บาดแผลคือหน้าต่าง

20160829_wound

“The wound is the place where the Light enters you.”
– Rumi

เราทุกคนต่างมีบาดแผลด้วยกันทั้งนั้น

บางคนโชคดี อาจมีรอยแค่ขีดข่วน

ส่วนบางคนที่โชคชะตาเล่นแรง อาจจะมีแผลเป็นอยู่เต็มไปหมด

ความเจ็บปวดตอนเป็นแผลนั้น ถึงจะเนิ่นช้าแค่ไหน สุดท้ายก็หายไป

แต่บทเรียนที่มาพร้อมกับบาดแผลนั้น จะยังคงอยู่กับเราไปตลอด และทำให้เราเติบโตขึ้น มีความกรุณามากขึ้น ตัดสินใจได้ดีขึ้น

“The wound is the place where the Light enters you.”

จากนี้ไป ทุกครั้งที่ต้องเจออุบัติเหตุชีวิต ขอให้ระลึกได้ถึงความจริงข้อนี้

ว่าบาดแผลคือหน้าต่างให้แสงแห่งปัญญาส่องมาถึงใจเรา

ตอนเกิดแผล ถ้าเรามัวแต่ดราม่าฟูมฟาย ก็เท่ากับกับเรากำลังปิดม่านหน้าต่างบานนั้น

ไหนๆ ก็เจ็บทั้งทีแล้ว อย่าให้เสียของครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

Keystone Habit เปลี่ยนชีวิตได้

20160828_keystone

ในรอบสามปีที่ผ่านมา หนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งที่ผมได้อ่านคือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg ครับ

หนึ่งในคอนเซ็ปต์ที่มีประโยชน์มากจากหนังสือเล่มนี้ คือคอนเซ็ปต์เรื่อง Keystone Habit

ในความหมายเดิม คำว่า Keystone นั้นคือหินที่อยู่ข้างบนสุดของประตูทางโค้ง (arc) เป็นเหมือนลิ่มที่ยึดหินก้อนอื่นๆ เอาไว้

คำว่า Keystone Habit คือนิสัยที่เหนี่ยวนำให้เกิดนิสัย อื่นๆ ตามมาครับ

ยกตัวอย่างเช่น คนที่มีนิสัยออกกำลังกายเป็นประจำ ก็จะเริ่มทานอาหารจังค์ฟู้ดน้อยลง นอนตื่นเช้าขึ้น และทำงานได้มีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม (เพราะจะรีบไปออกกำลังกาย!)

และแม้ในหนังสือจะพูดถึงแต่ Keystone Habit ดีๆ แต่ผมคิดว่า Keystone Habit ที่เหนี่ยวนำนิสัยแย่ๆ ก็มีเหมือนกัน

เช่นคนที่กินเหล้าเยอะ ก็มักจะใช้เงินสุรุ่ยสุร่าย ทำงานไม่มีประสิทธิภาพ พูดจาไม่เพราะ

ถ้ามองนิสัยต่างๆ เป็นโดมิโนที่วางเรียงกัน Keystone Habit ก็คงเป็นเหมือนโดมิโนตัวแรกในแถว แค่ล้มมันตัวเดียว โดมิโนตัวอื่นๆ ก็จะล้มตามไปด้วย


ผมเคยเขียนไว้ในตอนกงล้อชีวิตว่า มนุษย์เรานั้นมีเรื่องที่ต้องดูแลหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น

  • หน้าที่การงาน
  • เพื่อนและครอบครัว
  • แฟน/คนรัก
  • สุขภาพ
  • การเงิน
  • โอกาสพัฒนาตนเอง
  • สภาพแวดล้อม

ซึ่งถ้าเราเอาดีแค่ด้านใดด้านหนึ่ง และละเลยบางด้านโดยสิ้นเชิง กงล้อนี้ก็จะบิดๆ เบี้ยวๆ วิ่งไปได้ไม่ไกล

แต่เมื่อชีวิตมันมีหลายด้านเหลือเกิน และชีวิตเราก็ยุ่งมากพออยู่แล้ว เราจะเอาเวลาที่ไหนมาดูแลให้ครบทุกด้าน?

