถูกต้องยังไง เขาก็ยังไม่เข้าใจ ไม่ยอมเข้าใจ หรือเข้าใจแต่ก็ยังหาข้อติได้อยู่ดี

ตามหลักศาสนาพุทธ การที่คนสองคนมาเจอกัน แสดงว่าต้องเคยเกี่ยวพันกันมาก่อน

การที่เราเจอคนที่ไม่กินเส้นกับเรา อาจเป็นได้ว่าเราเคยทำผิดกับเขาในอดีตชาติ มาชาตินี้เขาเลยขอมาเอาคืนเราบ้าง

ถ้าคุยดีๆ ด้วยแล้วยังไม่สามารถสื่อสารกันได้ การหลีกเลี่ยงไม่ต้องพบ ไม่ต้องคุยกันน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่าย

แต่ถ้าเลี่ยงไม่ได้จริงๆ และยิ่งคุยยิ่งแย่ หากเรื่องนั้นไม่ได้สำคัญชนิดคอขาดบาดตาย สู้เรา “แกล้งยอมแพ้” และทำเฉยๆ เสีย ก็อาจจะได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า

กับคนบางคน ป่วยการที่จะต่อความยาวสาวความยืด อย่างน้อยก็ในตอนนี้

รอให้วิบากเบาบางลง หรือต่างฝ่ายต่างโตขึ้นกว่านี้ ค่อยกลับมาคุยกันดีกว่า

—–

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ทำไม iPhone ชอบขาดตลาด?

20151102_iPhone

สวัสดีครับ

วันนี้มาคุยกันเรื่องจิตวิทยากันอีกซักเรื่องกันดีกว่านะครับ

ก่อนอื่น ต้องขอออกตัวก่อนว่าผมเองไม่ได้เป็นสาวกแอปเปิ้ล แม้จะมี MacBook Pro อยู่หนึ่งเครื่อง แต่กับโทรศัพท์ผมใช้แต่ของ Android มาโดยตลอด

และที่เขียนบทความนี้ขึ้นมา ก็ไม่ได้ต้องการจะกล่าวหาหรือโจมตีแอปเปิ้ลแต่อย่างใด เพียงแต่อยากชวนคุณผู้อ่านมาคิดกันอีกมุมหนึ่งเฉยๆ ถ้าผมไปก้าวล่วงอะไรก็ขออภัยไว้ ณ ที่นี้เลย

เรื่องของเรื่องก็คือ ผมได้ยินข่าวมาตั้งแต่ไหนแล้วว่าไอโฟนมักขาดตลาด

ดูตัวอย่างพาดหัวข่าวต่อไปนี้

ในขณะที่คู่แข่งอย่างซัมซุง เรากลับไม่ค่อยได้ยินข่าวว่าสินค้าขาดตลาด

ซึ่งถ้าคิดง่ายๆ ก็อาจจะตอบได้ว่า

– เพราะ iPhone ขายดีกว่ามือถือของซัมซุง
– เพราะ iPhone ขายดีกว่าที่คิดเสมอ
– เพราะซัมซุงคาดการณ์ยอดขายได้เก่งกว่าแอปเปิ้ล

ซึ่งก็น่าสนใจว่าบริษัทระดับโลกอย่างแอปเปิ้ลจะไม่สามารถคาดการณ์ยอดขายในประเทศไทยได้จริงๆ หรือ?

ในธุรกิจทั่วไป การคาดการณ์ยอดขายผิดพลาดเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์ เพราะทำให้ผู้ขายเสียโอกาสในการทำเงิน ทำให้ผู้บริโภคไม่พอใจ และอาจเปลี่ยนไปใช้สินค้าของคู่แข่งแทน

ดังนั้นงานคาดการณ์ยอดขาย (sales forecast) จึงเป็นเรื่องที่สำคัญมากในหลายองค์กร

ในกรณีของไอโฟนในเมืองไทย* สินค้าไม่ได้ขาดตลาดแค่ครั้งสองครั้ง แต่ขาดตลาดทุกครั้งที่ออกไอโฟนรุ่นใหม่

ซึ่งก็นำไปสู่ความเป็นไปได้สองอย่าง

คือคนที่ทำ sales forecast ของแอปเปิ้ลไม่ได้เรื่อง และสมควรโดนไล่ออกที่คาดการณ์ผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

หรือไม่อย่างนั้นก็คือ จริงๆ แล้วแอปเปิ้ลเองต่างหากที่ตั้งใจให้เกิดเหตุการณ์อย่างนี้ขึ้น

—–

ในหนังสือ The Art of Thinking Clearly ของ Rolf Dobelli มีบทหนึ่งพูดถึงเรื่อง Scarcity Error

Scarcity แปลว่าความขาดแคลน หรือ ความไม่เพียงพอ

เนื้อหาในตอนนี้โดยสรุปรวบยอดก็คือ เมื่อสิ่งใดมีจำกัด เราจะให้คุณค่ากับมันมากกว่าเดิม

เคยมีคนทำการทดลองให้แบ่งคนออกเป็นสองกลุ่ม

กลุ่มแรกได้คุ้กกี้ไปกินหนึ่งกล่อง

กลุ่มที่สองได้คุ้กกี้รสเดียวกับกลุ่มแรก แต่ได้ไปแค่สองชิ้น

เมื่อให้ทั้งสองกลุ่มให้คะแนนความอร่อยของคุ้กกี้ คะแนนเฉลี่ยของกลุ่มที่ได้คุ้กกี้สองชิ้น จะสูงกว่ากลุ่มที่ได้คุ้กกี้ทั้งกล่องเสมอ
อีกการทดลองหนึ่ง

