6 ปัจจัยที่ทำให้เราผัดวันประกันพรุ่ง (พร้อมวิธีแก้)

20160904_procrastinate

ผมเป็นนักผัดวันประกันพรุ่งมืออาชีพ

สมัยผมเรียนประถม ยังมีวิชาการงานและพื้นฐานอาชีพ (กพอ.) อยู่ จำได้ว่าคุณครูมักจะให้การบ้านงานฝีมือมา โดยให้เวลาเป็นเดือน แต่ผมก็จะไม่ยอมทำมันจนสามวันสุดท้าย แล้วค่อยไปขอให้น้าหรือเพื่อนผู้หญิงช่วยทำให้หน่อย

พอเรียนมหาวิทยาลัย ต้องทำซีเนียร์โปรเจ็ค มีเวลาตั้งสองเทอมเต็มๆ แต่กว่าจะได้เริ่มทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันก็เดือนสุดท้ายก่อนสอบไฟนอล

พอมาทำงาน ต้องทำสไลด์สำหรับการประชุม หลายต่อหลายครั้งที่ผมมาเริ่มทำเอาเช้าวันที่ประชุมนั่นแหละ

การผัดวันประกันพรุ่งเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนเคยทำกันทั้งนั้น

แต่ก็น่าแปลกใจเหมือนกันที่เราไม่เคยศึกษามันอย่างถ่องแท้ซักทีว่าการผัดวันประกันพรุ่งนั้นเกิดจากอะไรกันแน่

โชคดีที่นาย Chris Bailey เจ้าของบล็อก A Life of Productivity และผู้เขียนหนังสือ The Productivity Project ได้ทำการวิเคราะห์ไว้ให้แล้ว

คริสบอกว่า เหตุผลที่เราผัดวันประกันพรุ่งกับงานชิ้นใดชิ้นหนึ่งนั้นเพราะว่างานชิ้นนั้นมีลักษณะอย่างใดอย่างหนึ่งในหกข้อต่อไปนี้

1. น่าเบื่อ (Boring)
2. ยาก (Difficult)
3. ทำแล้วหงุดหงิด (Frustrating)
4. ไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน (Unstructured and Ambiguous)
5. ไม่มีความหมายกับเรา (Lack of Personal Meaning)
6. ไม่มีรางวัลในตัวมันเอง (Lacking in intrinsic reward – not fun/engaging)

เมื่อใดก็ตามที่พบว่าเรากำลังผัดผ่อนงานชิ้นหนึ่ง ลองถามตัวเองดีๆ ว่างานชิ้นนั้นมันมีองค์ประกอบใดบ้างในหกข้อที่กล่าวมา และเมื่อรู้แล้วก็หาทางพลิกมันซะ

ถ้างานชิ้นนั้นมันน่าเบื่อ เราทำให้มันสนุกขึ้นด้วยการเปลี่ยนสถานที่การทำงาน หรือแบ่งงานกับเพื่อนและมีให้มีการแข่งขันกันได้ไหม

ถ้างานมันยาก ลองใช้เวลาในการหาข้อมูลเพิ่มเติมและแตกงานให้มันเล็กลง เพื่อให้งานแต่ละชิ้นมันง่ายลงได้มั้ย

ถ้าทำแล้วหงุดหงิด ลองบอกกับตัวเองว่า จะให้เวลากับงานชิ้นนี้แค่ 30 นาทีเท่านั้น เมื่อทำเสร็จแล้วก็จะพักผ่อนหรือทำงานชิ้นอื่นที่เราอยากทำมากกว่า

ถ้าไม่มีโครงสร้างที่ชัดเจน ก็อาจจะระบุให้ได้ว่า อย่างน้อยในสามสเต็ปถัดไปเราต้องทำอะไรบ้าง

ถ้างานชิ้นนี้ไม่มีความหมายกับเรา แต่อย่างน้อยงานชิ้นนี้มันควรจะมีความหมายกับใครซักคน (เช่นหัวหน้าเราเป็นต้น) และเมื่อเราเห็นว่ามันสำคัญต่อหัวหน้า และหัวหน้าสำคัญกับเรา งานชิ้นนี้ก็จะเริ่มมีความหมายมากขึ้น

ถ้างานชิ้นนี้ไม่มีรางวัลในตัวมันเอง เราก็อาจต้องตั้งมันขึ้นมาเอง เช่นถ้าทำงานชิ้นนี้เสร็จ จะให้รางวัลตัวเองด้วยการไปกินซูชิร้านโปรดเป็นต้น

