นิทานสาวกขงจื่อ

20190816

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

จวงจื่อไปเยี่ยมคารวะหลู่ไอกง หลู่ไอกงเอ่ยขึ้นว่า “ในเขตแคว้นหลู่นี้มีสาวกขงจื่อมากมาย แต่ดูเหมือนจะมีน้อยคนนักที่ศึกษามรรคาของท่าน”

“ภายในแคว้นหลู่นี้แทบไม่มีใครเป็นสาวกขงจื่อเลย” จวงจื่อโต้แย้ง

“แต่ประชาชนทั่วทั้งแคว้นนี้ ล้วนสวมอาภรณ์สำนักขงจื่อ” หลู่ไอกงโต้ “ท่านกลับมาพูดว่าแทบไม่มีใครเป็นสาวกขงจื่อได้อย่างไรกัน?”

“ข้าได้ยินมาว่าบรรดาสาวกขงจื่อสวมหมวกทรงกลม เพื่อแสดงว่าพวกเขาหยั่งรู้วัฏจักรแห่งฟ้า พวกเขาสวมรองเท้ารูปทรงสี่เหลี่ยม เพื่ออวดแสดงว่าหยั่งรู้รูปทรงของพิภพ พวกเขาติดเครื่องประดับหยกครึ่งเสี้ยวที่สายคาดเอวห้าสีเพื่ออวดอ้างความมีวิจารณญาณ

แต่วิญญูชนผู้รอบรู้ในหลักการไม่จำเป็นต้องสวมอาภรณ์ที่แสดงถึงสำนักคิด ขณะเดียวกันผู้คนก็อาจสวมเครื่องแบบโดยปราศจากความรู้เข้าใจในหลักการ หากท่านไม่เชื่อก็ลองติดประกาศว่า ‘บรรดาผู้ที่สวมชุดอาภรณ์สำนักขงจื่อโดยไม่ปฏิบัติตามหลักการดังกล่าว จะต้องโดนประหารชีวิต’”

ไอกงจึงออกประกาศดังกล่าว และภายในห้าวันก็ไม่มีผู้ใดในแคว้นหลู่กล้าสวมชุดอาภรณ์ขงจื่ออีกเลย มีเพียงชายชราผู้หนึ่งสวมอาภรณ์สำนักขงจื่อ มาหยุดยืนที่หน้าประตูจวนของไอกง

ไอกงเชิญชายชราผู้นั้นเข้ามาและตั้งคำถามเกี่ยวกับกิจการของแผ่นดิน ถกเถียงประเด็นซับซ้อนลึกซึ้งนับพัน ชายชราผู้นั้นก็ตอบอย่างถูกต้องแม่นยำไม่ตกหล่นแม้คำเดียว

จวงจื่อจึงกล่าวขึ้นว่า “ทั่วทั้งแคว้นหลู่นี้ มีเพียงชายชราผู้นี้เท่านั้นที่เป็นขงจื่ออย่างแท้จริง ท่านพูดได้อย่างไรว่ามีสาวกขงจื่อทั่วทั้งแผ่นดิน”

—–

ขอบคุณนิทานจาก MgrOnline: หลู่ไอกงปราบผู้ทรงคุณธรรมจอมปลอม

7 วิธีลดอาการติดเฟซบุ๊ค

20190815

สมัยก่อนผมเป็นคนติดเฟซบุ๊คมาก เช็คทุก 15 นาทีเลยก็ว่าได้

เดี๋ยวนี้ก็ยังถือว่าติดอยู่ แต่ก็น้อยลงเยอะ เลยอยากจะมาแชร์ว่าผมทำอย่างไรบ้างนะครับ

1. ติดตั้ง Chrome Extension ชื่อ Kill News Feed

สำหรับคนที่ใช้ Chrome ในการเข้า Facebook บนเครื่องคอม

ลองเข้าไปที่นี่ >> http://bit.ly/2MimRr7 แล้วกด Add to Chrome

แล้ว News Feed ของเราก็จะไม่เหลืออะไรให้ดูเลย แต่ยังเข้า notifications อ่าน messages หรือ search หาคน / page ได้เหมือนเดิม

2562-08-15 08_28_53-Facebook

2. ปิด Notifications เวลาคนมากดไลค์

สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราเข้ามาเช็คเฟซตลอดเวลา คือเมื่อเราโพสต์อะไรแล้วมันจะมี noti เด้งขึ้นมาว่ามีคนมาไลค์โพสต์ของเรานะ เราก็อดใจไม่ไหวต้องคลิ้กเข้าไปดูทุกที กลายเป็นคนเก็บสะสมชื่นชมยอดไลค์โดยไม่รู้ตัว

วิธีแก้ก็คือเข้าไปที่เมนู Settings > Notifications > More activity about you แล้วก็ปิดตรงนี้ ซึ่งก็จะช่วยให้เราไม่ต้องได้รับ noti เวลามีใครมาไลค์โพสต์ของเราแล้ว

ส่วนจะปิดเรื่องอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน เช่น Marketplace / Video หรือ noti ตัวไหนก็แล้วแต่ที่เราเห็นแล้วรู้สึกว่าไม่มีประโยชน์

 

3. ตั้ง Reminder เมื่อเล่นเฟซบุ๊คตามเวลาที่กำหนด

ในแอป FB บนมือถือ เราสามารถเข้าไปดูได้ว่าแต่ละวันเราใช้เวลาบนเฟซบุ๊คเท่าไหร่ และอยากให้เฟซบุ๊คเตือนเราเมื่อใช้มันนานเกินกว่าที่เราตั้งใจรึเปล่า

