Sapiens ตอนที่ 8 – โลกที่ถูกหลอมรวม

20170205_oneworld

โลกใบเล็ก

เมื่อประมาณ 10,000 ปีที่แล้ว เป็นยุคสิ้นสุดของ Ice Age ครั้งล่าสุด ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทั่วโลก แผ่นดินบางแห่งอย่างแทสมาเนียได้กลายเป็นเกาะที่ถูกตัดขาดจากแผ่นดินใหญ่อย่างออสเตรเลียโดยสิ้นเชิง

เมื่อไม่มีการติดต่อสื่อสารกัน คนในสมัยนั้นจึงเปรียบเหมือนอยู่ใน “โลกคนละใบ” อย่างแท้จริง เป็นเวลาถึงหมื่นกว่าปีที่ชาวแทสมาเนียไม่เคยรับรู้ความเป็นไปหรือแม้กระทั่งสำเหนียกถึงความมีตัวตนอยู่ของสังคมอื่นๆ และคนในสังคมอื่นก็ไม่เคยรู้ถึงการมีตัวตนของชาวแทสมาเนียเช่นกัน

ถ้านับว่าแทสมาเนียเป็น “โลก 1 ใบ” เมื่อหมื่นปีที่แล้วก็มีโลกใบเล็กๆ อยู่หลายพันใบ (หลายพันสังคมที่อยู่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง) แต่พอเข้าสู่ช่วง 2000 ปีก่อนคริสตกาลซึ่งคนเริ่มมีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น จำนวนโลกก็ลดลงเหลือแค่หลักร้อย และเมื่อถึงปีปีค.ศ.1450 (ก่อนที่ชาวยุโรปจะเริ่มออกเดินทะเล) คน 90% บนโลกใบนี้ก็อยู่บนโลกขนาดใหญ่ที่ชื่อว่า Afro-Asia ซึ่งหมายรวมถึงประชาชนในทวีปแอฟริกา ทวีปยุโรป และทวีปเอเชียทั้งหมด

ส่วนอีก 10% ของประชากรที่เหลือ อยู่ในโลกอีก 4 ใบอันได้แก่

Mesoamerican World – โลกของคนที่อยู่ทวีปอเมริกาเหนือและอเมริกากลาง

Andean World – โลกของคนที่อยู่ในทวีปอเมริกาใต้

Australian World – โลกของคนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดินออสเตรเลีย

Oceanic World – โลกของคนที่อยู่บนเกาะอย่างนิวซีแลนด์ ฮาวาย และเกาะอื่นๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิก

ภายในเวลา 300 ปี โลก Afro-Asia ก็กลืนกินโลกอื่นๆ เสียสิ้น โดยสเปนเข้าโค่นล้มอาณาจัก Aztec ในอเมริกากลาง ในปี 1521 และ อาณาจักรอินคาในอเมริกาใต้ในปี 1532

ชาวยุโรปเดินทางถึงทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรกในปี 1606 พอปี 1788 อังกฤษก็เริ่มออกล่าอาณานิคมอย่างจริงจัง และเมื่อปี 1803 ก็ยกพลขึ้นบกที่เกาะแทสมาเนีย ปิดฉากโลกใบเล็กๆ ใบสุดท้ายและทำให้ทุกคนอยู่ภายใต้โลกใบเดียวกัน


อาหารประจำชาติ?

พอเรานึกถึงอิตาลี เราจะนึกถึงสปาเก็ตตี้ในซอสมะเขือเทศ

นึกถึงอินเดีย ก็จะนึกถึงพริกและเครื่องเทศ

อาร์เจนตินาก็ขึ้นชื่อเรื่องสเต๊กเนื้อวัวที่มีให้เลือกหลายชนิด

และพอพูดถึงสวิตเซอร์แลนด์ ก็ต้องคิดถึงฟองดูช็อกโกแล็ต

แต่อาหารเหล่านี้ไม่ใช่อาหารท้องถิ่นเลยซักอย่าง

มะเขือเทศ พริก และโกโก้ล้วนแล้วแต่มาจากเม็กซิโก ซึ่งคนยุโรปได้รู้จักอาหารเหล่านี้ตอนที่สเปนโค่นล้มอาณาจักร Aztc และก่อนปี 1500 สเต๊กชนิดเดียวในอาร์เจนตินาก็ทำจากเนื้อลามะ

เราอาจมีภาพจำของชาวอินเดียแดงที่ถือธนูขี่ม้าเพื่อสู้รบกับชาวยุโรปผู้รุกราน แต่การขี่ม้าก็ไม่ใช่วัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวอินเดียแดง เพราะก่อนการมาถึงของชาวยุโรป ทวีปอเมริกาไม่เคยมีม้า!


แรงขับเคลื่อนทั้งสาม

โลกค่อยๆ หลอมรวมกันเป็นหนึ่งเดียวได้อย่างไร?