เหมือนที่ผมเคยเขียนไว้ในแรงต้านคือเข็มทิศว่า ยิ่งงานชิ้นนั้นมีความหมายมากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งมีโอกาสที่จะหลีกเลี่ยงมันมากขึ้นเท่านั้น เพราะว่ามันยาก

แต่เพราะว่ามันยาก จึงไม่มีคนอยากทำ

และถ้าเราทำสำเร็จ เราก็จะเป็นคนไม่กี่คนที่เอาชนะงานยากๆ ได้

ซึ่งก็จะทำให้เราเติบโตได้เร็วกว่าคนที่เอาแต่ทำงานง่ายๆ และผัดผ่อนงานยากๆ ครับ


ขอบคุณข้อมูลจากหนังสือ The Productivity Project by Chris Bailey

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com

ตัดสิน

20160903_judge

Q: หลายคนบอกว่าวัยรุ่นเป็นวัยที่เหนื่อย แล้วคุณคิดว่าความเหนื่อยของวัยรุ่นยุคนี้คืออะไร

A: ผมว่าเหนื่อยที่ต้องมานั่งเล่นโทรศัพท์นี่แหละ เหนื่อยที่ต้องมารับรู้อะไรที่มันตื้นๆ แต่ก็เข้าใจว่าตัวเองรับรู้อะไรได้เยอะและเร็ว ผมรู้สึกว่าความง่ายของการรับรู้ข่าวสารมันเป็นปัญหามากเลยนะครับ เพราะพอมันง่ายปุ๊ป ความยากที่ตามมาก็คือ เราจะแยกความจริงออกจากของปลอมที่มีอยู่มากมายได้ยังไง อย่างเมื่อก่อนเราอ่านหนังสือพิมพ์ได้ไม่เกิน 3 ฉบับ มีข่าวสารประมาณนี้ แต่ค่อนข้างถูกกรองมาแล้ว แต่ทุกวันนี้มีทั้งทวิตเตอร์ เฟซบุ๊ก อ่านกันเข้าไป อ่านไปพันหัวข้อ แต่มีเรื่องจริงถึง 10 หัวข้อหรือเปล่าก็ไม่รู้ ซึ่งตัวเองผมเองก็จะไม่ค่อยเล่นเลย ไม่อ่านหนังสือพิมพ์ ไม่รู้อะไรเลย ซึ่งอันนี้ก็คงสุดโต่งไปในด้านที่ไม่ถูกต้อง เพราะผมคิดว่าอะไรก็ตามที่อยู่ตรงกลางน่าจะดีที่สุด เพราะฉะนั้นผมมองว่าปัญหาของวัยรุ่นทุกวันนี้คือการไม่รู้ แล้วไปตัดสินสิ่งที่ตัวเองไม่รู้นั่นแหละ

a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015
สัมภาษณ์: เอกพล บรรลือ, ปริญญา ก้อนรัมย์
ภาพ: ภาสกร ธวัชธาตรี


ช่วงสี่ห้าปีที่ผ่านมา ผมมีความมั่นใจในตัวเองน้อยลงไปมาก

โดยเฉพาะกับเรื่องเหตุการณ์ที่เป็นข่าวคราวครึกโครม

พระธัมมชโยผิดจริงรึเปล่า? รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะสร้างปัญหาอะไรบ้าง? ใครจะเป็นนายกคนต่อไป?

เรื่องพวกนี้ผมไม่เคยประกาศจุดยืน แถมบางเรื่องไม่มีจุดยืนเลยด้วยซ้ำ เพราะรู้สึกว่าไม่ได้ติดตามข่าวเพียงพอ ข้อมูลที่มีจึงเป็นข้อมูลที่ตื้นเขินเกินกว่าจะฟันธงเรื่องใดๆ

แต่ก่อนผมก็ชอบตามข่าวดาราและข่าวการเมือง เพราะว่ามันสนุกดีที่ได้ตัดสินและวิจารณ์คนนั้นคนนี้ว่าเป็นยังไง

แต่ผมก็ได้พบว่าข่าวกว่า 99% ที่ผมตามอยู่นั้น ไม่มีผลกระทบอะไรต่อชีวิตผมเลย

ส่วนอีก 1% ที่เหลือ ที่มีผลกระทบกับชีวิตผมอย่างมีนัยสำคัญ ยังไงผมก็จะรู้มันได้จากคนรอบข้างอยู่ดี

ดังนั้น การตามข่าว (และคอยตัดสิน) คนอื่นนั้นจึงไม่มีประโยชน์เท่าไหร่

ผมเชื่อว่าข่าวสารต่างๆ มันจะมีประโยชน์ก็ต่อเมื่อเราเอามันมาช่วยตัดสินการกระทำของตัวเอง