ไปที่ Menu > Settings & Privacy > Your Time on Facebook > Set Daily Time Reminder ครับ

ซึ่งเท่าที่ทดลองมาหนึ่งสัปดาห์ บางทีมันก็เตือน บางทีมันก็ไม่เตือน แถมเตือนแล้วเราก็อาจจะยังเล่นต่ออยู่ดี เลยไม่ค่อยเวิร์คมากนักสำหรับผม แต่อาจจะเวิร์คสำหรับบางคนก็ได้

4. Log out Facebook

เวลาใช้เฟซบุ๊คเสร็จแล้ว ผมจะ log out จากมือถือ และเลือก Remove this account from device คราวนี้พอเราเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาด้วยความเคยชิน ก็จะรู้ตัวว่าไม่สามารถเข้าไปดูง่ายๆ ได้อีกต่อไป

ส่วนใหญ่แล้วเรามักเปิดเฟซบุ๊คขึ้นมาโดยไม่มีสติ การ log out เอาไว้คือการสร้างคือการสร้าง “ช่องว่าง” หรือ “gap” ขึ้นมา เพื่อกระตุ้นให้เราหยุดถามตัวเองว่า อยากเปิดดูจริงๆ หรือ

Screenshot_20190815-063435_Facebook

5. เอา Facebook รวมถึงแอปดูดเวลาอื่นๆ ออกจากหน้า Home

หน้า Home ผมพยายามทำให้สะอาดที่สุด จริงๆ อยากให้เป็นหน้าจอเปล่าๆ ด้วยซ้ำไปแต่เหมือน Android มันบังคับให้ต้องมีอย่างน้อยหนึ่งแอปเลยค้างปุ่มโทร.หาแฟนทิ้งไว้

ส่วน Facebook และแอปดูดเวลาอื่นๆ อย่าง LINE / Instagram / Twiter / Quora / Youtube ก็ถูกเอาออกจากหน้า home หมดเลย ถ้าจะเข้าแอปเหล่านี้ก็จะยากขึ้นอีกหนึ่งสเต็ป ซึ่งก็มากพอแล้วที่จะทำให้เราไม่เปิดแอปเหล่านี้ขึ้นมาบ่อยๆ

Screenshot_20190815-063630_Google

 

6. หา App อื่นๆ มาใช้แทน Facebook

หนังสือ The Power of Habit ของ Charles Duhigg บอกไว้ว่า อุปนิสัย หรือ Habit Loop ของคนเรานั้นมีส่วนประกอบ 3 ส่วน นั่นคือ Cue -> Habit -> Reward

Cue คือตัวกระตุ้นให้เราทำสิ่งที่เป็น Habit และเมื่อทำเสร็จแล้วเราก็จะได้ Reward เป็นการตอบแทน

Habit Loop สำหรับอาการติดเฟซบุ๊ค

Cue = เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ

Habit = เปิดเฟซขึ้นมา

Reward = เพลิดเพลินกับการอ่าน content ที่เราสนใจ

วิธีการแก้ Habit ที่ไม่ดีนั้น คือการเก็บ Cue กับ Reward เอาไว้ แต่ทำ Habit อื่นแทน

Cue = เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ

Habit = <ทำอย่างอื่น>

Reward = เพลิดเพลินกับการอ่าน content ที่เราสนใจ

ผมก็เลยใส่แอปที่ไม่ใช่เฟซบุ๊คลงใน home (หน้า 2) ซึ่งก็จะมีสองเรื่องใหญ่ๆ คือแอปอ่านบทความอย่าง Medium และ Pocket และแอปฝึกฝนอย่าง Drops และ AnkiDroid ส่วนแอปอื่นๆ จะเอาไว้ฟังตอนขับรถ

Screenshot_20190815-065115_Google

ดังนั้น Habit Loop ใหม่ก็จะเป็นอย่างนี้

Cue = เบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ

Habit = เปิดแอป Pocket ขึ้นมาอ่านบทความที่เราเซฟไว้

Reward = เพลิดเพลินกับการอ่าน content ที่เราสนใจ

Cue เหมือนเดิม Reward เหมือนเดิม เปลี่ยนอย่างเดียวคือ Habit ที่เปลืองเวลาน้อยกว่าการไถฟีด

7. ทำเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจ (โดยไม่ต้องอยากให้คนมาสนใจ)

เมื่อไหร่ก็ตามที่เราใช้เวลาบนเฟซบุ๊คมากไป นั่นเป็นสัญญาณว่าเราไม่มีอะไรที่ดีกว่านี้ให้ทำ

ดังนั้นแค่ทำเรื่องอื่นๆ มากขึ้น เราก็จะใช้เวลากับเฟซบุ๊คน้อยลงไปโดยปริยาย

ตั้งใจทำงาน โทร.หาเพื่อน คุยกับคนใกล้ชิด ทำของอร่อยๆ กิน ทำกิจกรรมที่เติมเต็มเราโดยไม่ต้องประกาศให้โลกรู้ว่าชีวิตเราดีแค่ไหน เพราะคนที่มีชีวิตที่ดีจริงๆ เขาไม่จำเป็นต้องประกาศ ไม่จำเป็นต้องมองหา validation จากคนอื่นคนไกล