ผู้เขียนบอกว่า ในช่วง 3000 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดระเบียบสากล (Universal Order) สามอย่างที่ผลักดันให้คนทั้งโลกเชื่อมโยงกัน

ระเบียบสากลทางเศรษฐศาสตร์ นั่นคือ เงินตรา (monetary order)

ระเบียบสากลทางการเมือง นั่นคือ จักรวรรดิ (imperial order)

ระเบียบสากลทางจิตวิญญาณ นั่นคือศาสนาพุทธ คริสต์ และอิสลาม

พ่อค้า นักรบ และ ศาสดา คือบุคคลสามกลุ่มที่มีวิสัยทัศน์และมองเห็นโลกทั้งโลกนี้เป็นหนึ่งเดียวกันได้

พ่อค้ามองว่าคนทั้งโลกเป็นดังตลาดใหญ่ที่พร้อมจะซื้อสินค้าของเขา

นักรบมองว่าแผ่นดินทุกแห่งคืออาณาจักรและคนทุกคนเป็นอาณาประชาราษฎร์

ศาสดามองว่าโลกทั้งโลกล้วนมีความจริงเพียงหนึ่งเดียว และทุกคนพร้อมเป็นผู้เลื่อมใสศรัทธา

ในสามตอนต่อจากนี้ เราจะมาเจาะลึกกันว่า ระเบียบสากลแต่ละข้อนั้นได้มีส่วนขับเคลื่อนโลกาภิวัฒน์อย่างไรบ้าง

โดยเราจะเริ่มต้นจาก “ผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์” ที่ทำให้คนหันมานับถือและบูชาอย่างถวายหัว

ผู้พิชิตคนนั้นมีชื่อว่า “เงิน”

คนสองคนแม้ไม่ได้นับถือศาสนาเดียวกันหรือพระราชาองค์เดียวกัน แต่พวกเขาพร้อมใช้เงินสกุลเดียวกัน

โอซามะ บินลาเดนอาจจะเกลียดวัฒนธรรมของสหรัฐ เกลียดนักการเมืองสหรัฐ แต่เขานิยมชมชอบดอลล่าร์สหรัฐไม่ใช่น้อย

ความเป็นหนึ่งเดียวที่พระผู้เป็นเจ้าและจักรพรรดิไม่อาจมอบให้ได้ แต่เงินกลับทำได้ เป็นเพราะอะไร ต้องติดตามตอนต่อไปครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Sapiens: A Brief History of Humankind by Yuval Noah Harrari

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

Sapiens ตอนที่ 1 – กำเนิด Homo Sapiens
Sapiens ตอนที่ 2 – สิ่งที่ทำให้เราครองโลก
Sapiens ตอนที่ 3 – สมัยของการล่าสัตว์เก็บพืชผล
Sapiens ตอนที่ 4 – การหลอกลวงครั้งยิ่งใหญ่
Sapiens ตอนที่ 5 – คุกที่มองไม่เห็น
Sapiens ตอนที่ 6 – กำเนิดภาษาเขียน
Sapiens ตอนที่ 7 – ความเหลื่อมล้ำ

ด่วนด่า

20170403_judge.png

Q.เวลาที่เราพูดถึงเรื่องความดี บางทีมันขึ้นอยู่กับดีของใคร เอาอะไรมาวัด
A. อืม… ไม่นะ จริงๆ มันน่าจะต้องเป็นหลักเดียวกัน แต่คุณอ้างเหตุผลในการเปลี่ยนมันเท่านั้นเอง คุณเปลี่ยนให้เข้าข้างตัวเองแค่นั้นเอง มันหลักเดิม เหมือนยกตัวอย่างง่ายๆ การเขียนคอมเมนต์ด่าคน หรือเขียนคอมเมนต์นินทา ไม่มีส่วนไหนของโลกบอกว่าการทำแบบนี้ถูกต้อง คุณรวมตัวกันตั้งฉายาให้คนอื่นเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ ผมคิดว่าไม่มีในสื่อมวลชนในสังคมไหนถือว่านี่คือสิ่งถูกต้อง แต่เรากลับอะลุ่มอล่วยกับอะไรแบบนี้

Q. ที่ผ่านมา เจอเหตุการณ์ไหนหรือไปโดนอะไรมากับตัวหรือเปล่า
A. เปล่าๆ ผมไม่ค่อยโดนอะไรแบบนี้หรอก แต่เอาเข้าจริงๆ ผมว่าผมเข้าใจเขานะ คือเมื่อก่อนอาจจะไม่พอใจ เพราะไม่ชอบคนจิตใจไม่ดี จิตสำนึกไม่ดี ผมไม่ชอบ แต่ตอนนี้ผมก็เริ่มเข้าใจเขา ความจริงแล้ว ถ้ามีคนทำอะไรผิดขึ้นมา เราก็ชอบไปรุมด่าเขาใช่ไหม นี่ไม่เกิด ประโยชน์นะ เพราะมันไม่ทำให้เขาดีขึ้น ด่าเฉยๆ ใครก็ด่าได้ แต่จะเป็นประโยชน์ถ้าหาทางแก้ปัญหาหรือทำให้อะไรๆ ดีขึ้นได้ แต่บอกว่าไอ้นี่คือคนเลวระยำตำบอนก็แค่ด่า ไม่เกิดประโยชน์

– ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์
a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 
เรื่อง : วรัญญู อินทรกำแหง, มิ่งขวัญ รัตนคช,กมลวรรณ ส่งสมบูรณ์
ภาพ : วงศกร ยี่ดวง
สไตลิสต์ : Hotcake