ผู้เข้าร่วมได้ถูกขอให้จัดลำดับความสวยงามของโปสเตอร์ 10 แผ่น โดยผู้ทำการทดลองสัญญาว่าจะให้ผู้เข้าร่วมเลือกโปสเตอร์อันไหนกลับบ้านก็ได้เพื่อเป็นค่าตอบแทน

อีกห้านาทีถัดมา ผู้ทำการทดลองจะบอกผู้เข้าร่วมว่าโปสเตอร์ที่เขาจัดว่าสวยเป็นอันดับสามนั้นไม่มีเหลือให้ในสต๊อกให้เอากลับบ้านแล้ว และขอให้ผู้เข้าร่วมลองจัดลำดับโปสเตอร์ทั้ง 10 แผ่นใหม่อีกครั้ง

คราวนี้โปสเตอร์ที่สวยเป็นอันดับสาม คะแนนพุ่งมาเป็นอันดับหนึ่งทันที

—–

ในหนังสือยังได้กล่าวต่ออีกว่า เราจะเห็นการใช้งาน scarcity error อยู่ทั่วไป

เช่นนายหน้าขายบ้านอาจจะโทร.ไปหาคนที่เคยมาดูบ้านแต่ยังไม่ได้ตัดสินใจ และบอกว่า เมื่อวานนี้มีคุณหมอท่านหนึ่งมาดูบ้านหลังนี้เหมือนกันและดูทีท่าว่าจะสนใจมากๆ แล้วคุณล่ะยังสนใจบ้านหลังนี้อยู่มั้ย? (แต่ในความเป็นจริงแล้วหมอคนนี้ไม่มีตัวตน)

พวกเราโดยส่วนใหญ่จะเริ่มสนใจบ้านหลังนี้ขึ้นมาทันทีเมื่อรู้ว่ามีคู่แข่งที่อาจจะทำให้เราเสียโอกาสที่จะได้บ้านหลังนี้ไป ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วบ้านนี้จะน่าสนใจหรือไม่น่าสนใจมันไม่ได้เกี่ยวกับหมอคนนั้นซะหน่อย

หรือเวลาเราไปเดินดูแกลเลอรี่ที่มีภาพวางขาย มักจะเห็นป้ายว่า “Sold” หรือขายแล้วอยู่หลายๆ ภาพ

ซึ่งภาพนั้นอาจจะขายไปแล้วจริงๆ หรือไม่ศิลปินก็อาจต้องการสร้าง scarcity error ให้กับลูกค้าที่มาเดินดูและเห็นว่ามีรูปเหลือน้อยแล้วก็ได้

—–

ในหนังสือไม่ได้พูดถึงเรื่อง iPhone ไว้หรอกนะครับ เพียงแต่ผมคิดว่าแอปเปิ้ลน่าจะใช้เทคนิคที่คล้ายคลึงกัน

ด้วยความแข็งแรงของแบรนด์ แอปเปิ้ลจึงมั่นใจว่าถึงสินค้าจะขาดตลาด กลุ่มลูกค้าเดิมของเขาก็พร้อมที่จะรอและไม่ย้ายไปซื้อมือถือของค่ายอื่น และการที่ต้องรอคอยอะไรแล้วได้มา ก็จะยิ่งฟินและยิ่งให้ค่ากับของชิ้นนั้นมากขึ้นไปอีก

และคนที่เคยซื้อไอโฟนไม่ทันมารอบนึงแล้ว เวลาไอโฟนออกรุ่นใหม่อีก ก็มีแนวโน้มที่จะมีความกระตือรือล้นยิ่งขึ้นที่จะเข้าไปจับจองเสียแต่เนิ่นๆ ช่วยสร้างกระแสที่ดีให้กับไอโฟนเข้าไปอีก

ส่วนคนที่ไม่เคยใช้ไอโฟน พอได้ยินว่าไอโฟนขาดตลาด ก็อาจจะเริ่มสนใจที่อยากจะลองใช้ไอโฟนมากขึ้น ให้รู้กันไปว่าทำไมถึงขายดิบขายดีจนขาดตลาดขนาดนี้

โดยส่วนตัว ผมจึงเชื่อว่าบริษัทระดับโลกอย่างแอปเปิ้ลสามาถคาดการณ์ได้อยู่แล้วว่าไอโฟนรุ่นใหม่จะขายได้เท่าไหร่ แต่แอปเปิ้ลพร้อมที่จะ “ยอมเสี่ยง” ให้สินค้าขาดตลาดโดยตั้งใจ เพราะคิดแล้วว่าคุ้มกับการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ที่มีแต่คนหมายปองครับ**

—–

* เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ถ้าไอโฟนผลิตไม่ทันสำหรับตลาดอเมริกา เพราะเขาเป็นตลาดแรกที่ไอโฟนจะวางขาย แต่สำหรับประเทศไทยที่ไอโฟนวางขายช้ากว่าอเมริกาหลายสัปดาห์ การคาดการณ์ตลาดควรจะทำได้ง่ายกว่ามาก

** ในขณะที่แบรนด์อย่างซัมซุง อาจจะเลียนแบบแอปเปิ้ลได้ยากหน่อย เพราะกลุ่มลูกค้ายังไม่ได้มีความจงรักภักดีกับแบรนด์ (brand loyalty) ขนาดนั้น แถมยังมีมือถือระบบ Android อีกหลายยี่ห้อที่รอแย่งลูกค้าทุกเมื่อ

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก The Art of Thinking Clearly, AirCardShop, Kapook, MThai, MacThai

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่