ชีวิตคนเราสมัยนี้ – โดยเฉพาะชีวิตคนกรุง – มักจะถูกทำร้ายจากความสบายมากกว่าความลำบาก
อย่างในอเมริกา ปัญหาของคนจนไม่ได้เกิดจากการมีอาหารไม่พอกิน แต่เพราะว่ามีอาหารไร้คุณภาพให้กินมากเกินไปจนเป็นโรคอ้วน ประชากรอเมริกันที่ค่า BMI เกิน 30 นั้นมีถึง 40% เทียบกับญี่ปุ่นที่มีเพียง 4%
คนเรามักจะมองไม่เห็น “ราคา” ของความง่ายหรือความสะดวก เพราะอะไรที่เร็วและถูก สมองก็จะตีความโดยอัตโนมัติว่า “คุ้มค่า”
เหมือนการเล่นโซเชียลที่แสนง่ายดายแถมไม่ต้องจ่ายเงินสักบาท แต่จริงๆ แล้วต้นทุนมหาศาล เพราะมันต้องแลกด้วยเวลาชีวิต สติสัมปชัญญะ และโอกาสที่จะทำบางสิ่งที่เราปรารถนามากกว่าการไถฟีด
การนอนดึกก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่ทำได้ง่าย เรานอนดึกเพราะว่าต้องการ “ทวงคืนอิสรภาพ” ที่หาได้ยากในช่วงเวลากลางวัน จึงใช้ตอนกลางคืนทำในสิ่งที่เราอยากทำ ผลก็คือนอนตื่นสาย หรือนอนไม่พอ ต้องเผชิญกับรถติด แถมความล่าช้าและความหงุดหงิดยามเช้าอาจส่งผลต่อพลังงานและตารางเวลาของทั้งวัน เหมือนดังสุภาษิตของชาวยิดดิชที่ว่า “Lose an hour in the morning, chase it all day.”
การตามใจลูกก็ทำได้ง่าย เพราะพ่อแม่สมัยนี้อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก แต่ถ้าลูกได้ทุกอย่างมาง่ายเกินไปเขาก็จะเป็นคนมองไม่เห็นคุณค่า และเขาอาจพลาดโอกาสที่จะได้มาซึ่งความภาคภูมิใจในตัวเอง (self-esteem) เมื่อสามารถทำอะไรสำเร็จด้วยความพยายามและความอดทนรอคอย
ในมุมกลับกัน เรื่องยากๆ มักจะมีกำไรเสมอ
พี่โจ้-ธนา เธียรอัจฉริยะ มักจะเขียนเล่าในเพจ “เขียนไว้ให้เธอ” อยู่บ่อยๆ ว่า ช่วงต้นชีวิตการทำงาน เหตุผลที่เขาเติบโตได้ดีในดีแทคทั้งที่ไม่ได้เป็นคนเก่งฉกาจอะไร ก็เพราะว่าเขาพร้อมทำงานที่คนอื่นไม่อยากทำ และเมื่อดีแทคไม่ได้มีเงินถุงเงินถัง มันจึงบีบบังคับให้ทีมงานต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์อย่างการจัดหนังกลางแปลงเดินสายไปทั่วประเทศ ความยากจึงสร้างคุณค่า จนได้บทสรุปในกาลต่อมาว่า “กันดารคือสินทรัพย์”
ถ้าในเรื่องสุขภาพ แน่นอนว่าเรื่องยากๆ อย่างการออกกำลังกายนั้นสร้างกำไรมหาศาลให้กับเราได้ เหมือนที่ผมเคยเขียนถึงหนังสือ Outlive ของ Peter Attia ว่าการออกกำลังกายจะทำให้เรามี healthspan ที่ยืนยาว แก่ตัวไปก็ไม่เป็นภาระลูกหลาน และช่วยลดความเสี่ยงที่จะทุกข์ทรมานจากสี่พญามารอย่างโรคเบาหวาน โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็ง และโรคสมองเสื่อม
จะว่าไป การทำอะไรที่ต่อเนื่องและยาวนานอย่างการเขียนบล็อก Anontawong’s Musings ก็เป็นเรื่องที่ยากพอดู และแม้มันจะไม่เคยสร้างรายได้ทางตรงให้กับผมเลยแม้แต่บาทเดียว แต่ “กำไรมวลรวม” ที่มีต่อตัวผมเองและทุกคนที่ได้อ่านบล็อกนี้ก็นับว่าเกินคุ้มเมื่อเทียบกับแรงที่ลงไป
อะไรที่ง่ายและเร็ว อย่าคิดว่าไม่มีต้นทุน
อะไรที่ยากและช้า ก็อย่าคิดว่าไม่มีกำไร
ถ้าเปลี่ยนเป็นคำคล้องจองอย่าง “กำไรของความช้า ราคาของความเร็ว” หรือ “ราคาของความง่าย กำไรของความยาก” และลองท่องซ้ำๆ สักสามสี่รอบ มันอาจจะกลายเป็นเสียงที่ปรากฏขึ้นในหัวบ่อยๆ
และเมื่อนั้น เราอาจจะมีสติพอที่จะหยุดตัวเองจากเรื่องที่ง่ายดายและรวดเร็ว และมีแรงใจพอที่จะทำเรื่องยากๆ และต้องใช้เวลา
เพราะเรารู้ดีว่ามันจะทำให้ชีวิตสมบูรณ์ขึ้นในระยะยาวครับ