อ่านคำตอบของซันนี่แล้วทำให้ผมนึกถึงข่าวข่าวหนึ่งที่เป็นประเด็นร้อนในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา

ข่าวที่รองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญาถูกตำรวจญี่ปุ่นควบคุมตัวเพราะขโมยภาพวาดในโรงแรมไปสามภาพ

ถ้าให้ผมเดา ประเด็นข่าวอย่างนี้แหละที่นักข่าวชอบ เพราะมันมีองค์ประกอบแห่งความไวรัลอยู่

องค์ประกอบแรกคือตำแหน่งหน้าที่การงานซึ่งขัดแย้งกับการกระทำผิดสุดๆ

องค์ประกอบที่สองคือสถานที่เกิดเหตุ เพราะญี่ปุ่นเป็นประเทศที่คนไทยรู้จักและมีแบรนด์ที่ชัดเจนเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต

ผมเองไม่ได้ติดตามข่าวนี้อย่างใกล้ชิด แต่ก็รับรู้ความคืบหน้าเป็นระยะๆ ผ่านทาง social networks

จำได้ว่าวันถัดมาก็มีการส่งต่อข้อความทางไลน์ บอกว่าหนึ่งในภาพที่ท่านรองฯ (ซึ่งเป็นผู้ชาย) คนนั้นขโมยไปคือภาพผู้หญิงญี่ปุ่นทรงโตโชว์ร่องอก

จากนั้นผมก็เห็นข่าวในเฟซบุ๊คฟีดว่า ทางการไทยจะเจรจากับญี่ปุ่นให้ส่งตัวกลับมาโดยไม่ต้องขึ้นศาลญี่ปุ่น

จากนั้นก็เห็นในฟีดอีกว่า ข้าราชการคนนี้โดนแค่ภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ไม่ได้โดนลงโทษทางวินัยแต่อย่างใด

ประเด็นเหล่านี้ล้วนเชิญชวนให้แชร์ต่อและก่นด่าความเป็นอภสิทธิ์ชนของผู้ใหญ่ในเมืองไทย


วันก่อนผมนั่งฟังพ็อดคาสท์ The Tim Ferriss Show  มีแขกคนหนึ่งทิ้งไว้น่าสนใจ

เขาบอกว่า เวลาคนเห็นข่าวอะไรแล้วโกรธหรือไม่เข้าใจ เขามักจะบ่นหรือพูดกับตัวเองว่า That doesn’t make any sense – มันไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด

แต่เขาก็บอกอีกว่า จริงๆ แล้วทุกอย่างนั้นเมคเซ้นส์เสมอ Everything always makes sense

ถ้าเราคิดว่ามันไม่เมคเซ้นส์ นั่นเป็นเพราะว่าเรายังมีข้อมูลไม่ครบถ้วนต่างหาก

เป็นถึงรองอธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญามาโขมยภาพเสียเองได้ยังไง

เมื่อทำผิดขนาดนี้ ทำไมไม่ปล่อยให้ญี่ปุ่นสั่งฟ้อง ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือทำไม

คดีความเสียหายต่อชื่อเสียงประเทศขนาดนี้ จะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนแค่นั้นเองเหรอ?

ไม่เมคเซ้นส์เลยซักนิด (จึงขอแชร์ขอบ่นหน่อยเถอะ)

แต่ถ้าเราลองตั้งสมมติฐานว่าทุกอย่างเมคเซ้นส์ล่ะ?

ผมเลยลองกลับไปนั่งย้อนอ่านข่าวดู จึงได้พบข้อมูลเพิ่มเติมดังนี้

1. รองอธิบดีฯ ได้ออกจดหมายขอโทษและชี้แจงถึงเหตุการณ์

เมื่อเสร็จภารกิจในการเดินทางไปราชการที่ประเทศญี่ปุ่น กระผมได้มีโอกาสสังสรรค์กับเพื่อนชาวญี่ปุ่น ที่เป็นเพื่อนสมัยที่ผมไปศึกษาที่ญี่ปุ่น ได้สนุกสนานกันเต็มที่ จนเผลอตัวดื่มสุรามากเกินไป เป็นเหตุให้เมามายจนขาดสติโดยไม่รู้ตัว และกระทำในสิ่งที่ไม่ควรกระทำ…เมื่อมีเหตุที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียดังกล่าว กระผมย่อมต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนตามแนวทางความคิดปกติในสังคมญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่กระผมได้เติบโตเล่าเรียนมาว่าการลาออกจากตำแหน่งหน้าที่เป็นการแสดงความรับผิดชอบที่พึงปฏิบัติ ดังนั้น กระผมขอแสดงเจตจำนงผ่านคำแถลงนี้ว่าจะขอลาออกจากตำแหน่งราชการ โดยจะยื่นใบลาออกให้ถูกต้องเป็นทางการต่อไป

ผมจึงเชื่อว่าที่เขาทำไปเพราะเมาเหล้าและคึกคะนอง ไม่ใช่ทำเพราะมีนิสัยขี้ขโมย เนื่องจากจุดที่ภาพโดนขโมยนั้นอยู่ในพื้นที่ส่วนกลางที่มีกล้องวงจรปิด แถมภาพก็ไม่ได้มีมูลค่าอะไรมากมาย ถ้ามีสติสัมปชัญญะครบถ้วนคงไม่มีใครเอาตัวเองมาเสี่ยง

ส่วนข่าวภาพวาดผู้หญิงโชว์ร่องอกที่ถูกอ้างว่าโดนขโมยนั้นเป็นการให้ข่าวที่ผิดพลาด เพราะภาพวาดที่ถูกขโมยจริงๆ นั้นเป็นเพียงภาพวิว

2. เรื่องที่ว่าทางการญี่ปุ่นไม่ส่งขึ้นศาลเพราะทางการไทยเข้าไปแทรกแซงช่วยเหลือ เขาก็มีคำอธิบายชัดเจนว่าญี่ปุ่นมีกฎหมายชะลอการฟ้อง หากอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าการฟ้องคดีต่อศาลไม่มีความจำเป็น อัยการมีอำนาจสั่งไม่ฟ้องคดีได้ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีอาชญาวิทยาสมัยใหม่ ที่ไม่ต้องการลงโทษผู้กระทำความผิดทุกคน แต่ต้องการให้โอกาสผู้กระทำความผิดที่ไม่ใช่ผู้กระทำผิดโดยสันดานได้ปรับปรุงแก้ไขความประพฤติของตนเพื่อกลับคืนเข้าสู่สังคม โดยไม่ต้องถูกสังคมตีตราว่าเป็นนักโทษที่ต้องคำพิพากษาให้จำคุกในเรือนจำมาก่อน

3. ส่วนข่าวที่ระบุว่าทางการไทยจะลงโทษแค่ภาคทัณฑ์และตัดเงินเดือนนั้นก็เป็นข่าวที่ไม่มีมูลความจริง เพราะปลัดพาณิชย์ก็ออกมาแถลงว่ากำลังสอบสวนอยู่ มีโทษอยู่แค่ 2 โทษ คือ ปลดออก กับ ไล่ออก


ดูเหมือนว่าจะมีหลายประเด็นที่เกิดขึ้นเพราะความบกพร่องของสื่อเอง

แต่ก่อนที่เราจะไปต่อว่าสื่อว่าไม่มีจรรยาบรรณ ก็ต้องพยายามเข้าใจเขาก่อนเช่นกัน

เมื่อคนทำข่าวเองก็มีความกดดันให้สร้างเนื้อหาที่โดนและมีคนอ่านเยอะๆ จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องการโหนกระแสและโหมกระแส เพื่อให้มีคนเข้ามาอ่านเว็บของตัวเองมากๆ เรื่องคุณภาพและความถูกต้องจึงมักจะตามมาทีหลัง

และจริงๆ แล้ว เราทุกคนที่เสพข่าวและส่งข่าวผ่านเฟซและไลน์ ก็ทำหน้าที่ “สื่อ” เหมือนกันไม่ใช่เหรอ?

ถ้าจะมีการส่งต่อข้อมูลผิดๆ เราเองในฐานะคนกดไลค์กดแชร์ก็มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้เหมือนกัน

แล้วผมเองมีข้อเสนอแนะอย่างไรบ้าง?

1.ไม่ต้องรีบด่าได้ไหม?
อย่างที่ซันนี่บอก เรื่องด่าใครก็ทำได้ ยิ่งกระแสดราม่าแรงๆ เรายิ่งคันไม้คันมือที่จะขอเป็นผู้พิพากษาสมทบ แต่ยิ่งกระแสแรงเท่าไหร่ เราเองก็ยิ่งมีสิทธิ์ที่จะตกเป็น “เหยื่อ” และเป็น “ผู้ร่วมกระทำผิด” ในการส่งต่อข้อมูลที่คลาดเคลื่อนมากเท่านั้น

บางคนอาจจะแย้งว่า เราไม่มีเวลาว่างมากพอที่จะมานั่งอ่านข้อมูลทั้งหมดซักหน่อย จะให้นั่งเฉยๆ ไม่ทำอะไรเมื่อเห็นเรื่องไม่ถูกต้องเหรอ?

ผมเลยมีอีกข้อเสนอนึง

2.ไม้ล้มข้ามได้ คนล้มอย่าข้าม
โดย “ไม้” ในที่นี้คือองค์กร เป็นเพียงสิ่งสมมติที่สังคมสร้างขึ้นมา เพราะฉะนั้นคุณจะด่าจะว่าอย่างไรมันก็ไม่เจ็บ ดังนั้นถ้าอยากด่ารัฐบาลก็ด่าไปเถอะ อยากด่าบริษัทหน้าเลือดก็ด่าไปเถอะ เพราะมันเป็นสิ่งหนึ่งที่เขาต้องรับสภาพอยู่แล้ว

แต่ถ้าจำเลยสังคมเป็นคนๆ หนึ่ง ที่มีเลือดมีเนื้อ มีลูกมีเมีย มีพ่อมีแม่ ผมคิดว่าการไปรุมกระทืบเขาให้จมดินเป็นเรื่องที่ใจร้ายไปหน่อย

ผมคงจะรู้สึกผิดไม่น้อยถ้าผมเป็นคนหนึ่งที่ไปรุมกระทืบเขา แล้วมารู้ตัวทีหลังว่าเราเข้าใจข้อมูลคลาดเคลื่อนหรือข้อมูลด้านเดียว จะไปขอโทษก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นมา เพราะเราได้มีส่วนร่วมทำลายชีวิตคนๆ หนึ่งด้วยอคติและการด่วนตัดสินของเราไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ข้อเสนอของผมก็มีเพียงเท่านี้ คืออย่าเพิ่งด่วนตัดสิน และถ้าจะตัดสินจริงๆ ก็ขอให้นึกถึงผลกระทบที่จะตามมากับเขาและครอบครัวของเขาด้วยครับ

ผมเชื่อว่าวันนึง ถ้าเราต้องตกเป็นจำเลยสังคมเสียเอง เราก็คงมีความปรารถนานี้เหมือนกัน


ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก a day BULLETIN issue 459 20 JANUARY 2017 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

นิทานชายแก่วิดน้ำ

20170203_well

วันนี้วันศุกร์ มาฟังนิทานกันนะครับ

ปูเรื่อง: เล่าจื๊อและขงจื๊อเป็นสองปราชญ์ที่เกิดในยุคสมัยเดียวกัน (ช่วงปลายพุทธกาล) แต่เล่าจื๊อนั้นอาวุโสกว่า เล่าจื๊อเป็นผู้เขียนคัมภีร์เต๋าเต๋อจิงที่เป็นต้นกำเนิดของลัทธิเต๋า ส่วนปรัชญาของขงจื๊อก็มีอิทธิพลอย่างมากในการวางรากฐานทางจริยธรรมและสังคมให้กับคนจีน

นิทานเรื่องนี้เล่าโดยโอโช (Osho)

ชายชราผู้ศรัทธาในคำสอนของเล่าจื๊อกำลังวิดน้ำจากบ่อน้ำบาดาลโดยมีลูกชายที่ยังหนุ่มแน่นคอยช่วยเหลือ

ขงจื๊อและเล่าจื๊อนั้นเกิดในยุคสมัยเดียวกัน แต่ทั้งสองนั้นแตกต่างกันกันอย่างมาก วิธีคิดของขงจื๊อนั้นเป็นไปในทิศทางเดียวกับอริสโตเติล และนั่นคือเหตุผลที่ชาวตะวันตกให้เกียรติขงจื๊อมากในช่วง 300 ปีที่ผ่านมา เพิ่งจะไม่นานมานี้เองที่ชาวตะวันตกจะเริ่มเห็นคุณค่าในคำสอนของเล่าจื๊อเมื่อได้ตระหนักว่าวิธีคิดแบบวิทยาศาสตร์นั้นกำลังเดินมาถึงทางตัน

กลับเข้านิทาน ขงจื๊อเดินผ่านมาและเห็นชายชราและลูกชายกำลังช่วยกันกันวิดน้ำอย่างเหน็ดเหนื่อย ขงจื๊อรู้สึกเห็นใจเป็นยิ่งนัก จึงเดินเข้าไปหาชายชราและบอกว่า

“ท่านรู้หรือไม่ว่าเดี๋ยวนี้คนอื่นๆ เขาใช้ม้าใช้วัวเพื่อวิดน้ำกันหมดแล้ว ทำไมท่านต้องพาตัวเองและลูกชายมาลำบากตรากตรำโดยไม่จำเป็นด้วย?”

“จุ๊ๆ ท่านอย่าพูดเสียงดังจะได้มั้ย ข้ากลัวลูกชายข้าได้ยิน โปรดรอให้ลูกชายข้าไปพักทานข้าวเที่ยงก่อนเถิด”

ขงจื๊อประหลาดใจยิ่งนัก แต่ก็รอจนลูกชายไปพักจึงถามชายชราว่า

“ทำไมท่านถึงไม่อยากให้ลูกชายของท่านได้ยินสิ่งที่ข้าพูด?”

“ข้าอายุ 90 ปีแล้ว แต่ยังแข็งแรงพอที่จะทำงานกับคนหนุ่มวัย 30 ถ้าวันนี้ข้าใช้ม้าช่วยวิดน้ำ วันหนึ่งเมื่อลูกชายข้าอายุ 90 คงจะไม่แข็งแรงเท่าข้าตอนนี้แน่ ดังนั้นข้าขอร้องล่ะ อย่าพูดเรื่องนี้ต่อหน้าลูกชายข้าเลย เพราะมันจะกระทบกับสุขภาพของเขา”

เมื่อใดที่เราทำสิ่งหนึ่ง อีกสิ่งหนึ่งจะถูกกระทบเสมอ

ยกตัวอย่างคนที่อยากหลับให้สนิท

คนที่อยากหลับสนิทนั้นคือคนที่ชอบการพักผ่อน แต่คนที่ไม่ทำงานให้เหนื่อย ย่อมไม่สามารถหลับได้สนิทหรอกนะ

เล่าจื๊อเคยกล่าวไว้ว่า “การทำงานกับการพักผ่อนคือเรื่องเดียวกัน ถ้าอยากจะพักผ่อน ก็จงทำงานให้หนัก” ออกแรงให้เยอะแล้วการพักผ่อนที่ดีจะตามมาเอง

แต่ถ้าเราคิดตามแบบอริสโตเติล เราจะมองว่าการทำงานกับการพักผ่อนเป็นเรื่องตรงข้ามกัน ถ้าผมชอบความสบายและชอบการพักผ่อน ผมก็จะนั่งอยู่เฉยๆ ตลอดวัน แต่ใครก็ตามที่พักผ่อนตลอดทั้งวัน เขาคนนั้นก็ได้ทำลายโอกาสที่จะได้นอนหลับสนิทตอนกลางคืนไปเรียบร้อยแล้ว


ขอบคุณนิทานจาก Osho Stories: WORK AND REST 

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pixabay.com

คำเล็กๆ ของคนบางคน

20170203_littlewords

เมื่อตอนหัวค่ำที่ผ่านมา ผมได้รับต้นฉบับหนังสือของผมที่ผ่านการทำอาร์ตเวิร์คเสร็จเรียบร้อยแล้ว

(ใช่ครับ ผมกำลังจะออกหนังสือ! ไว้จะเล่ารายละเอียดให้ฟังเร็วๆ นี้นะครับ)

ในต้นฉบับมีบทความเก่าๆ ที่ผมเคยเขียนเอาไว้ แฟนผมพลิกดูแล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “แต่ก่อนรุตม์เขียนบทความได้ยาวเหมือนกันเนอะ”

เหมือนจะเป็นการบอกกลายๆ ว่าเดี๋ยวนี้ผมเขียนสั้นจังเลย

ซึ่งก็จริงของเขา และผมก็ใช้เวลาขบคิดอยู่ซักพักนึงว่าเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น

เหตุผลแรกที่คิดออกก็คือ พอเปลี่ยนที่ทำงานใหม่เมื่อเดือนกันยายน ก็ใช้เวลากับงานมากขึ้นจนไม่ค่อยเหลือแรงเขียนอะไรยาวๆ

เหตุผลที่สองที่พอจะคิดได้ คือผม “หมดก๊อก” แล้ว เพราะของดีๆ ความคิดต่างๆ ที่เคยมีอยู่ในหัวก็ถูกถ่ายทอดลงบล็อกไปเกือบหมดตั้งแต่ช่วงปีแรกแล้ว

แต่ผมว่าน่าจะมีเหตุผลที่ลึกกว่านั้น นั่นคือที่เขียนสั้นเพราะไม่มีเรื่องอะไรให้เล่า เลยต้องพึ่งพา “คำคม” ซะเยอะ แล้วเขียนความคิดประดับเข้าไป จึงไม่มีเนื้อหาอะไรที่จับต้องได้มากนัก

แล้วเหตุใดถึงไม่มีอะไรให้เล่า?

ผมคิดว่าคำตอบที่ดีที่สุดก็คือ แต่ก่อนผมกับแฟนจะทำงานอยู่ใกล้กัน ผมจะเป็นคนขับรถไปส่งแฟนถึงออฟฟิศแล้วปั่นจักรยานปันปั่นมาที่ทำงานผม พอเย็นก็ปั่นจักรยานไปรับแฟนที่ออฟฟิศแล้วขับรถกลับบ้าน

ช่วงที่นั่งในรถทั้งขาไปขากลับนี่แหละคือช่วงเวลาที่ได้คุยโน่นคุยนี่จนเกิดเป็นประเด็นโน้นประเด็นนี้ขึ้นมา

แต่พอย้ายงาน ต่างคนต่างขับรถไปทำงานเอง ผมก็เลยเสียโอกาสในการคุยเรื่องสัพเพเหระไป พอไปถึงที่งานก็ได้คุยแต่เรื่องงานแล้ว

ใครจะไปนึกว่าการพูดคุยกับแฟนเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างอยู่ในรถ คือแหล่งเชื้อเพลงชั้นดีสำหรับงานเขียนของผม


มันทำให้ผมนึกถึงอีกประเด็นหนึ่งที่ผมขบคิดมานาน ว่าคำพูดของคนเรานั้นอาจมีผลกระทบอย่างที่เรานึกไม่ถึง

ถ้าใครตามอ่านบล็อก Anontawong’s Musings จะรู้ดีว่าช่วงนี้ทุกวันอาทิตย์ผมจะเขียนถึง Sapiens ซึ่งเป็นหนังสือที่ว่าด้วยความเป็นมาของมนุษยชาติ

Sapiens แต่ละตอนใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 3 ชั่วโมงเพื่อจะอ่านแต่ละบทซ้ำอีกครั้งแล้วนำมาเรียบเรียงตามความเข้าใจของเราอีกรอบ แต่บทความเรื่อง Sapiens นี้กลับถูกแชร์น้อยกว่าบทความอื่นๆ อยู่หลายช่วงตัวเลยทีเดียว

กระนั้นก็ตาม เมื่อสัปดาห์ที่แล้วผมได้คุยกับ “เบียร์” น้องที่เคยทำงานทีมเดียวกันเมื่อสิบกว่าปีก่อน เขาบอกว่าตอนนี้เขากำลังอ่านหนังสือ Sapiens อยู่ หลังจากได้รับแรงบันดาลใจจากบทความของผม

ส่วน”ทอม” น้องอีกคนนึงที่มาเยี่ยมบ้านเมื่อวันอาทิตย์ ก็มาถามผมด้วยความสนอกสนใจว่าหนังสือ Sapiens อ่านยากมั้ย เพราะเขาอ่านบล็อกแล้วรู้สึกว่ามันสนุกมาก อยากจะลองซื้อมาอ่านดูบ้าง (ผมเลยหยิบหนังสือให้ พอทอมเปิดดูได้สักพักก็ยิ้มแห้งๆ “ผมรอพี่สรุปให้อ่านดีกว่าครับ”)


สัปดาห์ที่แล้วอีกเช่นกัน ผมนัดกินส้มตำกับ “พี่นก” เพื่อถามความรู้เรื่อง HR

ระหว่างทานอยู่ก็เห็น “เหมียว” เดินเข้ามาในร้านคนเดียว ผมกินข้าวกับพี่นกเสร็จก็เลยมานั่งคุยกับเหมียวต่อหลังจากไม่ได้คุยกันมานานหลายปี

เหมียวเล่าให้ฟังว่า ตอนนี้เขากำลังอินกับการวิ่งมาก มีจัดทริปไปวิ่งในที่แปลกๆ ด้วย ทริปต่อไปเหมือนจะไปวิ่งที่กำแพงเมืองจีน

แล้วเหมียวก็พูดกับผมว่า เหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาออกกำลังกายจนเป็นนิสัยก็เพราะประโยคหนึ่งที่ผมเคยบอกเขาไว้เมื่อหลายปีที่แล้ว

พอเห็นผมทำหน้างง ก็รู้ว่าผมจำไม่ได้ชัวร์ เขาเลยเท้าความว่าผมเคยอธิบายว่าในสมองเราจะมีต่อมอยู่ต่อมหนึ่งที่เรียกว่าอะมิกดะลา (amygdala) ที่มันจะทำงานทันทีในเวลาที่เราพยายามจะเปลี่ยนแปลงอะไรกะทันหัน และมันนี่แหละที่เป็นตัวขัดขวางให้เราสร้างนิสัยใหม่ไม่สำเร็จซักที ดังนั้นถ้าอยากจะเปลี่ยนนิสัยอะไร ก็ต้องค่อยๆ ทำ อย่ารีบร้อน

ตอนแรกเหมียวก็ไม่ได้คิดอะไร แต่พอผ่านไปสองสามเดือนประโยคนี้ก็แล่นเข้ามาในหัว เขาก็เลยเริ่มไปที่สนามกีฬาทุกวันโดยไม่บังคับตัวเองว่าต้องออกกำลังกาย แค่พาตัวไปอยู่ตรงนั้นให้คุ้นเคยกับสถานที่ จากนั้นจึงค่อยๆ เริ่มเดิน แล้วจึงค่อยๆ เริ่มวิ่ง จนตอนนี้เขาวิ่งมาราธอนมาไม่รู้กี่รายการแล้ว


เมื่อปี 2009 ผมทำงานเป็น support team leader อยู่ที่ทอมสันรอยเตอร์

วันดีคืนดี internal communication manager ที่บริษัทก็ลาออก ผ่านไปหลายสัปดาห์ก็ยังไม่เห็นประกาศคนใหม่ พอผมเจอหน้าพี่นก (คนเดียวกับที่ผมกินส้มตำด้วยเมื่อองก์ที่แล้ว) ก็เลยถามว่าได้คนใหม่รึยัง พี่นกตอบว่ายังเลย และแถมด้วยคำพูดทีเล่นทีจริงว่า “บันไม่ลองสมัครดูล่ะ” (HR ที่นั่นจะเรียกผมว่า “บัน”)

ผมตอบปฏิเสธแทบจะทันทีเพราะผมรู้สึกว่าตำแหน่งนี้ไม่ค่อยมี career path เท่าไหร่ แถมเราก็ทำงานด้าน technical มาตลอด จะให้ข้ามสายไปทำด้าน marketing & communication ก็ไม่รู้ว่าจะทำได้ดีรึเปล่า

แต่พอกลับไปนั่งคิดนอนคิดช่วงสุดสัปดาห์ ก็ค้นพบว่าจริงๆ เราน่าจะเหมาะกับงานนี้ ก็เลยกลับไปบอกพี่นกว่าขอลองสมัครดู และสุดท้ายก็ได้ทำตำแหน่งนี้จริงๆ

และ career path ของผมก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

ถ้าวันนั้นพี่นกไม่ชวนเล่นๆ ผมก็คงไม่ได้ทำงานด้านการสื่อสาร และอาจไม่ได้สร้างบล็อก anontawong.com นี้ขึ้นมา

ถ้าวันนั้นผมไม่ได้เล่าให้เหมียวฟังเรื่องการทำงานของต่อม amygdala เหมียวอาจจะไม่ได้จัดทริปไปวิ่งที่กำแพงเมืองจีน

และถ้าคืนนี้แฟนผมไม่ได้เปรยว่า “แต่ก่อนรุตม์เขียนบทความได้ยาวเหมือนกันเนอะ” ผมก็คงไม่มีเรื่องมาเล่าได้ยาวขนาดนี้

คำพูดเล็กๆ บางคำ อาจมีพลังขนาดเปลี่ยนทิศทางชีวิตของคนคนหนึ่งได้

จึงเป็นเหตุผลที่ดีที่เราต้องระมัดระวังคำพูดของตัวเอง

และเป็นเหตุผลที่ดีที่จะเขียนบล็อกนี้ต่อไป ตราบใดที่ยังไม่หมดก๊อกครับ


ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่

ขอบคุณภาพจาก Pexels.com

5 ปัจจัยในการสร้างทีมที่ยอดเยี่ยมของ Google

20170102_fivekeys

เราได้ยินกันมานานว่าบริษัทกูเกิ้ลมีแต่คนเก่งๆ เต็มไปหมด

แต่เราก็อาจจะพอจินตนาการได้ว่า การมี Superstars อยู่เต็มทีมเพียงอย่างเดียวไม่ได้เป็นเครื่องการันตีว่าทีมนั้นจะทำงานได้ดี

ทีม People Operations* ของกูเกิ้ลจึงทำการศึกษาว่า มีปัจจัยอะไรบ้างที่ทำให้ทีมทีมหนึ่งในกูเกิ้ลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หลังจากสัมภาษณ์พนักงานกว่า 200 คนและดูคุณสมบัติของทีมที่มีประสิทธิภาพกว่า 180 ทีม พวกเขาก็ได้ค้นพบว่า ประสิทธิภาพของทีมนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่ามีใครอยู่ในทีมบ้าง แต่ขึ้นอยู่กับว่าคนในทีมมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างไรและมองงานที่ตัวเองทำว่ามีประโยชน์แค่ไหนต่างหาก

ทีม People Ops ได้ข้อสรุปว่า มีปัจจัยหลักๆ อยู่ 5 ข้อที่ทำให้ทีมๆ หนึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าทีมอื่นๆ ในกูเกิ้ล

1.รู้สึกปลอดภัย (Psychological safety) คนในทีมสามารถแสดงความเห็นหรือถามคำถามโดยไม่ต้องกังวลสายตาของเพื่อนร่วมทีม

2.วางใจกันได้ (Dependability) ทุกคนเชื่อมั่นว่าเพื่อนร่วมทีมจะรับผิดชอบหน้าที่ของตัวเองเป็นอย่างดีและผลิตงานที่มีคุณภาพ

3.มีความชัดเจน (Structure & Clarity) ทั้งในแง่เป้าหมายของทีม บทบาทของแต่ละคน และแผนการปฏิบัติ

4.มีความหมาย  (Meaning of Work) งานที่ทำนั้นมีคุณค่าทางจิตใจของทุกๆ คนในทีม

5.มีนัยยะ (Impact of Work) คนในทีมเชื่อว่างานนี้จะส่งผลประโยชน์ในวงกว้าง

โดยทีมที่วิจัยยังรายงานอีกว่า ปัจจัยข้อแรกหรือความรู้สึกปลอดภัยทางจิตใจนั้นสำคัญที่สุด เพราะบ่อยครั้งเหลือเกินที่คนในทีมไม่กล้าถามคำถามหรือแสดงความคิดเห็นบางอย่างเพราะกลัวจะถูกมองว่าไม่ฉลาดหรือตามคนอื่นไม่ทัน การสร้างสภาพแวดล้อมและวัฒนธรรมที่เอื้อให้ทุกคนกล้าแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาจึงเป็นพื้นฐานสำคัญต่อปัจจัยอีกสี่ข้อที่เหลือ

กูเกิ้ลพยายามพัฒนาประสิทธิภาพของทีมผ่านสิ่งที่เรียกว่า gTeams exercise ซึ่งใช้เวลาเพียง 10 นาทีในการประเมินปัจจัยทั้งห้าข้อ พนักงานกูเกิ้ลถึง 3000 คนใน 300 ทีมได้ลองใช้ gTeam exercise และพบว่าทีมที่หมั่นตรวจเช็คปัจจัยทั้งห้าข้ออยู่เสมอมักจะมีคะแนนที่ดีขึ้น ซึ่งบางเรื่องก็ทำได้ง่ายๆ เช่นการถามคนในทีมในการประชุมประจำสัปดาห์ว่า อาทิตย์ที่ผ่านมาได้ลองทำอะไรที่เสี่ยงๆ บ้างหรือไม่ (การกล้ายอมรับว่าตัวเองไม่เข้าใจหรือไม่รู้ ก็ถือเป็นเรื่อง “เสี่ยง” ทางจิตใจอย่างนึงแล้ว)

ในบทความไม่ได้ระบุว่า gTeam exercise มีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่เราสามารถนำมาปรับใช้ได้ด้วยการนำปัจจัยทั้งห้านี้มาสื่อสารให้กับคนในทีมได้รับรู้ และคุยกันว่าแต่ละข้อเราให้คะแนนกันเท่าไหร่ ถ้าข้อไหนคะแนนไม่ดีแล้วเราจะทำอะไรได้บ้างเพื่อให้สถานการณ์ดีขึ้นครับ


ขอบคุณข้อมูลจาก Rework: The five keys to a successful Google 

ขอบคุณรูปภาพจาก Flickr: Googleplex by Robble Shade 

* ที่กูเกิ้ลเรียก HR ว่า People Operations เพราะคงไม่ได้มองคนว่าเป็นเพียง “ทรัพยากร”

ตอนใหม่ facebook.com/anontawongblog
ตอนเก่า anontawong.com/archives
ดาวน์โหลด eBook – เกิดใหม่