ผมว่า Keystone Habit อาจเป็นคำตอบที่ดีก็ได้

เพราะเพียงเราเลือกทำ Keystone Habit ที่ดีเพียงอย่างเดียว มันก็จะส่งผลบวกให้แก่ด้านอื่นๆ ของชีวิต

และนี่คือ Keystone Habit ที่ผมเชื่อว่าจะช่วยให้ชีวิตของเราดีขึ้นครับ (มีลิงค์ไปสู่บทความที่ผมเคยเขียนเอาไว้ด้วย)

ออกกำลังกายเป็นประจำ – ตามที่กล่าวไปข้างต้น

เก็บเตียงทุกเช้า – ช่วยให้หัวสมองปลอดโปร่งมากขึ้น ทำให้เราทำงานมีประสิทธิภาพมากกว่าเดิม นอนหลับได้ดีกว่าเดิม

เก็บโต๊ะทำงานให้สะอาด – เราจะมีความรู้สึกอยากทำงานมากขึ้น สามารถโฟกัสกับงานตรงหน้าได้ดีกว่าเดิม และสะสางงานในแต่ละวันได้อย่างหมดจด

เก็บบ้านให้สะอาด ทำให้เราอารมณ์ดีขึ้น หาเสื้อผ้าสวยๆ ใส่ได้ง่ายกว่าเดิม ทำให้เราอยู่ติดบ้านมากขึ้น ใช้จ่ายเงินกับการช็อปปิ้งน้อยลง

วางมือถือไว้ไกลตาเวลาอยู่บ้าน – มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น เข้านอนเร็วขึ้น ได้อ่านหนังสือเยอะกว่าเดิม

เข้านอนให้เร็วขึ้น – ทำให้เราตื่นเช้าขึ้น เดินทางโดยไม่เจอรถติด ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ได้กินอาหารดีๆ โดยไม่ต้องเร่งรีบ

เขียนไดอารี่ – จะช่วยให้เราได้ทบทวนตัวเองว่าเราพอใจกับเรื่องอะไร มีอะไรที่เราได้เรียนรู้ในวันนี้ พรุ่งนี้เราอยากจะทำอะไร ความฝันของเราไปถึงไหนแล้ว มีเรื่องอะไรที่เรายังขาดตกบกพร่องบ้าง

หัดเจริญสติ – ลดความตึงเครียด (ถ้าทำถูกวิธี) ทำให้ใจเรามีเมตตามากขึ้น มองอะไอย่างเป็นกลางมากกว่าเดิม นอนหลับสนิทมากขึ้น มีสติในการใช้ชีวิตประจำวัน

ที่เขียนๆ มานี่ใช่ว่าผมจะทำได้ครบทุกข้อนะครับ และผมแนะนำคุณผู้อ่านว่าถ้าจะทำก็ควรจะเลือกขึ้นมาทำแค่อย่างเดียวจนกว่าจะกลายเป็นอุปนิสัยให้ได้เสียก่อน แล้วคอยดูว่ามันส่งผลกระทบกับด้านอื่นๆ ในชีวิตเหมือนที่ผมว่าไว้รึเปล่าครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ประโยคปฏิเสธคือประโยคคำถาม

20160828_no

“Learn to take no as a question.”

– Alan M. Webber

เราทุกคนเกิดมาเป็นนักขายโดยหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม้จะไม่เคยขายของ แต่เราก็ต้องเคยขายตัวเองเพื่อให้บริษัทรับเข้าทำงาน หรือเพื่อให้สาวที่เราสนใจยอมให้เบอร์

เมื่อทุกคนเคยเป็นนักขาย เราทุกคนย่อมต้องเคยเจอการการปฏิเสธ

ไม่ว่าจะขายของแล้วเขาไม่สนใจ

หรือส่งเรซูเม่ไปแล้วเขาไม่ติดต่อมา

หรือขอเบอร์สาวแล้วเขาไม่ให้

พอเราเจอการปฏิเสธ เราก็จะรู้สึกหงุดหงิด รู้สึกเสียหน้า รู้สึกอยากทักท้วงหรือตามตื๊อ

แต่เราสามารถรู้สึกอีกอย่างหนึ่งได้

คือรู้สึกอยากเรียนรู้เหตุผลของการปฏิเสธนั้น

การที่เขาปฏิเสธ แสดงว่าเขาอาจยังมีข้อมูลไม่ครบ เลยยังไม่กล้าตัดสินใจ

แทนที่จะมองคำปฏิเสธนั้นเป็น “สถานะถาวร” เราควรจะมองการปฏิเสธเป็นเพียง “สถานะชั่วคราว”

เพราะใจคนเราเปลี่ยนได้เสมอ

ถ้าเป็นไปได้ ลองถามคนที่ปฏิเสธเราดูว่า ที่เขา say no เพราะว่าอะไร

เขาอาจจะคิดว่าสินค้าของเราแพงไป

เขาอาจจะคิดว่าเราประสบการณ์ของเราไม่ตรง

หรือเขาอาจจะคิดว่าเรายังทำตัวไม่น่าไว้ใจ

เมื่อได้เรียนรู้แล้วว่าข้อขัดข้องของเขาคือเรื่องอะไร เราจะได้ไปทำการบ้านมาใหม่

และแม้ว่าทำการบ้านมาแล้ว กลับมาขายคนเดิมและได้รับคำตอบว่า No เหมือนเดิม แต่การเรียนรู้นี้ย่อมไม่สูญเปล่า เพราะเราจะมีความพร้อมมากขึ้นเมื่อเราต้องไปขายกับคนอื่นๆ

“Learn to take no as question.”