พระธัมมชโยจะผิดไหม จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมเองได้ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับสิ่งที่พระพุทธเจ้าสอนรึยัง

รัฐธรรมนูญจะสร้างปัญหาอะไรบ้าง จึงไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะออกไปใช้สิทธิ์ประชามติรึเปล่า

และใครจะเป็นนายกคนต่อไป ก็ไม่สำคัญเท่ากับว่าผมจะช่วยสังคมไทยอย่างไรได้บ้าง (หนึ่งในคำตอบคือการเขียนบล็อกนี้)

เขาถึงมีคำพูดว่า ดูหนัง ดูละคร แล้วย้อนดูตัว

ถ้ามัวแต่ดูคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่นโดยไม่หันมาวิพากษ์ตัวเองบ้างเลย

ก็นับได้ว่าเป็นการเสียโอกาสอย่างร้ายกาจเลยทีเดียว


ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก a day BULLETIN issue 360: 15-21 June 2015 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

นิทานร้านเพชร

20160901_diamond

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

สามีภรรยาคู่หนึ่งไปเดินช็อปปิ้งก่อนวันคริสต์มาส

ขณะที่ภรรยาเดินเลือกเสื้อผ้าอยู่นั้น สามีก็ขอตัวไปเดินเล่นที่อื่นและบอกว่าเดี๋ยวจะกลับมา

แต่แม้ว่าภรรยาจะซื้อเสื้อผ้าเสร็จแล้ว สามีก็ยังไม่มาซะที ภรรยาเลยโทร.หาสามี

“คุณอยู่ไหนคะเนี่ย”

“คุณจำร้านเครื่องเพชรที่เราเคยเข้าไปดูเมื่อ 10 ปีที่แล้วได้มั้ย? คุณชอบสร้อยคอเส้นหนึ่งมาก แต่ตอนนั้นผมยังไม่มีเงินพอ และผมบอกกับคุณว่า วันหนึ่งผมจะซื้อสร้อยเส้นนั้นให้คุณแน่ๆ”

ภรรยาน้ำตาเอ่อล้นจนไหลรินอาบแก้ม “จำได้ค่ะ ฉันจำร้านนั้นได้แม่นเลยล่ะ”

“ผมกำลังจิบเบียร์อยู่ในบาร์ติดกับร้านนั้นเลย”


ขอบคุณนิทานจาก Quora: Tanmay Ghosh’s answer to What are some great short stories with a twist ending?

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

 

เมื่อยอมรับได้ว่าลูกน้องเก่งกว่าเรา

20160901_betterthanme

เมื่อนั้นเราจะเหนื่อยน้อยลงเยอะเลย

คุณปาล์มเป็นหนึ่งในคนที่ตามอ่านบล็อกของผมมาซักพักแล้ว เคยมาขออนุญาตเอาบล็อกของผมตอน 10 สิ่งอำนวยความสะดวกของคนไทยที่ฝรั่งไม่มีไปช่วยเผยแพร่ในสื่อที่เขาดูแลอยู่ด้วย

เมื่อวานมีโอกาสได้คุยกับคุณปาล์มทางเฟซบุ๊ค ก็เจอประโยคโดนใจเมื่อคุณปาล์มบอกผมว่า

ตอนนี้ ผมมีลูกน้องที่เก่งกว่าผมทำงานให้ครับ

ตอนนี้ ผมป่วย หรือหายไปไหน งานก็ยัง flow ไปสบายๆ ครับ

มันทำให้ผมนึกถึงช่วงปี 2005-2007 ที่ตัวเองเคยทำงานเป็นซัพพอร์ต ดูแลซอฟท์แวร์ตัวหนึ่งที่ชื่อว่า DTS

มีเคสเคสหนึ่งที่ลูกค้าส่งเข้ามาว่าข้อมูลบางอย่างของ DTS นั้นผิด เพราะค่ามันเป็นเลขติดลบ

ผมใช้เวลาอยู่พอสมควรก็ยังหาสาเหตุไม่ได้ โชคดีที่ปัญหานี้ไม่สำคัญนัก ลูกค้าจึงไม่ได้ตามจิกเท่าไหร่

พอกลางปี 2007 ผมได้โปรโมตเป็นหัวหน้าทีม ผมจึงรับพนักงานมาใหม่หนึ่งคนชื่อเอก* เพื่อมาช่วยดู DTS ด้วยอีกแรง

ช่วงเดือนแรกผมก็ให้เอกเริ่มรับเคส DTS ที่เข้ามาใหม่ แต่เคส DTS ที่ข้อมูลติดลบนั้นผมก็ยังถือไว้อยู่

