ทำไมคนเราชอบเมาธ์มอย

20171123_mouth

มีคนเคยพูดทีเล่นทีจริงว่ามนุษย์สร้างภาษาขึ้นมาเพื่อจะเอาไว้นินทาเพื่อนบ้านได้

ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิด ในหนังสือเรื่อง Sapiens ผู้เขียนก็บอกว่า การนินทา (gossip) นั้นเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของการอยู่ร่วมกันของคนในเผ่ามาตั้งแต่ดึกดำบรรพ์

เพราะสมัยที่เรายังหาอยู่หากินด้วยการล่าสัตว์ เป็นเรื่องสำคัญมากที่จะรู้ว่าคนไหนเชื่อถือได้ คนไหนเชื่อถือไม่ได้

การซุบซิบนินทาจึงเป็น survival mechanism ที่ฝังอยู่ในยีนส์ของเรามานับหมื่นนับแสนปี

ผมเลยเดาว่านี่อาจเป็นเหตุผลที่เราชอบตามติดข่าวดาราเตียงหัก อยากรู้ไปหมดว่าใครแอบกิ๊กกั๊กกับใคร และใครที่โดนจับได้ว่าทำไม่ดี เราก็พร้อมที่จะตัดสินและรุมประณาม แต่พอมีดาราทำดี กลับไม่ค่อยมีคนสนใจเท่าไหร่นัก (ยกเว้นเคสพี่ตูนนะครับ)

แต่ก่อนผมนึกว่าการทำคนเราชอบฟังเรื่องแย่ๆ ของคนอื่น เพราะมันทำให้ตัวเองรู้สึกว่าเราเหนือกว่าเขา

แต่ถ้ามองในแง่ “ยีนส์การเอาตัวรอด” ที่เราได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ก็อาจจะมองได้ว่า เหตุผลที่เราสนใจเรื่องแย่ๆ ของคนอื่นนั้น เพราะการรู้ว่า “ใครดี” ไม่สำคัญเท่ากับการรู้ว่า “ใครไม่ดี”

การออกล่าสัตว์กับคนเก่งคนดี อาจทำให้เราได้อาหารมือใหญ่ขึ้นกว่าปกติ

แต่การออกล่าสัตว์กับคนไม่ดี แถมยังขี้ขลาดและและชอบหักหลัง อาจหมายถึงจุดจบของชีวิตเราเลยก็ได้

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องธรรมชาติมากๆ ที่คนเราชอบฟังเรื่องนินทา เพราะร่างกายและจิตใต้สำนึกเราถูกสั่งสมมาอย่างนั้น

แต่ถึงแม้มันจะเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราควรทำนะครับ

เพราะสมัยนี้เราไม่ต้องเสี่ยงตายออกล่าสัตว์กันแล้วแล้ว การรู้ว่าดาราคนไหนดีไม่ดีจึงไม่ได้มีผลอะไรกับชีวิตเราเลย

ผลอย่างเดียวที่ได้จากการเสพข่าวเหล่านี้ คือมันทำให้เรามีเวลาน้อยลง ซึ่งธรรมดาเวลาของเราก็เหลือน้อยจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อนอยู่แล้ว

การชอบฟังเรื่องนินทาจึงไม่ได้หมายความว่าเราเป็นคนไม่ดี แต่หมายความว่าเราอาจเสียโอกาสที่จะได้ทำเรื่องที่มีประโยชน์กว่าเท่านั้นเอง

Perfectionism คือความกลัว

20171010_perfectionism

Elizabeth Gilbert เขียนไว้ในหนังสือ Big Magic ว่า หนึ่งในนิสัยที่มักจะเป็นตัวฉุดรั้งความก้าวหน้าของผู้หญิงคือความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ หรือคนที่อยากทำอะไรออกมาให้มันสมบูรณ์แบบ

แต่ความสมบูรณ์แบบนั้นไม่มีอยู่จริง ความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์จึงมักจะทำให้เราทำอะไรไม่เสร็จซักอย่าง หรือที่เลวร้ายไปกว่านั้นก็คือมันจะทำให้เราไม่ได้เริ่มทำอะไรซักอย่างเพราะเราเชื่อว่าถึงทำไปมันก็จะไม่มีทางดีพอกับสิ่งที่เราคาดหวัง

ความซับซ้อนของ perfectionism ก็คือมันมักประกาศตัวว่าเป็น “ข้อดี” อย่างหนึ่ง เวลาที่ใครบอกว่าตัวเองเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ก็มักจะพูดออกมาด้วยความแอบภูมิใจว่าฉันเป็นคนมาตรฐานสูงนะ

แต่กิลเบิร์ตเห็นต่าง

“I think perfectionism is just fear in fancy shoes and a mink coat, pretending to be elegant when actually it’s just terrified. Because underneath that shiny veneer, perfectionism is nothing more than a deep existential angst that says, again and again, “I am not good enough and I will never be good enough.”

“ฉันคิดว่า perfectionism เป็นเพียงความกลัวที่ใส่เสื้อขนสัตว์และรองเท้าส้นสูง ดูเหมือนจะเฉิดฉายเจิดจรัสทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันกำลังหวาดกลัวต่างหาก ภายใต้เปลือกอันสวยงามนั้น perfectionism เป็นเพียงความวิตกกังวลที่คอยตอกย้ำว่า ฉันดีไม่พอ และฉันจะไม่มีวันดีพอ”

เพราะฉะนั้น เลิกมองความเป็นเพอร์เฟ็คชันนิสท์ว่าเป็นข้อดีได้แล้ว

ถอดรองเท้าส้นสูงและเสื้อขนสัตว์ออก แล้วลุยไปเลย

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก Makers: Author Elizabeth Gilbert On Avoiding the Perfectionism Trap

ฉลอง Anontawong’s Musings ครบ 1,000 ตอน – สั่งซื้อหนังสือ Thank God It’s Monday ราคาเพียง 180 บาทเท่านั้น (รวมค่าส่ง) – ผมเหลือหนังสือแค่ 17 เล่มแล้วครับ – bit.ly/tgimorder

ทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่น

20170711_facebookscrolling

ในปี 2011 มีการตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า Extraneous factors in judicial decisions ซึ่งว่าด้วยการตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) ในอิสราเอล

คณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 8 ท่าน โดยหน้าที่ของพวกเขาคือการพิจารณาคำขอการปล่อยตัววันละประมาณ 14-35 คน

เนื่องจากเวลามีจำกัด หลังจากฟังคำร้องขอของนักโทษแต่ละคนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการตัดสินว่านักโทษคนนี้จะได้กลับบ้านหรือต้องนอนคุกต่อไป

จากการวิเคราะห์ผลการพิจารณานักโทษ 1112 คน นักวิจัยพบว่าโอกาสในการได้กลับบ้านของนักโทษนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกับว่าเป็นคดีอะไร นักโทษเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือมีความประพฤติอย่างไร

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการหยิบคำขอนั้นขึ้นมาพิจารณาตอนกี่โมง!!

