การที่เรายังอยู่ตรงนี้ ก็เหมือนถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่

สมัยก่อน ผมเคยเปิดคอร์ส Time Management ให้กับคนที่บริษัทและประชาชนทั่วไป น่าจะได้สอนไปเกิน 10 รุ่น ไม่ต่ำกว่า 200 คน

ประโยคแรกที่ผมพูดในคอร์สนี้ ก็คือ Time Management เป็นคำที่ผิด เพราะอันที่จริงแล้วเราไม่สามารถจัดการเวลาได้เลย เวลามีแต่จะเดินหน้าไป เราไม่สามารถทำให้เวลาเดินเร็วกว่านี้ และไม่อาจทำให้มันเดินช้ากว่านี้ ไม่อาจตัดแต่งเวลาให้อนาคตมาก่อนอดีตได้

เมื่อเราจัดการเวลาไม่ได้ สิ่งเดียวที่จัดการได้คือตัวเราเอง ว่าจะทำตัวอย่างไรเพื่อใช้เวลาที่มีอยู่อย่างจำกัดให้เกิดประโยชน์สูงสุด

หนังสือเรื่องการจัดการเวลามีอยู่มากมาย เพราะโลกก็สร้างสิ่งละอันพันละน้อยให้เรารู้สึกว่าต้องทำได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ความรู้สึกว่าเวลาไม่เคยมีพอนั้นทำให้เกิดบทความหัวข้อประมาณ “Why You’ll Never Finish Your To-Do List” เพราะยิ่งทำงานมากก็ยิ่งมีงานเข้ามามาก เราเลยต้องเหมือนแข่งกับเวลาอยู่ตลอด เทคนิคอย่าง Pomodoro ก็ออกแบบออกมาให้เราทำงานเสร็จให้เร็วที่สุดภายในเวลาที่น้อยที่สุด

นั่นคือวิธีการมองเวลาในมุมหนึ่ง มองว่าเวลาเป็นคู่แข่งที่เราต้องเอาชนะมันให้ได้

แต่มันก็มีวิธีมองเวลาในอีกมุมเช่นกัน

สมมติว่าจู่ๆ วันหนึ่งเราตื่นมาแล้วพบว่ามีล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่อยู่ในมือ เราไม่รู้ว่าได้มันมาได้ยังไง แต่เรารู้ว่ามันเป็นของจริง และเอาไปขึ้นเงินได้แน่นอน

ถามว่าเราจะรู้สึกอย่างไร? เราอาจจะบ่นว่าน่าจะได้รางวัลใหญ่กว่านี้ หรือเราอาจกังวลว่าจะต้องจ่ายภาษีเท่าไหร่ แต่อารมณ์โดยรวมของเรา น่าจะเป็นไปในทางบวก และเริ่มฝันหวานว่าจะเอาเงินรางวัลไปทำอะไรบ้าง

เราจึงสามารถมองเวลาด้วยสายตาของคนถูกล็อตเตอรี่ได้เช่นกัน เพราะการที่เราได้เกิดมานั้นเป็นเรื่องที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Fluke ของ Brian Klaas ว่า ถ้า 66 ล้านปีที่แล้ว อุกกาบาตตกมายังโลกเร็วหรือช้ากว่านี้แค่ไม่กี่นาที ไดโนเสาร์จะไม่สูญพันธุ์ และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่เป็นบรรพบุรุษของ Homo Sapiens ก็คงไม่มีโอกาสได้ลืมตาอ้าปากจนได้ขึ้นมาครองโลกขนาดนี้

และถ้ารุ่นทวดของเราไม่ได้เจอกัน ปู่ย่าตายายไม่ได้แต่งงานกัน หรือพ่อแม่ของเราไม่ได้พบกัน เราก็จะไม่ได้เกิดมา และแม้กระทั่งตอนที่ปฏิสนธิ หากมีความคลาดเคลื่อนเพียงนิดเดียว อสุจิอีกตัวเจาะไข่ได้ก่อน คนที่จะได้เกิดมาก็จะเป็นคนอื่นที่ไม่ใช่เรา

การที่เราได้เกิดมาและมานั่งอ่านบทความอยู่ตรงนี้ จึงเป็นปาฏิหาริย์ซ้อนปาฏิหาริย์ นับครั้งไม่ถ้วน

ดังนั้น แทนที่เราจะรู้สึกขุ่นเคืองใจว่ามีภาระและสิ่งที่ต้องทำเยอะเกินไปจนเวลาไม่เคยพอ เรากลับควรรู้สึกขอบคุณว่าเวลาที่เรามี ณ ที่นี่ ตรงนี้ และต่อจากนี้ มันไม่ต่างอะไรกับการถูกล็อตเตอรี่รางวัลใหญ่ที่เราได้มาโดยไม่ต้องพยายามหรือทำอะไรเพื่อคู่ควรกับรางวัลนี้ด้วยซ้ำ

มีนาคมปีที่แล้ว ผมได้สบตากับยมฑูตตอนเดินลงจากออฟฟิศชั้น 24 ระหว่างเกิดแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ตอนนั้นในใจรู้สึกว่าทุกอย่างอาจจะจบลงตรงนี้จริงๆ

พอเดินลงมาถึงชั้นล่างสุดและออกจากตึกมาได้ ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เหมือนได้เกิดใหม่ขนาดย่อมๆ

หลายวันต่อจากนั้น ไม่ว่าผมจะเจอเรื่องอะไรที่อาจจะทำให้ขุ่นเคืองใจ รถจะติด แฟนจะงอน ลูกจะงอแง ผมกลับรู้สึกขอบคุณทุกเหตุการณ์ เพราะอย่างน้อยที่สุดผมก็ยังอยู่ตรงนี้เพื่อจะได้รับรู้และมีประสบการณ์ไปกับมัน

เมื่อวานนี้ผมได้ข่าวการจากไปของ “แกรม” อดีตเพื่อนร่วมงานชาวต่างชาติที่อายุมากกว่าผมไม่กี่ปี นิสัยดี เล่นเปียโนเก่ง และวิ่งเร็วมาก ภาพที่จำได้แม่นคือตอนที่บริษัทจัดงานวิ่ง 5 กิโล วิ่งสองรอบสวนลุม ผมอยู่ในกลุ่มที่วิ่งนำมาโดยตลอด แต่ 500 เมตรสุดท้ายโดนแกรมวิ่งขึ้นมาตีคู่และนำโด่งจนเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก

เท่าที่ผมทราบ แกรมป่วยด้วยโรคเดียวกับ “ต้อม” เพื่อนสนิทที่เสียชีวิตไปเมื่อ 6 ปีที่แล้ว ต้อมเกิดปีเดียวกับผม หน้าตาดี นิสัยดี มีแต่คนรักและระลึกถึงอยู่จนทุกวันนี้

ล็อตเตอรี่ของแต่ละคนย่อมมีรางวัลไม่เท่ากัน

สำหรับคนที่รู้สึกว่ามีอะไรให้ต้องทำเยอะเกินไป และมีเวลาไม่เคยพอ ขอให้ระลึกได้ว่าโลกนี้ไม่ได้ติดค้างอะไรเรา เวลาที่เราได้มาและยังมีเหลืออยู่คือรางวัลใหญ่ สิ่งที่เราทำได้คือเอ็นจอยและมองเห็นคุณค่า

แล้วเราจะมีท่าทีต่อเวลาที่เป็นมิตรกว่านี้ครับ


ขอบคุณคอนเซ็ปต์เรื่องเวลาคือล็อตเตอรี่จากหนังสือ Big Time: A Simple Path to Time Abundance ของ Laura Vanderkam