จนเข้าเดือนที่สองแล้วนั่นแหละ ผมก็รู้สึกว่าเคสตัวเลขติดลบนี้ยังไปไม่ถึงไหนซักที ก็เลยถามเอกว่าอยากจะลองเอาเคสนี้ไปแก้ดูมั้ย

ปรากฎว่า ใช้เวลาเพียงไม่กี่วันเอกก็พบต้นตอของปัญหา

ณ จุดนั้นผมรู้เลยว่าตอนนี้เอกเก่ง DTS กว่าผมแล้ว

อารมณ์แรกคือจ๋อยเล็กน้อย ที่คนอยู่มาสองเดือนสามารถแก้เคสที่คนอยู่มาสองปีทำไม่ได้

แต่อารมณ์ที่ตามมาก็คือรู้สึกโล่งอก

โล่งอกที่รู้ตัวว่า จากนี้ไปสามารถปล่อยเคส DTS ให้เอกดูแลได้เลย ผมจะได้เอาเวลามาใส่ใจกับการทำทีม


การเป็นหัวหน้านี่มันก็ยากเหมือนกัน

เพราะหัวหน้ามักจะถูกโปรโมตจากคนที่ทำงานดี

พอขึ้นมาดูแลทีม บางครั้งเราก็ยังเผลอที่จะลงไปลุยงานเดิมๆ เพราะมันสนุกดี ซึ่งนั่นก็เป็นสาเหตุให้เราเหนื่อยเป็นสองเท่า เพราะงานเดิมก็ต้องทำ แถมยังต้องมาดูแลลูกน้องอีก จนแทบจะไม่มีเวลามานั่งดูภาพใหญ่เลยว่า จะทำยังไงให้ทีมมีประสิทธิภาพสูงสุด

คงเป็นการดีกว่าที่จะวางอีโก้ตัวเองลง ยอมทำงานที่ตัวเองยังไม่เก่งอย่างการดูแลทีม และยอมปล่อยงานเดิมของเราให้ลูกทีมได้ลองทำดู

และแม้ว่าเขาจะผิดพลาดบ้างก็คงไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย ถือซะว่ามันคือราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ทีมแข็งแกร่งขึ้น

ผมเชื่อว่าจุดมุ่งหมายที่หัวหน้าทุกคนควรมุ่งไป คือการทำให้ทีมอยู่ได้โดยไม่มีเรา

และขั้นตอนแรกสำหรับการบรรลุเป้าหมายนี้ คือการยอมรับให้ได้เสียก่อนว่า วันหนึ่งลูกน้องในทีมทุกคนจะเก่งกว่าเรา อย่างน้อยก็ในบางเรื่อง

เมื่อไหร่ที่ยอมรับความจริงข้อนี้ได้ เมื่อนั้นเราถึงจะเริ่มเป็นหัวหน้าที่ดีได้ครับ


* คนละคนกับเอกที่คิดวิธีการทำให้พวกเราพูดภาษาอังกฤษในที่ทำงานนะครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก LifeOfPix.com

ห้าปียังเหมือนเดิม

20160830_fiveyears

“You will be the same person in five years as you are today except for the people you meet and the books you read.”

– Charlie “Tremendous” Jones

“You are the average of the five people you spend the most time with.”

– Jim Rohn


เคยถามตัวเองมั้ยครับว่าตัวเราวันนี้กับเมื่อวานนี้ต่างกันอย่างไร?

และตัวเราวันนี้กับตัวเราเมื่อปีที่แล้วต่างกันแค่ไหน?

แล้วตัวเราวันนี้กับเมื่อห้าปีที่แล้วล่ะ?

“ความต่าง” ในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงความมั่งคั่งหรือตำแหน่งหน้าที่นะครับ

แต่หมายถึงสิ่งที่อยู่ข้างในของเรา

ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อบางอย่าง ความรู้สึกกับเรื่องบางเรื่อง หรือสภาวะจิตใจในแต่ละวัน

ถ้าเรายังรู้สึกว่าเป็นคนเดิมอยู่ ก็ตีความได้สองอย่าง

คือเราโตมานานแล้ว

หรือเราไม่ได้เติบโตขึ้นเลย


จิม รอห์นบอกว่า เราจะเป็นค่าเฉลี่ยของคนห้าคนที่เราใช้เวลาด้วยมากที่สุด

พวกนักธุรกิจฝรั่งจึงมักมี mastermind group หรือกลุ่มคนประมาณ  4-6 คนที่นัดจะเจอกันทุกสัปดาห์หรือทุกเดือน เพื่อแชร์ประสบการณ์ ปัญหา และหาทางแก้ร่วมกัน

ยิ่งเราใช้เวลากับคนที่ฉลาดกว่าเรามากเท่าไหร่ เราก็จะยิ่งฉลาดขึ้นเท่านั้น

ในทางกลับกัน ถ้าเราใช้เวลากับคนที่ความคิดความอ่านด้อยกว่าเรา เราอาจจะช่วยให้เขาดีขึ้นมาได้ แต่ตัวเราเองก็จะเคลื่อนที่ไปข้างหน้าได้ช้าหน่อย


ส่วนตัวผมเอง ผมไม่มี mastermind group และไม่ค่อยได้เจอคนใหม่ๆ เท่าไหร่

แต่นั่นก็ใช่ว่าจะใช้กฎค่าเฉลี่ยของคนห้าคนไม่ได้

เพราะแม้จะไม่ได้พบเจอพูดคุยกันตัวเป็นๆ ผมก็ยังพูดคุยกับเขาผ่านตัวหนังสือได้

หนังสือจึงเป็นเครื่องมือหลักที่ช่วยให้ตัวผมในวันนี้แตกต่างจากตัวผมเองในห้าปีก่อน

ถ้าจะให้พูดถึงนักเขียนซักห้าคนที่ผมได้คลุกคลีด้วย และเปลี่ยนความคิดความเชื่อของผมไป 180 องศา ก็น่าจะมีดังนี้

Marie Kondo ผู้เขียน The Life Changing Magic of Tidying up จงเก็บแต่ของที่ Spark Joy แล้วเราจะไม่รู้สึกว่าขาดสิ่งใดอีก เพราะการจัดบ้านไม่ใช่แค่การจัดบ้าน แต่มันคือการจัดวางความสัมพันธ์ระหว่างเราและสิ่งของที่เรามี

Charles Duhigg ผู้เขียน The Power of Habit – นิสัยของคนเรานั้นเกิดขึ้นจากสามปัจจัยที่เกื้อหนุนกันเป็นวงจร นั่นคือตัวกระตุ้น (Cue) – การกระทำ (Routine) – รางวัล (Reward) ถ้าอยากจะสร้างนิสัยใหม่ อย่าลืมหาตัวกระตุ้นและรางวัลมาใส่ด้วย ไม่อย่างนั้นจะไม่ครบวงจรและนิสัยใหม่จะเกิดยาก

นพ.โยะชิโนะริ นะงุโม ผู้เขียน ยิ่งหิว ยิ่งสุขภาพดี – ทัศนคติเกี่ยวกับความหิวของผมเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เพราะธรรมดาเวลาหิวแล้วผมจะหงุดหงิด แต่ผู้เขียนบอกว่า การปล่อยให้ตัวเองหิวบ้าง คือการปล่อยให้ฮอร์โมนของความหนุ่มสาวทำงาน

Gary Keller ผู้เขียน The ONE Thing ที่แนะนำให้เราใช้เวลาจดจ่อกับเรื่องหนึ่งเรื่องให้เต็มที่ แล้วผลลัพธ์ทบต้นนั้นจะทำให้เราประหลาดใจ

Seth Godin ผู้เขียน The Icarus Deception ที่บอกว่า Comfort Zone และ Safety Zone นั้นเคยทับซ้อนกันอยู่ แต่ตอนนี้วงกลมสองวงนี้ไม่ได้ทับซ้อนกันอีกต่อไป ยิ่งเราปล่อยตัวเองให้อยู่ใน Comfort Zone นานเท่าไหร่ ความมั่นคงในชีวิตยิ่งน้อยลงเท่านั้น


“You will be the same person in five years as you are today except for the people you meet and the books you read.”

ตัวเราเองในวันนี้ เห็นตัวเราในอีกห้าปีข้างหน้าแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง?

ถ้าอยากจะเติบโต เราก็ควรออกไปพบคนใหม่ๆ เดี๋ยวนี้ Meetup.com ทำให้การพบเพื่อนใหม่ที่สนใจเรื่องเดียวกับเรานั้นง่ายขึ้นมาก

แต่ถ้าชีวิตไม่ได้เอื้อให้เราพบผู้คนขนาดนั้น เราก็ยังสามารถเติมความคิดและมุมมองใหม่ๆ ผ่านการอ่านหนังสือได้เสมอ เพียงใช้เวลากับมือถือ แท็บเบล็ต และทีวีให้น้อยลง ก็มีเวลาเพิ่มขึ้นไม่น้อยแล้ว

มาสนุกกับการเติบโตกันนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com