economix-14hungryjudges-custom1

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกในวันนั้นที่ได้รับการพิจารณา โอกาสที่คุณจะได้กลับบ้านมีสูงถึง 65% แต่โอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ และจะเหลือต่ำกว่า 10% ก่อนที่ผู้พิพากษาจะได้ไปพักทานคอฟฟี่เบรค

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังจากที่คณะกรรมการได้พักกินกาแฟแล้ว โอกาสที่คุณจะได้รับการปล่อยตัวจะพุ่งกลับมาที่ 65% อีกครั้ง และค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 10% ก่อนที่คณะกรรมการจะไปพักทานข้าวกลางวัน

และเช่นเคย คุณจะมีโอกาส 65% ที่จะได้กลับบ้าน หากคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังพักทานข้าวเที่ยง และโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเหลือศูนย์หากคุณเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณาในวันนั้น

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานและ willpower (จิตตานุภาพ = พลังในการควบคุมจิตใจตนเอง) เมื่อสมองทำงานหนัก น้ำตาลกลูโคสในร่างกายจึงถูกใช้ไปเรื่อยๆ

พอต้องตัดสินใจหลายๆ ครั้งเข้าเหล่าผู้พิพากษาจึงเกิดภาวะการเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision fatigue) สมองก็เลยยึดกับทางออกที่ง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการตัดสินไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

แต่พอผู้พิพากษาทั้ง 8 คนได้ไปพักกินกาแฟหรือทานข้าวเที่ยง willpower ก็ได้รับการเติมเต็ม คณะกรรมการจึงกลับมามีแรงตัดสินใจเรื่องยากๆ อีกครั้งหนึ่ง

การค้นพบนี้มีนัยหลายอย่าง เช่นเวลาคุณร่อนใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ คุณอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมากกว่าคนอื่นเพียงเพราะประวัติของคุณถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นคนแรกๆ

ในทางกลับกัน พนักงาน QC (Quality Control) ในโรงงาน ก็มีโอกาสปล่อยของไม่ได้คุณภาพให้ผ่านไป หากตอนนั้นใกล้เวลาเลิกงานแล้ว

นักวิจัยบอกว่า ในกรณีของคณะกรรมการพักการลงโทษนั้น จะให้เบรคกินขนมกินกาแฟบ่อยๆ คงไม่ใช่ทางออก (ไม่งั้นคงอ้วนตาย – อันนี้ผมคิดเอง) สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการมี checklist ที่จะเตือนสติคณะกรรมการว่าควรจะต้องพิจารณาเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด ซึ่งการใช้เช็คลิสต์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในอาชีพนักบิน แต่ในวงการอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้กัน

แล้วที่จั่วหัวว่าทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่นล่ะ?

งานวิจัยนี้สอนให้รู้ว่า willpower นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากๆ ยิ่งล้า และทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาหมดวัน คือช่วงที่ willpower ของเราลดต่ำจนแทบเหลือศูนย์ สมองจะเริ่มคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นแม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าการนอนไถเฟซบุ๊คนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและทำให้เรานอนไม่พอ เราก็ยังคงจะนอนไถต่อไปเพราะมันง่ายและสบายดี

วิธีแก้ที่ผมลองแล้วพอจะได้ผล คือชาร์จมือถือไว้ให้ไกลหูไกลตา ก่อนจะนอนก็อย่าเดินไปหยิบมันขึ้นมาเป็นอันขาด เพราะเกือบจะร้อยละร้อย “เราจะแพ้” เสมอ

พรุ่งนี้จะขอมาเล่าต่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของ willpower ได้อย่างไรนะครับ

—–

หนังสือ The One Thing by Garry Keller with Jay Papasan

งานวิจัย Extraneous factors in judicial decisions by Shai Danzigera, Jonathan Levavb, and Liora Avnaim-Pessoa

The New York Times Economix – Up for Parole? Better Hope You’re First on the Docket by Binyamin Appelbaum

Beyond the times by Walter Frick – Don’t blog on an empty stomach

Gotoknow คณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) โดยวินัย เจริญเฉลิมศักดิ์ (น.ม.)

ขอบคุณภาพกราฟจาก New York Times

เมื่อเลือกไม่ถูกให้เสี่ยงเหรียญ

20160720_coin

วันนี้มีเทคนิคหนึ่งที่อาจจะช่วยให้ชีวิตง่ายขึ้นในยามที่เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหนระหว่าง A กับ B

แต่ขอเตือนไว้ก่อนว่าถ้ารู้เทคนิคนี้แล้ว เราจะใช้กับตัวเองไม่ได้ แต่อาจใช้ช่วยคนอื่นได้ครับ

ยกตัวอย่างเช่น แฟนเลือกไม่ถูกว่าจะใส่ชุดสีฟ้าหรือชุดครีมไปงานแต่งงานคืนนี้ดี

ให้เราหยิบเหรียญขึ้นมาแล้วบอกว่า เอางี้แล้วกัน ใช้วิธีโยนหัวก้อยเอา

ถ้าออกหัวใส่สีฟ้า ถ้าออกก้อยใส่สีครีม

จากนั้นเราก็ดีดเหรียญขึ้นไป แล้วพอเหรียญตกลงบนโต๊ะก็เอามือปิดเอาไว้ไม่ให้เห็นว่าออกหัวหรือออกก้อย

จากนั้นเราก็ถามแฟนว่า “อยากให้ออกหัวหรือก้อย”?

ถ้าเขาตอบว่าอยากให้ออกหัวก็ใส่สีฟ้า แต่ถ้าเขาอยากให้ออกก้อย ก็ใส่สีครีม

แล้วเราก็เก็บเหรียญไปโดยไม่ต้องเปิดดูด้วยซ้ำว่าจริงๆ แล้วมันออกหัวหรือออกก้อย


ที่แฟนเราตัดสินใจไม่ได้ว่าจะใส่ชุดสีไหน อาจเป็นเพราะว่าใช้สมองเยอะเกินไป

แต่ ณ จังหวะที่แฟนรู้ตัวว่า ทางเลือกของตนอาจจะตกอยู่ในกำมือของเหรียญ จังหวะนั้น ใจในส่วนลึกจะตอบได้เองว่า จริงๆ แล้วเธออยากใส่สีฟ้าหรือสีครีมกันแน่ (โดยใช้หัว/ก้อยเป็นทางผ่าน)

ผมจำไม่ได้แล้วว่า ตัวเองได้เรียนรู้เทคนิคนี้เสี่ยงเหรียญนี้จากไหน แต่คิดว่าน่าจะจากหนังหรือหนังสือซักเรื่องหนึ่ง ใครจำได้ช่วยมาบอกด้วยนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นอนไม่หลับเพราะมีเพลงวนอยู่ในหัว?

