สำนึกสาธารณะ

20150713_SocialResponsibility

สมัยผมยังทำงานอยู่ทีมซัพพอร์ต เราจะมีประชุมกันบ่อยๆ

เกือบทุกห้องประชุมจะมีไวท์บอร์ด เพื่อให้เราวาดรูปหรือระดมความคิดกันได้

ตรงด้านล่างของไวท์บอร์ดจะมีช่องไว้วางปากกาไวท์บอร์ดกับแปรงลบกระดาน

ปากกามักจะมีอยู่สองสามด้าม แต่บ่อยครั้งที่หยิบปากกาขึ้นมาเขียนแล้วพบว่าหมึกมันหมดไปแล้ว

สิ่งที่เรามักจะทำกัน ก็คือวางปากกาที่ไม่มีหมึกนั้นกลับที่เดิม แล้วหยิบอีกด้ามหนึ่งขึ้นมาเขียนแทน

สิ่งที่ผมจะบอกเพื่อนในทีมเสมอก็คือ ถ้าปากกาด้ามไหนหมึกหมดแล้วให้โยนทิ้งถังขยะไปเลย คนอื่นที่มาใช้ห้องต่อจากเราจะได้ไม่ต้องมาเสียเวลาลองผิดลองถูกอีก

—–

ตั้งแต่ใช้จักรยานปันปั่นมากว่า 1 ปี ผมน่าจะโทร.ไปที่ call center ของเขาไม่ต่ำกว่า 20 ครั้ง เพื่อแจ้งปัญหาอย่างเช่นระบบของสถานีขัดข้อง หรือจักรยานยางแบน

ในจำนวนยี่สิบครั้งนั้น น่าจะมีแค่ครั้งเดียวที่โทร.ไปแล้วเจ้าหน้าที่บอกว่ารู้ปัญหาแล้ว

ซึ่งมันก็สะท้อนให้เห็นอย่างหนึ่งว่า คนอื่นๆ ที่เจอปัญหามาก่อนผม ไม่ได้โทร.ไปแจ้งเจ้าหน้าที่เลย ทัั้งๆ ที่เบอร์ call center ก็มีเขียนเอาไว้ชัดเจนทุกสถานี

—–

เพื่อนสนิทผมบางคนเป็นคนขี้ร้อน

เวลาเราไปพักโรงแรมกัน ก่อนออกไปไหน เพื่อนจึงมักจะเปิดแอร์ทิ้งไว้ กลับมาถึงห้องจะได้เย็นฉ่ำ

ผมก็คิดว่าเข้าใจแนวคิดของเขานะ ว่าในเมื่อจ่ายค่าโรงแรมไปแล้ว ก็เป็น “สิทธิ์ของเขา” ที่จะใช้แอร์ให้เต็มที่ ให้คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป

แต่ผมก็ยังไม่เห็นด้วยอยู่ดีที่เราจะเปิดแอร์หรือเปิดไฟทิ้งไว้โดยไม่มีใครอยู่ในห้อง

และการมองความคุ้มค่าในมิติทางการเงินอย่างเดียว (หรือความเย็นสบายเวลากลับถึงห้อง) ผมรู้สึกว่ามันเอาแต่ได้เกินไปหน่อย

—–

หลายคนชอบไปเที่ยวญี่ปุ่น เพราะอากาศดี อาหารอร่อย บ้านเมืองมีความเป็นระเบียบเรียบร้อย

ญี่ปุ่นเป็นระเบียบได้ขนาดนี้ ก็เพราะว่าคนของเขามีจิตสำนึกสาธารณะ

ถ้าเขาป่วย เขาจะใส่หน้ากากทันที เพื่อจะได้ไม่ไปแพร่เชื้อใส่ใคร

หรือเวลาขึ้นรถไฟใต้ดิน ก็จะไม่มีใครคุยโทรศัพท์เสียงดังรบกวนคนอื่น

ห้องน้ำสาธารณะส่วนใหญ่ ก็สะอาดน่าใช้ ไม่มีใครทำเลอะเทอะ

จะว่าไป สิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนชาติไหนก็ทำได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นคนญี่ปุ่นซะหน่อย

แล้วทำไมคนไทยเราถึงไม่ค่อยทำกัน?

—–

การที่เราทิ้งปากกาที่หมึกหมดแล้วไว้ในราง หรือไม่โทร.แจ้งเจ้าหน้าที่จักรยานปันปั่นเวลาเจอปัญหา หรือเปิดแอร์ทิ้งไว้ ล้วนมาจากสาเหตุเดียวกัน

คือเราคิดถึงคนอื่นน้อยเกินไป

แน่นอน เรื่องพวกนี้จะว่าไปมันก็เรื่องเล็กๆ

แต่ปัญหาใหญ่ๆ ในประเทศเรา ก็เกิดมาจากวิธีการคิดแบบนี้ไม่ใช่หรือ?

