กรณีโม-โน่

20150907_TangmoTono

Thinking is difficult, that’s why most people judge

การคิดเป็นเรื่องยาก คนส่วนใหญ่เลยชอบวิจารณ์

– Carl Gustav Jung

—–
เมื่อเช้านี้เป็นครั้งแรกในรอบหลายเดือนที่ผมยื่นมือไปรับ M2F ซึ่งเป็นหนังสือพิมพ์แจกฟรี ตรงหน้าสถานีรถไฟใต้ดินลุมพินี เพราะอยากจะดูว่าเรื่องโตโน่แถลงข่าวจะขึ้นหน้าหนึ่งรึเปล่า

แล้วก็ใช่จริงๆ

Tono

เมื่อวานตอนนั่งกินข้าวเที่ยงกับพี่ที่ออฟฟิศ พี่จันบอกว่าผมน่าจะเขียนบล็อกเกี่ยวกับเรื่องแตงโมและโตโน่บ้าง ซึ่งตอนนั้นผมคิดไม่ออกเลยว่าจะเขียนเรื่องอะไรเพราะไม่ค่อยติดตามเรื่องดาราเท่าไหร่

แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งวัน และได้รับข่าวสารจากหลายช่องทางแม้จะไม่ได้คิดจะติดตาม ก็ทำให้ได้ชุดความคิดมาสองสามอย่างที่อยากจะมาบันทึกเอาไว้ครับ

1. ความเกิด-ดับ ของข่าวสาร

ตอนที่ผมกลับมาจากยุโรปใหม่ๆ ช่วงเดือนพฤษภาคม ใครๆ ก็กำลังเป็นเดือดเป็นร้อนกับเรื่องชาวโรฮิงญา กลายเป็นวาระเร่งด่วนแห่งชาติเลยก็ว่าได้ และผมทำนายไว้ว่าอีกสามสัปดาห์คนไทยก็คงไม่พูดถึงเรื่องนี้กันแล้ว ซึ่งมันก็จริงจนน่าขนลุก

ไม่ใช่ขนลุกที่ทายถูกนะครับ แต่ขนลุกที่คนเราพร้อมจะเป็นจะตายกับเรื่องหนึ่งในช่วงเวลาหนึ่ง แล้วพอผ่านไปไม่กี่สัปดาห์ก็เบี่ยงเบนความสนใจไปอีกเรื่องหนึ่งได้อย่างง่ายดาย จนราวกับว่าเรื่องนั้นไม่เคยเกิดขึ้นเลยด้วยซ้ำ

2. ทำไมคนถึงสนใจเรื่องซุบซิบดารา
ใครจะรักกับใคร เลิกกันยังไง ใครจะซื้อตั๋วคอนเสิร์ตมารูนไฟว์ 25 ใบเองหรือไม่ จริงๆ แล้วมันแทบไม่ได้เกี่ยวข้องกับชีวิตเราเลย แต่เราอยากรู้ อยากเห็นเรื่องพวกนี้ไปเสียหมด ขนาดที่ว่าตอนโตโน่แถลงข่าวนี่ต้องมานั่งล้อมวงดูกันเลยทีเดียว จนคนกลุ่มหนึ่งถึงกับรำคาญว่าจะอะไรกันนักกันหนา

แต่ถ้ามองอีกมุมหนึ่งก็น่าคิดต่อว่าทำไมพวกเราถึงใส่ใจกับเรื่องพวกนี้ถึงขนาดนั้น

พอดีเมื่อวานผมได้ไปเดินร้านคิโนะคุนิยะ และได้เปิดอ่านหนังสือเล่มหนึ่งของ Dan Ariely ชื่อ Irrationally Yours ซึ่งรวบรวมบทความที่แดนได้ตอบคำถามจากทางบ้านผ่านทางนิตยสาร The New Yorker

คำถามหนึ่งที่มีคนถามมาก็คือ ทำไมคนเราถึงชอบตามข่าวซุบซิบดารากับข่าวกีฬากันจัง มันมีประโยชน์อะไรกับชีวิตเหรอ?

คุณแดนตอบว่า เขาก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ถ้าให้เดา ก็เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการจะเข้าสังคมได้ก็ต้องคุยกับคนอื่นเขารู้เรื่อง

และเนื่องจากว่าคนเราแต่ละคนมีพื้นเพและการศึกษาไม่เท่าเทียมกัน เรื่องที่จะกลายเป็นกระแสจึงมักจะเป็นเรื่องที่ “พื้นฐานที่สุด” (Lowest common denominator) เพื่อให้คนส่วนใหญ่สามารถเข้าร่วม “บทสนทนา” นี้ได้

สมมติสังคมหนึ่งมีคน 100 คน อาจจะมีแค่ 5 คนที่เข้าใจและสนใจเรื่องการปฏิรูปประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปประเทศจึงไม่มีวันที่จะเป็นกระแสเหมือนแตงโม-โตโน่ได้

แต่ถ้าเรื่องดาราเลิกกัน จะมีอย่างน้อย 40 คนสนใจและพูดคุยกัน ทำให้อีก 60 คนที่เหลือรู้สึกถึงความ “จำเป็น” ที่จะต้องรู้เรื่องนี้ด้วยเช่นกัน ส่วนจะอยากรู้มากหรือรู้น้อยก็อีกประเด็นหนึ่ง แต่อย่างน้อยต้องรู้เอาไว้ (นี่คือเหตุผลที่ผมรับ M2F มาเมื่อเช้านี้)

3. ความย้อนแย้งในการค้นหาความจริงของคนเรา
เราชอบเรื่องราวดราม่า ตามอ่านเรื่องราวและคิดทฤษฎีต่างๆ นาๆ เพราะเราอยากรู้ว่า “ตกลงแล้วความจริงมันเป็นยังไง”

ผมนึกถึงกรณีที่คุณแหม่ม คัทลียา แมคอินทอช ไม่ยอมพูดความจริงเรื่องที่ตัวเองตั้งท้อง จนทำให้ “สังคมไทย” ปฏิเสธเจ้าหญิงแห่งวงการบันเทิงคนนี้ไปเลย

ขณะที่ตอนปีเตอร์ คอร์ปไดเรนดัลออกมายอมรับกับแฟนว่าท้องก่อนแต่ง กลับไม่มีใครว่าอะไร

และทำให้ผมนึกถึงตอนท้ายๆ ของหนังเรื่อง Closer ที่แสดงโดย Jude Law, Natalie Portman, Julia Roberts และ Clive Owen

ตอนใกล้จะจบ พระเอก (Jude) กำลังจะได้กลับมาคืนดีกับนางเอก (Natalie) อยู่แล้วแท้ๆ แต่เพราะพระเอกดันต้องการรู้ความจริงบางอย่างจากปากนางเอกมากเกินไป สุดท้ายพระเอกเลยต้องสูญเสียทุกอย่าง

เราไม่ชอบให้ใครมาโกหกเรา เพราะมนุษย์ทุกคนมีความต้องการขั้นพื้นฐาน (fundamental human needs) ที่จะรู้ความจริงให้ได้ แม้ความจริงบางอย่างมันไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับชีวิตเลย

เรื่องที่น่าแปลกก็คือ ในขณะเราชอบคาดคั้นที่จะได้ความจริงจากคนอื่น แต่เรากลับไม่อยากสบตากับความจริงของตัวเอง

เวลาเราจะถ่ายรูปเซลฟี่ ก็ต้องหามุมที่ตัวเองดูดี ถ่ายเสร็จแล้วก็ต้องแต่งรูปด้วยแอพอีกครั้งเพื่อให้หน้าตาของเราออกมาเป็นแบบที่เราอยากเห็น ไม่ใช่แบบที่มันเป็นจริงๆ

ใบไม้กำมือเดียวที่พระพุทธเจ้านำมาสอน ก็คือเรื่องการตามรู้ตามดูความจริงในกายและในใจตัวเอง แถมท่านยังการันตีด้วยว่า นี่คือหนทางแห่งการมีความสุขอย่างแท้จริง

แต่จะมี “พุทธศาสนิกชน” ซักกี่คนที่จะออกค้นหา (และยอมรับ) ความจริงในใจตัวเอง?

—–

Thinking is difficult, that’s why most people judge

ผมว่าปรากฎการณ์ต่างๆ ในสังคม มันมีประโยชน์ทั้งนั้น

ถ้าเราตามข่าวเพียงเพื่อที่จะตัดสินว่าใครผิด ใครถูก ประโยชน์ก็คงจะไม่มีอะไรมากไปกว่าความบันเทิงแบบผิวเผิน

แต่ถ้าดูหนัง ดูละคร (ดราม่า) แล้วกลับมาย้อนดูตัวเอง

เวลาที่เสียไปก็คงไม่สูญเปล่านัก

—–

ดาวน์โหลดอีบุ๊ค “เกิดใหม่

อ่านตอนเก่าๆ ได้ที่ Archives

อ่านตอนใหม่ๆ ได้ทุกวันที่ Facebook Page Anontawong’s Musings

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s