20160516_LoopingMusic

สมัยเรียนมหาวิทยาลัยผมมักมีปัญหานอนไม่หลับเพราะมีเพลงบางเพลงวนเวียนอยู่ในหัว

เป็นความรำคาญแบบหนึ่งที่หาทางออกลำบากยิ่ง

มาสมัยนี้ ไม่รู้เป็นเพราะเล่นดนตรีน้อยลงหรือฟังเพลงน้อยลงรึเปล่า ปัญหานี้จึงไม่ค่อยเกิดอีก

จนกระทั่งเมื่อคืนนี้

อยู่ๆ ก็มีเพลง “ใครจะรู้” เพลงโคตรเก่าของพี่เบิร์ด ธงไชยสมัยยังเอ๊าะๆ โผล่เข้ามาในหัว

โชคดีที่คราวนี้ผมรู้วิธีรับมือกับปัญหานี้แล้ว

วิธีก็คือ ร้องเพลงที่วนอยู่ในหัวให้จบเพลงครับ (ร้องในใจก็พอนะ เดี๋ยวคนข้างๆ ตื่น)

ที่เรานอนไม่หลับเพราะเพลงวนหลูปนั้น เพราะเรากำลังประสบกับภาวะ Zeigarnik effect (คำแรกอ่านว่า “ซีการ์นิค”) ซึ่งกล่าวไว้ว่าคนเราจะจำสิ่งที่ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ได้ดีกว่าสิ่งที่เสร็จสมบูรณ์ไปเรียบร้อยแล้ว

ดังนั้นถ้าอยากให้เรา “ลืม” เพลงที่อยู่ในหัว (จะได้ไปนอนซักที) เราต้องร้องเพลงนี้ให้จบ

อ้าว แล้วถ้าจำเนื้อเพลงตอนจบไม่ได้ล่ะ?

ก็เปิดหาเนื้อร้องจากเว็บหรือฟัง Youtube ดูสิครับ

ใครเจอปัญหานี้ลองเอาไปใช้ดูนะครับ หลายคนบอกแล้วว่ามันได้ผลชะงัดนัก


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ปริศนารถบรรทุก

20160511_Trolley

สวัสดีครับ

ตอนนี้ผมกำลังอ่านหนังสือเรื่อง Justice: What’s the right thing to do ของ Michael J. Sandel ครับ

ดร.แซนเดลสอนวิชา “Justice” ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและคอร์สนี้เป็นหนึ่งวิชาที่มีคนสนใจลงเรียนมากที่สุด

ผมเพิ่งอ่านหนังสือไปได้ไม่กี่หน้าเลยยังไม่สามารถเล่าอะไรได้มากนัก แต่เผอิญไปเจอคำถามหนึ่งที่น่าสนใจเลยอยากเอามาแชร์ไว้ก่อน


ก่อนจะเล่าเรื่องนี้ต้องออกตัวก่อนว่า นี่เป็นสถานการณ์จำลองที่บังคับให้คุณเลือกทางเลือกใดทางเลือกหนึ่งเท่านั้น เพื่อทดสอบว่าเราใช้หลักคิดอะไรในการเลือกทำในสิ่งที่เราคิดว่าถูกต้อง คำถามนี้จึงไม่ได้มีไว้เพื่อทดสอบเชาว์ปัญญาใดๆ ดังนั้นไม่ต้องคิดนอกกรอบ และไม่ต้องคิดซับซ้อนเรื่องรายละเอียดนะครับ

สมมติว่าคุณกำลังขับรถบรรทุกด้วยความเร็ว 100 ก.ม.ต่อชั่วโมง พอมองไปข้างหน้าก็เจอคนงานกำลังทำถนนอยู่ห้าคน คุณพยายามจะลดความเร็วด้วยการเหยียบเบรค แต่ก็พบว่าเบรคแตก และคุณรู้แน่ๆ ว่าถ้าปล่อยไปอย่างนี้รถบรรทุกจะพุ่งชนคนงานทั้งห้าคนและตายเรียบ

แล้วคุณก็สังเกตเห็นว่า ตรงไหล่ทางยังพอมีช่องอยู่ แต่ก็มีคนงานอยู่ด้วยหนึ่งคน ถ้าขับรถลงไหล่ทางก็จะมีคนตายแค่คนเดียว

คำถามคือคุณจะเลือกทางไหนระหว่าง

1. วิ่งตรงต่อไปแล้วทำให้คนงานตาย 5 คน
2. วิ่งลงไหล่ทางแล้วทำให้คนงานตาย 1 คน

เชื่อว่าคนส่วนใหญ่จะเลือกข้อ 2 เพราะแม้ว่าเราจะไม่อยากให้ใครตาย แต่ตายแค่หนึ่งคนย่อมดีกว่าตายห้าคน


เอาใหม่

รถบรรทุกเบรคแตกเหมือนเดิม มีคนงานห้าคนเหมือนเดิม แต่คราวนี้ไม่มีไหล่ทางและไม่มีคนงานอยู่บนไหล่ทาง

และคุณไม่ใช่คนขับรถบรรทุก แต่เป็นผู้เห็นเหตุการณ์ที่ยืนอยู่บนสะพานลอยที่รถบรรทุกจะต้องวิ่งผ่านก่อนชนคนงานทั้งห้าคน

คุณอยากจะช่วยคนงานทั้งห้าแต่ก็ไม่รู้จะทำยังไงดี จนกระทั่งเหลือบไปเห็นว่าคนที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณเป็นคนตัวใหญ่มาก คุณรู้ดีว่าถ้าผลักเขาตกลงไปบังเส้นทางรถบรรทุก ก็จะทำให้คนงานทั้งห้าคนรอด

คุณจะเลือกทำอะไรระหว่าง

1. ไม่ทำอะไรและปล่อยให้คนงานตาย 5 คน
2. ผลักคนตัวใหญ่ตกจากสะพาน คนๆ นี้จะตาย แต่คนงาน 5 คนจะรอด

ในสถานการณ์อย่างนี้ คนส่วนใหญ่อาจจะเลือกทางเลือกแรกแทน


คำถามคือทำไมในสถานการณ์แรกเราเลือกทางที่จะให้มีคนตาย 1 คน ขณะที่สถานการณ์หลังเรากลับปล่อยให้มีคนตาย 5 คน?

ทำไมเราถึงเลือกใช้หลักการ “ขอให้มีการสูญเสียน้อยที่สุด” ในสถานการณ์แรก แต่ไม่ใช้หลักการนี้ในสถานการณ์หลัง?