ผมเชื่อว่าทุกคนที่กำลังอ่านบล็อกนี้อยู่ มีสติปัญญาพอที่จะรู้ดีอยู่แล้วว่าอะไรคือสิ่งที่ควรทำ

แต่ที่เรายังไม่ทำ อาจเป็นเพราะว่าลืมคิดถึง หรือขี้เกียจ หรือเห็นว่าธุระไม่ใช่ หรือเห็นว่าไม่ใช่หน้าที่

ถ้าเรายังคิดกันแบบนี้ ต่อให้รัฐธรรมนูญจะเขียนออกมาดีแค่ไหน ผมก็ไม่เห็นวี่แววว่าเราจะปฏิรูปประเทศได้สำเร็จเลย

ไม่ดีกว่าหรือที่จะลงมือทำในสิ่งที่ถูกต้อง อาจจะลำบากขึ้นอีกนิด หรือสบายน้อยลงอีกหน่อย แต่สุดท้ายแล้วมันจะส่งผลดีต่อคนที่มาทีหลัง ซึ่งก็เป็นเพื่อนร่วมบริษัท เพื่อนร่วมทาง หรือเพื่อนร่วมโลกของเราทั้งสิ้น

มาทำสิ่งที่ถูกต้องกันเถอะครับ ไม่ใช่เพราะโดนบังคับ หรือเพราะว่าจำเป็น

เราทำสิ่งที่ถูกต้อง เพราะว่าเราทำได้ครับ

Let’s do the right thing, not because we have to, but because we can.

—–

ป.ล. ประโยคที่ว่า “….not because we have to, but because we can.” ผมคิดว่าน่าจะได้มาจาก Seth Godin เรื่อง The Icarus Deception แต่เนื่องจากยังหาแหล่งที่มาที่ชัดเจนไม่ได้ เลยขออนุญาตยังไม่ใส่เครดิตก่อนนะครับ กลัวจะเป็น misattribution ครับ

—–

ขอบคุณภาพจาก Wikipedia

ขอบคุณ Quote พี่ก้อง จาก ASTV ผู้จัดการออนไลน์

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ถุงเท้าร่ำไห้

20150712_CryingSocks

จำได้ว่าเมื่อตอนต้นปี ผมได้เล่าให้ฟังว่ากำลังจะเป็นหนี้ก้อนใหญ่ด้วยการซื้อบ้านใหม่

ตอนนี้เป็นหนี้เรียบร้อยแล้วครับ อยู่ในช่วงรอเซ็นสัญญากับผู้รับเหมาที่จะมาเติมครัวไทยและส่วนอื่นๆ ภายในบ้าน และหวังว่าพวกเราจะได้ย้ายเข้าบ้านใหม่ภายในเดือนกันยายนนี้

โจทย์ใหญ่ที่ผมกับแฟนคุยกันมาตลอด ก็คือจะทำอย่างไรให้บ้านหลังใหม่ไม่รก

ต้องขอสารภาพตามตรงว่าบ้านที่อยู่ปัจจุบันรกได้ที่ทีเดียว

สาเหตุหนึ่งเพราะทุกคนในบ้านมีภารกิจทุกวัน และเราก็ไม่มีแม่บ้านมาดูแลทำความสะอาดด้วย ภาระหนักจึงมักตกอยู่กับแม่ของผมในวันที่ไม่ได้ออกไปไหน

เอาเข้าจริง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา ไม่ว่าจะย้ายบ้านมากี่ครั้ง หรือจะมีคนช่วยทำความสะอาดหรือไม่ บ้านผมก็ยังไม่เคยเรียบร้อยเหมือนบ้านคนอื่นเขา

เผอิญใน Quora มีคนพูดถึงหนังสือเรื่อง The Life-Changing Magic of Tidying ที่เขียนโดย Marie Kondo (มาริเอะ คนโด) หญิงสาวชาวญี่ปุ่น

หนังสือเล่มนี้ขายไปแล้วถึง 1.5 ล้านเล่ม ผมเลยลองไปซื้อมาอ่าน ตอนนี้อ่านได้เกือบครึ่งเล่มแล้ว

ตอนแรกกะว่า ไว้ผมอ่านจบทั้งเล่ม และได้ลองกับที่บ้านเมื่อไหร่ ก็ว่าจะเอามาเล่าให้ฟัง

แต่เผอิญวันนี้ผมอ่านเจอตอนหนึ่งที่มันโดนใจผมมาก เพราะคุณมาริเอะชี้ให้ผมเห็นถึงมุมมองที่ไม่เคยคิดมาก่อน เลยอยากเอามาเล่าให้ฟังก่อนเป็นน้ำจิ้ม

เป็นเรื่องการเก็บถุงเท้าครับ

คุณเก็บถุงเท้าด้วยวิธีไหน?

