กินกบตัวนั้นซะ

20170712_eatthatfrog

ความเดิมตอนที่แล้ว willpower หรือความสามารถในการควบคุมจิตใจเรานั้นมีขีดจำกัด ยิ่งเราตัดสินใจบ่อยแค่ไหน willpower ก็จะลดน้อยลงเรื่อยๆ

หนังสือ Eat That Frog ของ Brian Tracy ซึ่งเป็นหนังสือด้าน productivity ขึ้นหิ้งเล่มหนึ่ง ก็เข้าใจความจริงข้อนี้ เขาเลยออกกฎง่ายๆ ว่า

ในแต่ละวัน ให้กินกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดก่อน

กบตัวที่น่าเกลียด ก็คืองานที่เราไม่อยากทำที่สุด

มีหลายเหตุผลที่เราควรเอางานที่ยากที่สุดขึ้นมาทำเป็นอย่างแรกของวัน

– บ่อยครั้ง กบตัวที่น่าเกลียดที่สุด มักจะเป็นงานที่สำคัญและส่งผลกระทบมากที่สุดเช่นกัน

– ตอนเช้า เข็มพลัง willpower ของเรายังเต็มอยู่ ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการกินกบตัวนี้

– ถ้าไม่ยอมกินกบตัวนี้ในตอนเช้า ตกบ่าย willpower ของเราก็จะลดต่ำจนเราไม่มีใจไปกินกบตัวนั้นแล้ว ทำให้การกินกบตัวนี้ต้องล่าช้าไปอีกหนึ่งวัน

– ถ้าเช้านี้เรากินกบตัวใหญ่ตัวนี้ได้แล้ว งานอื่นๆ ที่เหลือของวันก็จะดูเป็นเรื่องง่ายขึ้นมาทันที

แต่หลายคนก็กังวลว่า กบหน้าตาน่าเกลียดขนาดนั้น ตัวโตขนาดนั้น จะไปกินอย่างไรไหว

คำตอบคือ “กินทีละคำ” ครับ

ซึ่งก็จะไปเชื่อมโยงกับ “กฎ 5 นาที” ที่ผมเขียนไว้เมื่อวันเสาร์ ว่าหากเราอยากจะเริ่มทำอะไร ให้บอกกับตัวเองว่าจะทำมันแค่ 5 นาทีพอ

อ่านบทความนี้จบแล้ว ลองคิดดูนะครับว่า อะไรคือกบตัวที่น่าเกลียดที่สุดที่คุณจะต้องกินในวันนี้

แล้วใช้ willpower ที่ยังมีอยู่เต็มแม๊กซ์จัดการมันเลย

—–

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

 

ทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่น

20170711_facebookscrolling

ในปี 2011 มีการตีพิมพ์งานวิจัยชื่อว่า Extraneous factors in judicial decisions ซึ่งว่าด้วยการตัดสินของคณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) ในอิสราเอล

คณะกรรมการประกอบไปด้วยผู้พิพากษา 8 ท่าน โดยหน้าที่ของพวกเขาคือการพิจารณาคำขอการปล่อยตัววันละประมาณ 14-35 คน

เนื่องจากเวลามีจำกัด หลังจากฟังคำร้องขอของนักโทษแต่ละคนแล้ว คณะกรรมการจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีในการตัดสินว่านักโทษคนนี้จะได้กลับบ้านหรือต้องนอนคุกต่อไป

จากการวิเคราะห์ผลการพิจารณานักโทษ 1112 คน นักวิจัยพบว่าโอกาสในการได้กลับบ้านของนักโทษนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับกับว่าเป็นคดีอะไร นักโทษเป็นคนเชื้อชาติไหน หรือมีความประพฤติอย่างไร

แต่ขึ้นอยู่กับว่าคณะกรรมการหยิบคำขอนั้นขึ้นมาพิจารณาตอนกี่โมง!!

economix-14hungryjudges-custom1

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกในวันนั้นที่ได้รับการพิจารณา โอกาสที่คุณจะได้กลับบ้านมีสูงถึง 65% แต่โอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ และจะเหลือต่ำกว่า 10% ก่อนที่ผู้พิพากษาจะได้ไปพักทานคอฟฟี่เบรค

ถ้าคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังจากที่คณะกรรมการได้พักกินกาแฟแล้ว โอกาสที่คุณจะได้รับการปล่อยตัวจะพุ่งกลับมาที่ 65% อีกครั้ง และค่อยๆ ลดลงจนเหลือประมาณ 10% ก่อนที่คณะกรรมการจะไปพักทานข้าวกลางวัน

และเช่นเคย คุณจะมีโอกาส 65% ที่จะได้กลับบ้าน หากคุณเป็นนักโทษคนแรกที่ได้รับการพิจารณาหลังพักทานข้าวเที่ยง และโอกาสจะน้อยลงเรื่อยๆ จนแทบเหลือศูนย์หากคุณเป็นนักโทษคนสุดท้ายที่ได้รับการพิจารณาในวันนั้น

นักวิจัยตั้งสมมติฐานว่า เพราะการตัดสินใจแต่ละครั้งต้องใช้พลังงานและ willpower (จิตตานุภาพ = พลังในการควบคุมจิตใจตนเอง) เมื่อสมองทำงานหนัก น้ำตาลกลูโคสในร่างกายจึงถูกใช้ไปเรื่อยๆ

พอต้องตัดสินใจหลายๆ ครั้งเข้าเหล่าผู้พิพากษาจึงเกิดภาวะการเหนื่อยล้าจากการตัดสินใจ (decision fatigue) สมองก็เลยยึดกับทางออกที่ง่ายดายและปลอดภัยที่สุด ซึ่งในกรณีนี้ก็คือการตัดสินไม่ปล่อยตัวนักโทษนั่นเอง

แต่พอผู้พิพากษาทั้ง 8 คนได้ไปพักกินกาแฟหรือทานข้าวเที่ยง willpower ก็ได้รับการเติมเต็ม คณะกรรมการจึงกลับมามีแรงตัดสินใจเรื่องยากๆ อีกครั้งหนึ่ง

การค้นพบนี้มีนัยหลายอย่าง เช่นเวลาคุณร่อนใบสมัครไปยังมหาวิทยาลัยดังๆ คุณอาจมีโอกาสได้เข้าเรียนมากกว่าคนอื่นเพียงเพราะประวัติของคุณถูกหยิบขึ้นมาพิจารณาเป็นคนแรกๆ

ในทางกลับกัน พนักงาน QC (Quality Control) ในโรงงาน ก็มีโอกาสปล่อยของไม่ได้คุณภาพให้ผ่านไป หากตอนนั้นใกล้เวลาเลิกงานแล้ว

นักวิจัยบอกว่า ในกรณีของคณะกรรมการพักการลงโทษนั้น จะให้เบรคกินขนมกินกาแฟบ่อยๆ คงไม่ใช่ทางออก (ไม่งั้นคงอ้วนตาย – อันนี้ผมคิดเอง) สิ่งที่พอจะช่วยได้คือการมี checklist ที่จะเตือนสติคณะกรรมการว่าควรจะต้องพิจารณาเหตุผลและปัจจัยอะไรบ้างเพื่อให้การตัดสินใจนั้นถูกต้องและได้มาตรฐานที่สุด ซึ่งการใช้เช็คลิสต์นี้ถือเป็นเรื่องปกติในอาชีพนักบิน แต่ในวงการอื่นๆ ไม่ค่อยได้ใช้กัน

แล้วที่จั่วหัวว่าทำไมเราชอบนอนไถเฟซบุ๊คตอนดึกดื่นล่ะ?

งานวิจัยนี้สอนให้รู้ว่า willpower นั้นเป็นเหมือนกล้ามเนื้อ ยิ่งใช้มากๆ ยิ่งล้า และทำให้การตัดสินใจด้วยเหตุด้วยผลนั้นด้อยคุณภาพลงไปเรื่อยๆ

ช่วงเวลาหมดวัน คือช่วงที่ willpower ของเราลดต่ำจนแทบเหลือศูนย์ สมองจะเริ่มคิดแบบเป็นเหตุเป็นผลไม่ค่อยได้แล้ว ดังนั้นแม้เราจะรู้อยู่แก่ใจว่าการนอนไถเฟซบุ๊คนั้นเป็นเรื่องเสียเวลาและทำให้เรานอนไม่พอ เราก็ยังคงจะนอนไถต่อไปเพราะมันง่ายและสบายดี

วิธีแก้ที่ผมลองแล้วพอจะได้ผล คือชาร์จมือถือไว้ให้ไกลหูไกลตา ก่อนจะนอนก็อย่าเดินไปหยิบมันขึ้นมาเป็นอันขาด เพราะเกือบจะร้อยละร้อย “เราจะแพ้” เสมอ

พรุ่งนี้จะขอมาเล่าต่อว่าเราจะใช้ประโยชน์จากธรรมชาติของ willpower ได้อย่างไรนะครับ

—–

หนังสือ The One Thing by Garry Keller with Jay Papasan

งานวิจัย Extraneous factors in judicial decisions by Shai Danzigera, Jonathan Levavb, and Liora Avnaim-Pessoa

The New York Times Economix – Up for Parole? Better Hope You’re First on the Docket by Binyamin Appelbaum

Beyond the times by Walter Frick – Don’t blog on an empty stomach

Gotoknow คณะกรรมการพักการลงโทษ (Parole Board) โดยวินัย เจริญเฉลิมศักดิ์ (น.ม.)

ขอบคุณภาพกราฟจาก New York Times

50 บทเรียน

20170710_50lessons

วันนี้ผมอายุครบ 37 ปีพอดีครับ เลยอยากลองสรุปบทเรียนที่ผ่านมาเป็นประโยคสั้นๆ ซัก 37 ประโยคดู เขียนไปเขียนมาได้เกินมานิดหน่อย จะตัดทิ้งก็เสียดาย เลยขอนำมาแชร์ไว้ตรงนี้ทั้งหมดเลยนะครับ

1. หัวหน้าคือพระอาทิตย์ของเรา เราคือดาวเคราะห์ของเขา ดังนั้นอย่าน้อยใจถ้าเขาดูแลเราได้ไม่ทั่วถึง

2. งานเร่งกับงานสำคัญเป็นคนละเรื่องกัน อย่าสับสน – Urgent work and important work are two different things. Don’t get them mixed up

3. ถ้างานมันง่ายเค้าคงไม่มาจ้างเราหรอก

4. ถ้าประชุมกันแล้วไม่มีใครจดบันทึกการประชุม ให้อาสาทำหน้าที่นั้น

5. เข้าห้องน้ำก่อนแล้วค่อยมานั่งทำงานต่อให้เสร็จก็ได้

6. Passion คือฉันทะ

7. คิดอย่างคนขี้เกียจ ทำอย่างคนขยัน (วิมังสา + วิริยะ)

8. เต็มที่การกระทำ ปล่อยวางกับผลลัพธ์ (อุเบกขา)

9. การทำตัวยุ่งคือการหลบซ่อนรูปแบบหนึ่ง – Being busy is another form of hiding

10. ใครขอโทษก่อนคนนั้นชนะ

11. ถือตัวทำไม หนักเปล่าๆ

12. ถ้าเขานิสัยไม่ดี แสดงว่าเขาต้องเคยเจออะไรแย่ๆ มา

13. เราล้วนต้องการใครซักคนที่เราจะแสดงความอ่อนแอให้เห็นได้ – We all need someone we can surrender to

14. คนไม่ตรงต่อเวลา คือคนที่ไม่เคารพชีวิตคนอื่น

15. เราหัวเราะได้ดังที่สุดตอนที่อยู่กับเพื่อนเก่า

16. คนเรามักจะใช้มาตรฐานของตัวเองไปตัดสินการกระทำของคนอื่น

17. อย่าคิดไปเองว่าเขาจะเข้าใจเจตนาของเรา

18. บางทีก็แค่ต้องเอ่ยปากเท่านั้น – Sometimes all you have to do is ask

19. ขอบคุณไม่เสียตังค์ ถ้าไม่กล้าขอบคุณดังๆ ให้ขอบคุณในใจ

20. ผู้หญิงไม่ได้ชอบคนเลว เค้าชอบคนมั่นใจในตัวเอง

21. คนมั่นใจกับคนโอ้อวดเป็นคนละคนกัน

22. การมีภรรยาดีเป็นลาภอันประเสริฐ

23. พ่อแม่เป็นคนที่เราหลงลืมบ่อยที่สุด

24. ลูกเราหน้าตาน่ารักเสมอ ต้องรอให้โตอีกหน่อยแล้วกลับมาดูถึงจะเห็นว่าตอนเกิดใหม่ๆ นี่หน้าตาตลกชะมัด

25. หนึ่งในข้อดีที่สุดของการมีลูกคือการได้เห็นแววตาที่บอกว่าเขาไว้ใจเราที่สุดในโลกแล้ว

26. คุณแม่มือใหม่มักจะมีปัญหากับคุณย่าเพราะวิธีการเลี้ยงลูกไม่เหมือนกัน จริงๆ แล้วก็อาจจะถูกทั้งคู่นั่นแหละ ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายก็ตามใจคุณแม่ดีกว่า เพราะเขาเป็นคนที่ต้องอยู่กับผลลัพธ์มากที่สุด

27. อย่าเปรียบเทียบ เพราะบางคนเป็นม้าตีนต้น บางคนเป็นม้าตีนปลาย

28. อย่าพยายามมากเกินไป

29. ถ้ายังหนุ่มสาวให้เน้น say yes ถ้าเกินสามสิบควรเริ่ม say no

30. เงินนั้นสำคัญ แต่มันเป็นเชื้อเพลิง ไม่ใช่จุดหมาย

31. ถ้าทำมาตั้งเยอะแล้วยังไม่ถึงไหน ให้หยุดทำแล้วอยู่นิ่งๆ จะได้มีเวลาคิด

32. ถ้าคิดมาตั้งนานแล้วยังไม่ได้ทำซะที ให้หยุดคิดแล้วลงมือเลย ไม่มีอะไรน่ากลัวหรอก

33. คนที่ถ่อมตัวมากเกินไปก็น่ารำคาญ – False modesty is another way to lie

34. มีเงินร้อยล้านก็กินข้าวได้ทีละจานเหมือนเดิม

35. ยิ่งอยู่สูง ยิ่งนอบน้อม ยิ่งน่ารัก

36. ระวังจะกลายเป็นผู้ใหญ่ที่เราเคยรังเกียจ

37. ให้เท้าสัมผัสดินเสียบ้าง

38. ผู้ชายแต่งตัวไปทำงาน ใส่ถุงเท้าก่อนใส่กางเกงนี่ง่ายกว่าเยอะเลย

39. เวลายกแก้วน้ำเย็นขึ้นดื่ม ระวังน้ำตรงก้นแก้วจะหยดลงจานข้าว

40. ในวัยสามสิบกว่า วิธีลดน้ำหนักที่ง่ายที่สุดคืองดอาหารเย็น

41. ถ้าเอารีโมทรถยนต์แนบหัวหรือแนบหลังของเราแล้วยิงไปที่รถ รีโมทจะทำงานได้ไกลขึ้น

42. น้ำหนักเฉลี่ยของเมฆคือ 500,000 กิโลกรัม 

43. ความรู้ที่ไม่ได้เอาไปสร้างประโยชน์ให้ผู้อื่น จะกลายเป็นความรู้ที่เอาไว้สร้างตัวกู

44. ข้อมูลเยอะเกินไปจะทำให้เราตัดสินใจไม่ได้

45. อย่างมงายกับตรรรกะ

46. ตัวเลขสำคัญน้อยกว่าที่เราคิด

47. ระหว่างเป็นคนถูกกับเป็นคนมีเมตตา เลือกเป็นคนมีเมตตาดีกว่า

48. อยากให้คนจำเราแบบไหน ก็จงทำตัวแบบนั้น

49. สร้างอะไรซักอย่างที่จะอยู่ได้ยืนยาวกว่าชีวิตเรา – Create something that will outlive you

50. ความสุขหรือความทุกข์ คือช่องว่างระหว่างความจริงกับความคาดหวัง

—-

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r  (ได้คะแนน 8.9 เต็ม 10 จากผู้เข้าเรียนคลาสแรก)

กฎ 5 นาที

20170907_5minuterule

ใครเคยผัดวันประกันพรุ่งบ้างยกมือขึ้น!

ตามประสบการณ์ของผม เรามีแนวโน้มที่จะบอกว่า “เอาไว้ก่อน” กับงานสามประเภท

1. งานง่ายๆ ที่เรารู้ว่าถึงจะผัดวันไปก็ไม่มีผลกระทบที่เลวร้าย เช่นอ่านหนังสือเสร็จแล้วไม่เก็บเข้าที่ กินข้าวเสร็จแล้วไม่ล้างจานเลย สิ่งที่ตามมาก็คือดินจะพอกหางหมู ทำให้บ้านรกรุงรังไม่ spark joy

2. งานยากๆ ที่เรารู้ว่าทำแล้วจะดีกับตัวเอง แต่เผอิญไม่มี deadline เช่นการออกกำลังกาย การนั่งลงวางแผนการเงิน การอ่านหนังสือแทนการเล่นเฟซบุุ๊ค ซึ่งแม้ว่าจะไม่ทำสิ่งเหล่านี้ ถึงชีวิตจะไม่แย่ลง แต่มันก็ไม่ดีขึ้นเหมือนกัน

3. งานยากๆ ที่เราไม่อยากทำ แต่รู้อยู่แก่ใจว่าสุดท้ายก็ต้องทำ เช่นงานใหญ่ที่เจ้านายสั่งมาและมีเส้นตายที่นานเกินสองสัปดาห์ เรามีแนวโน้มที่จะหลีกเลี่ยงงานแนวนี้ด้วยการไป “ขยันกับงานอื่น” จนเวลาหมดลงเรื่อยๆ ต้องให้ไฟลนก้นแล้วนั่นแหละถึงจะเริ่มลงมือทำ แล้วเราก็จะบ่นกับตัวเองว่าไม่น่าเลย (แล้วคราวหน้าก็ยังทำตัวเหมือนเดิมอยู่ดี)

สำหรับปัญหาประเภทที่ 1 (งานง่ายดายแต่ขี้เกียจทำตอนนี้) ผมแนะนำให้ใช้กฎ 2 นาที คืออะไรที่ใช้เวลาไม่เกินสองนาทีให้ทำไปเลย ไม่ต้องคิดอะไรทั้งนั้น จะได้ไม่ต้องเปลืองสมองตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่ทำดี

ส่วนงานยากๆ แบบ 2 และ 3 นั้น ขอนำเสนอกฎ 5 นาทีครับ

สิ่งต่างๆ ในโลกนี้มีแรงเฉื่อย (inertia) ยิ่งของชิ้นนั้นมีน้ำหนักมาก แรงเฉื่อยก็ยิ่งเยอะตาม

คนเราเมื่อเจองานที่ดูเหมือนจะหนักหนาสาหัส แค่คิดว่าต้องทำก็ท้อแล้ว เราถึงหลีกเลี่ยงมันโดยตลอด

กฎ 5 นาทีคือการบอกกับตัวเองว่า เราจะทำสิ่งนี้เพียง 5 นาทีเท่านั้น

แทนที่จะตั้งเป้าว่าไปวิ่งรอบสวนลุม 1 รอบ ก็เปลี่ยนเป็นบอกตัวเองว่าจะไปวิ่งๆ เดินๆ ในสวนลุมให้ครบ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำรายงานฉบับนีให้เสร็จ ก็บอกตัวเองว่าจะนั่งทำรายงานฉบับนี้แค่ 5 นาทีก็พอ

แทนที่จะทำความสะอาดห้องให้เรียบร้อย ก็บอกตัวเองว่าจะทำความสะอาดห้องแค่ 5 นาทีก็พอ

พอครบ 5 นาทีแล้ว ถ้าไม่รู้สึกอยากทำต่อก็หยุดได้เลย ไม่ต้องรู้สึกผิด แต่ถ้ายังรู้สึกอยากทำต่อก็เป็นสิทธิ์ของเราเช่นกัน

กฎ 5 นาทีมีประโยชน์สองอย่าง

หนึ่ง คือแทนที่จะโฟกัสไปที่การ “ทำงานให้เสร็จ” เราจะโฟกัสไปที่การ “เริ่มต้น” งานชิ้นนั้นแทน

สอง อะไรก็ตามที่มีแรงเฉื่อย (inertia) พอมันเริ่มเคลื่อนที่แล้วมันก็จะมีแรงส่งหรือโมเมนตัมเช่นกัน (momentum = mass x velocity) นึกภาพตอนที่เราเข็นรถในลานจอด เราต้องออกแรงเยอะที่สุดเฉพาะในตอนแรกเท่านั้น พอรถเริ่มไหลเราก็แทบไม่ต้องออกแรงอะไรแล้ว

สิ่งที่เราจะพบหลังใช้กฎข้อนี้ก็คือ เราจะ “เริ่ม” งานยากได้เร็วขึ้นและบ่อยขึ้น และแม้เราจะทำครบ 5 นาทีแล้ว ส่วนใหญ่เราก็จะทำต่อไปอีกเพราะงานชิ้นนี้มีโมเมนตัมของมันนั่นเอง

ลองเอาไปใช้กันดูนะครับ


สมัคร Time Management Workshop >> https://goo.gl/rLhL7r

facebook.com/anontawongblog
anontawong.com/archives

Time Management: First Class

20170708_timemanagement

เมื่อวันเสาร์ที่ 23 มิถุนายน ผมจัดเวิร์คช็อป Time Management สำหรับสาธารณชนเป็นครั้งแรก

ตอนที่เปิดรับสมัครสัปดาห์ก่อนหน้านี้ ผมก็ใจตุ้มๆ ต่อมๆ ว่าจะมีคนสมัครมามั้ย เพราะแม้ผมจะเชื่อว่าคุ้มค่า แต่ค่าลงทะเบียนก็ถือเป็นเงินที่ไม่น้อยอยู่ ไหนจะต้องเสียเวลาเดินทางอีก

แต่แล้วก็มีคนสมัครเต็มภายในหนึ่งวัน และภายในสามวันทุกคนก็โอนเงินมากันหมด ทำให้ผมรู้แล้วว่าคราวนี้ต้องตั้งใจและใส่ใจมากเป็นพิเศษ เพราะที่ผ่านมาผมเคยสอนแต่ในบริษัท ซึ่งเรียนฟรี และบางคนก็ถูกบังคับให้มาเรียน แต่คราวนี้ทุกคนจ่ายเงินเอง และสมัครใจที่จะมาเรียนทั้งนั้น

ผมเลือกสถานที่เป็น THINK SOciety ซึ่งเป็น co-working space ที่อยู่ซอยสุขุมวิท 101/2 และใกล้กับรถไฟฟ้าอุดมสุขมาก คุณพัมเจ้าของบอกว่าเดี๋ยวจะจัดที่นั่งให้เป็น Bean bag จะได้บรรยากาศสบายๆ

คลาสเริ่ม 9.30 ผมกับแฟนไปถึงสถานที่ตอน 8.30 แล้วก็เริ่มจัดที่ทาง bean bag ที่เตรียมไว้ยังไม่พอกับจำนวนคนเลยต้องมีการจัดสรรที่ใหม่เล็กน้อย ตอนเซ็ทอัพคอมพิวเตอร์ก็มีติดๆ ขัดๆ นิดหน่อยจนคนเริ่มทยอยกันมาแล้วผมก็ยังไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ แต่สุดท้ายก็ได้เริ่มตรงเวลา โดยมีคนมาทั้งหมด 14 คน

นักเรียนกลุ่มนี้มีความหลากหลายมาก บางคนเป็นตำรวจ บางคนเป็นตากล้องอิสระ บางคนเป็นหนุ่มแบงค์ บางคนทำสตาร์ทอัพ บางคนเป็นที่ปรึกษา บางคนทำบัญชี บางคนกำลังจะไปเรียนต่อเมืองนอก และก็มีหลายคนที่ทำงานด้าน IT

ต่างคนต่างที่มา แต่ล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการใช้เวลาที่มีอยู่ให้คุ้มค่าที่สุด

แม้จะกินไปฟังไป แต่ก็สังเกตได้เลยว่าแต่ละคนตั้งใจกันมาก กิจกรรมกลุ่มก็คุยกันอย่างกับรู้จักกันมานาน แถมยังออกมาพรีเซนต์หน้าห้องกันอย่างสนุกสนาน

เป็น 3 ชั่วโมงที่อัดแน่นไปด้วยสาระและบันเทิง สอนเสร็จแล้วผมรู้สึกมีแรงมากกว่าเดิมอีก

จากนี้ไปอาจจะมีเวิร์คช็อป Time Management อีกหลายครั้ง แต่ First Class นั้นมีได้แค่ครั้งเดียว

ขอขอบคุณทั้ง 14 คนที่ทำให้ “ครั้งแรก” ของผมเป็นประสบการณ์อันน่าประทับใจจริงๆ ครับ


 

Time Management First Class is

1. ตั้ง
2. วิน
3. ปิง
4. จู
5. ดี
6. แท็ก
7. เอ๋
8. แพท
9. เจ
10.จิม
11.กอล์ฟ
12.โบ
13.ติ๋ง
14.อ้อม

 

บางคำตอบจากการประเมินหลังจบคลาส

3 เรื่องที่จะนำไปใช้หลังคลาสนี้

– paradigm shift , juggling ,time blocking
– เรื่องหลักการ / ให้ปล่อย ram สมอง/ tool ต่างๆ
– จัดการตัวเอง/toolมีมากมายเลือกและ adapt/focusที่หินก้อนใหญ่
– 4 quadrant activities, paradigm, time boxing
– Zen to done, Time boxing, Pomodoro
– การปรับความคิด การดึงเอาเทคนิคต่างๆ มาใช้ร่วมกัน ได้พูดคุยและรู้จักเพื่อนใหม่
– Paradigm, กฎ 2 นาที, Download ข้อมูล”
= Juggler บอล 5 ลูก
– The way that instructor integrates brain dump, time boxing, and zen to done concept.

 

สิ่งที่ชอบที่สุดเกี่ยวกับคลาสนี้

– มีตัวอย่างให้ดูเยอะ เห็นภาพชัด นำไปใช้ได้จริง
– คอร์สกลุ่มเล็กดีค่ะ ชอบๆ
– เข้าใจง่าย ทำได้จริง!
– สถานที่ดีมากครับ
– รู้สึกเหมือนโดนหมัดที่เข้าเป้าครับ เข้าใจง่ายแต่โดนใจครับ
– ได้อ่านบล็อก ก็ได้ประโยชน์ มาเข้าคลาส ก็ยิ่งชัดเจน เห็นภาพ ขอบคุณที่ได้รู้จักกัน
– ปกติเป็นคนที่ชอบอ่านและคอยหาเครื่องมือเทคนิคเรื่อง self management อยู่แล้ว เลยสนใจคอร์สนี้มาก และก็ไม่ผิดหวัง คุณรุตม์สามารถรวบรวมและนำมาถ่ายทอดให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น และทำให้ตัวเองที่ในช่วงนี้รู้สึกว่าชีวิตวุ่นวายจัดการไม่ค่อยได้ มีแรงบันดาลใจที่จะกลับไป manage ตัวเองให้ดีอีกครั้ง ขอบคุณมากค่ะ
– กิจกรรมดีมากๆ
– มาเรียนคอร์สนี้แล้วได้ทั้งหลักการ เทคนิค และ workshop พูดคุยกับพี่ๆ เพื่อนๆ ที่มาจากต่างที่ มีประสบการณ์ต่างกัน ได้มา share กัน และสามารถนำไปปรับใช้ได้จริง จะลองเอาที่คุณรุตม์แนะนำไปปรับเพื่อพัฒนาตัวเองเกี่ยวกับ Time Management นะคะ
– คำว่า time management มันฟังเหมือนจะเป็น common sense ที่ทำทุกคนควรทำได้ ไม่ขี้เกียจก็ทำได้ มีสติโฟกัสก็จะสามารถทำได้ แต่ผมว่าแท้จริงแล้วมันไม่ใช่ซะทีเดียว คนที่เจอปัญหามันไม่ใช่แค่เวลาอย่างเดียว มันอาจรวมถึง manage expectation ด้วย เทคนิคต่างๆมันทำให้เราเอาไปปรับใช้ได้แล้วมีความสบายใจมากขึ้น
– เชื่อว่าtechniqueที่เรียนรู้ในวันนี้จะทำให้productivityเพิ่มขึ้นค่ะ

 

เรื่องที่ควรปรับปรุง

– ชอบทุกอย่าง แต่อาจจะเวลาน้อยไปหน่อย
– เปิดคอร์สอื่นๆ เพิ่ม 55+
– สถานที่ค่ะ มีเสียงเครื่องบดกาแฟ (รุตม์: คราวหน้าจะหาห้องที่ไม่มีเสียงรบกวนครับ)
– อยากได้ยินตัวอย่าง หรือ case study อื่นเพิ่มอีกสักหน่อย (รุตม์: จะไปหามาเพิ่มเติมนะครับ)
– เรื่องสถานที่อาจจะคับแคบไปหน่อยค่ะ แต่ข้อดีก็คือทำให้ได้อารมณ์แบบบ้านๆ ไม่เป็นทางการดีค่ะ (รุตม์: จะลองเปลี่ยนสถานที่ไปเรื่อยๆ จนกว่าจะเจอที่ๆ ลงตัวที่สุดครับ)
– อาจจะมีคอร์ส advance สำหรับคนที่รู้จักพื้นฐานมาบ้างแล้วค่ะ (รุตม์: ที่สอนนี่ก็แทบจะหมดเปลือกแล้วนะครับ!)
– เวลาพูดอย่าเกาหูได้ไหม (รุตม์: ไม่เคยรู้ตัวมาก่อนเลย คราวหน้าเลิกแน่นอนครับ!)
– พูดเร็วไปครับ คนที่รู้มาน้อยจะไม่ค่อยเข้าใจ (รุตม์: เรื่องพูดเร็วยังแก้ไม่หายครับ แต่เชื่อว่าจะดีขึ้นเรื่อยๆ)
– มีความมั่นใจเพิ่มอีกหน่อยก็ดี (รุตม์: อาจจะประหม่าตรงที่ไม่เคยมีนักเรียนแบบนี้มาก่อนครับ) 
– เพิ่มเวลาได้ก็ดีครับ ไม่ก็ส่งข้อมูลคร่าวๆ มาก่อนก็ได้ครับ (รุตม์: คราวหน้าจะเผื่อเวลาให้มากกว่านี้ครับ)
– พี่รุตม์ตัวจริงดูแตกต่างจากในบล็อกมาก คาแรคเตอร์ในบล็อคอาจจะไม่ค่อยถูกใจผมเท่าไหร่เพราะดูเข้าถึงยากเพราะด้วยการนำเสนอในรูปแบบบทความ หรือนิทานซึ่งแอบดูแปลก แต่พอมาเจอตัวจริงแล้วเข้าถึงได้มากกว่า เชื่อถือได้มากกว่า ผมว่าถ่ายทอดคาแรคเตอร์ลงไปในบล็อกได้มากกว่านี้ครับ (รุตม์: น่าสนใจมากครับ จะลองปรับดูนะครับ)

ถ้าเพื่อนที่มีปัญหาเรื่อง Time Management มาถามว่าเขาควรลงคอร์สนี้หรือไม่ จะตอบว่า?

ควร: 14
ไม่ควร: 0

เต็ม 10 ให้กี่คะแนน?

8.9 (คะแนนเฉลี่ย)

 

IMG_2612

IMG_2590

IMG_2594

IMG_2606

IMG_2622

IMG_2623

IMG_2639

IMG_2644

IMG_2649

IMG_2647

IMG_2660