คุณอาจจะบอกว่า ก็คนอ้วนเขาไม่ได้ผิด เขามายืนอยู่เฉยๆ การไปผลักเขาตกจากสะพานเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง

แต่ในความเป็นจริง คนงานที่อยู่ตรงไหล่ทางก็ไม่ผิดเหมือนกัน เขาก็อยากมีชีวิตอยู่ไม่น้อยกว่าคนอ้วนเหมือนกัน

แล้วถ้าสมมติว่า ในสถานการณ์ที่สอง คุณรู้ว่าคนอ้วนนั้นตั้งใจทำให้รถบรรทุกเบรคแตก เพื่อฆ่าคนงานทั้งห้าคนนั้นทิ้ง การผลักคนอ้วนให้ตกไปบังรถบรรทุกนั้นอาจเริ่มสมเหตุสมผลมากขึ้นก็ได้


ผมชอบการทดลองทางความคิดแบบนี้ เพราะมันทำให้เรากลับมาตั้งคำถามกับตัวเองว่า หลักการที่เราเชื่อมั่นว่า “เป็นสากล” นั้น บางทีอาจไม่สามารถใช้ได้กับทุกสถานการณ์ก็ได้

คำที่ลอยเข้ามาในหัวของผมก็เช่น “เสรีภาพสื่อ” “ประชาธิปไตย” “สิทธิสตรี” “ความเท่าเทียม” “ความยุติธรรม” “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” ฯลฯ

ในหนังสือเนื่องในความงาม ท่านเขมานันทะ กล่าวไว้ว่าหลักการนั้นก็เหมือนหลักที่เอาไว้พันวัว พอวัวกินหญ้าหมดแล้ว ก็ต้องย้ายหลักให้วัวไปกินหญ้าที่อื่น เพราะถ้าตั้งหลักไว้อยู่ที่เดียว วัวก็อาจอดตายได้

วันนี้จึงขอจบบทความเป็นคำถามปลายเปิดให้ไปคิดต่อเล่นๆ พลางๆ นะครับ

ส่วนในหนังสือ Justice จะมีคำตอบสำหรับปริศนารถบรรทุก รึเปล่าผมก็ยังบอกไม่ได้เหมือนกัน ไว้อ่านจบแล้วจะมาเล่าให้ฟังนะครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

อุบายขายของ

20160501_sell

วันนี้อยากมาแชร์เกร็ดความรู้ที่น่าจะช่วยให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อและช่วยให้เราทำงานได้ดีขึ้นด้วยครับ

พนักงานขายหน้าร้าน

เวลาไปเดินดูแผนกอุปกรณ์ไฟฟ้าในห้าง สมมติเราสนใจแอร์ยี่ห้อ A พนักงานขายก็จะเข้ามาอธิบายสรรพคุณของแอร์ยี่ห้อนั้น ซักพักเขาก็จะเริ่มพูดว่า แต่ว่าแอร์ A นี่มีข้อเสียอย่างนั้นอย่างนี้นะ ไม่ลองดูแอร์ B หน่อยเหรอ ราคาพอๆ กัน แต่วัสดุดีกว่านะ

ถ้าเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ให้ตั้งสมมติฐานไว้เลยว่าพนักงานขายคนนี้เป็นพนักงานของแอร์ยี่ห้อ B

ร้านอย่างโฮมโปรหรือพาวเวอร์บายจะมีชื่อเรียกทางเทคนิคว่า”โมเดิร์นเทรด” และพนักงานขายในโมเดิร์นเทรดส่วนใหญ่ไม่ใช่พนักงานของโมเดิร์นเทรดเอง แต่พนักงานของบริษัทที่เอาสินค้ามาขาย ดังนั้นหน้าที่ของเขาคือการดึงคนมาซื้อสินค้าของยี่ห้อตัวเองให้ได้มากที่สุด แต่ขณะเดียวกันเขาก็ต้องสวมบทเป็นพนักงานของโมเดิร์นเทรดที่สามารถให้ข้อมูลสินค้ายี่ห้ออื่นๆ ได้ด้วยเพื่อรักษาความเป็นกลางและความเนียน

ไม่แน่ สินค้ายี่ห้อ B อาจจะดีกว่ายี่ห้อ A จริงๆ ก็ได้ แต่ถ้าเรารู้ว่าคนขายอาจเป็นคนของยี่ห้อ B เราก็จะได้ตั้งคำถามมากขึ้นและไม่เคลิ้มไปกับสรรพคุณของ B มากเกินไปนัก


เจ้าหน้าที่ชักชวนบริจาคเข้ามูลนิธิฝรั่ง

ตามแหล่งที่มีคนเดินผ่านเยอะๆ เรามักจะเห็นคนใส่เสื้อมูลนิธิมายืนยิ้มหวานและขอคุยกับเรา “สองนาที”

พอเราหยุดคุยกับเขา เขาก็จะอธิบายถึงความยากลำบากของน้องๆ ในค่ายผู้อพยพหรืออะไรประมาณนั้น และด้วยเงินเพียงวันละสิบกว่าบาท เราก็จะสามารถช่วยให้น้องๆ มีชีวิตที่ดีขึ้นได้

สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ คนที่เขามาชักชวนเรานั้นอาจไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของมูลนิธินะครับ เขาอาจเป็นบริษัทเอ๊าท์ซอร์ส (outsource) ที่มูลนิธิจ้างมากอีกที วันนี้ใส่เสื้อของมูลนิธิ A พรุ่งนี้อาจจะไปใส่เสื้อของมูลนิธิ B ก็ได้

พอเรารู้ว่าเขาไม่ใช่คนของมูลนิธิ มุมมองของเราก็จะเปลี่ยนไป เพราะถ้าเรานึกว่าเขาเป็นคนของมูลนิธิ เราอาจจะมีความรู้สึกเกรงใจระคนกับชื่นชมเจ้าหน้าที่ในอุดมการณ์ของเขา

แต่พอรู้แล้วว่าเขาก็เป็นพนักงานกินเงินเดือนที่ทำหน้าที่หาลูกค้าให้กับมูลนิธิ วิธีการฟังและการตัดสินใจของเราก็จะเป็นกลางมากขึ้นครับ

แต่ใช่ว่าทุกมูลนิธิจะมีเงินจ้างคนมาหาลูกค้านะครับ ถ้าเราคิดว่าข้อมูลส่วนนี้มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของเรา เราก็ถามเขาตรงๆ ก็ได้ว่าเป็นคนของมูลนิธิหรือเป็นเอาท์ซอร์สที่มูลนิธิจ้างมาอีกทีหนึ่ง


Presupposition
หลายคนอาจไม่เคยได้ยินคำนี้ แต่ผมว่ามันเป็นเทคนิคที่คนขายของหลายคนชอบใช้กัน ที่จะพบเจอบ่อยคือเจ้าหน้าที่ที่มาชวนคุณบริจาคเงิน หรือคนที่โทร.มาขายประกันครับ

เช่นเจ้าหน้าที่ที่ชวนคุณบริจาค ก็จะเริ่มให้ข้อมูลอย่างรวดเร็วและมากมายจนคุณรับแทบไม่ทัน จับใจความได้แค่ว่าด้วยเงินสิบกว่าบาทจะสามารถช่วยเด็กๆ ได้

และระหว่างที่สมองของเรากำลังเบลอๆ กับการจัดการข้อมูลอยู่ เขาก็จะปล่อยหมัดฮุคว่า “พี่สะดวกใช้บัตรเครดิต หรือหักผ่านบัญชีธนาคารคะ”

สังเกตได้ว่าเขาให้ช้อยส์เรามาเพียงแค่สองทางเลือก และสำหรับคนที่คิดตามไม่ทัน ก็อาจจะเผลอเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแบบงงๆ รู้ตัวอีกทีจะถอนตัวก็กลัวเสียหน้าเลยต้องเลยตามเลย

คำว่า suppose แปลว่าสันนิษฐาน / ทึกทัก / คิดเอาเอง

presuppose คือทึกทักไปก่อนเลยว่าคุณจะทำแบบนั้นแบบนี้

ในกรณีด้านบน เขาทึกทักไปก่อนแล้วว่า เราตัดสินใจจะบริจาคนะ เลยให้ทางเลือกเรามาแค่สองทางว่าจะบริจาคผ่านบัตรเครดิตหรือบริจาคผ่านการตัดบัญชีธนาคาร เขาจึงไม่ถามเราซักคำว่า “พี่ฟังข้อมูลแล้ว สนใจจะบริจาครึเปล่าคะ” เพราะรู้ดีแก่ใจว่าถ้าถามอย่างนี้เราคงลังเลและขอคิดดูก่อน

อีกสถานการณ์หนึ่งที่เราจะเห็นการใช้ presupposition ก็คือการโทรศัพท์มาขายประกัน หลังจากเขาถาโถมข้อมูลใส่เราจนเรามึนแล้ว เขาก็จะจบด้วยคำถามที่ว่า “สะดวกให้ส่งกรมธรรม์ไปที่บ้านหรือที่บริษัทดีคะ” โดยทึกทักไปก่อนแล้วว่าเราจะซื้อกรมธรรม์ของเขา

ลองไปฟังดูนะครับ คนที่โทร.มาขายของกับเรามักจะใช้มุขนี้ พอถึงช๊อตที่เราจับได้ว่าเขากำลังใช้ presupposition กับเรา เราจะได้ตอบเขาไปนิ่มๆ ว่า “ยังไม่ได้บอกเลยนะว่าสนใจจะซื้อกรมธรรม์”


Presupposition ในที่ทำงาน

Presupposition ที่พวกขายของใช้กันมักจะไม่ค่อยเวิร์ค เพราะเป็นการทึกทักเอาเองมากเกินไป เป็นการรวบรัดและมัดมือชกอย่างไร้มารยาท

แต่ presupposition นั้นมีประโยชน์มากถ้าเราใช้เป็น และใช้ด้วยความเคารพต่อคู่สนทนา

ที่เห็นได้ชัดคือ presupposition ในที่ทำงาน

ถ้าเราเป็นหัวหน้าที่สั่งงานลูกน้อง โดยที่รู้ว่างานชิ้นนี้มันค่อนข้างยากและลูกน้องอาจจะไม่มั่นใจว่าทำได้รึเปล่า

ถ้าเราถามว่า “ทำไหวไหม?” หรือ “คิดว่าจะเสร็จเมื่อไหร่?” ก็จะเป็นการเปิดช่องให้ลูกน้องอิดออดหรือขอเวลาเผื่อไว้เยอะๆ

ในกรณีนี้เราจึงควรใช้ presupposition โดยถามว่า

“ถ้าจะต้องเสร็จวันพุธหน้า อยากให้พี่ช่วยอะไรบ้างมั้ย?”

การถามอย่างนี้คือการทึกทักไปเลยว่าลูกน้องเรามีความสามารถที่จะทำได้ และทำเสร็จทันพุธหน้าด้วย เหลือก็แต่ว่าเขาต้องการความช่วยเหลืออะไรจากเราเพื่อให้เสร็จตามเวลาที่เราต้องการ

ถ้าเราเป็นลูกน้องก็ใช้ presupposition กับหัวหน้าได้เช่นกัน

เช่นถ้าเรามีความคิดริเริ่มทำโปรเจ็คใหม่ๆ แทนที่จะเสนอแค่ไอเดียและข้อดีข้อเสีย เราก็คิดเผื่อไปเลยว่าหัวหน้าน่าจะเห็นประโยชน์และอยากรู้ถึงขั้นตอนถัดไป นั่นคือเรื่องของกำหนดการและค่าใช้จ่าย ซึ่งเราอาจจะทำออกมาซักสองสามทางเลือก ซึ่งจะช่วยให้หัวหน้าใช้พลังในการตัดสินใจน้อยลง และเพิ่มโอกาสที่ไอเดียของเราจะได้รับการอนุมัติครับ


อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

20160212_Stress

ความเครียดไม่ได้ฆ่าเรา

สิ่งที่ฆ่าเราคือทัศนคติที่มีต่อความเครียดต่างหาก

งานวิจัยชิ้นหนึ่ง ได้ทำการสอบถามผู้คน 30,000 คน อเมริกาเป็นเวลา 8 ปี ว่า “คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา”

และอีกคำถามหนึ่งก็คือ “คุณเชื่อรึเปล่าว่า ความเครียดเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคุณ”

จากนั้นนักวิจัยก็ติดตามว่าในช่วง 8 ปีนี้ มีใครเสียชีวิตบ้าง

สิ่งที่นักวิจัยพบก็คือ กลุ่มคนที่มีความเครียดมากๆ มีโอกาสสูงขึ้น 43% ที่จะเสียชีวิต

แต่จุดหักมุมอยู่ตรงนี้ครับ

ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นมานี้ มีผลเฉพาะกับกลุ่มคนที่เครียดมากๆ และเชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพเท่านั้น

ส่วนกลุ่มที่เครียดมากๆ แต่ไม่เชื่อว่าความเครียดมีผลร้ายต่อสุขภาพ กลับเป็นกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงน้อยที่สุด น้อยกว่าคนที่บอกว่าไม่ค่อยเครียดด้วยซ้ำไป

—–

เวลาเราเครียด ร่างกายมักจะมีปฏิกิริยาตอบสนองหลายอย่าง

เช่นหัวใจเต้นเร็วขึ้น หายใจแรงขึ้น เหงื่อออกที่มือเป็นต้น

เหล่านี้เป็นสัญญาณที่บอกให้เรารู้ว่า “สถานการณ์ไม่ดีละ”

แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองว่านี่เป็นสัญญาณว่าร่างกายของคุณมีชีวิตชีวาขึ้นล่ะ เป็นการเตรียมตัวที่จะได้เจอกับความท้าทายล่ะ?

หัวใจเต้นเร็วขึ้น คือการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ รอบตัวมากขึ้น

หายใจแรงขึ้น ก็คือการนำออกซิเจนไปเลี้ยงสมองมากขึ้น ช่วยให้เราคิดอะไรได้เร็วขึ้น

จริงๆ แล้วอาการเหล่านี้จึงไม่ใช่สิ่งที่แย่ แต่มันคือการเตรียมพร้อมของร่างกายของเราที่จะรับมือกับสถานการณ์อันท้าทายต่างหาก

ธรรมดาเวลาคนเรามีความเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้น สิ่งที่มักจะเกิดขึ้นตามมาคือหลอดเลือดจะตีบลง

(ถ้าหลอดเลือดตีบบ่อยๆ เลือดก็ไหลเวียนไม่ดี อาจส่งผลให้เป็นโรคหัวใจได้)

แต่นักวิจัยที่ฮาร์วาร์ดได้ทำการ “ปรับเปลี่ยนมุมมอง” ของผู้เข้าร่วมการทดลอง ให้เห็นว่าอาการต่างๆ ของร่างกายเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายนะ

ผลลัพธ์ที่ได้ก็คือ แม้ผู้เข้าร่วมจะประสบสภาวะเคร่งเครียด หัวใจเต้นแรงขึ้นก็จริง แต่หลอดเลือดกลับอยู่ในสภาพเดิม ไม่ได้ตีบลงแต่อย่างใด

เพียงเปลี่ยนมุมมองต่อความเครียด เราก็ลดโอกาสเกิดโรคหัวใจได้อย่างฮวบฮาบเลยทีเดียว

—–

เคยได้ยินฮอร์โมนชื่อ Oxytocin (อ๊อกซิโทซิน) มั้ยครับ

อ๊อกซิโทซิน มีชื่อเล่นว่า cuddle hormone หรือฮอร์โมนแห่งการโอบกอด เพราะมันจะถูกหลั่งออกมาเวลาที่เรากอดใครซักคนหรือมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกัน (เช่นเวลาลูกดูดนมแม่เป็นต้น)

แต่สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยรู้ก็คืออ๊อกซิโทซินนี้เป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดด้วย คล้ายๆ กับฮอร์โมนอดรินาลีนที่จะถูกหลั่งออกมาในช่วงที่เราประสบสภาวะตื่นเต้น+ตึงเครียด

เวลาฮอร์โมนอ๊อกซฺิโทซินหลั่งออกมา เราจะมองหาใครซักคนเพื่อจะคุยด้วย และขณะเดียวกัน มันจะช่วยให้เรา sensitive กับคนรอบข้างมากขึ้นด้วย ว่าเขากำลังต้องการความช่วยเหลืออยู่รึเปล่า

ความเจ๋งของฮอร์โมนออกซิโทซินก็คือ มันช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่สึกหรอของหัวใจหลังต้องเจอกับสภาวะเครียดจัดๆ

พูดง่ายๆ ก็คือร่างกายของเรามีระบบฟื้นฟูความเครียดในตัวมันเองอยู่แล้ว เครียดเมื่อไหร่ แม้หัวใจจะทำงานหนักและสึกหรอไปบ้าง แต่ร่างกายก็ยังหลั่งฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินออกมาเพื่อช่วยซ่อมแซมเซลล์หัวใจของเรา

และฮอร์โมนอ๊อกซิโทซินจะหลั่งมากขึ้นอีก ถ้าเราได้แชร์เรื่องที่เครียดให้ใครซักคนฟัง หรือออกไปช่วยเหลือคนอื่นที่กำลังประสบปัญหา

มีงานวิจัยอีกชิ้นหนึ่งที่คล้ายกับงานวิจัยที่ผมกล่าวไปข้างต้น แต่เปลี่ยนคำถามนิดหน่อยว่า

1. คุณมีความเครียดมากแค่ไหนในปีที่ผ่านมา
2. คุณใช้เวลามากแค่ไหน ในการช่วยเหลือเพื่อน เพื่อนบ้าน และคนอื่นๆในชุมชนของคุณ

จากนั้นนักวิจัยก็ตามดูคนกลุ่มนี้เป็นเวลาห้าปีว่ามีใครเสียชีวิตบ้าง

ผลลัพธ์ก็คือ คนที่เครียดจัดๆ มีโอกาสตายมากกว่าคนอื่นถึง 30%

แต่สำหรับกลุ่มคนที่เครียดจัดๆ แต่ได้ออกไปช่วยเหลือคนอื่น กลับไม่มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นเลย

การได้ดูแลคนอื่น ทำให้เรา “หายดี” ขึ้นด้วยเช่นกัน

เรื่องนี้สอนอะไรเรา?

หนึ่งก็คือ ความเครียดไม่ใช่ศัตรู ความเครียดทำให้เราเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพื่อช่วยเหลือกันเวลาประสบกับสถานการณ์ยากลำบาก

สองก็คือ ปฏิกิริยาในร่างกายของเราเวลาเจอความเครียดนั้น ไม่ใช่สิ่งเลวร้าย แต่มันคือการเตรียมตัวให้เราพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่กำลังผ่านเข้ามาในชีวิต

ดังนั้น จงเชื่อใจตัวเองเถอะว่า เมื่อไหร่ก็ตามที่เจอเรื่องราวท้าทาย เราจะสามารถรับมือกับมันได้

และไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องแบกรับมันเอาไว้คนเดียว

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก TED Talk: How to make stress your friend by Kelly McGonigal

(พอกด Play แล้วสามารถเลือก Subtitles ให้เป็นภาษาไทยได้)

ขอบคุณเนื้อหาภาษาไทยจาก Chatthip Chaichakan (Reviewed by Piyawit SEREEYOTIN)

ดูงานวิจัยที่ถูกอ้างอิงถึงได้ที่นี่ Speaker’s Footnotes

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

วิธีผูกมิตรกับคนที่ไม่ชอบหน้าเรา

20160208_BenFranklinEffect

คาดว่าทุกคน น่าจะต้องเคยเจอคนที่ไม่ค่อยกินเส้นกับเรา เจอเราก็ทำหน้าบึ้งตึง พอเราทำอะไรก็จ้องจะจับผิด ทั้งๆ ที่เราเองก็ไม่เคยไม่ตอแยอะไรเขา

สงสัยชาติที่แล้วเราไปทำเขาไว้เยอะ

เวลาเราเจอคนที่ไม่ชอบเรา แต่เราเองก็ไม่อยากเป็นศัตรูกับเขา เราควรจะทำยังไงดี?

คำตอบที่เป็นไปได้ก็เช่น ปากหวานกับเขาให้มากๆ คอยเอาอกเอาใจ เขาว่าอย่างไรเราว่าตามนั้น

ซึ่งก็อาจจะเวิร์คก็ได้ ถ้าเราเสแสร้งเก่งพอ อดทนพอ และเขาใจอ่อนพอ

แต่ยังมีอีกวิธีหนึ่งที่ง่ายกว่านั้นมากครับ

คือขอยืมหนังสือเขาครับ

ฟังดูขัดกับสามัญสำนึกนะครับ เขาไม่ชอบเราแล้วเรายังกล้าไปขอยืมของเขาอีกเหรอ!?

ลองมามาฟังประวัติศาสตร์ของเทคนิคนี้กันหน่อยดีกว่า

เทคนิคนี้มีชื่อว่า Ben Franklin Effect ครับ

ที่มีชื่ออย่างนี้เพราะว่า เบนจามิน แฟรงคลิน หนึ่งในบิดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐอเมริกา (และผู้คิดค้นสายล่อฟ้า) เคยได้บันทึกไว้ในอัตชีวประวัติของเขาว่า เขาเคยมีคู่ปรับในสภานิติบัญญัติอยู่คนหนึ่งที่คอยขัดแข้งขัดขาเขาตลอด

แฟรงคลินคิดว่า ถ้าสามารถดึงให้คนๆ นี้มาอยู่ฝ่ายเดียวกับเขาได้ ก็น่าจะทำให้ชีวิตในสภาราบรื่นขึ้นเยอะ

พอรู้มาว่าไม้เบื่อไม้เมาคนนี้มีหนังสือเล่มหนึ่งที่หายากมาก แฟรงคลินก็เลยเขียนโน๊ตไปหา บอกว่าสนใจหนังสือเล่มนี้จังเลย ขอยืมอ่านได้ไหม

ชายคนนี้ก็ส่งหนังสือมาให้แทบจะทันที และอีกหนึ่งสัปดาห์ แฟรงคลินก็ส่งหนังสือคืนไปพร้อมทั้งเขียนโน๊ตขอบคุณเสียยกใหญ่

พอได้เจอหน้ากันที่สภาอีกครั้ง ชายคนนี้ก็เข้ามาทักทายแฟรงคลิน ทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปีไม่เคยทำอย่างนี้

จากวันนั้นเป็นต้นมา ชายคนนี้ก็พร้อมสนับสนุนแฟรงคลินในสภาเกือบทุกอย่าง และทั้งสองคนนี้ก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันจนถึงวาระสุดท้ายของ “คู่ปรับ” คนนี้เลยทีเดียว

—–

โอ้โห กะอีแค่ยืมหนังสือเล่มเดียวมันสามารถเปลี่ยนคนกันได้ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย!?

นักจิตวิทยาอธิบาย Ben Franklin Effect ไว้ว่า มันคือการใช้ Cognitive Dissonance ให้เป็นประโยชน์

Cognitive แปลว่าการรับรู้และความคิด

Dissonance แปลว่าการไม่ลงรอยกัน

ตามความเข้าใจแบบบ้านๆ ของผม Cognitive Dissonance ก็คือความขัดแย้งภายในใจนั่นเอง

ความขัดแย้งภายในใจจะเกิดขึ้นเมื่อความเชื่อ ทัศนคติ และการกระทำมันสวนทางกัน

และเมื่อไหร่ก็ตามที่เกิด Cognitive Dissonance ภายในใจเรา เราจะรู้สึกอึดอัด อึนๆ ไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

และสิ่งที่จะเกิดขึ้นก็คือเราจะปรับความเชื่อหรือทัศนคติของเราเพื่อลดความขัดแย้งภายในนี้

ในกรณีชายที่เป็นคู่ปรับของแฟรงคลิน เขามีทัศนคติว่า “ข้าไม่ชอบขี้หน้าของไอ้แฟรงคลินเลยว่ะ”

แต่พอได้จดหมายขอยืมหนังสือ จะไม่ให้ยืมก็ดูใจแคบเกินไป (และชายคนนี้ก็คงไม่ใช่คนเลวอะไร เพราะก็มีดีระดับที่เข้ามาทำงานในสภาได้) ชายคนนี้เลยตัดสินใจให้แฟรงคลินยืมหนังสือ

พอให้ยืมก็เสร็จเลย

เพราะโดยปกติคนที่เราจะให้ยืมหนังสือมักจะเป็นเพื่อนหรือคนที่เราไว้ใจเท่านั้น

คราวนี้การกระทำ (ให้ยืมหนังสือ) ก็เลยขัดแย้งกับทัศนคติ (ไม่ชอบหน้าแฟรงคลิน) เกิด Cognitive Dissonance ขึ้นมา

และเพื่อจะให้คลี่คลายปมที่เกิดขึ้น จิตใต้สำนึกของชายคนนี้ก็เลยสั่งให้มองแฟรงคลินเป็น”เพื่อน” ไปซะเลย

—–

Ben Franklin Effect จะว่าไปก็ดูน่ากลัวเหมือนกัน เพราะมันเหมือนเป็นการเชิดหุ่น (manipulate) อย่างไรไม่รู้

แต่หากมองในอีกมุมหนึ่ง ถ้าเราบริสุทธิ์ใจที่จะผูกมิตรกับเขาจริงๆ ไม่ใช่เพื่อจะหลอกใช้ แต่เพื่อให้งานมันเดินต่อไปได้ ผมก็มองว่ามันเป็นเทคนิคที่ดีและสิ้นเปลืองแรงน้อยที่สุดแล้ว

อ้อ แล้วของที่ยืมไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือนะครับ ผมว่าแค่ยืมดินสอหรือปากกาก็น่าจะได้ผลในทิศทางเดียวกัน

และอาจจะไม่ต้องเป็นการยืมของก็ได้ แต่เป็นการขอความช่วยเหลือเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ก็น่าจะทำให้เกิด Cognitive Dissonance ได้เช่นเดียวกัน

ผมเองเพิ่งรู้จักเทคนิคนี้ในวันนี้เอง เลยยังไม่เคยลองใช้ แต่ลองคิดตามแล้วก็คิดว่าน่าจะเวิร์คอยู่นะ

เพราะถ้ามีคนที่เราไม่ชอบมาขอให้เราช่วยเหลืออะไร

ลองเราได้ทำดีกับใครครั้งหนึ่งแล้ว (และเขาก็เห็นคุณค่ากับสิ่งที่เราทำ ไม่ทำตัวให้น่าหมั่นไส้) เราก็คงไม่กล้าทำเลวกับเขาในครั้งต่อไปหรอก จริงมั้ยครับ?

—–

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ที่ปุ่มไลค์จะมี drop down menu ให้เลือกได้ว่าอยากจะให้มี notifications หรืออยากเห็นโพสต์จากเพจนี้อยู่ต้นๆ ฟีดรึเปล่าครับ)

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–

ขอบคุณข้อมูลจาก  Wikipedia: Ben Franklin Effect 

ขอบคุณภาพจาก Wikemedia

จิตวิทยาการขาย: บุญคุณต้องทดแทน

20151210_Reciprocity

เมื่อเดือนพฤษภาคมปีนี้ผมกับแฟนไปเที่ยวที่ปารีส

หนึ่งในสิ่งที่เราทำกันคือไปเดินเล่นที่ Le Marais (เลอมาเรส์) แหล่งชอปปิ้งชื่อดังของที่นั่น

ผมกับแฟนไม่ใช่คนชอบซื้อของ ยิ่่งเราต้องเดินทางกันอีกเป็นสิบวันจึงยิ่งไม่อยากจะแบกอะไรเยอะ ที่มาเดินเลอมาเรส์เพราะได้ยินมาว่าบรรยากาศมันคึกคักเป็นอย่างยิ่ง

ระหว่างเดินผ่านร้านหนึ่งที่อารมณ์คล้ายๆ ร้าน Bodyshop เราก็เจอพนักงานที่มายืนแจกซองอะไรซักอย่างอยู่หน้าร้าน

พนักงานคนนี้เป็นผู้หญิงฝรั่งเศสวัยสี่สิบต้นๆ ตัวเล็กๆ หน้าตาคมคายทีเดียว เขายื่นซองในมือมาให้เรา เราบอกว่าไม่เอา แต่เขาก็บอกว่า รับไปเถอะนี่เป็นของขวัญจากเรา (Just take it, it’s a gift from us).

เพื่อไม่ให้เสียมารยาทเราจึงรับซองนั้นมา และพบว่าเป็นซองใส่ผงที่เอาไว้ผสมเวลาอาบน้ำในอ่างเพื่อให้มีกลิ่นหอม

เมื่อรับซองมาแล้วผู้หญิงคนนั้นก็ถามว่าเรามาจากไหน มาทำอะไรกัน ถามได้แป๊บนึงเขาก็บอกว่าเข้ามาในร้านสิ ฉันมีของขวัญจะให้อีก (Follow me, I have more gifts for you).

ผมกับแฟนมองหน้ากันแป๊บนึง แต่ก็ตัดสินใจเดินตามเขาไป เมื่อถึงในร้านแล้วเขาก็จับมือแฟนผมขึ้นมาแล้วเอาอะไรบางอย่างมาขัดเล็บแฟนผม แค่ไม่กี่วินาที เล็บของแฟนผมก็มันวาว ปากเขาก็พูดว่า เหมือน miracle เลยนะคุณว่ามั้ย

พอขัดเล็บแฟนผมครบสิบนิ้ว เขาก็เอาโลชั่นมาทามือให้แฟนผม แล้วก็ยกให้ผมดมว่ากลิ่นมันหอมจริงๆ นะ แล้วเขาก็เอ่ยปากว่า ผมควรจะซื้อให้แฟนผมใช้นะ ที่ขัดเล็บ miracle กับโลชั่นขายแพ็คคู่กันราคาแค่ 20 ยูโรเท่านั้น

ระหว่างที่ผมกำลังอ้ำอึ้ง เขาก็ถามผมว่าผมมีพี่สาว/น้องสาวมั้ย ผมตอบว่าไม่มี แล้วเขาก็ถามต่อว่ายังอยู่กับแม่มั้ยผมก็ตอบว่าใช่ยังอยู่กับแม่

เขาบอกว่าวันนี้ที่ร้านเขามีโปรโมชั่นพิเศษ คือซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง ดังนั้นคุณก็ซื้อชุดนึงให้แฟน แล้วเอาอีกกล่องนึงกลับไปฝากแม่ได้

ผมไม่แน่ใจว่าแม่จะอยากใช้รึเปล่า แต่แฟนผมก็นึกถึงน้องสาวที่เป็นลูกพี่ลูกน้องของตัวเองขึ้นมาและคิดว่าถ้าซื้อไปจริงๆ ก็อาจเป็นของฝากที่เหมาะกับน้องของเธอดี

สุดท้าย จากคนที่ตั้งใจว่าจะไม่ซื้ออะไร ผมกับแฟนกลับได้โลชั่น+ที่ขัดเล็บมาสองกล่อง และต้องแบกมันไว้ตลอดการเดินทางยุโรปในอีกสิบวันที่เหลือ

เหตุเกิดเมื่อเดือนพฤษภาคม แต่นี่จะสิ้นปีแล้วแฟนผมยังไม่เคยเอาของออกมาใช้เลย

—–

วันนี้เราจะมาคุยคอนเซ็ปต์ทางจิตวิทยาที่เรียกว่า Reciprocity ครับ (อ่านว่ารีซิปโปรซิที่)

ถ้ากูเกิ้ลคำนี้ มันจะขึ้นมาโชว์เลยว่า

In social psychology, reciprocity is a social rule that says we should repay, in kind, what another person has provided us. That is, people give back the kind of treatment they have received from you. By virtue of the rule of reciprocity, we are obligated to repay favors, gifts, invitations, etc. in the future.

พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าใครทำดีกับเรา เราก็จะรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณและอยากทำดีตอบ

ตอนที่ผมกับแฟนไปเดินเล่นที่เลอมาเรส์ เราตั้งใจกันไว้แล้วว่าจะไม่ซื้อของฝากอะไร

สิ่งที่เปลี่ยนทุกอย่าง คือการที่เรารับซองเล็กๆ ที่พนักงานขายคนนั้นมายืนแจกหน้าร้าน

รับของเขามาแล้ว พอเขาชวนเข้าร้านก็รู้สึกว่าถ้าเราไม่เข้าก็จะดูน่าเกลียดไปหน่อย

จากนั้นเขาก็ขัดเล็บให้แฟนผม ซึ่งถือเป็นเด้งที่สองที่เขาสร้าง “หนี้บุญคุณ” ให้กับพวกเรา

พอถึงนาทีปิดการขาย บวกกับโปรโมชั่นซื้อหนึ่งแถมหนึ่ง พวกเราก็พ่ายแพ้อย่างย่อยยับ

หลักการ Reciprocity นั้นมีประโยชน์ต่อการขายยิ่งนัก เวลาไปเที่ยวญี่ปุ่นในย่านดังๆ ตามร้านขายขนมที่ระลึกเขามักจะมีของมาให้เราชิม และแม้เราจะมั่นใจว่าเราจะแค่ชิมเฉยๆ ถ้าไม่อร่อยก็ไม่ซื้อ แต่เท่าทีสังเกตตัวเอง ถ้าชิมขนมร้านไหนผมก็มักจะซื้อของจากร้านนั้น

—–

นอกจากขายของแล้ว เทคนิค Reciprocity ยังสามารถใช้กับการเรี่ยไรเงินบริจาคได้ด้วย

ที่อังกฤษ มีช่วงหนึ่งที่ลัทธิ Hare Krishna (ฮเร กฤษณะ) หาเงินบริจาคในสนามบินได้เป็นกอบเป็นกำ

วิธีที่เขาทำก็คือ ให้สมาชิกคนหนึ่งยืนแจกดอกไม้ดอกเล็กๆ ในสนามบิน ถ้าใครบ่ายเบี่ยงไม่รับ ก็จะบอกว่า “รับไว้เถอะ นี่คือของขวัญจากเรา” (คุ้นๆ มั้ย) เราจึงรับดอกไม้มาเพียงเพื่อรักษาน้ำใจของเขา แต่พอเดินไปซักพักเราก็อาจจะโยนทิ้งลงถังขยะ พอเราเดินไปได้อีกหน่อย ก็จะพบว่ามีสมาชิกฮเรกฤษณะมายืนถือกล่องบริจาครอเราอยู่ เมื่อเจอสถานการณ์เช่นนี้ คนส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่า “ต้อง” บริจาคให้กับคนกลุ่มนี้ (เพราะรับดอกไม้เขามาแล้ว หรืออาจยังรู้สึกผิดที่ทิ้งดอกไม้ไป)

วิธีการนี้ได้ผลและสร้างความไม่พอใจให้กับผู้ที่มาใช้บริการสนามบินไม่น้อย จนสุดท้ายสนามบินต้องแบนกลุ่มสมาชิกฮเร กฤษณะไม่ให้เข้ามารับเงินบริจาคในสนามบินอีก

—–

ผมนำเทคนิคนี้มาเล่า ไม่ใช่เพื่อให้คุณเอาไปใช้ในการหาประโยชน์จากคนอื่นนะครับ แต่เพื่อให้คุณรู้เท่าทัน จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อ

หรือถ้าตกเป็นเหยื่อไปเรียบร้อยแล้ว(อย่างผม) ก็จะได้รู้ตัวว่ามันเกิดจากกลไกอะไร จะได้ระวังตัวและไม่ทำพลาดซ้ำอีกครับ

—–

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (ถ้ากด Get Notifications ใต้ปุ่ม Like หรือเลือก See First ใต้ปุ่ม Following ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

—–
ขอบคุณข้อมูลจาก The Art of Thinking Clearly by Rolf Dobelli

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com