ผมเคยเห็นมาสี่วิธี

1. เอาถุงเท้าสองข้างมาซ้อนกัน ม้วนขึ้นไป แล้วปลิ้นเอาปลายเปิดมาหุ้มถุงเท้าไว้ทั้งหมดจนกลายเป็นลูกบอล

2. เหมือนวิธีข้างบน แต่แทนที่จะใช้ถุงเท้าหุ้ม ก็ใช้หนังยางรัดแทน

3. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แต่ไม่ม้วน แค่ปลิ้นปลายมาหุ้มปลายอีกข้าง (อันนี้แม่บ้านของผมที่นิวซีแลนด์ชอบใช้)

4. เอาถุงเท้ามาซ้อนกัน แล้วผูกเงื่อนเหมือนผูกเชือก

พอทำตามข้อใดในสี่ข้อนี้แล้ว เราก็จะเก็บเข้าลิ้นชัก

สิ่งที่แมริเอะบอกก็คือ ห้ามม้วนถุงเท้าเป็นลูกบอลหรือเอาถุงเท้ามาผูกกันเด็ดขาด

เรารู้กันดีว่าวิธีที่หนึ่งนั้นจะมีผลเสียทำให้ยางยืดในถุงเท้าเสื่อมเร็ว

แต่มาริเอะไปไกลยิ่งกว่านั้น

เธอบอกว่าวิธีการเก็บแบบนั้นจะทำให้ถุงเท้าไม่ได้พัก

ถุงเท้าไม่ได้พัก??!!

ใช่ครับ เธอบอกว่า ลองคิดดูสิ เวลาถุงเท้ามันรับใช้เรา มันต้องรับภาระหนักแค่ไหน ต้องทนให้เราเหยียบทั้งวัน ทั้งร้อน ทั้งชื้น ทั้งเหม็น เพื่อปกป้องเท้าที่เรารักไม่ให้โดนรองเท้ากัด

ช่วงเวลาหลังจากถูกซักและมาอยู่ในลิ้นชักของเรานี่แหละ คือช่วงเวลาเดียวที่มันจะได้พักผ่อน หลังจากต้องตรากตรำงานหนัก

แต่แทนที่มันจะได้พักผ่อน เรากลับจับมันมาทำเป็นลูกบอล แล้วก็โยนกองๆ กันไว้ เวลาเราเปิดลิ้นชักที มันก็ต้องกระเด็นกระดอนทุกครั้ง

แล้วถ้ามีถุงเท้าคู่ไหนโชคร้ายดันไปตกอยู่ด้านในสุดของลิ้นชัก กว่าเราจะเจอแล้วหยิบมันมาใส่ ก็สายไปเสียแล้ว เพราะว่ายางยืดหมดแล้ว รอเพียงเวลาโดนทิ้งลงถังขยะเท่านั้น

ถ้าถุงเท้ามันพูดได้ มันก็คงตัดพ้อว่า “ทำไมนายทำกับเราแบบนี้?”

ผมงี้อึ้งไปเลย…

ฝรั่งคิดแบบนี้ไม่ได้แน่

แล้วมาริเอะก็สอนวิธีการพับถุงเท้าที่ถูกต้องครับ อธิบายเป็นคำพูดจะงงเสียเปล่าๆ ดูวีดีโอเอาง่ายกว่า


(คนในวีดีโอนี้ไม่ใช่มาริเอะนะครับ ถ้าอยากเห็นหน้าให้ดูวีดีโอนี้แทน)

บ่ายนี้พอดีมีเวลาว่างเลยขอลองซักหน่อย

ผมกับแฟนแชร์ลิ้นชักที่ใส่ถุงเท้าด้วยกัน โดยแฟนเค้าจะซื้อกล่องสีดำจาก Ikea มาเอาไว้ใส่ของอีกที

พอเอากล่องออกมาดูก็อดละอายใจไม่ได้ที่ถุงเท้าของผมไปกินพื้นที่กล่องถุงเท้าของแฟนเกือบหมดเลย

20150712_152914กล่องถุงเท้าผม

20150712_155018กล่องถุงเท้าแฟนที่โดนถุงเท้าผมรุกราน

ว่าแล้วก็ลองพับถุงเท้าด้วยวิธี KonMari (มาจากชื่อผู้เขียนหนังสือ ลองหาคำนี้ใน Youtube ดูครับ ฝรั่งกำลังเห่อวิธีนี้มาก)

ระหว่างที่ทำก็จะเห็นเลยว่า วิธีเก็บถุงเท้าแบบเดิมนั้นทำให้ถุงเท้ามัน “เครียด” และ “ทรมาน” แค่ไหน

20150712_155300

ถุงเท้าบางคู่ ก็ยางยืดและมอมเหลือเกินแล้ว และผมก็ใช้เทคนิค KonMari อีกครั้ง ด้วยการหยิบถุงเท้าขึ้นมาแล้วถามตัวเองว่า “Does it spark joy?” –  เวลาเราสัมผัสและมองถุงเท้าคู่นี้แล้ว มันทำให้เรามีความสุขรึเปล่า?

มาริเอะบอกว่า ถ้าไม่มีความสุขหลงเหลืออยู่ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องเก็บมันไว้ ให้ขอบคุณถุงเท้าคู่นั้นที่ได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสมบูรณ์แล้ว และเก็บลงถุงซะ (ส่วนจะเอาไปบริจาคหรือไปทิ้งนั้นก็เป็นเรื่องของเรา)

20150712_163454ถุงเท้าที่ลาจากกันด้วยดี

หลังจากใช้เวลาเกือบชั่วโมง ก็ได้ผลลัพธ์แบบนี้ครับ

20150712_162417กล่องถุงเท้าผม

20150712_162406กล่องถุงเท้าแฟน (แถวบนมีถุงเท้าผมแทรกอยู่ด้วย)

20150712_162425

สองกล่องวางคู่กัน

ก็น่าสนใจว่า จะเรียบร้อยอย่างนี้ไปได้ซักกี่น้ำ (ไว้จะมารายงานผล) เพราะใช่ว่าเราจะมีเวลามานั่งทำอย่างนี้ได้บ่อยๆ

แต่ระหว่างนั่งพับถุงเท้า ผมกลับรู้สึกว่ากิจกรรมนี้สร้างสรรค์กว่าเล่นมือถือเยอะเลย เหมือนเป็นการทำสมาธิอย่างหนึ่ง แถมเป็นการได้คุยกับตัวเองด้วย

เลยคิดว่าวันธรรมดาเวลากลับถึงบ้าน ก่อนจะเล่นมือถือ ถ้านั่งพับถุงเท้าซักสองสามคู่ก็น่าจะทำได้นี่นะ

อีกสิ่งหนึ่งที่ “ผุด” ขึ้นมาก็คือ รอยยับในถุงเท้า (หรือความรกในบ้านเรา) สุดท้ายแล้วมันก็จะสะท้อนมาเป็นรอยยับในใจเรานี่แหละ เลยยิ่งมีแรงจูงใจที่จะเก็บบ้านให้สะอาดมากขึ้นไปอีก

ผมเอากล่องที่ใส่ถุงเท้า เก็บเข้าลิ้นชัก ส่วนถุงเท้าฟุตบอลคู่ใหญ่ๆ ก็พับครึ่งและม้วนเป็นซูชิโรลวางไว้ด้านนอกกล่อง

ไม่รู้ว่าคุณผู้อ่านรู้สึกเหมือนผมรึเปล่า…

ผมว่าถุงเท้ากำลังยิ้มให้ผมอยู่

20150712_163117

สิ่งที่เฟซบุ๊คพรากจากเราไป

20150711_WhatFacebookTakesAwayFromUs

เมื่อวานนี้นอกจากจะเป็นวันเกิดของผมแล้ว ยังเป็นวันทำงานวันสุดท้ายของน้องคนนึงที่ผมสนิทด้วย

น้องคนนี้ชื่อกิ่ง เป็นมือกีต้าร์ประจำวงดนตรีของบริษัท

นี่เป็นการลาออกครั้งที่สองของกิ่ง

การลาออกครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อปี 2012 ที่กิ่งยอมทิ้งงานด้านซอฟท์แวร์เพื่อไปเรียนกีตาร์ที่อังกฤษเป็นเวลาหนึ่งปีกว่า (ติดตามการผจญภัยของกิ่งในลอนดอนได้ที่ Gink Guitarist ขอบอกว่าเล่าสนุกมาก)

หลังจากเรียนจบกลับมา กิ่งก็กลับมาทำงานที่ทอมส้นรอยเตอร์และเล่นดนตรีด้วยกันอีกครั้ง

แต่เมื่อวานนี้ก็ถึงคราวต้องลาจากกันเป็นครั้งที่สอง

สิ่งที่ผมสังเกตเห็นก็คือ นี่น่าจะเป็นครั้งแรกที่มีคนในวงดนตรีลาออกแล้วพวกเราไม่ได้มีการเลี้ยงส่ง

เหตุผลหนึ่งอาจะเป็นเพราะเป็นการออกครั้งที่สอง พวกเราเลย “หายตื่นเต้น” กันแล้ว

ก่อนกลับบ้าน ผมจึงแค่เดินไปหากิ่งที่โต๊ะ แล้วถ่ายเซลฟี่ด้วยกันก่อนอัพขึ้นเฟซบุ๊ค

แล้วผมก็ได้คำตอบ

ผมว่าเฟซบุ๊คนี่แหละคือตัวการ

—–

ผมสงสัยมานานแล้วว่าเด็กสมัยนี้ยังเขียนเฟรนด์ชิพกันอยู่รึเปล่า

หรือยังเอาปากกาเขียนเสื้อกันและกัน ในวันสุดท้ายของการเรียนจบป.6 ม.3 และ ม.6 รึเปล่า

ก่อนจะมีเฟซบุ๊ค หรืออินเตอร์เน็ต การเรียนจบ การไปเรียนต่อเมืองนอก การย้ายงาน ถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก

เพราะมันหมายความว่าเราจะไม่เจอกันอีกหลายปี หรือแม้กระทั่งตลอดชีวิต

แต่มายุคนี้ ไม่ว่าคนที่เรารู้จักจะจากเราไปไหน (ทางกายภาพ) เราก็รู้ว่าเดี๋ยวก็ได้เห็นเขาผ่านทางมือถืออยู่ดี เผลอๆ ได้คุยกันบ่อยกว่าตอนอยู่ที่เดียวกันด้วยซ้ำ

ความรู้สึก “อาลัยอาวรณ์” กับเพื่อนที่กำลังจะจากไปเลยลดลงจนเกือบเหลือศูนย์

และผมเองก็อดเสียดายไม่ได้ ที่เด็กรุ่นใหม่จะไม่ได้สัมผัสบรรยากาศแบบนี้อีกแล้ว

—–

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1996 สมัยผมยังเรียนหนังสืออยู่ที่เมืองเทมูก้า ประเทศนิวซีแลนด์

สมัยที่ประชากรส่วนใหญ่ยังไม่เคยใช้อินเตอร์เน็ต และมาร์ค ซัคเคอร์เบิร์กยังหัวเกรียน (ถ้าเรียนโรงเรียนไทย)

ผมเองเพิ่งเรียนจบ Form 6

มีเพื่อนคนไทยสามคนที่เพิ่งจบ Form 7 ได้แก่ โจ สมบูรณ์ และกวิน

โจจะไปเรียนต่อมหาล้ยที่เมืองไครส์เชิร์ช ส่วนสมบูรณ์กับกวินจะกลับเมืองไทย

นอกจากนี้ยังมี ฟิลลิป จิมมี่ และเจมมี่ เพื่อนชาวฮ่องกงที่จะไม่อยู่แล้วเหมือนกัน

โดยเฉพาะฟิลลิปที่อยู่บ้านเดียวกับผมมาสองปีครึ่ง ที่ต้องย้ายไปอยู่แคนาดากับครอบครัวหลังจากที่อังกฤษคืนเกาะฮ่องกงให้ประเทศจีน (ตอนนั้นมีครอบครัวจากฮ่องกงย้ายไปแคนาดาเยอะมาก เพราะไม่มั่นใจว่าจีนจะจัดการฮ่องกงแบบไหน)

เราจึงมีงานเลี้ยงอำลากันที่แฟลตของโจ โดยพวกเราไปซื้อขนม ซื้อเบียร์กันมา แล้วก็ทำอาหารกินกันเองด้วย

สิ่งที่ขาดไม่ได้คือกีต้าร์สองตัวที่เราผลัดกันเล่นและร้องเพลงตลอดทั้งคืน ทั้งเพลงฝรั่ง หรือแม้กระทั่งเพลงไทยที่เพื่อนช่าวฮ่องกงก็ดันร้องได้ด้วย

ที่สำคัญ เรามีเพลงที่แต่งกันขึ้นมาเอง เพื่อที่จะร่วมร้องในคืนสุดท้ายที่เราจะอยู่ได้กันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา

ชื่อเพลงว่า Goodbye (ถ้าจำไม่ผิด)

The year is gone by
And now it’s time to say goodbye
Remember happiness and sorrow
We’ll never let it die

[Pre-chorus]
You’ll never leave my mind no matter
How fast the time goes by
Enjoy the final moments we spend together
Until we will meet again someday

[Chorus]
I wish you luck my friends
I hope you’ll get everything that you could ever dream of
I’ll never forget about you
Until the day I die, I will be with you all the way

The time won’t bring us back together
But I know if I look down into my heart
I will find that you’ll always be there

โชคดีที่สมัยนั้นมีเครื่องอัดเทปแล้ว (ขอบคุณ Sony Walkman) ผมก็เลยเอาไฟล์ลง Soundcloud มาเปิดให้ฟังได้วันนี้

นั่งฟังเพลงแล้วก็ทั้งขำ ทั้งตื้นตัน

ความรู้สึกที่ “จะเป็นเพื่อนกันไปจนตาย” นี่ ใครมาพูดตอนนี้คงจั๊กจี้ แต่ย้อนกลับไปสมัยนั้น พวกเรารู้สึกแบบนั้นจริงๆ

ถือว่าโชคดีมาก ที่ผมได้ใช้ชีวิตช่วงวัยรุ่นโดยที่ไม่มีอินเตอร์เน็ตและเฟซบุ๊ค

ไม่อย่างนั้น เพลงนี้จะไม่มีวันได้ถูกแต่งขึ้นมาแน่ๆ

—-

ภาพประกอบถ่ายจากห้องดนตรีที่ Opihi College (Temuka High School)

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

ครึ่งทาง

20150710_HalfWay

วันนี้ผมอายุครบ 35 ปีพอดี

ขอสารภาพว่า ตั้งแต่เกิดมา ยังไม่เคยแก่ขนาดนี้มาก่อน*

เค้าว่ากันว่า อายุเฉลี่ยของคนเราคือ 70 ปี

วันนี้ ผมจึงถือว่าเดินมาครึ่งทางแล้ว

35 ปีแรกทำอะไรไปบ้าง

1-5 ขวบ : กิน นอน เล่น ร้องไห้ ใช้ชีวิตไปวันๆ
6-10 ขวบ : เริ่มเรียนชั้นประถม เริ่มรู้ตัวว่าชอบวิชาอะไร
11-15 ขวบ : เริ่มมีความรักแบบ Puppy Love เริ่มเรียนมัธยมต้น
15-20 ปี : เริ่มอ่านหนังสือ เริ่มเล่นดนตรี เรียนหนังสือจริงจังในบางเวลา
21-25 ปี : เริ่มทำงาน เรียน sound engineering
26-30 ปี : เริ่มนั่งสมาธิ เริ่มคิดเรื่องออมเงินและการลงทุน
31-35 ปี : เปลี่ยนสายอาชีพ เรียนโท แต่งงาน และซื้อบ้าน

ถามว่าพอใจกับครึ่งแรกของชีวิตมั้ยก็ต้องตอบว่าพอใจมากๆ ทีเดียว แม้จะไม่ได้มีเงินมีทองมากมาย แต่ก็ได้ทำอะไรหลายๆ อย่างที่อยากทำ สุขภาพแข็งแรง ได้สนุกกับงาน มีหัวหน้าและเพื่อนร่วมงานที่ดี ได้เจอและคลุกคลีกับคนดีๆ และไม่ต้องพบความทุกข์หนัก คงต้องขอบคุณตัวเองในชาติก่อนๆ ที่น่าจะทำบุญไว้พอสมควร ชีวิตถึงได้ราบรื่นและรื่นรมย์ขนาดนี้

แล้วครึ่งหลังจะเป็นอย่างไร?

สิ่งหนึ่งที่คงต้องเขียนเตือนสติตัวเองไว้ คือครึ่งหลังมันน่าจะผ่านไปเร็วมาก

เหตุผลที่คิดอย่างนี้ เพราะผมรู้สึกว่า ช่วงเวลาแห่งการเป็นนักศึกษานั้นเพิ่งผ่านไปไม่นานนี้เอง ในขณะที่สมัยเรียนชั้นประถมนั้นดูห่างไกลออกไปมาก

ราวกับว่า ยิ่งแก่ตัว เวลายิ่งเดินเร็วขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าครึ่งแรกของชีวิตคือการเติบโต เรียนรู้ และทดลอง

ครึ่งหลังก็น่าจะเป็นช่วงแห่งการสร้างประโยชน์ ทั้งกับผู้อื่นและตนเอง

สร้างประโยชน์โดยการดูแลผู้มีพระคุณ และเลี้ยงดูลูกที่กำลังจะมาเกิดให้เป็นคนดีมีคุณภาพแล้ว ผมก็คงสร้างประโยชน์ให้คนอื่นผ่านงานประจำ และการเขียนบล็อก

คิดเล่นๆ ว่าสมมติผมยังสามารถเขียนบล็อกได้ทุกวัน ตอนที่ผมอายุครบ 70 ปี ก็จะเขียนบล็อกได้อีกประมาณ 35*365.25 = 12783 บทความ

ถ้าเขียนได้จริงๆ คงจะเจ๋งน่าดูเลยเนอะ!

แล้วผมก็อยากจะเปิดคลาสสอนเรื่องที่ตัวเองชื่นชอบอย่าง Time Management ซึ่งคงจะมีเปิดคลาสชิมลางเร็วๆ นี้

ส่วนการสร้างประโยชน์ให้ตนเองก็คือการเตรียมความพร้อมรับการมาถึงของวัยชรา และการเผชิญนาทีสุดท้ายของชีวิตอย่างสงบและสง่างาม

เร็วไปมั้ยที่จะคิดเรื่องพวกนี้?

ผมว่าไม่นะ

เพราะความตายเป็น “วิชาบังคับ” ที่ทุกคนต้องสอบ เพียงแต่เราไม่รู้ว่าจะต้องเดินเข้าห้องสอบเมื่อไหร่

แต่พวกเราส่วนใหญ่ก็เลือกที่จะไม่พูดหรือแม้กระทั่งจะคิดถึงมัน เพราะมันหดหู่และน่ากลัวเกินไป เลยทำเป็นลืมๆ มันไปซะ

ไม่ต่างอะไรกับนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดดินด้วยความเชื่อที่ว่า ถ้ามันไม่เห็นสิงโต สิงโตก็จะไม่เห็นมันเหมือนกัน

สิงโตเห็นเราตลอดเวลานะครับ

เท่าที่ผมรู้ ยังไม่มีวิชาทางโลกวิชาไหนที่จะช่วยให้เรารอดพ้นหรือรับมือกับความตายได้

ผมเลยสนใจวิชาทางธรรม เพราะได้ยินเค้าว่ากันว่า คนที่เข้าถึงธรรมะแล้วจะไม่กลัวตาย

จริงไม่จริงคงต้องพิสูจน์เอาเอง

แต่ถ้าทำได้จริงๆ คงจะเจ๋งน่าดูเลยเนอะ!


ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

* มุขนี้ได้มาจากลุงทิน

กรณีโม-โน่

20150907_TangmoTono

Thinking is difficult, that’s why most people judge

การคิดเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่เลยชอบวิจารณ์

– Carl Gustav Jung

—–
เมื่อเช้านี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผมยื่นมือไปรับ M2F ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรี ตรงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินี เพราะอยากจะดูว่าเรื่องโตโน่แถลงข่าวจะขึ้นหน้าหนึ่งรึเปล่า

แล้วก็ใช่จริงๆ

Tono

เมื่อวานตอนนั่งกินข้าวเที่ยงกับพี่ที่ออฟฟิศ พี่จันบอกว่าผมน่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องแตงโมและโตโน่บ้าง ซึ่งตอนนั้นผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรเพราะไม่ค่อยติดตามเรื่องดาราเท่าไหร่

แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน และได้รับข่าวสารจากหลายช่องทางแม้จะไม่ได้คิดจะติดตาม ก็ทำให้ได้ชุดความคิดมาสองสามอย่างที่อยากจะมาบันทึกเอาไว้ครับ

1. ความเกิด-ดับ ของข่าวสาร

ตอนที่ผมกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ช่วงเดือนพฤษภาคม ใครๆ ก็กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องชาวโรฮิงญา กลายเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติเลยก็ว่าได้ และผมทำนายไว้ว่าอีกสามสัปดาห์คนไทยก็คงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว ซึ่งมันก็จริงจนน่าขนลุก

ไม่ใช่ขนลุกที่ทายถูกนะครับ แต่ขนลุกที่คนเราพร้อมจะเป็นจะตายกับเรื่องหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วพอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็เบี่ยงเบนความสนใจไปอีกเรื่องหนึ่งได้อย่างง่ายดาย จนราวกับว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

2. ทำไมคนถึงสนใจเรื่องซุบซิบดารา
ใครจะรักกับใคร เลิกกันยังไง ใครจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ตมารูนไฟว์ 25 ใบเองหรือไม่ จริงๆ แล้วมันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย แต่เราอยากรู้ อยากเห็นเรื่องพวกนี้ไปเสียหมด ขนาดที่ว่าตอนโตโน่แถลงข่าวนี่ต้องมานั่งล้อมวงดูกันเลยทีเดียว จนคนกลุ่มหนึ่งถึงกับรำคาญว่าจะอะไรกันนักกันหนา

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็น่าคิดต่อว่าทำไมพวกเราถึงใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ถึงขนาดนั้น

พอดีเมื่อวานผมได้ไปเดินร้านคิโนะคุนิยะ และได้เปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Dan Ariely ชื่อ Irrationally Yours ซึ่งรวบรวมบทความที่แดนได้ตอบคำถามจากทางบ้านผ่านทางนิตยสาร The New Yorker

คำถามหนึ่งที่มีคนถามมาก็คือ ทำไมคนเราถึงชอบตามข่าวซุบซิบดารากับข่าวกีฬากันจัง มันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเหรอ?

คุณแดนตอบว่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าให้เดา ก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการจะเข้าสังคมได้ก็ต้องคุยกับคนอื่นเขารู้เรื่อง

และเนื่องจากว่าคนเราแต่ละคนมีพื้นเพและการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน เรื่องที่จะกลายเป็นกระแสจึงมักจะเป็นเรื่องที่ “พื้นฐานที่สุด” (Lowest common denominator) เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วม “บทสนทนา” นี้ได้

สมมติสังคมหนึ่งมีคน 100 คน อาจจะมีแค่ 5 คนที่เข้าใจและสนใจเรื่องการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปประเทศจึงไม่มีวันที่จะเป็นกระแสเหมือนแตงโม-โตโน่ได้

แต่ถ้าเรื่องดาราเลิกกัน จะมีอย่างน้อย 40 คนสนใจและพูดคุยกัน ทำให้อีก 60 คนที่เหลือรู้สึกถึงความ “จำเป็น” ที่จะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนจะอยากรู้มากหรือรู้น้อยก็อีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยต้องรู้เอาไว้ (นี่คือเหตุผลที่ผมรับ M2F มาเมื่อเช้านี้)

3. ความย้อนแย้งในการค้นหาความจริงของคนเรา
เราชอบเรื่องราวดราม่า ตามอ่านเรื่องราวและคิดทฤษฎีต่างๆ นาๆ เพราะเราอยากรู้ว่า “ตกลงแล้วความจริงมันเป็นยังไง”

ผมนึกถึงกรณีที่คุณแหม่ม คัทลียา แมคอินทอช ไม่ยอมพูดความจริงเรื่องที่ตัวเองตั้งท้อง จนทำให้ “สังคมไทย” ปฏิเสธเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคนนี้ไปเลย

ขณะที่ตอนปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัลออกมายอมรับกับแฟนว่าท้องก่อนแต่ง กลับไม่มีใครว่าอะไร

และทำให้ผมนึกถึงตอนท้ายๆ ของหนังเรื่อง Closer ที่แสดงโดย Jude Law, Natalie Portman, Julia Roberts และ Clive Owen

ตอนใกล้จะจบ พระเอก (Jude) กำลังจะได้กลับมาคืนดีกับนางเอก (Natalie) อยู่แล้วแท้ๆ แต่เพราะพระเอกดันต้องการรู้ความจริงบางอย่างจากปากนางเอกมากเกินไป สุดท้ายพระเอกเลยต้องสูญเสียทุกอย่าง

เราไม่ชอบให้ใครมาโกหกเรา เพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการขั้นพื้นฐาน (fundamental human needs) ที่จะรู้ความจริงให้ได้ แม้ความจริงบางอย่างมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย

เรื่องที่น่าแปลกก็คือ ในขณะเราชอบคาดคั้นที่จะได้ความจริงจากคนอื่น แต่เรากลับไม่อยากสบตากับความจริงของตัวเอง

เวลาเราจะถ่ายรูปเซลฟี่ ก็ต้องหามุมที่ตัวเองดูดี ถ่ายเสร็จแล้วก็ต้องแต่งรูปด้วยแอพอีกครั้งเพื่อให้หน้าตาของเราออกมาเป็นแบบที่เราอยากเห็น ไม่ใช่แบบที่มันเป็นจริงๆ

ใบไม้กำมือเดียวที่พระพุทธเจ้านำมาสอน ก็คือเรื่องการตามรู้ตามดูความจริงในกายและในใจตัวเอง แถมท่านยังการันตีด้วยว่า นี่คือหนทางแห่งการมีความสุขอย่างแท้จริง

แต่จะมี “พุทธศาสนิกชน” ซักกี่คนที่จะออกค้นหา (และยอมรับ) ความจริงในใจตัวเอง?

—–

Thinking is difficult, that’s why most people judge

ผมว่าปรากฎการณ์ต่างๆ ในสังคม มันมีประโยชน์ทั้งนั้น

ถ้าเราตามข่าวเพียงเพื่อที่จะตัดสินว่าใครผิด ใครถูก ประโยชน์ก็คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าความบันเทิงแบบผิวเผิน

แต่ถ้าดูหนัง ดูละคร (ดราม่า) แล้วกลับมาย้อนดูตัวเอง

เวลาที่เสียไปก็คงไม่สูญเปล่านัก

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่”

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings