นิทานจานบิ่น

20160908_plate

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

(ขอขอบคุณคุณขจรศักดิ์ที่ช่วยแปลจากต้นฉบับภาษาจีนครับ)

ครอบครัวเรามีพี่น้องสี่คน เราเป็นคนที่สาม พวกเราพี่น้องรักกันมาก เพราะพ่อแม่ปลูกฝังให้พวกกันรู้รักสามัคคีตั้งแต่เล็ก เราไม่ใช่ครอบครัวที่ร่ำรวย แต่คุณพ่อก็พยายามทำงานหนักเพื่อครอบครัว

คุณแม่ดูแลทุกอย่างในบ้านอย่างมีระเบียบให้น่าอยู่ ฝีมือทำอาหารนี่เกินคำบรรยาย แม้พวกเราไม่เคยมีโอกาสไปชิมอาหารตามภัตตาคารหรู แต่เชื่อมั่นว่าฝีมือคุณแม่ไม่มีแพ้พวกเขา

บ้านเราไม่ได้มีข้าวของเครื่องใช้ที่แพงนักหนา จะดีหน่อยก็จะเป็นชุดจานชามชุดใหญ่ที่เราใช้กันทุกมื้อ นั่นเพราะคุณแม่ต้องการให้พวกเราฝึกและคุ้นเคยกับมารยาทบนโต๊ะอาหาร จานชามชุดนี้แหละที่น่าจะหรูสุดในบ้านแล้ว

วันหนึ่งตอนที่คุณแม่กำลังเสริฟมันฝรั่งต้มใส่จาน เรายกจานเร็วไปหน่อยจนจานไปกระทบจานของพี่สาว ทำให้จานเราบิ่นไปเล็กน้อย เราใจเสียขึ้นมาทันที เพราะจานชามชุดนี้เราต้องใช้ร่วมกันหกคนทุกครั้ง แต่คุณแม่ก็ไม่ได้ดุว่าตำหนิเรา เพียงบอกว่าบิ่นนิดนึงยังใช้การได้ แต่เตือนเราว่าวันหลังให้ระวัง

หลังจากนั้น พอทุกครั้งที่ใครได้รับจานใบนี้ ก็จะบ่นเป็นเชิงหยอกล้อว่าวันนี้โชคร้ายจัง เราไม่สบายใจ มันเหมือนตอกย้ำความสะเพร่าของเราครั้งแล้วครั้งเล่า

วันนี้น้องเราก็ได้จานใบนี้ แกเบ้ปากทำท่าจะเริ่มบ่น อยู่ๆ คุณพ่อก็ประกาศว่า จากนี้ไปถ้าใครได้รับจานบิ่นใบนี้ ทุกคนต้องไปหอมแก้มเขา ว่าแล้วคุณพ่อก็เข้าไปหอมแก้มน้องเป็นคนแรก แล้วทุกคนก็ทำตาม น้องยิ้มอย่างมีความสุขที่ได้รับความรักมากมายขนาดนี้

หลังจากวันนั้น ใครได้จานใบนั้นกลายเป็นสิ่งที่มีความสุข และถ้าวันไหนใครแบกความทุกข์เข้าบ้าน พวกเราก็จะจงใจวางจานใบนั้นข้างหน้าเขา แล้วทุกคนก็จะไปรุมหอมเขาพร้อมรอยยิ้ม ความทุกข์ความเศร้าหมองทั้งหลายก็แทบจะมลายหายไปในชั่วพริบตา

จานชามชุดนั้นสุดท้ายก็ต้องโละทิ้งตามสภาพและกาลเวลา ฐานะบ้านเราค่อยๆดีขึ้น เดี๋ยวนี้บ้านเรามีจานชามมากกว่าหนึ่งชุดแล้ว แต่เรามักจะระลึกถึงบรรยากาศของการโอบกอดหอมแก้มกันอยู่เสมอ

หลายปีผ่านไป วันหนึ่งเราไปทานข้าวที่ภัตตาคารพร้อมกัน ตอนบริกรเอาจานมาเสริฟ พวกเราสังเกตุเห็นว่า จานตรงข้างหน้าคุณพ่อมีรอยบิ่นเล็กๆ แทนที่เราจะเรียกให้บริกรเปลี่ยนจาน แต่เปล่า พวกเราทุกคนลุกขึ้นแล้วเดินไปหอมแก้มและโอบกอดคุณพ่ออย่างมีความสุข


รอยบิ่นแท้จริงแล้วคือจุดบกพร่อง แต่มันกลับกลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสุขของเรา ทุกวันนี้แม้เราจะเจอสิ่งเลวร้ายขนาดไหน แต่เราก็สามารถเอาอีกมุมมองหนึ่งมาสยบความรู้สึกที่ไม่ดีออกไป

ขอบคุณคุณพ่อมากๆ ที่สอนให้เรารู้จักวิธีการมองต่างมุม เพื่อค้นหาความหมายใหม่ๆที่มีคุณค่ามากยิ่งๆขึ้น

ทุกสิ่งล้วนมีสองมุมมอง จะมองในแง่บวกหรือแง่ลบก็อยู่ที่ใจเรา หากมัวแต่มองด้านลบ เราคงสลัดปัญหาและความเศร้าหมองไม่พ้น แต่ถ้าฉลาดพอที่จะมองในแง่บวก ปัญหาต่างๆน่าจะกลายเป็นเรื่องง่ายที่จะแก้ไข

เป็นเพราะคุณพ่อสอนให้เรารู้จักความหมายที่มีคุณค่าจากเหตุการณ์จานใบนั้น ยิ่งทำให้ครอบครัวเราเต็มเปี่ยมไปด้วยความรักและความสุขทุกคืนวัน


หมายเหตุ นิทานเรื่องนี้ผมได้รับฟอร์วอร์ดมาจากพี่สาวแฟน ลงท้ายเครดิตว่า “ขจรศักดิ์ แปลและเรียบเรียง 3/9/16” ผมพยายามหาในเว็บแล้วก็ไม่เจอว่าคุณขจรศักดิ์มีเว็บหรือเพจของตัวเอง จึงขอเดาว่าคุณขจรศักดิ์น่าจะแปลเรื่องราวจากไลน์ภาษาจีนอันนี้  ที่โพสต์เรื่องเดียวกันไว้เมื่อวันที่ 31 สิงหาคมครับ

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

วิธีตัดสินใจเรื่องยากๆ

20160908_decide

เวลาเจอเรื่องสำคัญๆ ที่การตัดสินใจจะมีผลระยะยาวต่อชีวิตของเรา คุณผู้อ่านใช้วิธีไหนครับ?

Richard Muller หนึ่งในคนที่มีผู้ติดตามเยอะที่สุดใน Quora (เว็บแห่ง Q&A) ได้เล่าให้ฟังว่า โรสแมรี่ภรรยาของเขาสอนให้เขาใช้วิธีนี้มากว่า 50 ปีแล้ว

วิธีการนั้นมีสองขั้นตอน และจำเป็นมากที่จะต้องทำให้ครบทั้งสองข้อ

ขั้นตอนแรก – ทำรายการออกมาให้ละเอียดว่า ทางเลือกแต่ละทางมีข้อดีข้อเสียอะไรบ้าง ให้ดีที่สุดก็กรอกลง Excel แล้วคำนวณคะแนนออกมาเป็นตัวเลข

ขั้นตอนที่สอง – ปิดโปรแกรม Excel ซะ แล้วใช้สัญชาติญาณตัดสินใจว่าทางเลือกไหนดีที่สุด

คนกลุ่มหนึ่งมักจะพลาดด้วยการข้ามไปทำขั้นที่สองเลย แต่ถ้าคุณทำอย่างนั้นสัญชาติญาณของคุณจะยังเชื่อถือไม่ได้ เพราะว่าคุณยังไม่ได้พิจารณาข้อมูลต่างๆ ให้ครบถ้วนเสียก่อน

ส่วนคนอีกกลุ่มหนึ่งก็ทำแต่ขั้นแรกอย่างเดียว เพราะดูมีตรรกะและเป็นวิทยาศาสตร์ดี แต่จริงๆ แล้วปัจจัยหลายๆ อย่างเราไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดหรือให้คะแนนได้อย่างแม่นยำหรอก การใช้แค่การคำนวณอย่างเดียวจึงไม่อาจสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของเราได้

สุดท้ายแล้ว เราต้องเชื่อมั่นในสัญชาติญาณ แต่จะทำได้ก็ต่อเมื่อเราได้รับข้อมูลและทำการวิเคราะห์ทุกอย่างเรียบร้อยแล้วเท่านั้นครับ

(ป.ล. ริชาร์ดบอกว่า จริงๆ แล้วไม่ต้องใช้ Excel ก็ได้ เพียงแต่ต้องไม่ข้ามขั้นตอนของการมองหาข้อดีข้อเสียของทุกทางเลือกให้ครบถ้วนครับ)


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: Richard Muller’s answer to How do successful people make long term decisions?

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

จุดไฟเผาฟ้า

20160907_sky

หนังสือโอวาทสี่ของท่านเหลี่ยวฝาน ได้สอนเอาไว้น่าฟังว่า “การนินทาเหมือนการจุดไฟเผาฟ้า กองไฟจะใหญ่มหึมาเพียงใดก็ตามแต่ฟ้านั้นว่างเปล่า ไม่มีเชื้อที่จะติดไฟได้ กองไฟจะลุกโชติช่วงสักเพียงใดก็จะไหม้และมอดไปข้างเดียว”

– ประสาร มฤคพิทักษ์, หนังสือคำบันดาลใจ


ไม่มีใครชอบถูกนินทา

และไม่มีใครไม่ถูกนินทา

พอรู้ตัวว่าเราถูกนินทา เราก็มักจะโกรธ

ถ้าเป็นเรื่องโกหก เราจะโกรธเพราะเขากุเรื่องขึ้น

ถ้าเป็นเรื่องจริง เราก็ยิ่งโกรธเพราะเขาทำให้เราอับอาย

แต่ถ้าเรายอมรับความจริงได้ว่าไม่มีใครไม่ถูกนินทา

ทุกครั้งที่เราโดนตำหนิลับหลัง ถ้าเรื่องที่เขาพูดเป็นความจริง ก็ควรจะถือเป็นของขวัญสำหรับการปรับปรุงตัวเอง

และถ้าเรื่องที่เขาพูดไม่เป็นความจริง ก็ควรระลึกถึงคำว่า “จุดไฟเผาฟ้า” ที่กล่าวมาข้างต้น

ต่อให้คนจุดจะโหมไฟแรงแค่ไหน สุดท้ายไฟนั้นก็ต้องมอดดับเพราะมันไม่เหลืออะไรให้เผา และคนจุดไฟก็จะหมดแรงและหนีไปจุดไฟที่อื่น

แทนที่จะเอาเวลาไปหัวเสียกับคนจุดไฟ

สู้เอาเวลามาใส่ใจการกระทำของตัวเองให้เหมือนท้องฟ้ากันดีกว่าครับ


อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)

20160906_possible

ประโยคนี้ ผมได้มาจากการดูดีวีดีคอนเสิร์ต Bodyslam ที่ตูนพูดถึงพี่ป๊อด โมเดิร์นด๊อก

ตูนบอกว่าพี่ป๊อดเป็นไอดอลของเขา เป็นคนเปิดโลกทัศน์ของการเป็นนักร้อง

สมัยเรียนหนังสือ ตูนได้ดูพี่ป๊อดออกคอนเสิร์ตแล้วลงไปชักดิ้นชักงอยู่กลางเวที ตูนก็อุทานกับตัวเองว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”

หรือบางครั้ง ป๊อดร้องเพลงอยู่ดีๆ ก็กระโดดขึ้นไปปีนเสาไฟ ตูนก็ถามตัวเองว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”

ที่ประโยคนี้ติดอยู่ในใจผมมานาน เพราะผมรู้สึกว่า มันช่วยเตือนสติเราดี

ว่าเราอาจกำลังติดอยู่ในกรอบที่เราเองไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่

บางครั้ง สิ่งที่เราต้องการ ก็แค่ใครบางคนมาโชว์ให้เห็นว่า เฮ้ย มันทำอย่างนี้ก็ได้นี่หว่า ที่ผ่านมาเราคิดไปเองว่าทำไม่ได้ เพราะเราได้ตั้งสมมติฐานที่ปิดกั้นความเป็นไปได้นั้นโดยไม่รู้ตัว

ขอยกตัวอย่างที่ผมพอจะคิดออก

ถ้าเข้าใจไม่ผิด ในโลกอินเตอร์เน็ตก่อนปี 2009 นั้น วิธีการเดียวที่เราจะมีส่วนร่วมกับเนื้อหาในแต่ละหน้าได้ คือการกดปุ่ม Comment แล้วเขียนอะไรลงไป

แม้กระทั่งเฟซบุ๊คเองก็เป็นเช่นนั้น คือถ้าใครอยากจะแสดงความชอบใจในรูปของเพื่อน ก็ต้องเข้าไปคอมเม้นท์ด้วยถ้อยคำ

จนกระทั่งวันที่ 9 กุมภาพันธ์ปี 2009 เฟซบุ๊คก็เปิดตัวปุ่ม Like 

และโลกอินเตอร์เน็ตก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป เพราะนั่นเป็นครั้งแรกที่เราสามารถแสดงความเห็นได้โดยไม่ต้องแตะคีย์บอร์ด

ซึ่งก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า ทำไมปุ่ม Like ถึงไม่มีใครคิดทำมาก่อนหน้านี้ ทั้งๆ ที่อินเตอร์เน็ตก็มีคนใช้เป็นพันล้านคนมาตั้งแต่ก่อนปี 2009 แล้ว


อีกตัวอย่างหนึ่ง ที่ทำให้เกิดคำอุทานในใจว่า “อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)” ก็คือโปรแกรมที่เราใช้ทุกวันอย่าง Microsoft Office

พวก Tips & Tricks บางอย่างที่ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น แต่ก่อนหน้านั้นไม่เคยคิดแม้แต่จะหา เพราะไม่เคยตั้งคำถามด้วยซ้ำว่ามันทำได้หรือเปล่า

ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีคนส่งไฟล์พาวเวอร์พ้อยท์มาให้คุณ แล้วคุณถูกใจรูปบางรูปในนั้น คุณจะทำยังไง?

ถ้าวิธีบ้านๆ หน่อยก็คือกดปุ่ม PrintScrn แล้วแปะลงใน Paint จากนั้นก็ครอปรูปแล้วค่อยเซฟไฟล์อีกที

แต่ถ้ามีรูปที่อยากได้หลายรูป เราต้องมานั่งทำทีละรูปเหรอ?

มันมีวิธีที่ง่ายกว่านั้นมาก คือตั้งนามสกุลใหม่จาก .pptx ให้เป็น .zip

เช่นไฟล์ชื่อว่า Anontawong.pptx ก็ให้แก้เป็น Anontawong.zip

แล้วพอคลิ้กเข้าในซิปไฟล์และเข้าโฟลเดอร์ ppt\media ก็จะเจอรูปภาพและวีดีโอทั้งหมด

อีกทริคหนึ่งใน Powerpoint ที่ผมชอบมาก คือเวลาที่เราพรีเซ้นต์เสร็จแล้ว และยังต้องคุยกันต่อ และไม่อยากให้จอโชว์สไลด์ แต่ก็ไม่อยากปิดโปรเจ็คเตอร์

วิธีที่ง่ายที่สุดคือให้กดปุ่ม b บนแป้นคีย์บอร์ด ซึ่งจะทำให้จอเป็นสีดำ (black) ทันที

หรือถ้าอยากให้จอขาว ก็แค่กดปุ่ม w ที่มาจากคำว่า white นั่นเอง (ต้องกดตอนที่อยู่ในโหมด slide show นะครับ)


ตัวอย่างที่ผมยกมาวันนี้อาจจะดูหลากหลายไปนิดนึง แต่ก็น่าจะช่วยให้เห็นภาพว่า เรามีกรอบที่มองไม่เห็นอยู่มากมาย

และเมื่อใดก็ตามที่เราติดปัญหาอะไร ให้คิดเผื่อไว้ก่อนเลยว่า ใครบางคนก็เคยเจอปัญหานี้ และหาทางแก้ให้เราไว้เรียบร้อยแล้ว

เราจะได้ใช้ Google ให้เป็นประโยชน์ ซึ่งก็อาจจะทำให้เราเจอทางออกที่ทำให้เราต้องอุทานว่า

“อย่างนี้ก็ได้ด้วยเหรอ(วะ?)”


ขอบคุณข้อมูลจาก Quora: What’s the history of the Awesome Button (that eventually became the Like button) on Facebook? 

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

ทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

20160905_Kryptonite

ผมเชื่อว่าผู้อ่านทุกคนรู้จักซูเปอร์แมน

ขณะที่ยังแบเบาะ พ่อแม่ของซูปเปอร์แมนได้ส่งเขามายังโลกมนุษย์ก่อนที่ “คริปตัน” ดาวบ้านเกิดของตัวเองจะระเบิด

ว่ากันว่าเพราะดาวคริปตันนั้นมีแรงโน้มถ่วงมากกว่าโลกหลายเท่า ซูเปอร์แมนจึงมีซูเปอร์พาวเวอร์ที่ทำให้วิ่งเร็วกว่ารถไฟ แรงเยอะกว่าช้างสาร และหูดียิ่งกว่าค้างคาว ช่วยโลกได้หลายครั้งหลายครา

แต่มนุษย์เหนือมนุษย์ผู้นี้กลับแพ้ธาตุเรืองแสงสีเขียวนาม “คริปโตไนต์” ที่มาจากดาวบ้านเกิด (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าผู้ร้ายไปหามาจากไหน)


ตอนเด็กๆ ผมเป็นคนกลัวการฉีดยามาก

จำได้ว่าตอนประมาณป.4 ต้องไปฉีดวัคซีนไวรัสตับอักเสบบีถึงสามครั้ง และแต่ละครั้งก็ร้องไห้จ้าทุกที

มาช่วงป.6 นี่แหละ ที่พบว่าตัวเองเป็นภูมิแพ้และต้องไปฉีดยาทุกสัปดาห์ อาการกลัวเข็มฉีดยาจึงค่อยๆ ทุเลาลง (โรคภูมิแพ้เป็นหนึ่งในเหตุผลที่แม่ตัดสินใจส่งผมไปเรียนนิวซีแลนด์)

พอมาเรียนมหาวิทยาลัย ก็ได้พบจุดอ่อนตัวเองอีกอย่างหนึ่ง คือแพ้การเจาะเลือด

ผมโดนเจาะเลือดแค่ปลายนิ้ว แต่พอลุกขึ้นเดินกลับเห็นทุกอย่างรอบๆ ตัวค่อยเปลี่ยนเป็นสีดำหมดเลย (นั่นเป็นอาการหน้ามืดครั้งแรกในชีวิตด้วยเลยจำได้แม่น) โชคดีที่ไก่ เพื่อนที่ไปด้วยกันพยุงตัวไว้ทันก่อนที่ผมจะหัวฟาดพื้น

ผมยังมีจุดอ่อนอีกหลายข้อ

ไม่ชอบเสียงดังๆ อย่างเสียงประทัดหรือเสียงฟ้าผ่า

ไม่ชอบขับหรือนั่งรถเร็ว จนแฟนแซวว่าขับรถเหมือนคุณลุง

ไม่ชอบเดินเข้าใกล้หมา โดยเฉพาะตัวที่ดูท่าทางว่าอาจทำร้ายเราได้

อะไรก็ตามที่จะทำให้ “ร่างกายบาดเจ็บ” ได้ ผมจะหลีกเลี่ยงเกือบทั้งนั้น

แต่ถึงผมจะกลัวสิ่งที่ทำให้เกิดความบาดแผลทางร่างกาย แต่ผมกลับไม่กลัวสิ่งที่อาจทำให้เกิดบาดแผลทางอารมณ์

ไม่ว่าจะเป็นการขึ้นเวทีพูดหรือร้องเพลงต่อหน้าคนเป็นพันคน

หรือจะพรีเซ็นต์หน้าห้องให้ผู้บริหารฟัง

หรือจะนั่งเขียนบล็อกเล่าจุดอ่อนและความผิดพลาดของตัวเองให้คนที่เราไม่รู้จักได้อ่านและรับรู้


ที่บ้านผมเคยมีพี่เลี้ยงเด็กคนหนึ่งชื่อตุ้ม

ตุ้มเป็นคนต่างจังหวัด ตัวเล็กและผอมแห้งจนเหมือนคนขาดสารอาหาร

เวลาให้ตุ้มอุ้มปรายฝน ลูกสาววัย 6 เดือนในขณะนั้น ก็ต้องลุ้นจนเหนื่อยแทน เพราะปรายฝนกินเก่งและตัวใหญ่เกือบเท่าน้าตุ้มแล้ว

ค่ำวันหนึ่งเราเจอจิ้งจกมาป้วนเปี้ยนอยู่แถวๆ ใต้บันได ไม่ไกลจากตู้เสื้อผ้าและเครื่องนึ่งขวดนมของปรายฝน

แฟนผมเป็นคนกลัวจิ้งจกมากจนไม่กล้าเข้าไปบริเวณนั้น ส่วนผมกับพี่ชายแฟนถึงไม่ได้กลัวเท่า แต่ก็ขยะแขยงเกินกว่าจะกล้าทำอะไรกับมัน

ปรากฎว่าตุ้ม ผู้หญิงที่ตัวเล็กที่สุดในบ้านกลับอาสาจับจิ้งจกด้วยมือเปล่าเพื่อไปปล่อยนอกบ้านด้วยตัวเอง และทำหน้างงๆ ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเราถึงกลัวมันนักหนา


สมัยเด็กๆ ผมดูหนังซูเปอร์แมนแล้วก็หงุดหงิด ที่ผู้เป็นหนึ่งในโลกหล้ากลับแพ้ก้อนหินเรืองแสงที่ชาวบ้านชาวช่องเค้าไม่แพ้กัน

แต่โตมาถึงพอเข้าใจว่า เพราะซูเปอร์แมนแพ้คริปโตไนต์นี่แหละ ที่ทำให้ซูเปอร์แมนจับต้องได้ และทำให้มนุษย์เดินดินอย่างเรา “เชื่อมโยง” กับซูเปอร์แมนได้

ถ้าหากซูเปอร์แมนไม่แพ้คริปโตไนต์และไม่มีจุดอ่อนใดๆ เลย หนังเรื่องนี้ก็คงไม่สนุก

เพราะถ้าสู้กับใครก็ชนะหมด แล้วคนดูจะเหลืออะไรให้ลุ้นอีก?

มนุษย์เราทุกคนมีคริปโตไนต์ของตัวเอง

แต่มนุษย์เราทุกคนก็มีซูเปอร์พาวเวอร์ด้วยเช่นกัน

คริปโตไนต์ของผมอาจจะเป็นเข็มฉีดยา แต่ผมก็เชื่อว่าตัวเองมีซูเปอร์พาวเวอร์ในการสื่อสารกับคนหมู่มาก

คริปโตไนต์ของตุ้มอาจจะเป็นปรายฝนตัวใหญ่ แต่ซูเปอร์พาวเวอร์ของตุ้มคือการจับจิ้งจกที่ชายอกสามศอกหลายคนไม่กล้าทำกัน

คริปโตไนต์ของคุณคืออะไร?

และซูเปอร์พาวเวอร์ของคุณคืออะไร?

อย่าไปกังวลหรืออับอายกับคริปโตไนต์ เพราะจริงๆ แล้วจุดอ่อนของเรานี่แหละที่ทำให้ชีวิตมีรสชาติ และทำให้ “หนังเรื่องนี้” น่าติดตาม

ที่สำคัญกว่า คือเราจะใช้ซูเปอร์พาวเวอร์ที่เรามีช่วยโลกใบนี้ได้อย่างไรต่างหาก


ขอบคุณภาพจาก Flickr: Gúnna

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings (กดไลค์แล้วเลือก See First หรือ Get Notifications ก็จะไม่พลาดตอนใหม่ครับ)

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ https://anontawong.com/archives/

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่