คำปฏิเสธก็เหมือนใจคนที่ยังโดนล็อคอยู่

หน้าที่ของเราคือหากุญแจมาไขล็อคนั้น

ในประโยคปฏิเสธสั้นๆ ว่า “No” นั้น มีประโยคคำถามอยู่ในใจคนพูดเสมอ

ลองหาให้เจอว่าคำถามของเขาคืออะไร

เราจะได้หากุญแจให้ถูกดอกครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

ถ้าชีวิตคือการเดินทาง

20160827_travel

อย่างแรกสุดเราต้องตัดสินใจก่อนว่าจะไปที่ไหน

จากนั้นก็ตัดสินใจว่าจะเดินทางอย่างไร

ถ้าจะไปเชียงใหม่ จะนั่งเครื่องบินก็ได้ นั่งรถไฟก็ได้ นั่งรถทัวร์ก็ได้ ขับรถไปเองก็ได้ ใครที่ฟิตๆ หน่อยขี่จักรยานยังได้เลย

แน่นอนว่าแต่ละวิธีใช้เวลาไม่เท่ากัน ค่าใช้จ่ายก็ไม่เท่ากัน

ใครที่ต้นทุนชีวิตดีหน่อย ก็อาจจะถึงเชียงใหม่เร็วหน่อยเพราะมีเงินซื้อตั๋วเครื่องบิน

ส่วนคนที่ต้นทุนชีวิตไม่ค่อยมี อาจต้องใช้เวลามากกว่า อาจต้องเจออุปสรรคเยอะกว่า แต่สุดท้ายก็น่าไปถึงเชียงใหม่ได้เหมือนกัน

โลกเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน สถานการณ์อาจพลิกผัน ที่ตอนแรกว่าจะนั่งเครื่องบินไปชิลล์ๆ อาจต้องไปขึ้นรถทัวร์ที่หมอชิตแทน

แต่ถึงไปช้าหน่อยก็ไม่เป็นไร เพราะวิวข้างทางที่เราได้เห็นจากที่นั่งบนรถทัวร์ ก็จะกลายมาเป็นประสบการณ์และความทรงจำที่คนนั่งเครื่องบินไม่เคยมี

ที่ต้องระวังก็คือ อย่าเอาความเร็วในการเดินทางของตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น

คงตลกดีถ้าคนที่นั่งรถทัวร์จะบ่นว่ามันไม่แฟร์ที่คนนั่งเครื่องบินจะถึงที่หมายเร็วกว่า

แทนที่จะกังวลว่าใครจะถึงที่หมายก่อนกัน สู้สำรวจตัวเองดีกว่าว่าเราหันหน้าถูกทิศรึเปล่า

เพราะถ้าหันหน้าถูกทิศ จะช้าจะเร็วก็ย่อมถึงเชียงใหม่

แต่ถ้าหันหน้าผิดทิศ ยิ่งตะบี้ตะบันเท่าไหร่ ยิ่งห่างไกลจากจุดหมายเท่านั้นนะครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

นิทานงานศพ

20160825_funeral

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

(วันนี้อาจจะขำแบบดาร์คๆ นิดนึง อย่าถือสานะครับ)

ขณะที่กำลังเดินออกจากร้านกาแฟในมิลาน ฟาบิโอ้ก็มองเห็นขบวนงานศพที่แสนจะแปลกตา

ในขบวนนั้นมีโลงศพอยู่ถึงสองโลง

คนที่เดินอยู่หลังโลงศพเป็นชายวัยกลางคนที่กำลังเดินจูงหมาสีดำตัวโต

และด้านหลังชายคนนั้น ยังมีผู้ชายอีกราว 200 คนเดินตามมาเป็นแถวตอนเรียงหนึ่ง

ฟาบิโอ้ไม่อาจจะเก็บความสงสัยไว้ได้ จึงเข้าไปถามผู้ชายที่จูงหมา

“ขอโทษที่รบกวนนะครับ แต่ผมไม่เคยเห็นขบวนศพยาวขนาดนี้มาก่อนเลย นี่เป็นงานของใครเหรอครับ?”

“งานศพเมียผมเอง”

“ขอแสดงความเสียใจด้วยจริงๆ ครับ เกิดอะไรขึ้นกับเธอเหรอครับ?”

“หมาผมขย้ำเธอจนตาย”

“แล้วโลงศพที่สองล่ะ?”

“แม่ยายผมเขาพยายามจะเข้าไปช่วยก็เลยโดนลูกหลง”

ฟาบิโอ้นิ่งเงียบอยู่ราวสามวินาที ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า

“ผมขอยืมหมาได้มั้ย?”

“ไปต่อแถวสิ”


ขอบคุณนิทานจาก Daily Jokes

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Unsplash.com