—–

จริงๆ เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือที่มีประโยชน์มาก ถ้าไม่มีเฟซบุ๊คบล็อกของผมก็คงไม่เกิด และคุณผู้อ่านกับผมก็คงไม่ได้มาเจอกัน

สิ่งสำคัญก็คือเราต้องใช้มัน อย่าปล่อยให้มันใช้เรา

เมื่อเราใช้เฟซบุ๊คเป็นเครื่องมือ และรู้จักประคองตัวไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของเฟซบุ๊ค เราก็จะเก็บเกี่ยวสิ่งดีๆ ที่เฟซบุ๊คมอบให้เราได้อย่างเต็มที่ โดยที่ยังได้เวลาคืนกลับมาอีกสัปดาห์ละหลายชั่วโมงเพื่อไปทำสิ่งอื่นๆ ที่มีคุณค่ากับเราอย่างแท้จริงครับ

—–

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 6 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M

จงเป็นของหายากสำหรับใครบางคน

20190813

หลายคนน่าจะติดตามเพจ วิเคราะห์บอลจริงจัง ที่เขียนโดย “คุณวิศ” วิศรุต สินพงศพร

มันคือเพจที่วิเคราะห์เรื่องฟุตบอลรวมถึงเรื่องราวอื่นๆ ที่อยู่ในกระแสอย่างเจาะลึก ทุกบทความมีความยาวถึงยาวมาก อ่านแล้วรู้เลยว่าทำการบ้านมาอย่างดี ลงรายละเอียดราวกับผู้เขียนได้ไปใช้ชีวิตอยู่กับตัวเอกของเรื่อง แถมการเรียบเรียงก็สละสลวยอ่านเพลินไม่มีสะดุด

เพจนี้มีคนติดตามสองแสนคน และทุกโพสต์มียอดแชร์ตั้งแต่หลักร้อยถึงหลักพัน ซึ่งสูงกว่าเพจที่มีผู้ติดตามเป็นล้านเสียอีก

ผมเชื่อว่าที่เพจวิเคราะห์บอลจริงจังมี engagement ดีขนาดนี้เพราะเขาเป็นของหายาก

เพราะสื่อส่วนใหญ่ที่เราเห็นมักจะนำเสนอคอนเทนท์ที่ค่อนข้างฉาบฉวยหรือคอนเทนท์ที่ลอกต่อๆ กันมา ในขณะที่เนื้อหาในเพจวิเคราะห์บอลจริงจังนั้นเป็นงาน craft ที่ผู้อ่านสัมผัสได้ถึงความพิถีพิถันและความตั้งใจ

—–

เมื่อประมาณสิบปีที่แล้ว ผมได้อ่านหนังสือเรื่อง The Game ที่เขียนโดย Neil Strauss ที่ว่าด้วยการจีบสาว

เคยสงสัยมั้ยครับว่าทำไมผู้หญิงสวยๆ ถึงมักจะลงเอยกับผู้ชายที่ดู bad boy ในขณะที่ผู้ชายแสนดีอย่างเราถึงไม่เคยจีบคนเหล่านั้นติดซักที

เพราะว่าเราทำตัวเป็นของหาง่ายไงครับ

เราเชื่อในการเอาความดีแลกความรัก (ทั้งๆ ที่ตัวจริงเราก็ไม่ได้เป็นคนดีขนาดนั้นหรอก) เราเลยสวมบทพี่ชายที่แสนดี เพื่อเธอฉันยอมทุกอย่าง เธออยากได้อะไรฉันพร้อมหามาให้ เธอต้องการตัวเมื่อไหร่ฉันพร้อมไปหาเสมอ

โดยเราลืมนึกไปเลยว่า มีผู้ชายอีก 10 คนที่ทำเหมือนๆ กัน

ผู้หญิงสวยๆ เขาได้รับการเอาอกเอาใจและมีคนพร้อมยอมให้ทุกอย่างจนชินแล้ว

แต่พอผู้หญิงสวยได้เจอ bad boy ที่ไม่ได้ง้อ ไม่ได้ยอมทุกอย่าง และไม่ได้ว่างจะเจอเธอตลอดเวลา ผู้หญิงก็จะรู้สึกว่า เออ คนนี้แปลกดี และเริ่มสนอกสนใจเพราะเขาแตกต่างจากคนอื่นๆ

และสิ่งที่ bad boy โดดเด่นกว่าพี่ชายแสนดีคนอื่นๆ ก็คือความมั่นใจในตัวเอง ความไม่กลัวการโดนปฏิเสธ ชอบก็บอกว่าชอบไม่อ้อมค้อมหรือกระมิดกระเมี้ยน

ดังนั้น ถ้าอยากจะจีบหญิงสวยๆ ให้ติด บางทีเราก็ต้องคิดแบบ bad boy บ้าง

ไม่ใช่ให้ทำตัวเลว ไม่สน ไม่แคร์นะครับ เพียงแต่อย่ายอมมากไป อย่าตามมากไป เพราะมันเป็นสิ่งที่หาง่ายมากสำหรับผู้หญิงสวยๆ เท่านั้นเอง

—–

Justin Kerr เคยเป็นผู้บริหารระดับสูงที่อายุน้อยที่สุดกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง UNIQLO และ Levi โดยที่เขาไม่เคยเลิกงานหลัง 5 โมงเย็นและไม่เคยตอบอีเมลวันเสาร์อาทิตย์เลยแม้แต่ฉบับเดียว

จัสตินเล่าให้ฟังในหนังสือ How to be great at your job ว่าเขามีคติการทำงานแค่สองอย่าง คือ be accurate และ be early

เขาจึงเช็คอีเมลก่อนส่งทุกครั้งว่าไม่มีข้อผิดพลาดแม้แต่จุดเดียว เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับคนที่รับงานของเขาไปว่าเขาเป็นคนที่ฝากผีฝากไข้ได้

นอกจากนี้ เขายังส่งงานก่อนเวลาเสมอ และก่อนที่จะส่งงาน ก็จะคอยแจ้งเจ้านายอยู่เป็นระยะๆ ว่างานที่เขาทำอยู่ไปถึงไหนแล้ว

และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมจัสตินก็ไม่รีรอที่จะเข้าไปคุยกับหัวหน้าเพื่อจะขอความรับผิดชอบเพิ่ม

เมื่อทำงานเสร็จรวดเร็วกว่าคนอื่นๆ โดยไม่มีข้อผิดพลาด แถมยังแสดงความชัดเจนว่าพร้อมจะรับงานเพิ่ม จัสตินก็เลยเติบโตอย่างรวดเร็ว

เพราะจัสตินทำตัวเป็นคนที่หายากสำหรับหัวหน้าของเขานั่นเอง

—–

หากอยากสำเร็จกว่าใครๆ จงดูให้ดีว่าคนที่เราต้องการจะ serve นั้นต้องการอะไร สิ่งใดบ้างที่เขายังขาดอยู่

จากนั้นเราก็ต้อง fill the gap ด้วยการทำตัวให้ไม่เหมือนกับคนอื่นๆ

นั่นก็คือทำตัวเป็นของหายากสำหรับเขาคนนั้นนั่นเอง

ใช้ได้ทั้งเรื่องการงาน ความสัมพันธ์ รวมถึงมิติอื่นๆ ของชีวิต

ลองเอาไปปรับใช้ดูนะครับ

ป.ล. หวังว่าบล็อก Anontawong’s Musings จะเป็นของหายากสำหรับคุณเช่นกันนะครับ 🙂


 

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 11 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

ถ้าโดนหัวหน้าด่า

20190810b

แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

ถ้าลูกค้าด่า แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

ถ้าแฟนด่า แสดงว่าเค้ายังให้โอกาสเรา

วันที่น่ากลัวที่สุด คือวันที่เขาหยุดด่า

เพราะนั่นอาจหมายความว่าเขาเลิกหวังในตัวเราไปเรียบร้อยแล้ว

—–

ขอบคุณประกายความคิดจากคุณท้อฟฟี่ แบรดชอว์ จากการร่วมเสวนากันที่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์เมื่อปลายเดือนกรกฎาคม

รับสมัคร Time Management บ่ายวันเสาร์ที่ 7 กันยายน เหลือ 12 ที่ครับ >> http://bit.ly/2ODqv0M 

Brave New Work ตอนที่ 13 – Transform ด้วยวิธี Looping

20190812_bravenework13

ผมถือว่าบทนี้เป็นหัวใจของหนังสือ Brave New Work

เรารู้แล้วว่าวิธีการทำงานแบบเก่านั้นไม่เวิร์ค และองค์กรวิวัฒน์ (Evolutionary Organizations) นั้นมีผลประกอบการที่ดีกว่า พนักงานมีความสุขมากกว่า เพราะองค์เหล่านี้ล้วน People Positive และ Complexity Conscious

องค์กรวิวัฒน์นั้นมีวิธีการ transform ตัวเอง ไม่ใช่ด้วยการ re-org แต่ด้วยการทดลองและเรียนรู้ด้วยการหา the adjacent possible หรือ ‘ความเป็นไปได้ถัดไป’ ตลอดเวลา

บริษัทของผู้เขียนใช้กระบวนการ looping กับลูกค้าที่ต้องการ tranform ตัวเอง ซึ่งกระบวนการนี้ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอน

1. Tensions
2. Practices
3. Experiments

STEP 1 – SENSING TENSIONS – รับรู้ความตึงเครียด

หนังสือ The Fifth Discipline ของ Peter Senge ได้พูดถึง ‘creative tension’ โดยให้เรานึกถึงหนังยางที่ถูกยืดห่างจากกัน

ฝั่งนึงเป็น vision ขององค์กร ส่วนอีกฝั่งเป็นความจริง ณ ปัจจุบัน เมื่อความจริงกับสิ่งที่เราอยากให้เป็นนั้นอยู่ห่างจากกัน หนังยางนั้นย่อมมีความตึง (tension) และหากเราอยากจะให้ความตึงนั้นหมดไป เราก็ต้องเปลี่ยนความจริงให้สอดคล้องกับภาพที่เราเห็น หรือไม่ก็ยอมรับความจริงนั้น

คำว่า tension ในบริบทนี้ไม่ได้มีความหมายเชิงบวกหรือลบ แค่เป็นป้ายบอกทางว่าในสถานการณ์นี้มันมีความเป็นไปได้/ศักยภาพ (potential) แฝงอยู่ จะเรียกมันว่า idea, spark หรือ challenge ก็ยังได้

tension นั้นมีอยู่ตลอดเวลา หากไม่มี tension เราก็ไม่สามารถเติบโตหรือเปลี่ยนแปลงได้

วิธีที่ง่ายที่สุดที่เราจะมองหา tension ก็คือการถามตัวเองว่า

What’s stopping you from doing the best work of your life?
อะไรที่กำลังขัดขวางไม่ให้เราได้ทำงานที่ดีที่สุดในชีวิต?

หรือ

What’s stopping the organization from achieving its purpose?
อะไรที่ขัดขวางไม่ให้องค์กรบรรลุจุดมุ่งหมายของตน?

บริษัทของผู้เขียนคำถามนี้กับลูกค้ามาหลายราย และได้คำตอบมาหลายร้อยหลายพันคำตอบ แต่เราได้ทำการรวบรวม tensions ที่พบบ่อยที่สุด 78 ข้อ ซึ่งเกี่ยวพันกับ OS ทั้ง 12 ด้าน และ tensions เหล่านี้ก็เป็นตัวจุดประกายกันถกเถียงแลกเปลี่ยนได้อย่างดีเยี่ยม

ลองดูนะครับว่าในองค์กรของคุณมี tensions เหล่านี้อยู่มากน้อยแค่ไหน (ผมยกตัวอย่างมาแค่บางส่วน)

Lack of trust. – ขาดความไว้ใจ

It isn’t always clear who has the authority to make decisions. – ไม่ค่อยชัดเจนว่าใครมีอำนาจตัดสินใจ

Bottlenecks in decision making. – การตัดสินใจมีคอขวดเยอะ

People have to ask for permission to take action. – พนักงานต้องขออนุญาตทุกครั้งก่อนจะทำอะไร

Meetings don’t lead to decisions or actions. – การประชุมไม่นำไปสู่การตัดสินใจหรือการลงมือทำ

No time in the day for actual work. – ไม่ค่อยมีเวลาเหลือให้ทำงานจริงๆ

Too many meetings. – ประชุมเยอะเกินไป

Lack of honesty and candor. – ขาดความตรงไปตรงมา

Lack of visibility between teams. – ไม่รู้ว่าทีมอื่นทำอะไรกันบ้าง

Too much email. – อีเมลเยอะเกินไป

The “why” behind decisions isn’t always clear. – ไม่มีความชัดเจนว่าทำไมจึงตัดสินใจอย่างนั้น

We operate like everything is a crisis. – เราทำงานราวกับว่าทุกอย่างเป็นเรื่องวิกฤตไปหมด

We are addicted to planning. – เราเสพติดการวางแผน

Work/life boundaries are not used or respected. – ไม่มีเส้นแบ่งระหว่างงานกับเวลาส่วนตัว

We plan and predict rather than test and learn. – เราวางแผนและคาดการณ์แทนที่จะเอาเวลาไปทดลองและเรียนรู้

We change slower than the outside world. – เราปรับตัวได้ช้ากว่าโลกภายนอก

Rigid structures prevent experimentation. – โครงสร้างที่แข็งทื่อทำให้ไม่สามารถทดลองอะไรได้

We don’t take risks. – เราไม่กล้าเสี่ยง

Lack of feedback. – ไม่มีการให้ฟีดแบ็คกัน

We aren’t self-aware. – เราไม่รู้จักตัวเอง

We work in silos. – เราทำงานกันเป็นไซโล (ไม่คุยกัน)

Our structure inhibits collaboration. – โครงสร้างองค์กรไม่เอื้อต่อการทำงานร่วมกัน

We don’t know how to say no. – เราปฏิเสธคนไม่เป็น

The budgeting process is slow and unresponsive. – การจัดการงบประมาณเชื่องช้าและไม่ตอบสนองต่อความต้องการ

Politics and turf wars. – มีการเมืองและเล่นพรรคเล่นพวก

People talk behind backs. – คนชอบคุยกันลับหลัง

Lack of accountability and ownership. – ขาดความเป็นเจ้าของงาน

People don’t do what they say they’re going to do. – รับปากแล้วไม่ทำ

We avoid tough conversations. – เราหลีกเลี่ยงการพูดคุยที่ทำให้อึดอัด

People don’t feel that their work is meaningful. – คนไม่รู้สึกว่างานที่ตนทำมีความหมาย

We are a culture of fear. – เรามีวัฒนธรรมที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความกลัว

We prioritize the short term over the long term. – เราให้ความสำคัญกับเรื่องระยะสั้นมากกว่าเรื่องระยะยาว

ทีมงานสามารถเริ่มทำ looping ได้ด้วยการสำรวจว่าในทีมงานหรือในองค์กรมี tension อะไรบ้างและพูดมันออกมา

แต่ถ้าทีมงานคิดคำพูดไม่ออกเราก็มีตัวช่วยด้วยการทำการ์ดที่พูดถึง tensions 78 ข้อที่เรารวบรวมเอาไว้ แล้วเราจะขอให้ทีมลองคัด tensions ให้เหลือเพียง 7 ข้อที่รู้สึกว่า “โดน” มากที่สุด และถ้าแก้ไขได้จะเป็นประโยชน์สูงสุด

หากเรามีคนเข้าเวิร์คช็อปจำนวนเยอะพอ เราก็จะแบ่งคนออกเป็น 3 กลุ่ม และให้แต่ละกลุ่มไปคัดเลือก tension มา 7 ข้อ จากนั้นก็ให้พวกเขามารวมกันและนำ 7×3 = 21 ข้อนั้นมาคัดให้เหลือเพียง 7 ข้อสุดท้าย

แค่ดูว่าแต่ละกลุ่มคัดเลือก tensions กันอย่างไรก็ช่วยให้เราเห็นถึง dynamics ของคนในกลุ่มนั้นๆ แล้ว

เคยมีกลุ่มหนึ่งที่เลือก empowerment เป็นหนึ่งใน tension แล้วนายใหญ่ที่สุดก็เอ่ยขึ้นมาว่า “ไม่รู้ฉันต้องพูดอีกกี่หนนะ แต่จริงๆ แล้วทุกคนมีสิทธิ์มีเสียงที่จะตัดสินใจเองได้อยู่แล้ว” หลังจากในกลุ่มมองตากันเลิ่กลั่ก พนักงานที่อยู่มานานคนหนึ่งก็พูดขึ้นว่า “ใช่ ผมรู้ว่าคุณเชื่ออย่างนั้น เพียงแต่ว่าพวกเราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้น”

แน่นอนว่ามุมมองต่อ tensions ของแต่ละคนย่อมแตกต่างออกไป เราไม่จำเป็นต้องมาเถียงกันว่ามันเป็น tension จริงรึเปล่า แค่มีคนจำนวนหนึ่งรู้สึกอย่างนั้นมันก็คุ้มค่าที่จะหยิบขึ้นมาพูดคุยแล้ว

 


STEP 2 – PROPOSING PRACTICES เสนอวิธีการทำงานที่ต่างไปจากเดิม

เมื่อพบแล้วว่า ในทีมมี tensions อยู่ ขั้นตอนถัดมาคือให้ทีมเสนอวิธีการทำงานที่ต่างออกไป โดยอาจจะดูจากทีมอื่นๆ ที่ทำได้ดี หรือจะไปศึกษาตัวอย่างที่ดีจากองค์กรอื่นๆ ก็ได้เช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่เราทำได้ในระดับองค์กรคือสร้างห้องเอาไว้ให้คนนำ best practices มาแชร์กัน อาจจะตั้งชื่อห้องว่า #ways-of-working เวลาใครพบเห็นวิธีการทำงานที่น่าสนใจก็นำมาแชร์ไว้ในห้องนี้และถกกันต่อได้

สิ่งหนึ่งที่ต้องระวังคือการเสนอ practices ที่กว้างเกินไป ยกตัวอย่างเช่นหากคนบอกว่า tension คือ “Our processes get in the way of the work –
ขั้นตอนการทำงานนั้นสร้างความยุ่งยากให้กับการทำงาน” การเสนอ practice ว่า “ให้แก้ไขขั้นตอนการทำงานทั้งหมด” นั้นเป็นข้อเสนอที่กว้างเกินไปและไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้

บริษัทของผู้เขียนหนังสือได้ทำการรวมรวมวิธีปฎิบัติที่น่าสนใจากองค์กรวิวัฒน์มาใส่ไว้ในการ์ดอีก 78 ใบ โดยมีตัวอย่างดังต่อไปนี้

Replace “Is it perfect?” with “Is it safe to try?” – แทนที่จะถามว่ามันเพอร์เฟครึยัง ให้ถามว่ามันเซฟที่จะลองรึเปล่า

Start distributing authority to the edge of the organization. – กระจายอำนาจให้กับทีมชายขอบ

Start by stopping a meeting, process or habit that is holding us back. – ลองเลิกการประชุมบางอัน โปรเซสบางอย่าง หรือนิสัยบางข้อที่ฉุดรั้งเราไว้

Define spending thresholds below which no approval or advice is necessary. – ตัดสินใจว่ามีค่าใช้จ่ายใด/มูลค่าเท่าไหร่ ที่ทีมงานสามารถสั่งจ่ายได้โดยไม่ต้องขออนุมัติ

Form SLAM teams – self-managing, lean, audacious, multidisciplinary – around critical initiatives. – สร้างทีม SLAM ที่ดูแลตัวเอง คล่องแคล่ว คิดการใหญ่ มีความรู้หลากหลาย สำหรับการดูแลโปรเจคสำคัญๆ

Invite teams to create and edit their own roles. – ให้ทีมงานได้นิยามเนื้องานและหน้าที่ของตัวเอง

Move from an annual budget to a dynamic budget – เปลี่ยนจากวางงบประมาณประจำปีเป็นการวางงบประมาณแบบ dynamic

Invite everyone to spend 20 percent of their time (or more) working on whatever inspires them. – ให้พนักงานใช้เวลา 20% ทำงานที่ตัวเองสนใจ

Limit work in progress to a specific number of projects, initiatives, or tasks. – กำหนดให้งานที่ทำอยู่มีจำนวนไม่เกิน xx ชิ้น ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง

Eliminate all status updates, project reviews, and other bureaucratic theater. – ยกเลิกการประชุม status update หรือรีวิวโปรเจค หรืออะไรก็ตามที่ดูละม้ายคล้ายการแสดงละครเรียกความนิยมคนดู

Use a meeting moratorium to rebuild our operating rhythm from scratch. – ลองหยุดทุกการประชุมเพื่อดูว่าสุดท้ายแล้วการประชุมไหนกันแน่ที่จำเป็นจริงๆ

Hold regular retrospectives to build learning into every team, project, and initiative. – จัดการประชุมแบบ retrospective เพื่อให้ทีมได้ทบทวนและเรียนรู้ทุกครั้งหลังจบโปรเจค

Take turns or speak in rounds to hear all voices during meetings and calls. – ในที่ประชุม ให้ผลัดกันพูดเพื่อให้ทุกคนได้ออกความเห็น

Make compensation transparent to everyone in the organization. – ให้ทุกคนเห็นเงินเดือนของกันและกัน

Work in public by making workflow and work in progress visible to other teams. – ทำงานในที่แจ้งด้วยการเปิดให้คนอื่นเห็นงานที่เรากำลังทำ

Stop sharing files and switch to software that supports real-time collaboration. – เลิกส่งไฟล์ไปมาแต่ใช้ไฟล์ที่เปิดให้แก้ร่วมกันได้แบบ real-time

Stop hiring for culture fit and start hiring for what’s missing from the culture. – เลิกการจ้างคนที่เหมาะสมกับวัฒนธรรมองค์กร แต่ดูว่าวัฒนธรรมเรายังขาดอะไรอยู่แล้วจ้างคนแบบนั้นมาเสริม

เมื่อได้เห็น practices ทั้งจากในการ์ดและจากการดูตัวอย่างของทีมอื่นๆ แล้ว ก็ถึงเวลาที่ทีมจะต้องเลือกว่าจะนำ practices ไหนมาใช้ โดยสิ่งสำคัญที่สุดคือ practices นั้นต้องเป็นวิธีการที่ทีมพร้อมจะ commit และนำไปทดลองใช้จริงๆ

 


STEP 3 – CONDUCTING EXPERIMENTS – ทดลองใช้

เมื่อเรารู้ tension และเลือก practices ที่เราคิดว่าน่าลองแล้ว ก็ถึงเวลานำมันมาใช้กับการทำงานของเราจริงๆ โดยเป้าหมายไม่ใช่เพื่อที่จะทำให้มันเพอร์เฟค แต่เพื่อที่จะเรียนรู้ว่าอะไรบ้างที่เป็นไปได้และอะไรบ้างที่จะเกิดขึ้นหากเราลองสิ่งใหม่ๆ

เพื่อให้การทดลองนั้นสัมฤทธิ์ผล เราขอแนะนำให้ทีมตอบคำถามเหล่านี้อย่างตั้งใจ

Tension ของเราคืออะไร? ลองเล่าสถานการณ์ที่เกิด tension นี้ให้ฟังหน่อย

Practice เราอยากเสนอให้ทีมลองทำอะไร? สมมติฐานคืออะไร? วิธีการนี้มันสนับสนุนความ People Positive และ Complexity Conscious อย่างไรบ้าง?

Participants ใครจะเข้ามาเกี่ยวข้องบ้าง พวกเขา commit ที่จะทำอะไร?

Duration คิดว่าจะใช้เวลาทดลองนานแค่ไหน? จะทำ retrospective meeting เพื่อทบทวนสิ่งที่เราได้เรียนรู้ภายในเมื่อไหร่?

Learning Metrics เราจะวัดผลอย่างไรว่าวิธีการนี้มันเป็นคุณหรือเป็นโทษ? เราอยากได้ยินได้ฟังเรื่องราวแบบไหน?

Requirements เราจำเป็นต้องมีหรือต้องใช้อะไรบ้าง ต้องใช้เงิน ใช้พื้นที่ หรือใช้อุปกรณ์อะไรบ้าง?

Safety เราจำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากใครเพื่อให้เราทดลองเรื่องนี้ได้อย่างปลอดภัย?

หนึ่งในวิธีการดูว่าเรามาถูกทางรึเปล่า คือสังเกตว่าคนที่เกี่ยวข้องมีปฏิกิริยาอย่างไรบ้าง พวกเขาแสดงให้เห็นว่าอยากทำเรื่องนี้เพิ่มหรือไม่ แล้ววิธีการนี้เริ่มแพร่กระจายไปสู่ทีมอื่นๆ หรือไม่ ถ้าคำตอบคือใช่ แสดงว่าวิธีการใหม่นี้น่าจะเวิร์ค

สิ่งที่ควรระวังก็คือทั้ง 12 มิติใน OS นั้นเชื่อมโยงกันอยู่ ถ้าเราพยายามเปลี่ยนอะไรรวดเร็วหรือรุนแรงเกินไปในขณะที่ส่วนอื่นๆ ยังไม่พร้อม เราก็อาจล่มกลางทางได้

ตัวอย่างคลาสสิคคือองค์กรที่ empower ทุกคนอย่างกะทันหันโดยไม่ได้คำนึงถึง OS ด้านอื่นๆ ก่อน เมื่อข้อมูลไม่พร้อม เครื่องมือไม่พร้อม และสภาพแวดล้อมไม่เอื้อให้ลองผิดลองถูก คนที่เกี่ยวข้องก็อาจจะไม่ได้อินกับมันนัก แล้วผู้บริหารก็จะบ่นว่า “เห็นไหม คนของเราไม่พร้อมที่จะ step up และตัดสินใจ!” แต่จริงๆ แล้วนั่นเป็นเพราะองค์กรละเลยที่จะหา the adjacent possible (ความเป็นไปได้ถัดไป) ให้เรียบร้อยก่อนต่างหาก


 

CRITICALITY – จุดที่ไม่อาจหันหลังกลับ

สิ่งหนึ่งที่ต้องเตือนกันไว้ก่อนก็คือ เมื่อเราเริ่มทำการ looping กับหลายๆ ทีมไปสักพัก ทีมหรือองค์กรนั้นๆ อาจจะเดินทางมาถึง critical point หรือ tipping point ซึ่งก็คือจุดที่องค์กรไม่อาจหันหลังกลับมาได้แล้ว หากทีมงานได้ทดลองวิธีการใหม่ๆ แต่สุดท้ายองค์กรหันกลับไปใช้วิธีการข้าราชการแบบเดิมๆ ก็มีความเป็นไปได้ที่จะมีคนลาออกเพราะไม่สามารถรับวิธีการแบบเดิมๆ ได้อีกแล้ว

ที่บอกไม่ใช่เพื่อให้กลัว แต่ต้องการให้ตระหนักถึงความสำคัญที่ทีมผู้บริหารต้อง commmit กับการเปลี่ยนแปลงองค์กร เพราะการแก้ไข OS นั้นเหมือนกับการผ่าตัดหัวใจ ซึ่งทั้งสำคัญและมีความเสี่ยง

จะดูได้อย่างไรว่าองค์กรถึงจุด critical หรือ the point of no return แล้ว?

วิธีแรกคือดู “ภาษา” ที่ผู้คนในองค์กรใช้กันว่าเขาเริ่มมีการใช้คำศัพท์ที่สะท้อนถึงวิธีการทำงานใหม่ๆ หรือยัง

วิธีที่สองคือดูว่าวิธีปฏิบัติรูปแบบใหม่นั้นมันแพร่กระจายออกไปยังทีมอื่นๆ โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจหรือบังคับหรือไม่ ซึ่งถ้าสิ่งนั้นเกิดขึ้นจริง แสดงว่าการ transform นี้เริ่มจะมีชีวิตของมันเองและสิ่งต่างๆ ก็อาจจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

 


 

CONTINUITY – ความต่อเนื่อง

สิ่งหนึ่งที่เราจะเห็นในองค์กรที่ transform ตัวเองสำเร็จ คือความต่อเนื่องของการ looping คือมีการเรียนรู้และปรับเปลี่ยนตลอดเวลา

แต่บางทีพวกเขาก็ต้องการตัวช่วยเช่นกัน บริษัทอย่าง Buurtzorg ที่มีทีมงานย่อยหนึ่งพันกว่าทีม ก็เรียกใช้บริการของ “โค้ช” ซึ่งมีกัน 18 คนเข้ามาคอยเข้ามากระตุ้นและอำนวยความสะดวกในการทบทวน OS ส่วน Spotify ก็มีโค้ชเช่นเดียวกัน ขนาดนักกีฬาที่เก่งที่สุดในโลกยังมีโค้ช ดังนั้นทีมที่ยอดเยี่ยมที่สุดก็ควรจะมีโค้ชเช่นกัน

องค์กรที่ก้าวหน้านั้นจะเหมือนอยู่ใน beta version เสมอ คือมีการทดลองและเรียนรู้ตลอดเวลา เพราะโลกไม่เคยหยุดนิ่งและสถานการณ์ไม่เคยเหมือนเดิม การปรับปรุง OS จึงเป็นเรื่องที่ไม่มีวันจบ

องค์กรเหล่านี้จะสนใจใคร่รู้ว่าองค์กรอื่นๆ จัดการ tension ของตัวเองอย่างไร รวมถึงไม่รีรอที่จะแบ่งปันสิ่งที่ตัวเองทำอยู่ให้บริษัทอื่นรับทราบ เมื่อหลายปีที่แล้ว ตอนที่ Netflix ตีพิมพ์ Netflix Culture Deck นั้นถือเป็นเรื่องที่ฮือฮาไปทั้งวงการ แต่เดี๋ยวนี้องค์กรหลายที่ใช้วิธีการเดียวกันนี้ในการสร้าง employer branding ที่ดีและดึงคนที่เหมาะสมมาร่วมทีม

ผู้เขียนเชื่อว่าในอีกไม่นาน องค์กรวิวัฒน์เหล่านี้น่าจะมีการนัดพบกันเป็นประจำ ไม่ใช่เพื่อพูดคุยเทรนด์เทคโนโลยีตัวใหม่ล่าสุด แต่เพื่อคุยเรื่องที่ลึกซึ้งไปกว่านั้นนั่นคือการสร้างอนาคตที่ดียิ่งกว่านี้

 


 

ขอบคุณเนื้อหาจากหนังสือ Brave New Work ของ Aaron Dignan

Brave New Work ตอนที่ 1 – ไฟแดงหรือวงเวียน?.

Brave New Work ตอนที่ 2 – หนี้กรรมขององค์กร

Brave New Work ตอนที่ 3 – เชื่อมั่นในมนุษย์

Brave New Work ตอนที่ 4 – จุดมุ่งหมายสำคัญ

Brave New Work ตอนที่ 5 – เส้น Waterline

Brave New Work ตอนที่ 6 – Red Team

Brave New Work ตอนที่ 7 – Loosely Coupled, Tightly Aligned

Brave New Work ตอนที่ 8 – ทำงานในที่แจ้ง

Brave New Work ตอนที่ 9 – คู่มือการทำงานกับผม

Brave New Work ตอนที่ 10 – เงินซื้อความสุขไม่ได้

Brave New Work ตอนที่ 11 – Culture เปรียบเหมือนเงา

Brave New Work ตอนที่ 12 – เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง